อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ตามรอยบุญพระ

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #11  
เก่า 25-11-09, 10:38
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,181
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,855
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 78,006 ครั้ง ใน 78,006 ข้อความ
พลังบุญ: 56791
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile เรื่องคุณเอกอิสโรกับการค้นคว้าเรื่องพระพุทธศาสนาในประเทศไทย

อภิญญา-ตามรอยพระเจ้าอโศกมหาราช-r3_2%5B1%5D-jpg
เอกอิสโร จุดแตกหัก ว่า พระเจ้าอโศกตัวจริงอยู่ที่เมืองไทยหรืออินเดีย?
http://board.palungjit.com/f2/จุดแตกหัก-ว่า-พระเจ้าอโศกตัวจริงอยู่ที่เมืองไทยหรืออินเดีย-214378.html

ชื่อหนังสือค่อนข้างจะแรงไปสำหรับความรู้สึกของพุทธศาสนิกชน เนื้อหาในกระทู้ก็เป็นเรื่องที่ท่านพยามยามแสดงหลักฐานว่า "ประเทศไทยเป็นต้นกำเนิดแห่งพระพุทธศาสนา" ครับ มีการใช้แผนที่,ระยะทางฯ เทียบเคียงกับเรื่องในประวัติพระพุทธศาสนาที่ได้รับการบันทึกไว้ก่อนหน้านี้ว่า ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศอินเดียครับ
หมายเหตุ เคยได้สนทนากับคุณเอกอิสโร สรุปได้ในบางที่พวกเราเชื่อตรงกัน ในบางที่ยังคงต้องพิสูจน์ และในบางที่ไม่ตรงกันเลย การที่ท่านได้มาค้นคว้าเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ดี ทำให้เราได้ความรู้ในเรื่องพระพุทธศาสนาหลายเรื่องที่พวกเราไม่เคยรู้มาก่อน และการสนใจในเรื่องอดีตไม่ใช่ไม่มีประโยชน์ ทั้งหมดเป็นบทเรียนสอนให้เราได้เรียนรู้และได้ทำปัจจุบันนี้ให้ดีที่สุดครับ ก็ขอแนะนำเพิ่มอีกนิดครับ เรื่องชื่อหนังสือ"แผ่นดินอันเป็นที่ตั้งแห่งพระพุทธศานาตามพุทธพยากรณ์" พวกเราขอเป็นกำลังใจให้นะครับ สู้ๆครับ
คำเตือน โพสด้านบนเป็นโพสเปิดที่มีความรุนแรงในระดับหนึ่ง อาจมีข้อความหรือการปรามาสในคุณพระรัตนตรัยฯ ท่านที่วัยธรรมยังอ่อนศีลไม่แข็งแรงควรอ่านอย่างระมัดระวังและควรได้รับคำแนะนำฯ



ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (25-11-09), ARTE (25-11-09), พรรณวดี (25-11-09), ปาริฉัตรมณี (04-03-10), ปาร์ค (25-11-09), นิมมานรดี (19-01-10), เดชะบุญ (28-11-09), octavian (13-08-12), ohm_chiangmai (13-08-12), Rich (19-04-10), suwaphat (09-01-10)
  #12  
เก่า 25-11-09, 11:14
ARTE's Avatar
Member
 
วันที่สมัคร: Nov 2009
ข้อความ: 71
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 135
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 344 ครั้ง ใน 344 ข้อความ
พลังบุญ: 417
ARTE is on a distinguished roadARTE is on a distinguished roadARTE is on a distinguished roadARTE is on a distinguished roadARTE is on a distinguished roadARTE is on a distinguished roadARTE is on a distinguished roadARTE is on a distinguished roadARTE is on a distinguished roadARTE is on a distinguished roadARTE is on a distinguished road
Smile เรื่องพระเจ้าอโศก

ARTE
สมาชิก

วันที่สมัคร: Nov 2006
ข้อความ: 48
Groans: 0
Groaned at 0 Times in 0 Posts
ได้ให้อนุโมทนา: 2
ได้รับอนุโมทนา 1,094 ครั้ง ใน 60 โพส
พลังการให้คะแนน: 0


โมทนาครับ



ในประเทศไทยตอนนี้ก็มีหลายคณะและหลายท่านมีความเชื่อคล้ายๆกับคุณเอกอิสโร การสนใจเรื่องอดีตก็เป็นสิ่งที่ดีครับ จะได้นำข้อมูลในอดีตมาใช้ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด แต่ขอออกความเห็นนิดนะครับ อยากให้การนำเสนอเป็นแบบเชิงวิชาการและก็ลดการโต้แย้งกันด้วยอารมณ์ลงหน่อยก็ดีครับ ท่านที่สนใจและศึกษาประสงค์จะเรียนรู้แนวคิดของคุณเอกและหลายๆท่านทีมีความรู้และความเชื่อด้านนี้จะได้ไม่อึดอัด ฟังก่อน อ่านก่อน คิดก่อน แล้วค่อยออกความเห็นนะครับ จะได้ไม่เสียเวลาอ่านโพสที่ไม่เกี่ยวข้อง ผมขออนุญาติก็อปโพสในเวบอภิญญามาฝากครับ
เรื่องคุณเอกอิสโรกับการค้นคว้าเรื่องพระพุทธศาสนาในประเทศไทย

เอกอิสโร จุดแตกหัก ว่า พระเจ้าอโศกตัวจริงอยู่ที่เมืองไทยหรืออินเดีย?
http://board.palungjit.com/f2/จุ...��-214378.html

ชื่อหนังสือค่อนข้างจะแรงไปสำหรับความรู้สึกของพุทธศาสนิกชน เนื้อหาในกระทู้ก็เป็นเรื่องที่ท่านพยามยามแสดงหลักฐานว่า "ประเทศไทยเป็นต้นกำเนิดแห่งพระพุทธศาสนา" ครับ มีการใช้แผนที่,ระยะทางฯ เทียบเคียงกับเรื่องในประวัติพระพุทธศาสนาที่ได้รับการบันทึกไว้ก่อนหน้านี้ว่า ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศอินเดียครับ
หมายเหตุ เคยได้สนทนากับคุณเอกอิสโร สรุปได้ในบางที่พวกเราเชื่อตรงกัน ในบางที่ยังคงต้องพิสูจน์ และในบางที่ไม่ตรงกันเลย การที่ท่านได้มาค้นคว้าเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ดี ทำให้เราได้ความรู้ในเรื่องพระพุทธศาสนาหลายเรื่องที่พวกเราไม่เคยรู้มาก่อน และการสนใจในเรื่องอดีตไม่ใช่ไม่มีประโยชน์ ทั้งหมดเป็นบทเรียนสอนให้เราได้เรียนรู้และได้ทำปัจจุบันนี้ให้ดีที่สุดครับ ก็ขอแนะนำเพิ่มอีกนิดครับ เรื่องชื่อหนังสือ"แผ่นดินอันเป็นที่ตั้งแห่งพระพุทธศานาตามพุทธพยากรณ์" พวกเราขอเป็นกำลังใจให้นะครับ สู้ๆครับ
คำเตือน โพสด้านบนเป็นโพสเปิดที่มีความรุนแรงในระดับหนึ่ง อาจมีข้อความหรือการปรามาสในคุณพระรัตนตรัยฯ ท่านที่วัยธรรมยังอ่อนศีลไม่แข็งแรงควรอ่านอย่างระมัดระวังและควรได้รับคำแนะนำฯ

ขออนุญาติคุณเอก ก็อปข้อมูลคุณเอกที่ให้ความรู้เรื่องพระบรมธาตุเจดีย์ 84,000 องค์ ที่สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกกลับไปด้วยนะครับ ขอขอบคุณสำหรับข้อมูลและการค้นคว้านี้นะครับ

ขอโมทนาครับ

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ARTE ในข้อความนี้
Apinya (25-11-09), พรรณวดี (25-11-09), อภิญญา (25-11-09), ปาริฉัตรมณี (04-03-10), ปาร์ค (25-11-09), นิมมานรดี (19-01-10), เดชะบุญ (28-11-09), octavian (13-08-12), Rich (19-04-10), suwaphat (09-01-10)
  #13  
เก่า 13-08-12, 00:22
ohm_chiangmai's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Apr 2012
ข้อความ: 139
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 466
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,014 ครั้ง ใน 1,014 ข้อความ
พลังบุญ: 1162
ohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished road
Default เสาอโศก....Asoka Pillar

หลังจากที่ผมได้รับมอบหมายพร้อมกับท่านต้น ให้บวงสรวงเปิดกระทู้และนำเรื่องพระครูเทพโลกอุดร มาลงเพื่อเป็นข้อมูลในขั้นต้นที่พี่แอลจะได้นำเสนอต่อนั้น...ก็มาลองคิดถึงความเกี่ยวเนื่องระหว่างพระเจ้าอโศกมหาราช และคณะของพระครูเทพโลกอุดร ซึ่งก็คือหนึ่งในคณะสงฆ์ที่นำพระพุทธศาสนาหลังจากที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทำการสังคายนาครั้งที่ 3 เข้ามาเผยแผ่ในสยามประเทศนั่นเอง....


ผมจึงได้ค้นหาข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเสาอโศก และได้มาเห็นกระทู้นี้จึงขอนำข้อมูลเข้ามารวมไว้ด้วยนะครับ...

ประวัติแห่ง "เสาอโศก"

“เสาอโศก” หรือ “เสาแห่งพระเจ้าอโศก” (Pillars of Ashoka) เป็นเสาสัญลักษณ์แห่งพระพุทธศาสนาในผืนแผ่นดินแห่งชมพูทวีปเมื่อครั้งอดีตกาล สร้างขึ้นโดยพระราชโองการของพระเจ้าอโศก (King Ashoka) กษัตริย์แห่งราชวงศ์โมริยะ หรือ เมารยะ (Maurya) ที่แปลว่า "นกยูง" โดยจะสร้างเสาศิลาปักตั้งไว้ ณ ตำแหน่งของสถานที่ที่เป็นสังเวชนียสถาน และสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สันนิษฐานว่า การสร้างเสาอโศกไม่เพียงแต่เป็นการระบุถึง ที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนการประกาศถึงพระพุทธศาสนาที่ได้ขยายขอบเขตแว่นแคว้นไปทั่ว ทุกแห่งหนในรัชสมัยของพระองค์ เป็นเครื่องหมายแทนพุทธบูชา และเตือนขุนนางทั้งปวงให้ปกครองราษฎรโดยธรรม

ที่มาของการค้นพบเสาอโศกนั้น มีการพบครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 21 (คริสต์ศตวรรษที่ 16) ในบริเวณซากเมืองโบราณที่เมืองเดลี โดยนักโบราณคดีชื่อ โทมัส คอร์ยาต ( Thomas Coryat) ในครั้งนั้น ได้มีการพบแท่งเสาศิลา และอักษรปริศนาที่ไม่เข้าใจในความหมาย จนกระทั่งเมื่อช่วงสมัยที่อังกฤษเข้ายึดครองอินเดียเป็นอาณานิคม เมื่อปี พ.ศ.2373 (ค.ศ.1830) จึงได้มีการสำรวจซากเมือและแท่งเสาหินอีกครั้งโดย เจมส์ ปรินเซบ (James Prinsep) และได้ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองท่านคือ กัปตันเอ็ดวาร์ด สมิธ (Edward Smith) และ จอร์จ เทอนัวร์ (George Turnour) ร่วมกันศึกษา และสามารถถอดความหมายของจารึกบนแท่งเสาศิลาได้ในที่สุด และพบว่า แท่งเสาหินดังกล่าวนี้เป็นของกษัตริย์ผู้เรียกขานกันว่า “ปิยะทัสสี” (Piyadasi) หมาย ถึง ผู้เป็นที่รักของเทพเทวา หรือก็คือกษัตริย์ผู้มีพระนามว่า “พระเจ้าอโศก” (King Ashoka) ผู้ครองแผ่นดินโมริยะ (เมารยะ) นั่นเอง

คำจารึกบนเสาอโศก จากเดิมที่เป็นปริศนาไร้คำตอบ กลายมาเป็นความกระจ่างที่นักโบราณคดี และนักประวัติศาสตร์สามารถเข้าใจในเรื่องราว และความหมาย อีกทั้ง คำจารึกดังกล่าวเป็นอักษรพราหมี (Brahmi) อันเป็นอักษรของตระกูลภาษาปรากฤต (Prakrits) ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นของชาวบ้านในแคว้นอวันตี เข้าใจว่า เป็นความประสงค์ของพระองค์ที่ต้องการให้ราษฎรสามารถอ่าน และเข้าใจได้โดยง่าย

จากหลักฐานจารึกดังกล่าว ได้บันทึกว่า แต่เดิมนั้นพระเจ้าอโศกมิได้นับถือในพระพุทธศาสนา ตัวพระองค์เองก็สืบราชบัลลังก์ต่อจากพระราชบิดาคือพระเจ้าจันทรคุปต์ ด้วยการทำสงครามแย่งชิงราชสมบัติกับเจ้าชายสุมนะผู้ เป็นพระเชษฐา ก่อให้เกิดสงครามเข่นฆ่าระหว่างพี่น้องร่วมสายโลหิต ท้ายสุด พระเจ้าอโศกได้สังหารพระเชษฐา ก่อนที่จะเสด็จขึ้นครองแผ่นดินเป็นกษัตริย์แห่งโมริยะ (เมารยะ) เมื่อพ.ศ.274 (269 ปีก่อนค.ศ) ในช่วงแรกของการเสวยราชสมบัติ พระเจ้าอโศกทรงปกครองแผ่นดินด้วยความโหดร้าย และโหดเ**้ยมทารุณต่อผู้ที่ขัดขวางอำนาจของพระองค์ ในขณะเดียวกัน ก็ทรงทำสงครามขยายอาณาจักรของพระองค์ออกไปอย่างกว้างไกล แต่แล้ว เหตุแปรเปลี่ยนที่ทำให้พระเจ้าอโศกกลับกลายจากทรราชเป็นมหาราชนั้น ก็คือ เหตุการณ์เมื่อครั้งทรงทำสงครามครั้งใหญ่กับแคว้นกลิงกะ (Kalinga) เมื่อปีพ.ศ.282 ซึ่งเป็นปีที่ 8 หลังการครองราชสมบัติ แม้ในครั้งนั้น พระองค์จะเป็นฝ่ายมีชัยชนะในสงคราม แต่ก็ได้ทำให้ประชาชนล้มตายเกลื่อนกลาด ดังที่มีปรากฎในคำจารึกว่า
“…สงครามกับกลิงกะ แม้จักได้เชลยศึกมากว่า 150,000 คน แต่ทว่า ข้าศึกกว่า 100,000 คน ก็ได้ถูกเข่นฆ่าสังหารล้มตายกลางสมรภูมิอย่างน่าเอน็จอนาถใจนัก…”
หลังเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้พระองค์ทรงรู้สึกเศร้าสลดใจ และเริ่มสำนึกในบาปกรรมอันมหันต์ ต่อมา พระเจ้าอโศกได้มาพบพานกับสามเณรน้อย“นิโครธ” ซึ่งเป็นพระโอรสของเจ้าชายสุมนะพระเชษฐาที่พระองค์ทรงสังหาร สามเณรได้แสดงธรรม และตักเตือนให้พระองค์ละเว้นจากบาปกรรมและให้ตั้งมั่นในพระพุทธศาสนา ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ทำให้พระเจ้าอโศกทรงสำนึกพระองค์ และทรงประจักษ์แจ้งแล้วว่า “ชัยชนะที่แท้จริงนั้นคือชัยชนะโดยธรรม นี่จึงนับเป็นชัยชนะอันสูงสุด” ดังนั้น นับตั้งแต่นั้นมา พระองค์จึงละเว้นจากบาปกรรมทั้งปวง และทรงทุ่มเทชีวิตให้กับการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา เพื่อให้พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเผยแผ่ออกไปทั่วแผ่นดินของ พระองค์
หลังจากนั้นมา พระเจ้าอโศกจึงได้โปรดให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 3 ที่เมืองปาฏลิบุตร ทรงสร้างสถูปที่สาญจี และส่งพระธรรมฑูตออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยแบ่งออกเป็น 9 สาย ทำให้พระพุทธศาสนาเผยแผ่ไปทั่วทุกดินแดนแว่นแคว้น และไปสู่นานาประเทศในเวลาต่อมา นอกจากนั้น พระองค์ยังได้ทรงเสด็จไปเยี่ยมเยือนราษฎร และทรงเสด็จธรรมยาตราตามรอยพระพุทธองค์ โดยเสด็จไปยังพุทธสังเวชนียสถาน และพุทธสถานทั่วทุกหนแห่ง และ ณ ทุกๆ ที่ที่ทรงเสด็จไปถึง จะมีรับสั่งให้สร้าง “เสาศิลา” เพื่อจารึกอักษรถึงความสำคัญของสถานที่ และเหตุการณ์อันสำคัญของพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นประจักษ์พยานสืบต่อไป ซึ่งการจารึกนั้น มีทั้งการสร้างเสาศิลาที่ทรงประดิษฐานด้วยพระองค์เอง และเสาศิลาที่ทรงให้เจ้าเมืองในแคว้นต่างๆ จัดสร้างขึ้นแทน รวมทั้งหาก ณ ที่ใดไม่อาจสร้างได้ ก็ให้ใช้วิธีจารึกไว้บนผนัง หรือแผ่นหินต่างๆ แทน ทำให้ในทุกวันนี้ จึงสามารถพบหลักฐานต่างๆ ดังกล่าวในหลายประเทศปัจจุบัน เช่น อินเดีย ปากีสถาน และ อัฟกานิสถาน เป็นต้น แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานใด สามารถบอกได้ว่า แท้ที่จริงแล้วมีเสาศิลาจารึก หรือที่เรียกกันว่า “เสาอโศก” อยู่จำนวนเท่าใด แต่ก็มีตำนานเล่าขานกันว่า ทรงโปรดให้สร้างเสาศิลาไว้ถึง 84,000 ต้น (บางบันทึกกล่าวว่าเป็นจำนวนของเจดีย์ 84,000 องค์)
การสร้างเสาอโศกนั้น สร้างจากหินทรายสีแดงอมชมพู (red sandstone) และ หินทรายขาว (white sandstone) โดยใช้หินจากแหล่งหินทรายที่ตำบลจูนาร์ เมืองวาราณสี เสาแต่ละต้นมีขนาดความสูงตั้งแต่ 40 – 70 ฟุต มีน้ำหนักโดยเฉลี่ย 50 ตัน ใช้ช่างแกะสลักฝีมือดีในการสร้าง และขนส่งไปยังดินแดนต่างๆ ด้วยการขนส่งทางบก และทางเรือ ลักษณะของเสาอโศก จะมีรูปร่างเป็นแท่งปล่องเสาเรียวสูงขึ้นสู่ปลายด้านบน ส่วนฐานเสามีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ และค่อยๆ ลดขนาดลงเมื่อถึงปลายหัวเสา ลำต้นเป็นผิวเรียบ ไม่สลักลวดลาย แต่จะมีการแกะสลักจารึกอักษรแสดงถึงความสำคัญของสถานที่นั้นๆ ไว้บนเสา
ทุกวันนี้ เสาอโศกมีตั้งปรากฎอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศอินเดียปัจจุบัน เสาหลายต้นถูกทำลายโดยฝีมือมนุษย์ บางต้นถูกทำลายโดยธรรมชาติ และพังทลายไปตามกาลเวลา ในจำนวนเสาอโศกที่มีหลงเหลืออยู่ในทุกวันนี้ และยังมีสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์อยู่นั้น ได้แก่

1. เสาอโศกที่อัลลาหะบาด (Allahabad) เดิมทีเชื่อว่าตั้งอยู่ที่เมืองโกสัมพี
2. เสาอโศกที่พุทธคยา (Bodhgaya)
3. เสาอโศกที่เดลี (Delhi) จะมีอยู่ด้วยกัน 2 ต้น เดิมทีนั้นเสาทั้งสองตั้งอยู่ที่เมืองเมรัฐ และ เมืองโทปรา ในรัฐหรยานะ ต่อมา พระเจ้าเฟโรซ ชาห์ ตุฆลัก (Firuz Shah Tughlug) กษัตริย์ราชวงศ์โมกุล ทรงมีพระบัญชาให้ย้ายเสาทั้งสองต้นมาไว้ที่ กรุงเดลี เมื่อพ.ศ.1899 (ค.ศ.1356)
4. เสาอโศกที่เลาริยะ-อเรราช (Lauriya-Areraj)
5. เสาอโศกที่เลาริยะ-นันทครห์ (Lauriya-Nandangarh)
6. เสาอโศกที่สวนลุมพินี (Lumbini) เมืองกุสินารา (กุสินคร)
7. เสาอโศกที่นิกาลีสการ์ (Nigalisagar)
8. เสาอโศกที่รามปุรวะ (Rampurva) หรือ รามปุระ(Rampur)
9. เสาอโศกที่สาญจี (Sanchi) เมืองโภปาล
10. เสาอโศกที่สันกิสาร์ (Sankissa) หรือ สังกัสสะ(Sankasa)
11. เสาอโศกที่สารนาถ (Sarnath) ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี
12. เสาอโศกที่สาวัตถี (Sravasti)
13. เสาอโศกที่เวสาลี (Vaishali)

จุดเด่นที่สุดของเสาอโศกนั้น ก็คือ “ประติมากรรมบนหัวเสา” ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรูปสิงห์แกะสลัก ประดิษฐานอยู่บนยอดด้านบน เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่องอาจดั่งราชสีห์ และส่งเสียงคำรามแผ่ไพศาลไปไกลแสนไกล นอกจากนี้ยังมีสัญลักษณ์รูปธรรมจักร และดอกบัวตรงบริเวณด้านล่างของแท่นหัวเสา อันเป็นนัยยะแทนพระธรรมคำสอน และองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในบรรดาประติมากรรมรูปสิงห์ หรือสิงโตบนเสาอโศกที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์นั้น ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือ “หัวเสาอโศกรูปสิงโตสี่ตัว” นั่งหันหลังชิดติดกัน โดยหันหน้าไปทางทิศทั้งสี่ เป็นประติมากรรมบนหัวเสาอโศกที่เมืองสารนาถ ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติสารนาถ (อนึ่ง รูปสิงโตสี่ตัวนี้ ต่อมาได้ถูกนำมาใช้เป็นตราแผ่นดินของประเทศอินเดียปัจจุบัน) แต่ทว่า ส่วนลำต้นของเสาอโศกนั้นได้แตกหักออกเป็นสี่ส่วน ดังนั้น หากรวมความสูงของเสาอโศกที่สารนาถต้นนี้ จะมีความสูงทั้งหมดรวม 50 ฟุต
ประติมากรรมยอดหัวเสารูปสิงโตที่มีชื่อเสียงอีกแบบหนึ่งนั้นก็คือ “หัวเสาอโศกรูปสิงโตเดี่ยว” เป็นประติมากรรมรูปสิงโตนั่งเพียงตัวเดียว มีให้เห็นที่เสาอโศกเมืองเวสาลี และ เสาอโศกที่เลาริยะ-นันทครห์
หัวเสาอโศกไม่ได้มีเพียงแต่รูปสิงโตเท่านั้น ยังมีหัวเสาอโศกบางแห่งที่สร้างเป็นสัตว์ชนิดอื่นที่ไม่ใคร่เป็นที่รู้จัก กันมากนัก เช่น “หัวเสาอโศกรูปช้าง” ซึ่งมีให้เห็นเฉพาะที่เสาอโศกที่สันกิสาร์ (สังกัสสะ) และ “หัวเสาอโศกรูปวัว” ซึ่งปรากฎอยู่บนหัวเสาอโศกที่รามปุรวะ (รามปุระ) เป็นต้น


ดังนั้น จากที่กล่าวมาแล้วนั้น จึงเห็นได้ว่า “เสาอโศก” ไม่เพียงเป็นแค่ศิลปกรรมชิ้นเยี่ยมหรือเป็นเพียงหลักฐานแห่งอดีตกาลอัน รุ่งโรจน์ของชมพูทวีปเท่านั้น แต่ยังมีความยิ่งใหญ่ และมีความสำคัญต่อพุทธศาสนิกชนทั่วโลกอย่างหาที่เปรียบมิได้ เพราะประวัติศาสตร์ของเสาอโศกก็คือ ประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา ที่ทำให้ทุกวันนี้ ชาวพุทธจึงได้ทราบถึงสถานที่ที่แท้จริงของพุทธสถาน และสังเวชนียสถานทั้งสี่ รวมทั้งเรื่องราวหลังสมัยพุทธกาลที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-ตามรอยพระเจ้าอโศกมหาราช-331px-emblem_of_india-svg-png   อภิญญา-ตามรอยพระเจ้าอโศกมหาราช-448px-ashokalions-jpg   อภิญญา-ตามรอยพระเจ้าอโศกมหาราช-450px-asokanpillar1-jpg  

อภิญญา-ตามรอยพระเจ้าอโศกมหาราช-200908_ashoka_pillar2-jpg   อภิญญา-ตามรอยพระเจ้าอโศกมหาราช-200908_ashoka_pillar4-jpg   อภิญญา-ตามรอยพระเจ้าอโศกมหาราช-200908_ashoka_pillar5-jpg  

อภิญญา-ตามรอยพระเจ้าอโศกมหาราช-asokpilar3-jpg   อภิญญา-ตามรอยพระเจ้าอโศกมหาราช-budd610-jpg   อภิญญา-ตามรอยพระเจ้าอโศกมหาราช-054-jpg  

อภิญญา-ตามรอยพระเจ้าอโศกมหาราช-asokpillar7-jpg  

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ohm_chiangmai : 13-08-12 เมื่อ 17:52

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ohm_chiangmai ในข้อความนี้
อภิญญา (22-08-12), Rich (08-11-15)
  #14  
เก่า 13-08-12, 00:41
ohm_chiangmai's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Apr 2012
ข้อความ: 139
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 466
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,014 ครั้ง ใน 1,014 ข้อความ
พลังบุญ: 1162
ohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished road
Default ความหมายของเสาอโศก

ความหมายที่สำคัญของ "เสาอโศก"

พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงสร้างขึ้น เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงบริเวณตำแหน่งที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระปฐมเทศนา อันประกอบด้วยทางแห่งความสงบและความหลุดพ้น ให้แพร่หลายไปทั่วทิศทั้ง ๔ แห่งจักรวาล

ลักษณะของยอดเสาหิน ๔ ประการคือ


๑. บนยอดเสาแกะสลักเป็นรูปสิงโต ๔ ตัว นั่งหลังชนกัน ซึ่งอยู่ในลักษณะคำรามหรือเปล่งสีหนาท แต่เดิมมีธรรมจักรตั้งอยู่บนหลังของสิงห์ทั้ง ๔ เป็นลักษณะสิงห์แบกธรรมจักร ซึ่งมี ๒๔ ซี่ ธรรมจักร คือ เครื่องหมายทางพระพุทธศาสนา

๒. ใต้ฐานสิงโตมีรูปธรรมจักร ๔ ด้าน วงล้อธรรมจักรมี ๒๔ ซี่ เท่ากับจำนวนปฏิจจสมุปบาท ทั้งขบวนการเกิดและขบวนการดับ (ทุกข์)

๓. ระหว่างรูปธรรมจักรแต่ละด้านมีรูปสัตว์สำคัญ ๔ ชนิด เรียงไปตามลำดับ คือ

ช้าง โค ม้า และสิงโต ซึ่งล้วนมีความหมายเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น ซึ่งนักปราชญ์ได้ให้ความหมายดังนี้


ช้าง หมายถึง การเสด็จลงสู่พระครรภ์ (พระมารดาสุบินเห็นช้างเผือก) หรือ ปัญญาชาญฉลาด สุขุมเยือกเย็น


โค หมายถึง ทรงได้ปฐมฌาน (ขณะพระบิดาทรงทำพิธีแรกนาขวัญ) หรือ ความแข็งแรง อดทน


ม้า หมายถึง การทรงม้าเสด็จออกผนวช หรือ ฝีเท้าอันรวดเร็ว


สิงโต หมายถึง การแสดงธรรมจักร ซึ่งเปรียบเหมือนการเปล่งสีหนาท หรือการคำรามของพญาราชสีห์ สร้างความยำเกรงแก่สรรพสัตว์ และอาจหมายถึง พละกำลังอันมหาศาล


สัตว์ผู้ทรงความยิ่งใหญ่นี้จะคอยเฝ้าพระธรรมจักรให้ดำรงอยู่ ส่งเสียงสีหนาทกึกก้องไปทั่วชมพูทวีป

๔. รองลงมาจากรูปสัตว์สำคัญทั้ง ๔ นั้น เป็นรูปกลีบบัว อันเป็นดอกไม้ประจำพระพุทธศาสนา หรือความบริสุทธิ์ นั่นเอง.
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-ตามรอยพระเจ้าอโศกมหาราช-24791-239-jpg   อภิญญา-ตามรอยพระเจ้าอโศกมหาราช-1183459445-jpg   อภิญญา-ตามรอยพระเจ้าอโศกมหาราช-img_0495-jpg  

อภิญญา-ตามรอยพระเจ้าอโศกมหาราช-picture_128255020522-jpg  

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ohm_chiangmai ในข้อความนี้
อภิญญา (22-08-12), Rich (08-11-15)
  #15  
เก่า 13-08-12, 00:47
ohm_chiangmai's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Apr 2012
ข้อความ: 139
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 466
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,014 ครั้ง ใน 1,014 ข้อความ
พลังบุญ: 1162
ohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished roadohm_chiangmai is on a distinguished road
Default บางส่วน บางตอน ของเสาอโศก ณ.ลุมพินีวัน

ภาพอักษรจารึกที่เสาอโศก ที่ลุมพินี กล่าวถึงการที่พระเจ้าอโศกได้เสด็จมาที่นี่ อันเป็นที่ประสูติของพระพุทธองค์

ภาพนี้เป็นภาพตัวอักษรโบราณในอินเดีย ที่ปรากฏอยู่ในจารึกของพระเจ้าอโศก ซึ่งจารึกไว้ตามหน้าผาหรือเสาหินที่ยกขึ้น, มากมายหลายสิบแห่ง และมีอยู่แห่งหนึ่งที่เกี่ยวกับพระพุทธประวัติโดยตรง ได้จำลองเอามาติดรวมกับหมู่ภาพพุทธประวัติยุคก่อนมีพระพุทธรูปที่ทำขึ้นเพื่อการศึกษาประกอบกัน, จารึกนี้ปรากฏอยู่ที่เสาหิน ที่ลุมพินี อันถือกันว่าเป็นที่ประสูติของพระพุทธองค์.

อักษรรูปนี้เรียกกันว่าอักษร พราหมี, ภาษาที่ใช้คือ ภาษาปรากฤตอันเป็นภาษาชาวบ้าน, ใช้จารึกที่ถิ่นไหน ก็ใช้ภาษาปรากฤตของถิ่นนั้น เพื่อมีผลดีเต็มที่. เชื่อกันว่าภาษาปรากฤตทางแคว้นอวันตี คือภาษาที่ถูกปรับปรุงขึ้นเป็นภาษาบาลีที่ปรากฏเป็นพระไตรปิฎกของฝ่ายเถรวาทเรา, ทั้งเชื่อได้ว่าพระพุทธองค์เสด็จไปเทศนาที่ถิ่นไหน ก็ได้ใช้ภาษาปรากฤตของถิ่นนั้นแสดงธรรมแก่ชนในถิ่นนั้น. ภาษาเหล่านั้นเป็นภาษาชาวบ้าน คือต่ำเกินไปกว่าที่จะใช้เป็นภาษาทรงพระไตรปิฎกในการสืบอายุศาสนาจึงต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นในทางไวยากรณ์ ตลอดถึงการออกเสียงและการประกอบรูปศัพท์, ดังนั้นจึงได้สอบสวนกันแต่ในส่วนใจความให้ถูกต้องเสียก่อน แล้วร้อยกรองขึ้นเป็นภาษาบาลีเรื่อย ๆ มาจนสมบูรณ์. การออกเสียงและคำที่เรียกจึงต่างกันไป และมีคำที่น่าสนใจเพื่อการวิจารณ์อยู่มากมาย โดยเฉพาะเช่นคำว่าลุมพินีที่เราใช้เรียกกันในศิลาจารึกนี้ เขียนและออกเสียงว่า ลํมินิ เป็นต้น ชาวบ้านที่ตำบลนี้ในปัจจุบันนี้ เรียกตำบลนี้ของเขาว่ารุมมินเดอี ซึ่งเห็นได้ว่า ยังอยู่ในรูปของภาษาปรากฤตอยู่นั่นเอง หากแต่เพี้ยนมาตามกาลเวลาที่ล่วงมาถึงสองพันกว่าปีเท่านั้น.

อักษรแบบพราหมี นี้ไม่ยากแก่การศึกษา สังเกตดูสักครู่เดียวก็จะอ่านได้ เพราะมีตัวพยัญชนะน้อย มีสระน้อย และประกอบกันอย่างง่าย ๆ ซึ่งเชื่อว่าท่านจะอ่านออกได้ในเวลาไม่กี่นาที, ลองสนใจดูบ้างก็ได้.

ครั้งแรกที่สุด ให้สังเกตสระ ซึ่งเสียบอยู่ที่ตัวพยัญชนะเฉพาะที่ปลายสุดทางบนของตัวพยัญชนะ คือ สระ เอ อา อิ อี โอ, ส่วน อุ และ อู นั้นเสียบทางล่าง, ถ้าไม่มีสระอะไรปรากฏอยู่ ก็เท่ากับสระ อะ ทำนองเดียวกับอักษรแบบอื่น ๆ.

ในที่นี้ให้สังเกตจากอักษรสัก ๑๑ ตัว ตอนแรกของบรรทัดบนสุด ซึ่งอ่านได้ว่า เท วา น ปิ เย น ปิ ย ท สิ น แล้วแยกสระออกจากพยัญชนะดู คือ ตัวแรกที่อ่านว่า เท นั้น ขีดสั้น ๆ ตอนบนที่งิกไปทางข้างหน้า หรือซ้ายมือนั่นแหละคือสระ เอ. ส่วนที่ต่ำลงมาคือตัวพยัญชนะ ท, รวมกันจึงเป็น เท, ถ้าขีดที่กล่าวนี้งิกไปทางหลังคือทางขวามือ มันก็เป็นสระ อา, ดังนั้นตัวที่ถัดมา ก็คือ วา, ตัวที่สามคือ น ไม่มีรูปสระอะไรเลย นั้นคือมีสระอะ, ถัดไปคือ ปิ, ท่านจะเห็นได้ทันทีว่า สระอิ นั้น นอกจากจะงิกไปทางหลังนิดหนึ่งแล้ว ยังจะต้องงิกเป็นมุมฉากขึ้นทางบนอีกนิดหนึ่งด้วย, ถ้าจะให้เป็นสระ อี ก็ต้องเสียบขีดเหมือนกันเข้าอีกขีดหนึ่ง ดังอักษรตัวที่ ๑๕ (นับจากซ้าย) ซึ่งอ่านว่า วี, ถัดจาก ปิ ไปอีกก็คือ เย, ท่านเข้าใจได้เองทันทีว่า อะไรคือ ย, อะไรคือ เอ. แล้วก็ไล่ไปตามลำดับ แล้วถอดสระจากพยัญชนะได้เอง. จนหมดสิ้น, สำหรับสระ โอ นั้น คือขีดขวางข้างบนตัวเหมือนกับงิกไปทั้งข้างหน้าและข้างหลัง หรือเท่ากับ เอ กับ อา ผสมกันเลยนั่นเอง, สระ อุ นั้น ขีดสั้น ๆ ลงไปตรง ๆ ใต้ตัวพยัญชนะนิดหนึ่ง, ดังจะถอดหนังสือ ๔ บรรทัดครึ่งนี้ อย่างบรรทัดต่อบรรทัดให้ดู ดังต่อไปนี้

บรรทัดที่หนึ่งมี ๒๓ ตัว คือ เท วา น ปิ เย น ปิ ย ท สิ น ลา ชิน วี ส ติ ว สา ภิ สิ เต น

บรรทัดที่สองมี ๒๑ ตัว คือ อ ต น อา คา จ ม ** ยิ เต หิ ท พุ เธ ชา เต ส กย มุ นี ติ

บรรทัดที่สามมี ๒๑ ตัว คือ สิ ลา วิ ค ฑ ภี จา กา ลา ปิ ต สิ ลา ถํ เภ จ อุ ส ปา ปิ เต

บรรทัดที่สี่มี ๑๙ ตัว คือ หิ ท ภ ค วํ ชา เต ติ ลํ มิ นิ คา เม อุ พ ลิ เก ก เฏ

ครึ่งบรรทัดที่ห้ามี ๖ ตัว คือ อ ถ ภา คิ เย จา


เมื่อผู้สนใจพยายามทบทวนคิดและอ่านไปมา สักครึ่งชั่วโมงก็จะอ่านได้เองจนหมด, และผู้ที่รู้ภาษาบาลีอยู่แล้ว ก็อาจจะทราบได้ว่า เมื่อเป็นภาษาบาลีจะต้องเป็นอย่างไร โดยไม่ยากเกินไป, แต่ต้องทราบไว้บางอย่างว่า ตัว ร ไม่มีใช้, ใช้ตัว ล แทน, และภาษาต่างกันอยู่โดยปรกติ เช่น บาลีเป็น อิธ ในที่นี้ปรากฤตเป็น หิท เป็นต้น, ดังนั้น กาลาปิต ก็คือ การาปิต, หิธ พุเธ ชาเต ก็คือ อิธ พุทเธ ชาเต เป็นต้นนั่นเอง, ในที่สุดก็จะเดาความหมายได้ถูกหมด.

คำแปลเท่าที่ยุติกันในเวลานี้ เรียงตามบรรทัดต่อบรรทัดเพื่อเปรียบเทียบดังนี้


(๑) พระราชา ปิยทัสสี ซึ่งเป็นที่รักของเทวดา รดน้ำแล้วยี่สิบปี

(๒) ได้เสด็จมา ด้วยพระองค์เอง ด้วยการเตรียมใหญ่ เพราะพระพุทธองค์เกิดแล้วที่นี่ ว่าศากยมุนี ดังนี้

(๓) ให้กระทำสิลาวิคฑภิด้วย, ให้ยกขึ้นแล้ว ซึ่งสิลาถัมภะด้วย

(๔) เพราะพระภควันเกิดแล้วที่นี่ ในลํมินิคาม, ให้เลิกเก็บภาษี

(๕) ซึ่งเก็บอยู่หนึ่งในแปดของผลได้.

ข้อความนี้ แสดงให้เราทราบได้ว่า พระเจ้าอโศกมหาราชเรียกพระองค์เองว่า ปิยทัสสีซึ่งเป็นที่รักของเทวดา, เมื่อทำพิธีราชาภิเษกแล้ว ๒๐ ปี ได้เสด็จมายังที่ประสูติของพระพุทธองค์ด้วยความเคารพอย่างใหญ่หลวง, ทรงให้สร้าง "สิลาวิคฑภิ" ซึ่งยังไม่ยุติกันว่าอะไรแน่ อาจจะเป็นกำแพงหิน ล้อมสถานที่นั้น, หรืออาจจะเป็นบัวหัวเสามีรูปสัตว์ (เช่นรูปสิงห์ที่สารนาถ หรือรูปช้างที่สังกัสสะ) เป็นต้น ก็ได้, ส่วนสิลาถัมภะนั้นคือเสาหินที่จารึกอักษรเหล่านี้เอง. ที่ทำดังนี้ก็เพราะ "พระพุทธะเกิดแล้วที่นี่", หรือ "พระภควันเกิดแล้วที่นี่", นั่นเอง. ระบุชื่อสถานที่นั้นว่า ลํมินิคาม, ซึ่งต่อมาเรียกกันเป็น ลุมพินี, ซึ่งเป็นความแตกต่างระหว่างภาษาปรากฤตกับภาษาบาลี แล้วแต่จะเรียกกันด้วยสำเนียงไหน. พวกชาวบ้านที่นั่นเรียก รุมมิน-เดอี ก็เท่ากับ ลํมิน-เทวี อยู่แล้ว คือเขาเล็งถึงพระเทวีพุทธมารดานั่นเอง. คำที่ยังเป็นปัญหาไม่ค่อยจะเห็นพ้องเป็นอันเดียวกันได้ ก็คือคำว่า อุพลิเกกเฏอถภาคิเยจา มีผู้แปลไปต่าง ๆ กันอีกสองสามอย่าง แต่ในที่นี้ถือเอาเสียงข้างมาก หรือเหตุผลที่ว่าคงจะเป็นเช่นนั้น, และถ้าเป็นการเลิกเก็บภาษีที่เก็บอยู่จริง เราก็ได้ความรู้ว่า การเลิกเก็บภาษีเป็นพุทธบูชานี้ มีมาตั้งแต่ครั้งนั้น และเป็นการกระทำที่พิเศษแท้ น่าจะยังคงเป็นตัวอย่างมาจนถึงทุกวันนี้.

ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่เราจะต้องนึกและขอบคุณพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นอย่างที่สุดนั้น ก็คือได้ทรงเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานที่สำคัญของพระพุทธองค์ทุก ๆ แห่ง จนเป็นเหตุให้สถานที่นั้น ๆ ยังคงปรากฏอยู่มาจนถึงพวกเรา, มิฉะนั้น
แล้วจะสาบสูญหายไปไม่ปรากฏเลยสักแห่งเดียวก็เป็นได้; ทั้ง ๆ ที่พระเจ้าอโศกได้ทรงกระทำไว้แล้วเช่นที่กล่าวนี้ ก็ยังเป็นการยากที่จะพบได้ง่าย ๆ เพราะรกร้างเป็นสถานที่ที่มนุษย์ไม่เกี่ยวข้องไปแล้วทั้งนั้น, แต่โดยเหตุที่พระเจ้าอโศกได้ทรงให้ทำอะไรบางอย่างไว้ แม้เพียงเสาหินสักต้นเดียว ก็เป็นเหตุให้คนต่อมาทำอะไรเพิ่มเติมเข้าอีกมากมายเรื่อย ๆ มา, สิ่งเหล่านั้นจึงยังคงอยู่เป็นเครื่องกำหนดหมายสถานที่สำหรับพระพุทธองค์อย่างถูกต้อง, และยังแถมสร้างศิลปะวัตถุ เช่นภาพสลักต่าง ๆ เข้าไว้ จนพวกเราได้รับประโยชน์เป็นอันมาก ดังที่ปรากฏอยู่ในบรรดาภาพทั้งหมดที่นำมาพิมพ์ไว้ในสมุดเล่มนี้.
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-ตามรอยพระเจ้าอโศกมหาราช-054-jpg  

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ohm_chiangmai ในข้อความนี้
อภิญญา (22-08-12), Rich (08-11-15)
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 00:29


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่