อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > บทสวดมนต์พิเศษ

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 16-07-12, 18:40
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default บทสวดทิพย์มนต์ ท่านพ่อลี วัดอโศการาม



บทสวดทิพย์มนต์ ท่านพ่อลี วัดอโศการาม


ใน สมัยหนึ่งที่พระพุทธเจ้าพระสมณโคดม เสวยพระชาติเป็นพระฤาษีอยู่ในป่า ท่านได้สวดบททิพย์มนต์ เป็นประจำทุกวัน มีสิ่งน่าอัศจรรย์เกิดขึ้นคือ บรรดาสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในป่านั้น เมื่อได้เข้ามาสู่บริเวณที่พำนักของพระฤาษี สัตว์ทั้งหลาย อาทิเช่น ช้างป่า เสือ หมี เก้ง กวาง เหล่านี้ จะกลายเป็นมิตรกันทันที ไม่มีการไล่ล่าทำลายกัน สัตว์เล็กและสัตว์ใหญ่ต่างก็พากันเป็นมิตรต่อกันด้วยอานุภาพแห่งทิพย์มนต์ ที่แผ่ออกไปทุกวันในเขตที่พระฤาษีบำเพ็ญพรตอยู่

ย้อน ไปเมื่อปีพ.ศ. 2500 หลวงปู่หลอดได้เดินทางจากป่ามาสู่กรุงเทพเป็นครั้งแรก ท่านได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดอโศการาม ของท่านพ่อลี ศิษย์หลวงปู่มั่น ซึ่งบททิพย์มนต์นั่นเอง ซึ่งท่านพ่อลีเป็นผู้ค้นพบจากพระไตรปิฎกท่านนำมาศึกษา และนำมาให้พระ เณร แม่ชี ที่วัดอโศกรามสวดกัน หลังจากทำวัตรเช้า วัตรเย็นทุกวัน

การ สวดทิพย์มนต์เพื่อสิริมงคลแก่ผู้สวด เพื่อให้มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ เพื่อส่งกุศลให้ผู้ป่วยให้ทุเลาจากอาการเจ็บป่วย หรือสวดส่งกุศลให้หลวงปู่ ครูอาจารย์ที่มีอายุมากให้มีพละกำลัง หรือสวดเพื่อบรรเทาเวทนา หรือสืบชะตาต่อายุ

****

บทสวดทิพยมนต์ (สวดธาตุ)

ท่านพ่อลี วัดโศการาม อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
ตั้งนะโม ๓ จบ

" พุทธัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ.
ธัมมัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ.
สังฆัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ.
ทุติยัมปิ พุทธัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ.
ทุติยัมปิ ธัมมัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ.
ทุติยัมปิ สังฆัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ.
ตะติยัมปิ พุทธัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ.
ตะติยัมปิ ธัมมัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ.
ตะติยัมปิ สังฆัง อายุวัฑฒะนัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ.

๑. วาโย จะ พุทธะคุณัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง, อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู, อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ ฯ

๒. วาโย จะ ธัม เมตัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง, ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก, โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญู**ติ ฯ

๓. วาโย จะ สังฆานัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะคะวา นะมามิหัง, สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชลีกะระณีโย, อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ ฯ

๔. ธาตุปะริสุทธานุภาเวนะ, สัพพะทุกขา สัพพะภะยา สัพพะโรคา วิมุจจันติ, อิติ อุทธะมะโธ ติริยัง สัพพะธิ สัพพัตตะตายะ สัพพาวันตัง โลกัง, เมตตากะรุณามุทิตาอุเปกขาสะหะคะเตนะ เจตะสา, จะตุทิสัง ผะริต๎วา วิหะระติ สุขัง สุปะติ สุขัง ปะฏิพุชฌะติ, นะ ปาปะกัง สุปินัง ปัสสะติ, มะนุสสานัง ปิโย โหติ อะมะนุสสานัง ปิโย โหติ, เทวะตา รักขันติ, นาสสะ อัคคิ วา วิสัง วา สัตถัง วา กะมะติ, ตุวะฏัง จิตตัง สะมาธิยะติ, มุขะวัณโณ วิปปะสีทะติ, อะสัมมุฬ๎โห กาลัง กะโรติ, อุตตะริง อัปปะฏิวิชฌันโต พ๎รัห๎มะโลกูปะโค โหติ. อิติ อุทธะมะโธ ติริยัง อะเวรัง อะเวรา สุขะชีวิโน, กะตัง ปุญญะผะลัง มัย๎หัง สัพเพ ภาคี ภะวันตุ เต, ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา, สัพพะพุทธานุภาเวนะ สัพพะธัมมานุภาเวนะ สัพพะสังฆานุภาเวนะ, โสตถี โหนตุ นิรันตะรัง อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะวะคะวา นะมามิหัง ฯ"

*******

หมายเหตุ

๑.)ที่ขีดเส้นใต้ หมวดธาตุหก: รอบที่ ๑ วาโย จะ ,รอบที่ ๒ เตโช จะ, รอบที่ ๓ อาโป จะ, รอบที่ ๔ ปะฐะวี จะ,
รอบที่ ๕ อากาสา จะ.รอบที่ ๖วิญญาณัญ จะ.

๒.) สวดปกติธรรมดา ให้ สวดเฉพาะธาตุ ๖ เท่านั้น ส่วน ขันธ์ ๕ ,อายตนะ ๑๒ และ อาการ ๓๒ ไว้สำหรับสวดให้คนป่วย , เจริญอายุ ,และ พุทธาภิเศก

๓.)หมวดขันธ์ห้า: รอบที่ ๗ รูปัญ จะ, รอบที่ ๘ เวทะนา จะ, รอบที่ ๙ สัญญา จะ, รอบที่ ๑๐ สังขารา จะ,
รอบที่ ๑๑ วิญญาณัญ จะ.

๔.) หมวดอายตนะ สิบสอง:รอบที่๑๒ จักขุ จะ,รอบที่ ๑๓ โสตัญ จะ, รอบที่ ๑๔ ฆานัญ จะ, รอบที่ ๑๕ ชิวหา จะ,
รอบที่ ๑๖ กาโย จะ, รอบที่ ๑๗ มะโน จะ. รอบที่ ๑๘รูปัญ จะ, รอบที่ ๑๙ สัทโท จะ, รอบที่ ๒๐ คันโธ จะ, รอบที่ ๒๑ ระโส จะ, รอบที่ ๒๒ โผฏฐัพพา จะ, รอบที่๒๓ ธัมมารัมณัญ จะ.

๕.) หมวดอาการสามสิบสอง:รอบที่ ๒๔เกสา จะ, รอบที่ ๒๕ โลมา จะ, รอบที่ ๒๕ นะขา จะ, รอบที่ ๒๖ ทันตา จะ,
รอบที่ ๒๗ ตะโจ จะ,รอบที่ ๒๘ มังสัญ จะ,รอบที่ ๒๙นะหารู จะ,รอบที่ ๓๐อัฏฐี จะ,รอบที่ ๓๑ อัฏฐิมิญชัญ จะ,
รอบที่ ๓๒ วักกัญ จะ, รอบที่ ๓๓ หะทะยัญ จะ,รอบที่ ๓๔ยะกะนัญ จะ, รอบที่ ๓๕ กิโลมะกัญ จะ,
รอบที่ ๓๖ปิหะกัญ จะ, รอบที่ ๓๗ปัปผาสัญ จะ,รอบที่ ๓๘อันตัญ จะ, รอบที่ ๓๙ อันตะคุณัญ จะ,
รอบที่ ๔๐อุทะริยัญ จะ. รอบที่ ๔๑กะรีสัญ จะ,
รอบที่ ๔๒ มัตถะลุงคัญ จะ,รอบที่ ๔๓ ปิตตัญ จะ,รอบที่ ๔๔ เสมหัญ จะ,รอบที่ ๔๕ ปุพโพ จะ,
รอบที่ ๔๖ โลหิตัญ จะ, รอบที่ ๔๗ เสโท จะ.รอบที่ ๔๘ เมโท จะ, รอบที่ ๔๙ อัสสุ จะ, รอบที่ ๕๐ วะสา จะ,
รอบที่ ๕๐ เขโฬ จะ, รอบที่ ๕๐ สิงฆาณิกา จะ,รอบที่ ๕๐ ละสิกา จะ, รอบที่ ๕๐ มุตตัญ จะ.

วิธี การสวดจะเริ่มจากตั้งนะโมสามจบ และสวดมาจนจบที่วรรค "....อะระหัง พุทโธ อิติปิ โส ภะวะคะวา นะมามิหัง ฯ" จากนั้นก็จะสวดซ้ำที่วรรคที่มีหมายเลขหนึ่งจนถึงหมายเลขสี่ ไล่มาจนจบที่วรรคสุดท้ายอย่างที่กล่าวไป เพียงแต่ให้เปลี่ยนจากที่ขึ้นต้นจากคำว่า "วาโย จะ"(ธาตุลม) เป็นขึ้นต้นมาเป็นคำว่า "เตโช จะ" (ธาตุไฟ) แล้วสวดตามบทสวดที่แสดง ไล่เรียงไปจนถึง "วิญญาณัญ จะ"(วิญญานธาตุ) (จบธาตุหก)

อนึ่ง เมื่อจะสวดธาตุในพิธีอื่น เช่นการสวดธาตุเพื่อเป็นการเจริญอายุและจิตใจของผู้ป่วย หรือสวดสลับในพิธีพุทธาภิเศก เป็นต้น นิยมสวดขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ และ อาการ ๓๒ เพิ่มเติมด้วย การสวดทำนองเดียวกับการสวดธาตุทุกอย่าง เปลี่ยนชื่อขันธ์ อายตนะ และอาการ ๓๒ ไปโดยลำดับเท่านั้น

*****
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 16-11-12 เมื่อ 18:54

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #2  
เก่า 16-07-12, 19:37
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

ทิพยมนต์


ต้นฉบับ โดย พระสุทธิธรรมรังสี คัมภีระเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี)

(คัดจาดหนังสือโลกทิพย์ ฉบับที่ 258 เดือน ตุลาคม 2536 โดย เจริญสุข ยืนตระกูล)

ถือโอกาสพิมพ์ลงในที่นี้ โดยมิได้บอกกล่าวเจ้าของ ข้อเขียนและหนังสือ โลก ทิพย์ให้อนุญาตก่อน เนื่องจาก เป็นเรื่องที่อ่านและประทับใจ อยากเก็บไว้อ่านโดยสะดวกและเผยแพร่ให้ผู้ที่สนใจได้ทราบ เพื่อ นำไปปฏิบัติ เป็นประโยชน์ต่อตนเอง และหากผู้ใดนำไปปฏิบัติเ ป็นกุศลผลดีต่อตนเองแล้ว ขอบุญกุศลนั้นส่งถึงผู้เป็นเจ้าของ บทความและ นิตยสารโลกทิพย์ ด้วยเทอญ


ความเป็นมาของบทสวดทิพย์มนต์

เนื่อง จากผู้อ่านโลกทิพย์จำนวนหนึ่งได้เขียนมาขอบทสวดทิพย์มนต์ เพราะต้องการนำไปสวดเพื่อความเป็นสิริมงคล เพื่อสุขภาพของตน เพื่อเป็นมงคลช่วยเหลือผู้ที่เจ็บป่วยให้มีสุขภาพดี ผู้เขียนจึงได้ขออนุญาต หลวงปู่หลอด ผู้เมตตาสอนบทสวดทิพย์มนต์ให้แก่ข้าพเจ้านำมาตีพิมพ์ไว้ในนิตยสารโลกทิพย์ เพื่อประโยชน์และแผ่อานิสงส์ ให้ผู้สวดโดยทั่วกัน

ย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2500 หลวงปู่หลอดได้เดินทางจากป่า มาสู่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก ท่านได้มาจำพรรษาอยู่ที่ วัดอโศการาม ของ ท่านพ่อลี ศิษย์ของ หลวงปู่มั่น ซึ่งมีกิตติศัพท์โด่งดังมาก ท่านพ่อลีได้จัดงานฉลองกึ่งพุทธกาลขึ้นทีวัดอโศการาม ได้มีพิธีใหญ่โตหลายประการ อาทิเช่น การจัดให้มีการบวชพระ 2,500 รูป บวชชีพราห์ม 2,500 คน โดยที่ทางวัดเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ปรากฏว่า มีศรัทธาชาวพุทธหลั่งไหลเข้ามาขอบวช มาปฏิบัติธรรม มาฟังเทศน์ มาบริจาคทรัพย์ทำทานสนั่นหวั่นไหว เป็นเวลา 15 วัน 15 คืน ผู้คนหลั่งไหลกันมาชุมนุมนับหมื่น ๆ คน

หลวงปู่หลอดเล่าว่า เฉพาะผ้าที่นำมาตัดเป็นผ้าไตร ผ้าขาวนั้น เป็นจำนวน พัน ๆ ม้วน คนที่ตัดผ้าตัดกันจนแทนเป็นลม โรงทานเลื้ยงไม่อั้น ข้าวปลาอาหารขนกันมามากมาย ขนาดต้องใช้รถสิบล้อขนมา ทุกอย่างในงานฟรีหมด หมดเงินค่าบวชพระ บวชเณร เฉพาะงานนั้นเป็นสิบล้าน นั่นคือ 36 ปีที่ผ่านมา

ถ้า หากเรานับในสมัยนี้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท พระภิกษุสายหลวงปู่มั่นต่างก็หลั่งไหลเข้ามาในงานนี้เนืองแน่น ที่พิเศษสุดก็คือ พิธีพุทธาภิเษกพระพุทธ 25 ศตวรรษ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สวดพุทธาภิเษก 15 วัน 15 คืน สวดมนต์กันสนั่นทั้งวัดอโศการาม และบทสวดพิเศษที่ถูกบรรจุลงไป ก็คือ บททิพย์มนต์ นั่นเอง ซึ่งท่านพ่อลี เป็นผู้ค้นพบจากพระไตรปิฎก ท่านนำมาศึกษา และนำมาให้พระเณร แม่ชี ที่วัดอโศการามได้สวดกัน หลังจากทำวัตรเช้า วัตรเย็นแล้ว ท่านจะให้สวดทิพย์มนต์ต่อไปเป็นกิจวัตรทุกวัน และเมื่อมีงานพุทธาภิเษกก็จะนำบทสวดทิพย์มนต์มาร่วมสวดทุกครั้งไป

ใน สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าสมณโคดม เสวยพระชาติเป็นฤาษีอยู่ในป่า ท่านได้สวด ทิพย์มนต์ เป็นประจำทุกวัน มีสิ่งที่น่าอัศจรรย์เกิดขึ้นคือ บรรดาสัตว์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในป่านั้น เมื่อได้เข้ามาอยู่ในบริเวณที่พำนักของพระฤาษี เสือ หมี เก้ง กวาง เหล่านี้ จะกลายเป็นมิตรกันทันที ไม่มีการไล่ล่า ทำลายกัน สัตว์เล็กและสัตว์ใหญ่ ต่างพากันเป็นมิตรต่อกัน ด้วยอานุภาพแห่งทิพย์มนต์ ที่แผ่ออกไปทุกวันในเขตที่พระฤาษีบำเพ็ญอยู่

เมื่อข้าพเจ้าสวดทิพย์มนต์ถวายครูอาจารย์

เมื่อ ปี 2535 หลวงปู่หลอดแห่งวัดสิริกมลาวาส (วัดใหม่เสนา) ได้อบรมการภาวนาแก่ข้าพเจ้าและหมู่คณะคราวใด ท่านจะชอบให้ข้าพเจ้าสวดทิพย์มนต์ด้วยทุกครั้ง ข้าพเจ้าจึงพยายามสวดให้ขึ้นใจ คราใดที่หลวงปู่หลอดมีอาพาธ เช่นเป็นหวัด หรือเป็นไข้ใด ๆ ข้าพเจ้ามักสวดทิพย์มนต์ถวาย รวมทั้งแนะนำหมู่คณะสวดทิพย์มนต์ นั่งสมาธิ ภาวนา แผ่ส่งบุญนานาชนิด ให้ท่านทุเลาจากอาการอาพาธ บางครั้งท่านสั่งให้ข้าพเจ้าสวดถวายให้เฉพาะ และช่วงที่ไถ่ชีวิตโคกระบือ ถวายกุศลให้หลวงปู่ครูบาอาจารย์ ข้าพเจ้าได้สวดทิพย์มนต์ถวายให้จำนวนหลายสิบรูป รวมทั้งสวดถวายสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ในคราวเสด็จประเทศจีนแดงด้วย

วันหนึ่ง ในเดือนสิงหาคม 2535 ได้มีโอกาสเดินทางไปภาคอิสาน ได้กราบนมัสการ หลวงปู่บัวพา แห่ง วัดป่าพระสถิตย์ อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ช่วงนั้น หลวงปู่บัวพามีอาพาธมาก หมอได้ให้ออกซิเจนและเจาะช่องท้อง เพื่อให้อาหารทางสายยาง ผู้เขียนและคณะมีความสลดใจมาก จึงกราบเรียนกับท่านว่า น่าเสียดายเหลือเกินที่เรามาพบท่านช้าเกินไป แต่ด้วยจิตเป็นกุศล ปรารถนาให้ท่านหมดเวทนาลง จึงได้ชวนกันสวดทิพย์มนต์ที่ข้างเตียงท่าน ขณะที่สวดอยู่นั้น ผู้เขียนก็มองเห็นอาการปิติของท่านอย่างชัดเจน มือท่านสั่นไหวตลอด ใบหน้าแล้วแววตาแสดงความ ปิติออย่างสุดซึ้ง และผู้เขียนได้ไปจัดการซื้อปลาที่ตลาด ใส่กะละมังมาร้อยกว่าตัว ปลาดุกขนาดเท่าลำแขน ให้ท่านได้อนุโมทนา แล้วนำไปปล่อยที่แม่น้ำโขงใกล้ ๆ วัดท่าน และได้ขออนุญาตโทรศัพท์ทางไกลจากวัดของท่านมายังโรงฆ่าสัตว์ปทุมธานี เพื่อขอไถ่ชีวิตกระบือ 1 ตัว เวลานั้น ท่านเกิด ปิติมาก ขยับตัวโบกมือไปมา ผู้เขียนรู้สึกสงสารท่านจับใจ ได้กราบลาท่านขับรถกลับกรุงเทพฯ แล้วได้เล่าเรื่องการเดินทางไปนมัสการ หลวงปู่บัวพา และเล่าอาการต่าง ๆ ของท่านให้ หลวงปู่หลอดฟัง

หลวง ปู่หลอดได้เอ่ยขึ้นว่า “หลวงปู่บัวพานั้นเกิดปิติมาก ได้กล่าวว่า 5 ปีที่นอนอาพาธ มีเวทนามาก ยังไม่เคยมีใครมาถวายกุศลให้เช่นนี้มาก่อนเลย รู้สึกปิติมาก และดีใจที่คณะของข้าพเจ้าได้รับการอบรมจากหลวงปู่หลอดให้รู้ภาษา ซึ่งการถวายกุศลให้กับครูอาจารย์นั้น ลูกศิษย์น้อยคนจะเข้าใจและถวายกุศลเป็น”

ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจมากที่หลวงปู่บัวพาได้สื่อข้อความมายังหลวงปู่หลอด เวลานั้น เรายังสวดทิพย์มนต์ไม่เก่ง ต้องดูตำรากัน

และข้าพเจ้าได้มีโอกาสนมัสการ หลวงปู่เทศก์ วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดนองคาย
ข้าพเจ้า เล่าให้ หลวงปู่เทศก์ฟัง ว่า กำลังหัดสวดทิพยมนต์ เพื่อถวายกุศลให้ครูอาจารย์ และวันนี้ จะมาภาวนาที่วัดหินหมากเป้งและค้าง 1 คืน จะสวดทิพย์มนต์ถวาย จะให้สวดที่กุฏิเวลานี้ หรือจะให้คณะผู้เขียนไปสวดที่กุฏิแม่ชี
ท่านว่า “ไปสวดที่กุฏิก็แล้วกัน”
ผู้เขียนจึงนิมนต์ท่าน “หลวงปู่ตามไปฟังพวกหนูสวดมนต์ให้ที่กุฏินะคะ” ท่านพยักหน้ายิ้ม ๆ

.....พญานาคริมฝั่งโขงมาอนุโมทนาบุญ

เมื่อ อาบน้ำเสร็จ คณะของข้าพเจ้าก็มานั่งล้อมวงกันอยู่ในกลดสีขาว แล้วเริ่มนิมนต์ครูบาอาจารย์ เชิญเทวดาทั้งหลาย และเหล่าพญานาคทั้งหมดแม่น้ำโขง และหลวงปู่เทศก์มาอนุโมทนาบุญ เสียงสวดมนต์จากคณะ 4 คน กังวานไปทั่วท้องแม่น้ำโขงอันเงียบสงบ เมื่อสวดจบ ก็นั่งสมาธิตั้งจิตแผ่ส่วนบุญกุศลพุ่งตงรงไปยังหลวงปู่เทศก์ ขณะที่หลับตาส่งจิตถึงหลวงปู่เทศก์อยู่ ข้าพเจ้าได้ยินเสียงคนลุยน้ำมา มีเสียงคุยกัน คล้ายภาษาลาว ประมาณ 7-8 คน ที่ริมตลิ่งชายแม่น้ำโขง และกำลังเดินเข้ามายังกุฏิริมน้ำของเรา ซึ่งยกพื้นสูงจากริมตลิ่งประมาณ 4 เมตร ข้าพเจ้าหูไวมาก จึงเปิดตามมองผ่านไปในความมืด ผ่านต้นอ้อต้นไม้ขึ้นรก ๆ ใต้กุฏิ เวลานั้น พวกเรานั่งสวดมนต์ภาวนาที่ระเบียงกุฏิริมแม่น้ำโขงและปิดไฟมืดเช่นกัน

ข้าพเจ้า เห็นคนหลายคน แต่มองไม่ถนัด เพราะต้นไม้กอหญ้าบังอยู่ เสียงคุยกันนั้นดังมาก ข้าพเจ้าจึงสะกิดคณะให้เปิดตา ฟังและสังเกตการณ์ว่า จะเป็นโจรผู้ร้าย มาปล้นกุฏิเราหรือเปล่า เมื่อฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก็ได้ยินเสียงนั้นใกล้ ๆ เข้ามา และแสงไฟก็สาดส่องมายังบริเวณระเบียงกุฏิ ข้าพเจ้าและคณะหลบวูบอาศัยเอาต้นไม้และ ลูกกรงระเบียงบังตัว เสียงนั้นทำนองว่า จะหาทางขึ้นมาที่กุฏิของเรา และหาทางไม่พบ เพราะมืดมาก และต้นอ้อขึ้น เต็มไปหมด ครู่หนึ่งเสียงนั้นค่อย ๆ ห่าง ไป ทำนองว่าชวนกันกลับบ้าน เราจึงอพยพเข้าไปนอนในห้องกัน

ในคณะที่มามี คนป่วยเป็นหวัด 2 คน อีก 1 คน นอนภาวนา ส่วนข้าพเจ้านั่งภาวนาอยู่ในกลด ขณะนั่งอยู่นั้น ก็เกิดนิมิตรเป็นพญานาค 5 เศียร โผล่จากผิวน้ำมี 5 ตัว ข้าพเจ้าตกตะลึงแต่คิดว่า เป็นนิมิตร จึงกำหนดนิ่งอยู่ ภาวนาไปเรื่อย ๆ ประมาณ 10 นาที ก็ได้ยินเสียงคล้ายเชือกเส้นใหญ่มากถูลากคลูดมากับพื้นดิน ตรงมายังกุฏิ ข้าพเจ้าคิดว่า พวกโจรมันมาอีกแล้ว คราวนี้เอาเชือกเส้นใหญ่มาด้วย คงจะเอามาไต่ขึ้นกุฏิของเราเพราะกุฏิสูง จากตลิ่งมากก็นั่งนิ่งหลับตากอยู่อย่างนั้น และสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิด ได้มีเสียงคล้ายคนเหยียบที่ราวระเบียงและกระโดดตุ๊บลงมาที่พื้นระเบียง ดังสนั่นหวั่นไหว และวิ่งไปพื้นพื้นระเบียงด้วยความเร็ว เสียงดังสนั่นโครมคราม พื้นระเบียงแทบพังลงไป ข้าพเจ้าตกใจปิดตานั่งฟังเงียบและปลุกคณะให้รับทราบ เหตุการณ์คืนนั้น มีคนเดินรอบกุฏิตลอดเวลา เพื่อน 2 คน อาสาจะอยู่ยามระวังภัยเพื่อให้ข้าพเจ้าได้นอนหลับ เพราะข้าพเจ้าทำหน้าที่ขับรถมาได้ 2 วัน 2 คืน เพลียมาก

ข้าพเจ้าจึงส่งจิตหา หลวงปู่เทศก์ ให้ช่วยด้วย เพราะโจรบุกกุฏิ เพ่งไปสักครูก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย นิมิตเห็น หลวงปู่เทศก์ มา เยี่ยมที่กุฏิ ท่านมาเปิดประตูและเดินไปมาที่กุฏิข้าพเจ้า ประมาณตีสาม เกิดฝนตกหนัก ฟ้าผ่า สนั่นหวันไหว ฝนสาดเข้ามาถึงระเบียงกุฏิ จนน้ำท่วมขัง ข้าพเจ้าตื่นขึ้นมาพร้อมระลึกได้ว่า หลวงปู่เทศก์ มาเยี่ยมและดีใจที่ฝนตกหนักโจรผู้ร้ายได้หนีไป

วันต่อมาได้เล่าให้ หลวงปู่เทศก์ ฟังว่า มีผู้ร้ายมาที่กุฏิเรา พากันกระโดดและวิ่งเสียงดังสนั่นอยู่ที่ ระเบียงจนระเบียงแทบพัง มากันประมาณ 7-8 คน เอาไฟฉายส่องดูพวกเรา แต่ไปฉายดวงใหญ่มาก ข้าพเจ้าจึงถาม หลวงปู่เทศก์ ว่า “คน 7-8 คน ที่พูดคล้ายภาษาลาวนั้น คือโจรจากฝั่งลาว หรือผีหลอก
ท่านว่า “ ไม่ใช่ เป็นพญานาคมาหาเยี่ยมโมทนาบุญ “
คณะพวกเรา 4 คน ตกตลึง จึงถามท่านว่า “ในแม่น้ำโขงมีพญานาคมากหรือคะ ?”
ท่านว่า ”มีมาก”

พวก เราตื่นเต้นกันมาก เสียงเชือกนั้นที่แท้จริงคือ เสียงพญานาค เลื้อยมาตามพื้นดิน และเสียงโครมคราม คล้ายคนวิ่งก็คือกิริยาเลื้อยของพญานาค ซึ่งครูบาอาจารย์หลายท่าน ได้ติดตามดูข้าพเจ้าตลอด เช่น หลวงพ่อวัดพลับ บอกว่า กระบอกไฟฉาย นั้น คือ ดวงตาของพญานาคต่างหาก และลำตัวขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 ฟุต ยาว 20 ถึง 30 เมตร หลวงปู่หลอด ก็หัวเราะ เมื่อข้าพเจ้ายังไม่เชื่อว่า กลุ่มคน 7-8 คน นั้นคือพญานาค จำแลงกายขึ้น บนบก และมาเยี่ยมพวกเราถึงกุฏิ และฝนตก ฟ้าผ่า คืนนั้น พวกเราแทบไม้ได้นอน เพราะกลัวผู้ร้าย แท้จริงคือ พญานาคจากฝั่งโขง มาเยี่ยมและอนุโมทนาบุญ ที่ข้าพเจ้าและหมู่คณะร่วมกัน สวดทิพย์มนต์ แผ่ให้หลวงปู่เทศก์ มีอายุ วรรณะ สุข พละ อีกทั้ง ยังกำหนดเรียกพญานาคทั้งหมดในแม่น้ำโขงมารับบุญในครั้งนี้ และบุญ นานาชนิดที่บำเพ็ญมาแล้ว

นอกจากนั้น ได้เล่าให้ หลวงพ่อพุธ วัดป่าสาลวัน ฟัง หลวงพ่อพุธบอกว่า “เกือบไปแล้วนะ เขาจะมาเอาตัวไป เขาชอบเรารู้ไหม ?
พญานาคมีจิตใจ 2 อย่าง รักมาก ชอบมากจะมาเยี่ยมมาหา หรือไม่ ถ้าเกลียดไม่ชอบจะมาเล่นงาน”
หลวง พ่อพุธพูดแล้ว ยิ้มใหญ่ ข้าพเจ้ารู้ว่ามีครูบาอาจารย์หลายรูปแอบดู ขณะที่เรานั่งภาวนาอยู่ที่กุฏิริม แม่น้ำโขง ที่วัดหินหมากเป้ง จึงได้รู้เรื่องราวของเราทั้งหมด เหมือนท่านนั่งภาวนาอยู่ด้วย

.........การสวดทิพยมนต์


การ สวดทิพย์มนต์เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ผู้สวด เพื่อให้มี อายุ วรรณะ สุขะ พละ เพื่อส่งกุศล ให้ผู้ป่วยทุเลาจากอาการเจ็บป่วย หรือสวดส่งกุศลให้หลวงปู่ ครูบาอาจารย์ที่มีอายุ มาก ให้มีพละกำลัง หรือสวดเพื่อบรรเทาเวทนา หรือสืบชะตาต่ออายุ

.........ในกรณีสวดให้คนป่วย

ให้ เราเอาธูปเทียนเท่าอายุคนป่วย เช่น 40 ปี มีธูปเทียนไม่น้อยกว่า 40 หรืออาจมากกว่า โดยก่อกองทรายแล้วเอาธูปเทียนปักกองทราย จุดธูปเทียนให้ครบ จำนวนแล้วโยงสายสิญจน์ จากพระพุทธรูปล้อมผู้สวด 4 คน และให้คนป่วยจับด้ายสายสิญจน์ไว้ การสวดให้มีคนสวดอย่างน้อย 4 คน ก่อนจะประกอบพิธีสวด ทิพย์มนต์ ให้ผู้ป่วยระลึกถึงกรรมที่ได้กระทำมา ให้ระลึกให้ได้ ว่ากระทำสิ่งใดที่ผิดพลาด ไว้บ้าง แล้วให้สำนึกถึงความผิดนั้น กำหนดจิตไว้ว่า เราได้เคยกระทำการเบียดเบียนทุบตี ทำร้าย สัตว์ คน ไว้ ประการใด เราได้ระลึกสำนึกถึงโทษผิดนั้นแล้ว บัดนี้ เราขอตั้งจิตไว้ว่า จะไม่ทำบาป ไม่ทำผิดเช่นนั้นอีกต่อไป ขอให้เจ้ากรรมนายเวร ของเราจงรับทราบด้วยและจงอนุโมทนาบุญที่เราได้สำนึกบาป สำนึกโทษนั้น และอนุโมทนาในกุศลที่เราได้เจริญบททิพย์มนต์ นี้ ขอให้เจ้ากรรมนายเวรจงรับทราบและรับส่วนกุศลนี้ และอโหสิกรรมให้แก่เรา ให้โรคภัยไข้เจ็บ จงทุเลาเบาบางลงด้วย

พร้อมกันนั้นให้ผู้ป่วยไถ่ ชีวิต โค กระบือ แล้วอุทิศบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร ด้วย และจะถวายสังฆทาน ตามด้วย ก็ยิ่งดีมาก สังฆทานชุดใหญ่ที่ประกอบด้วย พระพุทธรูป ผ้าไตรจีวร ครบชุด และอาหารคาวหวาน ของใช้ต่าง ๆ การสวดทิพย์มนต์ เพื่อให้คนป่วยทุเลาจากอาการป่วย ไม่ใช่สวดส่ง ๆ ไปอย่างนั้น หากคนป่วยไม่ระลึกถึงกรรมที่ตนทำไว้ ก็ยากจะหายป่วย เพราะกรรมที่ทำไว้ยังส่งผลอยู่

ในกรณีที่คนป่วยจำไม่ได้ ก็ให้กำหนดว่า กรรมใดที่ทำไว้ประการหนึ่ง ประการใดก็ดี ที่ได้ทำร้ายคน สัตว์ ให้เจ็บปวด ทุกข์ทรมาน ที่เจตนา หรือไม่ได้เจตนา จำได้ หรือจำไม่ได้ ขอให้เจ้ากรรมนายเวร จงรับทราบว่า ข้าพเจ้าสำนึกโทษผิดนั้น และจะไม่ทำกรรมอันนั้นอีก หรือกรณีคนป่วยไม่มีสติ บุตรหลาน ผู้สวดต้องกล่าวแทน แต่เมื่อรู้สึกตัวแล้ว ก็ต้องขออโหสิกรรมเช่นกัน

.........ในกรณีสวดสืบชะตาต่ออายุ

ไม่ต้องกำหนดอะไร เพียงทำใจให้สงบแล้วแผ่บุญให้ผู้ที่เราปรารถนาจะส่งบุญให้
บท สวดทิพย์มนต์ คือบทสวด อิติปิโส ผนวกกับธาตุทั้ง 6 ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณธาตุ การที่ร่างกายของเรามีปฏิกิริยาต่าง ๆ เช่น ตัวร้อน เพราะธาตุไฟบกพร่อง บางครั้งเกิดเป็นลมจุกเสียดแน่นหนา ก็เพราะธาตุลมผิดปกตินั้นเอง

อย่างไรก็ตาม การที่ร่างกายมีการป่วยไข้เกิดได้ 2 กรณี คือ

1.เสื่อมตามสภาวะของสังขาร คนหนุ่มสาวย่อมแข็งแรงกว่าคนที่อายุมาก และเมื่อใช้ร่าง
กาย เกินพอดี ขาดโภชนาที่ดี ขาดอากาศบริสุทธิ์ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายเกิดป่วยไข้ ธาตุทั้ง 4 ในร่างกายย่อมผิดปกติ ไม่สามารถดำเนินไปได้โดยดี

2.เกิดเจ็บป่วยทางร่างกาย ซึ่งถูกทำลายตามผลของกรรม เช่น การเกิดอุบัติเหตุนานาชนิด
รถ ชนกระดูกหัก อวัยวะต่าง ๆ เสียหาย ต้องผ่าตัด เย็บ ตัดต่อร่างกาย การเกิดไฟไหม้ลวกผิวหนัง ถูกน้ำกรด ถูกเครื่องจักรตัดมือ แขน ขณะทำงานในโรงงาน หรือกรณีถูกไฟครอก และอยู่ ๆ ก็ตรวจพบว่า ป่วยเป็นโรคมะเร็ง โรคไวรัส โรคเอดส์ โรคภูมิแพ้ เป็นอัมพาต โรคที่เป็นแล้ว รักษาไม่หายขาด ก็คือ การชดใช้กรรม ซึ่งเป็นผลจาก การทำปาณาติบาต คือ ฆ่าสัตว์ ฆ่าคน ประทุษร้าย ทุบตีรังแกสัตว์ เป็นต้น

ในกรณีนี้ จึงต้องรักษาทั้งภายนอกและภายใน ภายนอกก็คือ รักษาตามหลักการของแพทย์ ภายในก็คือ สร้างบุญกุศลให้มีภูมิต้านทานขึ้น และส่งบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และขออโหสิกรรม กรรมนั้นจะจางลง อาการป่วยไข้จะทุเลา หรือผลบุญที่ทำไว้เดินทางมาถึง กุศลนั้นจะมาช่วยเหลือให้อาการป่วยทุเลาเบาบางลง

แต่มิได้หมายความ ว่า ทำกุศลเพียงแค่แนะนำมามากพอแล้ว บางคนแนะนำแค่นั้นก็ทำอย่างเสียมิได้ กรรม ที่ทำไว้ไม่ได้มีเรื่องเดียว ถ้ามีเรื่องเดียวก็ไม่มาเกิด คนหมดกรรม ก็หมดภพหมดชาติ ไม่มาใช้กรรม ผลบาปมีนานาชนิด ทยอยกันเดินทางมาสู่เราตลอดเวลา นับเป็นนาที วินาที ทุกวัน ทุกเดือน จึงขอแนะนำว่า จงอย่าเจริญกุศลเฉพาะหน้าที่เจ็บป่วยเลย จงสรง้างบุญกุศลตลอดเวลาที่ทำให้พอกับการสร้างบุญกุศลตลอดเวลา ให้ทำพอกับกรรมที่เดินทางมา ขยันสร้างความดีใช้หนี้ ดีกว่าจะมาคอยดูว่า ทำไม ไถ่ชีวิตโคกระบือแล้ว ไม่หาย สวดทิพย์มนต์แล้ว ไม่หายป่วย ก็แล้วที่ทำมาหากินมันหนักหนาขนาดไหน จะมาสวดวันเดียวหายได้หรือ?



จะ ต้องสร้างทำไปทุก ๆวัน จนกว่าจะถึงที่สุดของชีวิตนั่นแหละ ให้บุญกุศลมันคุ้มมันรักษาเราตลอดเวลานาที อยู่ให้บาปกรรมมาตามจ้องเราตลอดเวลา

เมื่อรู้ตัวดังนี้ การเจริญบุญกุศลทุกชนิด ย่อมรักษา เพราะเรายุติซึ่งการสร้างหนี้อย่างเดียว หนี้ย่อมทุเลาเบาบางให้เราถึงความสุขได้ในที่สุด


__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 6 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #3  
เก่า 16-07-12, 20:17
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

ทิพยมนต์...ท่านพ่อลี ธมฺมธโร


ทิพยมนต์


หนังสือ “ทิพยมนต์” นี้ ได้เขียนขึ้นเป็นสายบรรทัดเครื่องจูงใจของผู้ปฏิบัติให้บรรลุถึงความ บริสุทธิ์ เพราะมนต์หมวดนี้ย่อมให้ผลดีแก่ผู้ท่องบ่น เพราะเป็นเรื่องในตัวของตัวเอง

ธรรมดาคนที่เกิดมา ย่อมอาศัยอยู่ในธาตุทั้ง ๖ ธาตุเหล่านั้นสะสมขึ้นด้วยการกระทำของตนเอง ดีบ้างชั่วบ้าง เมื่อเป็นเช่นนี้ ธาตุเหล่านั้นย่อมลงโทษแก่ผู้อาศัยอยู่ เปรียบเหมือนกับเด็ก มันเป็นสิ่งที่คอยรบกวนใจอยู่เสมอ

ฉะนั้น การสวดมนต์ก็เท่ากับว่า เราเลี้ยงเด็ก บำรุงเด็ก ให้ได้รับความสมบูรณ์ เมื่อเด็กได้รับความสมบูรณ์เช่นนั้นแล้ว ผู้ใหญ่ย่อมได้รับความสะดวกสบาย ฉะนั้นถ้าใครเสกบ่น เท่ากับว่าเราเลี้ยงเด็กแล้วด้วยอาหาร เรากล่อมเด็กแล้วด้วยเพลงอันไพเราะ คือ พุทธคุณ

อำนาจพุทธคุณนี้อาจจะทำธาตุของตนให้บริสุทธิ์ขึ้น เป็นธาตุกายสิทธิ์ เหมือนแร่ธาตุที่มีอยู่ในโลก ย่อมแล่นหรือดูดถึงกันได้ทุกวินาทีหรือเปรียบเสมือนไฟฟ้า ส่วนมนต์คาถาที่สวดเปรียบเหมือนกระแสไฟ มุ่งไปทิศใดย่อมถึงที่นั้นๆ อาจที่จะทำให้ดินฟ้าอากาศเป็นมงคล เพราะมนต์หมวดนี้เป็นมนต์ กปิลฤๅษี ปนอยู่ด้วย ตามเรื่องที่เล่าไว้ ดังนี้

ใน อดีตกาล มีฤๅษีตนหนึ่งไปเจริญทิพยมนต์ อยู่ในป่าสัก ณ ประเทศอินเดีย ตามตำนานเล่าว่า ในป่านั้นเป็นมหามงคล เช่น ต้นไม้ทั้งหลาย สับเปลี่ยนกันเกิดดอกออกผลอยู่ตลอดทุกฤดูกาล มีน้ำใสสะอาด สัตว์ตัวไหนเจ็บป่วยวิ่งผ่านเข้าไปได้กินน้ำในที่นั้น อาการป่วยนั้นจะสูญสิ้นไป ใบหญ้าและเถาวัลย์สดชื่นอยู่เป็นนิจ สัตว์ที่ดุร้ายและโหดร้ายเบียดเบียนกัน เมื่อเข้าไปผ่านในสถานที่นั้น ก็ราวกับว่าเป็นเพื่อนเป็นมิตรกันเอง สัตว์ทั้งหลายก็อาศัยป่านั้นอยู่ โดยความรื่นเริง กลิ่นโสโครกซากสัตว์ต่างๆ ที่ตายในที่นั้นไม่ปรากฏ ถ้าหากว่าความตายจะมาถึงตน ก็ต้องดิ้นรนหนีไปตายที่อื่น

ในที่นี้พวกชาวศากยสกุลวงศ์ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ไปตั้งเมืองหลวงในที่นั้นเรียกว่า กรุงกบิลพัสดุ ซึ่งเป็นบ้านเมืองมาจนบัดนี้ (แควันเนปาล)

นี่เกิดจากความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่ง กปิลฤๅษี ได้ไปเจริญทิพยมนต์อยู่ในที่นั้น วิธีเจริญของฤๅษีตนนั้น

วาระแรก เขาได้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ได้เจริญมนต์หมวดนี้อยู่ตลอด ๗ วัน
วาระที่ ๒ เขาได้หันหน้าไปทางทิศอุดร
วาระที่ ๓ เขาได้หันหน้าไปทางทิศใต้
วาระที่ ๔ เขาได้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก
วาระที่ ๕ เขาได้หันหน้าลงไปทางปฐพี
วาระที่ ๖ เขาได้ยกมือ แหงนหน้าขึ้นไปในอากาศ ทำจิตให้สะอาด เอารัศมีของดวงดาวเป็นนิมิตร
วาระที่ ๗ เขาได้เจริญอานาปาน์ ปล่อยลมของเขาเองออกทุกทิศ

โดยอำนาจแห่งกำลังจิต ที่ประกอบด้วยพรหมวิหารทั้ง ๔ ที่เรียกว่า “ทิพยมนต์” ดังนี้...
เล่ามานี้ตามเรื่องราวของชาวอินเดียเล่าให้ฟัง

ต่อจากนั้น ก็ให้นึกถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้บริสุทธิ์ด้วยคุณธรรมอันเลิศ จนพระองค์สามารถจะเสกธาตุของพระองค์เอง ให้บริสุทธิ์ยิ่งกว่าธาตุใดๆ ทั้งหมดในโลก

เช่น พระบรมธาตุอันเป็นธาตุกายสิทธิ์ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในผู้เคารพนับถือ ได้ทราบข่าวว่าเสด็จมาบ้าง เสด็จหนีบ้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดอยู่มาก

สิ่งเหล่านี้ก็สำเร็จมาจากดวงจิตอันบริสุทธิ์นั้นเอง
เมื่อจิตบริสุทธิ์แล้ว ธาตุทั้ง ๖ ก็พลอยบริสุทธิ์ไปด้วย
เมื่อธาตุเหล่านี้เนื่องอยู่ในโลก อาจจะทำให้ได้รับความชุ่มเย็นไปด้วยก็ได้ เพราะธาตุทั้งหมดย่อมเนื่องถึงกัน

ถ้าพวกเราพุทธบริษัทตั้งใจประพฤติปฏิบัติเช่นนั้น เชื่อแน่ว่าต้องได้รับผลดีตามจำนวนของปริมาณ
ถ้า หากว่าจิตมิได้ฝึกหัดในทางนี้ มัวเมาแต่สะสมความชั่วใส่ตนแล้ว จิตก็ต้องเดือดร้อน อำนาจแห่งความร้อนของดวงจิต ก็จะทำให้ธาตุในตัวทุกส่วนร้อนเป็นไฟไปด้วย

ไฟเหล่านี้ก็จะต้อง ระบายไปในที่ต่างๆ ทั่วโลก ความร้อนอันนี้เมื่อมีปริมาณมากขึ้น ก็จะจับกลุ่มกันขึ้น เป็นเครื่องสนับสนุนช่วยแสงอาทิตย์ให้แรงกล้า แล้วก็ทำอากาศธาตุ ดิน น้ำ ไป ลม ให้วิบัติเปลี่ยนแปลงไปโดยอาการต่างๆ เช่น ฤดูทั้ง ๓ ก็จักไม่คงที่

เมื่อเป็นเช่นนี้ มนุษย์ที่อาศัยอยู่ ก็จะต้องวิบัติหรือเดือดร้อนไปตามกัน ขึ้นที่สุดของความชั่ว ก็จะทำให้โลกที่เราอาศัยอยู่นี้แตกสลายไป ที่เขาเรียกว่า ไฟประลัยกัลป์ ไหม้โลก

คนเราไม่ได้นึกคิด จึงเหมาให้ธรรมชาติเป็นเองเสียโดยมากเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็มิไช่นักเหตุผล เพราะสิ่งทั้งหลายต้องมีเหตุจึงมีผล

โลกที่ปรากฏอยู่ ย่อมสำเร็จมาจากดวงจิตเป็นตัวเหตุ จิตดี โลกต้องดี จิตชั่ว โลกต้องชั่ว

ฉะนั้น จึงได้เขียนแนวอบรมดวงจิตไว้ในหนังสือเล่มนี้เพื่อสร้างความร่มเย็นเป็นสุขต่อไป...


พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี)


ที่มา ::: ѵԾ ¾ ؤ ͧ˭شš
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
พรรณวดี (16-11-12), พรหมวิหาร (18-04-13), พุทธรักษา (19-07-12), อภิญญา (16-07-12), เพิ่มบุญ (15-11-12), Jira (18-07-12), rossukon (08-09-12)
  #4  
เก่า 15-11-12, 15:39
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

สำหรับกรรมฐานที่ใช้ร่วมกับการภาวนา บททิพย์มนต์ ของหลวงพ่อลี

เจริญกายคตาสติกัมมัฏฐานโดยสังเขป


หันทะ มะยัง กายะคะตาสะติกัมมัฏฐานัง กาโรมะ เส

อะยัง โข เม กาโย.......... กายของเรานี้แล
อุทธัง ปาทะตะลา........... เบื้องต้นแต่พื้นเท้าขึ้นมา
อะโธ เกสะมัตถะกา......... เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป
ตะจะปะริยันโต ............. มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ
ปูโร นานับปะการัสสะ อะสุจิโน... เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ
อัตถิ อิมัสมิง กาเย ..............มีอยู่ในกายนี้
เกสา ..........................ผมทั้งหลาย
โลมา ..........................ขนทั้งหลาย
นะขา ..........................เล็บทั้งหลาย
ทันตา .......................... ฟันทั้งหลาย
ตะโจ ..........................หนัง
มังสัง ..........................เนื้อ
นะหารู ..........................เอ็นทั้งหลาย
อัฏฐิ ..........................กระดูกทั้งหลาย
อัฏฐิมิญชัง ..........................ยื่อในกระดูก
วักกัง .......................... ไต
หะทะยัง ..........................หัวใจ
ยะกะนัง .......................... ตับ
กิโลมะกัง ..........................พังผืด
ปิหะกัง ..........................ม้าม
ปับผาสัง ..........................ปอด
อันตัง ..........................ส้ใหญ่
อันตะคุณัง .......................... สายรัดไส้
อุทะริยัง ..........................อาหารในท้อง
กะรีสัง .......................... อาหารเก่า
ปิตตัง ..........................น้ำดี
เสมหัง ..........................น้ำเสลด
ปุพโพ ..........................น้ำเหลือง
โลหิตัง .......................... น้ำเลือด
เสโท.......................... น้ำเหงื่อ
เมโท ..........................น้ำมันข้น
อัสสุ ..........................น้ำตา
วะสา ..........................น้ำมันเหลว
เขโฬ ..........................น้ำลาย
สิงฆาณิกา.......................... น้ำมูก
ละสิกา .......................... น้ำไขข้อ
มุตตัง ..........................น้ำมูตร
มัตถะเก มัตถะลุงคัง.......................... เยื่อมันสมองในกะโหลกศีรษะ
เอวะมะยัง เม กาโย .......................... กายของเรานี้แล
อุทธัง ปาทะตะลา .........................เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา
อะโธ เกสะมัตถะกา.......................... เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป
ตะจะปะริยันโต .......................... มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ
ปูโร นานับปะการัสสะอะสุจิโนติ ........... เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ อย่างนี้แล

ให้เราพิจารณาร่างกาย โดยการเจริญ " กายคตาสติกัมมัฏฐานโดยสังเขป" ไปเรื่อยๆ
จนกระทั่ง เห็นร่างกายของเราเป็นอสุภะ เมื่อเห็นร่างกายของเราเป็นอสุภะแล้ว
ก็ให้พิจารณาร่างกาย โดยการเจริญ " กายคตาสติกัมมัฏฐานโดยสังเขป" ต่อไปอีกเรื่อยๆ
จนกระทั่ง เห็นร่างกายของเราเป็นธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อเห็นร่างกายของเราเป็น
ธาตุทั้ง 4 แล้ว ก็ให้พิจารณาร่างกาย โดยการเจริญ " กายคตาสติกัมมัฏฐานโดยสังเขป" ต่อไปอีกเรื่อยๆ
จนกระทั่งเห็น ว่า " ร่างกายของเรานี้เป็นเพียง ธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา "

เมื่อเห็นว่าร่างกายของเรา เป็นเพียงธาตุทั้ง 4 ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา เราจะไม่ยึดติดกับร่างกาย
เพียงแต่ว่า ถ้าเรายังไม่หมดอายุขัย เพียงใด เราก็จะทรงร่างกาย
นี้ต่อไปเพื่อประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น


หลังจากเจริญ กายคตาสติกรรมฐาน โดยสังเขป ไปจนกระทั่งเราพอใจแล้ว
ก็ให้เจริญวิปัสสนา โดยการพิจารณาร่างกายตามกฎไตรลักษณ์

การเจริญวิปัสสนา โดยการพิจารณาร่างกาย ตามกฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา )

ท่านให้พิจารณาว่า " ขันธ์ 5 คือ ร่างกายของเรานี้ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา"

ไปจนกระทั่งเราเห็นว่า " ร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา "

อนิจจัง แปลว่า ไม่เที่ยง

ทุกขัง แปลว่า ทุกข์ ,ความยากลำบาก ,ความลำบาก , ความไม่สบายกายไม่สบายใจ

อนัตตา แปลว่า สลายตัว,ไม่ใช่ตัวตน

******

" อานาปานสติ "

จับลมหายใจ 3 ฐาน

หายใจเข้าลมกระทบจมูก แล้วมากระทบอก กระทบศูนย์เหนือสะดือนิดหน่อย
หายใจออกลมกระทบศูนย์อก และ ริมฝีปากบน

ให้เข้าฌานสมาบัติที่ 4 แล้วจึงออกจากฌานสมาบัติที่ 4 ลงมาที่อุปจารสมาธิ
แล้วจึงภาวนา " คาถาชุมนุมธาตุ", "คาถาตั้งแม่ธาตุใหญ่","ตั้งธาตุ"
ตามลำดับ แล้วจึง เจริญ "เจริญกายคตาสติกัมมัฏฐานโดยสังเขป "

คุณประโยชน์ ของการตั้งธาตุ ด้วยการภาวนาคาถาตั้งธาตุ ได้แก่

" การตั้งธาตุ ช่วยให้ธาตุทั้ง4 ในร่างกายของเราสมบูรณ์ยิ่งขึ้น"


******

คาถาชุมนุมธาตุ

เอหิปะถะวีพรหมา เอหิอาโปอินทรา เอหิเตโชนารายะ เอหิวาโยอิสสะราฯ

คาถาตั้งแม่ธาตุใหญ่

นะ อิ เพชชคง อะระหัง สุคะโต ภะคะวา
โม ติ พุทธะสัง อะระหัง สุคะโต ภะคะวา
พุท ปิ อิสะวาสุ อะระหัง สุคะโต ภะคะวา
ธา โส มะอะอุ อะระหัง สุคะโต ภะคะวา
ยะ ภะ อุอะมะ อะระหัง สุคะโต ภะคะวาฯ

ตั้งธาตุ

นะโมพุทธายะ นะมะพะธะ จะภะกะสะ
นะมะมะนะ นะอะอะนะ นะอุอุนะ

นะโมพุทธายะ มะพะธะนะ ภะกะสะจะ
มะนะนะมะ มะอะอะมะ มะอุอุมะ

นะโมพุทธายะ พะธะนะมะ กะสะจะภะ
อะนะนะอะ อะมะมะอะ อะอุอุอะ

นะโมพุทธายะ ธะนะมะพะ สะจะภะกะ
อุนะนะอุ อุมะมะอุ อุอะอะอุ

และท่องปิดท้ายด้วยคาถาทิพย์มนต์หลวงพ่อลี วัดอโศการาม
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 20-03-15 เมื่อ 22:05

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #5  
เก่า 15-11-12, 15:45
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

หมายเหตุ::: ถ้าหาก ไม่ถนัดการเจริญกายคตาสติ แบบ สาธยายอาการ 32 สามารถ พิจารณา กระดูก

ตามแบบที่หลวงปู่สิม ท่านได้เทศน์ไว้ ในเรื่อง กระดูก 300 ท่อน แทน ก็ได้



กระดูก ๓๐๐ ท่อน
พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทธาจาโร)
วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
คัดลอกจาก : แสงแห่งสมาธิ




นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

เอ้า ตั้งใจภาวนา วันนี้ให้กำหนดอัฐิกับกระดูก ๓๐๐ ท่อนของตัวเอง ทำไมจิตมันหลง แค่เขาถ่ายเงาเท่านั้นก็หลง เพราะไม่ดูอัฐิกับกระดูก ๓๐๐ ท่อนของตัวเองอันมีอยู่ในร่างกายตัวตนของเราตั้งแต่กระดูกเท้า กระดูกแข้งขา เต็มอยู่จนถึงกะโหลกศีรษะ เพราะไม่ดูอัฐิกับกระดูก ๓๐๐๐ ท่อนของตัวเอง จึงได้เกิดความลุ่มหลงมัวเมาไม่ดูของจริง เมื่อของปลอมมาถึงเข้า เกิดความลุ่มหลงมัวเมา จิตไม่สงบ หลงใหลไปตามรูปตามเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เมื่อมันหลงไปหมดทุกอย่างทุกประการ เมื่อรู้อย่างหนึ่งได้ มันก็รู้ได้ทุกอย่างทุกประการ เวลานี้อย่าให้ใจคิดไปที่อื่น พุทโธก็ไม่ต้องว่า ฟังที่ท่านอธิบายไป จิตใจก็เพ่งดูตามที่ท่านอธิบายนั้น

เริ่มต้นแต่กะโหลกศีรษะหรือว่ากระบอกตา ตัวคนเราทุกคนนี้ เรามองเห็นเป็นหนังหุ้มกระดูก แต่กระดูกอันมีอยู่ในตัวเราไม่ดู จึงได้หลงตา หลงหู หลงจมูก หลงลิ้น หลงกาย หลงใจ เพราะไม่พิจารณาดูกองกระดูกของตัวเอง
อันนี้เป็นความประมาท จิตใจคนเรามันประมาท กระดูกมันสวยงามที่ไหน ดูกองกระดูกมันงามที่ไหน ดูกระบอกตากระบอกตานี้ก็ให้เพ่งให้เห็นเป็นกระดูก อย่าไปเพ่งเห็นเป็นลูกตา ลูกตานี้ไม่ให้เห็นเนื้อหนังมังสาไม่ให้มี เวลานี้เปรียบอุปมาเหมือนอย่างว่าร่างกายของเราทุกคนนี้มันตายไปนานแล้ว ยังเหลือแต่กองกระดูกให้เพ่งใจจิตเตือนจิตนี้ว่าอย่าคิดไปที่อื่น มันตายแล้วยังเหลือแต่กระดูกอ่อนกระดูกแข็ง เพ่งดูกระบอกตาตัวเองให้ดูให้รู้ตานี้มันโหว่เข้าไป ไม่ให้จิตคิดไปอื่น เพ่งในกระบอกตานั่น มันโหว่เข้าไปเหมือนกับไข่ที่เอาไปทำอาหารทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ โหว่เข้าไปลึกเข้าไปเป็นกระดูกไม่ใช่เนื้อหนัง เพ่งดูจนเห็นว่ามันเป็นกระดูกจริง ๆ โหว่เข้าไปจริง ๆ

ถ้าดูจนเห็นมันโหว่เข้าไปลึกเข้าไปมันก็เหมือนผีหลอกในกระบอกตานั่นมันเป็นผีหลอก คือไม่ต้องให้เห็นลูกกระตาคนยังไม่ตาย เพ่งให้เห็นว่ากระบอกตานี่มันผีหลอกที่ว่าผีหลอกโหว่เข้าไปนี่แหละ ดูเดี๋ยวนี้เวลาเพ่งเดี๋ยวนี้เวลานี้ ให้มันเห็นกระบอกตาของตัวเองเมื่อไม่เห็นกระบอกตาตัวเอง อย่าได้ไปดูตาคนอื่น ตาเราก็ไม่ดู ดูกระบอกตา ดูให้มันเห็น เพ่งให้มันเห็น ระมัดระวังไม่ให้จิตมันแวบไปแวบมา

ใจโลเลในกิเลสละให้หมด เพ่งดูกระบอกตาตัวเอง ให้มันเห็นแจ้งตามความเป็นจริง ถ้าไม่เห็นแจ้งตามความเป็นจริง ก็ยังมาสำคัญว่าเราสวยเรางาม งามที่ไหนดูกะโหลกศีรษะตัวเอง ผีหลอกทั้งเพ มาหลงมันทำไม หลงกะโหลกศีรษะ หลงกระบอกตา จึงได้มาลุ่มหลงมัวเมาเกิดมาภพชาติใด ก็มายึดเอาถือเอากองกระดูกอันนี้ไม่มีที่จบสิ้น

เมื่อดูกระบอกตาเข้าใจแล้ว ก็ให้ดูกะโหลกศีรษะนั้นมัดจอดกันเป็นซีก ๆ เรียกว่าเข้ากันสลับกัน สมัยเมื่อยังไม่ตาย กะโหลกศีรษะนี้มันป้องกันไม่ให้สมองในศีรษะนั้นแตกไปง่าย ๆ มีอะไรมาโดนมาตำเข้าหรือเส้นประสาทภายในนั้นจะได้ไม่เสีย สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ คือยังไม่ตาย แต่ว่าบัดนี้ใหดูเป็นกะโหลกกระดูก ข้างในก็ให้เห็นเป็นว่างไปทั้งนั้น แล้วก็ให้มองดูในกะโหลกศีรษะ จากกระบอกตาขึ้นไป เรียกว่า กระดูกหน้า กระดูกคิ้ว กระดูกหน้า กะโหลกศีรษะมันจอดกันเหมือนมะพร้าว กะโหลกศีรษะคนเราคล้ายกันกับมะพร้าวที่เขาเอาเปลือกมันออกแล้วยังเหลือแต่กะลาในนั้น กะโหลกศีรษะนี้ก็เหมือนกัน จอดกันเป็นชิ้น ๆ ดูข้างหน้ามันงามที่ไหน ยังเหลือแต่กระดูก ดูข้างหลังมันสวยงามที่ไหน ดูข้างซ้ายมันงามที่ไหนก็เป็นกระดูกเหมือนกัน ดูข้างขวาก็ให้เป็นกระดูก จิตอย่าไปเห็นเป็นเนื้อเป็นหนัง แล้วอย่ามาเห็นว่าเป็นกระดูกของเรา มันกระดูกผีตายมานานแล้ว จิตอย่าได้มาหลงเอายึดเอากะโหลกศีรษะนี้ ดูให้มันแจ้งให้มันเห็น เอาจิตจดจ่อให้มันเข้าใจ อย่าให้มันแส่ส่ายไปที่อื่น เพ่งดูกะโหลกศีรษะ

ต่อจากกระบอกตาลงมาก็เรียกว่ากระดูกดั้งจมูก ดั้งจมูกก็ไม่ให้เป็นเนื้อเป็นหนัง ให้เห็นเป็นกระดูกโหว่เข้าไป มีช่องเข้าไปสำหรับหายใจ เมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ บัดนี้มันตายแล้ว ยังเหลือแต่กระดูกโหว่เข้าไป มันงามที่ไหน ผีหลอกทั้งนั้น คางข้างบนก็มีเขี้ยวมีฟันเป็นซี่ ๆ ดูฟันให้มันเห็นทุกซี่ที่ฝังอยู่ในคางข้างบนนั่น แล้วก็ดูคางข้างล่าง ดูฟันข้างล่างเป็นซี่ ๆ ฟันข้างล่างนี้เรียกว่าแขวนอยู่ คางข้างล่างมันแขวนอยู่ แขวนอยู่ข้างล่าง สมัยเมื่อยังไม่แตกไม่ตายมันเอาคางข้างล่างนี้ตำบดเคี้ยวอาหาร ก็เหมือนครกเหมือนสากนั่นแหละ แต่ว่าคางข้างล่างนี้เรียกว่าเป็นสากธรรมชาติ ไม่ใช่สากตำน้ำพริกคนเราไม่ใช่ตำลงข้างบน ตำข้างล่างขึ้นมา บดเคี้ยวอาหารเมื่อสมัยยังไม่ตายเดี๋ยวนี้ไม่เกี่ยวแล้ว ยัง เหลือแต่คาง ยังเหลือแต่ฟันเป็นซี่ ๆ ทีนี้ถ้ากำหนดมาถึงนี่ก็ดูซิ ดูฟันข้างบนข้างล่างประกบกันดูไปจนถึงกระบอกตาหน้าดั้งจมูกกะโหลกศีรษะทั้งหมด แค่นี้ก็เป็นผีหลอกอยู่วันยังค่ำเป็นผีหลอกอยู่คืนยังรุ่ง เป็นผีหลอกตั้งแต่เกิดมา เป็นเด็กก็มีอยู่เท่านี้มาเป็นหนุ่มก็มีอยู่อย่างนี้ ปานกลางคนมันก็มีอยู่อย่างนี้ กะโหลกอันนี้ฟันอันนี้ คางอันนี้ ดูให้มันทั่วถึง ทำไมจิตมันจึงมาหลง มาหลงอัฐิกับกระดูก ๓๐๐ ท่อน หลงรักใคร่พอใจ หลงโกรธให้กัน หลงฆ่ากัน ฟันกันก็เพราะไม่ดูกองกระดูกตัวเอง กิเลสความโกรธมันจึงเกิดขึ้น กิเลสราคะตัณหามันจึงเกิดขึ้น เพราะไม่เห็นกระดูกของตัวเองให้ดูเดี๋ยวนี้ กำหนดเดี๋ยวนี้ ภาวนาเพียรเพ่งดูเดี๋ยวนี้ จิตใจดวงผู้รู้ไม่ให้มันไปคิดที่อื่นคิดที่อื่นมาตั้งแต่อเนกชาติ ไม่มีความรู้ความเข้าใจประการใด จงดูกองกระดูกคาง ไม่รู้จักผีหลอก ผีมันหลอก ผีอื่นใดมันไม่หลอก ผีตัวเองหลอกตัวเองเพราะไม่ภาวนากับอัฐิกับกระดูก ๓๐๐ ท่อนของตัวเองดูจริง ๆ กำหนดจริง ๆ จนไม่ให้มีอะไรมาปิดบัง เหมือนกับเราลืมตาดูอย่างนั้น ตรงใดมันเป็นอย่างใด ให้มันแสดงให้เห็นเดี๋ยวนี้ ขณะนี้แล้วต่อไปตลอดชาติ ก็ไม่ให้มันหลงเป็นอย่างอื่นไปอีกในกะโหลกศีรษะในหน้าในตา เห็นคนเห็นเราก็ให้เห็นว่าเป็นกระบอกตา เห็นเป็นดั้งจมูกโหว่ เข้าไป ไม่งามไม่มีการสวยงามธาตุแท้มันไม่ใช่งามกระดูกจริง ๆ ไม่งาม เอาให้ใครก็ไม่เอา เห็นเข้าก็ว่าผีหลอก กะโหลกผีหลอกเห็นไหมล่ะ มันหลอกลวง ไม่ให้หลง หลงให้ติดให้ข้อง ไม่ดูกะโหลกศีรษะตัวเอง

ทีนี้กะโหลกศีรษะนี้เมื่อดูให้ทั่วถึงแล้ว ก็เอาไปตั้งไว้ที่ไหน กะโหลกศีรษะ ธรรมชาติก็เอามาก่อตั้งไว้ต่อกระดูกคอ กระดูกคอข้างบนเอามาต่อกับกะโหลกศีรษะนี้ เหมือนกับว่ากะโหลกศีรษะคนเอาไปตั้งไว้ในไม้ในโต๊ะ กะโหวกกะหวากอย่างนั้นแหละ แล้วกระดูกคนนี้เป็นกระดูกที่เลื่อนได้ เมื่อสมัยยังไม่ตายเวลาจะดูอะไรก็หมุนเอาที่คอนี่แหละ หมุนเอาที่คอนี้ดูข้างซ้าย ดูข้างขวา ดูข้างหลัง ดูข้างหน้า เรียกว่าเลื่อนได้ กะโหลกศีรษะมันเลื่อนตามกระดูกคอไป แล้วก็ดูให้ดีกระดูกคอมันก็ต่อกันเป็นข้อ ๆ เหมือนกัน กระดูกคอข้างล่างก็ต่อ กระดูกสันหลัง กระดูกสันหลังก็มาต่อกับกระดูกคอนี้ ดูเพียรเพ่งดู ให้รู้ให้แจ้งในจิต แล้วไม่ให้ลุ่มหลงอีกต่อไปอีก กระดูกคอ เป็นอย่างไรดูข้างหน้า ดูข้างซ้าย ดูข้างขวา ดูข้างใน ดูข้างนอก มันว่ามันสวยงามไหมกระดูก เขาไม่ว่า จิตหลงไปว่าเขา

ทีนี้ให้กระดูกสันหลังเป็นข้อ ๆ ขึ้นมาก็มีกระดูกเหง้าแขน ต่อจากกระดูกสันหลัง กระดูกหน้าอกออกไปเป็นแขนข้างซ้ายข้างขวา ท่อนบนเป็นอย่างหนึ่งต่อกันกับแขนข้างล่าง แขนข้างล่างมีสองท่อน เพื่อไม่ให้หักง่าย ๆ สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่แขนข้างบนแขนข้างล่างสองข้างเหมือนกัน ต่อลงไปก็เป็นกระดูกมือ กระดูกมือก็เป็นข้อ ๆ แล้วก็ไปต่อเป็นกระดูกนิ้วมือ กระดูกนิ้วมือก็เป็นท่อน ๆ เป็นข้อ ๆ ต่อกัน ทั้งสิบนิ้วเหมือน ๆ กัน ดูอย่าให้จิตไปที่อื่นดูกองกระดูกของตัวให้เห็นให้รู้ มีอยู่นี้ไม่รู้ไม่เห็น ไปที่ไหนจิตให้ตั้งมั่นเพียรเพ่งดู ไม่ใช่กระดูกมันดูให้จิตใจของตัวเองน่ะจิตใจดวงผู้รู้อยู่ที่ไหน เดี๋ยวนี้รู้อยู่ก็รู้อยู่นี่เพ่งดูกระดูก จนสุดกระดูกนิ้วมือดูขึ้นมาข้างบนทั้งสองข้างตามที่มันมีมันเป็นอยู่ มาถึงเหง้าแขนเหง้าแขนมันก็ต่อกับกระดูกสันหลัง กระดูกคอ กระดูกสันหลังนี้ กระดูกสันหลังก็เป็นท่อน ๆ แล้วก็มีกระดูกข้างต่อออกไปสองข้าง กระดูกข้างนั้นเป็นกระดูกป้องกันภัย อันตรายในสมัยที่ยังไม่ตาย เดี๋ยวนี้มันมีแต่กระดูกหน้าอก กระดูกไหปลาร้าเราก็ว่า ถ้าเอากระดูกคอออกแล้วมันก็เหมือนไหปลาร้า กระดูกข้าง กระดูกหน้าอก กระดูกสันหลังตั้งไว้ก็เหมือนไหปลาร้านั่น กระดูกบั้นเอว กระดูกบั้นเอวไม่มีกระดูกข้างดูกระดูกสันหลัง ดูให้มันเห็น ไม่เห็นอย่าไปเคลื่อนที่ โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้เวลานี้ หรือเวลาเราไปนั่งคนเดียว เอาให้มันแจ่มแจ้งชัดเจนในจิตของตัวเอง

ที่แท้มันก็กองกระดูกทำไมจิตมันมาหลงยึดหลงถือหน้าของกูตาของกู ตามันไม่มี หูมันไม่มี ยึดทำไมมีเหลือแต่กระดูกเท่านี้ ใครจะมาถ่ายวิดีโอวิดีอาไม่ต้องเกี่ยว ดูกองกระดูกของตัวให้รู้ไม่รู้ไม่เข้าใจอย่าไปกินข้าว นั่งภาวนาเพ่งดูให้มันเห็นอัฐิกับกระดูก ๓๐๐ ท่อนของตัวเอง ดูกระดูกสันหลัง เป็นท่อน ๆ ต่อกับกระดูกบั้นเอว กระดูกบั้นเอวก็เป็นกระดูกต่อกับกระดูกตะโพก กระดูกก้นกบกระดูกตะโพก เขาก็ว่ามองให้เห็น กระดูกแท้ ๆ มีอยู่ไม่เห็นไม่ได้ ต้องเพ่งดูให้เห็นเดี๋ยวนี้ ขณะนี้เรื่อยไป ทำไมเขาว่าเป็นกระดูกก้นกบ ดูให้ดีของมีอยู่ไม่ดูไม่พิจารณาจึงได้เกิดความหลง โมหะ อวิชชาไม่รู้ แล้วก็มีกระดูกเหง้าขามาต่อกับกระดูกตะโพก กระดูกขาก็ต่อไปหากระดูก เข่า กระดูกเข่าก็คือว่าเป็นกระดูกที่แข้งขึ้นมาก็มาต่อกระดูกเข่า มีกระดูกสะบ้ากลม ๆ แล้วกระดูกแข้งต่อลงไปทั้งสองข้างขาแข้งเหมือน ๆ กัน กระดูกแข้งมันก็มีกระดูกสามเหลี่ยมกระดูกเล็กต่อลงไปเป็นกระดูกส้นแข้ง ข้างล่างมันต่อกับกระดูกเท้า กระดูกตีนเท้าก็คือว่าไปทางไหนมันเอาเท้าไปเรื่อย เท้าเดินเท้าหน้าไป ดูกระดูกเท้าเป็นข้อ ๆ ต่อออกไปจนถึงกระดูกนิ้วเท้า มันสวยงามที่ไหนทั้งสองข้างถ้าเอาไปยืนดู ยืนขึ้นต่อกันไว้ แขวนไว้ แล้วก็ดูซิ กระดูกนิ้วเท้า กระดูกเท้า กระดูกแข้งเป็นผีหลอกใหญ่ หลอกทั้งตัวเลย ที่จิตหลงเห็นเป็นของสวยของงาม เกิดราคะตัณหาเพราะไม่ดูกระดูกของตัวเอง จิตกิเลส จิตมัวเมา มันดูไปไม่ถูก ดูของปลอม ดูของจริงดูกระดูกซิ กระดูกมันเป็นของจริงไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปไหนตั้งแต่เกิดมามันเป็นกระดูกมันก็เป็นอยู่ เดี๋ยวนี้ก็เป็นกระดูกอยู่ เลยนี่ไปมันก็จะเป็นกระดูกอยู่อย่างนั้น โน่นแหละจนถึงวันตายมันก็เป็นกระดูกอยู่อย่างนั้น
นี่แหละโครงร่างผีหลอก ผีหลอกของเรา อย่าไปหลอกผีตนอื่นอีก มันเป็นผีด้วยกันทั้งหญิงทั้งชาย คนจะเป็นชาติใดภาษาใดก็ไม่มีใครแปลกประหลาดกว่ากัน มันก็กองกระดูกนี่แหละ อย่าไปมัวคิดฟุ้งซ่านไปที่อื่น ดูกองกระดูกของตัวเองให้รู้ให้เข้าใจ เวลายืนก็กองกระดูกยืน ให้เห็นอย่างนั้น ไม่ต้องมองให้เห็นเนื้อหนังมองเป็นกองกระดูก ยืนก็ผีหลอกยืน โหวกๆ หวากๆ ไปหมด มันดีอย่างไรวิเศษอย่างไร จิตนี้จึงมาหลง มันไม่ดูกองกระดูกของตัวเองจึงได้มัวเมากองกระดูก เวลานั่งสมาธิภาวนาก็กระดูก ๓๐๐ ท่อนมันนั่งไม่ให้เห็นเป็นเนื้อเป็นหนัง เห็นกระดูกนั่ง จะนั่งแบบไหนก็กระดูก ๓๐๐ ท่อน มันนั่งมันยืนขึ้นก็กระดูก ๓๐๐ ท่อน มันยืนขึ้น ยืนอยู่ ทั้งนี้มันเดินไปมาที่ไหนก็ดูมันเดิน มันจะเอากระดูก ๓๐๐ ท่อนนี่แหละเดินโทกเทกๆ ไปมา เดินไปข้างหน้า เดินไปข้างหลัง เดินไปข้างซ้ายข้างขวา นี่แหละดูกระดูกให้มันเห็น มันอยู่ในอิริยาบถใดก็ดูตามความเป็นจริงในอิริยาบถนั้น มันเดินเป็นยังไง ดูมันขึ้นบนลงล่าง ไปไหนมาไหน ก็เห็นกระดูกมันเดินไปยังงั้นแหละ ระวังกระดูกมันจะหัวเราะให้ดู เวลากระดูกมันหัวเราะคางมันอ้าขึ้นมา ดีใจก็หัวเราะแฮก ๆ กระดูกน่ะเสียใจก็ร้องไห้ น้ำหูน้ำตาไหล ถ้ายังไม่ตาย ถ้ายังเหลือแต่กระดูก มันแห้งไม่มีน้ำตา ร้องไห้เป็นที่ไหน มันร้องไห้ก็ให้ดูกระดูกมันร้องไห้ ดูตั้งแต่กะโหลกศีรษะลงมา กระดูกคอ กระดูกแขนกระดูกสันหลัง กระดูกข้าง กระดูกขา กระดูกเท้า กระดูกนิ้วเท้า หมดจากมันเดินแล้วมันก็จะมานั่ง นั่งก็ดูมันนั่ง นั่งมันเอาอะไรลงก่อน กระดูก ๓๐๐ ท่อนนั้นแล้วมันเป็นยังไง นั่งพับเพียบแล้วมันเป็นอย่างไรกระดูก ๓๐๐ ท่อนนี้ นั่งคุกเข่ามันเป็นอย่างไรกระดูก ๓๐๐ ท่อน ดูมันทุกอิริยาบถเมื่อนั่งมันนาน ๆ มันเหนื่อยมันก็จะนอน กระดูก ๓๐๐ ท่อนมันนอนนอนก็ดูมันตั้งแต่กะโหลกศีรษะจนถึงปลายเท้า กองกระดูกระนาวไปหมดจิตอย่าได้มาหลง ไม่ต้องมาหลงเนื้อหลงหนังของมนุษย์ ดูกองกระดูกของตนให้มันทั่วถึง ให้มันได้ทุกขณะที่กระดูกมันเคลื่อนไหวไปมา นอนมันหลับไป หลับไปสักพักคนมันยังไม่ตายก็ตื่น ตื่นขึ้นมากระดูกมันก็เคลื่อนไหวไปมา มันไปนั่งในห้องน้ำ นั่งในส้วม มันก็กองกระดูกมันก็เคลื่อนไหวไปมา มันไปนั่งในห้องน้ำ นั่งในส้วม มันก็กองกระดูกมันเดิน กองกระดูกมันยืน กองกระดูกมันนั่ง กองกระดูกมันนอน กองกระดูกมันถ่าย กองกระดูกมันพูดจาปราศรัย หัวเราะ ร้องไห้ อะไรต่อมีอะไรจิปาถะ กองกระดูกมันแสดงบทบาททั้งนั้น เอาให้มันเห็นเงากองกระดูก ไม่ต้องเห็นเงาหน้าตาคนธรรมดา เขาฉายถ่ายวิดีโอก็ถ่ายเอากองกระดูกนี่แหละ ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรจะเป็นของดีของวิเศษเกินกระดูกไปได้ไม่เกินตาย ตายแล้วมันก็กระดูกอ่อนอย่างนี้แหละ จิตหลงจิตมาร จิตกิเลส จิตไม่รู้ จิตอวิชชา ตัณหา จิตตาบอด จิตมันเป็นนะโมตาบอด คือสิ่งที่มันเป็นจริงอยู่ไม่ดู ไม่เห็น เรียกว่าตาบอด ตาอวิชชาตัณหา ตาราคะ ตาโทสะ ตาโมหะ มันไม่เห็นแจ้งด้วยปัญญาอันชอบ ดูให้มันเห็นแจ้งให้มันเข้าใจในใจของตัวเอง เมื่อไม่เห็นกระดูกของตัวเองก็เรียกว่าฟังธรรมก็ได้ยินแต่เสียงเท่านั้น ไม่เห็นของจริง ถ้าเพ่งให้เห็นกระดูก ๓๐๐ ท่อน นับได้ให้มันเหมือนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าพระองค์นับได้ ๓๐๐ ท่อน มันอยู่ที่ไหนบ้างมีอยู่ในร่างกายนี้แหละมีอยู่ในกองกระดูก ดูกองกระดูกของตัวเองตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันแตกตายไม่ให้มันหลงใหลไปได้

นี่แหละอัฐิกับกระดูก ๓๐๐ ท่อน พระพุทธเจ้าสอนมาแล้วตั้งสองพันปีกว่า จิตใจคนเราก็ยังไม่สนใจ ยังไม่เอามาคิดมาอ่านโลเลไป โลเลอยู่ โลเลกิน โลเลนอน โลเลไปตามอำนาจกิเลสราคะ โทสะ โมหะ ไม่พิจารณาอัฐิกับกระดูก ๓๐๐ ท่อนของตัวเอง ก็มาเกิด มาแก่ มาเจ็บ มาไข้ มาตายก็เพราะแบกกระดูก ๓๐๐ ท่อนไม่รู้จักปล่อยวางให้โลกเขาสับมะกอกอยู่ทุกวันทุกคืน ให้เขาด่าอยู่ทุกวัน ทุกคืน ไม่เห็นไม่รู้ไม่เข้าใจ เขาเอาค้อนตีหัวตีกะโหลกศีรษะก็ตีกองกระดูก ช่างมันที่สุดมันก็ตายแหละ อย่าไปก่อกรรมทำเข็ญต่อไปอีกเกลียดชังใครก็อย่าไปฆ่าอย่าไปแกงกัน กองกระดูกไม่ถึง ๑๐๐ ปีมันก็ตายแล้ว ๙๙ ปียังไม่เต็มก็ตาย เหมือนหลวงปู่แหวนเราน่ะ ตายแล้วก็เห็นไหม อยู่ใน**บนั่น เขาถ่ายรูปไว้ ไม่เห็นมีฤทธิ์มีเดชหมดเรื่อง พวกเรายังอยู่ตัวเรายังอยู่ก็เหมือนกัน ดูกระดูกให้มันเห็นชัดเห็นแจ้ง พระก็สมมติเณรก็สมมติ ผ้าขาวก็สมมุติ มันก็กองกระดูก นั่นแหละ หญิงก็กองกระดูกชายก็กองกระดูก คนชาติใดภาษาใดก็กองกระดูก ไปหลงกองกระดูกมันทำไม โหวก ๆ หวาก ๆ ไม่เห็นมันสวยมันงามที่ไหน ทำไมจึงไม่กำหนดพิจาณา ต้องกำหนดพิจารณา ดูให้มันเห็นแจ้งด้วยสติด้วยสมาธิปัญญา เห็นแจ้งในจิตในใจของตัวเองจนไม่ต้องไปถามคนอื่นว่ากระดูกตรงไหนมันเป็นอย่างไร คือยังไม่ดูไม่พิจารณา ถ้าดูพิจารณาแล้วมันเห็นแจ้งเห็นชัดในหัวใจของตัวเองไม่ต้องไปถามใคร ข้ารู้หมดนี่แหละ พระพุทธเจ้าท่านรู้ เจ้าสังขาร มาสร้างกองกระดูกให้เราตถาคตลุ่มหลงมัวเมามาอย่างนี้ตั้งแต่อเนกชาติแล้ว ต่อไปเจ้าสังขารจะไม่ได้สร้างอีก เราได้ทำลายแล้ว ทำลายอวิชชาจิตไม่รู้ พระองค์ทำลายฆ่ามัน พระองค์เห็นแจ้งในอัฐิกับกระดูก ๓๐๐ ท่อนแล้วจิตใจของพระองค์ก็ไม่หลงเพลินเพลินในกองกระดูก นั่งก็ไม่หลงกองกระดูก กระดูกคนอื่นก็ไม่หลง กระดูกตัวเราก็ไม่หลง กินก็กระดูกมันกิน พูดก็กระดูกมันพูด เอาให้มันทันกองกระดูก พิจารณากองกระดูกของตัวให้มันเข้าใจ ให้มันเห็นแจ้งเห็นชัด เหม็นหอมมันก็มาจากระดูกมันมีสมัยเมื่อยังไม่ตาย ยังไม่เป็นกองกระดูก เหม็นก็อยู่นี่ หอมก็อยู่นี่ กินถ่ายอยู่ตลอดวันตาย ตื่นเช้าก็แสวงหาอาหารมากิน กินเข้าไปเลี้ยงกองกระดูก กินแล้วก็ถ่ายเทออกมา ดีวิเศษอะไรจิตให้รู้ให้เข้าใจภาวนาดูให้เข้าใจ ละกิเลสโลเล จิตใจโลเลออกไปให้หมด เป็นจิตที่แน่วแน่เพียรเพ่งดูให้มันทะลุปรุโปร่งตามความเป็นจริง ของจริงและกระดูกจริงอย่างนั้นถ้าไม่เห็นมันก็ยังหลงของปลอมนี่อีก ถ้ามันรู้มันเห็นแจ้งว่าอัฏฐิกังกระดูก ๓๐๐ ท่อน พระพุทธเจ้าสอนให้ดูให้รู้แจ้งในใจ จึงไม่ลุ่มหลงมัวเมาต่อไป ถ้าไม่เห็นแจ้งในอัฐิกับกระดูก ๓๐๐ ท่อน มันก็มาวนอยู่เข้าใจว่าเป็นสวยของงามไป สวยที่ไหนงามที่ไหน ผีหลอกทั้งเพ ผีหลอกตั้งแต่กะโหลกศีรษะลงมาจนถึงปลายมือปลายเท้า ผีหลอกทั้งนั้น ไม่ว่าหญิงว่าชายพิจารณากองกระดูกตัวเองให้รู้ อย่าให้หลงใหลต่อไป

อัฐิกับกระดูก ๓๐๐ ท่อน ดูให้แจ้ง ดูให้เห็น กำหนดให้ได้ กำหนดให้ได้ทุกเวลา กระดูกกำหนดไปถึงไหนถึงวันตาย ตายเมื่อใดก็ดูกระดูก ๓๐๐ ท่อนมันไป นั่งก็กระดูก ๓๐๐ ท่อน ไปหลงมันทำไม พูดก็กระดูก ๓๐๐ ท่อนไปหลงมันทำไม ถ่ายภาพถ่ายรูปก็เงา ไปหลงเงาทำไม เงากระดูก เหตุไม่ดูกระดูกของตัวเอง จึงได้หลงกองกระดูกคนอื่น เดี๋ยวนี้เวลานี้ให้ดูกระดูกของตัวเอง ดูจนนับได้ อ่านได้ด้วยตนเอง จึงเรียกว่าพิจารณา ถ้าไปถามคนอื่นบอกมันเรื่องของจริงมันอยู่ที่กระดูก เห็นแจ้งกระดูก กระดูกเขา กระดูกคนทั้งโลกก็เหมือนกัน จะไปทะเยอทะยานวุ่นวายไปทำไม เมื่อมันถึงขั้นตายเป็นกองกระดูกแล้วมันหาบสมบัติในโลกไปได้กี่ชิ้น กี่อัน ไม่มีอะไรก็ทิ้งเปล่า ๆ อัฐิกับกระดูก ๓๐๐ ท่อนทั้งหมดละ ตายเมื่อใดมันเอาอะไรไปไม่ได้ แต่ถ้าไม่เห็นแจ้งในอัฐิกับกระดูก ๓๐๐ ท่อน จิตมันก็โลเลไม่ตั้งมั่นเที่ยงตรง
นี่แหละเราท่านทั้งหลาย อัฐิกับกระดูก ๓๐๐ ท่อน ต่อไปภายหน้าอย่าได้มีความลุ่มหลงมัวเมา ให้กำหนดให้ทั่วถึงรอบคอบทุกชิ้นทุกอัน แล้วก็จะต้องกำหนดอยู่จนถึงวันสิ้นชีวิตจึงจะเข้าใจในธรรมปฏิบัตินี้ ดังแสดงมาก็สมควรแก่กาลเวลา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้






ศึกษาการปฏิบัติกรรมฐาน สายพระป่าเพิ่มเติมได้ที่นี่ หนังสือ ปัญญาอบรมสมาธิ
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 4 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #6  
เก่า 15-11-12, 18:42
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

ทาน ศีล ภาวนา
พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ


ทาน

ทาน คือ เครื่องแสดงน้ำใจของมนุษย์ผู้มีจิตใจสูง มีเมตตาจิตต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ด้วยการให้ การเสียสละแบ่งปัน มากน้อยตามกำลังของวัตถุเครื่องสงเคราะห์ที่มีอยู่ จะเป็นวัตถุทาน ธรรมทาน หรือวิทยาทาน เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ นอกจากกุศล คือ ความดีที่ได้จากทานนั้น เป็นสิ่งตอบแทนที่เจ้าของทานได้รับอยู่โดยดีเท่านั้น อภัยทานควรให้แก่กัน เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งผิดพลาดหรือล่วงเกิน

คนที่มีทานย่อมเป็นผู้สง่างาม และเด่นในปวงชน เป็นที่รักและเคารพในหมู่ชน จะตกอยู่ทิศทางใดไม่อดอยากขาดแคลน จะมีสิ่งหรือผู้อุปถัมภ์จนได้ ไม่อับจนทนทุกข์ ผู้มีทานประดับตนย่อมไม่เป็นคนล้าสมัย บุคคลทุกชั้นไม่รังเกียจ

ผู้ที่มีทานย่อมเป็นผู้อบอุ่น หนุนโลกให้ชุ่มเย็น การเสียสละจึงเป็นเครื่องค้ำจุนโลก การสงเคราะห์กันทำให้โลกมีความหมายตลอดไป ไม่เป็นโลกที่ไร้ชาติขาดกระเจิง เหลือแต่ซาก แผ่นดินไม่แห้งแล้งแข่งกับทุกข์ตลอดไป

ศีล

ศีล คือ รั้วกั้นความเบียดเบียนและการทำลายสมบัติร่างกายและจิตของกันและกัน ศีล คือ พืชแห่งความดีอันยอดเยี่ยมที่ควรมีประจำชาติทนุษย์ ไม่ปล่อยให้สูญหายไป เพราะมนุษย์ที่ไม่มีศีลเป็นรั้วกั้น เป็นเครื่องประดับตัว จะไม่มีที่ให้ซุกหัวนอนหลับสนิทได้โดยปลอดภัย แม้โลกเจริญด้วยวัตถุจนกองสูงกว่าพระอาทิตย์ แต่ความเร่าร้อนแผดเผาจะทวียิ่งกว่าพระอาทิตย์ ถ้ามัวแต่คิดว่าวัตถุมีค่ามากกว่าศีลธรรม ศีลธรรมเป็นเพียงสมบัติของมนุษย์ พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและนำมาประดับโลก ที่กำลังมืดมิดให้สว่างไสว ร่มเย็นด้วนอำนาจศีลธรรมเป็นเครื่องปัดเป่า

ความคิดของมนุษย์ผู้มีกิเลสผลิตอะไรออกมาทำให้โลกร้อนจะบรรลัยอยู่แล้ว ยิ่งปล่อยให้ความคิดไปตามอำนาจโดยไม่มีศีลธรรมช่วยเป็นยาชะโลมไว้บ้าง จะผลิตยักษ์ใหญ่ทรงพิษขึ้นมากว้านกินมนุษย์ จนไม่มีอะไรเหลืออยู่ ความคิดของคนสิ้นกิเลสที่ทรงคุณอย่างสูง คือพระพุทธเจ้า มีผลให้โลกได้รับความร่มเย็บซาบซึ้ง กับความคิดที่เป็นกิเลสมีผลให้ตนเองและผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนจนคาดไม่ถึง ผิดกันอยู่มาก ควรหาทางแก้ไข ผ่อนหนักให้เป็นเบาลงบ้าง ก่อนจะหมดทางแก้ไข ศีลจึงเป็นเหมือนยาปราบโรค ทั้งโรคระบาดและเรื้อรัง

ภาวนา

ภาวนา คือ การอบรมใจให้ฉลาดเที่ยงตรงต่อเหตุผลอรรถธรรม รู้จักวิธีปฎิบัติต่อตนเองและสิ่งทั้งหลาย ยึดการภาวนาเป็นรั้วกั้นความคิดฟุ้งซ่านของใจ ให้อยู่ในเหตุผลอันเป็นทางแห่งความสงบสุข ใจที่ยังไม่ได้รับการอบรมจากภาวนา จึงเปรียบเหมือนสัตว์ ที่ยังมิได้รับการฝึกหัด จึงยังมีได้รับประโยชน์จากมันเท่าที่ควร

ใจจึงควรได้รับการอบรมให้รู้เรื่องของตัว จะเป็นผู้ควรแก่งานทั้งหลาย ทั้งส่วนเล็กและส่วนใหญ่ ทั้งภายนอกและภายใน ผู้ที่มีภาวนาเป็นหลักใจ จะทำอะไรชอบใช้ความคิดก่อนเสมอ ไม่เสี่ยงและไม่เกิดความเสียหายแก่ตนและผู้เกี่ยวข้อง

การภาวนาจึงเป็นงานเพื่อผลในปัจจุบันและอนาคต การงานทุกชนิดที่ทำด้วยใจของผู้ที่มีภาวนา จะสำเร็จด้วยความเรียบร้อย ทำด้วยความใคร่ครวญ เล็งถึงผลประโยชน์ที่ได้รับ เป็นผู้มีหลักมีเหตุมีผล ถือหลักความถูกต้องเป็นเข็มทิศทางเดินของกาย วาจา ใจ ไม่เปิดช่องให้ความอยากอันไม่มีขอบเขตเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะความอยากดั้งเดิมเป็นไปตามอำนาจของกิเลสตัญหา ซึ่งไม่เคยสนใจต่อความผิด ถูกชั่วดี จะเอาโทษมันก็ไม่ได้ ยอมให้เสียไปอย่างน่าเสียดาย ถ้าไม่มีสติรำลึกบ้างเลยแล้ว ของเก่าก็เสียไป ของใหม่ก็จมไปด้วย ไม่มีวันฟื้นตัว การภาวนาจึงเป็นเครื่องหักล้างความไม่มีเหตุผลของตนได้ดี วิธีภาวนานั้นลำบากอยู่บ้าง เพราะเป็นวิธีบังคับใจ โดยวิธีสังเกตตัวเอง สังเกตจิตที่อยู่ไม่เป็นสุข ด้วยความมีสติ รู้ถึงความเคลือนไหวของจิต โดยมีธรรมบทใดบทหนึ่งเป็นคำบริกรรม เพื่อเป็นยารักษาจิตให้ทรงตัวอยู่ได้ด้วยความสงบสุขในขณะภาวนา
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #7  
เก่า 16-11-12, 18:41
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default



คาถาตั้งธาตุทั้ง 4

ปฏิบัติเพื่อรักษาโรคเบื้องต้น


คาถาที่ใช้ในการรักษา



คาถาธาตุน้ำ



นะโมพุทธายะ นะมะพะธะ จะภะกะสะ


นะมะมะนะ นะอะอะนะ นะอุอุนะ



คาถาธาตุดิน



นะโมพุทธายะ มะพะธะนะ ภะกะสะจะ


มะนะนะมะ มะอะอะมะ มะอุอุมะ



คาถาธาตุไฟ



นะโมพุทธายะ พะธะนะมะ กะสะจะภะ


อะนะนะอะ อะมะมะอะ อะอุอุอ



คาถาธาตุลม



นะโมพุทธายะ ธะนะมะพะ สะจะภะกะ


อุนะนะอุ อุมะมะอุ อุอะอะอุ




วิธีปฏิบัติ


นำมือทั้ง 2 ประสานยกขึ้นมาวางไว้ที่หน้าอก โดยนำมือขวาทับมือซ้าย เช่นเดียวกับพระพุทธรูปปางรำพึง



พิจารณาให้เห็นชัดเจนว่าร่างกายของเราขาดธาตุอะไร ก็ให้เราภาวนาคาถาธาตุนั้นๆ จนกระทั่งเรารู้สึกว่า ธาตุในร่างกาย



สมบูรณ์ยิ่งขึ้นแล้ว ก็ให้เลิกภาวนา และ เอามือที่ประสานกันบริเวณหน้าอก ลงมาไว้ที่ข้างลำตัวตามปกติ




*******



ธาตุสมุฎฐาน แปลว่า ที่ตั้งของธาตุ แบ่งธาตุออกเป็น ๔ กอง คือ



๑. ปถวีสุมุฎฐาน - ธาตุดินเป็นที่ตั้ง จำแนกเป็น ๒๐ อย่าง


๒. อาโปสมุฎฐาน- ธาตุน้ำเป็นที่ตั้ง จำแนกเป็น ๑๒ อย่าง


๓. วาโยสมุฎฐาน- ธาตุลมเป็นที่ตั้ง จำแนกเป็น ๖ อย่าง


๔ เตโชสมุฎฐาน - ธาตุไฟเป็นที่ตั้ง จำ แนกเป็น ๔ อย่าง



จึงรวมเป็นธาตุสมุฎฐาน ๔๒ อย่าง หรือจะเรียกธาตุสมุฎฐาน ทั้ง ๔ ว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ก็ได้ ท่านจำแนก


ไว้โดยละเอียดดังนี้



ปถวีธาตุ ๒๐ อย่าง คือ



๑. เกศา คือผม ที่เป็นเส้นงอกอยู่บนศีรษะ


๒. โลมา คือขน เป็นเส้นงอกอยุ่ทั่วร่างกาย เช่นขนคิ้ว หนวด เครา และขนอ่อนตามตัว เป็นต้น


๓. นขา คือ เล็บ ที่งอกอยู่ตามปลายนิ้วมือ และปลายนิ้วเท้า


๔. ทันตา คือฟัน ฟัน ๑ อย่าง เขี้ยวอย่าง ๑ กรามอย่าง ๑ รวมเรียกว่าฟัน เป็นฟันน้ำนม ผลัดหนึ่งมี ๒๐ ซี่


เป็นฟันแก่ผลัด ๑ มี ๓๒ ซี


๕. ตะโจ คือหนัง ตามตำราเข้าใจว่าหมายถึง ที่หุ้มกายภายนอก ซึ่งมี ๓ ชั้น คือ หนังหนา หนังชั้นกลาง หนังกำพร้า แต่ที่จริงหนังในปาก เป็นหนังเปียกอีกชนิด หนึ่งควรนับเข้าด้วย


๖. มังสัง คือเนื้อที่เป็นกล้ามและเป็นแผ่นในกาย


๗. นหารู คือเส้นและเอ็นในกายทั่วไป


๘. อัฎฐิ คือกระดูก กระดูกอ่อน อย่าง ๑ กระดูกแข็งอย่าง ๑


๙. อัฎิมัชัง คือเยื่อในกระดูก แต่ที่จริงควรเรียกว่าไข เพราะเป็นน้ำมันส่วนเยื่อนั้นมีหุ้ม อยุ่นอกกระดูก


๑๐. วักกัง คือม้าม ตั้งอยู่ข้างกระเพาะอาหาร


๑๑. หทยัง คือ หัวในอยุ่ในทรวงอก หน้าที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงทั่วกาย


๑๒. ยกนัง คือตับ ตับอ่อนอย่างหนึ่ง และตับแก่อย่าง ๑ ซึ่งอยู่ชายโครงด้านขวา


๑๓. กิโลมกัง คือผังผืด เป็นเนื้อยืดหดได้ มีอยู่ทั่วร่างกาย


๑๔. ปิหกัง คือไต มีอยู่ ๒ ไต ติดกระดูกสันหลังบริเวณบั้นเอวขวาและซ้าย สำหรับขับปัสสาวะ


๑๕. ปัปผาสัง คือปอด มีอยุ่ในทรวงอกขวาและซ้าย สำหรับหายใจ


๑๖. อันตัง คือลำไส้ใหญ่ เข้าใจว่านับทั้ง ๒ ตอนๆบนรวมกระเพาะอาหาร เข้าด้วยกัน ตอนล่างที่ต่อจากลำไส้ไปหาทวารหนักอีกตอนหนึ่ง


๑๗. อันตคุณัง คือลำไส้น้อย ลำไส้เล็กที่ขดต่อจากกระเพาะอาหารไปต่อกับไส้ใหญ่ตอนล่าง


๑๘. อุทรียัง คืออาหารใหม่ อาหารที่อยู่เพียงลำไส้ใหญ่ตอนบน(ในกระเพาะอาหาร)และในส่วนลำไส้เล็ก


๑๙. กรีสัง คืออาหารเก่า กากอาหารที่ตกจากลำไส้เล็กมาอยู่ในลำไส้ใหญ่ตอนล่าง และตกไปทวารหนัก


๒๐. มัตเก มัตถลุงคัง คือมันสมอง เป็นก้อนอยู่ในศีรษะ ต่อเนื่องลามตลอดกระดุกสันหลัง ติดกับเส้นประสาททั่วไป



อาโปธาตุ ๑๒ อย่าง คือ



๑. ปิตตัง น้ำดี แยกเป็น ๒ อย่าง มีพัทธปิตตัง ( น้ำดีในฝัก) และอพัทธะปิตตะ( น้ำดีนอกฝัก ที่ตกในลำไส้)


๒. เสมหัง น้ำเสลด แยกเป็น ๓ คือ ศอเสมหะในลำคอ อุระเสมหะในหลอดลม คูถเสมหะที่ออกจากทางอุจจาระ


๓ ปุพโพ หนอง ที่ออกตามแผลต่างๆ เกิดขึ้นเพราะมีเหตุช้ำชอก และเป็นแผล เป็นต้น


๔. โลหิตัง เลือด โลหิตแดงอย่างหนึ่ง โลหิตดำอย่างหนึ่ง


๕. เสโท เหงื่อ น้ำเหงื่อที่ตามกายทั่วไป


๖. เมโท มันข้น เป็นเนื้อมันสีขาว ออกเหลือง อ่อนมีในร่างกายทั่วไป


๗. อัสสุ น้ำตา น้ำใสๆ ที่ออกจากตาทั้งสองข้าง


๘. วสา มันเหลว หยดน้ำมัน และน้ำเหลืองในร่างกายทั่วไป


๙. เขโฬ น้ำลาย น้ำลายในปาก


๑๐. สิงฆานิกา น้ำมูก เป็นน้ำใสๆ ที่ออกทางจมูก


๑๑. ลสิกา ไขข้อ น้ำมันที่อยู่ในข้อทั่วๆไป


๑๒. มุตตัง น้ำปัสสาวะ น้ำที่ออกมาจากกระเพาะปัสสาวะ



วาโยธาตุ ๖ อย่าง



๑. อุทธังคมาวาตา คือลมสำหรับพัดขึ้น ตั้งแต่ปลายเท้าตลอดศรีษะ หรือ ตั้งแต่กระเพาะอาหารถึงลำคอ ไก้แก่ เรอ


๒. อุโธคมาวาตา คือลมสำหรับพัดตั้งแต่ศรีษะตลอดถึงปลายเท้า หรือตั้งแต่ลำไส้น้อยถึงทวารหนัก ได้แก่ผายลม


๓. กุจฉิสยาวาตา คือลมสำหรับพัดอยู่ในท้องแต่นอกลำไส้


๔. โกฎฐาสยาวาตา คือลำมสำหรับพัดในลำไส้และในกระเพาะอาหาร


๕. อังคมังคานุสารีวาตา คือลมสำหรับพัดทั่วร่างกาย ( ปัจจุบันเรียกโลหิต)



เตโชธาตุ ๔ อย่าง



๑. สันตัปปัคคี คือไฟสำหรับอุ่นกาย ซึ่งทำให้ตัวเราอุ่นเป็นปกติอยู่


๒. ปริทัยหัคคี คือไฟสำหรับร้อนระส่ำระสาย ซึ่งทำให้เราต้องอาบน้ำและพัดวี


๓. ชิรณัคคี คือไฟสำหรับเผาให้แก่คร่ำคร่า ซึ่งทำให้ร่างกายเราเ**่ยวแห้ง ทรุดโทรม ทุพพลภาพ


๔. ปริณามัคคี คือไฟสำหรับย่อยอาหาร ซึ่งทำให้อาหารที่เรากลืนลงไปนั้น แหลกละเอียดไปธาตุดิน ๒๐ อย่าง ธาตุน้ำ ๑๒ อย่าง ธาตุลม ๖ อย่าง ธาตุไฟ ๔ อย่าง เป็นที่ตั้งที่เกิดของโรค เพราะธาตุทั้ง ๔ พิการไป มนุษย์จึงมีความเจ็บไข้ไปแต่ละอย่างๆ ท่านได้อธิบายในคัมภีร์ธาตุวิภังค์และคัมภีร์โรคนิทาน นอกจากนี้ การรู้จักที่ตั้งที่เกิด แห่งโรค ตาม อาการของธาตุทั้ง ๔ กับตัวยาสำหรับแก้โรค ยังมีแจ้งอยู่ในคัมภีร์โรคนิทาน จึงกล่าวแต่ชื่อธาตุทั้ง ๔ ไว้พอสังเขปเท่านั้น



******



๑. สมุฎฐานปถวีธาตุพิการ



๑.๑ เกศาพิการ(ผม) ให้มีอาการเจ็บตามหนังหัวและผมร่วง


๑.๒ โลมาพิการ( ขน) ให้มีอาการเจ็บตามผิวหนังและขนร่วง


๑.๓ นขาพิการ(เล็บ) ให้มีอาการปวดที่โคนเล็บ บางทีทำให้เล็บถอด บางทีเป็นเม็ด เป็นหนองที่โคนเล็บ


๑.๔ ทันตาพิการ(ฟัน) เป็นรำมะนาด เป็นฝีรำมะนาด ฝีกราม ให้ปวดตามรากฟัน แมงกินฟัน


๑.๕ ตะโจพิการ(หนัง) ให้คันตามผิวหนัง ให้รู้สึกกายสากตามผิวหนัง ให้แสบร้อนตามผิวหน้า


๑.๖ มังสังพิการ( เนื้อ) ให้เนื้อเป็นผื่นแดงช้ำและแสบร้อน เนื้อเป็นแฝดเป็นไฝ เป็นหูด เป็นพรายย้ำ


๑.๗ นหารูพิการ(เส้นเอ็น) ให้รู้สึกตรึงรัดผูกดวงใจ ให้สวิงสวาย และอ่อนหิว


๑.๘ อัฎฐิพิการ(กระดูก) ให้เจ็บปวดในแท่งกระดูก


๑.๙ อัฎฐิมิญชังพิการ(เยื่อพรุนในกระดูก) ให้ข้นให้เป็นไข แล้วมีอาการเป็นเหน็บชา


๑.๑๐ วักกังพิการ(ม้าม) ให้สะท้านร้อนสะท้านหนาว และเป็นโรค เช่นกระษัยลม


๑.๑๑ หทยังพิการ(หัวใจ) ให้เสียอารมณ์ ให้ใจน้อย มักขี้โกรธ ให้หิวโหย


๑.๑๒ ยกนังพิการ(ตับ) ให้ตับโต ตับย้อย เป็นฝีที่ตับ ตับช้ำ


๑.๑๓ กิโลมกังพิการ(พังผืด) ให้อกแห้ง ให้กระหายน้ำ และเป็นโรค เช่นโรคริดสีดวงแห้ง


๑.๑๔ ปิหกังพิการ(ไต) ให้ขัดในอก ให้แน่นในอก ให้ท้องพอง ให้อ่อนเพลีย กำลังน้อย


๑.๑๕ ปัปผาสังพิการ(ปอด) ให้กระหายน้ำ ให้ร้อนในอก ให้หอบหนัก เรียกว่า กาฬขึ้นที่ปอด


๑.๑๖ อันตังพิการ(ลำไส้ใหญ่) ให้ลงท้องเป็นกำลัง ให้แน่นในท้อง ให้ลำไส้ตีบ


๑.๑๗ อันตคุนังพิการ(ไส้น้อย) ให้เรอ ให้หาว ให้อุจจาระเป็นโลหิต ให้หน้ามืดตามัวให้เมื่อยบั่นเอว ให้เสียดสองราวข้าง ให้ร้อนท้องร้อนคอ ให้ถ่ายอุจจาระเป็นหนอง


๑.๑๘ อุทริยังพิการ(อาหารใหม่) ให้ลงท้อง ให้จุกเสียด ให้พะอืดพะอม ให้สะอึก


๑.๑๙ กรีสังพิการ(อาหารเก่า) ให้อุจจาระไม่ปกติ ธาตุเสียมักจะเนื่องมาแต่ตานขโมย


และเป็นโรค เช่นริดสีดวง


๑.๒๐ มัตถเก มัตถลุงคังพิการ(สมอง) ให้หูตึง ให้มัวตา ให้ลิ้นกระด้าง ให้คางแข็ง




๒. สมุฎฐานอาโปธาตุพิการ



๒.๑ พัทธะปิตตะพิการ(น้ำดีในฝัก) ให้มีอาการคลุ้มคลั่งเป็นบ้า ไข้สูง


๒.๒ อพัทธะปิตตะพิการ ทำให้ปวดศรีษะ ตัวร้อน สะท้านร้อนสะท้านหนาว ตาเหลือง ปัสสาวะเหลือง จับไข้


๒.๓ ศอเสมหะพิการ ให้ไอเจ็บคอ คอแห้ง เป็นหืด


๒.๔ อุระเสมหะพิการ ให้ผอมเหลือง เป็นตาน เป็นเถาให้แสบในคอ อกแห้ง


๒.๕ คูถเสมหะพิการ ให้ตกอุจจาระเป็นเสมหะ และโลหิต เช่นมูกเลือด


๒.๖ ปุพโพพิการ ทำให้ไอเบื่ออาหาร ให้รูปร่างซูบผอม


๒.๗ โลหิตพิการ ให้ตัวร้อนเป็นไข้ ให้คลั่งเพ้อ ให้ปัสสาวะแดง ให้เป็นเม็ด ตามผิวหนัง


เช่นเป็นประดงต่างๆ เป็นปานดำ ปานแดง ให้ตัวเย็น ให้อ่อนอกอ่อนใจ


๒.๘ เสโทพิการ (เหงื่อ) ให้สวิงสวาย ให้ตัวเย็น ให้อ่อนอกอ่อนใจ


๒.๙ เมโทพิการ( มันข้น) ให้ผุดเป็นแผ่นตามผิวหนัง และเป็นวงเป็นดวงให้ปวดแสบปวดร้อนผิวหนังเป็นน้ำเหลืองไหล


๒.๑๐ อัสสุพิการ(น้ำตา) ให้ตาเป็นฝ้า น้ำตาไหล ตาแฉะ ตาเป็นต้อ


๒.๑๑ วสาพิการ(มันเหลว) ให้ผิวเหลือง ให้ตาเหลือง ให้ลงท้อง


๒.๑๒ เขโฬพิการ(น้ำลาย) ให้เจ็บคอเป็นเม็ดในคอและโคนลิ้น


๒.๑๓ สิงฆานิการ(น้ำมูก) ให้ปวดในสมอง ให้ตามัว ให้น้ำมูกตก


๒.๑๔ ลสิกาพิการ(ไขข้อ) ให้เจ็บตามข้อ และแท่งกระดูกทั่วตัว


๒.๑๕ มุตตังพิการ(ปัสสาวะ) ให้ปัสสาวะสีขาว สีเหลือง สีดำ สีแดง



๓. สมุฎฐานวาโยธาตุพิการ




๓.๑ อุทธังคมาวาตพิการ (ลมพัดขึ้น) ให้มือเท้าขวักไขว่ ร้อนในท้อง ทุรนทุราย หาวเรอ เสมหะเฟ้อ


๓.๒ อโธคมาวาตพิการ(ลมพัดลง) ให้ยกมือและเท้าไม่ไหว ให้เมื่อยขบไปทุกข้อ


๓.๓ กุจฉิสยาวาตพิการ(ลมพัดในท้องนอกลำไส้) ให้ท้องลั่น ให้ดวงจิตสวิงสวาย ให้เมื่อยขบไปทุกข้อ


๓.๔ โกฎฐาสยาวาตพิการ(ลมพัดในลำไส้ กระเพาะ) ให้ขัดในอก ให้จุกเสียด ให้อาเจียน


ให้คลื่นเ**ยน ให้เหม็นข้าว


๓.๕ อังคมังคานุสารีวาตพิการ(ลมพัดทั่วร่างกาย) ให้นัยน์ตาพร่า ให้วิงเวียน ให้เจ็บสองหน้าขา


ให้เจ็บตา กระดูกสันหลัง อาเจียนแต่ลมเปล่า กินอาหารไม่ได้ สะบัดร้อนสะบัดหนาว


๒.๖ อัสสาสะ ปัสสาสะวาตพิการ(ลมหายใจเข้าออก) ให้หายใจสั้นเข้าจนไม่ออกไม่เข้า



๔. สมุฎฐานเตโชธาตุพิการ




๔.๑ สันตัปปัคคีพิการ(ไฟอบอุ่น) ทำให้กายเย็นชืด


๔.๒ ปริณามัคคีพิการ(ไฟย่อยอาหาร) ให้ขัดข้อมือ ข้อเท้า เป็นมองคร่อ คือปอดเป็นหวัด ให้ไอ


ให้ปวดฝ่ามือ ฝ่าเท้า ให้ท้องแข็ง ให้ผะอืดผะอม


๔.๓ ชิรณัคคีพิการ( ไฟทำให้แก่ชรา) ทำให้กายไม่รู้สึกสัมผัส ชิวหาไม่รู้รส หูตึง หน้าผากตึง


อาการเหล่านี้ เปลี่ยนไป เปลี่ยนมาได้


๔.๔ ปริทัยหัคคีพิการ( ไฟระส่ำระสาย) ทำให้ร้อนภายในภายนอก เย็นมือ เย็นเท้า เหงื่อออก


ธาตุ 4

ธาตุทั้ง 4 ประกอบด้วย ธาตุดิน เป็นที่ตั้งแห่งกองธาตุเป็นที่ตั้งแห่งกองโรค ดินเป็นเหมือระบบโครงสร้าง ได้แก่อวัยวะต่างๆ เป็นของที่แข็ง จับต้องได้

ธาตุน้ำ คือน้ำทั้งหลายในร่างกาย เช่น น้ำย่อย น้ำเลือด น้ำดี

ธาตุลม คือพลังแห่งการเคลื่อนไหวทั้งหลาย รวมทั้งสิ่งที่พยุงไว้ซึ่งธาตุทั้งมวล เช่น
การทำงานของระบบสมองประสาทต่าง ๆ

ธาตุไฟ คือสิ่งที่เผาผลาญสิ่งที่ให้พลังงานไปขับเคลื่อนลม โดยธาตุทั้ง 4 ต่างเกื้อกูลเกี่ยวพันกัน ดินย่อมอาศัยน้ำ
เช่น ตับมีน้ำเลือด การเคลื่อนไหวของเลือดต้องอาศัยพลังแห่งลมขับเคลื่อนไป เช่น การเต้นของหัวใจ เป็นต้น


ธาตุทั้ง 4 ภินนะ

ธาตุดินและธาตุไฟแตกดับจะเป็นสาเหตุจากโรคที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันและระบบฮอร์โมน ส่วนธาตุลมและธาตุน้ำแตกดับเกี่ยวกับโรคมะเร็งเนื้อร้าย

- ธาตุทั้ง 4 กำเริบ หย่อน พิการ

ธาตุดินกำเริบ หย่อน พิการ มักแสดงถึงการทำลายสลาย การเสื่อมของอวัยวะ มีเนื้องอกมะเร็ง มีการอักเสบที่เยื่อบุ เป็นโรคหัวใจ

ธาตุไฟกำเริบ หย่อน พิการ มีอาการที่สำคัญคือ บวม และตกมูกเลือดเน่า โดยการบวมจะเป็นอาการของโรคหัวใจ ไต และภาวะขาดโปรตีน ทำให้น้ำซึมออกจากเส้นเลือดแทรกอยู่ระหว่างเซลล์

ธาตุลมกำเริบ หย่อน พิการ มีอาการสำคัญ คือ ตะคริว หูอื้อ เวียนหัว เป็นอาการเกี่ยวกับสมองขาดเลือดไปเลี้ยงไม่พอ อาจเกิดจากระบบไหลเวียนโลหิตไม่ดี ความดันต่ำ อาการที่สำคัญอีกอย่างคือ หอบหืด

ธาตุน้ำกำเริบ หย่อน พิการ มีอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบขับถ่าย ท้องผูก ระบบทางเดินปัสสาวะ น้ำในข้อต่าง ๆ ทำให้ขัดเจ็บเวลาเคลื่อนไหว

- ตรีโทษ

ธาตุดินกำเริบ มีลักษณะของเนื้อเยื่อ ขาดเลือดไปเลี้ยง ขาดออกซิเจน
ธาตุน้ำกำเริบ มีลักษณะคือ เป็นไข้ตัวร้อน เนื่องจากการติดเชื้อ ถ้ามีไข้ต่ำ ๆ เรื้อรัง อาจเป็นโรควัณโรค หรือเป็นมะเร็งที่ใดที่หนึ่ง
ธาตุไฟกำเริบ มีอาการสำคัญคือ สั่น เวียนหัว แสบไส้ ไอ
ธาตุลมกำเริบ มีอาการสำคัญ คือ จุก สะอึก หายใจสั้น หอบคล้ายหืด ไอ ตัวเหลืองเพราะเป็นโรคตับ

ธาตุ 4 พิการ

ธาตุดินพิการ หมายถึง สภาพผิดปกติของอวัยวะที่แสดงออก เช่น ผิวหนังพิการ คือ มีตุ่ม ผื่น มีเน่า มีเปื่อย เป็นแผล เป็นต้น ถ้าอวัยวะภายในพิการ เช่น ตับพิการ คือ ตับทำงานผิดปกติ หรือเป็นฝี อักเสบ นั่นเอง

ธาตุน้ำพิการ หมายถึง สภาพของเหลวในร่างกายทำงานที่ ผิดปกติไป เช่น เสมหะพิการ คือ มีมูก เมือก เสลด ออกมาเป็นหนอง เป็นเลือด น้ำปัสสาวะพิการ มีปัสสาวะขุ่น เป็นหนอง เป็นเลือด เป็นต้น

ธาตุลมพิการ คือ ภาวะผิดปกติ เดี๋ยวเร็ว เดี๋ยวช้า คือการเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นจังหวะ หรือเสื่อมสภาพ ไม่ทำงาน ไม่เคลื่อนไหว

ธาตุไฟพิการ หมายถึง ความร้อนในร่างกายผิดปกติไป เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน ระบบย่อยอาหารผิดปกติ หรือบางครั้งมีไข้ตัวร้อน บางครั้งรู้สึกหนาวสั่น เป็นต้น


*****
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 17-11-12 เมื่อ 20:25

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #8  
เก่า 16-11-12, 21:46
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

คาถาตั้งธาตุทั้ง 4 ปฏิบัติเพื่อรักษาโรคเบื้องต้น

นั้นผมได้เรียนมาจากพราหมณ์ ท่านหนึ่ง ท่านบอกว่า

ท่านเป็นพราหมณ์สายเข้าอ้อ อยู่ใต้ จ.อะไรจำไม่ได้

วันหนึ่งในการหาคำตอบของ การฝึกระลึกชาติได้เจอพราหมณ์ท่านนี้ผ่านเว็บไซท์แห่งหนึ่ง และได้ chat

ผ่าน msn ด้วย ตอนนั้น เขาก็ให้ศึกษาคาถาต่าง แต่เห็น ก็ไม่มีไรมาก ณ ปัจจุบัน ก็ ฤกษ์ ลอย ฟู จม

ช่วงจังหวะนั้น ป่วยตรวจสุขภาพ หาโรคไม่เจอ ท่านก็ได้ช่วยแนะนำ เรื่องธาตุ ตั้ง ธาตุ ให้รักษาอาการป่วย

แต่ ปฏิบัติไปก็ได้ผลส่วนหนึ่ง ไม่ได้ผลส่วนหนึ่ง ที่ได้ผลเพราะ ว่า ฤทธิ์ของคาถา เป็นเหตุ

ที่ไม่ได้ผล ส่วนเพราะวิบากกรรมเป็น เหตุ

เวลาใช้ ท่านบอกแค่ว่า หายใจไม่ออก เพราะ ธาตุลมบกพร่อง ให้ ตั้งหนุนธาตุลม

ร้อน เพราะธาตุไฟ เป็นเหตุ ให้ตั้งธาตุน้ำ หนุนน้ำ

รู้สึกหนาว ก็ให้ตั้งธาตุไฟ หนุนธาตุไฟ แค่นี้


รู้สึกว่าเราจะวิเคราะห์ ให้เห็นว่าควร ตั้งธาตุใด หนุนธาตุใด ไม่เป็น จึงปล่อยทิ้งไป


หลังจากนั้น ผมก็ได้สืบสาวหาความ วิธีการตั้งธาตุหนุนธาตุมาใหม่ และ ที่ได้ก็

นำมาโพสไว้ ณ ที่แห่งนี้

เรื่อง ตั้งสมุฏฐาน การป่วย ว่าธาตุอะไรบกพร่อง นั้น ได้มาด้วยความบังเอิญ ในวันนี้

เอาเฉพาะ ช่วงที่เราอ่านแล้วเข้าใจ เพราะส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจ ก็เห็นว่าสำคัญต่อการวิเคราะห์ว่า

ธาตุอะไรในร่างกายของเราบกพร่อง ครับ
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 16-11-12 เมื่อ 23:49

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #9  
เก่า 25-11-12, 12:10
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

เพิ่มเติมเรื่องความหมาย ของ นะโมพุทธายะ และ นะมะพะธะ และ นะมะพะทะ

ผมได้สงสัยมาตั้งแต่ต้น เพราะว่า บางเว็บไซท์ เขาเขียนว่า นะมะพะธะ บางเว็บเขียนว่า นะมะพะทะ

และ คนที่แนะนำผมตอนแรก ก็ใช้ นะมะพะธะ จึงสับสน และได้ ข้อมูลจาก ตำราพระเวทย์ 108 มาดังนี้


นะ
คือ ธาตุน้ำหล่อเลี้ยงร่างกายและดวงจิต อาโปธาตุ
โม
คือ ธาตุดิน ปฐวีธาตุ
พุท
คือ ธาตุไฟ ให้อุ่นกาย รักษากาย เตโชธาตุ
ธา
คือ ธาตุลม ห่อชีวิต วาโยธาตุ
ยะ
คือ อากาศธาตุ อากาศมีที่ใด เป็นที่นั่นแล

นะ
คือพระกุกกุสันโธพุทธเจ้า อาโปธาตุ
โม
คือ พระโกนาคมพุทธเจ้า ปฐวีธาตุ
พุท
คือ พระกัสสปพุทธเจ้า เตโชธาตุ
ธา
คือ พระสมณโคดมพุทธเจ้า วาโยธาตุ
ยะ
คือ พระศรีอาริยเมตตรัยโพธิสัตว์ อากาศธาตุ

บางมติของอาจารย์แต่โบราณ ท่านเล่าว่า เพราะอากาศธาตุนั้นคือ พระศรีอาริยเมตรัยโพธิสัตว์ยังไม่ได้ตรัสรู้
ให้พึงพิจารณา แต่องค์ที่ตรัสรู้แล้วคือ

พระกุกกุสันโธพุทธเจ้า (นะ)
พระโกนาคมพุทธเจ้า(โม)
พระกัสสโปพุทธเจ้า (พุท)
พระสมณโคดมพุทธเจ้า (ธา)

รวมกัน สี่ องค์ เท่านั้น

อาโปธาตุ น้ำ ( นะ ) นะ
ปฐวีธาตุ ดิน (โม) มะ
เตโชธาตุ ไฟ ( พุท) พะ
วาโยธาตุลม ( ธา) ธะ

แต่พอ อธิบายเนื้อความคาถา ท่านเขียนเป็นแบบนี้

นะโมพุทธายะ เป็นแม่ธาตุใหญ่

ธาตุทั้ง 4 คือ นะมะพะทะ

ส่วนบางตำรา ก็ เขียน คาถา (หัวใจ) ธาตุทั้ง 4 ดั่งนี้ นะมะพะธะ

เพราะฉะนั้น คาถาหัวใจธาตุทั้ง 4 จะเขียน นะมะพะทะ ก็ได้ หรือจะเขียน นะมะพะธะ ก็ได้
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 25-11-12 เมื่อ 22:12

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 6 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
พรรณวดี (26-11-12), พรหมวิหาร (18-04-13), พุทธรักษา (29-11-12), อภิญญา (26-11-12), เพิ่มบุญ (21-02-13), Eang (24-12-12)
  #10  
เก่า 20-02-13, 23:30
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

หลักสมถวิปัสสนาของหลวงปู่เสาร์ พิจารณากายแยกออกเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ

หลักการสอนท่านก็สอนในหลักของสมถวิปัสสนา ดังที่เราเคยได้ยินได้ฟังกันมาแล้วนั้น แต่ท่านจะเน้นหนักในการสอนให้เจริญพุทธคุณเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเจริญพุทธคุณจนคล่องตัวจนชำนิชำนาญแล้ว ก็สอนให้พิจารณากายคตาสติ เมื่อสอนให้พิจารณากายคตาสติ พิจารณาอสุภกรรมฐาน จนคล่องตัวจนชำนิชำนาญแล้ว ก็สอนให้พิจารณาธาตุกรรมฐาน

ให้พิจารณาแยกกายแยกออกเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ แล้วก็พยายามพิจารณาว่าในร่างกายของเรานี้ไม่มีอะไร มีแต่ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ประชุมกันอยู่เท่านั้น หาสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาไม่มี ในเมื่อฝึกฝนอบรมให้พิจารณาจนคล่องตัว จิตก็จะมองเห็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน คือ เห็นว่าร่างกายนี้ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน เป็นอนัตตาทั้งนั้น

จะว่ามีตัวมีตน ในเมื่อแยกออกไปแล้ว มันก็มีแต่ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ สัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขาไม่มี แต่อาศัยความประชุมพร้อมของธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีปฏิสนธิ จิตปฏิสนธิวิญญาณมายึดครองอยู่ในร่างอันนี้ เราจึงสมมติบัญญัติว่า สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา

อันนี้เป็นแนวการสอนของพระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่นและพระอาจารย์สิงห์ การพิจารณาเพียงแค่ว่าพิจารณากายคตาสติก็ดี พิจารณาธาตุกรรมฐานก็ดี ตามหลักวิชาการท่านว่าเป็นอารมณ์ของสมถกรรมฐาน แต่ท่านก็ย้ำให้พิจารณาอยู่ในกายคตาสติกรรมฐานกับธาตุกรรมฐานนี้เป็นส่วน ใหญ่

ที่ท่านย้ำ ๆ ให้พิจารณาอย่างนั้น ก็เพราะว่าทำให้ภูมิจิตภูมิใจของนักปฏิบัติก้าวขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาได้เร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิจารณากายคตาสติ แยก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นต้น ออกเป็นส่วน ๆ เราจะมองเห็นว่าในกายของเรานี้ก็ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน มันเป็นเพียง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูกเท่านั้น

ถ้าว่ากายนี้เป็นตัวเป็นตน ทำไมจึงจะเรียกว่าผม ทำไมจึงจะเรียกว่าขน ทำไมจึงจะเรียกว่าเล็บ ว่าฟัน ว่าเนื้อ ว่าเอ็น ว่ากระดูก ในเมื่อแยกออกไปเรียกอย่างนั้นแล้ว มันก็ไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นอกจากนั้นก็จะมองเห็นอสุภกรรมฐาน เห็นว่าร่างกายนี้เต็มไปด้วยของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครกน่าเบื่อหน่าย ไม่น่ายึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นอัตตาตัวตน

แล้วพิจารณาบ่อย ๆ พิจารณาเนือง ๆ จนกระทั่งจิตเกิดความสงบ สงบแล้วจิตจะปฏิวัติตัวไปสู่การพิจารณาโดยอัตโนมัติ ผู้ภาวนาก็เริ่มจะรู้แจ้งเห็นจริงในความเป็นจริงของร่างกายอันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ พิจารณากายแยกออกเป็นส่วน ๆ ส่วนนี้เป็นดิน ส่วนนี้เป็นน้ำ ส่วนนี้เป็นลม ส่วนนี้เป็นไฟ

เราก็จะมองเห็นว่าร่างกายนี้สักแต่ว่าเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ สัตว์บุคคลตัวตนเราเขาไม่มี ก็ทำให้จิตของเรามองเห็นอนัตตาได้เร็วขึ้น เพราะฉะนั้น การเจริญกายคตาสติก็ดี การเจริญธาตุกรรมฐานก็ดี จึงเป็นแนวทางให้จิตดำเนินก้าวขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาได้

และอีกอันหนึ่งอานาปานสติ ท่านก็ยึดเป็นหลักการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรรมฐานอานาปานสติ การกำหนดพิจารณากำหนดลมหายใจนั้น จะไปแทรกอยู่ทุกกรรมฐาน จะบริกรรมภาวนาก็ดี จะพิจารณาก็ดีในเมื่อจิตสงบลงไป ปล่อยวางอารมณ์ที่พิจารณาแล้ว ส่วนใหญ่จิตจะไปรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออกอยู่เป็นปกติ

จิตเอาลมหายใจเป็นสิ่งรู้ สติเอาลมหายใจเป็นสิ่งระลึก ลมหายใจเข้าออกเป็นไปตามปกติของร่างกาย เมื่อสติไปจับอยู่ที่ลมหายใจ ลมหายใจก็เป็นฐานที่ตั้งของสติ ลมหายใจเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องด้วยกาย สติไปกำหนดรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก จดจ่ออยู่ที่ตรงนั้น วิตกถึงลมหายใจ มีสติรู้พร้อมอยู่ในขณะนั้น จิตก็มีวิตกวิจารอยู่กับลมหายใจ

เมื่อจิตสงบลงไป ลมหายใจก็ค่อยละเอียด ๆ ลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งในที่สุดลมหายใจก็หายขาดไป เมื่อลมหายใจหายขาดไปจากความรู้สึก ร่างกายที่ปรากฏว่ามีอยู่ก็พลอยหายไปด้วย ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าหากว่าลมหายใจยังไม่หายขาดไป กายก็ยังปรากฏอยู่ เมื่อจิตตามลมหายใจเข้าไปข้างใน จิตจะไปสงบนิ่งอยู่ในท่ามกลางของกาย แล้วก็แผ่รัศมีออกมารู้ทั่วทั้งกาย

จิตสามารถที่จะมองเห็นอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายได้หมดทั้งตัว เพราะลมย่อมวิ่งเข้าไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย ลมวิ่งไปถึงไหนจิตก็รู้ไปถึงนั่น ตั้งแต่หัวจรดเท้า ตั้งแต่เท้าจรดหัว ตั้งแต่แขนซ้ายแขนขวา ขาขวาขาซ้าย เมื่อจิตตามลมหายใจเข้าไปแล้ว จิตจะรู้ทั่วกายหมด ในขณะใดกายยังปรากฏอยู่ จิตสงบอยู่ สงบนิ่ง รู้สว่างอยู่ในกาย วิตก วิจารณ์ คือจิตรู้ อยู่ภายในกาย สติก็รู้พร้อมอยู่ในกาย

ในอันดับนั้นปีติและความสุขย่อมบังเกิดขึ้น เมื่อปีติและความสุขบังเกิดขึ้น จิตก็เป็นหนึ่ง นิวรณ์ ๕ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจกิจฉา ก็หายไป จิตกลายเป็นสมถะ มีพลังพอที่จะปราบนิวรณ์ ๕ ให้สงบระงับไป ผู้ภาวนาก็จะมองเห็นผลประโยชน์ในการเจริญสมถกรรมฐาน

อันนี้เป็นปฏิปทาย่อ ๆ ของครูบาอาจารย์ที่นำมาเล่าเพื่อจะเป็นประโยชน์แก่สหธรรมมิก ทีนี้หลักบริกรรมภาวนาพุทโธ เมื่อบริกรรมภาวนาพุทธโธทำจิตให้เป็นสมาธิคล่องตัวจนชำนิชำนาญพอสมควรแล้ว เพื่อจะให้จิตมีสติปัญญาก้าวขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนา

อันดับที่ ๒ ท่านให้พิจารณากายคตาสติ ให้พิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ให้มองเห็นเป็นสิ่งปฏิกูลน่าเกลียดโสโครก การพิจารณากายคตาสติท่านถือคติเป็น ๒ อย่าง อย่างหนึ่งพิจารณาไปโดยอนุโลม ไปตามลำดับจนครบอาการ ๓๒ และอีกอย่างหนึ่งท่านให้พิจารณาเพียงอย่างเดียว คือ ให้กำหนดจดจ้องมองดูที่บริเวณหน้าอกแล้วกำหนดจิตลอกหนังออกลอกเนื้อออก มองให้มันถึงกระดูก

พิจารณากลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น จนจิตเชื่อมั่นว่ามีกระดูกอยู่ที่ตรงนี้ในอันดับต่อไปท่านก็ให้บริกรรมภาวนาอัฐิ ๆๆ แล้วก็จ้องความรู้สึกของจิตลงไปในบริเวณหน้าอก พยายามทำบ่อย ๆ ทำเนือง ๆ ทำให้มาก ๆ ในที่สุดเมื่อจิตสงบลงไปแล้ว จะได้นิมิตมองเห็นโครงกระดูก

บริเวณหน้าอกหรือโดยทั่วตัวในเมื่อเห็นโครงกระดูกขึ้นมาแล้ว ก็เพ่งจ้องมองดูที่โครงกระดูก จนกระทั่งโครงกระดูกมันแหลกละเอียดสลายตัวไปหรือได้อสุภกรรมฐาน ในเมื่อพิจารณาอสุภกรรมฐานรู้จริงห็นจริงเป็นอุบายระงับราคะ ความกำหนัดยินดีไม่ให้เกิดขึ้นกลุ้มรุมจิตใจ เพื่อจะได้มีโอกาสบำเพ็ญเพียรภาวนาในขั้นต่อไป

เสร็จแล้วพระอาจารย์เสาร์ท่านสอนให้พิจารณาร่างกายให้มองเห็นด้วยความเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ คือแยกออกไปว่า ร่างกายนี้มีแต่ดิน แต่น้ำ แต่ลม แต่ไฟ เมื่อแยกออกไปแล้วก็ไม่มีสัตว์บุคคล ตัวตน เราเขา พิจารณาให้มองเห็นเป็นนิมิตว่าร่างกายนี้มีแต่ดิน น้ำ ลม ไฟ กันแท้จริง

จนกระทั่งจิตยอมรับว่า สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ในดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่มีความเป็นคนเป็นสัตว์ เพราะอาศัยดิน น้ำ ลม ไฟ ยังคุมกันอยู่ มีปฏิสนธิวิญญาณมายึดครองโดยความเป็นเจ้าของ เพราะอาศัยกิเลสตัณหา อุปทาน กรรม จึงทำให้เราเกิดยึดมั่นถือมั่นว่า อัตตาตัวตน ยึดว่าของเราของเขา ร่างกายของเราของเขา

ในเมื่อเห็นว่าร่างกายเป็นแต่เพียงธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ หาสัตว์ บุคคลตัวตนเราเขาไม่มี ในเมื่อเป็นเช่นนั้น จิตของผู้ภาวนาก็ได้อนัตตานุปัสสนาญาณ เห็นว่าร่างกายเป็นอนัตตาหมดทั้งสิ้น ภูมิจิตภูมิใจก็ก้าวขึ้นสู่ภูมิธรรมเองโดยอัตโนมัติ อันนี้เป็นปฏิปทาของท่านอาจารย์เสาร์และท่านอาจารย์มั่น ที่เคยได้ยินได้ฟังมาเพียงเล็กๆ น้อยๆ นำมาเล่า เพื่ออาจจะเกิดประโยชน์แก่วงการนักปฏิบัติบ้าง
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 20-02-13 เมื่อ 23:39

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 3 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 3 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 21:14


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่