อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ปกิณกะธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 12-12-12, 12:37
พรรณวดี's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 909
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 12,531
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 6,346 ครั้ง ใน 6,346 ข้อความ
พลังบุญ: 6805
พรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished road
Default หลวงพ่อสอนตอนเช้า

โลกนี้ไม่มีอะไรเป็นสุขจริง
รวมความว่าสมบัติของชาวโลกทั้งหมดไม่มีอะไรสุขจริง มันเป็นปัจจัยของความทุกข์ ถ้าเรายังเกิดอยู่ในโลกนี้เพียงใดคำว่าสุขจริงๆไม่มีสำหรับเรา แล้วก็โลกธรรมก็เล่นงานเราทุกชาติที่เราเกิด ฉะนั้น หากว่าเราไม่ต้องการโลกธรรม
ประหัตประหารเรา เราก็ต้องตั้งใจไปนิพพาน
นิพพานเขาไปกันแบบไหนวันนี้เราก็ต้องเตรียมกันไปอยู่แล้ว อันดับแรกคือ
1 ทานการให้ เป็นปัจจัยตัดโลภภะ ความโลภ ที่ญาติโยมทำกันแต่เช้าไอ้ตัวนี้แหละญาติโยมตั้งใจอย่างไรก็ตามมันตัดความโลภแน่ โยมจะตั้งใจให้มันตัดหรือไม่ตั้งใจให้มันตัดมันก็ตัด ตัวทานนี่
ประการที่ 2 การทรงศีลหรือเจริญสมาธิ ตัวนี้เป็นการตัดความโกรธ ถ้าจิตมีสมาธิ มีกำลังสมาธิสูงขึ้นความโก รธก็ลดตัวลง ถ้ายิ่งมีอารมณ์วิปัสสนาญานอยู่ด้วย ความโกรธจะสลายตัวลงเร็วมาก คือคิดไว้เสมอว่า โลกนี้ทั้งโลก คนก็ดี สัตว์ก็ดีไม่พ้นกฏ 8 ประการถ้ามันมีขึ้นมาเราก้ไม่ดีใจเกินไป ถ้ามันสลายตัวไปถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าจิตใจของบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททุกท่านเคารพธรรมดาเมื่อไหร่ ขณะนั้นชื่อว่าท่านทั้งหลายเข้าถึงการหมดทุกข์

"เช้ามืดตื่นขึ้นมา ทรงอารมณ์ใจคิดว่าคนก็ดี สัตว์ก็ดี ในโลกนี้ เป็นมิตรที่ดีของเรา ถ้าใครปฎิบัติผิด พูดผิด คิดผิด ถือว่าเป็นกรรมที่เป็นอกุศลให้ผลเขา เราจะไม่ยอมผิดไปด้วย"
คัดลอกจากหนังสือธรรมวิโมกข์ ฉบับที่ 380 เดือน พฤศจิกายน 2555 หน้าที่ 39

อิทธิฤทธิ์พระรัตนตรัยนิมิตัง ขอเดชะเดชังจงมาเป็นที่พึ่งแก่ มะอะอุของข้าพเจ้านี้ด้วยเทอญ ฯ 3จบ
สิทธะมัตถุ สิทธะมัตถุ สิทธะมัตถุ สัมปสาทานะเจตะโส
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ พรรณวดี ในข้อความนี้
ชฎารัตน์ (18-03-13), พุทธรักษา (21-12-12), ก้อนดิน (12-12-12), สุธัมมา (13-12-12), อภิญญา (12-12-12), เพิ่มบุญ (12-12-12), Jira (27-08-13), Rich (12-12-12)
  #2  
เก่า 14-12-12, 10:14
พรรณวดี's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 909
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 12,531
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 6,346 ครั้ง ใน 6,346 ข้อความ
พลังบุญ: 6805
พรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished road
Default หลวงพ่อสอนตอนเช้า

ประโยชน์ของอานาปานุสสติกรรมฐาน
อานาปานุสสติกรรมฐาน นี่เป็นกรรมฐานที่สำคัญที่สุด จำไว้ด้วยนะว่าเป็นกรรมฐานที่มีความสำคัญท่ีสุด เพื่อการทรงฌาน แล้วเป็นกรรมฐานที่ระงับกายสังขาร คำว่า"ระงับกายสังขาร" นี่พูดกันชัดๆก็คือ ระงับทุกข์เวทนา เวลาเราป่วยไข้ไม่สบาย ความรู้สึกมันมีว่า นี่มันเจ็บ นี่มันปวด มันเสียด มันอึด อย่างไรก็ช่างถ้าเราสามารถจับลมหายใจเข้าออกและทรงฌานใน อาณาปานุสสติกรรมฐานได้ ทุกข์เวทนาทั้งหลายมันจะระงับไปทันที แล้วก็เป็นกรรมฐานที่เข้านิพพานได้ง่ายที่สุด เพราะเป็นกรรมฐานที่มีพื้นฐานใหญ่ ถ้านักเจริญกรรมฐานท่านใดไม่สามารถจะทรงฌานด้าน อานาปานุสสติกรรมฐานได้ ก็ชื่อว่าท่านผู้นั้นไม่สามารถจะเข้าฌานในกองอื่นๆได้เหมือนกัน เพราะการจะเข้าฌานในกรรมฐานกองหนึ่งกองใดนอกไปจากนี้ ต้องขึ้นอานาปานุสสติกรรมฐานก่อน เมื่ออานาปานุสสติเข้าถึงฌานแล้วอย่างอื่นก็เข้าได้ รวมความว่ากรรมฐานทุกกองเมื่อเราได้อานาปานุสสติ ถึงฌาน 4เสียกองเดียวกรรมฐานกองอื่นนี่เป็นเรื่องเล็ก เพราะมีการเริ่มด้วย อานาปานุสสติกรรมฐาน
จับภาพพระพุทธรูปเป็นแก้วประกายพรึก
ต้องพยายามจับภาพพระพุทธรูปเอาไว้ในอกก็ได้ เอาไว้ในสมองก็ได้ เอาไว้ที่หน้าผากก็ได้หรือให้อยู่ข้างนอกก็ตามใจ แต่ทุกครั้งที่นึกถึงพระพุทธรูปให้เห็นชัดมีอารมณ์แจ่มใสยิ่งเห็นใสเป็นแก้วประายพรึกยิ่งดี ควรจะบังคับจิตให้เห็นภาพพระพุทธรูปมีประกายพรึกอยู่ตลอดเวลา ใหม่ๆยังเป็นประกายพรึกไม่ได้ จำสีเหลือง สีขาวก็ได้ จับภาพนึกขึ้นมาเมื่อไร เห็นพระพุทธรูปทันที การเห็นภาพพระพุทธรูปนี่เป็นเครื่องสังเกตุ คือภาพพระพุทธรูปนี่เป็นกสินเป็นเครื่องวัดว่าจิตใจของเราเห็นภาพพระพุทธรูปชัดเท่าไร เราไปที่ไหนก็จะเห็นภาพนั้นชัดเจนเท่านั้นเป็นเครื่องวัด อันนี้ต้องทำเป็นประจำไว้เสมอ อย่าให้มันคลาด อย่าให้มันเคลื่อน ทำงานอยู่ กินอยู่ นอนอยู่ เดินไป เดินมา ทำให้จิตเห็นภาพพระพุทธรูปไว้เป็นปรกติ อย่างนี้ฌานของท่านจะไม่เสื่อม และความแจ่มใสของจิตจะทรงตัว มหาโมทนาบุญจ้ะ คัดลอกจากหนังสือธัมมวิโมกข์ฉบับที่ 380 เดือนพศจิกายน2555 หน้าที่ 15-16

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ พรรณวดี ในข้อความนี้
ชฎารัตน์ (18-03-13), พุทธรักษา (21-12-12), เพิ่มบุญ (14-12-12), Jira (27-08-13), Rich (14-12-12)
  #3  
เก่า 15-05-13, 12:39
พรรณวดี's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 909
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 12,531
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 6,346 ครั้ง ใน 6,346 ข้อความ
พลังบุญ: 6805
พรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished roadพรรณวดี is on a distinguished road
Default หลวงพ่อสอนตอนเช้า

ธรรมโอวาสหลวงพ่อฤาษี
อย่าคิดมองคนอื่นในแง่ไม่ดีเด็ดขาด เขาจะดีเขาจะชั่วก็เป็นเรื่องของเขา ต่างก็มีกรรมเวรของตน ไม่ต้องสนใจใคร หากสนใจความไม่ดีของคนอื่น ระวังตัวเราเองอาจจะต้องลงอเวจี ปฏิบัติมาถึงป่านนี้แล้ว ใครทำไม่ดี กฏของกรรมลงโทษเอง
เรื่องท้อแท้ทำความดี
ผู้ถาม หลวงพ่อเจ้าขาลูกจะทำความเพียรเพื่อทำความดี แต่บางครั้งมีอารมณ์ท้อแท้จะทำอย่างไรดีคะ
หลวงพ่อ ถ้าท้อต่อความเพียรก็แสดงว่าขี้เกียจ คนที่มีความเพียรคือคนที่มีความขยัน ความเพียร เพียรต่อสู้กับความชั่ว เพื่อหวังให้มีผลในความดี เป็นเรื่องธรรมดาของคน ไอ้การต่อสู้ความขยันหมั่นเพียร มันจะมีทุกเวลาไม่ได้นะ ในบางครั้งกรรมที่เป็นอกุศลเดิม มันเข้ามาครอบงำจิต เวลานั้นจะตัดความดีของเราให้รู้สึกท้อแท้ไม่กล้าต่อสู้ เบื่อ พอกุศลเข้ามาสนองปั้บ กุศลเตะไอ้นั่นออกไป นี่ขยันแล้วสร้างความดีต้องเป็นอย่างนั้นเหมือนกันทุกคน หนักเข้าๆๆ กุศลมีกำลังแรงก็เตะไอ้นั่นกระเด็นออกไป
พอถึงพระโสดาบันปั๊บ อกุศลยังเข้ามาได้ แต่เข้าก็เข้าแรงไม่ได้ ถ้าถึงพระโสดาบันอกุศลเข้าแรงไม่ได้ มันจะสร้างความขุ่นมัวบ้าง แต่จะถึงทำบาปไม่ได้ คำว่า “ขุ่นมัว”อาจจะต้องโกรธ ใช่ไหม...พระโสดาบันยังมีโกรธ พระโสดาบันยังมีความรักในระหว่างเพศ พระโสดาบันยังมีความอยากร่ำรวย แต่เรื่องละเมิดศีลไม่มี แต่มีอารมณ์ที่แจ่มใสจริง ๆ คือพระอรหันต์ ถ้ายังไม่ถึงพระอรหันต์เพียงใด ก็ยังเตะกันใหม่ แต่ว่าเตะเบา ๆ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 4 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ พรรณวดี ในข้อความนี้
ก้อนดิน (16-05-13), เพิ่มบุญ (17-05-13), Jira (27-08-13), Rich (15-05-13)
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 21:04


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่