อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ตามรอยบุญพระ

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 06-08-12, 18:11
ohm_chiangmai's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Apr 2012
ข้อความ: 139
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 466
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,014 ครั้ง ใน 1,014 ข้อความ
พลังบุญ: 1162
ohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished road
Smile ตามรอยบุญคณะพระครูเทพโลกอุดร

สาธุ..สิทธิการิยะ...กราบนมัสการพระรัตนตรัย และพระทุกพระองค์เมตตาสงเคราะห์ ขอบารมีหลวงปู่ใหญ่เมตตาให้ลูกหลานได้เผยแพร่ประวัติ และ คุณธรรม-บารมีธรรม ได้อย่างถูกต้องกระจ่างชัดเป็นที่อัศจรรย์ปรากฏแก่โลก ณ.บัดนี้ด้วยเทอญ

ในเบื้องต้นนี้ผม และท่านต้น ได้รับมอบหมายจากพี่แอลให้เปิดกระทู้นี้ขึ้นมา...เพื่อเป็นการเผยแพร่ประวัติและคุณธรรม-บารมีธรรมของหลวงปู่ พระครูเทพโลกอุดร...หรือที่หลายๆท่านกล่าวถึงท่านไว้ว่า "หลวงปู่ใหญ่"

ทั้งนี้ผมเองจะได้หยิบยกประวัติความเป็นมาบางประการตั้งแต่เริ่มต้นในปฐมวัยของท่าน จวบจนการมาประกาศศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองในสยามประเทศนี้ โดยมีเขตแดนของ "ถ้ำวัวแดง" ในปัจจุบันเป็นศูนย์กลาง...
ทั้งนี้..ประวัติความเป็นมาดังกล่าว ..อาจมีข้อขัดแย้ง มีข้อโต้เถียงกันอยู่มากถึงความชัดเจนของหลวงปู่ใหญ่ จนกระทั่งมีบางท่านถึงกับกล่าวว่า...ท่านมีตัวตนอยู่จริงหรือ...นับเป็นเรื่องธรรมดาของโลก ที่มักจะมีความคิดของผู้คนที่แตกต่างกันออกไป แต่กระทู้นี้หวังไว้อย่างยิ่งว่า...หลวงปู่จะเมตตาสงเคราะห์ให้เราได้ข้อมูลที่เป็นความจริง และถูกต้องมากที่สุดเพื่อเป็นแนวทางในการยึดถือเป็นตัวอย่างการปฏิบัติของท่านต่อไป...
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-ตามรอยบุญคณะพระครูเทพโลกอุดร-eauby-jpg   อภิญญา-ตามรอยบุญคณะพระครูเทพโลกอุดร-dsc_0018-1-jpg  

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ohm_chiangmai ในข้อความนี้
พรรณวดี (07-08-12), พุทธรักษา (27-08-12), ก้อนดิน (21-08-12), อภิญญา (06-08-12), นำธรรม (21-09-12), เพิ่มบุญ (24-08-12), เดชะบุญ (23-10-16), Jira (11-08-12), octavian (06-08-12), Rich (07-08-12)
  #2  
เก่า 06-08-12, 18:17
ohm_chiangmai's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Apr 2012
ข้อความ: 139
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 466
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,014 ครั้ง ใน 1,014 ข้อความ
พลังบุญ: 1162
ohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished road
Default

ประวัติดังต่อไปนี้ เป็นหนึ่งในบันทึกที่มีการเล่าบันทึกไว้เป็นแบบฉบับหนึ่ง...เชิญศึกษาประวัติตามคำบอกเล่าของคุณแม่ มณีจันทร์ ดังต่อไปนี้

หลวงปู่ใหญ่เมตตาเล่าประวัติของท่านให้แม่(มณีจันทร์ เลิศหิรัญปัญญา)ได้บันทึกไว้ มีดังนี้.....

บิดาของหลวงปู่พระครูเทพโลกอุดร มีนามว่า โกเมน มารดามีนามว่า พิราศ ท่านมีบุตร 2 คน คือ ท่านพระครูธรรมเทพโลกอุดร และน้องสาว ชื่อ ทิพย์ยะติ หลวงปู่ใหญ่ท่านเล่าว่า ก่อนที่ท่านจะถือกำเนิด มี ท่านพระเทพศันกัลป์ยะ ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของบิดา ได้เดินทางธุดงค์มาจากทางเขาพันสน ปัจจุบันอยู่ในประเทศศรีลังกา ท่านมาพักอยู่ที่บ้านของบิดา บิดามารดาของหลวงปู่ใหญ่ ท่านเป็นคนมีศีลมีธรรม ท่านได้จัดทำพิธีไหว้ครู(ก็คือ ท่านพระเทพศันกัลป์ยะ) ในวันนั้น ก็บังเอิญที่หน้าบ้านของบิดาหลวงปู่ใหญ่ ก็ได้มีดอกบัวผุดขึ้นมาจากสระน้ำ เป็นดอกบัวสีแดง พระอาจารย์พูดขึ้นว่า "ดอกบัวนั้นน่ะ แสดงให้รู้ว่า จะมีผู้มีบุญญาธิการมาเกิด เมื่อบวชจะได้เป็นพระอรหันต์" พระอาจารย์ได้บอกให้บิดาของหลวงปู่ใหญ่ จัดทำพิธีเตชะวา(คือ การทำพิธีบวงสรวงเทพยดา) พระอาจารย์จะเป็นผู้ทำพิธีให้ เครื่องบวงสรวงก็มี ขันน้ำ 1 ขัน มะพร้าวผ่าซีก 1 ลูก จุดธูป 16 ดอก และท่านได้ทำพิธีรวมธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อธาตุทั้ง 4 รวมกัน ก็เป็นอากาศธาตุ วันที่ท่านทำพิธีนั้น ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ปีมะโรง ซึ่งถือเป็นวันดี และเป็นวันที่หลวงปู่พระครูเทพโลกอุดร ได้ถือกำเนิดขึ้น

ในวันนั้น ก็ยังมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีก นั่นก็คือ ดอกบัวที่อยู่ในสระนั้น ได้บานขึ้นมา บิดาของหลวงปู่ ได้อุ้มหลวงปู่ ที่เพิ่งถือกำเนิดออกมา ไปวางไว้ในดอกบัว ทันใดนั้น ดอกบัวก็ได้พลันหุบลง ห่อตัวหลวงปู่เอาไว้ บิดาของหลวงปู่ เห็นดังนั้นก็ตกใจ กลัวว่าดอกบัวจะไม่ยอมบานออก เพื่อให้หลวงปู่ได้ออกมา พระเทพศันกัลป์ยะ จึงได้พูดกับบิดาของหลวงปู่ว่า ให้ทำพิธีเวทุตา(คือ การทำพิธีขอขมาดอกบัว) บิดาของหลวงปู่ได้ยินดังนั้น ก็จัดแจงทำพิธีกรรมขอขมาขึ้น โดยได้นำเอา ดอกดาวเรือง ดอกกุหลาบ ดอกทะลิ และของไหว้ตามประเพณี พร้อมธูป 16 ดอก มาก้มกราบขอขมาดอกบัว และได้กล่าวคำขอขมาว่า "ข้าพเจ้าได้ทำผิดพลาด หรือกล่าวล่วงเกินสิ่งใดๆต่อท่านดอกบัว ข้าพเจ้านั้น ไม่มีเจตนา ข้าพเจ้าขอขมาท่านด้วยเทอญ ข้าพเจ้า ขอตั้งสัจจะว่า เมื่อบุตรชายของข้าพเจ้าเติบโต ข้าพเจ้าจะให้บวชเรียน เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป และข้าพเจ้าจะไม่ทำผิดต่อท่านอีก โปรดอภัยให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเทอญ" การขอขมาของบิดาเป็นผลสำเร็จ ดอกบัวได้บานออกมา บิดาก็อุ้มหลวงปู่ออกมาจากดอกบัว

หลวงปู่ใหญ่ท่านเล่าว่า พออายุได้ 18 ปี ดอกบัวที่อยู่ในสระน้ำหน้าบ้านนั้น ก็บานขึ้นมาอีกครั้ง!! แต่ครั้งนี้ ไม่เหมือนกับทุกครั้ง เพราะครั้งนี้ มีลำแสงไฟสว่างพวยพุ่งออกมาจากเกสรดอกบัว ลำแสงนั้น ฟุ้งขึ้นมาหลายๆดวงพร้อมกัน !!! (เหมือนกับเราจุดพลุในปัจจุบันนี้) ความหมายที่ท่านดอกบัวบอก ก็คือ ถึงเวลาแล้วที่บิดาจะต้องให้หลวงปู่บวชเรียน บิดาก็ได้จัดเตรียมของบูชาดอกบัว เพื่อทำพิธีบอกกล่าว ว่าจะนำบุตรชายเข้าทำพิธีบวชเรียนแล้ว ตามที่ได้กล่าวให้สัจจะเอาไว้เมื่อครั้งก่อน ตอนนั้น บิดามารดาของหลวงปู่ ได้จัดเตรียมของบวชให้ ก็มีผ้าขาว 1 ผืน ผ้าจีวรที่พระมารดาเป็นผู้ทอผ้าเอง 1 ผืน มีดอกดาวเรือง ดอกมะลิ ดอกกุหลาบ ผลไม้ นมแพะ 1 แก้ว น้ำ 1 ขัน น้ำผึ้ง 1 ขวด ตั้งไว้อยู่ที่โต๊ะบูชา การบวชในครั้งนี้ มีพระเทพศันกัลป์ยะ เป็นครูอุปัชฌาย์ของหลวงปู่ หลวงปู่ท่านเล่าว่า ตอนที่ท่านบวชนั้น ได้บอกกล่าวกับดอกบัวว่า "ขอได้โปรด ท่านดอกบัวเอ๋ย ข้าพเจ้าจะขอลาท่าน เพื่อบวชเรียน เพื่อที่จะสร้างบารมี และบำรุงพระพุทธศาสนา ขอให้ท่านดอกบัวโปรดเมตตาในตัวข้าพเจ้าด้วยเทอญ ถ้าบุญวาสนาของข้าพเจ้ามี ที่จะได้บวชรับใช้พระพุทธศาสนาต่อไปข้างหน้า ก็ขอให้ข้าพเจ้าได้บวชอย่างไม่มีอุปสรรคอันใดเลย ข้าพเจ้าขอตั้งสัจจะวาจา และสัญญาว่า ข้าพเจ้าจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา จะไม่ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสียเป็นอันขาด ข้าพเจ้าจะเผยแผ่พระพุทธศาสนา ให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าต่อไป ขอจงได้โปรดอนุญาตให้ข้าพเจ้าได้บวชด้วยเทอญ ข้าพเจ้าจะทำตามคำสัตย์จริงทุกประการ สาธุ สาธุ สาธุ "

เมื่อหลวงปู่อธิษฐานเสร็จ ก็ได้บังเกิดปาฏิหาริย์ขึ้น ดอกบัวได้กลับหดลงไปเรื่อยๆ และปรากฎมีอัญมณีสีแดงผุดออกมาจากข้างในดอกบัว อัญมณีสีแดงนั้น ก็คือ พลอยสีแดง พุ่งออกมาตกอยู่ในมือของหลวงปู่ ดอกบัวนั้น ก็ได้หดหายไป ไม่มีร่องรอยของดอกบัวเหลือออีกเลย!! หลวงปู่ จึงตัดสินใจบวชตามเจตนา ส่วนอัญมณีสีแดงนั้น หลวงปู่ก็ได้นำติดตัวไว้เสมอ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ohm_chiangmai ในข้อความนี้
พรรณวดี (07-08-12), พุทธรักษา (27-08-12), อภิญญา (09-08-12), เพิ่มบุญ (24-08-12), Jira (11-08-12), octavian (07-08-12), Rich (07-08-12)
  #3  
เก่า 06-08-12, 18:28
ohm_chiangmai's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Apr 2012
ข้อความ: 139
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 466
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,014 ครั้ง ใน 1,014 ข้อความ
พลังบุญ: 1162
ohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished road
Default

ตอนหลวงปู่บวชเรียนใหม่ๆ ท่านได้เล่าว่า ก็ตื่นเต้นอยู่ ครูอุปัชฌาย์ของท่าน สอนวิชาต่างๆให้ พาธุดงค์ สอนธรรมะ สอนวิธีการเดินธุดงค์ ถ่ายทอดวิชาให้จนหมดแล้ว ก็ดูว่า เราสามารถเอาตัวรอดได้แล้ว ท่านก็ให้หลวงปู่ไปศึกษาธรรมต่อที่ประเทศทิเบตอีก เพราะที่ทิเบตนั้น เป็นแหล่งศึกษาธรรมชั้นยอด เป็นนิกายมหายาน ซึ่งผู้ที่มาปฏิบัติ จะต้องเคร่งครัดต่อระเบียบวินัยเป็นอย่างมาก ตอนนั้นหลวงปู่อายุได้ 23 ปี มีพระสหายที่สนิทสนมกันมาก คือ ท่านพระนามาตะ และหลวงปู่ก็ได้มาพบกับ พระเทพยะโสนะ ซึ่งเป็นพระสหายเก่าของท่าน พระเทพยะโสนะ ท่านก็ได้มาศึกษาธรรมที่ประเทศทิเบต และจะต้องไปเผยแผ่ธรรมต่อไปเหมือนกัน หลวงปู่อยู่ศึกษาธรรมที่ทิเบตหลายปี เรียนจนธรรมนั้น ได้เข้าไปถึงจิตวิญญาณ จิตสามารถรับรู้ได้เอง ในเรื่องของพลังและอิทธิฤทธิ์(จนเป็นที่เลื่องลือกัน ในหมู่พระที่เรียนธรรมด้วยกัน ทุกรูปจึงเรียกหลวงปู่ว่า"พระเทพมุนียะ" ซึ่งหมายถึง นามแห่งรูปธรรม

หลังจากที่เรียนจบแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันกลับถิ่นฐานเดิม เมื่อต่างคนต่างได้วิชามาแล้ว มีพระธรรมอยู่ในจิตวิญญาณแล้ว พระอาจารย์(ก็คือ ท่านพระเทพศันกัลป์ยะ)ได้ทำการคัดเลือกให้ไปเผยแผ่พุทธศาสนาตามทวีปต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มๆละ 5 รูป เพราะที่ไปเรียนวิชากันมา มีทั้งหมด 10 รูป ใน 10 รูปนี้ มีพระสหายที่สนิทของหลวงปู่ด้วย คือ ท่านพระนามาตะ พระอาจารย์เป็นผู้คัดเลือกเอง ว่ารูปไหนควรจะไปทางทิศใด ท่านได้ทำพิธีคัดเลือกประมาณตี 1 ตอนสวดมนต์ทำวัตรตามปกติ แล้วจะเข้ากรรมฐานต่อ ช่วงที่เข้ากรรมฐานนั้น พระอาจารย์จะเป็นคนคัดเลือก โดยท่านจะประกาศชื่อของแต่ละรูป ซึ่งแบ่งเป็น 2 สาย เพื่อจะได้เดินทางแยกย้ายไปเผยแผ่ ในคณะของหลวงปู่นั้น ก็มี 5 รูป แต่ไม่มีพระสหายคนสนิทของหลวงปู่ร่วมอยู่ในคณะด้วย คือ ท่านพระนามาตะ ในคณะของหลวงปู่มีชื่อ ดังนี้.-

1.พระเทพมุนียะ(หลวงปู่ใหญ่ หรือหลวงปู่ใหญ่พระครูเทพโลกอุดร นามเดิมของท่าน คือ พระครูธรรมโลกอุดร เพราะตอนบวชท่านได้ฉายานามนี้)

2.พระเทพยะโสนะ

3.พระเทพศรีอุตตระ

4.พระเทพภิริยะญาณี

5.พระเทพธรรมภูริ.....
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-ตามรอยบุญคณะพระครูเทพโลกอุดร-p96970331508-jpg   อภิญญา-ตามรอยบุญคณะพระครูเทพโลกอุดร-__lpdamp1-lpjaran64k-jpg  

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 6 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ohm_chiangmai ในข้อความนี้
พุทธรักษา (27-08-12), อภิญญา (09-08-12), เพิ่มบุญ (24-08-12), Jira (11-08-12), octavian (07-08-12), Rich (07-08-12)
  #4  
เก่า 06-08-12, 18:34
ohm_chiangmai's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Apr 2012
ข้อความ: 139
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 466
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,014 ครั้ง ใน 1,014 ข้อความ
พลังบุญ: 1162
ohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished road
Default

คณะของหลวงปู่ เลือกที่จะเดินทางมาประเทศสยาม(หมายถึงประเทศไทย) การเดินทางต้องรอนแรมมาตามป่าเขา เพราะเป็นป่าทึบมาก สัตว์ป่าก็มีเยอะ เป็นป่าที่มีแต่ความอุดมสมบูรณ์ การเดินทางมาเผยแผ่ธรรมนั้น ระหว่างการเดินทาง มีอุปสรรคมากมาย โดนผีหลอกบ้าง โดนพรางตาบ้าง มีอยู่ครั้งหนึ่ง หาแหล่งน้ำไม่เจอ ตอนแรกคณะของหลวงปู่ทุกรูป ก็ไม่ได้คิดอะไร เดินหาจนเหนื่อย ได้ยินเสียงน้ำไหลใกล้ แต่ก็หาลำน้ำไม่พบสักที เล่นเอาเหนื่อยไม่อยากเดินหาแล้ว จึงหยุดนั่งหลับตาดู ว่าเสียงน้ำมาจากทางไหน? พอนั่งหลับตาสักพักก็เห็น ลำน้ำไม่ได้อยู่ไกลจากตัวเราเลย ที่มองไม่เห็นก็เพราะไม่ได้ทำพิธีบอกกล่าว ขอเจ้าป่าเจ้าเขา จึงได้จัดแจงกันทำพิธีขอขมาเจ้าป่าเจ้าเขา นึกถึงครูบาอาจารย์ให้ท่านช่วยเหลือ ปรากฏว่าน้ำก็ผุดมาให้เห็นในทันที!!! น้ำใสสะอาดมาก ได้ดื่ม ชำระร่างกายกันจนเรียบร้อย ก็พากันปักกรดเพื่อปฏิบัติธรรมแผ่เมตตา ช่วยเหลือพวกเขาที่อยู่บริเวณนั้น 1 คืน รุ่งเช้าพากันเดินทางต่อ จนในที่สุด คณะของหลวงปู่ก็เดินทางมาถึงประเทศสยาม

ถึงเขตประเทศสยามแล้ว จึงทำพิธีขอขมาเจ้าป่าเจ้าเขา ให้ท่านได้คุ้มครองคณะของหลวงปู่ให้ปลอดภัยจากภัยอันตรายทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นตามถ้ำ ตามต้นไม้ หรือพื้นดิน เมื่อทำพิธีขอขมาเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างก็สะดวกขึ้นมาก ไม่ทุลักทุเลเหมือนทางที่ผ่านๆมา คณะของหลวงปู่เดินทางมาเรื่อยๆ จนเห็นต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ต้นหนึ่งอยู่กลางป่า หลวงปู่และคณะ ตกลงกันว่า จะพักที่ใต้ต้นโพธิ์นี้ ทุกคนพักกันหายเหนื่อยแล้ว พระเทพยะโสนะ ท่านได้พูดขึ้นเป็นเชิงปรึกษาว่า "เราควรที่แยกย้ายกันไปแต่ละแห่งตามทิศที่พวกท่านปรารถนา เพื่อจะได้เผยแผ่ธรรมะได้หลายๆแห่ง" ทุกรูปต่างเห็นดีด้วย จึงเตรียมตัวแยกย้ายกันไปตามภาคต่างๆ ส่วนหลวงปู่เอง ขอเลือกมาทางภาคอีสาน เมื่อเลือกที่จะมาทางภาคอีสานแล้ว ก็ได้เดินทางรอนแรมมาเรื่อยๆ จนถึงเมืองลพบุรี.....
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-ตามรอยบุญคณะพระครูเทพโลกอุดร-qboard642553131745-jpg  

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ohm_chiangmai ในข้อความนี้
พรรณวดี (07-08-12), พุทธรักษา (27-08-12), อภิญญา (09-08-12), เพิ่มบุญ (24-08-12), Jira (11-08-12), octavian (07-08-12), Rich (07-08-12)
  #5  
เก่า 06-08-12, 18:36
ohm_chiangmai's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Apr 2012
ข้อความ: 139
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 466
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,014 ครั้ง ใน 1,014 ข้อความ
พลังบุญ: 1162
ohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished road
Default

เมื่อมาถึงเมืองลพบุรี ท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดพรหมรังสี สมัยนั้น เมืองลพบุรียังเป็นป่าอยู่ และวัดพรหมรังสียังเป็นป่ารกร้าง มีถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่ง หลวงปู่ก็ได้พักที่นั่น อยู่เมืองลพบุรีไม่นาน ก็เดินทางต่อไปเรื่อยๆ จนมาถึงเมืองชัยภูมิ(แต่ก่อนเมืองชัยภูมิ ยังอยู่ในเขตเมืองเลยในอดีต) ตรงที่เป็นถ้ำวัวแดงอยู่ทุกวันนี้ แต่ก่อนเขาแถบนี้ยาวมาก มีอาณาเขตติดต่อกันหลายจังหวัด ในคราวแรกหลวงปู่เดินผ่านเขาลูกนี้ไปแล้ว แต่ไปๆมาๆ ก็เดินกลับมาที่เขาลูกนี้อีก จนได้พบกับคณะของหลวงปู่ครบทั้ง 5 รูปที่เขาวัวแดงนี้ ซึ่งจะว่าเป็นการบังเอิญก็ใช่เหตุ ทุกคนต่างแปลกใจเหมือนกันหมด จึงพากันสำรวจเขาวัวแดงลูกนี้ พบว่ามีถ้ำเยอะมาก จึงตกลงกันว่า จะเอาเขาวัวแดงนี้ล่ะ เป็นจุดเผยแพร่ธรรมะ หลวงปู่ท่านเล่าว่า ท่านเดินทางมาถึงประเทศสยาม จนได้มาอยู่ที่เขาวัวแดง(ถ้ำวัวแดงในปัจจุบันนี้) ในปีพ.ศ.1865 ท่านได้พูดขึ้นกับคณะของท่านว่า "ในเมื่อเราได้มารวมตัวกัน ณ ที่นี้แล้ว และที่นี่ก็มีถ้ำมากมายเหลือเกิน พวกเราจงเอาที่นี่แหละ เป็นที่เผยแผ่ธรรมะจะดีที่สุด"

สิ้นเสียงหลวงปู่ ก็ได้มีเสียงบรรดาผู้คนและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ตลอดจนรุกขเทวดา เมืองบังบด ไปจนถึงนางไม้เจ้าป่าเจ้าเขา มาคอยต้อนรับเป็นอย่างดี เทวดาทำการอัญเชิญนิมนต์"พระเทพยะโสนะ" ขึ้นบำเพ็ญอยู่ที่"ถ้ำแสงจันทร์" ส่วน"หลวงปู่ใหญ่"ท่านเทวดาได้นิมนต์เชิญขึ้นบำเพ็ญอยู่ที่"ถ้ำสะอาด""พระเทพศรีอุตตระ" ท่านนิมนต์เชิญขึ้นบำเพ็ญอยู่ที่"ถ้ำประทุนและถ้ำน้ำ" แต่ส่วนมาก มักชอบอยู่ที่"ถ้ำน้ำ" "พระเทพภิริยะญาณี"ท่านนิมนต์เชิญขึ้นบำเพ็ญที่"ถ้ำเจ็ดห้อง" ส่วน"พระเทพธรรมภูริ" ท่านนิมนต์เชิญขึ้นบำเพ็ญที่"ถ้ำสะดือ" เป็นอันว่า คณะของหลวงปู่ใหญ่ ก็ได้ไปบำเพ็ญตามถ้ำต่างๆ ตามที่เทวดาได้นิมนต์เชิญ.....
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-ตามรอยบุญคณะพระครูเทพโลกอุดร-lp_taplong_udon-jpg  

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ohm_chiangmai ในข้อความนี้
พรรณวดี (07-08-12), พุทธรักษา (27-08-12), อภิญญา (09-08-12), เพิ่มบุญ (24-08-12), Jira (11-08-12), octavian (07-08-12), Rich (07-08-12)
  #6  
เก่า 06-08-12, 18:39
ohm_chiangmai's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Apr 2012
ข้อความ: 139
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 466
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,014 ครั้ง ใน 1,014 ข้อความ
พลังบุญ: 1162
ohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished road
Default

ทีนี้ทุกคนคงจะเข้าใจแล้วนะว่า หลวงปู่พระครูเทพโลกอุดรนั้น มีนามว่า"พระเทพมุนียะ" นามเดิมของหลวงปู่ใหญ่นั้น ในหมู่เพื่อนของท่าน มักชอบเรียกกันว่า"พระครูธรรมเทพโลกอุดร" คำว่า"โลกอุดร" นี้มีความหมาย คือ "โลกแห่งการหลุดพ้น" หรือบางคนจะเรียกว่า"ความเหนือโลก"นั่นเอง

หลวงปู่ท่านยังเล่าต่ออีกว่า ประมาณหลังเที่ยงคืนทุกวัน คณะของหลวงปู่ จะนัดพบกันที่"ถ้ำสะอาด" เพื่อแลกเปลี่ยนสนทนาธรรมกัน เวลาสนทนาธรรม หลวงปู่ใหญ่จะเคี้ยวหมากไปด้วย มือก็จะถือ"ลูกแก้ว"เล่นไปด้วย ลูกแก้วของหลวงปู่ใหญ่นั้น สามารถเปลี่ยนสีได้(พูดถึงลูกแก้วแล้ว แม่จะเล่าให้ฟังนะ ลูกศิษย์เก่าๆ ที่ได้ลูกแก้วจากหลวงปู่ ที่มีคนนำมาถวายท่าน หลวงปู่ท่านได้ส่งญาณมาที่สังขารของแม่ และลงคาถาปลุกเสกลูกแก้ว ทุกคนที่ได้ลูกแก้วไป ก็จะเปลี่ยนสี บางคนเป็นสีขาวใสสะอาด บางคนเป็นสีฟ้า สีเขียวมรกตบ้าง สวยงามมาก ทั้งๆที่ตอนรับกับหลวงปู่นั้น ลูกแก้วก็ยังเป็นสีขาวธรรมดา ส่วนของแม่นั้น ได้มา 2 ลูก ลูกหนึ่งเป็นสีรุ้ง อีกลูกหนึ่งเป็นสีเขียว) หลวงปู่ใหญ่และคณะ มักจะสนทนาธรรมกันจนถึงตี 3 หลวงปู่ใหญ่ท่านได้พูดถึง"พระเทพธรรมภูริ"ว่า ท่านชอบนั่งหลับตาเวลาสนทนาธรรมกัน ท่านจะเป็นคนเยือกเย็น ทำตัวสบายๆ เวลาท่าน"พระเทพยะโสนะ"ถามอะไร ก็จะหลับตาตอบไปยิ้มไป พระเทพธรรมภูริเก่งหลายเรื่อง มีอิทธิฤทธิ์มาก ชอบเอากล้วยน้ำว้าติดไม้ติดมือมาฝากเป็นประจำ สำหรับ"พระเทพศรีอุตตระ" ท่านมีอภิญญา มีใจเป็นธรรม มีคุณธรรมประจำใจ "พระเทพศรีภิริยะญาณี" ท่านมีของศักดิ์สิทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์หลายอย่าง พระเทพแต่ละองค์ ต่างก็มีของดี และมีอิทธิฤทธิ์ทุกรูป...
.
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-ตามรอยบุญคณะพระครูเทพโลกอุดร-udon4-1-jpg  

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ohm_chiangmai ในข้อความนี้
พรรณวดี (07-08-12), พุทธรักษา (27-08-12), อภิญญา (09-08-12), เพิ่มบุญ (24-08-12), Jira (11-08-12), octavian (07-08-12), Rich (07-08-12)
  #7  
เก่า 06-08-12, 18:44
ohm_chiangmai's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Apr 2012
ข้อความ: 139
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 466
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,014 ครั้ง ใน 1,014 ข้อความ
พลังบุญ: 1162
ohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished road
Default

ส่วนหลักฐานอีกฉบับหนึ่งได้กล่าวไว้ดังนี้...

ตามหลักฐานบันทึกในหนังสือมหาวงค์ พงศาวดารลังกา (คำบรรยายของหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ อดีตภัณฑารักษ์เอก กรมศิลปากร ) พ.ศ. ๓๐๓ และตามหลักฐานของวัดเพชรพลี (วัดพริบพรีเดิม บันทึกอักษรเทวนาคี ขุดค้นพบ ณ ซากศิลาวัดบัวคูบัว ต.คูบัว จ.ราชบุรี ) กล่าวว่า พระพุทธศาสนาได้เริ่มแพร่เข้าสู่แคว้นสุวรรณภูมิ ใน พ.ศ. ๒๓๕ ( ซึ่งระยะต่างกัน ๖๘ ปี พ.ศ. ๓๐๓-๒๓๕ ) พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงกระทำตติยสังคายนาพระไตรปิฎก คือ ทำการชำระพระไตรปิฎกขึ้นเป็นครั้งที่ ๓ ครั้รแล้วจึงอาราธนาพระโมคคลีบุตรติสสเถระ องค์อรหันต์เป็นประธานคัดเลือกบรรดาพระอรหันตเถระ ออกทำการเผยแพร่พระพุทธศาสนายังนานาประเทศ โดยแบ่งเป็น ๙ คณะ คณะที่ ๘ ไปยังสุวรรณภูมิประเทศ ( พม่า มอญ เขมร ลาว รามัญ ญวน ไปจรดแหลมมลายู หรือที่เรียกว่าอินโดจีน เป็นสุวรรณภูมิทั้งสิ้น )

คณะธรรมฑูตประกอบด้วย


๑. พระโสณเถระ
๒. พระอุตระเถระ
๓. พระฌานียะ
๔. พระภูริยะ
๕. พระมูนียะ

สามเณรอิสิจน์ สามเณรคุณะ สามเณรนิตตย เขมกะอุบาสก อนีฆาอุบาสก อดุลลยอำมาตย์ และคุณหญิงอดุลยา พราหมณ์และนางพราหมณี ผู้คนอีก ๓๘ คน ได้มาพักที่วัดช้างค่อม ( นครศรีธรรมราช ) เมื่อวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือนอ้าย พ.ศ. ๒๓๕ ออกบิณฑบาตวันขึ้น ๑๕ ค่ำ แล้วเทศนาพรหมชาลสูตร และได้วางวิธีอุปสมบทญัตติจถกรรมวาจา โดยใช้อุทกเขปเสมาหรือเสมาน้ำและได้วางเพศชีสยาม โดยถือแบบเหล่าพระสากิยานีซึ่งเป็นต้นของพระภิกษณี โดยบวชหรือบรรพชาไม่มีเรือน ( อาคารสมา อนคาริย ปพพชชา ) ได้วางวิธีสวดปาติโมกข์ หรืออุโบสถกรรม ปวารณากรรม

เมื่อพระเจ้าโลกละว้า (เจ้าผู้ครองแคว้น สุวรรณภูมิ ) รับสั่งให้มนขอมพิสณุขอมเฉย ขอมสอน ขอมเมือง สร้างวัดมหาธาตุ ท่านได้วางวิธีกำหนดนิมิตผูกขันธสีมา พ.ศ. ๒๓๘ เดือน ๕ ขึ้น ๑๕ ค่ำ

ขณะอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ท่านได้สอนพระบวชใหม่ให้ท่องพระไตรปิฎกจบหลายองค์ แล้วจึงวางจึงวิธีสวด สาธยายโดยฝึกซ้อมให้คล่อง เมื่อคล่องแล้วจึงจะสัชฌากันจริง ๆ ท่านให้มนขอมปั้นพระพุทธรูปด้วยปูนขาวเป็นพระประธานในโรงพิธี เมื่อเรียบร้อยแล้วท่านวางวิธีกราบ สวดมนต์ ไหว้พระ เห็นดีแล้วจึงให้สร้างพระพุทธรูปประจำพระอุโบสถ จึงเป็นธรรมเนียมสืบต่อมาท่านได้วางวิธีกฐิน และธุดงค์ คือเที่ยวจารึกไปในเมืองต่าง ๆ

การสร้างพระพุทธรูปในสมัยดังกล่าวนี้ก็ล้วนเป็นสิ่งสมมติ พระพุทธรูปเป็นองค์สมมติ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสงฆ์ก็เป็นเพียงสมมติสงฆ์ สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านใช้วงล้อเกวียนประดิษฐ์เป็นพระธรรมจักรแทนพระธรรม กับทีทิค ( มิ-คะ) คือสัตว์ประเภทกวาง ฟาน หรือเก้ง เป็นเครื่องหมายในสมัยสุวรรณภูมิ

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๙ พระโสณเถระกับพระเจ้าโลกละว้าราชา ได้ส่งพระภิกษุสยาม ๑๐ รูป มีพระญาณจรณะ (ทองดี) เป็นหัวหน้า พร้อมด้วยสามเณร ๓ รูปอุบาสก อุบาสิกา ได้เรียนและศึกษา ณ กรุงปาตลีบุตร แคว้นมคธ นับเป็นเวลา ๕ ปี ลุปี พ.ศ. ๒๔๕ พระเจ้าโลกละว้าสิ้นพระชนม์ ตะวันทับฟ้า ราชบุตรขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า ตะวันอธิราชเจ้า พระโสณเถระอยู่ ณ แดนสุวรรณภูมิวางรากฐานพระธรรมวินัยในพระบวรพระพุทธศาสนา เป็นระยะเวลา ๒๙ ปี และนิพพานในปี พ.ศ. ๒๖๔

ตามหลักฐานบันทึกนี้จะเห็นได้ว่า กล่าวเพียงพระโสณเถระ ไม่ได้กล่าวถึงพระอุตรเถระ เป็นปัญหาว่า บรมครูพระเทพโลกอุดรเป็นองค์ใดกันแน่ เพราะในสมัยปัจจุบันกล่าวถึงบรมครูพระเทพโลกอุดร ไม่มีใครรู้จักพระอุตรเถระ

เรื่องราวเกี่ยวกับบรมครูพระเทพโลกอุดรมีมาช้านานแล้ว เริ่มตั้งแต่ยุคสมัยสุวรรณภูมิ หริภุญไชย สุโขทัย อยุทยา และรัตนโกสินทร์ หลักฐานที่ปรากฏชัดเจนแต่ขาดการค้นคว้าอย่างจริงจัง รู้อยู่ในหมู่คนกลุ่มน้อย รู้ทางเจโตปริญาณบ้าง เช่น พระอริยคุณาธาร (ปุสโสเส็ง ) และหลวงปู่คำคะนิง ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า “ บรมครูพระเทพโลกอุดร คือพระอุตรเถระ” ผู้ที่เคยได้พบท่านได้ถามท่านว่า “ บรมครูพระเทพโลกอุดรท่านคือพระอุตรเถระใช่ไหม” ท่านไม่ปฎิเสธ

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ท่านมีอายุ ๒,๐๐๐ กว่าปีแล้วท่านอยู่ได้อย่างไรกัน จึงมีความเชื่อแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าท่านนิพพานไปนานแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าท่านยังไม่นิพพาน เพราะยังมีผู้พบเห็นท่านอยู่เสมอแม้กระทั่งทุกวันนี้

บรมครูพระเทพโลกอุดร เป็นพระภิกษุลี้ลับ เร้นลับ และมหัศจรรย์อเนกประการ ลี้ลับ เร้นลับไปหมดทุกอย่าง เริ่มตั้งแต่ชื่อของท่าน ที่อยู่อาศัยของท่าน และที่มาที่ไปของท่าน และที่มหัศจรรย์ก็คือ เรื่องราวของท่านทั้งหมด

บรมครูพระเทพโลกอุดรคือใคร เป็นคำถามที่หาคำตอบที่สมบูรณ์ยังไม่ได้ เพราะ

ท่านจะสอนลูกศิษย์เสมอว่า อดีต เป็นเรื่องที่ผ่านพ้นไปแล้ว ไม่ต้องนำมาคิด อนาคต เป็นเรื่องที่ยังมาไม่ถึง ไม่ควรไปสนใจให้เสียเวลา ปัจจุบัน สำคัญที่สุดให้เร่งศึกษา เริ่งปฎิบัติ

เมื่อถามถึงชื่อท่าน ท่านก็จะไม่ตอบ แต่จะบอกว่าอย่ามัวไปเสียเวลากับชื่อ ให้เร่งปฎิบัติ เป็นการตอกย้ำว่า ช่วงเวลาของชีวิตนี้น้อยนักไม่เพียงพอแก่การปฎิบัติอยู่แล้วอย่ามัวไปเสียเวลากับการไม่ปฎิบัติอยู่เลย

ชื่อที่เรียกท่านอยู่ทุกวันนี้ จึงเป็นชื่อสมมุติที่ท่านวังหน้า หรือสมเด็จวังหน้ากรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (บุญมา) พระอนุชาในสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ รัชการที่ ๑ แห่งปฐมบรมจักรรีวงศ์ เป็นผู้เรียกท่าน

บางท่านบอกว่า บรมครูพระเทพโลกอุดรคือพระมหาโพธิศรีอุดม ซึ่งชื่อนี้พระมหากัสสปะ เป็นผู้ตั้งให้ บิดาท่านเป็นชาวเนปาล มารดาท่านเป็นชาวทิเบต

บางท่านบอกว่า ท่านคือ ครูบาบุญทา จันทวังโส เกิดเมื่อเดือน ๗ เหนือปี พ.ศ. ๑๘๓๔ บิดาชื่อ คำฝั้น เป็นคนศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย มารดาชื่อ คำขยาย เป็นคนจังหวัดลำพูน มรณภาพเมื่อปี พ.ศ. ๑๙๒๐ อายุ ๘๖ ปี อัฐิของท่านเก็บไว้ที่พระธาตุ (เจดีย์) วัดสันป่ายางหลวง อ. เมือง จ. ลำพูน

บางท่านบอกว่าท่านคือ หลวงปู่คำแพง คำภาวนาถึงท่านใช้คำว่า “ โอทาตัง”

ทางท่านบอกว่าท่านคือ หลวงปู่เดินหน คำภาวนาถึงท่านใช้คำว่า “อิเกสาโร อกาวิติ นโมพุทธายะ” เป็นคน อ. เดิมบางนางบวช จ. สุพรรณบุรี บิดาเป็นคนจีน มารดาเป็นคนไทย ท่านได้มรณภาพไปแล้ว เมื่อ ๖๐ กว่าปีก่อน สังขารของท่านอยู่ที่ถ่ำละว้า จ. กาญจนบุรี ในท่านั่งสมาธิ

ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าท่านได้มรณภาพไปแล้ว เพราะไม่เชื่อว่าพระจะมีอายุยืนยาวหลายร้อยปี

แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สุดยอดแห่งพระภิกษุในโลกนี้ยังมรณภาพ

เคยมีลูกศิษย์ของท่านถามท่านว่า ท่านอายุเท่าไรแล้ว ท่านได้กรุณาบอกลูกศิษย์ว่า ไม่ได้จำ จำได้แต่ว่า เมื่อตอนสร้างประปรางค์ลพบุรีนั้น ท่านได้มายืนดูเขาสร้างอยู่ ประกอบกับเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงมีผู้เชื่อว่าท่านมรณภาพแล้ว มีการเชิญดวงวิญญาณท่านประทับทรง ซึ่งมีหลายสำนักทรงอยู่ มีทั้งทรงจริง ทรงไม่จริง เป็นเรื่องของศรัทธา ท่านผู้อ่านต้องพิสูจน์เอาเอง เห็นจริงแล้วจึงค่อยเชื่อ อันเป็นหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ohm_chiangmai : 07-08-12 เมื่อ 08:31

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ohm_chiangmai ในข้อความนี้
พรรณวดี (07-08-12), พุทธรักษา (27-08-12), อภิญญา (09-08-12), เพิ่มบุญ (24-08-12), Jira (11-08-12), octavian (07-08-12), Rich (07-08-12)
  #8  
เก่า 07-08-12, 08:36
ohm_chiangmai's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Apr 2012
ข้อความ: 139
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 466
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,014 ครั้ง ใน 1,014 ข้อความ
พลังบุญ: 1162
ohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished road
Default

ทั้งนี้ยังมีบางตำรากล่าวถึงการตั้งจิตอธิษฐาน...ขอพบหลวงปู่ใหญ่ โดยกล่าวไว้ดังนี้ด้วยครับ...

พระคาถาและพิธีอธิษฐานขอพบหลวงปู่ใหญ่

นะโม ๓ จบ
“ โย อะริโย มะหาเถโร นามะ อุตะโร
จะอำมะเหหิ ปูชิตา เอเตนะ ชะยะมังคะลัง”

ท่องวันละ ๓ จบก่อนนอนเป็นเวลา ๑๑ วันติดต่อกัน เมื่อครบแล้ว รุ่งเช้าวันที่ ๑๒ ให้จัดอาหารเจไปรอใส่บาตรที่สถานอันเหมาะสม เช่น หน้าบ้านของตัวเราก็ได้

ขอเรียนว่าอาจจะไม่พบเห็นทุกคน แต่ให้ทำใหม่ได้อีกใน ๖ เดือนต่อไป หากมีความนับถือ คือศรัทธาจริง ก็คงจะพบในครั้งใดครั้งหนึ่งแน่นอน คาถาบทนี้อย่างน้อย ก็เคยมีคนได้พบบรมครูพระเทพโลกอุดรมาแล้ว ก่อนจะท่องให้จัดเครื่องบูชาเสียก่อน คือ

๑. ธูป ๙ ดอก ๒. เทียน ๙ เล่ม ๓. ดอกไม้สีขาว ๙ ดอก ผ้าขาวหรือกระดาษขาวเท่าฝ่ามือ ๙ ผืน / แผ่น ใส่พานหรือถาดไว้ในที่สูงหรือหน้าที่บูชาพระ ( จัดครั้งเดียวต่อพิธี ๑๑ วัน ที่ทำพิธี ๑๑ วัน ที่ทำพิธีแต่ละครั้ง ) จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นบรมครูพระเทพโลกอุดร เพราะท่านไม่มาในร่างจริงเสมอไป ก็ขอให้สังเกตที่ข้อเท้า คือเท้ายาวผิดปกติ

บางคนก็ได้เห็นท่านในรูปตัวจริงก็มี บางคนเห็นเป็นพระหนุ่มรูปงาม งามเหนือมนุษย์ทั่วไป

ท่านบอกว่า ผู้ใดนับถือศรัทธาท่านจริง และเวลาภาวนาทำใจเหมือนเด็กแรกเกิดได้ ผู้นั้นได้พบกับท่านแน่นอน


จริงเท็จแค่ไหน ลองทำดูนะครับ..เผื่อมีบุพกรรมต่อกัน ท่านอาจมาสงเคราะห์ครับ...สาธุ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ohm_chiangmai ในข้อความนี้
พรรณวดี (08-08-12), พุทธรักษา (27-08-12), อภิญญา (09-08-12), เพิ่มบุญ (24-08-12), Jira (11-08-12), octavian (07-08-12), Rich (07-08-12)
  #9  
เก่า 07-08-12, 23:24
พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 255
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 3,160
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,826 ครั้ง ใน 1,826 ข้อความ
พลังบุญ: 2091
octavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished road
Default

ข้อความจากกระดานสนทนาเว็บวัดท่าขนุนครับ เพิ่มเติมในส่วนของที่ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวถึงหลวงปู่

ถาม : มีอีกไหมครับ ที่ตั้งแต่สมัยพุทธกาลถึงปัจจุบันนี้ท่านยังมีชีวิตอยู่ ?
ตอบ : ยังไม่ได้ยินอีก แต่อย่างหลวงปู่โลกอุดร หลังพุทธกาลมาประมาณ ๓๐๐ ปีแต่ว่ายังอยู่ ก็ถือว่าหลังมานิดหนึ่ง

มีคนไปถามท่านว่า "หลวงปู่ครับอายุเท่าไรครับ ?" ท่านบอกว่า "จำไม่ได้แล้วว่ะ รู้แต่ว่าตอนเขาสร้างปรางค์ ๓ ยอดที่ลพบุรีไป ยืนดูเขาทำอยู่"

พระปรางค์ ๓ ยอดนั่นไม่หนี ๑,๔๐๐ ปี ...(หัวเราะ) ...ไปยืนดูเขาทำ ...(หัวเราะ)...

ถาม : แล้วอย่างนี้ไม่เหมือนกับฝืนกฎแห่งกรรมหรือครับ ?
ตอบ : ก็จะเรียกว่าฝืนก็ใช่ แต่ว่าท่านมีความสามารถที่จะฝืนได้

เพราะพระพุทธเจ้า่ท่านตรัสว่า "บุคคลผู้ชำนาญในอิทธิบาท ๔ จะอธิษฐานให้อยู่ถึงเป็นกัปก็ได้"

คราวนี้งานท่านมี ท่านก็จำเป็นที่จะต้องอยู่ เพราะถ้าตายก็ไปนิพพานเลย ไม่มีคนทำต่อ เพราะว่าท่านปรารถนาพุทธภูมิ ตั้งใจจะเป็นพระพุทธเจ้า พอมาเจอธรรมะของพระพุทธเจ้าเข้า ท่านเห็นว่าวิธีนี้ง่ายกว่า ท่านก็ตัดสินใจหันมาปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

ไม่นานก็เป็นพระอรหันต์เลย เพราะกำลังท่านสูงอยู่แล้ว บริวารตามไม่ทัน มัวแต่ใจเย็นอยู่ คิดว่าอย่างไรท่านก็ต้องรอเราแน่ ที่ไหนได้..ท่านไม่รอเราแล้ว โดดไปเลย ท่านก็เลยต้องอยู่เพื่อรอเก็บบริวารของตัวเอง

ถาม : แล้วอย่างนี้ถ้าเราไม่เคยผูกพันกับท่าน โอกาสจะเจอท่านก็ไม่มี ?
ตอบ : โอกาสเจอยากเต็มที แต่ว่าท่านบอกวิธีติดต่อให้นะ ท่านบอกว่า "ให้จัดอาสนะ ๕ ที่ปูด้วยผ้าขาว แล้วก็จุดธูปเทียน ตั้งใจบูชานึกถึงท่าน" ว่าคาถาว่า “โลกะอุตตะโร มหาเถโร อะหังวันทามิ ตัง สะทา” ภาวนาไปเรื่อย ๆ ท่านบอกว่า ถ้าหากว่าท่านว่างก็จะมาเอง ถ้าไม่ว่างจะมาในฝัน

ถาม : มาเนื้อ ๆ เลยหรือครับ ?
ตอบ : เออ...มาเนื้อ ๆ นี่ละ แล้วระวังนะองค์นั้น บางทีมาขอข้าวเย็นกินหน้าตาเฉยเลย ถ้าขอก็ถวายไปเถอะ ...(หัวเราะ)...

บางคนก็ตกใจ อะไร..พระขอข้าวเย็นกิน..เอาข้าวมา จะใส่ที่ไหน ? ท่านควักกะละมังใบเบ้อเริ่มออกมา เอ้า..กะละมังก็กะละมังวะ ก็ใส่ลงไปเรื่อย ทั้งข้าวทั้งกับ ท่านคลุกของท่านไปเรื่อย เสร็จแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาฉันทั้งตอนเย็นนั่นแหละ ฟาดลงไปทีครึ่งค่อนกะละมัง

ถาม : ใช้เวลาอเมริกาหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : คนเห็นก็แปลกใจ แต่ตอนท่านกลับแล้วซิ..ข้าวยังเหลือเต็มกะละมังเท่าเดิม..(หัวเราะ)..ไม่รู้เหมือนกันว่าท่านฉันอีท่าไหน...ไม่พร่องเลย

ถาม : แต่เห็นว่าฉัน ?
ตอบ : เห็นว่าฉัน ตอนฉันก็หมดเป็นครึ่ง ๆ เลย

ถาม : เวลาท่านมา ๆ องค์เดียว หรือมาทั้ง ๕ องค์เลยครับ ?
ตอบ : ส่วนใหญ่ท่านจะมาองค์เดียว เพราะว่างานของท่านเยอะ ชุดของท่านมี ๕ องค์

ถาม : ยังมีงานอีกหรือ ?
ตอบ : งานท่วมหัวเลย

ถาม : งานอะไรครับ ?
ตอบ : ส่วนใหญ่ก็งานเพื่อพระศาสนา ทำเพื่อกำลังใจของคนหมู่มาก ทำเพื่อส่วนรวม

ถาม : จริง ๆ ถ้าไม่รู้ก็มองไม่เห็น และก็ไม่รู้เรื่องเลยซิครับ ?
ตอบ : หมดเรื่องไปเลย ประเภทที่เดินมาจะเหยียบอยู่แล้วยังไม่รู้ อย่างคุณสุดเฉลียวใช่ไหม ?

ท่านเดินมาบิณฑบาต คุณสุดเฉลียวก็อาย เพราะว่ามีแต่กับข้าวไม่ดี เลยไปบอกท่านบอกว่า "ดิฉันเป็นคริสต์ค่ะ"

ท่านก็เลยเดินไป พอท่านเดินไปจนกระทั่งลับไปแล้วเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่าผิดปกติ..ตรงไหนรู้ไหน ? ผิดปกติตรงที่ว่าท่านสูง หัวนี่ค้ำเพดานเลย..!

แต่ตอนนั้นไม่ได้สังเกต ไม่ทันนึก คงจะเป็นเรื่องบุญมีแต่กรรมบัง พอนึกได้วิ่งตามออกไป ปรากฏว่าไม่เจอแล้ว ตัวเองจะอยู่ห้องที่ ๓ ทางซ้ายมือมีอยู่ ๒ ห้อง ขวามือมีอยู่ ๓-๔ ห้อง เป็นห้องแถว

ถามทางด้านไหนก็ไม่มีใครเห็นพระลักษณะอย่างนั้นเดินออกมาสักองค์หนึ่ง ไม่ทันกินแล้ว..บุญมีแต่กรรมบังไปหน่อย บอกไปได้ว่าดิฉันเป็นคริสต์เจ้าค่ะ..!

ถาม : อ้าว..เขาเองก็ตั้งใจดีนี่นะ คือกลัวกับข้าวไม่ดี ก็เลยไม่ถวาย ?
ตอบ : ถ้าหากว่าไม่มีจริง ๆ ที่กินแล้วใช้แล้วก็ได้ เขาเรียกว่า “ทาสทาน” ถ้าเสมอกับตัวเองกินตัวเองใช้ก็เป็น “สหายทาน” ถ้าดีกว่าที่ตัวเองกินตัวเองใช้ถึงจะเป็น “สามีทาน” แต่ส่วนใหญ่แล้วเขาจะทำแต่ที่ดี ๆ ก็เลยพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

ถาม : ถ้าได้ทำก็สุดยอดเลยครับ ?
ตอบ : พระอย่างนั้นมาไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยนะ

ถาม : งานหลวงปู่เทพโลกอุดรมีเฉพาะบนโลกมนุษย์หรือครับ ?
ตอบ : ก็บริวารท่านนั่นแหละ ถ้าไปเกิดดาวอื่นท่านก็ต้องตามไปเก็บเหมือนกัน แต่ระดับของท่านเดินทีเดียวก็ถึงแล้ว ไม่ต้องลำบากแบบเรา

ถาม : ท่านอยู่ที่ไหนครับ ?
ตอบ : อยู่ที่ไหน ปัจจุบันนี้สถานที่ ๆ ท่านอยู่ประจำเป็นถ้ำใหญ่อยู่ที่เนปาล อยู่ใต้ภูเขาเย็นมากเลย อยากจะเรียกว่าเย็นชนิดติดลบ

แต่ว่าเวลาท่านต้องการให้คนอื่นพบท่าน บางทีท่านก็ไปใกล้ ๆ แล้วก็โผล่ไปให้เห็น หรือไม่ก็หลายคนได้เห็นท่าน ได้เจอท่านในถ้ำแห่งหนึ่ง ที่เรียกว่า “ถ้ำวัวแดง”

ท่านอาจจะดึงเราเข้าไปตรงจุดนั้นก็ได้ เพราะว่าถ้ำวัวแดงจริง ๆ คนไปแล้วไม่เจออะไรเลย

และท่านไม่ได้อยู่องค์เดียวนะ อยู่ด้วยกันหลายองค์ด้วย ถ้ำนั้นน่าอยู่ เป็นแอร์ธรรมชาิติเย็นดี แต่เย็นเกินไปสำหรับเรา

สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
ณ บ้านอนุสาวรีย์ เดือนสิงหาคม ๒๕๔๔


ถ้ำวัวแดง


ถาม : (เกี่ยวกับหลวงปู่โลกอุดรและถ้ำวัวแดงที่ท่านอยู่)
ตอบ : หลวงปู่โลกอุดร ท่านมีที่พักปัจจุบันอยู่ที่ถ้ำใหญ่ในเทือกเขาหิมาลัย เวลาคนไปพบท่าน ให้เดินทางไปถ้ำวัวแดง ท่านจะให้ปรากฏอยู่ตรงไหนก็ได้ คือเดินไปสามก้าวก็ไปโผล่ตรงนั้นได้ แล้วสังเกตไหมว่า คนที่ตามสะกดรอยไป เดินทางไปตามเส้นที่ท่านเคยเดิน หากันไม่เจอ เพราะไม่ใช่สถานที่ ๆ ที่มีตรงนั้น

แต่ว่าพอเขามาด้วยศรัทธา ท่านก็จะพาเดินข้ามจากจุดนั้นไปสู่จุดที่ท่านอยู่เลย เพราะฉะนั้น..ท่านอาจอยู่ตรงไหนก็ได้ อยู่กันหลายองค์เหมือนกัน แต่ละองค์ล้วนแล้วแต่มีหน้าที่ทั้งนั้น

ถาม : ท่านเคยไปไหมคะ ?
ตอบ : ไปไม่ไหว หนาว

ถาม : ในที่อย่างนั้นสามารถใช้กสิณไฟช่วยได้ไหม ?
ตอบ : ต้องใช้เป็นปกติอยู่แล้ว เพราะพวกโยคีส่วนใหญ่เขาบูชาไฟหรือบูชาพระอาทิตย์กันแทบทั้งนั้น เป็นพระถ้าหากทำได้ ก็จำเป็นต้องใช้เหมือนกัน เพราะร่างกายทนไม่ไหว หรือไม่ก็โน่นเลย โดดไปเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน รู้สึกก็ทำเป็นไม่รู้สึกไปเลย

สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๕

---------------------------------------------------------------------------
ถาม : เวลาที่จะนิมนต์หลวงปู่เทพโลกอุดร ทำไมต้องปูผ้าขาว
ตอบ : ถ้ายังมัวสงสัยอยู่มันก็จะสงสัยไปเรื่อย ถ้าอยากรู้ก็ทำ ความสงสัยมันเป็นสิ่งที่ดีเพราะอย่างน้อย ๆ มันแสดงว่าเราเป็นคนมีปัญญา แต่ถ้าหากว่ามันสงสัยในเรื่องที่มันไม่เป็นเรื่อง มันเสียเวลา และก็เสียกำลังด้วย คำว่าเสียกำลังก็คือ เราสั่งสมกำลังเอาไว้เพื่อเอาไว้ตัดกิเลส เอาไว้สร้างเสริมสติ สมาธิ ปัญญาของเรา แต่เราเอากำลังตรงนั้นไปสงสัยเสียเรื่อย สติสมาธิปัญญาของเราเลยไม่ก้าวหน้าไปไหนเสียที ถ้าหากว่าพูดง่าย ๆ ก็คือ มันรั่วหมด พอมันรั่วหมดกำลังก็เลยไม่พอใช้งาน เพราะฉะนั้นเลิกสงสัยแล้วก็ทำ

เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๒


__________________
อฺธิฐานรอยพระบาทเจ้า ขอพื้นที่ทุกแห่งที่พระพุทธ.ประทีปแก้วได้ประทับลงแล้วจงมีแต่ความผาสุขสืบไป โดยฉับพลันทันที เทอญ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ octavian ในข้อความนี้
พรรณวดี (08-08-12), พุทธรักษา (24-08-12), ก้อนดิน (21-08-12), อภิญญา (10-08-12), เพิ่มบุญ (24-08-12), Jira (11-08-12), ohm_chiangmai (08-08-12)
  #10  
เก่า 08-08-12, 08:04
พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 255
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 3,160
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,826 ครั้ง ใน 1,826 ข้อความ
พลังบุญ: 2091
octavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished roadoctavian is on a distinguished road
Default

ลองมาฟังพระราชพรหมยานหรือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี พูดถึงเรื่องของท่านบ้าง

ฉันฟังมาตั้งนาน โลกอุดร โลกอุดรใครหนอ มีวันหนึ่งก็เลยนั่งอยู่ ใครกันหนอ...? อ้อ...พอเจอหน้าก็ร้องอ้อเลย แต่ว่าท่านพวกนี้ทั้งหมด เดิมทีต้องมาจากพุทธภูมิก่อน พอใกล้จะเต็มก็ลา ลาจากพุทธภูมิเป็นสาวก ก็เลยต้องทำงานพุทธภูมิ

ถ้าสาวกจริง เขาไม่เอาด้วยหรอก เขาทำงานเฉพาะเรื่องของเขา ที่เห็นว่ามีเยอะๆ ทำได้ก็เงียบฉี่ คืองานของเขาไม่มี พวกนี้ถ้าถึงจุดเขาเว้นงาน คือต้องทำงานตามหน้าที่

มันมีเรื่องหนึ่งที่เราพูดกันแล้วเหมือนคนบ้า...

ไอ้ก่อนที่จะลงมานี่มันมีสัญญาใจ ว่าจะมาทำงานอะไร เวลาลงมาเกิดใหม่ๆ ไม่รู้เรื่องหรอก จิตไม่ถึงที่สุด ถ้าจิตถึงที่สุดกระเทาะเปลือกสัญญา อีตอนนี้แหละงานอื่นที่เคยทำมาแล้วก็โยนทิ้งหมด เอาเฉพาะงานของตน

ไปๆ มาๆ ก็ไปเจอะท่าน ไปเจอะกับท่าน ฉันอยากนึกจะเจอก็ชนปั้งเลย เมื่อชนปั๊บ ถามว่า

"เป็นพุทธภูมิมาก่อนใช่ไหม"

คือว่าพวกนี้ถ้าไม่สงสัยแกก็ไม่รู้เรื่องฉัน ถ้าสงสัยก็ชนกันเมื่อนั้นแหละ ต่างคนต่างขี้เกียจด้วยกัน มันไม่เก่งแล้ว มันต้องเก่งมาตอนต้นๆ ตอนต้นก็อยากเก่ง

ไอ้นักมวยตอนที่หัดใหม่ๆ ไปไหนกำหมัดยิกๆๆ ฉันเป็นนักมวย เอาเข้าเป็นแชมป์แล้ว เขาก็เลิก พระก็เหมือนกัน แก่แล้วก็เลิก แก่ก็มีเรื่องเด็ก ขี้เกียจ จะรู้อะไรไปทางไหนก็ตายแหงๆๆ อย่างพวกนี้ ตายแล้วจะไปไหน หาทางให้มันให้ไปแล้วไม่มาใช่ไหม

อะไรบ้างที่เราจะเปลื้องความทุกข์ไอ้การเวียนว่ายตายเกิด ก็ภาวะจิตมุ่งตรงสู่นิพพาน คือไอ้การอยากรู้ อยากเห็นก็เลิกกัน แต่ว่าเหตุใหญ่มันชนกันเข้าก็ต้องรู้ สงสัยเขาก็พูดกันเรื่อยเลย โลกอุดรๆๆ คือใคร

ก็มีคนหนึ่งบังเอิญเข้าไปพบ และก็ขอถ่ายภาพ ภาพแรกเป็นพระ กล้องเดียวกันถ่ายทีเดียว ขอถ่ายอีกทีกันเสีย มีภาพนุ่งโสร่ง ผ้าขาวม้าคาดพุงมีดเหน็บข้างหลัง

ถามมึงถ่ายอะไร

ฟิลม์เดียวกันครับ

ขอถ่ายครั้งที่ ๒ แกร็ก...กันเสีย ก็ไม่เสีย ได้อีกภาพหนึ่ง ถ้าได้ซ้ำก็เสียฟิลม์เปล่าใช่ไหม

พวกตกใจใหญ่ เป็นไปได้รึ เขาเป็นจะถามทำเกลืออะไร ก็เพราะมันเอง มันเห็นเอง ถามเป็นไปได้หรือ เป็นไปได้แล้ว ไม่น่าจะมาถามเลย

โลกอุดร ชื่อจริงๆ ก็ อุตตระ พระที่นำพระไตรปิฎกเข้ามาสุวรรณภูมิ อุตตระกับโสณะ หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว...ถ้าถามว่าอยู่ได้ยังไง อย่าลืมคำหนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า

"ผู้ใดถ้าคล่องอิทธิบาท ๔ สามารถจะอธิษฐานร่างกายอยู่ถึงกัปหนึ่ง"

อย่าลืมนะผู้ที่คล่องอิทธิบาท ๔ คือ พระอรหันต์ พระอนาคามีนี่ถือว่ายังไม่คล่อง เพราะอะไร ยังตัดสังโยชน์อีก ๕ ไม่ได้ ถ้าพระอรหันต็ก็ถือว่าคล่อง ไอ้คล่องไม่ใช่ว่าเฉยๆ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา อั๊วะก็ว่าได้นี่ นี่ไม่ได้นะ"


จากหนังสือ ธัมมวิโมกข์ ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๕๖ หน้า ๔๗-๔๘

(อ่านเรื่องของพระโสณะอุตตระได้ที่ "ประวัติพุทธศาสนา" จากเว็บตามรอยพระบาท )http://tamroiphrabuddhabat.com/xmb/v...ead.php?tid=70

ปล. กำลังข้อมูลอยู่ได้กลิ่นแป้งหอมๆแบบอินเดีย ที่แขกชอบทากันเลยอ่ะ
__________________
อฺธิฐานรอยพระบาทเจ้า ขอพื้นที่ทุกแห่งที่พระพุทธ.ประทีปแก้วได้ประทับลงแล้วจงมีแต่ความผาสุขสืบไป โดยฉับพลันทันที เทอญ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย octavian : 08-08-12 เมื่อ 08:16

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 6 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ octavian ในข้อความนี้
พรรณวดี (08-08-12), พุทธรักษา (24-08-12), อภิญญา (10-08-12), เพิ่มบุญ (24-08-12), Jira (11-08-12), ohm_chiangmai (08-08-12)
ตอบ

Tags
พระครูเทพโลกอุดร, พระนิพพาน, อภิญญา, ตามรอยพระบาท


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 22:21


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่