อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ปกิณกะธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 17-05-12, 19:53
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default อานาปานสติกถา :: คัมภีร์พระวิสุทธิมรรค

อานาปานสติกถา

บัดนี้ถึงลำดับการแสดงการเจริญ อานาปานสติกัมมัฏฐาน มีวัตถุ ๑๖ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญไว้อย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติสมาธิแม้นี้แล อันพระโยคีเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นธรรมสงบประณีตเยือกเย็นและเป็นเครื่องอยู่เป็นสุข และยังอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ๆ ให้อันตรธานสงบระงับไปโดยพลัน ดังนี้ แล้วทรงแสดงไว้อย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อานาปานสติสมาธิอันพระโยคีอบรมแล้วอย่างไร ? ทำให้มากแล้วอย่างไร ? จึงเป็นธรรมสงบประณีตเยือกเย็นและเป็นเครื่องอยู่เป็นสุข และยังอกุศลธรรมอันลามก ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว ๆ ให้อันตรธานสงบระงับโดยพลัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ผู้อยู่ป่าหรืออยู่ตามโคนไม้หรืออยู่ในเรือว่างเปล่านั่งคู่บัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า




จตุกกะ ๔ วัตถุ ๑๖


จตุกกะ ที่ ๑



๑. เธอหายใจออกยาวก็รู้ว่าเราหายใจออกยาว หรือหายใจเข้ายาวก็รู้ว่าเราหายใจเข้ายาว


๒. เธอหายใจออกสั้นก็รู้ว่าเราหายใจออกสั้น หรือหายใจเข้าสั้นก็รู้ว่าเราหายใจเข้าสั้น


๓. เธอสำเหนียกว่าเราเป็นผู้รู้ตลอดกายทั้งปวงหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้รู้ตลอดกายทั้งปวงหายใจเข้า


๔. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้ระงับกายสังขารทั้งปวงหายใจออก เราจักเป็นผู้ระงับกายสังขารทั้งปวงหายใจเข้า



จตุกกะ ที่ ๒


๕. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้รู้ซึ่งปีติหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้รู้ซึ่งปีติหายใจเข้า

๖. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้รู้ซึ่งสุขกายหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้รู้ซึ่งสุขกายหายใจเข้า


๗. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้รู้ซึ่งจิตสังขารหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้รู้ซึ่งจิตสังขารหายใจเข้า


๘. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้ระงับจิตสังขารหายใจออก สำเหนียกว่าเราเป็นผู้ระงับจิตสังขารหายใจเข้า



จตุกกะ ที่ ๓



๙. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตหายใจเข้า


๑๐. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้ยังจิตให้บันเทิงหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้ยังจิตให้บันเทิงหายใจเข้า


๑๑. สำเหนียกว่าเราจักตั้งจิตมั่นหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักตั้งจิตมั่นหายใจเข้า


๑๒. สำเหนียกว่าเราจักเปลื้องจิตหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักเปลื้องจิตหายใจเข้า



จตุกกะ ที่ ๔


๑๓. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงหายใจออก สำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงหายใจเข้า


๑๔. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้พิจารณาเห็นความคลายไปหายใจออก สำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นความคลายไปหายใจเข้า


๑๕. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้พิจารณาเห็นความดับไปหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักพิจารณาเห็นความดับไปหายใจเข้า


๑๖. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้พิจารณาเห็นความสลัดทิ้งหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้พิจาณาเห็นความสลัดทิ้งหายใจเข้า


ก็เพราะอานาปานสติสมาธินั้น เมื่อกล่าวตามแนวของการพรรณนาพระบาลีนั้นแล ย่อมบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ฉะนั้น ในอธิการอันว่า อานาปานสติสมาธินั้น จึงมีการแสดงอันมีการพรรณนาพระบาลีเป็นตัวนำดังต่อไปนี้

ขยายความบาลีคำถาม

อันดับแรกพึงวินิจฉัยในบาลีคำถามว่า กถํ ภาวิโต จ ภิกฺขเว อานาปานสติสมาธิ ดังต่อไปนี้


คำว่า กถํ นี้เป็นคำถามด้วยความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะขยายอานาปานสติสมาธิภาวนา ให้พิสดารโดยประการต่าง ๆ คำว่า ภาวิโต จ ภิกฺขเว อานาปานสติสมาธิ นี้เป็นคำทรงแสดงไขธรรมที่ทรงตรัสถามไว้ด้วยความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะตรัสให้พิสดารโดยประการต่าง ๆ แม้ในคำว่า กถํ พหุลีกโต ฯลฯ วูปสเมติ นี้ ก็นัยนี้เหมือนกัน บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภาวิโต นี้ ได้แก่ ให้เกิดขึ้นแล้วหรือเจริญแล้ว บทว่า อานาปานสติสมาธิ ได้แก่ สมาธิที่สัมปยุตด้วยสติอันกำหนดเอาลมหายใจออกและลมหายใจเข้า หรือสมาธิในอานาปานสติ ชื่อว่าอานาปานสติสมาธิ บทว่า พหุลีกโต ได้แก่ ทำบ่อย ๆ


อธิบาย จตุกกะที่ ๑


คำว่า สนฺโต เจว ปณีโต จ นี้ได้แก่สงบด้วยประณีตด้วย พึงทราบการกำหนดความด้วย เอว ศัพท์ใน ๒ บท พระองค์ทรงอธิบายไว้อย่างไร ? ทรงอธิบายไว้ว่า อันอานาปานสติสมาธินี้จะได้เป็นธรรมสงบและประณีต โดยปริยายไร ๆ เหมือนอย่างอสุภกัมมัฏฐาน ซึ่งสงบและประณีตโดยปฏิเวธอย่างเดียว แต่ไม่สงบและประณีตโดยอารมณ์เลย เพราะมีอารมณ์หยาบและมีสิ่งปฏิกูลเป็นอารมณ์หามิได้ โดยที่แท้ เป็นธรรมชื่อว่าสงบคือเข้าไปสงบดับสนิท เพราะทั้งสงบโดยอารมณ์ เพราะทั้งสงบโดยองค์กล่าวคือปฏิเวธ ชื่อว่า ประณีต คือไม่ทำให้เบื่อหน่ายเพราะทั้งประณีตโดยอารมณ์เพราะทั้งประณีตโดยองค์ ดังนี้ เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า อานาปานสติสมาธินี้เป็นธรรมสงบทั้งประณีต


อธิบาย อเสจนโก


ก็ในบทว่า อเสจนโก นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ เครื่องรดของสมาธินั้นไม่มี เพราะเหตุนั้น สมาธินั้นชื่อว่าไม่มีเครื่องรด คือไม่ถูกตามรด ไม่ปะปน เป็นแผนกหนึ่งโดยเฉพาะ อธิบายว่า ในสมาธินี้ไม่มีอาการสงบด้วยบริกรรมหรืออุปจาร ความว่า จำเดิมแต่การกำหนดในเบื้องต้น ย่อมสงบและประณีตตามสภาวะของตนนั่นเอง
ฝ่ายอาจารย์บางพวกกล่าวว่า บทว่า อเสจนโก ความว่า ไม่ต้องรด มีโอชาอร่อยตามสภาวะนั่นเอง พึงทราบว่า อานาปานสติสมาธินี้ ชื่อว่าไม่มีเครื่องรดดังกล่าวมา ฉะนี้ ชื่อว่าเป็นเครื่องอยู่เป็นสุข เพราะเป็นไปเพื่อสุขทางกายและสุขทางใจ ในขณะที่ถึงอัปปนา บทว่า อุปฺปนฺนุปฺปนฺเน ได้แก่ที่ยังข่มไม่ได้แล้ว ๆ บทว่า ปาปเก แปลว่า ลามก บทว่า อกุสเล ธมฺเม ได้แก่ ธรรมอันเกิดแต่ความไม่ฉลาด บทว่า ฐานโส อนฺตรธาเปติ ความว่า ย่อมอันตรธานไป คือข่มลงได้โดยขณะนั่นเอง บทว่า อุปสเมติ ความว่า ย่อมให้สงบไปด้วยดี อีกอย่างหนึ่ง เธอถึงความเจริญแห่งอริยมรรคโดยลำดับย่อมตัดขาด อธิบายว่า ให้สงบระงับไป เพราะอานาปานสติสมาธิเป็นธรรมมีส่วนตรัสรู้ได้


ก็ในพระบาลีนี้ มีความสังเขปดังต่อไปนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้วด้วยประการไร ด้วยอาการไร ด้วยวิธีไร ทำให้มากด้วยประการไร จึงเป็นธรรมสงบโดยแท้ ฯลฯ ให้เข้าไปสงบโดยพลันด้วย


บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงอรรถาธิบายความนั้นให้พิสดาร จึงตรัสว่า อิธ ภิกฺขเว เป็นต้น บรรดาบทเหล่านั้น คำว่า อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ด้วยว่า อิธ ศัพท์ ในพระบาลีนั้นเป็นศัพท์แสดงถึงพระศาสนาอันเป็นที่ก่อเกิดแห่งบุคคลผู้ยังอานาปานสติสมาธิมีประการทั้งปวงให้เกิด และ เป็นการปฏิเสธความเป็นอย่างนั้นแห่งศาสนาอื่น สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะมีอยู่ในพระศาสนานี้เท่านั้น ฯลฯ ลัทธิอื่น ๆ ว่างเปล่าจากสมณะทุกจำพวก เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า อิมสฺมึ สาสเน ภิกฺขุ ดังนี้เป็นต้น


อธิบายเสนาสนะอันสมควร

คำว่า อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา นี้เป็นคำแสดงการกำหนดเสนาสนะอันสมควรแก่การเจริญอานาปานสติสมาธิของพระโยคาวจรนั้น เพราะจิตของท่านซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ มีรูปารมณ์เป็นต้นตลอดกาลนาน ไม่ปรารถนาจะขึ้นสู่อารมณ์แห่งอานาปานสติสมาธิ มัวแต่จะแล่นออกไปนอกทาง ดังรถที่เขาเทียมด้วยโคโกงแล่นออกไปนอกทางฉะนั้น เพราะฉะนั้น บุคคลผู้เลี้ยงโคปรารถนาจะฝึกลูกโคโกงที่เติบโต ขึ้นเพราะได้ดื่มน้ำนมแม่โคโกง เขาจึงพรากจากแม่โคโกงฝังหลักใหญ่ไว้ข้างหนึ่ง ล่ามด้วยเชือกไว้ที่หลักนั้น ครั้นแล้ว ลูกโคตัวนั้นของเขาดิ้นไปข้างโน้นข้างนี้ เมื่อไม่อาจจะหนีไปได้ก็จะพิงหมอนอิงหรือนอนอิงหลักนั้นนั่นเอง แม้ฉันใด แม้ภิกษุนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อประสงค์จะฝึกจิตที่ชั่วร้ายอันเติบโตขึ้นเพราะดื่มรสอารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้นตลอดกาลนาน ก็พึงพรากจากอารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้น เข้าไปสู่ป่าหรือโคนไม้หรือเรือว่างเปล่า แล้วผูกไว้ที่หลักคือลมหายใจออกแล้วหายใจเข้านั้นด้วยเชือกคือสติ เมื่อเป็นเช่นนั้นจิตของเธอนั้นแม้จะดิ้นรนไปข้างโน้นข้างนี้ เมื่อไม่ได้อารมณ์ที่เคยชินก็ไม่อาจจะตัดเชือกคือสติหนีไปได้ก็ย่อมจะหมอบและแอบอิงอารมณ์นั้นนั่นเอง ด้วยอำนาจอุปจาระและอัปปนา เพราะเหตุนั้น พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า-


นรชนในโลกนี้จะฝึกลูกโคพึงผูกไว้ที่หลัก ฉันใด

พระโยคาวจรในศาสนานี้ทรงผูกจิตของตนไว้ที่อารมณ์ให้มั่นด้วยสติ ฉันนั้นเถิด


เสนาสนะนั้นย่อมเป็นสถานควรแก่การเจริญอานาปานสติสมาธินั้น ด้วยประการฉะนี้ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า คำว่า อรญฺญคโต วา ไปสู่ป่าก็ตามเป็นต้น นี้เป็นคำแสดงการกำหนดเสนาสนะอันเหมาะสมแก่การเจริญอานาปานสติสมาธิของพระโยคาวจรนั้นอีกอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่อานาปานสติกัมมัฏฐานนี้ เป็นยอดในประเภทกรรมฐาน เป็นเหตุใกล้แห่งการบรรลุคุณพิเศษ และการอยู่เป็นสุขในภพปัจจุบัน ของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งปวง พระโยคาวจรจะไม่ละจากละแวกบ้านอันอื้ออึงไปด้วยเสียงหญิงชายช้างม้าเป็นต้น แล้วเจริญอานาปานสติ ไม่กระทำได้ง่ายเลยเพราะฌานมีเสียงเป็นข้าศึก แต่การที่พระโยคาวจรกำหนดเอากรรมฐานนี้แล้ว ยังจตุตถฌานอันมีลมหายใจเข้าออกอันเป็นอารมณ์ให้เกิด แล้วทำฌานนั้นนั่นแหละให้เป็นบาทพิจารณาสังขารแล้วบรรลุพระอรหันต์เป็นผลเลิศในป่าซึ่งหาบ้านมิได้ จึงกระทำได้ง่าย ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเมื่อจะแสดงเสนาสนะอันเหมาะสมแก่พระโยคาวจรผู้เจริญอานาปานสติสมาธินั้น จึงตรัสว่า อรญฺญคโต วา อยู่ป่าก็ตาม ดังนี้เป็นต้น
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 17-05-12 เมื่อ 20:07

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 3 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #2  
เก่า 17-05-12, 19:55
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

พระศาสดาทรงชี้แนะพื้นที่

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นดังอาจารย์ผู้ชำนาญดูพื้นที่ อาจารย์ผู้ชำนาญดูพื้นที่ที่จะสร้างเมืองพิจารณาดูตลอดแล้วบอกว่า พวกท่านจงสร้างเมืองในพื้นที่นี้เถิด และเมื่อเมืองสำเร็จโดยสวัสดีย่อมได้รับสักการะใหญ่จากราชตระกูล ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นก็เป็นฉันนั้นเหมือนกัน ทรงพิจารณาใคร่ครวญดูเสนาสนะอันเหมาะสมแก่พระโยคาวจรแล้วชี้ว่า พึงหมั่นประกอบพระกรรมฐานในที่นี้ แต่นั้นเมื่อพระโยคีหมั่นประกอบกรรมฐานในที่นั้น โดยลำดับ ย่อมได้รับสักการะใหญ่ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนอ ดังนี้ ส่วนว่าพระภิกษุนี้ ท่านกล่าวเป็นเสมือนเสือเหลือง พึงทราบอธิบายว่า เหมือนกับพญาเสือเหลืองใหญ่อาศัยพงหญ้าป่ารกหรือดงภูเขาในป่า แอบจับหมู่เนื้อมีกระบือป่า กวาง และสุกรเป็นต้น ฉันใด ภิกษุผู้ประกอบกรรมฐานอยู่ในเสนาสนะอันเหมาะสมมีป่าเป็นต้นนี้ ก็ย่อมยึดเอาโสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตมรรค ตามลำดับ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุนั้น พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า


ธรรมดาว่าเสือเหลืองย่อมคอยแอบจับหมู่เนื้อ แม้ฉันใด

พระพุทธบุตรประกอบความเพียรเจริญวิปัสสนานี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

เข้าสู่ป่าจึงยึดเอาผลอันสูงสุด


เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงเสนาสนะป่า อันเป็นภูมิที่เหมาะสมแห่งกำลังแห่งความบากบั่นของพระโยคาวจรภิกษุนั้น จรึงตรัสว่า อรญฺญคโต วา อยู่ป่าก็ตาม ดังนี้เป็นต้น


อธิบาย ลักษณะป่า

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อรญฺญคโต ได้แก่ไปสู่ป่าอันมีความสุขอันเกิดแต่ความสงัดเงียบอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาป่าซึ่งมีลักษณะดังกล่าวอย่างนี้ว่า ที่ชื่อว่าป่าคือสถานที่เป็นภายนอกจากเสาเขื่อนออกไป ทั้งหมดนั้นจัดเป็นป่า แล้วว่าเสนาสนะที่ชื่อว่าอยู่ในป่าคือ

สถานที่อันมีในที่สุดชั่ว ๕๐๐ คันธนูเป็นอย่างต่ำ บทว่า รุกฺขมูลคโต แปลว่าไปสู่ที่โคนไม้ บทว่า สุญฺญาคารคโต แปลว่าไปสู่โอกาสอันว่างคือสงัด ก็ในพระบาลีบทนี้เว้นที่ที่เป็นป่าและโคนไม้เสีย แม้จะไปสู่เสนาสนะที่เหลืออีก ๗ อย่าง จะเรียกว่าผู้อยู่ในเรือนอันว่างเปล่าก็ควร


อิริยาบถที่สมควร


พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงชี้เสนาสนะอันเหมาะสมแก่การเจริญอานาปานสติอันสมควรแก่ฤดูทั้ง ๓ และสมควรแก่ธาตุและจริยาแก่พระโยคาวจรอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงชี้อิริยาบถอันสงบ อันไม่เป็นไปในฝ่ายหดหู่และไม่เป็นไปในฝ่ายฟุ้งซ่านแก่พระโยคาวจรนั้น จึงตรัสว่า นั่ง ดังนี้ ลำดับนั้นเมื่อจะทรงแสดงการนั่งที่มั่นคง ภาวะที่เป็นไปสะดวกหายใจออกเข้า และอุบายในการกำหนดอารมณ์ จึงตรัสว่า คู้บัลลังก์ ดังนี้เป็นต้น

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปลฺลงฺกํ ได้แก่การนั่งพับขาโดยรอบ บทว่า อาภุชิตวา แปลว่า คู้เข้า บทว่า อุชํ กายํ ปณิธาย แปลว่าตั้งร่างกายส่วนบนให้ตรง คือยังกระดูกสันหลัง ๑๘ ท่อนให้ที่สุดจรดกัน เพราะเมื่อพระโยคาวจรนั่งอย่างนั้น หนังเนื้อและเอ็นย่อมไม่ตึง เมื่อเป็นอย่างนั้น เวทนาซึ่งมีการตึงหนังเนื้อและเอ็นเหล่านั้นเป็นปัจจัยที่จะพึงเกิดขึ้นทุก ๆ ขณะแก่พระโยคาวจรนั้น ก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อเวทนาเหล่านั้นไม่เกิดขึ้น จิตก็ย่อมมีอารมณ์เป็นหนึ่งกรรมฐานย่อมไม่ตกถอย ย่อมเข้าถึงความเจริญงอกงามขึ้น บทว่า ปริมุขํ สตึ อุปฎฺฺฐเปตวา แปลว่า พึงตั้งสติให้บ่ายหน้าต่อพระกรรมฐาน อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นความในคำนี้โดยนัยที่กล่าวในปฏิสัมภิทาอย่างนี้ว่า ศัพท์ว่า ปริ มี ปริคฺคห ความกำหนดเป็นอรรถ ศัพท์ว่า มุขํ มี นิยฺยาน ความออกไปเป็นอรรถ ศัพท์ว่า สติ มี อุปฎฺฐาน การตั้งมั่นเป็นอรรถ เหตุนั้นจึงตรัสว่า ปริมุขํ สตึ ดังนี้ก็ได้ ในปฏิสัมภิทานั้นมีความสังเขปดังนี้ว่า ทำสติมีการออกจากปฏิปักขธรรมอันกำหนดแล้วดังนี้


หายใจออกเข้าต้องมีสติกำหนด


บทว่า โส สโตว อสฺสสติ คววามว่า ภิกษุนั้นนั่งอย่างนี้และตั้งสติไว้มั่นอย่างนี้แล้ว เมื่อไม่ละสตินั้น ชื่อว่า มีสติหายใจออกมีสติหายใจเข้า ท่านอธิบายไว้ว่าเป็น สโตการี ผู้ทำสติ


บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงอาการอันเป็นเหตุให้ภิกษุนั้นได้ชื่อว่า สโตการี จึงตรัส คำว่า ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต หรือหายใจออกยาว ดังนี้เป็นต้น สมจริงดังคำที่พระธรรมเสนาบดีเสรีบุตรกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทาในวิภังค์แห่งปาฐะว่า โส สโตว อสฺสสติ สโต ปสฺสสติ นั้นนั่นแลว่า พระโยคาวจรย่อมเป็นผู้ชื่อว่า สโตการี ด้วยอาการ ๓๒ อย่าง เมื่อเธอรู้ชัดว่าจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจหายใจออกยาวอยู่ สติย่อมตั้งมั่น เธอเป็นผู้ชื่อว่า สโตการี ด้วยสตินั้นด้วยปัญญานั้น เมื่อเธอรู้ชัดว่าภาวะที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจแห่งการหายใจเข้ายาวอยู่ สติย่อมตั้งมั่น เธอย่อมเป็นผู้ชื่อว่า สโตการี ด้วยสตินั้น ด้วยปัญญานั้น ฯลฯ เมื่อเธอรู้ชัดว่าจิตอารมณ์เป็นหนึ่งไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจความเป็นพิจารณาเห็นความสลัดทิ้งหายใจออกอยู่ ด้วยอำนาจความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสลัดทิ้งหายใจเข้าอยู่ สติย่อมตั้งมั่น เธอเป็นผู้ชื่อว่า สโตการี ด้วยสตินั้น ด้วยปัญญานั้น ดังนี้


อธิบาย อัสสาสะปัสสาสะ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทีฑํ วา อสฺสสนฺโต ได้แก่ หรือเมื่อหายใจออกยาว ในอรรถกถาพระวินัยกล่าวไว้ว่า บทว่า อสฺสาโส ได้แก่ลมหายใจออก บทว่า ปสฺสาโส ได้แก่ลมหายใจเข้า แต่ในอรรถกถาพระสูตรทั้งหลายตรงกันข้าม ในลม ๒ อย่างนั้น ในเวลาที่สัตว์ทั้งปวงอยู่ในครรภ์ออกจากท้องมารดา อันดับแรก ลมภายในออกมาภายนอก ทีหลังลมภายนอกพาเอาธุลีละเอียดเข้าไปภายในจรดเพดานแล้วก็ดับ อันดับแรก บัณฑิตพึงทราบลมอัสสาสะปัสสาสะ อย่างนี้

อนึ่ง พึงทราบภาวะที่ลมอัสสาสะหรือปัสสาสะเหล่านั้นยาวและสั้น โดยระยะกาลเหมือนอย่างว่า น้ำหรือทรายที่ตั้งแผ่ไปตลอดเนื้อที่ที่ว่าง เขาก็เรียกว่าน้ำมากทรายกว้าง น้ำหรือทรายที่ตั้งแผ่ออกไปตลอดระยะว่างน้อยหรือเวลาน้อย เขาก็เรียกว่า น้ำน้อย ทรายแคบฉันใด ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า แม้จะละเอียดและแสนจะละเอียดก็เช่นกัน ลมในร่างช้างและร่างงูค่อย ๆ ยังส่วนที่ยาวกล่าวคืออัตภาพของสัตว์เหล่านั้นให้เต็มแล้วค่อย ๆ ออกมา เพราะเหตุนั้นท่านจึงเรียกว่า ยาว ลมหายใจออกและลมหายใจเข้ายังส่วนที่สั้นกล่าวคืออัตภาพของสุนัขและกระต่ายเป็นต้นให้เต็มเร็ว แล้วออกก็เร็วเช่นกัน เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า สั้น


ลมหายใจของมนุษย์

แต่ในพวกมนุษย์ บางพวกหายใจออกและหายใจเข้ายาว โดยกินระยะเวลานานดังช้างและงูเป็นต้น บางพวกก็หายใจออกและหายใจเข้าสั้น ดังสุนัขและกระต่ายเป็นต้น เพราะเหตุนั้น ลมหายใจเหล่านั้นของสัตว์เหล่านั้น เมื่อออกและเข้ายาวด้วยอำนาจกาล พึงทราบว่ายาว เมื่อออกและเข้าสั้นชั่วเวลานิดหน่อยด้วยอำนาจกาลก็พึงทราบว่าสั้น


รู้สึกโดยอาการ ๙

ในลมหายใจออกและหายใจเข้าเหล่านั้น ภิกษุนี้เมื่อหายใจออกและหายใจเข้ายาวย่อมรู้ว่าเราหายใจออกหายใจเข้ายาวด้วยอาการ ๙ ก็เมื่อเธอรู้อยู่อย่างนั้นพึงทราบว่า สติปัฏฐานภาวนาส่วนกายานุปัสสนาย่อมสำเร็จโดยอาการหนึ่ง ดังท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทาว่า อย่างไร? ภิกษุเมื่อหายใจออกยาวก็รู้ว่าเราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ว่าเราหายใจเข้ายาว ระบายลมหายใจออกยาวในกาลที่นับว่ายาว สูดลมหายใจเข้ายาวในกาลที่นับว่ายาว เธอสูดเข้าก็ดีระบายออกก็ดีซึ่งลมหายใจออกและลมหายใจเข้ายาวในกาลที่นับว่ายาว เมื่อเธอสูดเข้าก็ดีระบายออกก็ดีซึ่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกยาวในกาลที่นับว่ายาว ความพอใจย่อมเกิด ด้วยอำนาจความพอใจจึงระบายลมหายใจออกยาวซึ่งละเอียดยิ่งไปกว่านั้นในกาลที่นับว่ายาว ด้วยอำนาจความพอใจจึงสูดลมหายใจเข้ายาวซึ่ง ละเอียดขึ้นไปยิ่งกว่านั้นในกาลที่นับว่ายาว ด้วยอำนาจความพอใจจึงระบายลมหายใจออกยาวบ้าง สูดลมหายใจเข้ายาวบ้าง ซึ่ง ละเอียดขึ้นไปยิ่งขึ้นไปกว่านั้นในกาลที่นับว่ายาว เมื่อระบายลมหายใจออกยาวบ้าง สูดลมหายใจเข้ายาวบ้าง ซึ่งละเอียดขึ้นไปกว่านั้นในกาลที่นับว่ายาว ด้วยอำนาจความพอใจความปลื้มย่อมเกิดด้วยอำนาจความปลื้ม จึงระบายลมหายใจออกยาวซึ่งละเอียดขึ้นไปกว่านั้น ในกาลที่นับว่ายาว ด้วยอำนาจความปลื้มจึงสูดลมหายใจเข้ายาวซึ่งละเอียดขึ้นไปกว่านั้นในกาลที่นับว่ายาว ด้วยอำนาจความปลื้มจึงระบายลมหายใจออกยาวบ้าง สูดลมหายใจเข้ายาวบ้าง ซึ่งละเอียดขึ้นไปกว่านั้นในกาลที่นับว่ายาว เมื่อระบายลมหายใจออกยาวบ้าง สูดลมหายใจเข้ายาวบ้าง ซึ่งละเอียดยิ่งไปกว่านั้นในกาลที่นับว่ายาว ด้วยอำนาจความปลื้ม จิตย่อมหมุนกลับจากลมหายใจออกเข้ายาว ความวางเฉยย่อมตั้งมั่นด้วย


การหายใจออกเข้ายาว ด้วยอาการ ๙ อย่างเหล่านี้จัดเป็นกาย ความปรากฏจัดเป็นสติ ปฏิปทาเครื่องตามเห็นจัดเป็นญาณ กายเป็นเพียงการปรากฏไม่ใช่ตัวสติ สติเป็นเครื่องปรากฏและตัวสติเครื่องระลึก ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนั้นด้วยสตินั้นด้วยญาณนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าสติปัฎฐานภาวนา คือการตามเห็นกายในกาย แม้ในบทที่กำหนดลมหายใจออกสั้นก็นัยนี้เหมือนกัน ส่วนความแปลกดังต่อไปนี้คือ เหมือนอย่างในบทที่กำหนดด้วยลมหายใจออกเข้ายาวในกาลที่นับว่ายาวนั้น ท่านกล่าวว่าหายใจออกยาวในกาลที่นับว่ายาวฉันใด แม้ในบทที่กำหนดด้วยลมหายใจออกสั้นนี้ก็เหมือนกับที่กล่าวมาแล้วว่าหายใจออกสั้นในกาลที่นับว่านิดหน่อย เพราะเหตุนั้น พึงประกอบด้วยสามารถแห่งลมหายใจออกเข้าสั้นจนถึงคำว่าด้วยเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่าสติปัฏฐานภาวนา คือการตามเห็นกายในกาย

พระโยคาวจรนี้เมื่อรู้ชัดลมหายใจออกเข้าโดยอาการเหล่านี้ด้วยสามารถระยะกาลนาน และด้วยสามารถระยะกาลนิดหน่อยอย่างนี้ พึงทราบว่าเมื่อหายใจออกยาวก็รู้ว่าเราหายใจออกยาว ฯลฯ หรือเมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ว่าเราหายใจเข้าสั้น


ก็แลเมื่อภิกษุนั้นรู้อย่างนี้ –

ลมทั้ง ๔ ชนิด คือลมหายใจออกยาวและสั้น (รวมเป็น ๒) แม้ลมหายใจเข้าก็เช่นนั้น (รวมเป็น ๒) ย่อมเกิดเฉพาะปลายจมูกของภิกษุเท่านั้น


อธิบาย สพฺพกายปฏิสํเวที


คำว่า เธอย่อมสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้รู้ตลอดกายทั้งหมดหายใจออกหายใจเข้านี้ มีอธิบายว่า พระโยคาวจรภิกษุย่อมสำเหนียกว่า เราจักทำเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุดแห่งกองลมอัสสาสะทั้งสิ้นให้แจ่มแจ้ง คือ ทำให้ปรากฏจักหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักทำเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุดแห่งกองลมปัสสาสะทั้งสิ้นให้แจ่มแจ้ง คือให้ปรากฏ จักหายใจเข้า พระโยคาวจรเมื่อกระทำให้แจ่มแจ้งคือทำให้ปรากฏอย่างนี้ ย่อมหายใจออกและหายใจเข้าด้วยจิตที่เป็นญาณสัมปยุต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าเราจักหายใจออกเราจักหายใจเข้า



เบื้องต้นท่ามกลางที่สุดปรากฏบางรูป

จริงอยู่ สำหรับภิกษุบางรูป ในกองลมหายใจออกหรือกองลมหายใจเข้าที่ซ่านไปอย่างละเอียด ย่อมปรากฏแต่เบื้องต้น ส่วนท่ามกลางและที่สุดไม่ปรากฏ เธอก็อาจกำหนดเฉพาะเบื้องต้นเท่านั้น ย่อมลำบากในท่ามกลางและที่สุด บางรูปปรากฏแต่ท่ามกลาง ส่วนเบื้องต้นและที่สุดไม่ปรากฏ บางรูปปรากฏแต่ที่สุด ส่วนเบื้องต้นและท่ามกลางไม่ปรากฏ เธอก็อาจเพื่อกำหนดเฉพาะแต่ที่สุดเท่านั้น ย่อมลำบากในเบื้องต้นและท่ามกลาง บางรูปปรากฏทั้งหมด เธอย่อมกำหนดได้ทั้งหมดไม่ลำบากในส่วนไหนๆ เพื่อแสดงว่าพึงเป็นเช่นนั้นจึงกล่าวว่า “สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ ฯลฯ ปสฺสิสฺสามีติ สิกฺขติ”


บรรดาบทเหล่านั้นบทว่า สกฺขติ ความว่าย่อมเพียรคือพยายามอย่างนี้ อีกอย่างหนึ่ง บัณฑิตพึงทราบอธิบายในบทนี้อย่างนี้ว่า การสำรวมของภิกษุผู้เป็นอย่างนั้น อันใด การสำรวมนี้จัดเป็น อธิสีลสิกขา ในบรรดาสิกขา ๓ นี้ สมาธิของภิกษุผู้เป็นอย่างนั้นอันใดสมาธินี้จัดเป็น อธิจิตตสิกขา ปัญญาของภิกษุผู้เป็นอย่างนั้นอันใด ปัญญานี้จัดเป็น อธิปัญญาสิกขา รวมความว่าสิกขา ๓ เหล่านี้ พระโยคีย่อมศึกษา ย่อมเสพ ย่อมเจริญ ย่อมทำให้มากด้วยสตินั้นด้วยมนสิการนั้นในอารมณ์นั้น


ต้องพยายามเพื่อให้ญาณเกิด

ในบรรดานัยทั้ง ๒ นั้น เพราะเหตุที่นัยแรกพระโยคาวจรพึงหายใจออกหายใจเข้าอย่างเดียวเท่านั้น และไม่พึงทำกิจอะไร ๆ อื่น แต่ว่าตั้งแต่นี้ไปเธอควรกระทำความเพียรในการยังญาณให้เกิดขึ้นเป็นต้น ฉะนั้น พึงทราบว่า พระองค์ตรัสบาลีโดยเป็นปัจจุบันกาลว่า.....อสฺสสามีติ ปชานาติ ปสฺสสามีติ ปชานาติ รู้ชัดว่าเราหายใจออก.....รู้ชัดว่าเราหายใจเข้า ดังนี้ เพื่อจะทรงแสดงอาการมีการยังญาณให้เกิดขึ้นเป็นต้น ซึ่งจำต้องทำตั้งแต่นี้ไปจึงยกบาลีด้วยอำนาจอนาคตกาลโดยนัยมีอาทิว่า สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามิ ......เราจักเป็นผู้รู้ตลอดกายทั้งหมดหายใจออก ดังนี้
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 17-05-12 เมื่อ 20:11

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 3 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #3  
เก่า 17-05-12, 19:57
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

อธิบาย ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ

คำว่า เธอสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออก.....หายใจเข้า ความว่า เธอย่อมสำเหนียกว่าเมื่อเราทำกายสังขารที่หยาบ ให้สงบ ให้ระงับ ให้ดับ ให้เข้าไปสงบ จักหายใจออกจักหายใจเข้า ดังนี้


อาการหยาบและละเอียดสงบ

ในข้อนั้น พึงทราบภาวะ อัสสาสะ และ ปัสสาสะ หยาบละเอียดและสงบดังต่อไปนี้ จริงอยู่ ในกาลก่อนคือในกาลที่ยังมิได้กำหนด ทั้งกายทั้งจิตของภิกษุนี้ยังเป็นกายจิตที่ยังมีความกระวนกระวาย ยังหยาบ เมื่อภาวะที่กายและจิตหยาบไม่สงบระงับ แม้ลมหายใจออกและหายใจเข้า ก็ยังจัดว่าเป็นของหยาบ คือเป็นไปอย่างแรงกล้า จมูกไม่พอหายใจ ต้องยืนหายใจทั้งออกทั้งเข้าทางปาก แต่เมื่อใดทั้งกายทั้งจิตของเธอถูกกำหนดแล้ว เมื่อนั้น ลมหายใจออกเข้าเหล่านั้นย่อมสงบ เมื่อกายและจิตสงบแล้ว ลมหายใจออกและเข้าก็ย่อมเป็นไปละเอียด ย่อมถึงอาการคือภาวะที่จำต้องวิจัยว่ามีอยู่หรือไม่มีหนอ เปรียบเหมือนเมื่อคนแล่นลงจากภูเขา หรือปลงภาระหนักลงจากศีรษะยืนอยู่ ลมหายใจออกเข้าย่อมหยาบ จมูกไม่พอหายใจ ต้องยืนหายใจออกและเข้าทางปาก แต่เมื่อใดเขาบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยนั้นแล้ว อาบและดื่มแล้ว เอาผ้าเปียกวางไว้ตรงหัวใจ นอนพักที่ร่มไม้อันเยือกเย็น เมื่อนั้นลมหายใจออกเข้าเหล่านั้นของเธอย่อมค่อยละเอียดลง ถึงซึ่งอาการคือภาวะที่จะต้องวิจัยว่า มีหรือไม่มีหนอ แม้ฉันใด ในกาลก่อน คือในกาลที่ยังไม่กำหนด ทั้งกายทั้งจิตของภิกษุนี้ ฯลฯ ย่อมถึงอาการคือภาวะที่จะต้องวิจัยว่ามีหรือไม่มีหนอ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร ? เพราะเป็นความจริง ในกาลก่อนคือในกาลที่ยังไม่ได้กำหนด เธอไม่ต้องมีความคำนึงความรวบรวมใจความใส่ใจและความพิจารณาว่า เราจักระงับกายสังขารที่หยาบ ๆ แต่ในกาลที่กำหนดย่อมมี เพราะเหตุนั้นกายสังขารของเธอในกาลที่ได้กำหนด จึงละเอียดกว่าเวลาที่ยังมิได้กำหนด เพราะเหตุนั้น พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า

เมื่อกายและจิตกระสับกระส่าย กายสังขารย่อมเป็นไปเกินประมาณ (หยาบ) เมื่อกายและจิตไม่กระสับกระส่าย กายสังขารย่อมเป็นไปละเอียด

ลมหยาบและละเอียดเป็นขั้น ๆ


แม้ในกาลกำหนดกายสังขารยังจัดว่าหยาบในอุปจารแห่งปฐมฌาน แม้ในอุปจารแห่งปฐมฌานนั้นก็ยังจัดว่าหยาบ ในปฐมฌานจัดว่าละเอียด ในปฐมฌานและในอุปจารแห่งทุติยฌานก็ยังจัดว่าหยาบ ในทุติยฌานจัดว่าละเอียด ในทุติยฌานและในอุปจารแห่งตติยฌานจัดว่าละเอียดในตติยฌานและในอุปจารแห่งจตุตถฌานจัดว่าหยาบ ในจตุตถฌานเองจัดว่าละเอียดอย่างยิ่ง ถึงความไม่เป็นไปทีเดียว รวมความว่า นี้เป็นมติของอาจารย์ผู้กล่าวทีฆนิกายและสังยุตนิกายก่อน


มติในมัชฌิมนิกาย

ฝ่ายอาจารย์นักมัชฌิมนิกาย ปรารถนาละเอียดยิ่งกว่านั้น แม้ในอุปจารแห่งฌานสูง ๆ กว่าฌานชั้นต่ำอย่างนี้ว่า ในปฐมฌานหยาบ ในอุปจารแห่งทุติยฌานละเอียด แต่โดยมติของอาจารย์ทั้งหมดด้วยกัน คงได้ความว่า กายสังขารที่เป็นไปในกาลที่ยังไม่ได้กำหนด ย่อมสงบระงับในกาลที่ได้กำหนด กายสังขารที่เป็นไปในกาลที่กำหนด ย่อมสงบระงับในอุปจารแห่งปฐมฌาน ฯลฯ กายสังขารที่เป็นไปในอุปจารแห่งจตุตถฌาน ย่อมระงับในจตุตถฌานดังนี้แล นี้เป็นนัยในสมถะเป็นอันดับแรก


นัยทางวิปัสสนา

ส่วนในวิปัสสนา กายสังขารที่เป็นไปในกาลมิได้กำหนดหยาบ ในกาลกำหนดมหาภูตรูปละเอียดแม้นั้น ก็ยังจัดว่าหยาบ ในกาลกำหนดอุปาทายรูปละเอียดแม้นั้น ก็ยังจัดว่าหยาบ ในกาลกำหนดรูปทั้งสิ้นละเอียดแม้นั้นก็ยังจัดว่าหยาบ ในกาลกำหนดอรูปละเอียดแม้นั้นก็ยังจัดว่าหยาบ ในเวลากำหนดรูปและนามที่ละเอียดแม้นั้นก็ยังจัดว่าหยาบ ในเวลากำหนดปัจจัยละเอียดแม้นั้นก็ยังจัดว่าหยาบ ในเวลาเห็นนามรูปพร้อมด้วยปัจจัยละเอียดแม้นั้นก็ยังจัดว่าหยาบ ในวิปัสสนาอันมีลักษณะเป็นอารมณ์ละเอียด ในวิปัสสนาที่มีกำลังอ่อนจัดว่าหยาบ ในวิปัสสนาอันมีกำลังจัดว่าละเอียด ในวิปัสสนานั้น พึงทราบความสงบระงับกายสังขารอันเป็นไปในกาลก่อน ๆ ด้วยกาลตอนหลัง ๆ โดยนัยที่กล่าวแล้วในกาลก่อนนั้นนั่นแลพึงทราบภาวะที่กายสังขารหยาบละเอียด และสงบระงับในคำว่า “ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามิ.....ปสฺสสิสฺสามิ” นี้ โดยประการดังกล่าวแล้วนี้


มติในปฏิสัมภิทามรรค

ส่วนในปฏิสัมภิทาท่านกล่าวความข้อนั้นพร้อมด้วยคำประท้วงและคำเฉลยอย่างนี้ว่า ภิกษุย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออกหายใจเข้า อย่างไร ? กายสังขารเป็นไฉน ? คือธรรมทั้งหลายซึ่งเป็นไปในกองลมหายใจออกและหายใจเข้ายาว อันนี้เป็นธรรมเกี่ยวเนื่องด้วยกาย ภิกษุทำกายสังขารเหล่านั้นให้ระงับ คือให้ดับใจให้เข้าไปสงบ ชื่อว่าย่อมสำเหนียก ฯลฯ สำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขาร นี่เป็นเหตุให้กายโยกโคลงโอนเอนส่ายสั่นหวั่นไหวไปมาเสีย หายใจออก สำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า สำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขารอันสงบอันละเอียด ที่เป็นเหตุให้กายไม่โยกโคลงไม่โอนไม่เอนไม่ส่ายไม่หวั่นไม่ไหว หายใจออก.....หายใจเข้า

นัยว่า ภิกษุเมื่อสำเหนียกดังกล่าวมาฉะนี้ ชื่อว่าย่อมสำเหนียกว่าเราจักยังกายสังขารให้สงบหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่าเราจักยังกายสังขารให้สงบหายใจเข้า เมื่อเป็นดังนั้น การอบรมจิตเพื่อวาตุปลัทธิ (การกำหนดลม) ก็ดี เพื่อลมหายใจออกและเข้าก็ดี เพื่ออานาปานสติก็ดี เพื่ออานาปานสติสมาธิก็ดี ย่อมไม่สำเร็จได้ และบัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ได้เข้าสมาบัติทั้งไม่ได้ออกจากสมาบัตินั้นเหมือนอย่างไร ? เหมือนอย่างเมื่อกังสดาลถูกเคาะแล้ว เสียงหยาบย่อมเป็นไปครั้งแรก จิตก็เป็นไปได้ เพราะกำหนดนิมิตแห่งเสียงได้ง่าย เพราะทำนิมิตแห่งเสียงหยาบไว้ในใจได้ง่าย เพราะทรงจำนิมิตแห่งเสียงหยาบได้ง่าย แม้เมื่อเสียงหยาบดับแล้ว หลังนั้นถัดไปเสียงละเอียดก็ยังเป็นไปจิตก็เป็นไปได้ เพราะกำหนดนิมิตแห่งเสียงละเอียดได้ดี เพราะยังทำนิมิตแห่งเสียงละเอียดไว้ในใจได้ดี เพราะทรงจำนิมิตแห่งเสียงละเอียดได้ดี แม้เมื่อเสียงละเอียดดับแล้ว หลังจากนั้นไปจิตก็ยังเป็นไปได้ แม้เพราะนิมิตแห่งเสียงละเอียดเป็นอารมณ์ แม้ฉันใด ลมหายใจออกหายใจเข้าที่หยาบก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะกำหนดนิมิตแห่งลมหายใจออกหายใจเข้าที่หยาบได้ง่าย เพราะทำนิมิตแห่งลมหายใจเข้าที่หยาบไว้ในใจได้ง่าย เพราะสังเกตนิมิตแห่งลมหายใจออกหายใจเข้าที่หยาบได้ง่าย แม้เมื่อลมหายใจออกหายใจเข้าที่หยาบดับแล้ว หลังจากนั้น ลมหายใจออกหายใจเข้าที่ละเอียดก็ยังเป็นไปอยู่ จิตก็ไม่ฟุ้งซ่านเพราะกำหนดจับนิมิตได้ด้วยดี เพราะใส่ใจนิมิตได้ด้วยดี เพราะทรงจำนิมิตได้ด้วยดี แม้เมื่อลมหายใจออกหายใจเข้าที่ละเอียดดับไปแล้ว หลังจากนั้นจิตก็



ไม่ถึงความฟุ้งซ่าน แม้เพราะยังมีนิมิตแห่งลมหายใจออกหายใจเข้าที่ละเอียดเป็นอารมณ์ เมื่อเป็นดังนี้ การอบรมจิตเพื่อวาตุปลัทธิเพื่อลมหายใจออกเข้าก็ดี เพื่ออานาปานสติก็ดี เพื่ออานาปานสติสมาธิก็ดี ย่อมสำเร็จได้ และสมาบัตินี้นั้นผู้เป็นบัณฑิตย่อมเข้าบ้าง ย่อมออกบ้าง ลมหายใจออกลมหายใจเข้าจัดเป็นกาย ความปรากฏจัดเป็นสติ ปัญญาเครื่องตามเห็นจัดเป็นญาณ กายจัดเป็นเครื่องปรากฏไม่ใช่ตัวสติ สติเป็นตัวปรากฏ ทั้งเป็นตัวสติด้วย พระโยคาวจรย่อมตามเห็นกายนั้นด้วยสตินั้นด้วยญาณนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า การเจริญสติปัฏฐาน คือปัญญาเครื่องตามเห็นกายในกาย นี้เป็นการพรรณนาเฉพาะบทตามลำดับแห่งจตุกกะที่ ๑ ซึ่งท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจกายานุปัสสนา ในอานาปานสติกถานี้เป็นอันดับแรก

ก็เพราะเหตุในจตุกกะทั้ง ๔ เหล่านี้ จตุกกะนี้เท่านั้นท่านกล่าวด้วยสามารถกรรมฐานของพระโยคาวจรผู้ริเริ่มบำเพ็ญเพียร ส่วน ๓ จตุกกะนอกนี้ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถเวทนานุปัสสนานี้, จิตตานุปัสสนา และธัมมานุปัสสนาของพระโยคาวจรผู้บรรลุฌานแล้วในจตุกกะที่ ๑ นี้ ฉะนั้น กุลบุตรผู้ริเริ่มบำเพ็ญเพียรประสงค์จะบำเพ็ญกรรมฐานนี้แล้วบรรลุพระอรหัตพร้อมทั้งปฏิสัมภิทา ด้วยวิปัสสนาอันมีฌานที่ ๔ ซึ่งมีลมหายใจออกเข้าเป็น อารมณ์เป็นเหตุใกล้ พึงทำกิจทุกอย่างมีการชำระศีลให้บริสุทธิ์เป็นต้น โดยนัยดังกล่าวแล้วในก่อนนั่นแล แล้วพึงกำหนดกรรมฐานอันประกอบด้วยสนธิ ๕ ประการ ในสำนักของพระอาจารย์มีประการดังกล่าวแล้ว

ในอธิการอันว่าด้วยกรรมฐานอันประกอบด้วยสนธิ ๕ ประการนั้น สนธิ ๕ เหล่านี้ คือ


สนธิ ๕

๑. อุคคหะ การเรียน (การกำหนด)

๒. ปริปุจฉา การสอบถาม

๓. อุปัฏฐาน ความปรากฏ

๔. อัปปนา ความแนบแน่น

๕. ลักขณะ เครื่องหมาย

ในสนธิ ๕ นั้น การเรียนพระกรรมฐานชื่อว่า อุคคหะ การสอบถามพระกรรมฐานชื่อว่า ปุริปุจฉา ความปรากฏแห่งพระกรรมฐานชื่อว่า อุปัฏฐาน ความแน่วแน่แห่งกรรมฐานชื่อว่า อัปปนา ความกำหนดหมาย มีอธิบายว่า การทรงจำสภาวะแห่งกรรมฐานว่า กรรมฐานนี้มีลักษณะอย่างนี้ ชื่อว่า ลักขณะ


ผลของการเรียนสนธิ ๕

เมื่อพระโยคาวจรกำหนดกรรมฐานอันประกอบด้วยสนธิ ๕ ประการ ดังพรรณนามาฉะนี้ แม้ตนเองก็ไม่ต้องลำบาก แม้อาจารย์ก็ไม่ต้องรบกวนท่าน เพราะเหตุนั้น พวกโยคาวจรพึงให้อาจารย์บอกแต่น้อย สาธยายสิ้นเวลานาน แล้วกำหนดกรรมฐานอันประกอบด้วยสนธิ ๕ ประการอย่างนี้ อยู่ในสำนักอาจารย์หรือในเสนาสนะซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วในก่อน ตัดปลิโพธเล็ก ๆ น้อย ๆ เสีย ทำภัตกิจเสร็จแล้วบรรเทาความเมาในภัตแล้วนั่งอย่างสบาย ทำจิตให้ร่าเริงด้วยการระลึกเนือง ๆ ถึงคุณพระรัตนตรัย จำได้แม่นยำแม้บทเดียวก็ไม่เคลื่อนคลาดจากข้อที่เรียนมาจากอาจารย์ พึงมนสิการอานาปานสติกัมมัฏฐานนี้เถิด


วิธีมนสิการ ๘ อย่าง


นี้เป็นวิธีมนสิการในอานาปานสติกัมมัฏฐานนั้น คือ

๑. คณนา การนับ

๒. อนุพนฺธนา การติดตาม

๓. ผุสนา การถูกต้อง

๔. ฐปนา การตั้งจิตมั่น

๕. สลฺลกฺขณา การกำหนดหมายได้ชัด

๖. วิวฏฺฏนา การเปลี่ยนแปลง

๗. ปาริสุทฺธิ การหมดจด

๘. เตสํ ปฏิปสฺสนา การย้อนดูวิวัฏฏนา (มรรค) และปาริสุทธิ (ผล) เหล่านั้น
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 17-05-12 เมื่อ 20:11

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 3 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #4  
เก่า 17-05-12, 19:59
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

อธิบาย วิธีมนสิการ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คณนา ได้แก่การนับนั้นเอง บทว่า อนุพนฺธนา ได้แก่การติดตามไป บทว่า ผุสนา ได้แก่ที่ที่ลมกระทบ บทว่า ฐปนา ได้แก่อัปนา บทว่า วิวฏฺฏนา ได้แก่มรรค บทว่า ปาริสุทฺธิ ได้แก่ผล และบทว่า เตสํ ปฏิปสฺสนา ได้แก่ปัจจเวกขณญาณ


อธิบาย คณนาวิธีนับ


ในวิธีมนสิการเหล่านั้น กุลบุตรผู้ริเริ่มบำเพ็ญเพียรนี้ ควรมนสิการกรรมฐานนี้ด้วยวิธีนับก่อน ก็แลเมื่อจะนับไม่พึงนับหยุดต่ำกว่า ๕ ไม่พึงนับเลย ๑๐ ขึ้นไป ไม่พึงแสดงการนับให้ขาดในระหว่าง เพราะเมื่อนับหยุดต่ำกว่า ๕ จิตตุปบาทจะดิ้นรนอยู่ในโอกาสอันคับแคบ ดังหมู่โคถูกขังไว้ในคอกแคบดิ้นรนอยู่ฉะนั้น แม้เมื่อนับเกิน ๑๐ ขึ้นไปจิตตุปบาทก็จะพะวงอยู่ในการนับนั้นเสีย เมื่อแสดงการนับให้ขาดในระหว่าง จิตก็จะหวั่นไปว่ากรรมฐานของเราจะถึงที่สุดหรือไม่หนอ ? เพราะฉะนั้น พึงนับเว้นโทษเหล่านั้นเสีย


อธิบาย วิธีนับช้า


อันผู้ริเริ่มบำเพ็ญเพียร เมื่อจะนับ ชั้นแรกควรนับด้วยวิธีนับช้า คือนับอย่างคนตวงข้าวเปลือก จริงอยู่ คนตวงข้าวเปลือกตักเต็มทะนานแล้วขานว่า ๑ แล้วจึงเทลงไป เมื่อตักอีก เห็นหยากเยื่ออะไรๆ แล้วหยิบทิ้งเสีย จึงนับขานว่า หนึ่ง หนึ่ง ในคำว่า สอง ๆ เป็นต้นก็นัยนี้ แม้กุลบุตรผู้ริเริ่มบำเพ็ญเพียรนี้ ก็พึงกำหนดเอาลมอัสสาสะปัสสาสะที่ปรากฏแล้วกำหนดนับลม ซึ่งเป็นไปอยู่เรื่อย ๆ นั่นแหละ นับเริ่มต้นแต่คำว่า ๑,๑ จนถึงคำว่า ๑๐,๑๐ ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อเธอนับอยู่อย่างนั้น ลมอัสสาสะปัสสาสะที่ออกและเข้าอยู่ย่อมปรากฏ


ครั้นกุลบุตรผุ้ริเริ่มบำเพ็ญเพียร พึงละวิธีนับของคนตวงข้าวเปลือกนั้นเสีย แล้วนับด้วยวิธีนับเร็ว คือวิธีนับของนายโคบาล จริงอยู่ นายโคบาลผู้ฉลาด เอาก้อนกรวดใส่พกแล้ว มือถือเชือกและท่อนไม้ไปยังคอกแต่เช้าตรู่ ตีพวกโคทีหลัง นั่งบนปลายเสาลิ่ม โยนก้อนกรวดไป ๆ แล้วนับเฉพาะแม่โคตัวที่ถึงประตูแล้ว ๆ ว่า ๑,๒ ฝูงใดที่อยู่ลำบากในโอกาสที่คับแคบตลอดราตรี ๓ ยาม เมื่อจะออกไปก็เบียดเสียดกันและกันออกไป

เป็นกลุ่ม ๆ โดยเร็ว นายโคบาลนั้นก็นับเร็ว ๆ เหมือนกันว่า ๓,๔,๕ -๑๐ ฉันนั้นเหมือนกัน แม้เมื่อกุลบุตรผู้ริเริ่มบำเพ็ญเพียรนี้นับอยู่โดยนัยก่อน ลมอัสสาสะปัสสาสะปรากฏแล้ว ย่อมสัญจรเร็ว ๆ ถี่ขึ้น แต่นั้นเธอทราบว่าลมเดินถี่ขึ้นแล้ว ไม่พึงกำหนดเอาทั้งข้างในทั้งข้างนอก กำหนดเอาเฉพาะที่ถึงทวารเท่านั้น แล้วนับเร็ว ๆ ว่า ๑,๒,๓,๔,๕ ๑,๒,๓,๔,๕,๖ ๑,๒,๓,๔,๕,๖,๗ ๑,๒,๓,๔,๕,๖,๗,๘ ๑,๒,๓,๔,๕,๖,๗,๘,๙ ๑,๒,๓,๔,๕,๖,๗,๘,๙,๑๐ เพราะว่าในกัมมัฏฐานที่เนื่องด้วยการนับ จิตจะมีแต่อารมณ์เดียวได้ก็ด้วยพลังแห่งการนับเท่านั้น ดุจความหยุดของเรือในกระแสน้ำที่เชี่ยว จะมีได้ก็ด้วยอำนาจการค้ำไว้ด้วยถ่อฉะนั้น เมื่อเธอนับเร็ว ๆ อยู่อย่างนั้น กรรมฐานย่อมปรากฏเป็นประหนึ่งว่าเป็นไปหาระหว่างคั่นมิได้ ครั้นเธอทราบว่าย่อมเป็นไปหาระหว่างคั่นมิได้ดังนี้แล้วไม่พึงกำหนดลมภายในและภายนอก แล้วนับเร็ว ๆ โดยนัยก่อนนั่นแล ด้วยว่าเมื่อเธอให้จิตเข้าไปพร้อมกับลมที่เข้าไปภายในอยู่ จิตที่เป็นเหมือนถูกลมกระทบและเหมือนเต็มไปด้วยมันข้นในภายใน เมื่อเธอนำจิตออกไปพร้อมกับลมที่ออกไปภายนอก จิตย่อมจะส่ายไปในอารมณ์มากหลายในภายนอก แต่เมื่อเธอตั้งสติไว้ที่อากาศอันถูกลมกระทบ เจริญภาวนาอยู่นั่นแหละ ภาวนาย่อมสำเร็จได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า อันกุลบุตรผู้ริเริ่มบำเพ็ญเพียร ไม่พึงกำหนดลมภายในและภายนอกแล้วนับเร็ว ๆ โดยนัยก่อนนั่นแล ถามว่า ก็ลมนั่นจะพึงนับไปนานเท่าไร ? แก้ว่าพึงนับไปจนกว่าเมื่อหยุดนับสติจะตั้งมั่นอยู่ได้ในอารมณ์คือลมอัสสาสะปัสสาสะ ด้วยว่าการนับก็เพื่อกระทำการตัดความตรึกที่ส่ายไปภายนอกเสียแล้วตั้งสติมั่นไว้ในอารมณ์คือ ลมอัสสาสะปัสสาสะอย่างเดียว อันกุลบุตรผู้ริเริ่มบำเพ็ญเพียรกระทำไว้ในใจด้วยวิธีนับอย่างนี้แล้วพึงกระทำไว้ในใจด้วยวิธีติดตาม


อธิบาย วิธีติดตาม


การเลิกนับแล้วส่งสติไปตามลมหายใจออกเข้าไม่มีระหว่างคั่น ชื่อว่าการติดตามนั้น ไม่พึงกระทำด้วยอำนาจการติดตามเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด เพราะว่า สำหรับลมที่ออกไปภายนอกมีนาภีเป็นเบื้องต้น หทัยเป็นท่ามกลาง นาสิกเป็นที่สุด สำหรับลมที่เข้าไปภายในมีปลายนาสิกเป็นเบื้องต้น หทัยเป็นท่ามกลาง นาภีเป็นปลาย ก็เมื่อกุลบุตรริเริ่มบำเพ็ญเพียรติดตามลมนั้น จิตที่ถึงความฟุ้งซ่านย่อมจะมีเพื่อความกระสับกระส่าย

ทีเดียว และเพื่อความหวั่นไหว ดังท่านกล่าวไว้ว่า เมื่อภิกษุใช้สติติดตามเบื้องต้น กลางและปลายลมอัสสาสะปัสสาสะ กายก็ดีจิตก็ดีด้วย ทั้งจิตที่ถึงความฟุ้งซ่านในภายใน ย่อมกระสับกระส่ายหวั่นไหวด้วย ดิ้นรนด้วย เมื่อใช้สติไปติดตามต้น กลาง และปลายลมปัสสาสะ กายก็ดี จิตก็ดี ด้วยทั้งจิตที่ถึงความฟุ้งซ่านไปในภายนอก ย่อมกระสับกระส่ายด้วย หวั่นไหวด้วย ดิ้นรนด้วย ดังนี้ เพราะเหตุนั้น อันกุลบุตรผู้ริเริ่มบำเพ็ญเพียร เมื่อจะมนสิการโดยวิธีติดตามจึงไม่ควรมนสิการด้วยวิธีต้นลม กลางลม และปลายลม อีกประการหนึ่ง พึงมนสิการโดยวิธีผุสนาและด้วยวิธีฐปนา


แท้จริง การมนสิการโดยวิธีผุสนาและวิธีฐปนา หาได้มีส่วนหนึ่งต่างหากดุจมนสิการโดยวิธีคณนาและอนุพันธนาไม่ แต่เมื่อพระโยควจรนับอยู่ ในฐานะที่ลมกระทบแล้ว ๆ นั่นแหละ ชื่อว่ามนสิการโดยวิธีคณนาด้วย โดยวิธีผุสนาด้วย เมื่อเลิกนับแล้วติดตามลมอัสสาสะปัสสาสะนั้นไปด้วยสติ และเมื่อตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจอัปปนา ในฐานะที่ลมกระทบ ๆ นั้นนั่นแหละ เรียกว่ามนสิการโดยวิธีอนุพันธนาด้วย โดยวิธีผุสนาด้วย โดยวิธีฐปนาด้วย ความนี้นั้นบัณฑิตพึงทราบโดยอุปมาด้วยคนง่อยคนเฝ้าประตูที่กล่าวไว้ในอรรถทั้งหลาย และโดยอุปมาด้วยเลื่อยที่กล่าวไว้ในปฏิสัมภิทา


ในสามอุปมานั้น ข้อนี้เป็นอุปมาด้วยคนง่อย คือคนง่อยโล้ชิงช้าให้แก่มารดาและบุตรผู้เล่นชิงช้าอยู่ นั่งที่โคนเสาชิงช้านั้นแหละย่อมเห็นที่สุดทั้ง ๒ ข้าง และท่ามกลางแห่งแผ่นกระดานชิงช้า ที่แกว่งไกวไปมาอยู่โดยลำดับ แต่ก็มิได้ขวนขวายจะดูแลที่สุดทั้ง ๒ และท่ามกลาง แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยืนที่โคนเสาอันเป็นที่ผูกด้วยอำนาจสติ โล้ชิงช้าคือลมหายใจออกเข้า นั่งอยู่ด้วยสติในนิมิตนั้นนั่นเอง เมื่อส่งสติติดตาม ตั้งจิตไว้ตรงที่ลมกระทบนั้นนั่นแหละ ย่อมเห็นเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุดของลมหายใจออกเข้า ในฐานะที่มันแกว่งไปมากระทบอยู่โดยลำดับ แต่จะเป็นผู้ขวนขวายเพื่อดูแลลมเหล่านั้นก็หามิได้ ฉะนั้น นี้เป็นอุปมาดังคนง่อย


ส่วนที่อุปมาด้วยคนเฝ้าประตู ดังนี้คือ คนเฝ้าประตูไม่ตรวจตราดูแลพวกคนในเมืองและนอกเมือง ถามว่าท่านเป็นใคร หรือว่ามาแต่ไหน หรือว่าท่านจะไปไหน หรือว่าอะไร


อยู่ในมือท่าน เพราะว่าคนเหล่านั้นมิใช่เป็นภาระหน้าที่ของเขา เขาจะตรวจตราดูแลเฉพาะคนที่มาถึงประตู ๆ เท่านั้น แม้ฉันใด ภิกษุนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ลมเข้าข้างในและลมออกข้างนอก ไม่ใช่เป็นภาระหน้าที่ (ของท่าน) ท่านมีหน้าที่อยู่แต่เพียงกำหนดลมที่จะมาถึงช่องจมูกแล้ว ๆ เท่านั้น นี้เป็นอุปมาดังนายประตู


ส่วนที่อุปมาด้วยเลื่อยพึงทราบตั้งแต่ต้นดังนี้


สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า –


นิมิต ๑ ลมหายใจออก ๑ ลมหายใจเข้า ๑ มิใช่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว เมื่อภิกษุไม่รู้ธรรมทั้ง ๓ ภาวนาย่อมไม่เกิด นิมิต ๑ ลมหายใจออก ๑ ลมหายใจเข้า ๑ มิใช่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว เมื่อภิกษุรู้ธรรมทั้ง ๓ ภาวนาย่อมเกิด


มีอธิบายอย่างไร ? มีอธิบายว่า ธรรม ๓ อย่างนี้ มิใช่เป็นอารมณ์ของจิตดวงเดียวกัน แต่ธรรม ๓ อย่างนี้ จะเป็นสิ่งที่พระโยคาวจรจะไม่รู้ก็หามิได้ และจิตก็ไม่ถึงความฟุ้งซ่าน ปธาน (ความเพียร) ย่อมปรากฏ และพระโยคาวจรก็ย่อมยังประโยคให้สำเร็จ ย่อมบรรลุคุณวิเศษได้ เปรียบเหมือนไม้ที่เขาทิ้งไว้ที่พื้นดินราบ ๆ บุรุษพึงเอาเลื่อยมาตัดมัน สติของบุรุษนั้นย่อมปรากฏด้วยอำนาจฟันเลื่อยที่ถูกต้นไม้ เธอก็มิได้ใส่ใจถึงฟันเลื่อยที่ชักมาและชักไป แต่จะไม่รู้ฟันเลื่อยที่ชักมาและชักไปก็หามิได้ ทั้งความเพียรย่อมปรากฏทั้งเธอก็ยังความพยายามให้สำเร็จ และเธอก็บรรลุคุณวิเศษอีกด้วย นิมิตที่เขาเข้าไปผูกไว้เปรียบเหมือนต้นไม้ที่เขาทิ้งไว้ที่ภูมิภาคอันราบรื่น ลมหายใจออกเข้าเหมือนฟันเลื่อย ภิกษุนั่งตั้งสติไว้ที่ปลายจมูกหรือที่ริมฝีปาก ไม่ใส่ใจลมหายใจออกเข้าที่ผ่านมาหรือผ่านไป แต่จะไม่รู้ลมออกเข้าซึ่งผ่านมาหรือผ่านไปแล้วก็หามิได้ ความเพียรก็ย่อมปรากฏ ทั้งเธอก็ย่อมยังความพยายามให้สำเร็จ และบรรลุคุณวิเศษอีกด้วย เปรียบเหมือนบุรุษตั้งสติไว้ที่ฟันเลื่อย ที่กระทบต้นไม้ เธอไม่ใส่ใจถึงฟันเลื่อยซึ่งชักมาชักไป แต่จะไม่รู้ฟันเลื่อยซึ่งชักมาชักไปก็หามิได้ ความเพียรก็ปรากฏ และเธอก็ยังความพยายามให้สำเร็จ และบรรลุผลพิเศษอีกด้วยฉะนั้น


บทว่า ปธานํ ถามว่าความเพียรเป็นไฉน ? คือ ทั้งกายทั้งจิตของภิกษุผู้ปรารภ ความเพียรย่อมเป็นของควรแก่การงาน นี้ชื่อว่าความเพียร ประโยคเป็นไฉน ? คืออุปกิเลสทั้งหลาย ภิกษุผู้ปรารภความเพียรละได้ วิตกทั้งหลายย่อมสงบระงับ นี้ชื่อว่าประโยค คุณวิเศษเป็นไฉน ? ภิกษุผู้ปรารภความเพียรย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยทั้งหลายสุดสิ้นไป นี้เป็นคุณวิเศษ

ธรรม ๓ อย่างนี้ มิได้เป็นอารมณ์ของจิดวงเดียว แต่ธรรม ๓ อย่างนี้จะเป็นสิ่งที่พระโยคาวจรจะไม่รู้หามิได้ วิตกไม่ถึงซึ่งความฟุ้งซ่าน ความเพียรย่อมปรากฏ และพระโยคาวจรนั้นย่อมยังความพยายามให้สำเร็จ บรรลุคุณวิเศษได้ ด้วยประการฉะนี้


อานาปานสติ อันภิกษุใดบำเพ็ญด้วยดีเต็มที่แล้ว สั่งสมแล้วโดยลำดับ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ภิกษุนั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นจากหมอกฉายแสงอยู่ฉะนั้นแล


นี้เป็นอุปมาด้วยเลื่อย ก็ในที่นี้พระโยคาวจรนั้นเพียงแต่ไม่มนสิการด้วยอำนาจลมที่ผ่านมาและผ่านไป พึงทราบว่าประโยชน์


สำหรับบางท่านที่มนสิการกรรมฐานนี้ นิมิตย่อมเกิด และฐปนากล่าวคือ อัปปนาอันประดับด้วยองค์ฌานที่เหลือจะสำเร็จโดยไม่ช้าเลย แต่สำหรับบางท่านเมื่อความกระวนกระวายสงบระงับลงด้วยอำนาจความดับไปแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะที่หยาบโดยลำดับจำเดิมแต่กาลที่มนสิการโดยวิธีนับ ทั้งกายทั้งจิตย่อมเป็นสภาพเบา สรีระเป็นประหนึ่งถึงซึ่งอาการลอยอยู่บนอากาศ เมื่อผู้มีกายกระสับกระส่ายนั่งบนเตียงหรือตั่งก็ตาม เตียงตั่งย่อมโยกย่อมลั่น เครื่องลาดย่อมยับ แต่เมื่อคนมีกายไม่กระสับกระส่ายนั่งเตียงก็ไม่โยกไม่ลั่นเลย เครื่องลาดก็ไม่ยับ เตียงตั่งเป็นดังว่ายัดด้วยนุ่น เพราะเหตุไร? เพราะกายที่ไม่กระสับกระส่าย ย่อมเบา ฉันใด เมื่อความกระสับกระส่ายทางกายสงบระงับลง ด้วยอำนาจความดับไปแห่งลม อัสสาสะปัสสาสะที่หยาบโดยลำดับ จำเดิมแต่กาลที่มนสิการโดยวิธีนับ ทั้งกายทั้งจิตย่อมเบา สรีระเป็นประหนึ่งถึงซึ่งอาการลอยอยู่บนอากาศ ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อลมอัสสาสะปัสสาสะที่หยาบดับไปแล้ว จิตของพระโยคาวจรนั้นก็ยังมีนิมิตแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะที่ละเอียดเป็น
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 17-05-12 เมื่อ 20:12

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 3 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #5  
เก่า 17-05-12, 20:00
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

อารมณ์เป็นไปอยู่ แม้เมื่อนิมิตนั้นดับแล้ว จิตดวงต่อ ๆ ไปก็ยังมีนิมิตลมปัสสาสะอัสสาสะที่ละเอียดกว่านั้นเป็นอารมณ์เป็นไปอยู่ เป็นอย่างไร ? บัณฑิตพึงทราบโดยนัยว่า เป็นเหมือนบุรุษเคาะกังสดาลด้วยซี่โลหะใหญ่ เสียงดังพึงเกิดขึ้นโดยการตีครั้งเดียว จิตของเขาพึงมีเสียงหยาบเป็นอารมณ์เป็นไปอยู่ เมื่อเสียงหยาบดับแล้ว หลังจากนั้นจิตของเธอก็มีนิมิตแห่งเสียงที่ละเอียดเป็นอารมณ์ แม้เมื่อนิมิตนั้นดับแล้ว จิตดวงต่อๆไปของเธอก็ยังมีนิมิตแห่งเสียงละเอียดยิ่งกว่านั้นเป็นอารมณ์เป็นไปอยู่ ฉะนั้น สมจริงดังคำพระสารีบุตรกล่าวไว้ว่า เมื่อกังสดาลถูกเคาะแล้ว แม้ฉันใด ดังนี้เป็นต้น ความพิสดารบัณฑิตพึงกล่าวตามนัยปฏิสัมภิทามรรคเถิด.


อธิบายที่ต่างจากกรรมฐานอื่น


จริงอยู่ กรรมฐาน นี้หาเป้นอย่างกรรมฐานอื่น ๆ ซึ่งปรากฏชัดยิ่ง ๆ ขึ้นไป ส่วนกรรมฐานนี้เมื่อเจริญยิ่งสูง ๆ ขึ้นไป ก็ถึงเพียงความละเอียด แต่ไม่ถึงความปรากฏ แต่เมื่อกรรมฐานนั้นไม่ปรากฏอย่างนั้น ภิกษุนั้นก็พึงอย่าลุกจากที่นั่งสลัดท่อนหนังไปเสีย ถามว่า พึงทำอย่างไร? แก้ว่า อย่างลุกไปด้วยคิดว่าเราจักถามท่านอาจารย์หรือด้วยเข้าใจว่า บัดนี้กรรมฐานของเราเสื่อมเสียแล้ว เพราะเมื่อทำอิริยาบถให้กำเริบไป กรรมฐานก็จะกลายเป็นของใหม่ๆไปเท่านั้น เพราะเหตุนั้น เธอนั่งอยู่ตามเดิมนั่นแหละพึงนำ (ลม) มาจากถิ่นที่เกิด


วิธีปฏิบัติเพื่อนำคืน


ในข้อนั้นมีอุบายเครื่องนำ (ลมคืน) ดังต่อไปนี้ ภิกษุนั้นรู้ภาวะคือความไม่ปรากฏ แห่งพระกรรมฐานแล้ว พึงพิจารณาดูดังนี้ว่า ขึ้นชื่อว่าลมหายใจออกเข้านี้มีอยู่ที่ไหน ไม่มีที่ไหน มีแก่ใคร หรือไม่มีแก่ใคร? ครั้นเมื่อเธอพิจารณาอย่างนั้นก็จะทราบได้ว่า ลมหายใจออกเข้านี้ไม่มีอยู่ภายในท้องของมารดา ๑ ไม่มีแก่พวกคนที่ดำลงในน้ำ ๑ ไม่มีแก่พวกคนที่สลบ ๑ แก่คนตาย ๑ ผู้เข้าจตุตถฌาน ๑ ผู้ประกอบด้วยรูปภพและอรูปภพ ๑ ผู้เข้านิโรธ ๑ ฉะนี้แล้ว พึงตักเตือนตนด้วยตนเองดังนี้ว่า นี่แน่ะ พ่อบัณฑิต ตัวเจ้ามิใช่ผู้อยู่ในท้องมารดา มิใช่ผู้ดำลงในน้ำ มิใช่ผู้สลบ มิใช่ผู้ที่ตายแล้ว มิใช่ผู้เข้าจตุตถฌาน มิใช่ผู้ประกอบด้วยรูปภพอรูปภพ มิใช่ผู้เข้านิโรธ มิใช่หรือ ลมหายใจออกข้าวของเจ้ามีอยู่แท้



แต่เจ้าไม่อาจกำหนดได้เพราะภาวะที่เจ้ามีปัญญาอ่อน ลำดับนั้นเธอพึงวางจิตไว้ตามที่ลมกระทบโดยปกติ ยังมนสิการให้เป็นไป ก็ลมหายใจออกเข้าเหล่านี้ สำหรับคนจมูกยาวกระทบกระพุ้งจมูกเป็นไป สำหรับคนจมูกสั้นกระทบริมฝีปากบนเป็นไป เพราะฉะนั้นเธอพึงตั้งนิมิตไว้ว่าลมกระทบที่ตรงนี้ จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แลจึงตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวอานาปานสติภาวนาแก่คนที่หลงลืมสติไม่มีสัมปชัญญะ


จริงอยู่ กรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมสำเร็จแก่คนผู้มีสติสัมปชัญญะเท่านั้นก็จริง แต่ว่ากรรมฐานอื่นจากนี้ เมื่อภิกษุมนสิการไป ๆ ย่อมปรากฏ ส่วนอานาปานสติกัมมัฏฐานนี้หนัก การภาวนาก็หนัก เป็นภูมิแห่งมนสิการแห่งพระพุทธเจ้าพระปัจเจกพระพุทธเจ้าและพระพุทธบุตรทั้งหลายผู้เป็นมหาบุรุษเท่านั้น ไม่ใช่การนิดหน่อยและไม่ใช่การที่สัตว์เล็กน้อยจะสร้องเสพได้ มนสิการไปด้วยประการใด ๆ ก็ย่อมสงบและสุขุมไปด้วยประการนั้น ๆ เพราะเหตุนั้นในกรรมฐานข้อนี้จำต้องปรารถนาสติและปัญญาอันกล้าแข็ง เหมือนในเวลา ชุนผ้าเนื้อเกลี้ยง แม้เข็มก็ต้องใช้เข็มเล็ก ยิ่งด้ายร้อยห่วงเข็มยิ่งต้องใช้เล็กกว่านั้น ฉันใดในเวลาเจริญกรรมฐานนี้อันเป็นเช่นผ้าเนื้อเกลี้ยง ก็จำต้องปรารถนาทั้งสติที่เปรียบด้วยเข็ม ทั้งปัญญาอันสัมปยุตด้วยสติเปรียบด้วยด้ายร้อยห่วงเข็มอันกล้าแข็ง ฉันนั้นเหมือนกัน


ก็แลภิกษุผู้ประกอบด้วยสติปัญญานั้น ไม่พึงแสวงหาลมอัสสาสะปัสสาสะนั้นในที่อื่นจากที่ลมกระทบตามปกติ เหมือนชาวนาไถนาแล้วปล่อยโคพลิพัททำให้บ่ายหน้าไปสู่ที่หากิน แล้วพึงนั่งพักอยู่ในร่ม ครั้นแล้วโคพลิพัทเหล่านั้นของเขาก็เข้าดงไปโดยเร็ว ชาวนาผู้ฉลาดใคร่จะจับมันมาเทียมแอกจะไม่ติดตามรอยเท้าโคเหล่านั้นเที่ยวดั้นดง โดยที่แท้เขาจะถือเชือกและปฏักตรงไปยังท่าที่โคเหล่านั้นลงไปทีเดียว นั่งหรือนอนอยู่ ต่อนั้นเขาเห็นฝูงโคเหล่านั้น ที่มันเที่ยวตอนกลางวันแล้วลงสู่ท่าน้ำ แช่และดื่มน้ำแล้วขึ้นมายืนอยู่ จึงผูกด้วยเชือกแทงด้วยปฏัก จูงมาเทียมแอกทำงานอีก ฉันใด ภิกษุนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่พึงแสวงหาลมอัสสาสะปัสสาสะนั้นในที่อื่นจากที่ที่ลมกระทบตามปกติ แต่พึงถือเชือกคือสติและปฏักคือปัญญา ตั้งจิตไว้ ณ ที่ที่ลมกระทบตามปกติ ยังมนสิการให้เป็นไป ด้วยว่าเมื่อเธอมนสิการไปอย่างนี้ ลมเหล่านั้นปรากฏไม่นานเลย ดุจโคทั้งหลายปรากฏที่ท่าลงน้ำ ฉะนั้น เธอพึงผูกไว้ด้วยเชือกคือสติ เทียมไว้ที่ตรงนั้นแหละ แทงด้วยปฏักคือปัญญา ประกอบด้วยกรรมฐานไว้บ่อยๆ เมื่อเธอหมั่นประกอบอยู่อย่างนั้น ไม่ช้านิมิตย่อมปรากฏ


นิมิตปรากฏต่าง ๆ กัน

อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ก็แลอาจารย์ทั้งปวงหามีนิมิตนี้นั้นเสมือนเป็นอันเดียวกันไม่ สำหรับบางท่านปรากฏเหมือนปุยนุ่นก็มี เหมือนปุยฝ้ายก็มี เหมือนสายลมก็มี ที่ยังสุขสัมผัสให้เกิด

แต่วินิจฉัยในอรรถกถาทั้งหลายมีดังนี้ ก็นิมิตนี้สำหรับบางท่านปรากฏเหมือนดวงดาว เหมือนเม็ดมณี และเหมือนเม็ดไข่มุกดาก็มี บางท่านปรากฏเป็นสิ่งมีสัมผัสหยาบ เหมือนเม็ดฝ้าย และเหมือนเสี้ยนไม้แก่นก็มี บางท่านเหมือนสายสังวาลยาว เหมือนพวงดอกไม้ และเหมือนเปลวควันก็มี บางท่านเหมือนใยแมงมุมที่ขึงแล้ว เหมือนกลีบเมฆ เหมือนดอกประทุม เหมือนล้อรถ เหมือนวงพระจันทร์ และเหมือนวงพระอาทิตย์ก็มี ก็แล กรรมฐานนี้นั้นก็อย่างเดียวกันนั่นแล ย่อมปรากฏต่าง ๆ กัน เพราะภาวะที่พระโยคาวจรมีสัญญาต่าง ๆ กัน เปรียบเหมือนพระภิกษุมากรูปนั่งสาธยายพระสูตรกันอยู่ เมื่อรูปหนึ่งถามขึ้นว่า

สูตรนี้ปรากฏแก่ท่านทั้งหลายเป็นเช่นไร ภิกษุรูปหนึ่งก็บอกว่า ปรากฏแก่ข้าพเจ้า เป็นเหมือนแม่น้ำใหญ่ที่ไหลออกจากภูเขา อีกรูปหนึ่งบอกว่า สำหรับข้าพเจ้าเหมือนแนวป่าอันหนึ่ง รูปหนึ่งบอกว่าสำหรับข้าพเจ้าเหมือนต้นไม้ที่เต็มไปด้วยพวงผลสมบูรณ์ไปด้วยกิ่งก้านมีร่มเงาเยือกเย็น จริงอยู่ พระสูตรนั้นก็สูตรเดียวนั่นแหละ ปรากฏแก่เธอทั้งหลายต่าง ๆ กัน เพราะภาวะที่เธอทั้งหลายมีสัญญาต่างกัน ฉะนั้น เพราะกรรมฐานนี้เกิดจากสัญญา มีสัญญาเป็นเหตุ มีสัญญาเป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ย่อมปรากฏได้ต่าง ๆ กัน เพราะสัญญาต่างกัน

ก็ในกรรมฐานนี้ จิตที่มีลมหายใจออกเป็นอารมณ์ก็เป็นดวงหนึ่ง จิตที่มีลมหายใจเข้าเป็นอารมณ์ก็เป็นดวงหนึ่ง จิตที่มีนิมิตเป็นอารมณ์ก็เป็นดวงหนึ่งแท้ ก็ผู้ใดไม่มีธรรม ๓ ประการนี้ กรรมฐานของผู้นั้นย่อมไม่ถึงอัปปนาไม่ถึงอุปจาระเลยทีเดียว แต่ผู้ใดมีธรรม ๓ประการนี้ กรรมฐานของผู้นั้นนั่นแหละย่อมถึงอุปจาระและอัปปนา สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า –



นิมิต ๑ ลมหายใจออก ๑ ลมหายใจเข้า ๑ มิใช่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว เมื่อภิกษุไม่รู้ธรรม ๓ ประการ ภาวนาย่อมเกิดไม่ได้ นิมิต ๑ ลมหายใจออก ๑ ลมหายใจเข้า ๑ ไม่ใช่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว เมื่อภิกษุรู้ธรรม ๓ ประการนี้ ภาวนาย่อมเกิดได้


อันดับแรก พระทีฆภาณกาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ก็เมื่อนิมิตปรากฏอย่างนี้แล้ว ภิกษุนั้นพึงไปหาอาจารย์แล้วเรียนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ชื่อว่าอารมณ์เห็นปานนี้ปรากฏแก่กระผม แต่อาจารย์ไม่ควรบอกว่า นั่นคือนิมิตหรือไม่ใช่นิมิต พึงบอกว่า เป็นอย่างนั้นแหละอาวุโส แล้วกล่าวว่า เธอจงมนสิการอย่างนั้นบ่อย ๆ เถิด เพราะเมื่ออาจารย์บอกว่า นั่นเป็นนิมิต เธอจะหยุดพักเสีย เมื่อบอกว่า นั่นไม่ใช่นิมิต เธอจะหมดหวังเศร้าใจ เพราะฉะนั้นอาจารย์จึงไม่ควรบอกทั้ง ๒ อย่าง แต่คงแนะนำแต่การใส่ใจเท่านั้น


ส่วนพระมัชฌิมภาณกาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า พระโยคาวจรนั้นเป็นผู้ที่อาจารย์ควรบอกว่า นี่นิมิตละอาวุโส เธอจงมนสิการกรรมฐานบ่อย ๆ เข้าเถิด พ่อคนดี


ลำดับนั้น พระโยคาวจรนั้นพึงตั้งจิตไว้ที่นิมิตนั่นแหละ โดยประการดังกล่าวแล้วจำเดิมแต่นี้ไป ภาวนาของเธอนี้ย่อมปรากฏด้วยอำนาจฐปนา สมดังคำที่พระโบราณาจารย์กล่าวว่า –


พระโยคาวจรผู้ทรงปัญญา ตั้งจิตไว้ในนิมิตยังอาการต่างๆ ในลมหายใจออกลมหายใจเข้าให้แจ่มแจ้ง จึงจะชื่อว่าผูกจิตของตนไว้ได้


จำเดิมแต่นิมิตปรากฏแล้วอย่างนี้ เป็นอันชื่อว่าเธอข่มนิวรณ์ทั้งหลายได้แน่แท้ กิเลสทั้งหลายย่อมสงบนิ่ง สติก็ปรากฏเด่นชัด จิตย่อมตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิเป็นแท้


ลำดับนั้น เธอพึงใส่ใจนิมิตโดยสี อย่าพิจารณาโดยลักษณะ แต่จำต้องเว้น อสัปปายะ ๗ อย่างมีอาวาสเป็นต้น แล้วเสพสัปปายะ ๗ อย่าง มีอาวาสเป็นต้นเหล่านั้นแหละ รักษาไว้ให้ดี ดังพระขัตติยมเหสีรักษาพระครรภ์ที่เกิดแต่พระเจ้าจักพรรดิ และดังชาวนารักษาท้องข้าวสาลีและข้าวเหนียว ฉะนั้น ครั้นเธอรักษานิมิตนั้นไว้อย่างนี้แล้ว พึงทำให้ถึงความเจริญงอกงามโดยวิธีมนสิการบ่อยๆ แล้วบำเพ็ญอัปปนาโกศล ๑๐ ประการให้พร้อมมูล ประกอบความเพียรให้สม่ำเสมอ เมื่อเธอพยายามอยู่อย่างนี้ จตุตถฌานหรือปัญจกฌานจะเกิดขึ้นในนิมิตนั้นโดยลำดับดังกล่าวแล้วในปฐวีกสิณนั่นแล.
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 17-05-12 เมื่อ 20:12

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 3 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #6  
เก่า 17-05-12, 20:04
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

วิธีกำหนดนามรูป


ก็ภิกษุทำฌาน ๔ และฌาน ๕ ให้บังเกิดแล้วอย่างนี้ ประสงค์จะเจริญกรรมฐาน ด้วยสามารถแห่งสัลลักขณา (คือวิปัสสนา) และวิวัฏฏนา (คือมรรค) และบรรลุความบริสุทธิ์ (คือผล) ในอานาปานสติภาวนานี้ ย่อมทำฌานนั้นแล ให้ถึงภาวะเป็นวสีด้วยอาการ ๕ ให้คล่องแคล่วแล้ว กำหนดนามรูปเริ่มตั้งแต่วิปัสสนา, อย่างไร? เพราะพระโยคาวจรนั้นออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมเห็นได้ว่า กรัชกายและจิตเป็นแดนเกิดแห่งลมหายใจออกหายใจเข้า เปรียบเหมือนอย่างว่าอาศัยหลอดแห่งสูบของนายช่างทองที่กำลังพ่นอยู่ และความพยายามอันเหมาะสมแก่หลอดสูบนั้นของบุรุษ ลมจึงสัญจรไปได้ ฉันใด ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ต้องอาศัยกายและจิตจึงสัญจรไปได้ ลำดับนั้นพระโยคาวจร ย่อมกำหนดลมหายใจออกเข้าและกายว่าเป็นรูป และกำหนดจิตและธรรมอันสัมปยุตกับจิตนั้นว่าเป็นนาม นี้เป็นความสังเขปในการกำหนดนามรูปซึ่งจักมีแจ้งข้างหน้า

ครั้นกำหนดนามรูปอย่างนี้แล้ว จึงแสวงหาปัจจัยของนามรูปนั้น และเมื่อแสวงหาก็เห็นนามรูปนั้น ปรารภความเป็นไปแห่งนามรูป ข้ามความสงสัยในกาลทั้ง ๓ เสียได้ เป็นผู้ข้ามความสงสัยได้แล้วยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์ โดยพิจารณาเป็นกลาปะ ละวิปัสสนูกิเลส ๑๐ ประการมีโอภาสเป็นต้น อันเกิดขึ้นในส่วนเบื้องต้นแห่งอุทยัพยานุปัสสนาญาณ กำหนดปฏิปทาญาณอันพ้นจากอุปกิเลสแล้วว่าเป็นมรรค ละนามรูปที่เกิดขึ้น บรรลุการตามเห็น ความดับแห่งนามรูป แล้วเบื่อหน่ายคลายความกำหนัดหลุดพ้นในสังขารทั้งปวงที่ปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เพราะเห็นแต่นามรูปที่ดับไปหาระหว่างคั่นมิได้ บรรลุอริยมรรค ๔ ตามลำดับ ดำรงอยู่ในอรหัตผลถึงที่สุดแห่งปัจจเวกขณญาณ ๑๙ ประการ เป็นพระทักขิไณยผู้เลิศของโลกพร้อมทั้งเทวโลก

ก็ด้วยอันดับคำเพียงเท่านี้ เป็นอันจบการเจริญอานาปานสติสมาธิแห่งพระโยคาวจรนั้น นับตั้งต้นแต่การนับจนมีปัจจเวกขณะเป็นที่สุด ฉะนี้แล

นี้เป็นการภาวนาจตุกกะที่ ๑ โดยอาการทั้งปวง ส่วนในฝ่ายจตุกกะทั้ง ๓ เพราะเหตุที่ชื่อว่านัยแห่งการเจริญกรรมฐานอีกแผนกหนึ่งไม่มี ฉะนั้นพึงทราบความแห่งจตุกกะทั้ง ๓ เหล่านั้นนั่นแหละ ตามนัยแห่งการพรรณนาตามลำดับบทนั่นแล

อธิบายจตุกกะที่ ๒


บทว่า ปีติปฏิสํเวที แปลว่า ภิกษุสำเหนียกว่าเราจักทำปีติให้เป็นอันตนรู้แจ้งแล้ว คือทำให้ปรากฏแล้ว หายใจออกหายใจเข้า ในข้อนั้นมีอธิบายดังนี้ว่า ปีติย่อมเป็นธรรมชาติ อันพระโยคาวจรรู้แจ้งแล้ว โดยอาการ ๒ อย่างคือ โดยอารมณ์ ๑ โดยการไม่หลงลืม ๑ ถามว่า ปีติเป็นธรรมชาติอันภิกษุรู้แจ้งแล้วโดยอารมณ์อย่างไร ? แก้ว่า ภิกษุเข้าฌาน ๒ ที่มีปีติ ปีติย่อมเป็นธรรมชาติอันภิกษุนั้นรู้แจ้งแล้วโดยอารมณ์ ด้วยการได้เฉพาะซึ่งฌานในขณะแห่งสมาบัติเพราะอารมณ์ท่านรู้แจ้งแล้ว โดยไม่หลงลืมเป็นอย่างไร ? คือ ครั้นเธอเข้าฌาน ๒ ที่มีปีติ ออกแล้วพิจารณาเห็นปีติที่สัมปยุตด้วยฌานโดยความสิ้นไปเสื่อมไป ปีติก็เป็นอันชื่อว่าเธอรู้แจ้งแล้วโดยไม่หลงลืม เพราะรู้ลักษณะในขณะที่เห็นด้วยวิปัสสนาปัญญา สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทาว่า เมื่อภิกษุรู้ชัดซึ่งภาวะแห่งจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งความหายใจออกยาว สติย่อมตั้งมั่น ปีตินั้นเป็นอันเธอรู้แจ้งแล้ว ด้วยสตินั้นด้วยญานนั้น เมื่อภิกษุรู้แจ้งอยู่ซึ่งภาวะที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจความหายใจออกยาว ฯลฯ ด้วยอำนาจความหายใจเข้าสั้น ฯลฯ ด้วยอำนาจหายใจออกสั้น ด้วยสามารถรู้แจ้งกายทั้งสิ้นหายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ ด้วยอำนาจทำกายสังขารให้สงบ หายใจออกเข้า สติย่อมตั้งมั่น ปีติเป็นธรรมชาติที่เธอรู้ได้ชัด ด้วยสตินั้นด้วยปัญญานั้น เมื่อภิกษุรำพึงถึงอยู่....เห็นอยู่.....ปัจจเวกขณ์อยู่.....อธิษฐานจิตอยู่.....น้อมใจเชื่อด้วยศรัทธาอยู่.....ประคองความเพียรอยู่ ยังสติให้ตั้งมั่นอยู่.....เริ่มตั้งจิตมั่น รู้ชัดอยู่ด้วยปัญญา รู้ยิ่งอยู่ซึ่งสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง....ละสิ่งที่ควรละ ทำให้เกิดสิ่งที่ควรทำให้เกิด ทำให้แจ้งสิ่งที่ควรทำให้แจ้ง ปีตินั้นก็เป็นสิ่งที่เธอรู้แจ้ง ด้วยประการฉะนี้


แม้บทที่เหลือบัณฑิตพึงทราบโดยความตามนัยนั้นนั่นแล แต่ในที่นี้มีความแปลกกันดังนี้ คือ พึงทราบภาวะที่ภิกษุรู้แจ้งซึ่งสุขด้วยอำนาจแห่งฌาน ๓ พึงทราบภาวะที่ภิกษุรู้แจ้งซึ่งจิตสังขารด้วยอำนาจแห่งฌานทั้ง ๔ บทว่า “จิตฺตสงฺขาโร” ได้แก่ขันธ์ ๒ มีเวทนาขันธ์เป็นต้น ก็ในบรรดาบททั้ง ๒ นี้ บทว่า “สุขปฏิสํเวที”ท่านกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทาเพื่อแสดงภูมิแห่งวิปัสสนาว่า สุขในบทว่า สุขํ นี้มี ๒ อย่าง คือสุขทางกาย ๑ สุขทางจิต ๑ บทว่า "ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ" ความว่า ระงับคือดับจิตสังขารที่หยาบ ๆ แต่เมื่อว่าโดย

พิสดารความดับจิตสังขารนั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในกายสังขารนั่นแล อนึ่ง ในบทเหล่านั้น บทว่า "ปีติ" ท่านกล่าวถึงเวทนาโดยยกเวทนาขึ้นเป็นประธาน ในบทว่า "สุข" ท่านกล่าวเวทนาโดยสรุปนั่นเอง ในบทว่า “จิตฺตสงฺขาร” ทั้ง ๒ บท พึงทราบว่าท่านกล่าวเวทนาที่สัมปยุตด้วยสัญญา เพราะพระบาลีว่า สัญญาและเวทนาเป็นเจตสิก ธรรมเหล่านั้นนับเนื่องกับจิต จัดเป็นจิตสังขาร ดังนี้แล


บัณฑิตพึงทราบว่า จตุกกะนี้ทรงตรัสโดยนัยแห่งเวทนานุปัสสนา ด้วยประการฉะนี้


อธิบายจตุกกะที่ ๓

แม้ในจตุกกะที่ ๓ พึงทราบภาวะที่ภิกษุกำหนดรู้จิต ด้วยอำนาจฌาน ๔ บทว่า “อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ” ความว่า ภิกษุสำเหนียกว่า เราจักยังจิตให้บันเทิง ให้ปลื้ม ให้ร่าเริงให้เบิกบาน หายใจออก หายใจเข้า


ในบทเหล่านั้น การบันเทิงยิ่ง ย่อมมีด้วยอาการ ๒ อย่าง คือด้วยอำนาจสมาธิ ๑ ด้วยวิปัสสนา ๑ ถามว่า บันเทิงด้วยสมาธิอย่างไร? แก้ว่า ภิกษุเข้าฌาน ๒ มีปีติ เธอยังจิตให้บันเทิงให้ปลื้มด้วยปีติอันสัมปยุตด้วยธรรมในขณะเข้าฌาน บันเทิงด้วยวิปัสสนาอย่างไร? คือภิกษุครั้นเข้าฌาน ๒ อันมีปีติ ออกแล้วพิจารณาปีติ อันสัมปยุตด้วยฌาน โดยความสิ้นไปเสื่อมไป เธอทำปีติอันสัมปยุตด้วยฌานให้อารมณ์ ยังจิตให้บันเทิงให้ปลื้มอยู่ ในขณะแห่งวิปัสสนาอย่างนี้


ผู้ปฏิบัติอย่างนี้ท่านเรียกว่า สำเหนียกว่าเราจักยังจิตให้บันเทิงยิ่ง หายใจออก หายใจเข้า


บทว่า “สมาหิตํ จิตฺตํ” ความว่า ดำรงจิตให้เสมอ คือตั้งจิตให้เสมอในอารมณ์ ด้วยอำนาจปฐมฌานเป็นต้น ก็หรือว่า เมื่อเข้าฌานเหล่านั้นออกแล้ว พิจารณาจิตอันสัมปยุตด้วยฌาน โดยความสิ้นไปและความเสื่อมไปอยู่ “ขณิกจิตเตกัคคตา” ภาวะที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ตั้งอยู่ชั่วขณะ ย่อมเกิดขึ้นเพราะรู้แจ้งลักษณะไตรลักษณ์ในขณะวิปัสสนา ภิกษุดำรงจิตเสมอ คือตั้งจิตให้เสมอในอารมณ์แม้ด้วยอำนาจขณิกจิตเตกัคคตาอันเกิดขึ้นอย่างนั้น ท่านเรียกว่าสำเหนียกอยู่ว่าเราจักตั้งจิตมั่นหายใจออกหายใจเข้า


บทว่า “วิโมทยํ จิตฺตํ” ความว่าภิกษุปลดเปลื้องจิตจากนิวรณ์ทั้งหลายด้วยปฐมฌาน ปลดเปลื้องจิตจากวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน ปลดเปลื้องจิตจากปีติด้วยตติยฌาน ปลดเปลื้องจิตจากสุขทุกข์ด้วยจตุตถฌาน ก็หรือว่า ภิกษุเข้าฌานเหล่านั้นออกแล้วพิจารณาจิตที่สัมปยุตด้วยฌานโดยความสิ้นไปและเสื่อมไปในขณะแห่งวิปัสสนา เธอปลดเปลื้องจิตจากนิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสสนา ปลดเปลื้องจิตจากสุขสัญญาด้วยทุกขานุปัสสนา จากอัตตสัญญาด้วยอนัตตานุปัสสนา จากนันทิด้วยนิพพิทานุปัสสนา จากราคะด้วยวิราคานุปัสสนา จากสมุทัยด้วยนิโรธานุปัสสนา จากอาทานด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา หายใจออก หายใจเข้า เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า สำเหนียกว่าเราจักเปลื้องจิตหายใจออกหายใจเข้า


พึงทราบว่า จตุกกะนี้ทรงตรัสโดยเป็นจิตตานุปัสสนา ด้วยประการฉะนี้

อธิบายจตุกกะที่ ๔

อธิบาย อนิจฺจานุปสฺสี


ส่วนในจตุกกะที่ ๔ ในบทว่า "อนิจฺจานุปสฺสี" นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ อันดับแรกพึงทราบอนิจจะ, พึงทราบอนิจจตา, พึงทราบอนิจจานุปัสสนา, พึงทราบอนิจจานุปัสสี ในบทเหล่านั้น บทว่า "อนิจฺจํ" ได้แก่ขันธ์ ๕ เพราะเหตุไร? เพราะขันธ์ ๕ เหล่านั้น มีความมีความเกิดขึ้น ดับไป และกลายเป็นอย่างอื่นเป็นสภาวะ บทว่า "อนิจฺจตา" ได้แก่ภาวะที่ขันธ์ ๕ เหล่านั้นนั่นแหละ มีความเกิดขึ้นแล้วดับไปและกลายเป็นอย่างอื่น หรือมีแล้วกลับไม่มี อธิบายว่า ขันธ์ ๕ เหล่านั้นบังเกิดแล้วไม่ตั้งอยู่โดยอาการนั้นนั่นแหละ แล้วแตกไปโดยความดับไปชั่วขณะ บทว่า "อนิจฺจานุปสฺสนา" ได้แก่ความเห็นว่าไม่เที่ยงในขันธ์ ๕ มีรูปเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งสภาวะไม่เที่ยงนั้น บทว่า "อนิจฺจานุปสฺสี" ได้แก่ผู้ประกอบด้วยอนุปัสสนานั้น เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้เป็นอย่างนั้นหายใจออกหายใจเข้า พึงทราบว่า ชื่อว่าย่อมสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้ตามเห็นในรูปนามนี้ว่าไม่เที่ยงหายใจออกหายใจเข้า


พึงทราบจตุกกะที่ ๔ นี้ด้วยสามารถแห่งจิตตานุปัสสนา


อธิบาย วิราคานุปสฺสี นิโรธานุปสฺสี

ก็ วิราคะ ในบทว่า วิราคานุปสฺสี นี้มี ๒ อย่างคือ ขยวิราคะ ๑ อัจจันตวิราคะ ๑ ในวิราคะ ๒ อย่างนั้น คำว่า ขยวิราคะ ได้แก่ความดับไปทุกขณะแห่งสังขารทั้งหลาย คำว่า อัจจันตวิราคะ ได้แก่พระนิพพาน คำว่า วิราคานุปสฺสนา ได้แก่วิปัสสนาและมรรค อันเป็นไปด้วยอำนาจวิปัสสนา ๒ นั้น ภิกษุผู้ประกอบด้วยอนุปัสสนา ๒ อย่างนั้น หายใจออกหายใจเข้า พึงทราบว่า สำเหนียกว่าเราจักตามเห็นวิราคะหายใจออกหายใจเข้า แม้ในบทว่า นิโรธานุปสฺสี ก็นัยนี้เหมือนกัน


อธิบาย ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี

คำว่า ปฏินิสฺสคฺคา แม้ในบทว่า ปฏินิสฺสคฺคานุปสสี นี้มี ๒ อย่างคือ ปริจฺจาคปฏินิสฺสคฺค ๑ ปกฺขนฺทนปฏินิสฺสคฺค ๑ อนุปัสสนาคือปฏินิสสัคคะ ชื่อว่า ปฏินิสสัคคานุปัสสนา คำนี้เป็นชื่อของวิปัสสนาและมรรค จริงอยู่ วิปัสสนาย่อมสลัดเสียซึ่งกิเลสทั้งหลายพร้อมด้วย ขันธาภิสังขารด้วยอำนาจตทังคปหาน และแล่นไปในพระนิพพานอันผิดตรงกันข้ามกับกิเลสนั้น โดยภาวะเป็นที่น้อมไปในพระนิพพานนั้นโดยเห็นโทษในสังขตธรรม เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า ปริจฺจาคปฏินิสฺสคฺค ๑ ปกฺขนฺทนปฏินิสฺสคฺค ๑ ส่วนมรรคย่อมสละซึ่ง กิเลสทั้งหลายพร้อมด้วยขันธาภิสังขารด้วยอำนาจสมุจเฉทปหาน และแล่นไปในพระนิพพาน โดยทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า ปริจฺจาคปฏินิสฺสคฺค ๑ ปกฺขนฺทนปฏินิสฺสคฺค ๑ ดังนี้ ก็วิปัสสนาญาณและมรรคญาณทั้ง ๒ ท่านเรียกว่า อนุปัสสนา เพราะตามเห็นญาณก่อน ๆ ภิกษุผู้ประกอบด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนาทั้ง ๒ อย่างนั้น หายใจออกและหายใจเข้าอยู่ พึงทราบว่า ชื่อว่าสำเหนียกเราจักเป็นผู้ตามเห็นการสละคือหายใจออกหายใจเข้า


จตุกกะที่ ๔ นี้ ทรงตรัสโดยวิปัสสนาล้วน ส่วน ๓ จตุกกะข้างต้น ตรัสโดยเป็นสมถะและวิปัสสนา


บัณฑิตพึงทราบการเจริญอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ โดยจตุกกะ อย่างละ ๔ หมวด ด้วยประการฉะนี้ และอานาปานสตินี้ โดยว่าตามวัตถุ ๑๖ อย่าง ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ด้วยประการฉะนี้

อานิสงส์อานาปานสติ


ในอานิสงส์แห่งอานาปานสตินั้น พึงทราบอานาปานสตินั้นว่ามีอานิสงส์มากแม้ด้วยสามารถเป็นภาวะสงบเป็นต้น โดยพระพุทธพจน์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้อานาปานสติสมาธินี้แล อันบุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นธรรมสงบและประณีต ดังนี้เป็นต้นบ้าง โดยความเป็นธรรมสามารถในอันตัดขาดซึ่งวิตกบ้าง จริงอยู่ อานาปานสติสมาธินี้ เพราะเป็นธรรมสงบประณีตเยือกเย็นและอยู่เป็นสุข จึงตัดความวิ่งพล่านไปข้างโน้นข้างนี้แห่งจิตด้วยอำนาจวิตกทั้งหลายอันเป็นตัวทำอันตรายแก่สมาธิเสียได้ แล้วทำจิตให้มุ่งหน้าต่ออารมณ์คือลมหายใจออกและลมหายใจเข้าเท่านั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าอานาปานสติภิกษุพึงบำเพ็ญเพื่อตัดเสียซึ่งวิตก ดังนี้


อนึ่ง ภาวะที่อานาปานสตินั้นมีอานิสงส์มาก บัณฑิตพึงทราบแม้โดยความเป็นมูลแห่งการทำวิชาและวิมุติให้บริบูรณ์ สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติอันภิกษุอบรมแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ สติปัฏฐาน ๔ อันภิกษุเจริญแล้วทำให้มากแล้วย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ โพชฌงค์ ๗ อันภิกษุเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชาวิมุตให้บริบูรณ์ ดังนี้

อีกอย่างหนึ่ง ภาวะที่อานาปานสตินั้นมีอานิสงส์มาก พึงทราบแม้โดยการกระทำ ความรู้ลมหายใจออกลมหายใจเข้าครั้งสุดท้ายให้ปรากฏชัด สมจริงดังพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ดูก่อนราหุล เมื่ออานาปานสติอันภิกษุทำให้เจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล แม้ลมหายใจออกและลมหายใจเข้าอันเป็นครั้งสุดท้าย อันภิกษุทราบก่อนแล้วจึงดับไป ยังไม่ทราบชัดหาดับไปไม่ ดังนี้ ในลมเหล่านั้นเมื่อว่าโดยการดับ ลมหายใจออกเข้าที่เป็นครั้งสุดท้าย มีอยู่ ๓ คือ ที่มีในที่สุดด้วยอำนาจภพ ๑ ที่มีในที่สุดด้วยอำนาจฌาน ๑ ที่มีในที่สุดด้วยอำนาจจุติ ๑ ก็ในบรรดาภพทั้งหลาย ลมหายใจออกลมหายใจเข้า ย่อมเป็นไปในกามภพ หาเป็นไปในรูปภพและอรูปภพไม่ เพราะฉะนั้น ลมเหล่านั้นจึงชื่อว่ามีในครั้งสุดท้ายแห่งภพ ในบรรดาฌาน ลมหายใจออกลมหายใจเข้าย่อมเป็นไปในฌาน ๓ ข้างต้น หาเป็นไปในฌานที่ ๔ ไม่ เพราะฉะนั้น ลมเหล่านั้นจึงชื่อว่ามีในครั้งสุดท้ายด้วยอำนาจฌาน ส่วนลมหายใจออกลมหายใจเข้าเหล่าใดเกิดขึ้นพร้อมกับจิตขณะที่ ๑๖ ข้างหน้าแต่จุติจิต แล้วดับพร้อม


กับจุติจิต ลมเหล่านี้ชื่อว่ามีในครั้งสุดท้ายโดยจุติจิต ลมซึ่งมีในครั้งสุดท้ายโดยจุติจิตนี้ พระผู้มีพระภาคทรงพระประสงค์เอาว่า เป็นครั้งสุดท้ายในพระสูตรนี้


เล่ากันมาว่า เพราะภาวะที่ภิกษุหมั่นประกอบกรรมฐานนี้ กำหนดอารมณ์แห่งลมหายใจออกเข้าด้วยดี แม้ความเกิดขึ้นแห่งลมเหล่านั้นก็ปรากฏแก่เธอผู้รำพึงถึงความเกิดขึ้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตดวงที่ ๑๖ เบื้องหน้าแต่จุติจิต เมื่อเธอรำพึงถึงฐิติขณะแห่งจิต แม้ฐิติขณะแห่งลมเหล่านั้นก็ปรากฏ เมื่อรำพึงถึงความดับ แม้ภวังคขณะแห่งลมเหล่านั้นก็ย่อมปรากฏ


จริงอยู่ เมื่อภิกษุเจริญกรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่งจากกรรมฐานนี้แล้ว ไม่บรรลุพระอรหัต ย่อมกำหนดระยะกาลแห่งอายุได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่เมื่อเจริญอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ นี้แล้วได้บรรลุพระอรหัต ย่อมกำหนดระยะกาลได้แท้


ภิกษุผู้เจริญอานาปานสติได้บรรลุพระอรหัตนั้นรู้ว่าบัดนี้อายุสังขารของเราจักเป็นไปได้เพียงเท่านี้ ไม่เลยกว่านี้ไป ดังนี้แล้วทำกิจทั้งปวงมีการชำระร่างกายและการนุ่งห่มเป็นต้น ตามธรรมดานั่นแหละแล้วหลับตา ดังพระติสสเถระวัดโกติบรรพตวิหาร ดังพระมหาติสสเถระวัดมหากรัญชนิยวิหาร ดังพระบิณฑปาติกติสสเถระในเทวปุตรัฐ และดังพระเถระสองพี่น้อง วัดจิตดลบรรพตวิหาร ฉะนั้น คำแสดงเรื่อง ๆ หนึ่งในบรรดาเรื่องแห่งพระเถระเหล่านั้น ดังนี้


เล่ากันมาว่า บรรดาพระเถระ ๒ พี่น้อง พระเถระรูปหนึ่งลงปาติโมกข์ในวันเพ็ญอุโบสถ แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ไปยังที่อยู่ของตน ยืน ณ ที่จงกรม แลดูแสงจันทร์ ใครครวญดูอายุสังขารของตน กล่าวกะหมู่ภิกษุสงฆ์ว่า ท่านทั้งหลายเคยเห็นภิกษุผู้ปรินิพพานด้วยอาการอย่างไร? ในภิกษุเหล่านั้น บางพวกกล่าวว่า พวกเราเคยเห็นนั่งที่อาสนะนั่นเองปรินิพพาน บางพวกกล่าวว่า พวกเราเคยเห็นนั่งคู้บัลลังก์ในอากาศ พระเถระจึงกล่าวว่า บัดนี้เราจักแสดงภิกษุผู้กำลังจงกรมนั่นแลปรินิพพานแก่ท่านทั้งหลาย ลำดับนั้นก็ทำรอยขีดไว้ในที่จงกรมแล้วกล่าวว่า เราเดินไปจากที่สุดที่จงกรมนี้สู่ที่จงกรมอีกข้างหนึ่งแล้วกลับมา พอถึงรอยนี้จักปรินิพพาน ดังนี้แล้วลงสู่ที่จงกรมไปถึงส่วนข้างหนึ่งแล้วกลับมา ย่อมปรินิพพาน ในขณะเท้าข้างหนึ่งเหยียบรอยนั่นเอง



เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงเป็นผู้ไม่ประมาท ประกอบด้วยอานาปานสติ อันมีอานิสงส์มากมายถึงอย่างนี้ ในกาลทุกเมื่อ เทอญ.

นี้เป็นกถามุขอย่างพิสดารในอานาปานสติ
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 3 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 00:21


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่