อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ตามรอยบุญพระ

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 26-12-10, 23:31
ELLE's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Oct 2010
ข้อความ: 253
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 510
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,354 ครั้ง ใน 2,354 ข้อความ
พลังบุญ: 2510
ELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished road
Smile เรื่องของเจ้าแม่วัดดุสิต

อภิญญา-เรื่องของเจ้าแม่วัดดุสิต-imagescat9o59j-jpg
พระปรางค์น้อยเจ้าแม่วัดดุสิต วัดไชยฯ
เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาติที่โด่งดังและเป็นที่ถกเถียงเป็นอย่างมากในช่วงเกือบ 3-4 ปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับเรื่องราวของ "เจ้าแม่วัดดุสิต" ขัตติยะนารีผู้เป็นต้นราชวงศ์จักรี ซึ่งนักวิชาการและผู้สนใจทางด้านประวิติศาสตร์หลาย ๆ คนกว่าวกันว่าเป็นผู้เชื่อมโยงสาแหรกสายพระราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยาตอนต้น กับพระราชวงศ์จักรีเข้าไว้ด้วยกัน
ในช่วงนั้นมีการถกเถียงกันมากถึงความีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ของเจ้าแม่วัดดุสิต ก็ได้ข้อสรุปมาว่าเจ้าแม่วัดดุสิตนั้นมีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ เป็นทั้งพระนมเอกของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งราชวงศ์ปราสาททอง และเป็นทั้งแม่ของพระยาโกษา (เหล็ก) ขุนศึกคนสำคัญแห่งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ราชฑูตคนสำคัญในสมัยนั้น
ส่วนอีกหัวข้อหนึ่งที่นักวิชาการถกเถียงกันก็คือ เจ้าแม่วัดดุสิตเป็นเจ้าหรือเป็นสามัญชนกันแน่ ??? ข้อนี้ผมคงไม่ขอกล่าวถึง เพราะสิ่งที่ผมจะเรียบเรียงให้อ่านกันนั้นก็เป็นข้อสรุปเกี่ยวกับชีวิตของ "เจ้านายหญิง" หรือ "ขัตติยะนารี" ท่านนี้จากที่ผมได้อ่านมาจากเอกสาร และบทความหลาย ๆ ฉบับ และนำมาสรุปตามที่ผมมีปัญญาพอที่จะเข้าใจ และเข้าถึงได้ ซึ่งผมได้นำมาสรุปไว้ ณ ที่นี้ เพื่อมิให้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าต้องถูกปล่อยให้ผ่านเลยไป
เอกสารที่ผมนำมาสรุปนั้น เป็นเอกสารและบทความที่เกี่ยวข้องในระดับทุติยภูมิ ทั้งหนังสือ "โครงกระดูกในตู้" ของพล.ต. ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช บทความของปรามินทร์ เครือทอง เรื่อง "ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต เจ้า หรือสามัญชน" บทความของจุลดา ภักดีภูมินทร์ เรื่อง "พระบัณฑูรใหญ่ พระบัณฑูรน้อย" เป็นหลัก ซึ่งพอจะสรุปเกี่ยวกับชีวิตของเจ้าแม่วัดดุสิตได้ดังนี้
ในช่วงปฐมวัยของเจ้าแม่วัดดุสิตยังคงเป็นที่คลุมเครืออยู่มาก เนื่องจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่กว่ารัชสมัยรัชกาลที่ 4 มิได้กล่าวถึงประวัติของเจ้าแม่วัดดุสิตไว้เลย จะมีก็ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับเจ้าแม่วัดดุสิตในพงศาวดารของไทยและจดหมายเหตุของชาวต่างชาติในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเท่านั้น หลักฐานที่พอจะศึกษาประวัติของเจ้าแม่วัดดุสิตอย่างละเอียดก็คงมีแต่บันทึกจากคำบอกเล่า หรือหลักฐานในชั้นทุติยภูมิ จึงมีนักประวัติศาสตร์ให้ความเห็นแตกต่างกันไปดังนี้
1) สันนิษฐานกันว่า เจ้าแม่วัดดุสิตเป็นราชธิดาของสมเด็จพระเอกาทศรส ผู้ที่มีความเห็นเช่นนี้มีทั้ง ก.ศ.ร.กุหลาบ ที่ได้กล่าวว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ได้ฟังคำบอกเล่าจากพระวันรัตน์ (ฉิม) เปรียญธรรม 9 ประโยค ว่า เจ้าฟ้าหญิงรัศมี และเจ้าฟ้าจีกเคยเล่าว่า สมเด็จพระเอกาทศรสแห่งราชวงศ์พระร่วง ได้อภิเษกสมรสกับราชธิดาของพระยาเกียรติ์ (ขุนนางชาวมอญที่ติดตามสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) มีราชธิดา คือ เจ้าครอกบัว(หม่อมเจ้าบัว) และเจ้าครอกอำภัย (หม่อมเจ้าอำไพ) แต่ในหนังสือนี้ยังมีข้อความที่คลุมเครือระหว่างเจ้าครอกบัวและเจ้าครอกอำไพอยู่มาก ซึ่งทำให้สับสนว่า เจ้าแม่วัดดุสิตมีชื่อเดิมว่าอย่างไรกันแน่ ?
หรือในหนังสือ "ราชินิกุล บางช้าง" ตีพิมพ์แจกเมื่องานฉลองพระราชสมภพครบ ๒๐๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2510 และหนังสือ "อิศรางกูร" ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์แจกในงานศพของ ม.ล.ปุย อิศรางกูร เมื่อปี พ.ศ. 2517 ก็ได้กล่าวไว้ในทำนองเดียวกันว่า เจ้าแม่วัดดุสิตเป็นราชธิดาของสมเด็จพระเอกาทศรส แต่จะมีชื่อเดิมว่า หม่อมเจ้าบัว หรือหม่อมเจ้าอำไพ ก็ยังไม่แน่ชัด
2) สันนิษฐานว่า เจ้าแม่วัดดุสิตเป็นราชธิดาของขุนพิเรนทรเทพ หรือพระมหาธรรมราชาผู้สืบเชื้อสายจากราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย ผู้ที่มีความเห็นในทิศทางนี้ก็คือ พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งได้กล่าวไว้ในหนังสือ "โครงกระดูกในตู้" โดยมีเนื้อหาที่เขียนขึ้นตามคำบอกเล่าจากญาติผู้ใหญ่ของพล.ต. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เองโดยไม่มีการบันทึกวัน เดือนและปีที่เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ไว้ว่า "เจ้าพระยาโกษาปานเป็นบุตรเจ้าแม่วัดดุสิต ซึ่งเป็นพระนมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เจ้าแม่วัดดุสิตมีศักดิ์เป็นหม่อมเจ้าในราชวงศ์พระมหาธรรมราชา ซึ่งสืบเชื้อสายมาแต่ราชวงศ์พระร่วงกรุงสุโขทัย"
3) สันนิษฐานกันว่า เจ้าแม่วัดดุสิตเป็นราชธิดาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่เกิดแต่พระมเหสีพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง อาจจะเป็นพระสุวัฒน์มณีรัตนา (เจ้าขรัวมณีจันทร์ ) ??? พระเอกกษัตรี (ทรงรับเป็นมเหสีภายหลังยกทัพตีเขมร) ??? หรือพระราชธิดาพระเจ้าเชียงใหม่ (ทรงรับเป็นมเหสีภายหลังศึกเมืองเชียงใหม่) ??? แต่ข้อสันนิษฐานนี้ไม่มีหลักฐานและน้ำหนักมากพอ จึงมิได้รับการกล่าวถึงในยุคหลัง
เจ้าแม่วัดดุสิตได้รับการแต่งตั้งเป็นพระนมเอก ดำรงพระอิศริยยศ "กรมพระเทพามาตย์" แก่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชไปแล้ว ทั้งพระเพทราชา และขุนหลวงสรศักดิ์(สมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ) ต่างนับถือเจ้าแม่วัดดุสิตเหมือนพระราชชนนี เพราะว่าได้กินนมร่วมกับพระยาโกษา (เหล็ก) และพระยาโกษาธิบดี (ปาน) บุตรของเจ้าแม่วัดดุสิต ดังที่ปรากฏในบทความของจุลดา ภักดีภูมินทร์ เรื่อง "พระบัณฑูรใหญ่ - พระบัณฑูรน้อย" เมื่อครั้งแผ่นดินพระพุทธเจ้าเสือ ที่เจ้าแม่วัดดุสิตขอพระราชทานอภัยโทษแก่ราชบุตรทั้งสองของพระพุทธเจ้าเสือ ซึ่งเจ้าแม่วัดดุสิตมีฐานะเสมือนย่าของราชบุตรทั้งสอง คือ พระบัณฑูรใหญ่ (ต่อมาก็คือสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ) และพระบัณฑูรน้อย (เจ้าฟ้าอุทุมพร หรือขุนหลวงหาวัด) ที่ถูกพระราชบิดาสั่งเฆี่ยนวันละ 60 ทีเนื่องจากอุบัติเหตุล้อมช้างป่า ซึ่งทำให้ช้างทรงของพระพุทธเจ้าเสือติดหล่ม และทำให้พระพุทธเจ้าเสือเข้าพระทัยว่าเจ้าฟ้าทั้งสองจะทำปิตุฆาตเพื่อแย่งราชสมบัติ ดังนี้
"พระเจ้าเสือนี้ตามพระราชพงศาวดาร ว่าเป็นพระราชโอรสสมเด็จพระนารายณ์ ฯ แต่ทรงยกให้พระเภทราชา แต่ครั้งยังเป็นขุนนางผู้ใหญ่ รับไว้เลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรม พระอัครมเหสีเดิมของพระเพทราชา คือที่เจ้าฟ้าเพชร เจ้าฟ้าพรตรัสเรียกว่า สมด็จพระอัยกี จึงทรงคุณูปการใหญ่หลวงแก่พระเจ้าเสือ ทงเคารพนับถือเป็นอันมาก พระอิสริยยศกรมพระเทพามาตย์ แผ่นดินพระเจ้าเสือ หรือขุนหลวงสรศักดิ์นี้ โดยทั่วไปเรียกกันว่า "เจ้าแม่วัดดุสิต" เพราะเสด็จไปประทับทรงศีล(บวชชี)อยู่ ณ พระตำหนักริมวัดดุสิต
กรมพระเทพามาตย์ทรงทราบก็ทรงตกพระทัย รีบร้อนเสด็จลงมาเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวถึงที่ค่าย ขอพระราชทานอภัยโทษ ก็โปรดยกให้ ให้กรมพระเทพามาตย์นำทั้งสองพระองค์เสด็จกลับไปด้วย ต่อมาไม่ช้านาน เมื่อพระราชบิดาสิ้นความพิโรธแล้ว ก็เข้าเฝ้ารับราชการโดยปกติ" (จุลดา ภักดีภูมินทร์ , 2544)
ในเรื่องชีวิตครอบครัวของเจ้าแม่วัดดุสิตก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงอยู่เช่นกัน นักวิชาการทราบแต่เพียงว่า เจ้าแม่วัดดุสิตมีบุตร 2 คน คือ พระยาโกษา (เหล็ก) และพระยาโกษาธิบดี (ปาน) แต่นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งสันนิษฐานว่า เจ้าแม่วัดดุสิตยังมีธิดาคนเล็กอีก ซึ่งมีชื่อว่า แช่ม ??? หรือฉ่ำ ??? หรือศรีจุฬาลักษณ์??? ก็ยังเป็นเรื่องที่คลุมเครืออีกเช่นกันว่า เจ้าแม่วัดดุสิตมีธิดาหรือไม่
สิ่งที่ยังเป็นเรื่องคลุมเครืออีกประการหนึ่งเกี่ยวกับชีวิตครอบครัวของเจ้าแม่วัดดุสิตก็คือ สามีของท่านเป็นใคร มาจากไหนก็ยังคงไม่แน่ชัด นักประวัติศาสตร์กลุ่มหนึ่งสันนิษฐานว่าสามีของเจ้าแม่วัดดุสิตชื่อ หม่อมเจ้าเจิดอุภัย ซึ่งมีนักประวัติศาสตร์สันนิษฐานกันว่า ฝ่ายสามีของเจ้าแม่วัดดุสิตเป็นรุ่นลูกหลานของพระยาเกียรติ แม่ทัพมอญที่ติดตามสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกลับมาสู่กรุงศรีอยุธยา ดังเช่นในบทความของปรามินทร์ เครือทอง เรื่อง "ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต เจ้า หรือสามัญชน" ดังที่ว่า
"นอกจากนี้ยังมีเอกสารของ ม.ล. มานิจ ชุมสาย ที่กล่าวว่าเป็น "บันทึกของบรรพบุรุษ" ตกทอดมายังท่าน มีเรื่องราวของเจ้าแม่วัดดุสิตอีกสายหนึ่งที่ค่อนข้างพิสดารว่า "แม่ทัพมอญคนหนึ่งมีนามว่า พระยาเกียรติ ได้ติดตามสมเด็จพระนเรศวรเข้ามารับราชการกับไทย ลูกหลานคนหนึ่งของพระยาเกียรติ (ไม่ได้บอกว่าชื่ออะไร) ได้แต่งงานกับเจ้าแม่วัดดุสิต (ไม่ได้บอกชื่อเดิมอีกเช่นเดียวกัน) ซึ่งเป็นพระนาง มีตำแหน่งสูงในพระราชวัง" (ประวัติโกษาปานและบันทึกการเดินทางไปฝรั่งเศส. คณะกรรมการพิจารณาและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์, ๒๕๓๐, น. ๑๓)"
นอกจากนี้ นักวิชาการยังได้กล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างสาแหรกสายพระราชวงศ์พระร่วง ที่มีมาตั้งแต่กรุงสุโขทัยและได้ครองราชสมบัติในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในช่วงเวลาหนึ่ง กับพระราชวงศ์จักรี โดยมีเจ้าแม่วัดดุสิตเป็นผู้เชื่อมโยง โดยกล่าวกันว่า บุตรของเจ้าแม่วัดดุสิต คือ พระยาโกษาธิบดี (ปาน) มีบุตรคือ นายขุนทอง ซึ่งนายขุนทองได้รับพระราชทางพระอิศริยยศจากพระพุทธเจ้าเสือเป็น พระยาวรวงศาธิราชสนิท ท่านก็มีบุตรชายคนโตคือ นายทองคำ
ต่อมาราชวงศ์นี้ได้ย้ายนิวาสถานไปอยู่ที่บ้านสะแกกรัง เมืองอุทัยธานี ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ซึ่งต่อมานายทองคำก็ได้รับพระราชทานตำแหน่งจากพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระให้เป็น "พระยาราชนิกูล" ซึ่งท่านมีบุตรชายคนโต คือ ท่านทองดี หรือที่นักวิชาการ และผู้สนใจประวัติศาสตร์เรียกท่านว่า "พระปฐมบรมมหาชนก"
ท่านทองดีย้ายนิวาสถานจากบ้านสะแกกรังมารับราชการในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ โดยมีนิวาสถานอยู่ที่ย่านป้อมเพชร อยุธยา ต่อมาท่าได้สมรสกับท่านดาวเรือง (เอกสารบางเล่มก็ว่าท่านชื่อหยก) หญิงสาวบุตรีคหบดีชาวจีน ท่านทองดีได้รับพระราชทานยศครั้งสุดท้ายก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกเป็น "พระยาจักรีศรีองครักษ์" หลังกรุงแตก ท่านก็พาครอบครัวย้ายหนีภัยสงครามไปอยู่เมืองต่าง ๆ จนท่านพระยาจักรีศรีองครักษ์ถึงแก่อนิจกรรม ภรรยาของท่านก็พาลูก ๆ กลับมาตั้งรกรากในกรุงธนบุรี
โดยบุตรคนที่สี่ของท่านก็คือ นายทองด้วง ซึ่อต่อมาท่านได้เป็นยกกระบัตรเมืองราชบุรี และเป็นแม่ทัพคนสำคัญในสมัยกรุงธนบุรี และดำรงตำแหน่งเป็น "เจ้าพระยาจักรี" และ "สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก" ตามลำดับ และได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็น "พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช" ปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์
ที่มา
คึกฤทธิ์ ปราโมช, ม.ร.ว. "โครงกระดูกในตู้"
จุลดา ภักดีภูมินทร์ . พระบัณฑูรใหญ่ - พระบัณฑูรน้อย ใน สกุลไทย ฉบับที่ 2436 วันอังคารที่ 26 มิถุนายน 2544.
ปรามินทร์ เครือทอง. "ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต เจ้า หรือสามัญชน" ใน ศิลปวัฒนธรรม

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ELLE ในข้อความนี้
ตอบ

Tags
พระนิพพาน, อภิญญาหก, ตามรอยพระบาท


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 23:22


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่