อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ตามรอยบุญพระ

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 26-04-12, 18:32
ELLE's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Oct 2010
ข้อความ: 253
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 510
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,354 ครั้ง ใน 2,354 ข้อความ
พลังบุญ: 2510
ELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished road
Smile ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ

Name:  ศ.JPG
Views: 1082
Size:  8.8 KB
ตามที่คณะเราได้ทำงานตามรอยพระบาทมาเป็นเวลา ๓๐ ปีนี้ พระครูบาเจ้าศรีวิชัยท่านก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่ได้ทำงานตามรอยพระบาท และได้สร้างและบูรณพระบรมธาตุ,รอยพระบาทฯ เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคเหนือ ซึ่งในบันทึกที่คณะได้สำรวจพบ พบว่า ในสมัยท่านยังมีชีวิตอยู่ได้สร้างวัดไว้ถึง ๑,๐๐๐ วัด โดยวัดสุดท้ายมีชื่อว่า วัดพันหลัง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่
และในปีมหามงคลนี้ คณะฯได้ทำการฉลองพุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระองค์ปัจจุบัน, เฉลิมในหลวง ๘๔ พรรษา ถวายเป็นพุทธบูชาฯ จึงได้จัดให้มีการตามรอยครูบาเจ้าท่าน เพื่อสานต่องานของท่านให้สำเร็จลุล่วงตามเจตนารมย์ในการสืบอายุพระศาสนานให้ครบ ๕,๐๐๐ ปี ถวายเป็นพุทธบูชาฯ จึงได้ตั้งกระทู้นี้ขึ้นเพื่อประกาศคุณงามความดีของท่าน และแสดงผลงานต่างๆที่ท่านได้ทำไว้ให้ปรากฏช่วยพระฯโปรดโลกต่อไปครับ สาธุ
ในกระทู้นี้จะเป็นการเล่าเรื่องและผลงานของท่านครูบาที่พวกเราจะทยอยรวบรวมไว้ให้ปรากฏเป็นอัศจรรย์ ณ บัดเดี๋ยวนี้ครับ สาธุ
__________________
สัมปติจฉามิ นิพพานนัง ปรมัง สุขขัง สัมปจิตฉามิ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ELLE ในข้อความนี้
พรรณวดี (27-04-12), พุทธรักษา (30-04-12), ก้อนดิน (27-04-12), อภิญญา (26-04-12), เพิ่มบุญ (08-05-12), Jira (16-06-12), ohm_chiangmai (26-04-12), Rich (26-04-12)
  #2  
เก่า 26-04-12, 19:25
ohm_chiangmai's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Apr 2012
ข้อความ: 139
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 466
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,014 ครั้ง ใน 1,014 ข้อความ
พลังบุญ: 1162
ohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished road
Default วัดสี่อริยะเจ้า...เส้นทางรอยบุญครูบาเจ้าศรีวิไชย

วัดสี่พระอริยะเจ้า...เส้นทางรอยบุญแห่งครูบาเจ้าศรีวิไชย...แห่งเมืองเชียงใหม่

คามที่พี่ ELLE ได้ประเดิมเปิดกระทู้ "ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชา" และเปิดโอกาสให้ผมได้มาเล่าสู่กันฟังในเรื่องประวัติของวัดทั้งสี่ รวมถึงการสำรวจและโครงการบูรณะวัดพระธาตุอนาคามี ผมเองจะได้รวบรวมมาในกระทู้นี้และจะค่อยๆเล่าไปทีละวัดนะครับ...

วัดสี่พระอริยะเจ้า...

นับตั้งแต่ครูบาศรีวิชัยได้มีการสร้างถนนขึ้นสู่พระบรมธาตุดอยสุเทพ ครูบาพร้อมหมู่คณะศิษย์ของท่าน ได้มีการบูรณะซ่อมสร้าง วัดตั้งแต่ตีนดอยสุเทพขึ้นไปตามลำดับขั้นของพระอริยะเจ้าคือ...โสดา สกิทาคา อนาคา และอรหันต์ ดังได้ปรากฏเป็นชื่อวัดดังต่อไปนี้...

1) วัดศรีโสดา ..... เป็นสัญลักษณ์ของพระอริยะเจ้าชั้นโสดาบัน
2) วัดผาลาดสกิทาคามี ..... เป็นสัญลักษณ์ของพระอริยะเจ้าชั้นสกิทาคามี
3) วัดอนาคามี ..... เป็นสัญลักษณ์ของพระอริยะเจ้าชั้นอนาคามี...ปัจจุบันบางท่านถือว่าสาบสูญ แต่แท้ที่จริงกลายเป็นวัดร้างอยู่บริเวณตรงข้ามหอดูดาวสิรินทร
4) วัดพระธาตุดอยสุเทพ ..... เป็นสัญลักษณ์ของพระอริยะเจ้าชั้นอรหันต์


^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^

ประวัติวัดทั้ง4นี้ เดิมทีแล้ว สร้างขึ้นในสมัยของพระยากือนา กษัตริย์ผู้ครองนครเชียงใหม่ แห่งราชวงศ์เม็งราย โดยมีประวัติโดยย่อดังนี้...

ประวัติวัดสี่อริยะเจ้า ... ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งวัด

วัดทั้งสี่นี้ เดิมสร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้ากือนา
เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการเสี่ยงทายหาสถานที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ
ตามตำนานสร้างพระธาตุดอยสุเทพ ช้างที่อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุนั้น
ได้เดินทางมุ่งตรงไปทางดอยอ้อยช้าง ทิศตะวันตกของเมือง
พระเจ้ากือนาพร้อมทั้งพญาลิไทยจากเมืองสุโขทัย และเหล่าเสนาอามาตย์ ก็แห่ฆ้อง กลอง
ตามหลังช้างไป เมื่อไปถึงยอดดอยแห่งหนึ่งช้างก็หยุดและย่อเข่าลง
พระเจ้ากือนาและบริวารต่างเห็นพร้องกันว่าควรประดิษฐานพระบรมสารีริกธาต ณ ที่นั้น
ขณะที่ทุกคนกำลังสนทนากันอยู่นั้น ช้างก็ลุกขึ้นเดิน และหยุดย่อเข่าลงอีก
(ภาษาเหนือเรียกอาการของช้างว่า “ยอบลง”) ทำกิริยาอย่างนี้ 3 ครั้ง
แล้วเดินต่อไปเมื่อไปถึงผาลาดหรือห้วยผีบ้า(เรียกตามชื่อพระมหาเถรจันทร์ฯ
อ่านรายละเอียดในประวัติวัดอุโมงค์) ข้างธารน้ำตกมีที่ราบเป็นบริเวณกว้าง
จึงหยุดพักอยู่ชั่วระยะหนึ่ง แล้วเดินทางต่อไปกระทั่งถึงดอยอ้อยช้าง
และอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุบรรจุ ณ สถานที่นั้น คือ วัดพระธาตุดอยสุเทพ ปัจจุบัน

หลังจากสร้างพระธาตุดอยสุเทพเสร็จแล้ว พระยากือนา
ทรงมีพระราชดำริให้สร้างวัดตามรายทางอัญเชิญเพื่อเป็นอนุสรณ์ ขึ้นอีก ๓ แห่ง คือ


๑. วัดโสดาปันนาราม หรือ สามยอบ (เรียกตามอาการของช้างที่ย่อเข่าลง ๓ ครั้ง)
ปัจจุบันเป็นวัดร้างในบริเวณของวัดผาลาด อยู่ห่างจากสถานีโทรทัศน์ช่อง ๗
มาประมาณ ๑ กิโลเมตร


๒. วัดสกทาคามีวนาราม หรือ ผาลาด
(เรียกตามลักษณะของผาน้ำตกที่ลาดชัน ผู้เฒ่าผู้แก่เรียก ตามชื่อธารน้ำตกผาลาด)
ด้วยความร่มครึ้มของพันธุ์ไม้ป่า ทำให้วัดลาผาด เป็นสถานที่แห่งความเพียรของพระภิกษุรูปหนึ่ง ในประวัติวัดอุโมงค์เถระจันทน์ กล่าวว่า พระมหาเถระอภัยสาระทะได้จาริกธุดงค์มาปฏิบัติกัมฎฐานอยู่ที่วัดร้างแห่งหนึ่งบริเวณเชิงดอยสุเทพ (สันนิษฐานว่าคือบริเวณวัดผาลาดในปัจจุบัน) จนสำเร็จอรหันต์เป็นสังฆราชองค์แรกของล้านนา


๓. วัดอนาคามีวนาราม หรือ ม่อนพญาหงส์ ปัจจุบันคือวัดร้างอยู่บริเวณตรงข้ามหอดูดาวสิรินทร
(ยังสืบค้นที่มาของชื่อม่อนพญาหงส์อยู่ แต่สันนิษฐานว่า บริเวณดังกล่าวน่ามีหงส์
หรือนกยูงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และน่าจะสร้างมาตั้งแต่สมัยขอม หรือ ละโว้
เรืองอำนาจโดยท่านสุเทวฤาษี ก่อนสร้างเมืองหริภุญชัย)


หลังจากทำบุญปอยหลวง (ฉลองสมโภช) วัดทั้งสี่แห่งแล้ว มอบให้ชาวบ้านขึ้นไปเป็นผู้ดูแลวัดทั้ง 4 แห่ง

***********************************************************************

การบูรณะและสร้างวัดสี่อริยะเจ้าขึ้นมาใหม่...โดย ครูบาเจ้าศรีวิไชย


ต่อมาภายหลัง...วัดต่างๆบนดอยสุเทพนี้ ได้ทรุดโทรมลงโดยลำดับ ถึงกับที่วัดทั้งสามวัดแรก คือวัดโสดาบัน วัดสกิทาคามี และวัดอนาคามี ได้ร้างลง และประกอบกับช่วงเวลานั้น...ครูบาศรีวิชัย ได้มีดำริจะสร้างเส้นทางขึ้นสู่พระบรมธาตุ จึงได้มีการชำระสะสาง โดยสร้างวัดขึ้นมาใหม่ในพื้นที่ที่อยู่ในแนวถนนที่จะขึ้นองค์พระธาตุ...

โดยที่ครูบาชัยวงศาและครูบาขาวปี เป็นผู้รับผิดชอบและควบคุมในการสร้างทางคนละครึ่ง ครูบาขาวปีรับผิดชอบควบคุมช่วงล่างตั้งแต่วัดศรีโสดาถึงวัดสกิทาคามี (วัดเดิมนี้ถูกรื้อไปแล้ว ปัจจุบันเป็นวัดผาลาดสกิทาคามี) ส่วนครูบาชัยวงศารับช่วงตั้งแต่วัดสกิทาคามี และสร้างวัดอนาคามี (ซึ่งขณะนี้ทรุดโทรมและถูกรื้อไปแล้ว) ไปจนถึงทางขึ้นดอยสุเทพ

ซึ่งปัจจุบันนั้น วัดโสดาบันเดิม จะอยู่ด้านล่างของวัดผาลาดใกล้กับสถานีโทรทัศน์สีช่อง 7 และเป็นวัดร้าง โดยทางครูบาศรีวิชัยได้สร้างวัดขึ้นมาใหม่ในตำแหน่งปัจจุบัน และได้ใช้ชื่อวัดโสดาบัน แทนวัดเดิม...


ซึ่งก็จะคล้ายกับวัดอนาคามี...ซึ่งเดิมได้มีการสร้างมาตั้งแต่สมัยลพบุรีมาแล้ว เดิมทีน่าจะชื่อว่าวัดม่อนพญาหงส์ และได้บูรณะขึ้นใหม่ในสมัยของพระยากือนา และเปลี่ยนมาเป็นชื่อวัดอนาคามี แต่เมื่อมาถึงในสมัยของครูบาศรีวิชัย เนื่องด้วยวัดอนาคามีเดิมจะอยู่คนละฝั่งของลำน้ำห้วยแก้ว คืออยู่คนละฟากถนนทางขึ้นดอยสุเทพ และค่อนข้างห่างจากลำห้วย... เข้าใจว่าด้วยเหตุนี้ครูบาศรีวิชัย จึงได้ดำริจะย้ายวัดอนาคามีมาเป็นวัดใหม่ติดฝั่งลำห้วยแก้ว...ซึ่งปัจจุบันนั้นวัดอนาคามีที่ครูบาศรีวิชัยได้สร้างไว้..(ได้รับข้อมูลมาว่าสร้างไม่แล้วเสร็จ แต่ครูบามรณะภาพเสียก่อน จึงสร้างไม่เสร็จ ) ได้ถูกก่อสร้างเป็นหอดูดาวสิรินทร ไปหมดแล้ว โดยไม่เหลือหลักฐานเดิม แต่ความสับสนยังไม่จบแค่นั้น เมื่อมีผู้มีจิตศรัทธาจะฟื้นฟูวัดอนาคามี แต่ไม่ทราบตำแหน่งที่แท้จริง จึงนิมนต์ " ครูบาดวงดี วัดท่าจำปี " ซึ่งท่านเป็นลูกศิษย์ครูบาศรีวิชัย ตั้งแต่ท่านยังเป็นสามเณร ได้มาชี้จุดวัดอนาคามี ที่ครูบาได้สร้างไว้....โดยท่านได้ชี้ไปที่ ซากฐานวิหารหลังเก่าที่ปรากฏอยู่ในบริเวณ สถานีควบคุมไฟป่า ในปัจจุบัน

ซึ่งความเป็นจริงแล้วนั้น ฐานวิหารนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของวัดสกิทาคามีเดิม ที่ครูบาศรีวิชัย ได้เลื่อนตำแหน่งการสร้างวิหารมาจากตำแหน่งเดิม ไม่ให้ซ้อนทับของเก่า.. ทำให้ปัจจุบันได้มีโครงการบูรณะสถานที่ดังกล่าวภายใต้ชื่อที่ว่า..."พุทธอุทยานอนาคามี"....


****ในส่วนนี้ผมขอไปตรวจเช็คความถูกต้องของข้อมูลกับท่านพระมหาสง่าอีกครั้งหนึ่งครับ**


----------------------------------------------------

ต่อไปผมจะกล่าวถึงรายละเอียดและประวัติความเป็นมาคร่าวๆ ในยุคสมัยของครูบาเจ้าศรีวิชัยได้เข้ามาบูรณะวัดทั้งสี่นะครับ

๑) วัดโสดาบัน..หรือ วัดศรีโสดา
วัดศรีโสดา มีความผูกพันธ์กับการสร้างถนนขึ้นบนพระธาตุดอยสุเทพ พ.ศ.๒๔๗๗ หลวงศรีประกาศ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่และผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ มีความคิดที่จะนำไฟฟ้าขึ้นไปติดตั้งบนดอยสุเทพ แต่ไม่มีงบประมาณ จึงได้ขอพึ่งบุญบารมีครูบาศรีวิชัยท่านเห็นด้วยแต่ขออธิษฐานดูก่อนว่าเป็นไปได้หรือไม่ ท่านอธิษฐานถึง ๒ ครั้ง ปรากฏว่าเป็นไปได้ยากแต่การสร้างถนนขึ้นไปนั้นจะเสร็จเร็วกว่าจึงตกลงที่จะสร้างถนนขึ้นไปยังพระธาตุดอยสุเทพโดยมีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เป็นผู้ลงจอบแรกเป็นปฐมฤกษ์ วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๗๗

วัดโสดาบัน ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น วัดศรีโสดา ซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานว่าเปลี่ยนในสมัยใดน่าจะอยู่ในช่วง พ.ศ.๒๔๗๙ - ๒๕๐๙ สมัย ครูบาเสาร์ นารโท เป็นเจ้าอาวาส สาเหตุที่เติมคำว่า ศรี เข้าใจว่ามาจากชื่อครูบาศรีวิชัย เพื่อเป็นอนุสรณ์ ยกย่องเชิดชู น้อมรำลึกคุณูปการที่ท่านสร้างวัดนี้ขึ้นมา
วัดศรีโสดา ได้รับพระกรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ยก ขึ้นเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งแต่วันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๑ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๑ (เล่มที่ ๑๒๕ ตอนพิเศษ ๑๔๐ ง หน้า ๓๙ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๑)

พระวิหารเดิมของวัดศรีโสดาได้สร้างขึ้นโดยท่านครูบาศรีวิชัยเมื่อปี พ.ศ.2477 และสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี2478 ต่อมาได้ทำการรื้อถอนโดยพระสุนทรพุทธิธาดา (พระราชวิมลเมธีเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน) และทำการสร้างวิหารขึ้นใหม่เป็นวิหาร 2 ชั้น ทรงลานนาไทย สร้างในปีพ.ศ. 2535 และเสร็จเมื่อปีพ.ศ. 2539 ให้ชื่อว่าพระวิหารครูบาศรีวิชัย

๒) วัดผาลาด(สกิทาคามี)
ประวัติการบูรณะโดยครูบาศรีวิชัยและรายละเอียดของเสนาสนะภายในวัดผาลาด
๒.๑. วิหาร
สร้างขึ้นในในสมัยครูบาศรีวิชัยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ
โดยเลี่ยงจากฐานวิหารเดิมมาทางทิศใต้ เพื่อไม่ให้ซ้อนที่กัน โดยมีสล่า ( ช่าง) เป็นชาวพม่า
ซึ่งล้วนเป็นลูกศิษย์ของครูบาเทิ้ม วัดแสนฝาง และ ครูบาสิทธิ วัดท่าสะต๋อย
(ดูจากหลักฐานชื่อที่ติดอยู่ที่เสาวิหาร) ด้านหน้าบันวิหารแกะสลักเป็นรูปนกยูงสัญลักษณ์ของพม่า
ส่วนด้านหลังแกะเป็นรูปกระต่าย อันเป็นปีเกิดของครูบาเทิ้ม ปัจจุบันป้านลม
ช่อฟ้าหักลงมาเกือบหมด หลังคาก็ผุพังชำรุดหลายแห่ง เมื่อฝนตกจะเกิดการรั่วซึมเกือบทั่วทั้งหลัง

๒.๒. เจดีย์
เป็นศิลปะสมัยครูบาศรีวิชัยเช่นเดียวกัน แต่สร้างโดยช่างชาวพม่า
กลุ่มเดียวกับที่สร้างวิหารงานจึงออกมาเป็นศิลปะแบบพม่า สันนิษฐานว่ารูปทรงน่าจะคล้ายกันกับ
วัดมหาวัน ถนนท่าแพ เชียงใหม่
แต่สภาพปัจจุบันถูกขุดเจาะเอาของไปตั้งแต่สมัยสงครามโลก และสมัยหลังสงคราม
จนเป็นเหตุให้ยอดเจดีย์พังลงมา องค์เจดีย์กลวงเป็นรูใหญ่ ควรได้รับการบูรณะอย่างเร่งด่วน
ไม่เช่นนั้นจะพังลงมามากกว่านี้


๒.๓. บ่อน้ำ
บ้างบอกว่าเป็นบ่อน้ำทิพย์ จากการสังเกตุทำให้ทราบว่ามีการสร้างทับขึ้นหลายครั้ง
จึงสันนิษฐานว่า ครั้งที่หนึ่งสร้างขึ้นโดยชาวเมืองสุโขทัยที่ติดตามงานบุญอัญเชิญพระธาตุ
ร่วมกับพระเจ้ากือนา เพื่อเอาน้ำไว้กิน อาบ เป็นวิธีการกรองน้ำอย่างหนึ่งของคนโบราณ
จะได้ไม่ต้องใช้น้ำจากลำห้วยโดยตรง
ครั้งที่สองน่าจะเป็นสมัยที่พม่าครองเมืองเชียงใหม่
และครั้งที่สามในสมัยครูบาศรีวิชัย
การสร้างมณฑปครอบบ่อน้ำนี้เป็นประเพณีที่นิยมทำกันในถิ่นชาวไทยใหญ่
และทางภาคเหนือของพม่า

๒.๔ พระพุทธรูปหน้าผา
เดิมเป็นหอพระพุทธรูปที่สวยงามมาก คุณลุงบุญเสริมถ่ายภาพไว้
เป็นวิหารสี่เหลี่ยมตามแนวผา ศิลป์พม่าร่วมสมัย
มีผู้เล่าว่าสมัยก่อนพระที่อยู่ตรงหน้าผาเป็นพระศิลป์แบบเชียงแสน
และมีพระพระพุทธรูปศักดิ์องค์หนึ่งเรียกว่าพระไล่กา (เหตุที่ได้ชื่อเช่นนี้เพราะว่า
คนโบราณลงอาคมไว้เพื่อไม่ให้กา ที่เชื่อกันว่าเป็นสัตว์แจ้งเหตุร้าย และนิสัยไม่ดี
ไม่สามารถบินผ่านวัดขึ้นไปได้ เพราะพระพุทธรูปองค์ดังกล่าว จึงได้ชื่อว่าพระไล่กา
แม้แต่ผู้คนที่ขึ้นไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพ หากนำอาหารติดตัวมา
หากเป็นเนื้อไม่ว่าสุกหรือดิบจะไม่สามารถเอาผ่านวัดนี้ไปได้ มักจะมีอาการปวดหัว ปวดท้อง )
ภายหลังมีชาวไทยใหญ่หลบภัยสงครามมาอยู่ที่ถ้ำผาลาดนี้
จึงพากันสร้างพระพุทธรูปไว้สักการะ และป้องกันภัย

๔.๕. วิหารวัดสามยอบ
ปัจจุบันเห็นแต่เพียงเนินดินสูงจากพื้นประมาณ ๑ เมตร
กว้างประมาณ ๑๐ * ๒๐ เมตร มีอิฐกระจัดกระจายอยุ่ทั่วบริเวณ
ด้านหน้าวิหารมีร่องรอยของสระน้ำอยู่ โบราณน่าจะทีทางน้ำไหลผ่านมาเข้าที่สระนั้น
ซึ่งหากสามารถนำน้ำมาลง ณ ที่นั้นได้จะช่วยให้บริเวณของสามยอบ ม่อนภาวนา กลับชุ่มชื้น
ต้นไม้ใบหญ้าจะสดชื่นขึ้นอีกมากมายนัก
***จุดนี้ปัจจุบันน่าจะอยู่ในพื้นที่ของสถานีควบคุมไฟป่า***

3) วัดอนาคามี
จากที่เคยได้สนทนากับท่านพระมหาสง่า ท่านได้เมตตาเล่าให้ฟังว่าวัดอนาคามีที่ครูบาศรีวัชัยได้สร้างขึ้นมาใหม่นั้น...สร้างได้ไม่สำเร็จเสร็จสิ้น เนื่องจากท่านได้มรณะภาพลงเสียก่อน และปัจจุบันก็ได้มีการก่อสร้างหอดูดาวสิรินทรทับในพื้นที่ดังกล่าวไปหมดแล้ว

4) วัดอรหันต์ หรือวัดพระธาตุดอยสุเทพ
ในส่วนของวัดพระธาตุดอยสุเทพ ไม่มีการบันทึกใดๆเกี่ยวกับการบูรณะโดยครูบาศรีวิชัย มีเพียงแต่การสร้างทางขึ้นสู่พระธาตุดอยสุเทพ ที่ถือว่าเป็นคุณูปการอันสูงสุดที่ครูบาศรีวิชัยได้เป็นผู้นำในการสร้างถนนสายนี้จนแล้วเสร็จ
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2-jpg   อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A1-jpg   อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99-jpg  

อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99-jpg   อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9C%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99-jpg   อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-%E0%B8%8B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B5-jpg  

อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E-jpg   อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B8-jpg  

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ohm_chiangmai : 28-04-12 เมื่อ 00:54

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ohm_chiangmai ในข้อความนี้
พรรณวดี (27-04-12), พุทธรักษา (01-05-12), ก้อนดิน (27-04-12), อภิญญา (27-04-12), เพิ่มบุญ (08-05-12), เกียงจูแหย (26-04-12), Rich (26-04-12)
  #3  
เก่า 26-04-12, 23:27
ohm_chiangmai's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Apr 2012
ข้อความ: 139
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 466
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,014 ครั้ง ใน 1,014 ข้อความ
พลังบุญ: 1162
ohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished road
Default ประวัติวัดพระธาตุดอยสุเทพตามตำนานดั้งเดิมโดยละเอียด

วัดพระธาตุดอยสุเทพ ราชวรวิหาร พระธาตุประจำปีเกิดปีเม็ด ปีมะแม(แพะ)
เป็นที่ประดิษฐานเกศาธาตุและพระธาตุส่วนพระเศียร

ตำนานพระธาตุดอยสุเทพ

ตามตำนานกล่าวว่า เป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า ซึ่งได้เสด็จมายังดอยอุจฉุปัพพต เพื่อฉันภัตตาหาร พร้อมด้วยพระสาวก ณ ที่นี้มีย่าแสะแม่ลูกได้ตักบาตรถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้า พระองค์จึงมอบพระเกศาธาตุให้ประดิษฐานไว้ที่ดอยแห่งนี้

เมื่อพระพุทธศักราช ๑๘๗๔ ปีล้วงเม็ด (มะแม ตรีศก) จุลศักราช ๖๙๓ ในแผ่นดินพระเจ้ากือนามหาราชเจ้านครเชียงใหม่ ได้มีพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ เข้ามาตั้งในรามัญประเทศ (มอญ) มีพระมหาเถระชาวมอญรูปหนึ่ง ได้ไปอุปสมบทในสิงหลบประเทศ (ประเทศลังกา) แล้วนำพระพุทธศาสนาแบบลังกา มาประดิษฐานที่เมืองมติมา (เมาะตะมะเมืองมะละแหม่งเก่า ประเทศพม่า) พระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองในเมืองนั้น ท้าวพระยาเสนามาตย์และประชาราษฎรมีความเลื่อมใสในศีลาธิคุณ ของพระมหาเถรเจ้าองค์นี้อย่างยิ่ง จึงพร้อมกันอภิเษกเป็นมหาสวามีมีนามว่า "พระอุทุมพรบุบผามหาสวามี"

ข่าวศีลาธิคุณของท่านพระมหาเถรองค์นี้ ได้แพร่หลายเลื่องลือไปทั่วทิศานุทิศ ในสมัยนั้นมีภิกษุชาวเมืองสุโขทัย ๒ รูป ชื่อพระอโนมทัสสี และพระสุมนะได้ไปเรียนพระไตรปิฎกที่กรุงศรีอยุธยา ในสำนักอาจารย์ดีๆ หลายแห่ง แล้วกลับมาอยู่ในสำนักพระมหาเถรสังฎราชบรรพตในเมืองสุโขทัย ต่อมาพระภิกษุ ๒ รูปนั้นได้ไปศึกษาเล่าเรียนสำนักพระอุทมพรบุบผามหาสวามี เมืองมติมาประเทศมอญ แล้วอุปสมบทแปลง(สวดญัตติใหม่) ในสำนักพระมหาสวามีนั้น อยู่ศึกษาและปฏิบัติธรรมวินัยในสำนักนั้น ๕ พรรษา แล้วจึงนมัสการลาพระมหาสวามี อาจารย์กลับคืนมายังเมืองสุโขทัย ผู้เป็นอุปัชฌายะท่านให้นิสัยมุตตกะแก่พระภิกษุ ๒ รูปนั้นแล้ว ภิกษุทั้ง ๒ รูป ก็กลับมายังเมืองสุโขทัย พอออกพรรษาได้ถึง ๑๐ ท่านทั้ง ๒ จึงพาอุปสัมปทาเปกข์(ผู้ใคร่จะอุปสมบท) ๘ รูป ไปอุปสมบทในสำนักท่านพระอุทุมพรบุบผามหาสวามีในเมืองมติมานั้น ท่านพระมหาสวามีได้กล่าวกับภิกษุเหล่านั้นว่า พระพุทธศาสนาจะรุ่งเรืองในรามัญประเทศนี้ไม่นาน ต่อไปจะรุ่งเรืองในเมืองไทย ท่านทั้งสองจงนำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ในเมืองไทยเถิด แล้วท่านพระมหาสวามี ก็ส่งพระเถระทั้งสองกับพระบวชใหม่มายังเมืองไทย บรรดาพระเถระทั้งสองรูปนั้น พระอโนมทัสสีมาอยู่เมืองศรีสัชชนาลัย เดี๋ยวนี้เรียกว่าสวรรคโลก พระสุมนเถรมาอยู่เมืองสุโขทัย พระเถรเจ้าทั้งสองรูปได้พร้อมกันกระทำวินัยกรรม เป็นต้นว่า อุปสมบทกรรม และสีมาสมมติในเมืองทั้งสองเป็นเนืองนิจ ครั้งนั้นกลางคืนวันหนึ่งพระสุมนเถรจำวัด ใกล้รุ่งเกิดนิมิตฝันอันประหลาดว่า เทวดามาบอกว่า พระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระเจ้าธรรมาโศกมหาราชให้เชิญมาบรรจุไว้ ณ พระเจดีย์เมืองปางจานั้น บัดนี้พระเจดีย์นั้นหักพังเสียแล้ว มีแต่กอดอกเข็มกอหนึ่งมีสัณฐานดังรูปม้านั่ง เป็นที่สถิตย์ของพระบรมธาตุองค์นี้ จักไปประดิษฐานยังเมืองเชียงใหม่ เป็นที่สักการะบูชาแห่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายชั่วกาลนาน ขอให้ท่านไปขุดเอาพระบรมธาตุองค์นั้นไปประดิษฐานในเมืองเชียงใหม่เถิด ครั้งรุ่งขึ้นพระสุมนเถรก็นำความถวายพระพรแก่พระเจ้าธรรมราชา เจ้าเมืองสุโขทัย ไปยังเมืองศรีสัชชนาลัย แล้วถวายพระพรเรื่องความฝันนั้นแก่พระเจ้าฤาไทยให้ทรงทราบ เพื่อขออนุญาตขุดเอาพระบรมธาตุนั้น

พระราชาทรงได้สดับข่าวนั้นก็ทรงพระปรีดาปราโมทย์ยิ่งนัก จึงพระราชทานหัตถกรรมให้คนช่วยขุดพระบรมธาตุ พระสุมนเถรเจ้าก็พาคนเหล่านั้นไปยังเมืองปางจา ให้สร้างร้านสูงพอสมควร กระทำสักการะบูชาด้วยบุบผามาลาชาติต่างๆ ครั้นเวลากลางคืนพระเถรเจ้าก็ขึ้นสู่ร้านนั้น กระทำสัตยาธิษฐานอาราธนาพระบรมธาตุ ให้แสดงปาฏิหาริย์ให้ปรากฏ ก็ได้เห็นรัศมีพระบรมธาตุกระทำปาฏิหาริย์รุ่งโรจน์โชตนาการขึ้น ณ กอดอกเข็มนั้นเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก พระเถรเจ้าจึงได้เอาธงปักไว้เป็นสำคัญพระบรมธาตุได้แสดงปาฏิหาริย์ตลอดคืน ในวันรุ่งขึ้น พระเถรเจ้าให้ผู้ที่จะขุด สมาทานศีล ๕ ศีล ๘ ทุกๆคน แล้วจึงได้ขุดลงในที่นั้น ก็ได้พบอิฐและศิลา ครั้งขุดต่อๆ ลงไปอีก ก็ได้ผอบที่บรรจุพระบรมธาตุ ชั้นนอกเป็นผอบทองเหลือง ชั้นที่ ๒ เป็นผอบเงิน ชั้นที่ ๓ เป็นผอบทองคำชั้นที่ ๔ เป็นที่บรรจุพระบรมธาตุ เป็นผอบแก้วประพาฬบระบรมธาตุนี้มีขนาดเท่าผลทับทิม (มะก๊อ) จึงเกิดสงสัยกันขึ้นว่า จะใช่พระบรมธาตุหรือ ? (เพราะคงเห็นว่าใหญ่เกินไป) พระสุมนเถรจึงว่าไม่ใช่พระบรมธาตุเป็นผอบแก้ว แล้วก็กระทำการะบูชา และตั้งสัตยาอธิษฐานจึงได้เห็นที่เปิด พระเถรเจ้าเปิดผอบแก้ว ก็เห็นพระบรมธาตุโตประมาณเท่าเม็ดถั่วเขียว(ถั่วถิม) มีวรรณะเรืองรองดังทองอุไร คนทั้งหลายจึงพากันโสรจสรงชำระพระบรมธาตุด้วยสุคนโธทก แล้วนำมายังเมืองศรีสัชชนาลัย

พระเจ้าฤาไทยได้ทรงทราบข่าวสารนั้น จึงโปรดให้กระทำสุวรรณปราสาทหนังหนึ่ง แล้วให้คนไปอาราธนาพระบรมธาตุมา ขณะที่ราชบุรุษไปถึงนั้น พระสุมนเถรเจ้าก็กำลังทำสักการะบูชาพระบรมธาตุ จึงได้เห็นพระบรมธาตุแสดงปาฏิหาริย์ยิ่งนักโดยทั่วกัน พระเถรเจ้าก็นำพระบรมธาตุมายังเมืองศรีสัชชนาลัย พระราชาจึงเชิญขึ้นประดิษฐาน ณ สุวรรณปราสาท แล้วทรงแสดงสักการะบูชาเคารพยำเกรงยิ่งนัก เพราะได้ทอดพระเนตรเห็นพระบรมธาตุแสดงปาฏิหาริย์อย่างน่าอัศจรรย์ จึงทรงส่งข่าวไปถวายพระเจ้าธรรมราชา เจ้าเมืองสุโขทัย พระเจ้าธรรมราชาก็ทรงยินดีอย่างยิ่ง จึงทรงดำริว่าถ้าพระบรมธาตุแสดงปาฏิหาริย์ให้ปรากฏแก่เราดังคนเล่าลือแล้วไซร้ เราจักสร้างเจดีย์ทองคำองค์หนึ่งในเมืองเรานี้ เป็นที่สักการะบูชาต่อไปชั่วกาลนาน แล้วจึงโปรดให้ราชบุรุษไปอาราธนาพระบรมธาตุและพระสุมนะไปสู่สุโขทัย แล้วทรงสักการะบูชาด้วยวรามิศเป็นอันมาก แต่พระบรมธาตุก็ไม่แสดงปาฏิหาริย์ให้ทอดพระเนตร ทั้งนี้นัยว่าเพราะเมืองสุโขทัยนี้ ไม่เป็นที่สถาปนาพระบรมธาตุพระพุทธเจ้าองค์ประเสริฐ พระเจ้าธรรมราชาไม่เห็นพระบรมธาตุแสดงปาฏิหาริย์เช่นนั้น ก็ไม่ทรงเชื่อถือจึงนมัสการพระสุมนเถรว่า พระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าองค์นี้ขอให้พระคุณเจ้าเอาไปสักการะบูชาเถิด พระบรมธาตุจึงได้ตกอยู่กับพระสุมนเถรเจ้าตั้งแต่บัดนั้นมา พระสุมนเถรเจ้าได้เป็นครูอาจารย์สอนพระปริยัติธรรม ณ เมืองสุโขทัย และเมืองศรีสัชชนาลัยเป็นเวลานาน

ในสมัยนั้น จุลศักราชได้ ๗๒๙ (พ.ศ. ๑๙๑๐) พระเจ้ากือนา ราชวงศ์เมงรายที่ ๖ เสวยราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่ เป็นใหญ่ในลานนาไทยประเทศ ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม มีพระราชหฤทัยชอบศึกษาในศิลปศาสตร์ต่างๆ เป็นที่เกรงขามของท้าวพระยานานาประเทศ มีเสนามาตย์ผู้กล้าหาญเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านชาวเมืองได้รับความชื่นบานร่มเย็นเป็นสุข ท้าวเธอทรงมีพระราชศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนายิ่งนัก ปรารถนาจะได้ภิกษุผู้ทรงพระไตรปิฏก รู้พระพุทธพจน์ สามารถกระทำสังฆกรรมใหญ่น้อยได้ทุกประการ มาไว้ในนครพิงค์เชียงใหม่ เมื่อได้ทราบสุปฎิปันนตาทิคุณแห่งพระอุทุมพรบุบผามหาสวามีเจ้า ซึ่งอยู่เมืองมติมา จึงให้ราชทูต ไปอาราธนาพระมหาสวามีเจ้า แต่พระมหาสวามีเจ้ารับนิมนต์ไม่ได้ จึงให้ภิกษุซึ่งเป็นศิษย์ ๑๕ รูปมีพระอานนท์เถร เป็นประธาน มาสู่เมืองเชียงใหม่แทนท่าน พระเจ้าถือนาก็ให้พระเถรเจ้าทั้งหลาย พำนักอยู่ ณ วัดโลกภายหลังอาราธนาให้กระทำวินัยกรรม มีอุปสมบทกรรมเป็นต้น พระเถรเจ้าทั้งหลายถวายพระพรว่า ท่านอุทุมพรบุบผามหาสวามี ผู้เป็นอุปัชญายะ ได้ให้พวกตนมาฉลองพระราชศรัทธาพระองค์แต่อย่างเดียวหาได้อนุญาตให้กระทำวินัยกรรมด้วยไม่ ที่จริงยังมีพระเถรเจ้าองค์หนึ่ง ชื่อสุมนเถร ท่านก็เป็นศิษย์แห่งพรอุทุมพรบุบผามหาสวามีเจ้าเหมือนกัน พระสุมนเถรนั้นเมื่อจะกลับคืนมาสู่เมืองสุโขทัยท่านมหาสวามีก็ยังได้สะพายบาตรไปส่ง โดยสมมติว่า ส่งพระศาสนามาตั้งในเมืองไทย บัดนี้ พระสุมนเถรเจ้าก็ยังกระทำการสอนพระปริยัติธรรมอยู่ในเมืองสุโขทัย หากว่ามหาบพิตรไปอาราธนาพระผู้เป็นเจ้าสุมนเถรมาได้ พวกตนจึงกระทำวินัยกรรมพร้อมกับพระสุมนเถรองค์นั้น ท้าวเธอจึงใช้ให้เสนาผู้หนึ่งชื่อว่า หมื่นเงินกอง กับ ผ้าขาวยอด และผ้าขาวสาย ไปอาราธนาพระสุมนเถร เมืองสุโขทัยพระสุมนเถรรับนิมนต์แล้วก็ให้ศิษย์รูปหนึ่งชื่อว่าอานันทะอยู่แทนที่วัดป่าแก้วในเมืองสุโขทัย แล้วพาสามเณรรูปหนึ่งชื่อว่า กุมารกัสสป อายุย่างเข้า ๒๐ ปี ซึ่งเป็นหลานของตนมาด้วย

พระเจ้ากือนารู้ข่าวพระสุมนเถรมา ก็มีพระราชหฤทัยยินดีเป็นอันมาก ท้าวเธอจึงได้ยกรี้พลไปรับพระสุมนเถรถึงตำบลแสนข้าวห่อเชียงเรือ แล้วท้าวเธอก็นำพระเถรเจ้าผู้ซึ่งมีอายุได้ ๖๐ ปี มาอยู่วัดพระยืน ทิศตะวันออก เมืองลำพูน ปีกัดเล้า จุลศักราช ๗๓๑ (พ.ศ. ๑๙๑๒) และได้อาราธนาให้กระทำสังฆกรรม มีอุปสมบท และมีสีมาสมมติ เป็นต้น พระสุมนเถรก็อุปสมบทกุมารกัสสป สามเณรผู้เป็นหลานให้เป็นภิกษุ ในนทีมาแม่น้ำระมิงค์ หน้าวัดจันทสาโน พร้อมด้วยพระเถรเจ้าทั้งหลาย ๑๐ รูป ที่ท่านอุทุมพรบุบผามหาสวามีส่งมานั้น พระเจ้ากือนาทรงพระปราโมทย์เลื่อมใสในศีลาจารแห่งพระสุมนเถรเจ้านั้น จึงอภิเษกให้เป็นพระมหาสวามี ชื่อว่า "พระสุมนบุบผารัตนมหาสวามี"

วันหนึ่ง พระมหาสวามีเจ้า เอาพระบรมธาตุพระพุทธเจ้าองค์ประเสริฐนั้น มาถวายให้ท้าวเธอได้ทอดพระเนตร และถวายพระพรถึงประวัติทั้งมวล ตั้งแต่เทวดามาเข้านิมิตรในฝันนั้นแด่ท้าวเธอทุกประการ ท้าวเธอมีพระราชหฤทัยปราโมทย์เลื่อมใสอย่างยิ่ง จึงให้สรงพระบรมธาตุด้วยสุคนโธทกในไตลคำ (ถาดทองคำ) เมื่อนั้น พระบรมธาตุพระพุทธเจ้าก็กระทำปาฏิหาริย์ต่างๆ ลอยประทักษิณ ไปมาอยู่บนผิวน้ำ ในวันนั้นฝนตกชณิกวัสสกาลให้พระเจ้ากือนาทั้งเสนามาตย์ราชบริพารเห็นเป็นอัศจรรย์ พระมหาสวามีเจ้า อยู่วัดพระยืน เมืองลำพูนได้ ๒ พรรษา แล้วถึงปีกดเส็ด จุลศักราช ๗๓๒ (ปีจอ พ.ศ. ๑๙๑๓) พระเจ้ากือนาก็ได้พระราชทานป่าไม้พยอม ซึ่งเป็นสวนดอกไม้หลวงให้เป็นพระอาราม ชื่อวัดบุบผาราม (วัดสวนดอกไม้ปัจจุบัน) ครั้นสร้างเสร็จแล้ว จึงอาราธนาพระมหาสวามีมาเป็นเจ้าอาวาสในปีล้วงไก๊ จุลศักราช ๗๓๓ (ปีกุน พ.ศ. ๑๙๑๔)


ต่อแต่นั้น พระเจ้ากือนาและพระมหาสวามีเจ้าได้พร้อมกันให้ก่อมหาเจดีย์ในวัดบุบผารามนั้น เพื่อสถาปนา พระบรมธาตุพระพุทธเจ้าองค์วิเศษ ครั้นถึงวันที่จะบรรจุพระบรมธาตุ พระเจ้ากือนาและพระมหาสวามีเจ้า ได้สรงพระบรมธาตุด้วยสุคนโธทก บูชาด้วยเครื่องสักการะเป็นอันมากพระบรมธาตุได้กระทำปาฏิหาริย์ ให้ปรากฏแก่ท้าวเธอ พระมหาสวามีเจ้าและเสนามาตย์ประชาราษฎร สมณพรหมณาจารย์ทั้งหลาย เมื่อพระมหาสวามีเจ้าเอาพระบรมธาตุออกจากนั้นในไถลคำ จึงเป็น ๒ องค์ องค์หนึ่งมีขนาดเล็กกว่าปกติอีกองค์หนึ่งยังเป็นปกติเท่าเดิม มีวรรณสัณฐานงามเสมอกันนัยหนึ่งว่า พระเจ้ากือนาและพระมหาสวามีเจ้าพร้อมกันอธิษฐาน ขอให้พระบรมธาตุแยกเป็น ๒ องค์ ด้วยอานุภาพแห่งสันยาอธิษฐานนั้น พระบรมธาตุจึงแยกออกเป็น ๒ องค์ แล้วอาราธนาองค์หนึ่งในผอบแก้วประพาฬ ผอบทอง ผอบเงิน ผอบทองเหลือง โดยลำดับสถาปนาไว้ในวัดบุบผารามสวนดอกไม้หลวง เพื่อเป็นที่ไว้สักการะบูชาแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ตราบเท่าถึงกาลบัดนี้

ในปีล้วงไก๊ จุลศักราช ๗๓๓ นั้น พระเจ้ากือนามหาราชและพระมหาสวามีเจ้า มีความปรารถนาใคร่จะสถานปนาพระสารีริกธาตุเจ้าทั้ง ๒ องค์ ไว้ในเสฎฐสถาน จึงทรงปรึกษากันว่า เสฎฐสถานอันควรแก่การสถาปนาพระสารีริกธาตุพระพุทธเจ้าองค์วิเศษนี้ ยังไม่ปรากฏแก่เราทั้งหลาย เมื่อจะแสวงหาที่อันควรสร้างสถูปเจดีย์ จึงเชิญผอบพระสารีริกธาตุ ขึ้นสถิตเหนือเสวรตรคชาธารช้างมงคลอธิษฐานเสี่ยงช้างพระที่นั่งปล่อยไป ส่วนท้าวเธอก็รับสั่งให้ประโคมดุริยดนตรี ไปตามหลังมงคลหัตถีด้วยยศบริวารเป็นอันมาก ช้างมงคลแผดเสียง ๓ ครั้ง แล้วก็บ่ายหน้าไปสู่ประตูหัวเวียง ตรงต่ออุจฉุบรรพต (คือดอยสุเทพ) ได้ไปหยุดอยู่บนยอดเขาลูกหนึ่ง พระเจ้ากือนาและมหาสวามีเข้าพระทัยว่า ช้างมงคลจะหยุดอยู่เพียงนี้ แต่หาได้หยุดอยู่ในที่นั้นไม่ ได้เดินทางต่อขึ้นไปอีก ภูเขาที่ช้างหยุดชั่วครู่หนึ่งนี้เรียกว่า "ดอยช้างนาน" บ้าง "ดอยช้างนูน" บ้าง "ดอยหมากหนุน" บ้างตราบเท่าทุกวันนี้ ช้างมงคลตัวนี้ได้ขึ้นไปถึงยอดดอยอีกแห่งหนึ่ง พระเจ้าถือนาและพระมหาสวามีเจ้า เห็นสนามราบเรียบเป็นอันดี ปรารถนาจะสถาปนาพระบรมธาตุเจ้า ไว้บนภูเขาลูกนั้น จึงทรงปรึกษากันว่าสนามนี้ราบเรียบดีหนอ ขออาราธนาพระบรมธาตุประดิษฐาน ณ ที่สมควรเถิด แล้วจึงเริ่มจะอัญเชิญพระบรมธาตุลงมาจากมงคลหัตถี ทันใดนั้น ช้างมงคลก็ได้เดินต่อไปอีก ที่นั้นจึงเรียกกันว่า "สนามยอดดอยงาม" ภายหนังเรียกกันว่า "ดอยสามยอด" มาตราบเท่าทุกวันนี้ ช้างมงคลตัวนั้นได้เดินทางขึ้นไปโดยลำดับ จนถึงดอยวาสุเทพบรรพต จึงร้องเสียงสะเทือน ๓ ครั้ง กระทำปทักษิณ ๓ รอบ แล้วจึงคุกเข่าทั้ง ๔ ลงเหนือยอดดอยวาสุเทพบรรพตนั้น ขณะนั้น พระเจ้ากือนามีพระราชฤทัยยินดีเป็นอันมาก จึงให้ราชบุรุษทั้งหลายเปล่งเสียงสาธุการโกลาหล แล้วจึงอาราธนาพระบรมธาตุลงจากหลังช้างมงคล พอพระบรมธาตุลงจากหลังช้างเท่านั้น ช้างมงคลก็ถึงแก่ความตายในขณะนั้น แต่ตำนานโบราณว่าช้างมงคลนั้นบ่ายหน้าลงไปสู่ยอดดอยด้านตะวันตกดอยสุเทพ แล้วไปล้ม (ตาย) ณ ที่นั้น เวลาที่นี้ยังมีอนุสาวรีย์ปรากฏอยู่ เรียกว่า "กู่ช้างเผือก"

พระเจ้ากือนามมหาราชและพระมหาสวามีรับสั่งให้ขุดยอดดอยนั้นลึก ๘ ศอก กว้าง ๑ วา ๓ ศอก แล้วเอาหินแท่นใหญ่ ๖ ศอก มากระทำเป็น**บหินใหญ่ใส่ลงในหลุมนั้น แล้วอาราธนาพระบรมธาตุ พร้อมทั้ง ผอบตั้งไว้บน**บหินใหญ่ใส่ลงในหลุมนั้น แล้วอาราธนาพระบรมธาตุพร้อมทั้งผอบตั้งไว้บน**บหิน และถมด้วยหินเป็นอันมาก กระทำให้ราบเรียบเป็นอันดี แล้วจึงก่อเจดีย์หลังหนึ่ง สูง ๕ วา ทับบนพระบรมธาตุนั้น เพื่อเป็นที่สักการะบูชาแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในปีนั้นเอง บางตำนานว่า พระบรมธาตุพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๒ นี้ พระเจ้ากือนามหาราชได้รับไว้สักการะบูชาก่อนถึง ปี กาบไจ้ จุลศักราช ๗๔๖ (พ.ศ.๑๙๒๗) วันเพ็ญ เดือน วิสาขะมาส ตรงกับวันศุกร์ ฤกษ์ ๑๖ ตัวชื่อวิสาข ในพฤษภราศรี ท้าวเธอจึงได้อาราธนาไปสถาปนาไว้ พระบรมธาตุสุเทพนั้น ปรากฏอยู่เหนือจอมเขาหลังเมืองนครเชียงใหม่สืบมาจนทุกวันนี้

นับตั้งแต่ พญาเมงรายมหาราชสร้างเมืองเชียงใหม่ ในปีวอก ไทยว่า รวายสัน จุลศักราช ๖๕๘ (พ.ศ. ๑๘๓๙) ตราบเท่าถึงพระเจ้ากือนามหาราช และพระสุมนบุบผารัตนมหาสวามีเจ้า มาสถาปนาพระบรมธาตุพระพุทธเจ้าบนวาสุเทพบรรพตนี้ ในปีล้วงไก๊ จุลศักราช ๗๓๓ นับได้ ๘๕ ปี ๕ ชั่วกษัตริย์ ปฐมราชวงศ์คือพญาเมงราย (หรือมังราย) เสวยรามสมบัติได้ ๒๕ ปี ถัดนั้น พระราชโอรสพญาเมงราย มีพระนามว่า พญามังคราม เสวยราชสมบัติได้ ๑๕ ปี ถัดนั้น พระราชโอรสพระยามังคราม พระนามว่า พระยาแสนพู เสวยรามสมบัติได้ ๘ ปี ถัดนั้น พระราชโอรสพญาแสนฟู พระนามว่า พญาคำฟู เสวยราชสมบัติได้ ๑๒ ปี ถัดนั้น พระราชโอรสพญาคำฟู พระนามว่า พญาผายู เสวยสมบัติได้ ๒๔ ปี ถัดนั้น พระราชโอรสพญาผายูพระนามว่า พญากือนา ได้เสวยราชสมบัติ ในปีมะแมไทยว่า ปีเมืองเม็ด จุลศักราช ๗๒๙ ถึงปีกุน ไทยว่า ปีล้วงไก๊ จุลศักราช ๗๓๓ (พ.ศ. ๑๙๑๔) จึงได้สถาปนาพระบรมธาตุพระพุทธเจ้า ณ บนวาสุเทพบรรพตนี้ ถึงปีเมืองเป้าจุลศักราช ๗๕๙ (พ.ศ. ๑๙๔๐) ก็สวรรคต ถัดนั้น พระราชโอรสพญากือนา พระนามว่า พญาแสนเมืองมา เสวยราชสมบัติได้ ๑๖ ปี ถัดนั้น พระราชโอรสของพญาแสนเมืองมาพระนามว่า พญาสามฝั่งแกน เสวยราชสมบัติได้ ๔๐ ปี ถัดนั้น พระราชโอรสพญาสามฝั่งแกน พระนามว่า พญาติโลกราช เสวยราชสมบัติได้ ๒๔ ปี ถัดนั้น พระราชภาคิไนยของพญาติโลกราช พระนามว่า พระยอดเชียงราย เสวยราชสมบัติได้ ๙ ปี ถัดนั้น พระราชโอรสพระยายอดเชียงรายพระนามว่า พระยาเมืองแก้ว เสวยราชสมบัติได้ ๑๓ ปี

ท้าวพระยามหากษัตริย์ผู้เสวยราชสมบัติในนพบุรีศรีมหานครพิงค์เชียงใหม่ ทุกๆ พระองค์ ล้วนมีพระราชศรัทธาเลื่อมใสในพระบรมธาตุสุเทพ ได้เคารพสักการะบูชาตามประเพณีสืบมาเป็นลำดับ ถัดนั้น พระราชโอรสพระเมืองแก้ว พระนามว่า ท้าวอ้าย คือ พระเมืองเกษเกล้า เสวยราชสมบัติ ในปีกัดเล้าจุลศักราชได้ ๘๘๗ (พ.ศ. ๒๐๖๘) มีพระราชศรัทธาเลื่อมใสในพระบรมธาตุสุเทพเป็นอันมาก จึงอาราธนาพระมหาญาณมงคลโพธิ ซึ่งอยู่ในวัดอโสการาม(วัดกู่ละมัก) เมืองหริภุญชัย มาฉลองพระราชศรัทธาให้เสริมพระมหาเจดีย์ใหญ่กว่าเดิม คือองค์ที่อยู่ ณ บัดนี้ ในปีเปิกเส็ดจุลศักราชได้ ๙๐๐ (พ.ศ. ๒๐๘๑) เดือน ๑๘ ขึ้น ๑๓ ค่ำ วัน พฤหัสบดี ยามกองงาย ๒ ลูกนาทีปลายบาตร์น้ำ ฤกษ์ ๑๒ ตัว ชื่ออุตตราคุณ มหาเจดีย์เจ้าองค์นี้ กว้างได้ ๖ วา สูงได้ ๑๑ วา มี ๔ มุม มีรูปไหดอกตั้งอยู่ ๔ มุม แท่นหลวงบรเพ็ด ๔ เหลี่ยม ท้องงู ๒ ชั้น แต่หนาแท่นหลวงถึงปากแท่นแก้วมีกระดูกงูชั้นเดียว แต่คอลอกถึงยอดโกสกวมลูกสะระนัยมี ๑๑ ลูก พระเมืองเกษเกล้าได้พระราชทานกาญจนทองคำ ให้สุววรณการกช่างทองคำเป็นดอกบัวทองคำ ขจิตด้วย แก้วแล้วให้ยกขึ้น ใส่บนยอดพระมหาธาตุเจดีย์ ในวันศุภฤกษ์ดิถีงามบริสุทธิ์ยิ่ง จึงเป็นที่เลื่องลือแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายว่า พระบรมธาตุวาสุเทพมาตราบเท่าทุกวันนี้

ถัดนั้น พระราชโอรสพระเมืองเกษาเกล้าพระนามว่า ท้าวชายคำ ได้เสวยสมบัติในปีเปิกเส็ดจุลศักราช ๙๐๐ (พ.ศ. ๒๐๘๑) ทรงมีพระราชศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า จึงพระราชทานทองคำหนัก ๑๗๐๐ บาท ตีให้เป็นทองจังโก ติดพระบรมธาตุกับเงิน ๖๐๐๐ ให้เป็นค่าไม้สร้างวิหาร ถึงปีก่าเหม่า จุลศักราชได้ ๙๐๗ ปี (พ.ศ. ๒๐๘๘) พระมหาญาณมงคลโพธิ ได้สร้างวิหารด้านหน้าและวิหารด้านหลัง ระเบียงรอบพระธาตุถึง ๔ ด้านฝาผนังวิจิตรกรรม ลายเขียนทั้งหมด ฉลองพระศรัทธาถึงปีเมืองใส้ จุลศักราชได้ ๙๑๙ (พ.ศ. ๒๑๐๐) พระมหาญาณมงคลโพธิ เป็นประธานภายใน สร้างบันไดหลวงก่อรูปนาคลงทั้งซ้ายขวา ต่อมาได้ซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ ดังปรากฏอยู่ทุกวันนี้

พระเจดีย์ที่บรรจุพระบรรมธาตุ มีเนื้อที่ด้านละ ๖ วา ๔ ด้าน รวม ๒๔ วา ลำเลียงเหล็ก (รั้วเหล็ก) ด้านละ ๗ วา ๖ ศอก ๔ ด้าน รวม ๓๐ วา เหล็กลำเลียงด้านตะวันออกมี ๑๒๐ เล่ม ด้านตะวันตก ๑๒๐ เล่ม ด้านใต้มี ๑๓๒ เล่น ด้านเหนือมี ๑๓๒ เล่ม ๕ ด้านรวม ๕๐๔ เล่ม มีปราสาททั้ง ๔ มุม ราวเทียนด้านละ ๙ วา ๔ ด้าน รวม ๓๖ วา ด้านตะวันออกมีประทีปทองเหลือง ๒๘ ดวง ด้านตะวันตก ๒๗ ดวง ด้านใต้ ๒๗ ด้านเหนือ ๒๗ ดวง มุมทั้ง ๔ ก็มี ๔ ดวง รวมทั้งหมดมี ๑๑๓ ดวง ดั่งสำหรับวางประทีป ๔ มุม รวม ๔ ตัว พระวิหารด้านหน้าและด้านหลัง มี ๗ แป ๒ ชาย ซด (มุข ) หลัง ซดหน้ามีซดละห้อง ซดหลัง ๒ ห้อง รวม ทั้งหมดเป็น ๔ ห้อง ๒ หลัง เป็น ๘ ห้อง ระเบียงตะวันออกทั้ง ๒ ข้าง มี ๗ ห้อง ตะวันตกทั้ง ๒ ข้าง มี ๗ ห้อง ด้านใต้ ๑๒ ห้อง ด้านเหนือ ๑๒ ห้อง ๔ ด้านมี ๓๘ ห้อง นับทั้งวิหารมี ๔๖ ห้อง บริเวณภายในฝาแต่ด้านเหนือถึงด้านใต้มี ๑๙ วา ๒ ศอก แต่ด้านตะวันออกถึงด้านตะวันตกมี ๒๒ วา แต่ประตูบริเวณถึงเทวดา ๒ องค์ (บัดนี้ย้ายไปไว้นอกประตูบริเวณแล้ว) มี ๙ วา นาคยาว ๖๐ วา บันไดมี ๑๗๓ ชั้น (เวลานี้มี ๓๐๑ ชั้น) ลำเลียงไม้ชั้นล่างไปทางตะวันตกและตะวันออก ๕๐ วา

ในสมัยนั้น มีอุบาสกคนหนึ่งชื่อว่า มงคลศิลา มีศรัทธาสร้างโรงอุโบสถาคารหลังหนึ่ง อาราธนาพระสังฆราชวัดบุบผารามสวนดอกไม้หลวง เป็นประธาน มาผูกสีมา ณ โรงอุโบสถหลังนี้ อีกประการหนึ่ง เมื่อพระเมืองเกษเกล้าเสวยราชสมบัติ ได้ส่งพระภิกษุไปเรียนพระปริยัติธรรมที่เมืองอังวะ จึงแต่งราชทูตไปกับพระภิกษุผู้ไปเรียนธรรมนั้นราชทูตเข้าเฝ้ากษัตริย์กรุงอังวะ ตรัสถามว่าพวกเจ้าได้ไหว้พระธาตุเจ้าดอยสุเทพหรือเปล่า เมื่อราชทูตว่าไม่ได้ไปไหว้ท้าวเธอตรัสว่า พวกเจ้ามีบุญน้อยนัก ด้วยเหตุว่าพระบรมธาตุเจ้าของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ซึ่งบรรจุไว้ในที่ใดๆ ก็ดีมีเทวดาไม่รักษา ก็จักไปรวมกันอยู่ในมหาเจดีย์ดอยสุเทพก่อน ครั้ง ๕๐๐๐ พระวัสสาล่วงแล้ว จึงจะไปรวมกันที่ไม้มหาโพธิ อีกประการหนึ่ง มีพระสังฆราชองค์หนึ่งอยู่เมืองหงสาวดี เมื่อภิกษุชาวเมืองหงสาวดีมาเชียงใหม่ แล้วกลับไปเฝ้าท่าน ท่านย่อมถามว่าเธอทั้งหลายได้ไปไหว้พระบรมธาตุบ้างหรือเปล่า ภิกษุใดได้ไปไหว้ก็กราบเรียนว่า ข้าพเจ้าได้ไปไหว้แล้ว พระสังฆราชาองค์นั้นยินดียิ่งนัก มีผ้าสังฆาฎิก็ดี ผ้าจีวรอื่นก็ดีย่อมให้แก่ภิกษุรูปนั้นทุกๆ รูป และกล่าวว่า บัดนี้พระบรมธาตุพระพุทธเจ้าจะไปรวมกันที่มหาเจดีย์องค์นั้น เหตุนั้น เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายได้ไปไหว้พระบรมธาตุดอยสุเทพและกระทำสักการะบูชา ก็เป็นประดุจได้ไหว้และบูชาพระพุทธเจ้าเมื่อยังพระชนม์อยู่ ครั้งนั้นมีชายผู้หนึ่งชื่อว่า หมื่นลา ไม่ได้มาไหว้พระบรมธาตุดอยสุเทพได้ยินพระดำรัสของพระสังฆราชาเมืองหงสาวดี แต่สำนักเมืองหงสาวดีนั้น ได้ปิติโสมมัสยินดี จึงถอดกำไลมือทองคำออกให้นายช่างทองตีเป็นทองจังโก มาติดพระบรมธาตุดอยสุเทพเหตุนั้น สาธุชนผู้ใดได้ไปไหว้สักการะด้วยอามิสบูชา เป็นต้นว่า ข้าวตอกดอกไม้ สุคนธชาติของหอมก็ดีด้วยข้าวน้ำโภชนาหารก็ดี ด้วยเงินทอง แก้ว แหวน เสื้อผ้าก็ดี ชั้นที่สุดเพียงไหว้ด้วยมือสิบนิ้วก็ดี จงระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าด้วยพุทธคุณว่า อิติปิโส ภควา อรหํ สมมา สมพุทโธ เป็นต้น บ่อยๆ ย่อมชื่อว่า ได้เจริญพุทธานุสสติ กัมมัฎฐาน อาจสำเร็จมโนปณิธานความปราถนาทุปประการ

ตำนานพระธาตุดอยสุเทพ ยุติลงเพียงเท่านี้

คำบูชาพระธาตุ
สุวัณณะเจติยัง เกสาวะระมัตถะลุงคัง วะรัญญะธาตุงสุเทวะนามะทัง
นะระเทเวหิ สัพพะปูชิตัง อะหังวันทามิ สัพพะทา


คำไหว้พระธาตุ ทิศตะวันออก...ขอให้มีสติปัญญา ว่าดังนี้
"ปัญญาวา อัสมิงเยวะ จันทิมาอิวะ ธาระยัง"

คำไหว้พระธาตุ ทิศใต้....ขอให้เรียนรู้จบพระไตรปิฏก ว่าดังนี้
"ปีฏะถัตตะเย สาสะนะนิย์ยานิเกติ"


คำไหว้พระธาตุ ทิศตะวันตก....ขอให้เป็นโมกขะอาจารย์ ว่าดังนี้
"โมกขะ ปฐะมะวะรัง อะปายะนิวารณัง อะระหัง สัตพะโสปาณัง"

คำไหว้พระธาตุ ทิศเหนือ....ขอให้ได้บวชในพระพุทธศาสนา ว่าดังนี้
"ปะฐะมัง อุปัชฌัง คาหาเปตวา ปัตตะ จีวะรัง ยังยัง ชาตัง สังฆะมัชเฌ ปุจฉา สุวาหะ"


อ้างอิง : ตำนานพระบรมธาตุดอยสุเทพ นครเชียงใหม่ , 12-เมษายน-2526
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-p1460431-jpg  

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ohm_chiangmai : 28-04-12 เมื่อ 15:17

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 6 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ohm_chiangmai ในข้อความนี้
พรรณวดี (27-04-12), พุทธรักษา (01-05-12), ก้อนดิน (27-04-12), อภิญญา (27-04-12), เพิ่มบุญ (08-05-12), Rich (28-04-12)
  #4  
เก่า 26-04-12, 23:53
ohm_chiangmai's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Apr 2012
ข้อความ: 139
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 466
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,014 ครั้ง ใน 1,014 ข้อความ
พลังบุญ: 1162
ohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished road
Default ประวัติครูบาศรีวิชัย

ครูบาศรีวิชัย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปโดยเฉพาะในเขตภาคเหนือของประเทศไทย (ล้านนา) ว่าเป็น "ตนบุญ" หรือ "นักบุญ" อันมีความหมายเชิงยกย่องว่าเป็นนักบวชที่มีคุณสมบัติพิเศษ อาจพบว่ามีการเรียกอีกว่า ครูบาเจ้าศรีวิชัย พระครูบาศรีวิชัย ครูบาศีลธรรม หรือ ทุเจ้าสิริ (อ่าน "ตุ๊เจ้าสิลิ") แต่พบว่าท่านมักเรียกตนเองเป็น พระชัยยาภิกขุ หรือ พระศรีวิชัยชนะภิกขุ
ครูบาศรีวิชัย เดิมชื่อ เฟือน หรืออินท์เฟือน บ้างก็ว่าอ้ายฟ้าร้อง เนื่องจากในขณะที่ท่านถือกำเนิดนั้นปรากฏฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก ส่วนอินท์เฟือนนั้น หมายถึง การเกิดกัมปนาทหวั่นไหวถึงสวรรค์หรือเมืองของพระอินทร์ ท่านเกิดในปีขาล เดือน 9 เหนือ (เดือน 7 ของภาคกลาง) ขึ้น 11 ค่ำ จ.ศ. 1240 เวลาพลบค่ำ ตรงกับวันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2421 ที่หมู่บ้านชื่อ "บ้านปาง" ตำบลแม่ตืน (ปัจจุบันคือตำบลศรีวิชัย) อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ท่านเป็นบุตรของนายควาย นางอุสา มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน คือ
นายไหว
นางอ้วน
นายอินท์เฟือน (ครูบาศรีวิชัย)
นางแว่น
นายทา
ทั้งนี้นายควายบิดาของท่านได้ติดตามผู้เป็นตาคือ หมื่นปราบ (ผาบ) ซึ่งมีอาชีพเป็นหมอคล้องช้างของเจ้าหลวงดาราดิเรกฤทธิ์ไพโรจน์ (เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 7 ช่วง พ.ศ. 2414-2431) ไปตั้งครอบครัวบุกเบิกที่ทำกินอยู่ที่บ้านปาง บ้านเดิมของนายควายอยู่ที่บ้านสันป่ายางหลวง ทางด้านเหนือของตัวเมืองลำพูน

ในสมัยที่ครูบาศรีวิชัยหรือนายอินท์เฟือนยังเป็นเด็กอยู่นั้น หมู่บ้านดังกล่าวยังกันดารมากมีชน กลุ่มน้อยอาศัยอยู่มากโดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยง ในช่วงนั้นบ้านปางยังไม่มีวัดประจำหมู่บ้าน จนกระทั่งเมื่อนายอินท์เฟือนมีอายุได้ 17 ปีได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ ครูบาขัตติยะ (ชาวบ้านเรียกว่า ครูบาแฅ่งแฅะ เพราะท่านเดินขากะเผลก) เดินธุดงค์จากบ้านป่าซางผ่านมาถึงหมู่บ้านนั้น ชาวบ้านจึงนิมนต์ท่านให้อยู่ประจำที่บ้านปาง แล้วชาวบ้านก็ช่วยกันสร้างกุฏิชั่วคราวให้ท่านจำพรรษา ในช่วงนั้น เด็กชายอินท์เฟือนได้ฝากตัวเป็นศิษย์ และเมื่ออายุได้ 18 ปีก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่ อารามแห่งนี้โดยมีครูบาขัตติยะเป็นพระอุปัชฌาย์ 3 ปีต่อมา (พ.ศ. 2442) เมื่อสามเณรอินท์เฟือนมีอายุย่างเข้า 21 ปี ก็ได้เข้าอุปสมบทในอุโบสถวัดบ้านโฮ่งหลวง อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยมีครูบาสมณะ วัดบ้านโฮ่งหลวง เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับนามฉายาในการอุปสมบทว่า สิริวิชโยภิกฺขุ มีนามบัญญัติว่า พระศรีวิชัย (บางครั้งก็พบว่าเขียนเป็น สรีวิไชย สีวิไช หรือ สรีวิชัย)
เมื่ออุปสมบทแล้ว สิริวิชโยภิกขุก็กลับมาจำพรรษาที่อารามบ้านปางอีก 1 พรรษา จากนั้นได้ไปศึกษากัมมัฏฐานและวิชาอาคมกับครูบาอุปละ วัดดอยแต อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ต่อมาได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของครูบาวัดดอยคำอีกด้วย และอีกท่านหนึ่งที่ถือว่าเป็นครูของครูบาศรีวิชัยคือ ครูบาสมณะ วัดบ้านโฮ่งหลวง ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน ครูบาศรีวิชัยรับการศึกษาจากครูบาอุปละ วัดดอยแตเป็นเวลา 1 พรรษาก็กลับมาอยู่ที่อารามบ้านปางจนถึง พ.ศ. 2444 อายุได้ 24 ปี พรรษาที่ 4 ครูบาขัตติยะได้จาริกออกจากบ้านปางไป (บางท่านว่ามรณภาพ) ครูบาศรีวิชัยจึงรักษาการแทนในตำแหน่งเจ้าอาวาส และเมื่อครบพรรษาที่ 5 ก็ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านปาง จากนั้นก็ได้ย้ายวัดไปยังสถานที่ที่เห็นว่าเหมาะสม คือบริเวณเนินเขาซึ่งเป็นที่ตั้งวัดบ้านปางในปัจจุบัน เพราะเป็นที่วิเวกและสามารถปฏิบัติธรรมได้เป็นอย่างดี โดยได้ให้ชื่อวัดใหม่แห่งนี้ว่า วัดจอมสรีทรายมูลบุญเรือง แต่ชาวบ้านทั่วไปยังนิยมเรียกว่า วัดบ้านปาง ตามชื่อของหมู่บ้าน
ครูบาศรีวิชัยเป็นผู้มีศีลาจารวัตรที่งดงามและเคร่งครัด โดยที่ท่านงดการเสพ หมาก เมี่ยง บุหรี่ โดยสิ้นเชิง ท่านงดฉันเนื้อสัตว์ตั้งแต่เมื่ออายุได้ 26 ปี และฉันอาหารเพียงมื้อเดียว ซึ่งมักเป็นผักต้มใส่เกลือกับพริกไทเล็กน้อย บางทีก็ไม่ฉันข้าวทั้ง 5 เดือน คงฉันเฉพาะลูกไม้หัวมันเท่านั้น นอกจากนี้ท่านยังงดฉันผักตามวันทั้ง 7 คือ
วันอาทิตย์ ไม่ฉันฟักแฟง,
วันจันทร์ ไม่ฉันแตงโมและแตงกวา,
วันอังคาร ไม่ฉันมะเขือ,
วันพุธ ไม่ฉันใบแมงลัก,
วันพฤหัสบดี ไม่ฉันกล้วย,
วันศุกร์ ไม่ฉันเทา (อ่าน "เตา"-สาหร่ายน้ำจืดคล้ายเส้นผมสีเขียวชนิดหนึ่ง),
วันเสาร์ ไม่ฉันบอน
นอกจากนี้ผักที่ท่านจะไม่ฉันเลยคือ ผักบุ้ง ผักปลอด ผักเปลว ผักหมากขี้กา ผักจิกและผักเฮือด-ผักฮี้ (ใบไม้เลียบอ่อน) โดยท่านให้เหตุผลว่า ถ้าพระภิกษุสามเณรรูปใดงดได้ การบำเพ็ญกัมมัฏฐานจะเจริญก้าวหน้า ผิวพรรณจะเปล่งปลั่ง ธาตุทั้ง 4 จะเป็นปกติ ถ้าชาวบ้านงดเว้นแล้วจะทำให้การถือคาถาอาคมดีนัก

คำสอนที่สำคัญ

ครูบาศรีวิชัยมีความปรารถนาที่จะบรรลุธรรมะอันสูงสุดดังปรากฏจากคำอธิษฐานบารมีที่ท่านอธิษฐานไว้ว่า "...ตั้งปรารถนาขอหื้อได้ถึงธรรมะ ยึดเหนี่ยวเอาพระนิพพานสิ่งเดียว..." และมักจะปรากฏความปรารถนาดังกล่าว ในตอนท้ายของคัมภีร์ใบลานที่ท่านสร้างไว้ทุกเรื่อง
อีกประการหนึ่งที่ทำให้ครูบาศรีวิชัยเป็นที่รู้จักและอยู่ในความทรงจำของชาวล้านนา คือการที่ท่านเป็นผู้นำในการสร้างทางขึ้นสู่ วัดพระธาตุดอยสุเทพโดยพลังศรัทธาประชาชนเป็นจำนวนมาก ทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ ซึ่งใช้เวลาสร้างเพียง 5 เดือนเศษ โดยไม่ใช้งบประมาณของรัฐ


ทำดีไม่ได้ดี

แต่เรื่องที่ทำให้ครูบาศรีวิชัยเป็นที่รู้จักกันในระยะแรกนั้น เกิดเนื่องจากการที่ท่านต้องอธิกรณ์ ซึ่งระเบียบการปกครองสงฆ์ตามจารีตเดิมของล้านนานั้นให้ความสำคัญแก่ระบบหมวดอุโบสถ หรือ ระบบหัวหมวดวัด มากกว่า และการปกครองก็เป็นไปในระบบพระอุปัชฌาย์อาจารย์กับศิษย์ ซึ่งพระอุปัชฌาย์รูปหนึ่งจะมีวัดขึ้นอยู่ในการดูแลจำนวนหนึ่งเรียกว่าเจ้าหมวดอุโบสถ โดยคัดเลือกจากพระที่มีผู้เคารพนับถือและได้รับการยกย่องว่าเป็น ครูบา ซึ่งหมายถึงพระภิกษุที่ได้รับความยกย่องอย่างสูง ดังนั้นครูบาศรีวิชัยซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในขณะนั้นจึงอยู่ในตำแหน่งหัวหมวดพระอุปัชฌาย์ โดยฐานะเช่นนี้ ครูบาศรีวิชัยจึงมีสิทธิ์ตามจารีตท้องถิ่นที่จะบวชกุลบุตรได้ ทำให้ครูบาศรีวิชัยจึงมีลูกศิษย์จำนวนมาก และลูกศิษย์เหล่านี้ก็ได้เป็นฐานกำลังที่สำคัญของครูบาศรีวิชัยในการดำเนินกิจกรรมทางศาสนาและกิจกรรมสาธารณประโยชน์ อีกทั้งยังเป็นแนวร่วมในการต่อต้านอำนาจจากกรุงเทพฯ เมื่อเกิดกรณีขัดแย้งขึ้นในเวลาต่อมา
ส่วนสงฆ์ในล้านนาเองก็มีแนวปฏิบัติที่หลากหลาย เนื่องจากมีการจำแนกพระสงฆ์ตามจารีตท้องถิ่นออกเป็นถึง 18 นิกาย และในแต่ละนิกายนี้ก็น่าจะหมายถึงกลุ่มพระที่เป็นสายพระอุปัชฌาย์สืบต่อกันมาในแต่ละท้องที่ซึ่งมีอำนาจปกครองในสายของตนโดยผ่านความคิดระบบครูกับศิษย์ และนอกจากนี้นิกายต่าง ๆ นั้นยังเกี่ยวข้องกับชื่อของเชื้อชาติอีกด้วย เช่น นิกายเชียงใหม่ นิกายขึน (เผ่าไทขึน/เขิน) นิกายยอง (จากเมืองยอง) เป็นต้น สำหรับครูบาศรีวิชัยนั้นยึดถือปฏิบัติในแนวของนิกายเชียงใหม่ผสมกับนิกายยองซึ่งมีแนวปฏิบัติบางอย่างต่างจากนิกายอื่นๆ มีธรรมเนียมที่ยึดถือคือ การนุ่งห่มที่เรียกว่า กุมผ้าแบบรัดอก สวมหมวก แขวนลูกประคำ ถือไม้เท้าและพัด ซึ่งยึดธรรมเนียมมาจากวัดดอยแต โดยอ้างว่า สืบวิธีการนี้มาจากลังกา

การที่ครูบาศรีวิชัยถือว่าท่านมีสิทธิ์ที่จะบวชกุลบุตรได้ตามจารีตการถือปฏิบัติมาแต่เดิมนั้น ทำให้ขัดกับพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 (พ.ศ. 2446) เพราะในพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่า พระอุปัชฌาย์ที่จะบวชกุลบุตรได้ ต้องได้รับการแต่งตั้งตามระเบียบการปกครองของสงฆ์จากส่วนกลางเท่านั้น โดยถือเป็นหน้าที่ของเจ้าคณะแขวงนั้น ๆ เป็นผู้คัดเลือกผู้ที่ควรจะเป็นอุปัชฌาย์ได้ และเมื่อคัดเลือกได้แล้วจึงจะนำชื่อเสนอเจ้าคณะผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ เพื่อดำเนินการแต่งตั้งต่อไป การจัดระเบียบการปกครองใหม่ของกรุงเทพฯ นี้ถือเป็นวิธีการสลายจารีตเดิมของสงฆ์ในล้านนาอย่างได้ผล องค์กรสงฆ์ล้านนาก็เริ่มสลายตัวลงทีละน้อยเพราะอย่างน้อยความขัดแย้งต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นระหว่างสงฆ์ในล้านนาด้วยกันเอง ดังกรณี ความขัดแย้งระหว่างครูบาศรีวิชัยกับพระครูมหารัตนากรเจ้าคณะแขวงลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เป็นต้น
การต้องอธิกรณ์ระยะแรกของครูบาศรีวิชัยนั้นเกิดขึ้นเพราะครูบาศรีวิชัยถือธรรมเนียมปฏิบัติตามจารีตเดิมของล้านนา ส่วนเจ้าคณะแขวงลี้ซึ่งใช้ระเบียบวิธีปฏิบัติของกรุงเทพฯ ซึ่งเห็นว่าครูบาศรีวิชัยทำหน้าที่พระอุปัชฌาย์โดยไม่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าคณะแขวงลี้ จึงถือว่าเป็นความผิด เพราะตั้งตนเป็นพระอุปัชฌาย์เองและเป็นพระอุปัชฌาย์เถื่อน ครูบามหารัตนากรเจ้าคณะแขวงลี้กับหนานบุญเติง นายอำเภอลี้ได้เรียกครูบาศรีวิชัยไปสอบสวนเกี่ยวกับปัญหาที่ครูบาศรีวิชัยเป็นพระอุปัชฌาย์บวชกุลบุตรโดยมิได้รับแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติ การจับกุมครูบาศรีวิชัยสามารถแบ่งช่วงเวลาออกเป็น 3 ช่วงเนื่องจากเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเกือบ 30 ปีและแต่ละช่วงจะมีรายละเอียดของสภาพสังคมที่แตกต่างกัน


บูรณะปฏิสังขรณ์โบราณสถานแผ่นดินล้านนา

ครูบาเจ้าศรีวิชัย ท่านเดินทางไปหนแห่งใดก็มีศรัทธาสาธุชนเคารพศรัทธา จากที่ได้ธุดงธ์ไปทั่วแผ่นดินล้านนาได้พบเห็นโบราณสถานสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแผ่นดินล้านนาเก่าแก่ทรุดโทรมลงเป็นอันมาก จึงได้ร่วมกับศรัทธาสาธุชนบูรณะปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมวัดวาอารามโบราณสถานทั่วแผ่นดินล้านนาไม่อาจจะนับได้ อาทิ บริเวณหน้าวิหารหลวงและพระบรมธาตุ วัดพระธาตุหริภุญชัย (พ.ศ. 2463)
หลังจากกลับจากกรุงเทพฯ แล้วไปบูรณะพระเจดีย์ พระธาตุดอยเกิ้ง อำเภอฮอด (พ.ศ. 2464) สร้างวิหารวัดศรีโคมคำพระเจ้าตนหลวง จังหวัดพะเยา (พ.ศ. 2465)บูรณะพระธาตุดอยตุง จังหวัดเชียงราย บูรณะพระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ (พ.ศ. 2466) วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ. 2467) สร้างธาตุและบันไดนาค วัดบ้านปางพระธาตุเกตุสร้อยแก่งน้ำปิง (พ.ศ. 2468) รวบรวมพระไตรปิฏกฉบับอักษรล้านนาจำนวน 5,408 ผูก (พ.ศ. 2469-2471) บูรณะวัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ. 2474) และผลงานชิ้นอมตะคือ การสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ที่ศรัทธาสานุชนมาร่วมกันสร้างถนนวันละไม่ต่ำกว่า 5,000 คน แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ตามสัจจะวาจา (พ.ศ. 2478) สร้างวิหารวัดบ้านปาง (พ.ศ. 2478 เสร็จปี พ.ศ. 2482) วัดจามเทวี (พ.ศ. 2479) สุดท้าย คือ สะพานศรีวิชัย เชื่อมระหว่างลำพูน (ริมปิง) - เชียงใหม่(พ.ศ. 2481) ที่มาสร้างเสร็จภายหลังจากที่ครูบาศรีวิชัยมรณภาพ (รวมวัดต่างๆที่ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยไปบูรณะปฏิสังขรณ์รวม 108 วัด)ต่อมามีผู้เรียกท่านว่า พระศรีวิชัย ชาวบ้านจึงเรียกท่านว่า ครูบาศรีวิชัยบ้าง ครูบาวัดบ้านปางบ้าง ครูบาศีลธรรมบ้างซึ่งเป็นนามที่ชาวบ้านตั้งให้ ด้วยความนับถือ
ผลงานที่เด่นมากของครูบาศรีวิชัยก็คือ การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งครูบาศรีวิชัยได้รับคำเรียกร้องจากศรัทธาประชาชน ให้ช่วยดำริและจัดการเรื่องนี้ จึงเริ่มลงมือสร้างเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2477 เวลา 10.00 นาฬิกา ณ เชิงดอยสุเทพด้านห้วยแก้ว โดยมี พลตรี เจ้าแก้วเนาวรัตน์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เป็นผู้ขุดจอบเป็นปฐมฤกษ์ การสร้างถนนสายนี้ใช้แรงงานเป็นจำนวนมากวันหนึ่งๆ จะมีผู้คนช่วยทำงานประมาณวันละไม่ต่ำกว่า 5,000 คน ถ้าคิดมูลค่าแรงงานเป็นเงินก็คงมากมายมหาศาลทีเดียว การสร้างทางสายนี้ใช้เวลา 5 เดือน กับ 22 วัน จึงแล้วเสร็จ และเปิดให้รถขึ้นลงได้ เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2478

***ในส่วนของจำนวนวัดที่ครูบาท่านได้สร้างและบูรณะนั้น อาจจะไม่ตรงกับข้อมูลที่ทางพี่ elle ได้มา ซึ่งขึ้นกับเอกสารข้อมูลต้นทางครับ***

การเปลี่ยนแปลงการปกครองคณะสงฆ์ในล้านนา

ในช่วงนั้น เชียงใหม่ถูกลดบทบาทลงเป็นเพียงศูนย์กลางของมณฑลพายัพ ถึงแม้ทางส่วนกลางจะพยายามรวมทุกแว่นแคว้นเข้าเป็นไทยเดียวกัน แต่ล้านนายังคงเอกลักษณ์ทางด้านชีวิตความเป็นอยู่ไว้อย่างเหนียวแน่น ต่างจากภาคอื่น ๆ ที่ถูกกลืนเข้าอยู่ภายใต้นโยบายการปกครองของส่วนกลาง ส่วนกลางพยายามจะลดบทบาทของล้านนาลงในทุกวิถีทาง เช่น ทางด้านการปกครอง ก็ส่งข้าหลวงจากส่วนกลางมาประจำมณฑลพายัพ ส่วนทางด้านศาสนา สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้เป็นผู้ดำเนินการจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ทั่วราชอาณาจักร แต่ในขณะนั้นรูปแบบการปกครองสงฆ์ในล้านนาได้มีรูปแบบเฉพาะของตน โดยผ่านความคิดระบบครูกับอาจารย์ นอกจากนี้นิกายต่าง ๆ นั้น ยังเกี่ยวข้องกับเชื้อชาติอีกด้วย เช่น นิกายเชียงใหม่ นิกายขืน นิกายยอง อีกด้วย เป็นต้น สำหรับครูบาเจ้าศรีวิชัยนั้นยึดถือปฏิบัติในแนวของนิกายเชียงใหม่ผสมกับนิกายยอง ซึ่งแพร่หลายในเขตบ้านโฮ่ง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน มีธรรมเนียมที่ยึดถือคือ การนุ่งห่มที่เรียกว่า “กุมผ้าแบบรัดอก” สวมหมวกแขวนลูกปะคำ ถือไม้เท้าและพัด ซึ่งยึดธรรมเนียมมาแต่วัดดอยแต โดยอ้างว่าสืบวิธีการนี้มาจากลังกา
ระบบการปกครองสงฆ์ในล้านนาที่เน้น “หัวหมวดอุโบสถ” หรือ “หัวหมวดวัด” เป็นระบบการปกครองของสงฆ์ล้านนาแต่เดิม พระอุปัชฌาย์รูปหนึ่งจะมีวัดขึ้นอยู่ในการดูแลจำนวนหนึ่ง เรียกว่า “เจ้าหมวดอุโบสถ” คัดเลือกพระที่มีผู้เคารพนับถือและได้รับการยกย่องว่าเป็นครูบา ดังนั้นครูบาเจ้าศรีวิชัย ซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในขณะนั้น และอยู่ในตำแหน่งหัวหมวดพระอุปัชฌาย์ ครูบาเจ้าศรีวิชัยจึงมีสิทธิที่จะบวชกุลบุตรได้ตามจารีตของสงฆ์ล้านนา การที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยมีสิทธิที่จะบวชกุลบุตรได้ตามจารีตการถือปฏิบัติมาแต่เดิมนั้นขัดกับพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 (พ.ศ. 2446) ในพระราชบัญญัตินี้ กำหนดว่า พระอุปัชฌาย์ที่จะบวชกุลบุตรได้ ต้องได้รับการแต่งตั้งตามระเบียบการปกครองของสงฆ์จากส่วนกลางเท่านั้น โดยถือเป็นหน้าที่ของเจ้าคณะแขวงนั้น ๆ เป็นผู้คัดเลือก และเมื่อคัดเลือกได้แล้ว จะนำชื่อเสนอเจ้าคณะผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯเพื่อดำเนินการแต่งตั้งต่อไป
พระราชบัญญัติการปกครองสงฆ์ ร.ศ.121 เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ใหม่ ในดินแดนล้านนานั้น สงฆ์ทั้งหลายไม่ว่าจะสายในก็ตาม ต่างมีความคิดต่อเรื่องนี้แตกต่างกันออกไป โดยแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
สงฆ์ที่ยอมรับอำนาจของสงฆ์กรุงเทพฯ อย่างเต็มรูป เป็นสงฆ์ที่ได้รับการแต่งตั้ง มีตำแหน่งและสมณศักดิ์ ให้อยู่ในฐานะผู้ปกครองสงฆ์ในท้องถิ่น ดูแลสอดส่งพฤติกรรมของสงฆ์ท้องถิ่นให้ปฏิบัติตามระเบียบที่ตราไว้
สงฆ์ที่มีลักษณะประนีประนอมกับกรุงเทพฯ เป็นฝ่ายที่มิได้แสดงปฏิกิริยาคัดค้านหรือสนับสนุน อาจไม่พอใจแต่ก็ไม่ต่อต้าน
สงฆ์กลุ่มต่อต้านกรุงเทพฯ พระสงฆ์กลุ่มนี้ ไม่ยอมปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์ของกรุงเทพฯ


ความขัดแย้งของคณะสงฆ์ในล้านนา

เริ่มจากครูบามหารัตนากร เจ้าคณะแขวงลี้ จังหวัดลำพูน กับหนานบุญเติง นายอำเภอลี้ ได้เรียกครูบาเจ้าศรีวิชัยไปสอบสวน เกี่ยวกับกรณีที่ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์บวชกุลบุตร โดยไม่ได้รับแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติ ในขณะนั้น พระครูญาณมงคล(ปัญญา) เป็นเจ้าคณะเมืองนครลำพูน
กรณีนี้ได้สร้างปมยุ่งยากให้ครูบาเจ้าศรีวิชัยในเวลาต่อมา เพราะท่านไม่ยอมขึ้นกับส่วนกลาง ยังยึดถือขนบปฏิบัติแบบล้านนาอยู่ ทำให้ถูกเพ่งเล็งจากส่วนกลาง เนื่องจากเป็นพระที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อความศรัทธาของชาวบ้านสูง นำไปสู่การจับกุมครูบาเจ้าศรีวิชัย ซึ่งสามารถแบ่งช่วงเวลาออกเป็น 3 ช่วง เป็นระยะเวลายาวนานกว่า 30 ปี


การจับกุมในช่วงแรก พ.ศ. 2451-2453

ครูบาเจ้าศรีวิชัยถูกจับกุมด้วยข้อหาต้องอธิกรณ์ สืบเนื่องจากที่ชาวบ้านและชาวเขามีความศรัทธาเลื่อมใสในตัวท่าน มักนำบุตรหลานไปฝากฝังให้บวชเณรและอุปสมบท เมื่อความทราบถึงเจ้าคณะแขวงและนายอำเภอลี้ ก็กล่าวหาครูบาศรีวิชัยว่าล่วงเกินอำนาจของตน เจ้าคณะแขวง และนายอำเภอลี้ ได้นำกำลังตำรวจเข้าจับกุม โดยนำไปกักขังไว้ที่วัดเจ้าคณะแขวงลี้ได้ 4 คืน จากนั้นจึงส่งท่านให้พระครูบ้านยู้ เจ้าคณะจังหวัดลำพูน เพื่อรับการไต่สวน ซึ่งผลก็ไม่ปรากฏความผิดอันใด
หลังจากการไต่สวนครั้งแรกไม่นาน ครูบาเจ้าศรีวิชัยก็ถูกเรียกตัวสอบอีกครั้ง โดยพระครูมหาอินทร์ เจ้าคณะแขวงลี้ เนื่องจากมีหมายเรียกให้ครูบาเจ้าศรีวิชัยนำลูกวัดไปประชุมเพื่อรับทราบระเบียบกฎหมายใหม่จากนายอำเภอและเจ้าคณะแขวงลี้ แต่ครูบาเจ้าศรีวิชัยไม่ได้ไปตามหมายเรียก และส่งมีผลให้เจ้าอธิการหัววัดที่อยู่ในหมวดอุโบสถของครูบาเจ้าศรีวิชัย ไม่ได้ไปประชุมเช่นกัน เพราะเห็นว่าเจ้าหัวหมวดไม่ไปประชุมลูกวัดก็ไม่ควรไป ดังนั้น พระครูเจ้าคณะแขวง จึงสั่งให้นายสิบตำรวจเมืองลำพูนเข้าไปจับกุมครูบาเจ้าศรีวิชัย นำส่งให้พระครูญาณมงคลเจ้าคณะจังหวัดลำพูนไต่สวน และกักขังไว้ที่วัดพระธาตุหริภุญไชย เมืองลำพูน เป็นเวลา 23 วัน
ส่วนในครั้งที่สามเกิดขึ้นในปีพุทธศักราชเดียวกัน พระครูเจ้าคณะแขวงลี้ ได้สั่งให้ครูบาเจ้าศรีวิชัย นำลูกวัด เจ้าอธิการหัววัด ตำบลบ้านปาง ซึ่งอยู่ในหมวด ไปประชุมที่วัดเจ้าคณะแขวง ตามพระราชบัญญัติที่จะเพิ่มขึ้น ปรากฏว่าครูบาเจ้าศรีวิชัย ก็ไม่ได้เข้าร่วมประชุมอีก มีผลให้บรรดาหัววัดไม่ไปอีกเช่นกัน เจ้าคณะแขวงและนายอำเภอลี้จึงมีหนังสือฟ้องถึงพระครูญาณมงคล เจ้าคณะจังหวัดลำพูน ครูบาเจ้าศรีวิชัยจึงถูกจับขังไว้ที่วัดพระธาตุหริภุญไชยเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้น พระครูญาณมงคล จึงได้เรียกประชุมพระครูผู้ใหญ่ในจังหวัด เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ และในที่สุด ก็ได้ปลดครูบาเจ้าศรีวิชัยให้พ้นจากตำแหน่งหัวหมวดวัด มิให้เป็นพระอุปัชฌาย์อีกต่อไป และถูกจับขังต่อไปอีก 1 ปี
จะเห็นได้ว่า การที่ครูบาศรีวิชัยถูกจับกุมเนื่องจากความกระด้างกระเดื่อง ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าคณะแขวง ตลอดจนไม่สนใจพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ฉบับใหม่ อาจเนื่องด้วยครูบาเจ้าศรีวิชัยมุ่งเน้นการปฏิบัติธรรม มากกว่าที่จะสนใจในระเบียบแบบแผนใหม่ อีกทั้งท่านยังยึดมั่นกับจารีตแบบแผนแบบดั้งเดิม โดยปฏิบัติตามวินัยสงฆ์ที่อาจารย์พระอุปัชฌาย์สั่งสอนมา ความสัมพันธ์แบบหัวหมวดวัด ได้สร้างความผูกพันระหว่างพระในชุมชนด้วยกันที่ให้ความเชื่อถือในอาจารย์หรือพระอุปัชฌาย์ที่ถูกแต่งตั้งจากส่วนกลาง เป็นจุดเริ่มต้นของการยืนหยัดที่จะสืบสานจารีตแห่งความเป็นล้านนา


การถูกจับกุมในระยะที่สอง พ.ศ. 2454-2464

ในการต้องอธิกรณ์ครั้งที่สอง มีความเข้มข้นและรุนแรงมากยิ่งขึ้น อันเนื่องมาจากการต้องอธิกรณ์ในช่วงแรกถึงสามครั้งสามครา และยังส่งผลเพิ่มความเลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อครูบาเจ้าศรีวิชัยมากยิ่งขึ้น มีการเล่าถึงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ นานาต่อกันไป ทำให้ความนับถือเลื่อมใสในตัวของครูบาเจ้าศรีวิชัยแพร่ขยายออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง เมื่อคำเล่าลือทราบถึงเจ้าคณะแขวงลี้และนายอำเภอแขวงลี้ จึงได้เข้าแจ้งต่อพระครูญาณมงคล เจ้าคณะจังหวัดลำพูน โดยตั้งข้อกล่าวหาว่า ท่านซ่องสุมคนคฤหัสถ์ นักบวช เป็นก๊กเหล่า และใช้เวทมนตร์โหงพราย ดังนั้นในวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2462 พระครูญาณมงคลได้ออกหนังสือฉบับหนึ่งถึงครูบาเจ้าศรีวิชัย เพื่อแจ้งให้ท่านออกจากพื้นที่จังหวัดลำพูนภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันประกาศ ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้กล่าวอ้างถึงพระวินัยแห่งพุทธบัญญัติขึ้นมาว่า ท่านได้กระทำผิดพุทธบัญญัติข้อใดไปบ้าง เจ้าคณะแขวงไม่สามารถเอาผิดได้ จึงเลิกราไปพักหนึ่ง
แต่ในเวลาต่อมา เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เรียกครูบาเจ้าศรีวิชัยพร้อมลูกวัดเข้าเมืองลำพูน เหตุการณ์ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นสถานะตนบุญของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยชัดเจนมากขึ้น เพราะมีการจัดขบวนแห่แหนท่านเข้าสู่เมืองลำพูนของบรรดาภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์อย่างใหญ่โต เมื่อทางบ้านเมืองได้เห็นว่ามีผู้ติดตามท่านมากเช่นนี้ คงตกใจมิใช่น้อย อุปราชมณฑลพายัพได้สั่งย้ายท่านไปยังเชียงใหม่ โดยให้พักอยู่ที่วัดเชตวัน แล้วจึงมอบให้พระครูสุคันธศีล รองเจ้าคณะเชียงใหม่ที่วัดปลากกล้วย (ศรีดอนไชย) ในช่วงที่ถูกจับกุมที่วัดนี้ ได้มีพ่อค้าใหญ่เข้ามาเป็นอุปัฏฐาก ตลอดจนผู้คนในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงก็เดินทางมานมัสการเป็นจำนวนมาก ทางฝ่ายที่ทำการดูแลเกรงว่าเรื่องลุกลามใหญ่โต เนื่องจากศรัทธาของชาวบ้านชาวเมือง เจ้าคณะเชียงใหม่และเจ้าคณะมณฑลพายัพได้ดำเนินการส่งท่านไปรับการไต่สวนพิจารณาคดีที่กรุงเทพฯ โดยตั้งข้อหาไว้ 8 ข้อ เนื้อหารวมของข้อกล่าวหา อาทิ ตั้งตัวเป็นพระอุปัชฌาย์ทั้งที่ไม่มีใบอนุญาต กระด้างกระเดื่องต่อพระราชบัญญัติสงฆ์ และใช้คำกล่าวอ้างของชาวบ้านที่ว่า ท่านมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ทำให้ฝ่ายส่วนกลางหวาดระแวงว่าท่านจะประพฤติตัวเป็น ผีบุญ
โดยรวมแล้วท่านหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาทุกกระทง และได้มีโอกาสเข้าเฝ้า พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ เป็นการส่วนพระองค์ครั้งหนึ่ง จากการเข้าเฝ้าครั้งนี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงได้ประทานส่งสมณสาส์นไปยัง พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จเจ้าคณะใหญ่หนกลาง มีใจความว่า


...วันนี้ฉันได้พบตัวพระศรีวิชัย (14 ก.ค. 2463) ได้ไต่สวนเห็นว่า เป็นพระที่อ่อนโยน ไม่ใช้ผู้ถือกระด้าง ไม่ใช่เจ้าเล่ห์เจ้ากล ไม่ค่อยรู้ธรรมวินัย แต่มีสมณสัญญา พอจะประพฤติอยู่ได้อย่างพระที่ห่างเหินจากสมาคม การตั้งตัวเป็นพระอุปัชฌาย์เองนั้น ด้วยไม่รู้ความหมาย ไม่รู้ประกาศ ทำตามธรรมเนียมคืออุปัชฌายะของเธอ ชื่อสุมนะ เมื่อจะถึงมรณภาพ ได้ตั้งเธอให้ปกครองวัดและบริษัทแทน จนถือว่าได้ตั้งมาจากอุปัชฌายะ เพราะการที่ไม่รู้จักระเบียบแบบแผน ถูกเอาตัวมาลงโทษกักไว้ เกือบไม่รู้ว่าเพราะความผิดอะไร พระอย่างนี้ต้องการอธิบายให้รู้จักผิดชอบ ดีกว่าจะลงโทษ...

— พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์
การที่ปล่อยครูบาเจ้าศรีวิชัยกลับภูมิลำเนาเดิม และสามารถจะอาศัยอยู่ในวัดใดก็ได้ นับเป็นการลดความไม่พอใจของประชาชนที่นับถือท่านเป็นอย่างมาก อธิกรณ์ในช่วงระยะที่สองนี้ เหมือนเป็นการทำให้ครูบาเจ้าศรีวิชัยเป็นที่รู้จักในสังคมเมืองมากขึ้น ช่วยส่งให้บทบาทของท่านโดดเด่นและชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะในสายตาชาวเมือง มองเห็นว่ากลุ่มพระและชาวบ้านที่ติดตามครูบาเจ้าศรีวิชัยมีจำนวนมาก และมีความหลากหลายทางชนชาติด้วยกัน จากการที่คณะสงฆ์ยอมปล่อยให้กลับภูมิลำเนา ในสายตาของคนท้องถิ่นล้านนาแล้ว กลับเห็นว่า ไม่มีใครสามารถทำอันตรายต่อท่าน ซึ่งเปรียบเสมือนตนบุญแห่งล้านนาได้ จากการกลับภูมิลำเนา สถานะและบารมีของครูบาเจ้าศรีวิชัย เป็นที่ศรัทธาสูงสุดในทุกกลุ่มชนของสังคมล้านนา ต่างก็ให้ความเคารพยกย่อง และให้การช่วยเหลือสนับสนุนในด้านการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ เป็นอย่างดี
เป็นที่น่าสังเกต ครูบาศรีวิชัยยังตั้งอยู่ในปณิธานเดิม คือมุ่งที่จะดำรงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นล้านนาแบบดั้งเดิมอยู่ แม้จะเป็นในเฉพาะด้านธรรมวินัยของพุทธศาสนาเท่านั้น แม้ท่านจะต้องอธิกรณ์หลายครั้งจากการตีความตามวินัยสงฆ์ของภาคกลาง และถึงแม้ว่าอิทธิพลของส่วนกลางจะเข้ามามีอำนาจควบคุมสงฆ์ในล้านนา จนเกิดการแบ่งก๊กแบ่งเหล่าในหมู่สงฆ์ล้านนา ก็ไม่ทำให้ท่านสะทกสะท้านต่ออำนาจรัฐจากส่วนกลาง การต้องอธิกรณ์ในช่วงแรกจนถึงช่วงที่สอง แทนที่ปวงชนจะเสื่อมความศรัทธาในตัวครูบาเจ้าศรีวิชัย กลับเป็นว่า ความศรัทธาเพิ่มขึ้นกว่าเดิมตามแรงบีบคั้นจากส่วนกลาง สาเหตุน่าจะเป็นเพราะว่าท่านมุ่งมั่น กอปรกับท่านมีจริยวัตรที่น่าเลื่อมใส กระทั่งพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ยังทรงชื่นชม ทั้งที่ท่านเองเป็นประมุขส่วนกลาง มีอำนาจที่จะตัดสินหรือจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อการยึดมั่นในแนวทางของท่านครูบาศรีวิชัย เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่รากฐานแห่งความศรัทธาของท่านจะมีพลังมากขึ้น และที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่ง ชาวล้านนามองว่าท่านเป็นพระอริยสงฆ์ มิได้ประพฤติผิดในธรรมข้อใด แต่ทางส่วนกลางถือว่าท่านต้องอธิกรณ์ ถือได้ว่าเป็นการตีความที่ต่างกันระหว่างชาวล้านนากับผู้ปกครองและคณะสงฆ์จากส่วนกลาง
[แก้]การจับกุมในช่วงที่สาม พ.ศ. 2478-2479

เกิดขึ้นในช่วงที่ครูบาศรีวิชัยได้สร้างถนนขึ้นสู่พระธาตุดอยสุเทพ ขณะก่อสร้างทางอยู่นั้นเอง ปรากฏว่า มีพระสงฆ์ในจังหวัดเชียงใหม่รวม 10 แขวง 50 วัด ขอลาออกจากการปกครองคณะสงฆ์ ไปขึ้นอยู่ในปกครองของครูบาศรีวิชัยแทน เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ลุกลามไปทั่วทุกหัวเมือง รวมวัดต่าง ๆ ที่แยกตัวออกไปถึง 90 วัด พระสงฆ์ในจังหวัดต่าง ๆ ก็เริ่มที่จะเคลื่อนไหวที่จะขอแยกตัว ทำให้ครูบาเจ้าศรีวิชัยถูกส่งตัวไปยังกรุงเทพฯ เพื่อระงับเหตุที่จะบานปลาย ขณะเดียวกันนั้น กลุ่มพระสงฆ์วัดที่ขอแยกตัว ถูกสั่งให้มอบตัวและพระที่ถูกบวชโดยครูบาเจ้าศรีวิชัยก็โดยคำสั่งให้สึก เมื่อครูบาเจ้าศรีวิชัยถูกควบคุมตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ ก่อให้เกิดความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งในหมู่พระสงฆ์และฆราวาสในหมู่หัวเมืองที่รักและเคารพในตัวท่าน ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับครูบาเจ้าศรีวิชัย จึงถูกโยงเข้าไปสู่ปัญหาการเมืองในขณะนั้นไปด้วย
ในการจับกุมช่วงที่สามนั้น ได้ดำเนินเรื่อยมาจนถึงพุทธศักราช 2479 เมื่อหลวงศรีประกาศได้พูดคุยกับครูบาเจ้าศรีวิชัยในวันที่ 21 เมษายน ครูบาเจ้าศรีวิชัยจึงได้ให้คำรับรองต่อคณะสงฆ์ว่าจะปฏิบัติตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ทุกประการ และได้เดินทางกลับลำพูนเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ปีเดียวกัน
สืบเนื่องจากรากฐานแห่งความศรัทธาจากฆราวาสและคฤหัสถ์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์การจับกุม ครูบาเจ้าศรีวิชัยมีภาพลักษณ์เป็นตนบุญ นักบุญ แห่งล้านนา ย่อมเป็นธรรมดาที่ศรัทธาฆราวาสหรือคฤหัสถ์จะยอมรับไม่ได้ ที่ใครหรือกลุ่มคนใดจะมาลบหลู่บุคคลอันเป็นศูนย์รวมจิตใจ การจับกุมท่านหรือส่งตัวท่านไปสอบสวนที่กรุงเทพฯ ไม่ต่างจากการกระทำที่ย่ำยีความศรัทธาและสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ และอาจนำไปสู่ความโกรธแค้น ก่อให้เกิดความวุ่นวาย การใช้กำลังในการยุติปัญหา จากที่กล่าวมาโดยสังเขป พอจะวิเคราะห์ให้เห็นได้ว่า
ในขณะนั้น ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ได้แปรสภาพจากปัญหาเล็ก ๆ ระหว่างสงฆ์ล้านนารูปหนึ่งกับคณะสงฆ์ในส่วนกลาง มาเป็นปัญหาระหว่างชาวล้านนากับอำนาจจากส่วนกลาง เมื่อขอบเขตของปัญหาเปลี่ยนจากเล็กเป็นใหญ่ อาจเป็นไปได้ว่า ท่านมองว่าประเด็นปัญหาส่วนตัวของท่านที่มีกับระเบียบของคณะสงฆ์ส่วนกลาง กลายเป็นเรื่องเล็กไปแล้ว กอปรกับความที่ครูบาเจ้าศรีวิชัย เป็นสงฆ์สายอรัญวาสี เคร่งครัดสูงในเรื่องธรรมวินัย เพราะฉะนั้นการจะยอมตาม จึงเป็นเรื่องไม่เหนือวิสัยสำหรับสงฆ์ในสายอรัญวาสี และความที่ท่านเป็นที่นับถือของพระสงฆ์ในล้านนาด้วยกันเอง การจะเปลี่ยนมาถือตามระเบียบสงฆ์ของทางส่วนกลาง ท่านย่อมสามารถอธิบายและโน้มน้าวให้เห็นตามได้ไม่ยาก
จากการที่ครูบาเจ้าศรีวิชัย ยังคงปฏิบัติตามจารีตของล้านนาโดยไม่โอนอ่อนผ่อนตามนโยบายของส่วนกลาง เป็นเหมือนการปลุกจิตสำนึกของชาวล้านนา สะท้อนให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าท่านจะยอมรับระเบียบธรรมเนียมสงฆ์ของส่วนกลางในตอนท้ายที่สุด ก็ไม่ได้หมายความว่าจิตวิญญาณของล้านนานั้นได้ถูกทำลายไปด้วย กลับทว่าจิตวิญญาณของล้านนาได้แสดงให้เห็นปรากฏชัดต่อชาวล้านนาและคนทั่วไป จากที่มีอยู่แล้วยิ่งชัดเจนเพิ่มมากขึ้น จากความขัดแย้งของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย กับรัฐ ในขณะนั้นการตั้งอยู่บนพื้นฐานความพยายามที่จะสลายจิตวิญญาณล้านนา เพื่อที่จะรวมแว่นแคว้นต่าง ๆ ให้เป็นปึกแผ่นเป็นเอกภาพกับส่วนกลาง เพื่อที่จะต่อสู้กับลัทธิล่าอาณานิคม แต่ในปัจจุบัน รัฐให้การสนับสนุนทุกวิถีทางที่จะปลุกกระแสความเป็นล้านนา เพื่อใช้เป็นแหล่งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแหล่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับครั้งที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยปลุกกระแสการสืบสานจิตวิญญาณล้านนา ไม่อาจนำมาเทียบได้เลย อีกทั้งจิตวิญญาณของพระสังฆราช ทรงร่างพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ไทยทางมณฑลพายัพ ทรงมีพระบัญชา ให้พระธรรมโรดม พระศรีสมโพธิ เป็นที่ปรึกษา รับพระกระแสขึ้นมาเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2450 เข้าทำการปรึกษากับเจ้าอินทวโรรส เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ พร้อมเจ้าพระยาสุรสีห์วิศิษฐ์ศักดิ์ ข้าหลวงมณฑลพายัพ จัดการคัดหาตัวพระมหาเถระ ผู้แตกฉานธรรมวินัย เพื่อแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะเมือง เจ้าคณะรอง เจ้าคณะจังหวัด และเจ้าคณะแขวง มีหน้าที่บังคับบัญชาคณะสงฆ์ให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์
การเข้ามามีบทบาทของส่วนกลาง ส่งผลกระทบต่อวงการสงฆ์ล้านนาอย่างมาก ล้านนามีจารีตการปกครองสงฆ์ค่อนข้างเป็นอิสระในทาง ปฏิบัติ แม้ว่าในแต่ละเมือง จะมีตำแหน่งสังฆราชา และมีครูบาอีก 7 รูป คอยปกครองดูแล แต่ระเบียบการปกครองสงฆ์ตามจารีตเดิมของล้านนา ให้ความสำคัญแก่ “ระบบหมวดอุโบสถ” หรือ “ระบบหัวหมวดวัด” มากกว่า และการปกครองก็เป็นในระบบพระอุปัชฌาย์ อาจารย์กับศิษย์ ซึ่งมีอิทธิพลค่อนข้างมาก และล้านนาเองก็มีแนวปฏิบัติที่หลากหลาย เนื่องจากมีการจำแนกถึง 18 นิกาย และในแต่ละนิกาย ก็น่าจะหมายถึงกลุ่มพระที่เป็นสายพระอุปัชฌาย์ในแต่ละท้องที่ ซึ่งมีอำนาจปกครองในล้านนายังคงอยู่ และมีการสืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง โดยคนล้านนาเอง เพราะล้านนามีจิตวิญญาณดั้งเดิมอันแท้จริงที่สืบสานต่อกันมา ไม่มีทางที่คนกลุ่มใดจะสร้างขึ้นมาหรือทำให้แปรเปลี่ยนเป็นอื่นได้ เว้นแต่ชาวล้านนาเองจะพร้อมใจที่จะปรับเปลี่ยนจิตวิญญาณล้านนาเพื่อให้ทันต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคม


สิ้นตนบุญแห่งล้านนา

เมื่อครูบาเจ้าโดนขับออกจากเมืองเชียงใหม่ ครูบาเจ้าได้ปวารณาตนว่าจะไม่กลับไปเหยียบแผ่นดินเชียงใหม่อีก เว้นแต่แม่น้ำปิงจะไหลย้อนกลับ ครูบาเจ้าศรีวิชัยมรณภาพเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2481 ที่วัดบ้างปาง ขณะมี อายุได้ 59 ปี ตั้งศพไว้ที่วัดบ้านปางนั้นเวลา 1 ปี จึงได้เคลื่อนศพมาตั้งไว้ ณ วัดจามเทวี จนถึงวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2489 จึงได้รับพระราชทานเพลิงศพ โดยมีประชาชนมาถวายพระเพลิงศพเป็นจำนวนมาก และปราชาชนเหล่านั้น ได้เข้าแย่งชิงอัฏฐิธาตุของท่านพระครูบาศรีวิชัยตั้งแต่ไฟยังไม่มอดสนิท แม้แต่แผ่นดินตรงที่ถวายพระเพลิง ก็ยังมีผู้ขุดเอาไปสักการะบูชา อัฏฐิธาตุของท่านที่เจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมได้ได้ถูกแบ่งออกเป็น 7 ส่วน แบ่งไปบรรจุตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วแผ่นดินล้านนาดังนี้
ส่วนที่ 1 บรรจุที่ วัดจามเทวี จ.ลำพูน
ส่วนที่ 2 บรรจุที่ วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่
ส่วนที่ 3 บรรจุที่ วัดพระแก้วดอนเต้า จ.ลำปาง
ส่วนที่ 4 บรรจุที่ วัดศรีโคมคำ จ.พะเยา
ส่วนที่ 5 บรรจุที่ วัดพระธาตุช่อแฮ จ.แพร่
ส่วนที่ 6 บรรจุที่ วัดน้ำออกรู จ.แม่ฮ่องสอน
ส่วนที่ 7 บรรจุที่ วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จ.ลำพูน


***โดยส่วนตัวแล้ว ผมมีข้อมูลที่แย้งกับข้อมูลนี้อยู่ อย่างน้อยก็ที่วัดพระธาตุกลางใจเมือง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ก็ได้รับพระอัฐิธาตุของครูบาศรีวิชัย ส่วนหัวไหล่ซ้าย ..มีหลักฐานเป็นสถูป รูปปั้น และจารึกความเป็นมาไว้ที่ข้างพระบรมธาตุวัดพระธาตุกลางใจเมือง อ.พร้าว***

อ้างอิง

ศูนย์รวมการถ่ายทอดจิตวิญญาณล้านนา
ในหนังสือ สืบสานล้านนา สืบต่อลมหายใจของแผ่นดิน พ.ศ. 2542
วิลักษณ์ ศรีป่าซาง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิทยาเขตภาคพายัพ เชียงใหม่


ข้อสังเกตุสิ่งอัศจรรย์ :

จากสัจจะวาจา...ที่ครูบาศรีวิชัยได้กล่าวไว้ว่า "....ครูบาเจ้าได้ปวารณาตนว่าจะไม่กลับไปเหยียบแผ่นดินเชียงใหม่อีก เว้นแต่แม่น้ำปิงจะไหลย้อนกลับ " นี้นั้น...ภายหลังที่ครูบาศรีวิชัยมรณะภาพลง ทางราชการได้ดำเนินการหล่อรูปเหมือนของท่านเพื่อการบูชาคุณและจะได้นำมาไว้ประดิษฐานยังเมืองเชียงใหม่...แต่ด้วยอำนาจสัจจะอธิษฐานของครูบาศรีวิชัย ทำให้ไม่สามรถดำเนินการขนส่งมายังเมืองเชียงใหม่ ไม่ว่างจะเป็นทางใดก็ตาม แม้กระทั่งอัญเชิญมาทางรถไฟ ก็ไม่สามารถนำขึ้นบนรถไฟได้ เกิดปัญหามากมายสารพัด...จนกระทั่ง ทางการได้มีการสร้างเขื่อนภูมิพลที่ จ.ตาก และได้เริ่มเก็บกักน้ำเพื่อเปืดใช้เขื่อน ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "แม่น้ำปิงไหลย้อนกลับ" ขึ้นมาทางต้นน้ำ....ตรงจุดนี้เองทำให้ทางการได้ทดลองอัญเชิญรูปหล่อครูบาศรีวิชัย ขึ้นบนรถไฟอีกครั้ง ปรากฏว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างง่ายดาย และไม่มีอุปสรรคใดๆ ซึ่งปัจจุบันก็ประดิษฐานอยู่ที่บริเวณทางขึ้นดอยสุเทพ ...จึงถือเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์เรื่องหนึ่งของครูบาศีลธรรม หรือครูบาศรีวิชัยนี้เองครับ.

***********************************************************************
ผมได้คัดลอกบางตอนจากข้อมูลที่มี คติธรรมคำสอน ของท่านที่ได้ถูกบันทึกเอาไว้มาให้ได้ศึกษากันนะครับ...

สัจจวาจาของครูบาศีลธรรม (ครูบาศรีวิชัย)

ครูบาศีลธรรม เป็นอีกนามหนึ่งของ “ครูบาศรีวิชัย” นักบุญแห่งล้านนา ท่านเป็นพระอริยสงฆ์รูปสำคัญยิ่งแห่งดินแดนล้านนา ครูบาศรีวิชัยเป็นพระบ้านป่าไร้ซึ่งสมณศักดิ์ แต่เปี่ยมล้นไปด้วยคุณงามความดีที่ยิ่งใหญ่เป็นอเนกประการ จึงมีผู้คนเคารพยกย่องท่านตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน

ครูบาศรีวิชัย มีชีวิตอยู่ในช่วง พ.ศ. ๒๔๒๑-๒๔๘๑ มาตุภูมิของท่านคือ บ้านปาง ต.แม่ตืน อ.ลี้ จ.ลำพูน ท่านถือกำเนิดในครอบครัวที่ยากจน แต่สิ่งนี้หาได้เป็นสิ่งที่จะสกัดกั้นไม่ให้ท่านเข้าสู่ร่มเงาของผ้ากาสาวพัตร์ได้ไม่ กลับเป็นสิ่งที่ช่วยให้พ้นไปจากวัฏสงสารมากยิ่งขึ้น


“พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต” อดีตพระอาจารย์ใหญ่ของพระสงฆ์ฝ่ายวิปัสสนาธุระรูปสำคัญ แห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญร่วมสมัยกับครูบาศรีวิชัย ได้กล่าวกับ “พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)” อดีตเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่ ความว่า “พระศรีวิชัยองค์นี้ เป็นพระโพธิสัตว์ปรารถนาพระโพธิญาณ ขณะนี้กำลังบำเพ็ญเพียรสร้างสมบารมีธรรมอยู่ ซึ่งจะต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอีกนาน จนกว่าการสั่งสมบารมีจะบริบูรณ์”

ครูบาศรีวิชัยเป็นพระสุปฏิปันโน ท่านสอนผู้อื่นโดยการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่าง ท่านปฏิบัติได้แล้วจึงสอนผู้อื่น ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้คนมากมายเลื่อมใสในตัวท่าน ต่างพากันมากราบไหว้บูชาขอเป็นลูกศิษย์ของท่าน

เมื่อมีคนชอบก็ต้องมีคนไม่ชอบเกิดขึ้นเป็นธรรมดาของโลกธรรม ถึงแม้ว่าคนไม่ชอบจะมีไม่มากก็ตามเถิด ครูบาศรีวิชัยถูกกล่าวหาว่าประพฤติตนไม่เหมาะสม จนต้องอธิกรณ์ถึง ๒ ครั้ง ท่านถูกนำตัวไปให้คณะสงฆ์ชำระอธิกรณ์ที่กรุงเทพฯ แต่ด้วยความบริสุทธิ์ของท่าน มลทินทั้งหลายที่ถูกผู้อื่นนำมาแปดเปื้อนก็ไม่อาจทำให้ท่านมัวหมองได้ ครูบาศรีวิชัยจึงเดินทางกลับสู่มาตุภูมิของท่านอย่างสง่างาม

อาจารย์สิงฆะ วรรณสัย อดีตปราชญ์คนสำคัญของจังหวัดลำพูน ผู้เคยได้สนทนากับครูบาศรีวิชัย ได้บันทึกไว้ใน “สารประวัติครูบาศรีวิชัย” ความตอนหนึ่งว่า “ตอนที่ครูบานั่งหนักสร้างวัดจามเทวีนั่นแหละ ข้าพเจ้าเป็นสามเณรมักจะไปไหว้ไปคุยกับท่านครูบาเสมอ วันหนึ่งท่านถามข้าพเจ้าว่า “เณรจะสึกหรือไม่?” ข้าพเจ้าตอบว่า “ไม่แน่ครับท่านครูบา เพราะอนาคตของเราคาดไม่ถูก” ท่านครูบาได้กรุณาสอนว่า “เมื่อเณรจะสึกออกไปสู่โลกภายนอก พึงประพฤติตัว อย่าให้ซื่อนัก อย่าให้ตรงนัก หื้อจะหล้วยเป็นก้านกล้วยนั้นเทอะ” อธิบายว่า คนที่อยู่ในโลกฆราวาสนั้น เป็นคนตรงไปก็อยู่กับเขาไม่ได้ เป็นคนคดงอเกินไปก็อยู่กับเขาไม่ได้ จงอย่าคดมาก อย่าตรงมาก เหมือนก้านกล้วยนั่นแหละจึงจะอยู่กับคนในโลกได้” นี่เป็นคำสอนหลังจากที่ครูบาศรีวิชัยกล่าวไว้หลังจากท่านกลับจากชำระอธิกรณ์ครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นช่วงบั้นปลายชีวิตท่านแล้ว

ถึงแม้ว่าครูบาศรีวิชัยจะเกิดในยุคที่บ้านเมืองยังไม่พัฒนาด้านวัตถุมากนัก อ.ลี้ เมื่อ ๑๖๐ ปีกว่าล่วงมาแล้วนั้น ยังบริบูรณ์ไปด้วยป่าไม้นานาพันธุ์ เรื่องราวเร้นลับทางไสยศาสตร์น่าจะมีให้คนในยุคนั้นได้พิศวงไม่น้อย แต่ครูบาศรีวิชัยกลับไม่ได้ส่งเสริมเรื่องนี้แม้แต่น้อย ท่านไม่ได้สร้างวัตถุมงคลใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อครั้งที่ท่านเดินทางด้วยรถไฟไปกรุงเทพฯ เพื่อให้คณะสงฆ์ฝ่ายปกครองชำระอธิกรณ์ ผู้โดยสารบนขบวนรถไฟ เมื่อทราบว่าท่านคือครูบาศรีวิชัยผู้โด่งดัง ต่างพากันมากราบไหว้อ้อนวอนขอเครื่องรางของขลังจากท่าน ครูบาศรีวิชัยได้แต่ยิ้มแล้วส่ายหน้า ท่านกล่าวแก่คนเหล่านั้นว่า “ไม่เคยมีไว้ให้ใคร เอาไว้เองก็ไม่มี เพราะพระพุทธองค์ไม่เคยสั่งสอนให้เชื่อถือสิ่งเหล่านั้น


เกี่ยวกับเรื่องไสยศาสตร์ คาถาอาคมเหล่านี้ ในช่วงแรกของชีวิตในสมณเพศ ครูบาศรีวิชัยก็เคยได้ศึกษาวิชาเหล่านี้มาก่อน ถึงได้สักหมึกดำทั้ง ๒ ขา ตามแบบความนิยมของผู้ชายชาวล้านนาในสมัยนั้น ต่อมาได้ศึกษาพระธรรมอย่างถี่ถ้วนลึกซึ้ง ท่านตระหนักถึงความไม่เป็นแก่นสารของไสยศาสตร์ จึงหันหลังให้วิชาเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง เคยมีผู้เรียนถามครูบาศรีวิชัยเรื่องอภินิหารเรื่องหนึ่งว่า มีครั้งหนึ่งครูบาศรีวิชัยพร้อมกับศรัทธาทั้งหลายเข้าไปในป่าแห่งหนึ่ง บังเกิดฝนตกหนักมาก คนทั้งหลายเปียกกันหมด แต่ครูบาศรีวิชัยไม่เปียกเลยมีจริงหรือไม่ ท่านตอบว่า “เออเป็นความจริง ข้าไม่เปียกเลย เพราะข้ามีจ้อง (ร่ม)”

ครูบาศรีวิชัยเป็นพระผู้ปฏิบัติธรรมเยี่ยมยอดรูปหนึ่ง และมีเรื่องราวที่เรียกว่าน่าอัศจรรย์ก็ว่าได้ คือท่านสามารถกำหนดรู้จิตของผู้อื่นได้ หากผู้ใดนำของไม่บริสุทธิ์มาทำบุญกับท่าน ท่านก็จะบอกให้ผู้นั้นทราบ หรือไม่รับของนั้นเลยทีเดียว จะมาทำบาปแลกบุญนั้นครูบาศรีวิชัยท่านไม่ส่งเสริมเด็ดขาด ดังเรื่องที่ผู้เขียนจะเล่าต่อไปนี้ ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่ได้เล่าให้ผู้เขียนฟังอีกทอดหนึ่ง เป็นเรื่องราวร่วมสมัยครั้งที่ครูบาศรีวิชัยยังดำรงชีวิตอยู่

ในหมู่บ้านเดื่องก ต.ขัวมุง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ มีเศรษฐินีผู้หนึ่ง เป็นคนที่มีนิสัยเข้าทำนองว่า “หน้าเนื้อใจเสือ” (ทางล้านนาเรียกว่า “ปากหวาน ก้นส้ม”) ผู้ใดขัดสนเงินทองบากหน้าขอพึ่งพิง นางก็ให้ไปปากก็พร่ำว่า “ไม่เป็นไร เราคนกันเอง มีอะไรพูดจากันได้” แต่เวลาที่ลูกหนี้เอาของมาคืน ต้องมีค่ามากกว่าของที่ยืมไปถึงเท่าตัว ยืมเงิน ๑๐ บาท (สมัยครึ่งค่อนศตวรรษ) คืน ๒๐ บาท หากไม่มีจริงๆ เศรษฐินีผู้นี้ก็จะริบเอาข้าวของอย่างอื่นแทนเงิน เช่น ข้าวสาร เกลือ กะปิ ปลาร้า ชนิดที่ว่าอะไรพอจะตีค่าเป็นเงินได้ก็ริบไว้ก่อน


ครั้งหนึ่งครูบาศรีวิชัยออกบิณฑบาต เศรษฐินีผู้นี้ก็ไปทำบุญตักบาตรกับเขาด้วย คนอื่นตักบาตร ครูบาศรีวิชัยก็รับ แต่พอมาถึงเศรษฐินีแห่งบ้านเดื่องก ท่านกลับปิดฝาบาตร นางให้รู้สึกแปลกใจจึงกราบเรียนถามครูบาศรีวิชัยว่าเหตุใดท่านจึงไม่รับบาตรของนาง ครูบาศรีวิชัยจึงตอบเศรษฐินีผู้นี้ว่า “แม่ออกจะเอาขี้มาใส่บาตรเฮา” (“แม่ออก” หมายถึง สีกา ส่วน “เฮา” ก็คือ เรา) เศรษฐินีแห่งบ้านเดื่องกก็แทบจะแทรกแผ่นดินหนีเลยทีเดียว ส่วนจะสำนึกตัวได้หรือไม่นั้นคงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะบุคคลมีหลายจำพวก รายนี้อาจจะเป็นบัวประเภทสุดท้าย

นอกจากจะเป็นพระนักปฏิบัติแล้ว ทางด้านเทศนาโวหาร ครูบาศรีวิชัยก็ยังมีความสามารถแสดงธรรมให้ผู้คนในยุคนั้น ได้เข้าใจถึงหลักธรรมเบื้องต้นอย่างแจ่มแจ้ง ผู้เขียนขอนำ “ธรรมอานิสงส์ศีล” ที่ครูบาศรีวิชัยได้เขียนไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๔ เนื่องในงานฉลองวิหารหลวง วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่ พิมพ์เป็นอักษรเมือง (ภาษาล้านนา) ปริวรรตเป็นภาษาไทย โดยนายหนานปวงคำ ตุ้ยเขียว เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๘ ความตอนหนึ่งว่


“...น้ำแม่น้ำคงคา ยุมนา อจิรวดี มหิมหาสลภู ซึ่งเป็นแม่น้ำใหญ่ทั้ง ๕ แม่น้ำ แม่นจักเอามาอาบให้หมดสิ้นทั้ง ๕ แม่น้ำก็ไม่อาจล้างบาป คือความเดือดร้อน ภายในให้หายได้ และฝนลูกเห็บ แม่นจะตกมาร้อยห่าให้เย็นและหนาวสักปานใดก็ดี ก็ไม่อาจจะเย็นเข้าไปถึงภายใน ให้หายความทุกขเวทนาได้ ศีล ๕ เป็นอริยทรัพย์ เป็นต้นของความบริสุทธิ์ เป็นน้ำทิพย์สำหรับล้างบาป คือความเดือดร้อน ภายในให้หายได้ เป็นบันไดแก้วสำหรับก่ายขึ้นไปสู่สวรรค์...”

พระบ้านป่ารูปหนึ่งที่ถือกำเนิดจากครอบครัวสามัญชนที่ยากจน แต่ยึดถือแน่วแน่ในหลักธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา มีจิตใจที่มั่นคงไม่หวั่นไหวกับกิเลส มารร้ายที่คอยจ้องทำลายพรหมจรรย์อยู่ตลอดเวลา

ครูบาศรีวิชัยเป็นทองคำบริสุทธิ์ ถึงบางครั้งจะมีผู้นำสิ่งสกปรกมาสาดใส่ แต่ก็ไม่อาจทำให้ทองคำนั้นเปลี่ยนสถานะไปได้ เมื่อกาลเวลาและความจริงซึ่งเป็นเครื่องชะล้างสิ่งที่เป็นมลทินนั้นหมดสิ้นไปแล้ว ทองคำนั้นก็ยังเป็นทองคำอยู่ ยังคงส่องแสงอันงดงามอยู่ชั่วนิจนิรันดร์กาล


เรียบเรียงโดย สามารถ แจ่มจันทร์
นิตยสารศิลปวัฒธรรม ปีที่ ๑๗ ฉบับที่ ๗ เดือนพฤษภาคม ๒๕๓๙
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD-jpg   อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E-jpg   อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-7-jpg  


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ohm_chiangmai : 27-04-12 เมื่อ 12:09

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ohm_chiangmai ในข้อความนี้
พรรณวดี (27-04-12), พุทธรักษา (01-05-12), ก้อนดิน (27-04-12), อภิญญา (27-04-12), เพิ่มบุญ (08-05-12), เกียงจูแหย (27-04-12), Rich (28-04-12)
  #5  
เก่า 27-04-12, 00:05
ohm_chiangmai's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Apr 2012
ข้อความ: 139
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 466
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,014 ครั้ง ใน 1,014 ข้อความ
พลังบุญ: 1162
ohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished road
Default โครงการบูรณะวัดพระบรมธาตุอนาคามี

โครงการบูรณะวัดพระบรมธาตุอนาคามี

ที่มาของโครงการ

โดยในความตั้งใจส่วนตัวของผมแล้ว...แรกเริ่มเดิมทีเพียงเพื่อต้องการจะนำพระพุทธรูปสมเด็จองค์ปฐม ขึ้นไปประดิษฐานบนดอยสุเทพ โดยให้มีทิศทางที่บ่ายหน้าองค์พระลงมาสู่เมืองเชียงใหม่ ดังนั้นสถานที่ที่จะประดิษฐานได้จะต้องเป็นจุดที่สูงและใกล้บริเวณหน้าผาที่หันหน้าเข้าสู่เมือง
จุดแรกที่ผมและเพื่อน(คุณรุธ)ได้ลองเข้าไปพูดคุยและขอนุญาติ คือวัดพระธาตุดอยสุเทพ แต่หลังจากได้เรียนสอบถามแล้วคงจะเป็นการยากที่จะนำพระพุทธรูปดังกล่าวไปประดิษฐานไว้ที่นั่น ทางคุณรุธซึ่งพอจะทราบความของวัดอนาคามีอยู่บ้างจึงเสนอให้นำไปประดิษฐานไว้ที่นั่น...แต่ด้วยความที่ทั้งผมและคุณรุธก็ไม่ทราบจุดที่แน่นอนของวัดอนาคามีเดิมเลย...จึงได้ตั้งใจจะออกสำรวจหา เพราะเชื่อมั่นว่าจะต้องอยู่ตามแนวทางของลำน้ำห้วยแก้วแน่นอน...
ก่อนที่พวกเราคนจะขี้นดอยเพื่อไปทำการสำรวจนั้น ได้มากราบขออนุญาติและขอให้ครูบาศรีวิชัยช่วยเปิดทางให้เราได้ค้นพบสถานที่ตั้งของวัดอนาคามี แต่สิ่งที่ทำให้ต้องแปลกใจก็คือ...การเกิดนิมิตเป็น "เมฆรูปหงส์ (หรือนก)" หลังจากที่ได้ทำการขออนุญาติหน้าอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยที่ตีนดอยสุเทพ


จากนิมิตนี้เองที่ทำให้เราได้มีกำลังใจในการหาสถานที่ตั้งวัดอนาคามี...และก็ได้ไปพบว่าเนินเขาเล็กๆที่ตั้งตระหง่านอยู่ฝั่งขวาของถนนขึ้นดอยสุเทพ ตรงข้ามหอดูดาวสิรินธร เป็นที่ตั้งของวัดอนาคามีนี้เอง...ที่เราแน่ใจเพราะหลังจากที่เราได้กราบนมัสการองค์พระเจดีย์เก่านั้น เราได้ไปกราบขอความกระจ่างจากหลวงพ่อพระมหาสง่า เจ้าอาวาสวัดผาลาดสกิทาคามี

ท่านได้เมตตาเล่าให้ฟังว่า ตรงจุดนี้มีหลากหลายคณะ หลากหลายคณาจารย์ ได้พยายามที่จะบูรณะวัดร้างแห่งนี้ แต่ก็ติดปัญหาต่างๆมาโดยตลอด...ซึ่งจริงๆก็คงรวมถึงทางผมเองด้วยที่เริ่มท้ออยู่พอสมควรหลังจากพยายามหาหนทางต่างๆมาร่วมสองปี แต่ก็ได้แอบอธิษฐานไว้ว่าถ้ามีวาสนาได้ร่วมบูรณะองค์พระธาตุนี้ ก็ขอให้มีหมู่คณะที่มีกำลังเข้ามาร่วมกันช่วยบูรณะให้แล้วเสร็จไปด้วยดี...ซึ่งผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าคณะพระธาตุแก้วมณีโชตินี้ จะสามารถร่วมกันบูรณะพระธาตุแห่งนี้จนสำเร็จเสร็จสิ้น

************************************************************************

การสำรวจตรวจสอบและปรับปรุงภูมิทัศน์โบราณสถานวัดอนาคามี

หลังจากที่ได้ขึ้นไปสำรวจตรวจสอบสถานที่กันในครั้งแรกแล้ว ก็ได้มีการขึ้นไปปรับปรุงภูมิทัศน์ต่างๆให้ดูสะอาดตาและไม่รกร้างโดยได้ดำเนินการดังต่อไปนี้...

1) การทำความสะอาด ตัดแต่งกิ่งไม้ต้นไม้...ในบริเวณเจดีย์และอุโบสถเก่าให้สะอาดมากขึ้น
2) สร้างศาลามุงจากครอบบริเวณคอระฆังเจดีย์
3) นำพระบรมสารีริกธาตุบรรจุพระเจดีย์อะคริลิก วางไว้ในคอระฆังของเจดีย์และนำผ้าจีวรครอบปิดไว้
4) ได้นำพระพุทธรูปที่ได้รับการอนุเคราะห์จาก พระมหาสง่า ท่านเจ้าอาวาสวัดผาลาดสกิทาคามี ขนาดหน้าตักประมาณ
1.5 เมตร มาประดิษฐานอยู่หน้าพระเจดีย์
5) ได้นำพระพิฆเนศรตั้งประดิษฐานบนแนวหน้าผาที่หันหน้าลงหาเมืองเชียงใหม่
>>*** อันนี้ผมนับถือท่านเป็นการส่วนตัวครับอาจจะไม่เกี่ยวกับการบูรณะวัดสักเท่าไหร่ แต่เพื่อเป็นนิมิตหมายที่ดี เพื่อให้ประสพความสำเร็จในการบูรณะครับ***

การสำรวจพื้นที่ม่อนพญาหงส์นั้น มีญาติธรรมท่านหนึ่ง (ชื่อคุณโต้ง) ได้ติดต่อเข้ามาหาผมผ่านทางเวปพลังจิต เนื่องจากมีความสนใจอย่างยิ่งในประวัติความเป็นมาของวัดอนาคามี...จึงได้พากันขึ้นไปสำรวจพื้นที่ และพบว่าบนม่อนพญาหงส์นี้มีรายละเอียดดังนี้

1) บริเวณพื้นที่ตรงซากพระเจดีย์นี้ ปรากฏเป็นพื้นวิหารหรือโบสถ์ ต่อเชื่อมอยู่...ซึ่งเป็นไปตามศิลปะความเชื่อของทางเหนือ ที่นิยมสร้างวืหารต่อเนื่องทะลุ หรือติดกับองค์พระเจดีย์ โดยทิศทางของวิหาร จากการใช้เข็มทิศ..จะหันหน้าไปทางทิศตะวันออกพอดิบพอดี

2) พระธาตุเจดีย์นี้...ส่วนที่ปรากฏให้เห็น มีความสูงอยู่ในระดับของคอระฆังเท่านั้น...น่าที่จะมีความลึกลงไปในพื้นดินอีกพอสมควร

3) พระวิหารด้านหน้าพระเจดีย์นี้หากมองขึ้นไปตามแนวเส้นตรง โดยตั้งต้นมองจากตำแหน่งของประตูวิหารนั้น...ย้อนขึ้นไปบนดอยสุเทพ จะมองเห็นเป็นแนวเส้นตรงถึงองค์พระธาตุดอยสุเทพพอดีเป๊ะ

4) และเมื่อมองลงไปตามตำแหน่งเดิม...จะมีบันไดทางขึ้นก่อเป็นอิฐ ในลักษณะค่อนข้างชันพอสมควรทอดยาวลงไป ถึงถนนลาดยางด้านล่าง...ซึ่งเข้าใจว่าถนนได้ตัดผ่ากลางบันไดนี้...ความน่าจะเป็นคือบันไดนี้ เดิมทีน่าจะลงไปถึงลำห้วยแก้วด้วยซ้ำ...และเมื่อมองลงไปจากตำแหน่งประตูวิหาร จะสามารถมองเห็นเมืองเชียงใหม่ได้ทั้งเมือง
เปรียบได้กับ...พระอริยะระดับอนาคามี...ซึ่งจะเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างแดนนิพพาน ( เทียบได้กับวัดพระธาตุดอยสุเทพ ) และแดนเบื้องล่างทั้งหมด ( เทียบได้กับดินแดนเมืองเชียงใหม่ ) ซึ่งพระอนาคามีจักสำเร็จเป็นพระอรหันต์บนชั้นนี้โดยจะไม่กลับมาเกิดบนโลกมนุษย์อีก

5) ก้อนอิฐต่างๆที่ใช้ในการสร้าง ผมลองขุดและพลิกก้อนอิฐขึ้นมา บางก้อนมีสัญลักษณ์เป็นรูปไก่

6) เมื่อสำรวจโดยรอบม่อนพญาหงส์แห่งนี้ พบว่ามีแนวอิฐ ก่อเสมือนกำแพง หรือ ฐานโดยรอบ เป็นชั้นๆลดหลั่นลงไป ซึ่งน่าจะมีอาณาเขตกว้างมากพอสมควร...ตรงจุดนี้ทำให้เชื่อได้ว่า วัดอนาคามีแห่งนี้มีความยิ่งใหญ่มาก เสมือนเป็นเวียงเล็กๆ บนดอยสุเทพแห่งนี้...ซึ่งก็ไม่น่าจะผืดที่มีผู้เล่าขานว่า วัดแห่งนี้มีมาตั้งแต่ครั้งสมัยลพบุรี ก่อนอาณาจักรหริภุญชับจะสถาปนาขึ้น..โดยการสร้างของท่านสุเทวะฤาษี ผู้เป็นพระอาจารย์ของพระนางจามเทวี

สรุปได้คร่าวๆ ว่าการบูรณะวัดแห่งนี้ให้กลับฟื้นคืนชีวิตดังเดิมนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก แต่ถ้าทำสำเร็จก็เท่ากับได้ฟื้นประวัติศาสตร์ข้ามไปตั้งแต่สมัยลพบุรีก่อนอาณาจักรหริภุญชัยกำเนิด..ซึ่งมีอายุผ่านมาราว 1,400-1,500 ปี

แต่ที่สำคัญ...คือชื่อของวัดนี้คงจะไม่สามารถใช้ชื่อวัดอนาคามีได้อีก เพราะโครงการของพุทธอุทยานอนาคามี...ได้นำชื่อนี้ไปใช้ประกอบแล้ว ดังนั้นคงจะต้องปรึกษากันอีกครั้งว่าจะใช้ชื่อใดมาเป็นชื่อวัด...จะใช้ชื่อเรียกง่ายๆว่า "วัดม่อนพญาหงส์" ก็ไพเราะดีเช่นกันครับ...

ภาพที่ได้นำมาลงนี้จะชี้ให้เห็นบริเวณที่เป็นวัดอนาคามีเดิม ก่อนที่ผมจะขึ้นไปปรับภูมิทัศน์โดยการสร้างศาลาครอบองค์พระเจดีย์ และตัดแต่งกิ่งไม้ รวมถึงได้นำพระพุทธรูปไปวางประดิษฐานด้านหน้าพระเจดีย์ เนื่องจากผมหาภาพภายหลังปรับปรุงไม่เจอน่ะครับ แหะๆ

ส่วนภาพนิมิตเมฆพญาหงส์ หรือนก หรือบางคนว่าเหมือนนกฟีนิกซ์ ก็ลองดูกันเล่นๆนะครับ ผมลงมา3 รูป ปรับสีมาเผื่อจะได้มองง่ายขึ้นครับ
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-%E0%B8%8B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B5-jpg   อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-%E0%B8%8B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%99-jpg   อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-%E0%B8%8B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B9%8C2-jpg  

อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3-jpg   อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A2-jpg   อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A3-jpg  

อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-ohm_0012-jpg   อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-ohm_0013-jpg   อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-ohm_0013-1-jpg  


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ohm_chiangmai : 27-04-12 เมื่อ 14:17

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ohm_chiangmai ในข้อความนี้
พรรณวดี (27-04-12), ก้อนดิน (27-04-12), อภิญญา (27-04-12), เพิ่มบุญ (08-05-12), Rich (28-04-12)
  #6  
เก่า 27-04-12, 12:11
ohm_chiangmai's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Apr 2012
ข้อความ: 139
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 466
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,014 ครั้ง ใน 1,014 ข้อความ
พลังบุญ: 1162
ohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished road
Default แผนงานฉบับร่าง การบูรณะวัดม่อนพญาหงส์ หรือวัดอนาคามี(เดิม)

แผนงานฉบับร่าง ในการบูรณะวัดม่อนพญาหงส์ หรือวัดอนาคามี(เดิม)

สำหรับแผนงานนี้ ผมจะเรียกว่าเป็นฉบับร่าง เพราะคงต้องระดมมันสมอง ระดมความคิดจากอีกหลายๆฝ่าย สิ่งที่ผมได้ร่างขึ้นนี้มาจากการสนทนากับเพื่อนๆที่เคยคิดจะร่วมกันบูรณะ ( แต่ก็ได้ทิ้งความตั้งใจไปจนหมดแล้ว )รวมถึงการสอบถามความเห็น ความคิดของท่านพระมหาสง่า เจ้าอาวาสวัดผาลาดสกิทาคามี...ซึ่งแต่เดิมท่านเคยบอกให้ผมร่างแผนงานโครงการให้ท่านได้พิจารณา แต่เนื่องด้วยพิจารณาดูหลายๆปัจจัยแล้ว คงจะยังไม่สามารถกระทำการใดๆในขณะนั้น ผมเองก็เลยเงียบหายไปเกือบปีมาแล้ว

ต่อไปเป็นแผนงานฉบับร่างที่ผมได้วางเอาไว้

1) ประสานงานกับท่านพระมหาสง่า เจ้าอาวาสวัดผาลาดฯ ท่านเจ้าอาวาสวัดศรีโสดา(เจ้าคณะจังหวัด) และท่านเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ เพื่อความชัดเจนและขอคำแนะนำ

2) การสำรวจเพิ่มเติมและเก็บหลักฐานทางประวัติศาสตร์บริเวณม่อนพญาหงส์ ถ้าเป็นไปได้ควรดำเนินการร่วมกับทีมงานของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

3) การสืบค้นทางเอกสาร และจากผู้ชำนาญการทางโบราณคดีที่เคยทำวิจัยไว้

4) การติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อความชัดเจนในการเริ่มแผนปรับปรุงภูมิทัศน์ขึ้นก่อน เช่นกรมป่าไม้ และวัดพระธาตุดอยสุเทพ

5) การออกแบบปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบให้มีความกลมกลืนกับธรรมชาติและลักษณะภูมิประวัติศาสตร์เดิมๆให้มากที่สุด

6) การประชาสัมพันธ์ โดยใช้สื่อและจัดกิจกรรม เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของวัดนี้ ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และพุทธศาสนาต่อสาธารณะชน

7) ดำเนินการประมงลผลข้อมูลทั้งหมดจากการสำรวจ เพื่อออกแบบสิ่งก่อสร้าง ภายใต้รูปลักษณ์ที่ใกล้เคียงของเดิมของวัดอนาคามี

8) การระดมทุนทรัพย์จากการบริจาคและการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ

ในจุดนี้ผมเคยตั้งกระทู้รับบริจาคในเวปพลังจิต มาแล้วแต่เนื่องด้วยความไม่ชัดเจนในหลายๆประการทำให้ผมต้องเก็บโครงการนี้ไว้ก่อนด้วยยอดเงินบริจาคประมาณ 1,500 บาท...
ซึ่งผมคาดว่าในการบูรณะเบื้องต้นเพียงองค์พระเจดีย์ น่าจะใช้เงินทุนประมาณไม่เกิน 1,500,000 บาท ถ้าจัดเป็นผ้าป่าก็คงจะจัดเป็น กองละ 100 บาท ทั้งหมด 15,000 กอง ..อันนี้เป็นความคิดเฉพาะผมเองนะครับ

9) การตรวจสอบความเป็นไปได้ในการขึ้นทะเบียนเป็นวัดที่มีวิสุงคามสีมาในอนาคต เพราะเนื้อที่โดยรวมอาจจะไม่ถึง 6 ไร่ตามข้อกำหนด

10) หลังจากที่เริ่มมีการบูรณะปฏิสังขรณ์แล้ว ควรนิมนต์พระสงฆ์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มาจำพรรษาเพื่อดูแลรักษาและเสริมสร้างวัดมิให้ร้างลงอีกในอนาคต

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแผนงานคร่าวๆที่ผมเตรียมไว้ เมื่อมีทีมงานที่พร้อมจะดำเนินการ ซึ่งคงจะต้องปรับปรุงเพิ่มเติมในอีกหลายๆส่วน

กิจกรรมที่เสนอคณะพระธาตุแก้วมณีโชติ และขอความเห็นนะครับ

เนื่องจากในปีที่แล้ว ในช่วงของวันวิสาขบูชา...ทางผมและกลุ่มผู้นับถือพระพิฆเนศวร ได้ร่วมมือกันปรับปรุงภูมิทัศน์บนวัดอนาคามี โดยตัดหญ้าและสร้างศาลามุงจาก( โดยไม่ใช้ตะปูตอกลงบนต้นไม้เลยแม้แต่ตัวเดียว ) ครอบลงบนพระเจดีย์เดิม
พร้อมกันนั้นได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่ผมเก็บไว้ทั้งหมดประมาณ 20 องค์ บรรจุเจดียอะคริลิก นำไปวางไว้ในคอระฆังของพระเจดีย์เดิม และนำผ้าจีวรขึงปิดไว้ พร้อมกับได้นำพระพุทธรูปปางประธานพรหน้าตักประมาณ 1.5 m (ได้รับความอนุเคราะห์จากวัดผาลาด) มาประดิษฐานที่หน้าพระเจดีย์ รวมถึงได้จัดตั้งศาลองค์พระพิฆเนศวรไว้บริเวณริมผา ฝั่งตะวันออกของเจดีย์ไว้ด้วย


และเนื่องด้วยประเพณีของชาวเชียงใหม่ที่จะมีประเพณีเดินขึ้นดอยเพื่อสักการะพระบรมธาตุดอยสุเทพ ในคืนวันรอยต่อก่อนวันวิสาขบูชา ...ในปีที่แล้วทางกลุ่มผู้นับถือพระพิฆเนศวรและผมจึงได้ขออนุญาติหลวงพ่อพระมหาสง่าจัดตั้งเป็นโรงทานขึ้น..ตรงจุดที่เป็นทางเข้าวัดอนาคามี และได้ทำเส้นทางเดินขึ้นไปนมัสการพระเจดีย์ จึงทำให้ผู้คนบางส่วนเริ่มรู้จักมากขึ้นว่าจุดนี้มีโบราณสถานอยู่

ดังนั้นผมจึงขอเสนอว่า ถ้ากลุ่มของเราจะขึ้นมาทำโรงทานที่จุดนี้จะดีมั้ยครับ ?? น่าจะเป็นประโยชน์ในหลายๆอย่างคือ...
1) เป็นการเปิดเส้นทางให้ชัดเจนและทำความสะอาดบริเวณวัด
2) เป็นกิจกรรมที่สามารถประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนได้ทราบความเป็นมาและความสำคัญของวัดนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการระดมทุนเพื่อบูรณะวัดอนาคามีนี้ เพราะผู้คนที่เดินขึ้นมาในประเพณีนี้ไม่ต่ำกว่าหลักหลายพันคนแน่นอน
3) จะได้เริ่มมีการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่น่าจะมีประโยชน์ในการเปิดโครงการบูรณะวัดแห่งนี้ เช่นทางวัดผาลาด วัดศรีโสดา วัดพระณาตุดอยสุเทพ เทศบาลเมืองเชียงใหม่ และหน่วยงานราชการอื่นๆ


ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องอาศัยความร่วมมือของทุกๆท่านและขอความเห็นด้วยนะครับว่าเห็นสมควรหรือไม่ โดยผมจะพยายามติดต่อท่านพระมหาสง่า เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมครับ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ohm_chiangmai : 27-04-12 เมื่อ 14:42

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 4 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ohm_chiangmai ในข้อความนี้
พรรณวดี (28-04-12), อภิญญา (27-04-12), เพิ่มบุญ (08-05-12), Rich (28-04-12)
  #7  
เก่า 27-04-12, 12:22
ohm_chiangmai's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Apr 2012
ข้อความ: 139
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 466
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,014 ครั้ง ใน 1,014 ข้อความ
พลังบุญ: 1162
ohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished road
Default แบบแปลนพระเจดีย์

แบบแปลนพระเจดีย์ครอบองค์เดิม ที่ได้มีการออกแบบไว้สำหรับวัดขะจาว อ.เมือง จ.เชียงใหม่

สำหรับแบบแปลนนี้อาจจะนำมาปรับปรุงให้เข้ากับที่วัดอนาคามีนี้ได้ เพราะมีขนาดใกล้เคียงกันครับ...แต่อาจจะต้องคำนวณโครงสร้างฐานรากกันใหม่...

สำหรับข้อมูลที่ผมมี และโครงการที่ร่างไว้ก็คงมีเท่านี้ครับ พี่ๆท่านใดมีความเห็นอย่างไรเชิญนะครับ
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-p1460411-2-jpg   อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-p1460412-2-jpg   อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-p1460415-2-jpg  

อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-p1460418-2-jpg   อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-p1460419-2-jpg  

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ohm_chiangmai : 28-04-12 เมื่อ 02:11

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 4 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ohm_chiangmai ในข้อความนี้
พรรณวดี (28-04-12), อภิญญา (28-04-12), เพิ่มบุญ (08-05-12), Rich (28-04-12)
  #8  
เก่า 29-04-12, 23:02
ohm_chiangmai's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Apr 2012
ข้อความ: 139
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 466
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,014 ครั้ง ใน 1,014 ข้อความ
พลังบุญ: 1162
ohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished road
Default

แผนที่ทางอากาศ ...อาศัยดาวเทียมกันละครับ แหะๆ
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8-jpg   อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A82-jpg   อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A83-jpg  


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ohm_chiangmai : 01-05-12 เมื่อ 04:26

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 4 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ohm_chiangmai ในข้อความนี้
พรรณวดี (30-04-12), อภิญญา (01-05-12), เพิ่มบุญ (08-05-12), Rich (01-05-12)
  #9  
เก่า 01-05-12, 04:31
ohm_chiangmai's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Apr 2012
ข้อความ: 139
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 466
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,014 ครั้ง ใน 1,014 ข้อความ
พลังบุญ: 1162
ohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished road
Default

สภาพพื้นที่ ที่ผมได้เข้าไปสำรวจเมื่อปีที่แล้ว
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-ตามรอยครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-p1460437_resize-jpg  

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 4 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ohm_chiangmai ในข้อความนี้
พรรณวดี (01-05-12), อภิญญา (01-05-12), เพิ่มบุญ (08-05-12), Rich (01-05-12)
  #10  
เก่า 01-05-12, 11:11
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,119
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56658
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile ขอร่วมโมทนาบุญทุกอย่าง ถวายเป็นพุทธบูชาฯ

ภาพถ่ายทางอากาศบริเวณม่อนพญาหงส์ ที่ตั้งวัดพระอนาคามี ในปัจจุบันที่มองเห็นพื้นที่คล้ายรอยพระบาทมากครับ ส่วนแผนผังของวัดพอมองเห็นได้คร่าวๆแล้วครับ สาธุ
__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 4 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
พรรณวดี (01-05-12), เพิ่มบุญ (08-05-12), ohm_chiangmai (01-05-12), Rich (07-05-12)
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 22:28


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่