อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ปกิณกะธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 24-12-12, 23:12
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,249 ครั้ง ใน 2,249 ข้อความ
พลังบุญ: 3118
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default “โพธิธรรมทีปนี” ว่าด้วยธรรมวิเศษ หรือพระจตุราริยสัจธรรม

หนังสือโพธิธรรมทีปนี โดย พระพรหมโมลี ( วิลาส ญาณวโร ป.ธ. ๙ )

ข้าพเจ้าขอถวายนมัสการแด่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ พระองค์ผู้ทรงมีพระมหากรุณาแผ่ไปในไตรภพและพระนพโลกุตรธรรมอันล้ำเลิศ กับทั้งพระอริยสงฆ์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้าแล้ว จักขออภิวาทนบไหว้ บรรดาท่านบูรพาจารย์ทั้งหลาย ผู้ทรงไว้ซึ่งญาณและพระคุณอันบริสุทธิ์ ด้วยคารวะเป็นอย่างยิ่งแล้ว จักรจนาเรียบเรียงกถา ซึ่งตั้งชื่อว่า โพธิธรรมทีปนีเพื่อแสดงถึงธรรมเป็นที่ตรัสรู้ คือพระจตุราริยสัจธรรมอันเป็นธรรมวิเศษ ซึ่งปรากฎมีในบวรพุทธศาสนา ฉะนั้น ขอเหล่าชนผู้มีปัญญาทั้งหลาย จงตั้งใจสดับอรรถวัณนาของข้าพเจ้า ซึ่งจัำกพรรณนาในโอกาสต่อไปนี้ด้วยดี เทอญ

อารัมภบท

เบื้องวชิรบัลลังก์อาสน์ ซึ่งมีความสูงถึง ๑๔ ศอกภายใต้พระมหาโพธิพฤกษมณฑล อันมีลำต้นสูงตั้งแต่โคนถึงค่าคบประมาณได้ ๕๐ ศอก และมีสาขาเป็นพุ่มตลอดถึงยอด ก็สูงขึ้นไปประมาณได้อีก ๕๐ ศอกนั้น ขณะนี้มีพระมหาสมณเจ้าผู้มีศักดาใหญ่พระองค์หนึ่ง ผู้ซึ่งทรงคู้พระเพลาเข้าเป็นบัลลังก์สมาธิ กำลังตั้งพระกายตรง ดำรงพระสติมั่นเฉพาะพระอานาปานสติกรรมฐานอยู่อย่างแน่วแน่ โดยมีพระประสงค์ใคร่จักได้ตรัสแด่พระสยมภูโพธิญาณเสวยพระพุทธสมบัติ องค์พระมหาสมณเจ้าวงศ์กษัตริย์ผู้มีบุญญาภินิหารนั้น พระองค์ทรงนิสีทนาการสมาธิท่ามกลางวชิรบัลลังก์ ทรงยังลำต้นพระมหาโพธิพฤกษ์อันงามประดุจท่อมเงินให้สถิตอยู่เบื้องหลังแห่ง พระองค์ ทรงรุ่งเรืองด้วยพระรัศมีโอภาสไพโรจน์อร่าม งดงามด้วยพระสุวรรณประภาอันพวยพุ่งออกจากพระวรกายเป็นอัศจรรย์

ด้วยว่าเพลานั้น เป็นยามสนธยามหามงคลสมัย แห่งไพสาขบุรณมีดิถีเพ็ญ พระจันทร์เสวยวิสาขนักขัตฤกษ์ ฉะนั้นจึงปรากฎว่าเป็นยามสนธยามหามงคลสมัยอันอร่ามไพโรจน์ได้ด้วยรัศมี ๓ ประการ ซึ่งบังเกิดมาจวบบรรจบขึ้นในขณะเดียวกันน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก คือ


๑. พระสุริยมณฑล อันแผดแสงเป็นสีแดงจ้าดวงกลมโตโอภาสด้วยสหัสรังสี ในยามสุริยายอแสงสันธโยบาตนี้ ก็ค่อยเคลื่อนคล้อยต่ำตกลงไปทีละ้น้อยๆ ในปัจฉิมทิศ คือทิศตะวันตก แลดูประหนึ่งกงแห่งจักรแก้วอันงามเพริศแพร้ว ซึ่งกำลังค่อยๆ เคลื่อนแคล้วจมลงไปในขีรสาครทะเลน้ำนม

๒. พระจันทรมณฑล อันส่องแสงเป็นสีนวลอร่ามไพโรจน์จำรัสด้วยศศิรังสี ในยามนี้ก็ค่อยโผล่ผุดขึ้นมาทีละน้อยๆ ในป่าจีนทิศแห่งโลกธาตุและดูประหนึ่งกงแห่งจักรเงินอันงดงามน่าเพลิดเพลิน เป็นที่เจริญนัยนาและดวงใจ ซึ่งกำลังค่อยๆ โผล่ผุดผอ่งขึ้นมาในอัมพรประเทศ

๓. พระสุวรรณประภามณฑล คือพระรัศมีสีทองเหลืองอร่าม อันพวยพุ่งออกมาจากพระวรกายแห่งพระมหาสมณเจ้า ซึ่งกำลังทรงเข้าที่จำเริญพระสมาธิภาวนาในยามนี้ ก็รุ่งเรืองโอภาสพรรณรายงดงามจับตาเหลือที่จักพรรณนา ปรากฎมีขึ้นในบริเวณมหาโพธิพฤกษมณฑล ณ ท่ามกลางโลกธาตุ แลดุประหนึ่งว่า เพลานี้สถานที่บริเวณมหาโพธิพฤกษมณฑลนั้นกำลังจมอยู่ในกนกธาราสายธารน้ำทอง

ก็รัศมีทั้งผอง กล่าวคือรัศมีแห่งพระสุริยายอแสงสันธโยบาตก็ดี รัศมีแห่งดวงนิสากรพระจันทร์อันแจ่มจำรัสก็ดี รัศมีแห่งพระสุวรรณประภามณฑล อันพวยพุ่งออกมาจากพระวรกายแห่งพระมหาสมณเจ้าผู้ทรงเข้าที่จำเริญพระสมาธิ ภาวนาก็ดี รัศมีทั้ง ๓ ประการเป็นอัศจรรย์นี้ จักปรากฎบังเกิดมีขึ้นโดยพร้อมเพรียงกันในยามเดียวกันนั้น ย่อมเป็นภาวการณ์ที่หาได้โดยยากยิ่งเป็นหนักหนา ฉะนั้นกาลนี้จึงได้เรียกว่า "มหามงคลกาล"

เมื่อมหามงคลกาลพลันปรากฎขึ้นเป็นอัศจรรย์เช่นนี้ ก็ย่อมจะเป็นนิมิตมงคลชี้ให้รู้ทีเดียวว่า ในไม่ช้านี้แล้ว จักมีองค์สมเด็จพระประทีปแก้วสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกอย่าง เที่ยงแท้

ก็แลใครผู้ใดหรือ คือผู้มีพุทธบารมีจักได้ตรัสเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในขณะมหามงคลกาลครั้งนี้
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 24-12-12 เมื่อ 23:43

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #2  
เก่า 24-12-12, 23:14
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,249 ครั้ง ใน 2,249 ข้อความ
พลังบุญ: 3118
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

พระศรีศากยมุนีโคดม

ท่านผู้มีพระพุทธบารมีสมควรที่จักได้ตรัสเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจ้า ในขณะมหามงคลกาลครั้งนี้นั้น ก็มิใช่ท่านผู้วิเศษอื่นไกลที่ไหนโดยที่แท้คือพระมหาสมณเจ้าองค์ที่สถิตอยู่ เหนือวชิรบัลลังก์อาสน์ ภายใต้มหาโพธิพฤกษ์ ซึ่งกำลังทรงจำเริญพระสมาธิภาวนามีพระรังสีสุวรรณพวยพุ่งออกมาจากพระวรกาย เป็นอัศจรรย์นั่นเอง! ชีวประวัติโดยย่อของพระองค์ท่านก่อนที่จะมาสถิตจำเริญพระสมาธิภาวนาอยู่ ณ เบื้องวชิรบัลลังก์อาสน์นี้ก็มีอยู่ว่า


องค์พระมหาสมณเจ้าผู้มีพุทธบารมีอันยิ่งใหญ่นี้ เดิมทีเป็นพระราชกุมารในขัตติยวงศ์ ทรงพระนามว่า "สมเด็จเจ้าฟ้าชายอังคีรสราชกุมาร" หรืออีกพระนามหนึ่งว่า "สมเด็จเจ้าฟ้าชายสิทธัตถราชกุมาร" โดยทรงเป็นพระโอรสแห่งสมเด็จพระสิริมหามายาราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าสุทโธทนมหาราชผู้ทรงเป็นนฤบดีจอมชนแห่งกรุงกบิลพัศดิ์บุรี ด้วยอำนาจพระพุทธบารมีที่พระองค์ทรงสร้างสมมาแต่อดีตชาติเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ แล้ว ฉะนั้นเมื่อทรงจำเริญวัยวัฒนาการขึ้น จึงให้ทรงบังเกิดดวงปัญญามากมายไปด้วยสิริสมบัติใหญ่ โดยมิได้ทรงอาลัยไยดี แต่ลำพังพระองค์เดีียวท่องเที่ยวไปในราวอรัญ ทรงบากบั่นกระทำความเพียรเพื่อที่จักบรรลุธรรมวิเศษ คือพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณเป็นสามารถ ด้วยวิธีการอันหลากหลาย แทบว่าพระชนมชีพจักวางวายปลิดปลงลงเป็นหลายหน แต่พระองค์ทรงพลีพระชนม์เข้าแลกกับพระโพธิญษณโดยการบำเพ็ญอยู่นานถึง ๖ พรรษา ก็หาได้บรรลุธรรมวิเศษสมประสงค์ไม่ ในที่สุดจึงทรงเลิกกระทำความเพียรอย่างอุกฤษฎิ์นั้นเสีย หันมาบำเพ็ญเป็นมัชฌิมาปฏิปทาโดยทรงพระอุตสาหะจำเริญพระสมาธิภาวนา สถิตอยู่เหนือวชิรบัลลังก์อาสน์อันมีปรากฎขึ้นด้วยบุญญาธิการภายใต้มหาโพธิ มณฑล เริ่มต้นตั้งพระหฤทัยเป็นสัตยาธิษฐานว่า

"ถ้ากมลสันดานแห่งอาตมะนี้ ยังไม่พ้นจากอาสวกิเลากามคุณตราบใด ถึงแม้มาตรว่าหฤทัยและเนื้อหนังทั้งเอ็นสมองอัฐิจะแห้งเหือด ตลอดถึงเลือดและมันข้นจนทั่วสรีรกายก็ดี ธรรมวิเศษล้ำเลิศอันใดที่เป็นวิสัยอันบุคคลจะพึงได้ด้วยเรี่ยวแรงและความ เีพียรแห่งบุรุษ เมื่อยังไม่บรรลุถึงธรรมวิเศษอันนั้น การที่อาตมะจักคลายจากพับแพนงเชิงสมาธิบัลลังก์นี้เป็นอันไม่มี! อันยังมิได้บรรลุซึ่งพระโพธิญาณแล้วไซร้ อาตมะจักไม่ทำลายสมาธิบัลลังก์วิเศษนี้เลยเป็นอันขาด อาตมะคงเพียรให้บรรลุโพธิธรรมเสวยพระพุทธาภิเษกสมบัติบนวชิรบัลลังก์อาสน์ นี้ให้จงได้"

ทรงตั้งพระหฤทัยเป็นสัตยาธิษฐานดังนี้แล้ว ก็ทรงจำเริญพระสมาธิภาวนาเรื่อยมา บังเกิดสมาธิญาณแก่กล้ามีสุวรรณประภาพวยพุ่งออกจากพระวรกาย จวบจนถึงสมัยพระสุริยายอแสงเป็นมหามงคลกาลในขณะนี้
ครั้นล่วงเข้า ราตรีปฐมยาม พระองค์ผู้มีสมาธิภาวนาอันแก่กล้า ก็สามารถยังฌานและอภิญญาให้เกิดขึ้น ได้บรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ = ญาณเครื่องระลึกถึงชาติก่อนได้ คือในขณะนี้พระองค์ทรงสามารถระลึกชาติในอดีตหนหลังได้ตั้งแต่ ๑-๒ ชาติ ๑๐-๒๐ ชาติ ๑๐๐-๑,๐๐๐ ชาติ ๑๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ ชาติเรื่อยไป จนถึงสังวัฏฏกัป-วิวัฏฏกัป-สังวัฏฏ-วิวัฏฏกัปเป็นอันมาก โดยทรงรู้อย่างแจ้งประจักษ์ว่า ในชาตินั้นพระองค์เกิดในประเทศนั้น มีชื่อและโคตรอย่างนี้ มีผิวพรรณและมีอาหารอย่างนั้น ดังนี้เป็นต้น


ครั้นล่วงเข้า ราตรีมัชฌิมยาม พระองค์ก็ได้บรรลุจตูปปาตญาณ = ญาณเครื่องรู้แจ้งในจุติและอุบัติเหตุแห่งสัตว์ทั้งหลาย คือในขณะนี้พระองค์ทรงสามารถเห็นสัตว์ทั้งหลายที่กำลังจุติตายไปและกำลัง อุบัติเกิดขึ้นใหม่ในโลกทั้งหลาย โดยทรงเห็นอย่างแจ้งประจักษ์ ด้วยอำนาจแห่งทิพยจักษุอันบริสุทธิ์วิเศษกว่าสามัญมนุษย์จักษุวิสัยว่า สัตว์ทั้งหลายได้พากันล้มตายลงไปแล้ว ต่างผู้ต่างก็ไปเกิดในสภาพต่างๆ กัน เลวบ้าง ประณีตบ้าง มีผิวพรรณงามบ้าง ไม่งามบ้าง ถึงซึ่งความสุขบ้าง ทุกข์บ้าง แตกต่างกันไป ตามสมควรแก่กรรมแห่งตนที่ได้กระทำไว้


ครั้นล่วงเข้า ราตรีปัจฉิมยาม พระองค์ก็ทรงหยั่งพระญาณลงพิจารณาในปัจจยาการอันเป็นวิธีการที่ถูกต้อง ซึ่งพระบรมสรรเพชญพุทธเจ้าทุกพระองค์เคยกระทำมา โดยทรงพิจารณาพระปฏิจจสมุปบาทธรรมอันล้ำลึก ในกรณีที่พระองค์จักทรงได้มีโอกาสพิจารณาพระปฏิจจสมุปบาทธรรมอันล้ำลึกนี้ ก็โดยสาเหตุที่พระองค์ทรงสิ้นความสงสัยในสันดานพระองค์เอง และทรงสิ้นความสงสัยในสันดานสัตว์เหล่าอื่น อันเป็นผลแห่งญาณก่อนๆ ที่ได้ทรงบรรลุมาแล้ว คือ


เมื่อพระองค์ได้ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณในตอนปฐมยามนั้น ไ้ด้ทรงเห็นพระองค์เองจุติจากชาตินั้นไปเกิดในชาติโน้น จุติจากชาติโน้นมาเกิดในชาตินี้ แต่งทรงเ้ฝ้าตายเกิดอยู่อย่างนี้หลายชาติหลายภพ เป็นนักหนา เมื่อทรงเห็นโดยประจักษ์อย่างแจ้งชัดเช่นนี้ ความสงสัยในสันดานของพระองค์ในกรณีที่ว่า "พระองค์เองต้องทรงตายเกิดอย่างซ้ำซากอย่างนั้น" ตลอดกาลอันยาวนนานจริงหรืไม่? ความสงสัยดังนี้ ย่อมจะหมดไปโดยแท้ นี่แหละเรียกว่า ทรงสิ้นความสงสัยในสันดานของพระองค์เอง ด้วยอำนาจแห่ง ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ


เมื่อพระองค์ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณในตอนมัชฌิมยามนั้น ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายซึ่งกำลังตายและกำลังเกิดกันมากมายนักหนาทุกเวลา นาที ในสถานที่ต่างๆ กันเป็นอลหม่าน เมื่อทรงเห็นโดยประจักษ์อย่างแจ่มชัดเช่นนี้ ความสงสัยในสันดานแห่งสัตว์เหล่าอื่นในกรณีที่ว่า "สัตว์เหล่าอื่นต้องตายเกิดและเกิดตายกันอยู่เสมอ" ตลอดเวลาไม่ว่างเว้นเป็นเวลานานแสนนานจริงหรือไม่? ความสงสัยดังนี้ย่อมจะหมดไปโดยแท้ นี้แหละเรียกว่าทรงสิ้นความสงสัยในสันดานของสัตว์เหล่าอื่น ด้วยอำนาจแห่งจุตูปปาตญาณ


เมื่อพระองค์ทรงสิ้นความสงสัยในสันดานแห่งพระองค์และสันดานแห่งสัตว์ เหล่าอื่น ซึ่งมีความเกิดความตายอยู่เป็นประจำซ้ำซากดังกล่าวมาแล้ว ก็ทรงสังเวชสลดพระหฤทัย จึงทรงหยั่งพระญาณลงพิจารณาปัจจยาการหรือปฏิจจสมุปบาทธรรมอันล้ำลึก คือในชั้นแรกทรงปรารภ ชรามรณะ ความแก่และความตายขึ้นเป็นอารมณ์ปฐมเหตุก่อนแล้วก็ทรงทราบเป็นลำดับต่อไปว่า

ชรามรณะ มีได้ก็เพราะชาติ
ชาติ มีได้ก็เพราะ ภพ
ภพ มีได้ก็เพราะ อุปาทาน
อุปาทาน มีได้ก็เพราะตัณหา
ตัณหา มีได้ก็เพราะเวทนา
เวทนา มีได้ก็เพราะผัสสะ
ผัสสะ มีได้ก็เพราะสฬายตนะ
สฬายตนะ มีได้ก้เพราะ นามรูป
นามรูป มีได้ก็เพราะวิญญาณ
วิญญาณ มีได้ก็เพราะ สังขาร
สังขาร มีได้ก็เพราะอวิชชา

แล้วจึงทรงพิจารณาซึ่งที่ดับแห่งสภาวธรรมเหล่านี้สืบต่อไปว่า

เมื่ออวิชชาดับสูญแล้ว สังขารก็ดับตาม
เมื่อสังขารดับสูญแล้ว วิญญาณก็ดับตาม
เมื่อวิญญาณดับสูญแล้ว นามรูปก้ดับตาม
เมื่อนามรูป ดับสูญแล้ว สฬายตนะ ก็ดับตาม
เมื่อสฬายตนะดับสูญแล้ว ผัสสะ ก็ดับตาม
เมื่อเวทนาดับสูญแล้ว ตัณหาก็ดับตาม
เมื่อตัณหาดับสูญแล้ว อุปาทานก็ดับตาม
เมื่ออุปาทานดับสูญแล้ว ภพก็ดับตาม
เมื่อภพดับสูญแล้ว ชาติก็ดับตาม
เมื่อชาติดับสูญแล้ว ชรามรณะก็ดับตาม

แล้ว ก็ทรงพิจารณาทบทวนถอยหลังลงไป เพื่อให้แน่นอนเด็ดขาดอีกสืบไปว่า "ชรามรณะ นี้มิใช่เกิดจากอะไร โดยที่แท้เกิดขึ้นมาได้ก็เพราะ "ชาติ" เป็นปัจจัย คือเป็นตัวเหตุ และ "ชาติ"นี้ก็มิใช่เกิดมาจากอะไร โดยที่แท้ย่อมเกิดขึ้นมาได้เพราะ "ภพ" ..."สังขาร" นั้นมิใช่เกิดมาจากอะไร โดยที่แท้ย่อมเกิดขึ้นมาได้ก็เพราะอวิชชา เป็นปัจจัย คือเป็นตัวเหตุ" เป็นอันว่า บัดนี้พระองค์ผู้มีพุทธบารมีได้ทรงค้นพบแล้วว่า ตัวเหตุใหญ่ยิ่งสุดยอดที่มีอำนาจบันดาลให้สัตว์ทั้งหลายต้องเวียนว่ายตาย เกิดอยู่ในวัฏสงสารอย่างไม่มีวันสิ้นสุดนั้นก็คือ "อวิชชา"นี่เอง
ขณะนี้ แม้ว่พระองค์จะได้ทรงค้นพบสภาวธรรมอันล้ำลึก เกินวิสัยคนธรรมดาสามัญจักมีปัญยาหยั่งรู้ได้ดังกล่าวมาแล้วก็ดี ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังไม่ได้สำเร็จธรรมวิเศษเป็นองค์สมเด็จพระสัมมา สสัมพุทธเจ้า! ฉะนั้นพระองค์จึงทรงหยั่งพระญาณลงพิจารณาตัวเหตุอันยิ่งใหญที่พระองค์ทรงค้น พบ คือ "อวิชชา" ทรงพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถ่องแท้ ในที่สุดก็ทรงทราบว่า "อวิชชา" คือตัวโมหะนี้ ย่อมมีปกติครอบงำจิตสันดานทำให้มือมนปกปิดกำบังดวงปัญญามิได้เห็นแจ้งในพระ ไตรลักษณญาร และมิให้เห็แจ้งในพระจตุราริยสัจธรรม


เมื่อทรงทราบด้วยพระญาณอันประเสริฐสุดเช่นนี้แล้ว พระองค์ผู้มีพระทัยผ่องแผ้ว ใกล้จะได้ตรัสรู้ในชั่วระยะเวลาไม่นานนี้ ก็มีพระมนัสมั่นคง น้อมตรงไปเพื่อที่จะบรรลุอาสวักขยญาณ = ญานเป็นไปที่สิ้นไปแห่งอาสวกิเลส คือในขณะนี้พระองค์ทรงกระทำวิธีการในอันที่จะกำจัดอวิชชาหรือโมหะ ซึ่งเป็นม่านมืดปกปิดกำบังดวงปัญญามิให้เห็นแจ้งในพระไตรลักษณญาณและพระ จตุราริยสัจธรรมนั้น โดยวิธีการคือทรงเจริญพระวิปัสสนาภาวนา เห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์หรือรุปนาม ตามอำนาจแห่งพระไตรลักษณ์แล้ว พระวิปัสสนาญาณของพระองค์ท่านก็ก้าวหน้าเจริญขึ้นโดยลำดับๆ จนกระทั่งถึงเพลาตามพรุณสมัยไขแสงทองส่องอร่ามฟ้า พระองค์ผู้ทรงพระอุตส่าห์สร้างพระพุทธบารมีมานานก็ได้ตรัสแก่พระปรมาภิเษก สัมโพธิญาณ กำจัดอวิชชาหรือโมหะได้อย่างเด็ดขาด ทรงเห็นแจ้งในพระจตุราริยสัจโดยประจักษ์ ดังสูญสิ้นอาสวกิเลสเป็นสมุทเฉทปหาน สำเร็จเป็นองค์ "สมเด็จพระมิ่งมงกุฏศรีศากยมุนีโคดมบรมศาสดาจารย์" ทรงเป็นผู้ควรแก่การเคารพบูชาแห่งเทวดาและมนุาย์ทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #3  
เก่า 24-12-12, 23:16
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,249 ครั้ง ใน 2,249 ข้อความ
พลังบุญ: 3118
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

สิ่งที่ตรัสรู้

โดยการติดตามกถาถ้อยคำที่กล่าวมานี้ ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายก็คงจักทราบได้เป็นอย่างดีแล้วว่า สิ่งที่พระองค์ตรัสรู้คืออะไร? ถูกแล้ว สิ่งที่พระองค์ตรัสรู้นั้นก็คือ พระจตุราริยสัจธรรม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพระอริยสัจ ๔ พระจตุราริยสัจธรรมนี่เองที่เป็นธรรมผลักดันให้พระองค์พ้นจากความเป็นบุคคล ธรรมดาสามัญ ขึ้นไปสู่ความเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยพุทธสมบัติอันประเสริฐ สุด ทั้งนี้ ก็เพราะพระองค์ทรงสามารถกำจัดตัวเหตุแห่งกองทุกข์อันยิ่งใหญ่คืออวิชชาหรือ โมหะให้ขาดหายหลุดออกไปแล้ว ทรงเห็นแจ้งชัดในพระจตุราริยสัจธรรมหรืออริยสัจทั้ง ๔ คือ


๑. ทุกข์
๒. เหตุแห่งทุกข์
๓. ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
๔. ทางให้ถึงความดับไม่มีเหลือแห่งทุกข์


พระองค์ทรงเห็นอริยสัจธรรมทั้ง ๔ นี้อย่างแจ้งชัดเจน โดยประจักษ์ถึงความสูญสิ้นอาสวกิเลส เป็นสมุทเฉทปหานได้โดยประการทั้งปวง เพื่อความมั่นใจในกรณีนี้ ขอท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายพึงทราบจากพระพุทธฎีกา ทรงพระกรุณาตรัสเล่าถึงประสบการณ์ของพระองค์เอง ตอนนี้ ไว้ใน บาลีโพธิราชกุมารสูตร และบาลีมหาวาร ดังต่อไปนี้


เราตถาคตน้อมจิตไปเฉพาะต่ออาสวักขยญาณแล้ว เราตถาคตรู้แจ้งชัดตามความเป็นจริงว่า "นี่ทุกข์, นี่เหตุแห่งทุกข์, นี่ความดับไมเหลือแห่งทุกข์, นี่ทางให้ถึงความดับไม่มีเหลือแห่งทุกข์.... เมื่อเราตถาคตรู้แจ้งอยู่อย่างนี้ เห็นแจ้งอยู่อย่างนี้จิตก็พ้นจากกามาสวะ -ภวาสวะ - อวิชชาสวะ ครั้นจิตพ้นวิเศษแล้ว ก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่าจิตพ้นแล้ว เราตถาคตรู้ชัดว่าชาตินี้สิ้นแล้ว พรหมจรรย์จบแล้วกิจที่ต้องทำได้สำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความหลุดพ้นอย่างนี้มิได้มีอีกแล้ว

"ดูกร เธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย ตราบใดที่ญาณทัศนะเครื่องรู้เห็นตามความเป็นจริงของเราในอริยสัจทั้ง ๔ เหล่านี้ ยังไม่เป็นญาณทัศนะที่บริสุทธิ์สะอาดด้วยดี ตราบนั้น เราตถาคตก็ยังไม่ปฏิญญาว่า ได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งอนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เป็นที่รู้กันใน มนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์

"ดูกร เธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย เมื่อใดญาณทัศนะเครื่องรู้เห็นตามความเป็นจริงของเราในอริยสัจทั้ง ๔ เหล่านี้เป็นญาณทัศนะที่บริสุทธิ์สะอาดด้วยดี เมื่อนั้นเราตถาคตปฏิญญาว่าเป็นผู้ได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งอนุตรสัมมา สัมโพธิญาณให้เป็นรู้กันในมนุษย์โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์" ดังนี้

พระ พุทธฎีกาที่อัญเชิญมานี้ ย่อมเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า โพธิธรรมอันวิเศษที่พระองค์ทรงแสวงหานานและทรงได้บรรลุสมประสงค์ ณ วชิรบัลลังก์อาสน์ ภายใต้มหาโพธิพฤกษมณฑลนั้น ก็คือพระจตุราริยสัจธรรม นี่เอง! ด้วยเหตุนี้ จึงปรากฎว่าในกาลต่อมา เมื่อพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาปรารถนาจักแสดงพระธรรมเทศนาโปรดแก่สัตว์โลก พระธรรมเทศนากัณฑ์แรกของพระองค์อันมีชื่อว่า "พระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร" ซึ่งทรงแสดงโปรดแก่พระปัญจวัคคีย์นั้น ก็มีเนื้อความเน้นหนักไปในพระจตุราริยสัจธรรมทั้งสิ้น และพระธรรมเทศนาที่ทรงแสดงในกาลภายหลังต่อมาอีกมากมาย แม้จะมีโวหารผิดแผกแตกต่างกันไปบ้าง แต่เมื่อว่าโดยใจความแล้ว ก็ย่อมมีพระจตุราริยสัจธรรมหรือโพธิธรรมเป็นจุดมุ่งหมาย ฉะนั้น จึงอาจที่จักกล่าวได้ว่า พระธรรมเทศนาของพระองค์อันมีจำนวนถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ซึ่งเรียกว่า พระไตรปิฎก นั้น ย่อมมีจตุราริยสัจธรรมหรือโพธิธรรมนี้เป็นจุดมุ่งหมาย คือย่อมมีใจความประมวลลงที่พระจตุราริยสัจธรรมนี้ทั้งสิ้น

โดยเหตุที่พระจตุราริยสัจธรรมหรือโพธิธรรมนี้ ทรงไว้ซึ่งความสำคัญอย่างเอกอุในพระบวรพุทธศาสนาเช่นนี้ จึงเป็นการสมควรที่ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย จักได้หยิบยกเอาธรรมวิเศษสุดนี้มาศึกษาพิจารณาเพื่อเป็นเครื่องเรืองปัญญา แห่งตนเป็นอย่างยิ่งใช่หรือไม่? ก็ด้วยความตั้งใจที่จะเสนอธรรมวิเศษคือพระจตุราริยสัจธรรมหรือโพธิธรรมนี้ ให้ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายไ้ด้รับไว้พิจารณานี้เอง จึงได้คิดรจนาเรียบเรียงโพธิธรรมทีปนี นี้ขึ้น ตั้งใจว่าจะพรรณนาไปตามกำลังสติปัญญาอันเล็กน้อย แต่ทว่ามากไปด้วยน้ำใจอันเลื่อมใสในพระสัทธรรมคำสอนแห่งองค์พระสรรเพชญบรม ศาสดา ฉะนั้น หากท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายมีความสนใจใคร่จักทราบอรรถาธิบายเรื่อง พระจตุราริยสัจธรรมหรือโพธิธรรมนี้ว่าจะมีประการใดบ้างแล้ว ก็ขอจงมีใจผ่องแผ้วอุตสาหะติดตามต่อไปด้วยดี
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #4  
เก่า 24-12-12, 23:17
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,249 ครั้ง ใน 2,249 ข้อความ
พลังบุญ: 3118
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

บทที่ ๑

อริยสัจภาคปริยัตศึกษา


บัดนี้ จักพรรรณนาถึงพระอริยสัจในภาคปริยัติศึกษา เพื่อจักชี้แจงให้ทราบว่าพระอริยสัจมีความหมายอย่างไร และมีอรรถาธิบายว่าอย่างไรบ้าง ดังนี้เป็นต้น อันเป็นเรื่องที่พวกเราผู้เป็นมนุษย์ซี่งเกิดมาในยุคที่พระบวรพุทธศาสนากำ ลังปรากฎอยู่ในโลกนี้ควรจักรับทราบเอาไว้เป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ก็เพราะว่า พระอริยสัจธรรมนี้เป็นธรรมอันวิเศษประเสริฐสุด ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงนำเอามาประกาศเปิดเผยแก่ชาวโลกด้วยน้ำ พระทัยอันประกอบด้วยความกรุณาใหญ่ หวังจักให้ชาวโลกทั้งหลายได้ทราบความจริงที่ถูกปกปิดมานาน พึงทราบไว้ที่นี้ว่า ตราบใดที่โลกว่างจากพระบวรพุทธศาสนา ไม่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติตรัสในโลกแล้ว ตราบนั้นพระอริยสัจธรรมย่อมจะถูกปกปิดกำบังไว้ ไม่มีใครสามารถที่จะนำมาเแสดงแก่ชาวโลกได้เลย ในกรณีที่พระอริยสัจธรรมถูกปิดบังไว้ ในตอนที่โลกว่างจากพระบวรพุทธศาสนานี้ ขอให้ท่านผู้มีปัญยาทั้งหลาย จงทราบจากพระบาลีในสุริยูปมาสูตร ดังต่อไปนี้


สุริยูปมาสูตร

ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย

"พระจันทร์และพระอาทิตย์ยังไม่บังเกิดขึ้นในโลกเพียงใด ความปรากฎขึ้นแห่งแสงสว่างอย่างแจ่มจ้ามากมายก็ยังไม่มีเพียงนั้น เวลานั้นมีแต่ความมืดมิด มีแต่ความมัวเป็นหมอก กลางคืนกลางวันไม่ปรากฏ ฤดูและปีก็ไม่ปรากฎ เมื่อใดพระจันทร์และพระอาทิตย์บังเกิดขึ้นแล้วในโลก เมื่อนั้นความปรากฏขึ้นแห่งแสงสว่างอย่างแจ่มจ้ามากมายก็ย่อมมีเวลานั้น ไม่มีความมืดมิด ไม่มีความมัวเป็นหมอก กลางคืนกลางวันก็ปรากฎ ฤดูและปีก็ปรากฏ อุปมานี้ฉันใด

ดูกร เธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่อุบัติขึ้นในโลกเพียงใด ความปรากฎแห่งแสงสว่างอย่างแจ่มจ้ามากมายก็ยังไม่มีเพียงนั้น เวลานั้นมีความมืดมิด มีแต่ความมัวเป็นหมอก การบอกการแสดง การบัญญัติ การแต่งตั้ง การเปิดเผยการจำแนก การกระทำให้ง่าย ซึ่งอริยสัจ ๔ ก็ยังไม่มี! เมื่อใดพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก เมื่อนั้นความปรากฎแห่งแสงสว่างย่อมแจ่มแจ้งมากมายก็ย่อมมีเวลานั้น ไม่มีความมืดมิด ไม่มีความมัวเป็นหมอก การบอกการแสดง การบัญญัติ การแต่งตั้ง การเปิดเผยการจำแนก การกระทำให้ง่ายซึ่งอริยสัจ ๔ ก็ย่อมมี"

พระพุทธภาษิตนี้ ย่อมจะชี้ให้พวกเราได้เห็นว่า พระอริยสัจธรรมนี้ได้ถูกปกปิดมานาน และเพิ่งจะมาปรากฎเปิดเผยเอาก็เมื่อตอนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จมาอุบัติตรัสในโลกประกาศพระพุทธศาสนานี้เอง ฉะนั้นจึงอาจที่จะกล่าวได้ว่า พระอริยสัจธรรมอันใดประเสริฐสุดนี้ เป็นธรรมที่ปรากฎมีอยู่เฉพาะแต่ในพระบวรพุทธศาสนาเท่านั้น และบัดนี้เราท่านทั้งหลายก็เกิดมาในสมัยที่พระพุทธศาสนายังปรากฎมีอยู่ในโลก ใยจึงไม่รีบคว้าเอาธรรมวิเศษนี้มาศึกษาพิจารณาดูเล่า? เมื่อเราได้เข้าใจถึงความสำคัญแห่งพระอริยสัจซึ่งปรากฎได้โดยยากเช่นนี้แล้ว ต่อจากนี้ เราก็จักได้เริ่มต้นศึกษาเรื่องอริยสัจธรรมกันเสียที ในเบื้องแรกนี้ ควรจะทราบกันเสียก่อนว่า

ที่ว่าพระอริยสัจๆ นั้น เป็นดังฤา?

อริยานิ สจฺจานีติ อริยสจฺจานิ
"สภาวธรรมที่เป็นจริงอย่างประเสริฐแท้ ไม่แปรผัน ไม่คลาดเคลื่อน เีรียกชื่อว่า อริยสัจ"

มีอรรถาธิบายว่า พระอริยเจ้าผู้ทรงคุณอันประเสริฐทั้งหลาย มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมรู้เห็นแจ้งแทงตลอด ซึ่งสภาวธรรมที่เป็นจริงอย่างประเสริฐแท้ไม่แปรผันนี้ โดยถ่องแท้แน่นอนพวกเดียวเท่านั้น ส่วนปุถุชนธรรมดาสามัญทั้งหลาย แม้จักทรงไว้ซึ่งปัญญาอย่างโลกๆ มากมาย ขนาดเป็นนักปราชญ์ศาสตราจรย์อื่นใดก็ตามที หากว่ายังไม่ได้ปฏิบัติธรรมจนบรรลุถึงความเป็นพระอริยเจ้าแล้ว จะมาประกาศว่าตนเป็นผู้รู้แจ้งแทงตลอด ซึ่งอริยสัจธรรมอันเป็นสภาวธรรมที่เป็นจริงแท้อย่างประเสริฐนี้ไม่ได้เลย เป็นอันขาด เพราะอริยสัจธรรมนี้เป็นธรรมที่บุคคลผู้ได้นามว่า "พระอริยเจ้า" เท่านั้น จึงจะสามารถมีปัญญาเห็นแจ้งแทงตลอดได้อย่างถ่องแท้ อันปัญญาแค่ปุถุชาพลโลกสามัญจักอาจหาญเห็นแจ้งแทงตลอดซึ่งอริยสัจธรรมนี้ เป็นสิ่งที่เหลือวิสัย พูดให้ฟังกันง่ายๆ ก็ว่า พระอริยสัจธรรมนี้เป็นธรรมของพระอริยเจ้าท่านนั่นเอง

จึงเป็นอันว่า บัดนี้เราก็ได้ทราบกันแล้วมิใช่หรือว่า ที่ว่าพระอริยสัจนั้น มีความหมายเป็นอย่าง? ทีนี้ปัญหาต่อไปก็มีอยู่ว่ พระอริยสัจนั้นมีกี่ประการ? พระอริสัจมีอยู่ ๔ ประการ เพราะฉะนั้นจึงมีีคำเรียกพระอริยสัจนี้ให้ครบครันเต็มที่ว่า พระจตุราริยสัจธรรม หรือพระอริยสัจธรรม ๔ ประการ

พระจตุราริยสัจธรรมหรือพระอริยสัจธรรม ๔ ประการนั้น คือ
๑. ทุกขอริยสัจธรรม
๒. ทุกขสมุทัยอริยสัจธรรม
๓. ทุกขนิโรธอริยสัจธรรม
๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจธรรม

ลำดับนี้จักได้อธิบายขยายความในพระจตุราริยสัจธรรมเป็นข้อๆ ไป ตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้แต่ต้น เพราะฉะนั้นหาดว่ากถาที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นกถาที่ยากเกินไปจนฟังไม่รู้เรื่องก็ดี หรือเป็นกถาที่รู้สึกว่าง่ายเกินไปจนแทบไม่อยากฟังไม่อยากอ่านก็ดี ซึ่งรวมความแล้วก็ว่าเป็นกถาที่ไม่สบอารมณ์ของท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย ไม่ว่าจะด้วยประการใดๆ แล้ว ก็ขอท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย จงอย่างเพิ่งเบื่อหน่ายบังเกิดความอิดหนาระอาใจแล้วเลิกอ่านเลิกฟังเสียเลย จงอุตส่าห์ทนอ่านต่อไปจนจบเถิด คงจักเกิดประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย ที่กล่าวไว้เช่นนี้ มิใช่มีเจตนาจักกล่าวเพื่อเป็นการออกตัว เพราะกลัวคนอื่นจะว่า หรือว่าเพราะมีเจตนาจักกล่าวเยิ่นเย้อไร้สาระ เพื่อเป็นการถ่วงเวลาไปพลางๆ ไม่ใช่อย่างนั้น อันที่จริงเป็นการกล่าวตามคติพระโบราณจารย์ที่ว่า สจฺจํ สตฺโต ปฏิสนฺธิ เป็นอาทิ ซึ่งแปลว่า

"ธรรมที่เข้าใจได้ยากและแสดงได้ยากในพระบวรพุทธศาสนานี้ มีอยู่ ๔ อย่าง คือ
พระจตุราริยสัจ ๑
ปรมัตถธรรม คือความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหลาย ๑
ปฏิสนธิคือความเกิดแห่งสัตว์ทั้งหลาย ๑
ปฏิจจสมุปบาทธรรม ๑" ดังนี้

ก็ในบรรดาธรรมที่เข้าใจด้ยากและแสดงได้ยากในพระบวรพุทธศาสนาทั้ง ๔ ข้อนี้ มีพระจตุราริยสัจธรรมข้อ ๑ ใช่ไหมเล่า ที่ยากในการที่จักทำความเข้าใจสำหรับผู้ฟัง ทั้งยากที่จักกล่าวกระทำให้แจ้งสำหรับผู้แสดง เพราะฉะนั้นจึงบอกไว้ให้ท่านผู้มีปัญยาทราบล่วงหน้าว่าต่อไปนี้ หากจะมีอาการอะไรที่ไม่พอใจพาหใ้ขัดข้อง เข้าทำนองที่ว่ารู้สึกจะยากๆ ขึ้นมาแล้ว ก็ขอจงทำใจให้ผ่องแผ้วและปลุกสติให้บังเกิดว่า อ๋อ! พระอริยสัจนี้ พระโบราณาจารย์ท่านว่า เป็นธรรมทียากทั้งผู้ฟังทั้งผู้แสดงมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ฉะนั้นอาการยากที่เกิดขึ้นนี้ จึงเป้นเรื่องธรรมแห่งพระจตุราริยสัจ ครั้นได้สติดังนี้แล้วก็จงอดทนติดตามต่อไปเถิด

เอาละ เมื่อได้บอกขานอย่างเป็นกันเอง ให้เป็นที่เข้าใจไว้เสียแต่เบื้องแรกฉะนี้แล้ว ต่อจากนี้ก็ถึงวาระที่จะวิสัชนาพระจตุราริยสัจธรรมเป็นลำดับไป
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #5  
เก่า 24-12-12, 23:22
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,249 ครั้ง ใน 2,249 ข้อความ
พลังบุญ: 3118
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

ทุกขอริยสัจธรรม

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ผู้ทรงความเป็นเอก ไม่มีศาสดาอื่นใดในโลกเทียมเหมือน เมื่อจะทรงประกาศพระจตุราริยสัจให้ชาวโลกได้ทราบ พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาตรัส ทุกขอริยสัจธรรม ไว้เป็นลำดับแรก คือเป็นลำดับหมายเลขที่ ๑ ทีเดียว


เหตุไฉน จึงตรัสทุกขอริยสัจไว้เป็นลำดับแรก?

เพราะว่า ทุกขอริยสัจนี้เป็สัจจะที่หยาบกว่าอริยสัจข้ออื่น ปรากฎอยู่ดาษดื่นทั่วไปแก่ชาวโลกทั้งหลาย ไม่ว่ามนุษย์หญิงชายและสัตว์อื่นใด ล้วนแต่ถูกทุกขอริยสัจหรือพูดอีกทีว่าความทุกข์นี้ครอบงำทั้งสิ้น มีความทุกข์ประจำตนด้วยกันทั้งนั้น แต่เพราะค่าที่มีสายตาสั้น มีปัญญาบางเบาจึงทำให้โง่เขลา รู้สึกตนประหนึ่งว่าไม่มีทุกข์ หลงรื่นเริงเพลิดเพลินอยู่กับความสุขประจำภพอันเป็นสุขจอมปลอม เพราะเป็นความสุขนิดหน่อยที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอนอะไรเลย เพื่อที่จะทรงชี้แจงให้ชาวโลกเกิดความสลดใจ โดยทราบว่าตนกำลังตกอยูู่ในกองทุกข์จริงๆ ที่หลงเข้าใจว่ามีความสุขอยู่บ้านนั้นเป็นความสุขไม่จีรัง เพื่อให้ชาวโลกได้ทราบและบังเกิดความสลดใจดังนี้ สมเด็จพระผู้มีพระภาคสัพพัญญูเจ้า จึงตรัสทุกขอริยสัจไว้เป็นอันดับแรก


ทีนี้ปัญหาต่อไปที่เราควรจะทราบเอาไว้ในกรณีแห่งทุกขอริยสัจนั้นก็คือ
ที่ว่าทุกข์ๆนั้น เป็นประการใด?


ทุ=ยาก, ขํ=ขุด เมื่อรวมกันก็สำเร็จรูปเป็น "ทุกข์" แปลว่า สภาพที่จะขุดให้หลุดพ้นออกไปเสียจากจิตสันดานได้โดยยาก ก็ทุกข์หรือสภาพที่จะขุดให้หลุดพ้นไปเสียจากจิตสันดานได้โดยยากนี้ มีอรรถวัณนาที่ท่านกล่าวไว้ ดังต่อไปนี้

๑. ชาติทุกข์

ได้แก่ ทุกข์คือความเกิด มีความเกิดนี้จัดว่าเป็นทุกข์ คือเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์มากมาย ไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงความทุกข์อย่างแสนสาหัส ซึ่งปรากฎมีเพราะความเกิดในอบายภูมิมีนรกเป็นต้น โน่นดอก รวบรัดตัดตอนเอาแต่ความเกิดเป็นคนในมนุษยโลกเรานี้ ก็ปรากฎว่าเป็นทุกข์มากมายนักหนา เร่ิมต้นตั้งแต่ขณะที่หยั่งลงสู่ครรภ์มารดา ท่านผู้มีปัญญาก็ย่อมจะพากันเล็งเห็นว่าเป็นความทุกข์ ทั้งนี้ก็เพราะว่าตามธรรมดาอันว่ามนุษย์หรือคนเรานี้นั้น มิใช่ว่าเป้นสัตว์ประหลาดมหัศจรรย์ ซึ่งมีปกติไปเกิดในสถานที่ัอันสวยงามมีกลิ่นหอมหวลอบอวล เช่นไปเกิดในดอกอุบล ดอกปทุม ดอกปุณฑริกเป็นต้น ไม่ใช่อย่างนี้น อันที่แท้มนุษย์เราเมื่อจะเกิดมาย่อมเกิดในอุทรประเทศแห่งมารดาซึ่งแสนจะคับ แคบ มีสภาพมืดมิดเป็นที่สุด มิหนำซ้ำ ท้องแห่งมารดาซึ่งเป็นสถานที่เกิดของมนุษย์นั้น ยังอบอวลไปด้วยกลิ่นซากศพต่างๆ แสนจะหมักหมมมีกลิ่นเหม็นอย่างร้ายกาจน่ารังเกียจเหลือประมาณ ณ ภายใต้กระเพาะเบา เหนือกระเพาะอาหาร หากจะเปรียบได้กับการเกิดของมนุษย์ในสภาพการณ์เช่นนี้ ก้ย่อมเปรียบได้กับการเกิดของกิมิชาติคือตัวหนอน ซึ่งเกิดในบ่อน้ำครำอันเต็มไปด้วยปลาเน่าและขนมถั่วบูด

มนุษย์เราซึ่งเกิดในอุทรประเทศมารดา ซึ่งเป็นสถานที่ไม่น่ารื่นรมย์อะไรนักดังกล่าวมาแล้วนั้น ต้องได้รับความอัดอั้นอึดอัดเป็นล้นพ้น เพราะตนต้องทนอยู่ในอุทรประเทศนั้นนับเป็นเวลานานถึง ๙-๑๐ เดือน ถูกความร้อนเผานิ่งอยู่ดูประหนึ่งดังห่อหมกสุก ต้องทนทุกข์ขดนิ่งอยู่เฉยๆ อย่างนั้นเรื่อยไป จะงอขาเหยียดแขนให้เป็นที่สบายหายเมื่อขบสักนิดหนึ่งก็ย่อมไม่มีโอกาสที่จะ ทำได้เลย


"ลูกแกะ" ที่อยู่ในมือของนักเลงสุราซึ่งกำลังมึนเมาเต็มที่ เดินโซซัดโซเซไปตามประสาของคนเมาก็ดี "ลูกงู" ที่อยู่ในมือของหมองูผู้ขลังเวทก็ดี ลูกสัตว์น้อยทั้งสองคือลูกแกะลและลูกงูนี้ ย่อมได้รับความบอบช้ำอิดโรย ในขณะที่เจ้าของมือเคลื่อนไหวอย่างไร้ความปราณีปราศรัยเป็นอันมาก อุปมานี้ฉันใด สภาวการณ์ที่ทารกมนุษย์ทั้งหลาย ซึ่งกำลังอยู่ในคัพโภทรแห่งมารดาตน ก็ย่อมจะเป็นเช่นนั้น คือในขณะมารดาของตนพลาดลื่นหกล้มก็ดี ในขณะที่มารดาคิดจะลุกก็ลุกขึ้นพรวดพราดก้ดี ในขณะที่มารดาคิดจะนั่งก็นั่งลงปุปปับในทันทีก็ดี ในขณะที่มารดาคิดจะเดินไปโดยไม่คำนึงถึงลูกในท้องก็ดี หรือในขณะที่คิดจะน้อมตัวลงและยืดตัวขึ้นก็น้อมตัวลงและยืดตัวขึ้นอย่างรวด เร็วก็ดี ตลอดจนในขณะที่มารดาบิดตัวไปมาก็ดี ในขณะที่มารดามีกิริยาเช่นว่ามานี้ตามวิสัยของมนุษย์ธรรมดา ซึ่งจักต้องมีอาการกิริยาอยู่อย่างนี้เป็นประจำเช่นนี้แล้ว ทารกที่อยู่ในครรภ์ก็เป็นปกติสุขนิ่งเฉยอยู่อย่างไรได้เล่า โดยที่แท้ย่อมจะมีอาการหัวสั่นหัวคลอน ได้รับความบอบช้ำอิดโรยเป็นนักหนา ให้มีอันเป็นมึนงงปวดเศียรเวียนเกล้าเป็นครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะความเคลื่อนไหวแห่งท่านเจ้าของที่ซึ่งตนอาศัยเกิดคือมารดา ฉะนั้นจึงมีคำอุปมา่ ว่าทารกที่กำลังอยู่ในครรภ์ก็เปรียบเสมือนหนึ่งลูกแกะที่อยู่ในมือของนักเลง สุรา หรือลูกงูที่อยู่ในมือของหมองู


อนึ่ง เพราะค่าที่ตนเป็นผู้มีสรีรกายบางอ่อนเป็นนักหนา โดยที่เพิ่งจะก่อกำเนิดนอนอยู่ในครรภ์ ฉะนั้นในขณะที่มารดาดื่มน้ำเย็นเข้าไป ตนก็ย่อมได้รับทุกขเวทนาเพราะความเย็นเป็นประดุจดังว่า ตกไปในนรกอันมีน้ำกรดเย็นยะเยียบคือโลกันตนรก! ในขณะที่มารดาดื่มน้ำร้อน หรือในขณะที่มารดากลืนกินของร้อนๆ เช่นข้าวต้มเป้นอาทิ ตนก็ย่อมได้รับทุกขเวทนาเพราะความร้อนเป็นประดุจถูกเม็ดฝนถ่านเพลิงโปรยลง รอบๆ ตัวฉันนั้น และในขณะที่มารดากลืนอาหารอันมีรสพิลึกเหลือล้ำต่างๆ ที่รู้สึกว่านิยมชมชอบถูกกับลิ้นของมนุษย์ในทุกวันนี้เป็นนักหนา เช่น อาหารที่มีรสเค็ม และรสเปรี้ยวอย่างโอชารส แต่ว่าอาหารอันโอชารสที่มารดากลืนกินเขาไปนั้น มันย่อมเปรียบเสมือนน้ำกรดที่ราดรดลงไปบนร่างอันบางอ่อนของทารกที่อยู่ใน ครรภ์ ซึ่งท่านกล่าวอุปมาไว้ว่า นักโทษที่ได้รับลงทัณฑ์ด้วยการถูกราดด้วยน้ำกรด ย่อมได้รับควาทุกขเวทนาฉันใด ทารกที่เกิดอยู่ในครรภ์เมื่อมารดากลืนกินอาหารซึ่งมีรสเค็มและเปรี้ยวเป็น ต้น ก็ย่อมได้รับทุกขเวทนาอันแรงกล้าปวดแสบฉันนั้น


หลังจากที่ได้ทนทุกข์ทรมรณอึดอัดอยู่ในครรภ์ซึ่งเป็นสถานที่เกิดมาเป็น เวลานานพอสมควรแล้ว ทีนี้เมื่อถึงคราวที่จะออกจากครรภ์ก็ย่อมได้รับทุกข์อันน่าหวาดเสียวอีก คือเมื่อลมกัมมัชวาตบังเกิดขึ้นแก่มารดาขณะเวลาที่จะคลอด ก็ลมกัมมัชวาตนั้น ย่อมจะมีฤทธิ์ร้ายแรงพัดผันทารก ผู้มีร่างอันน่าสังเวชไร้อิสรเสรี ให้มีอาการเคลื่อนลงจำเพาะตรงปล่องกำเนิดอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งนักสำหรับทารก ผู้ไม่รู้จัก ย่อมเป็นประหนึ่งถูกลมพัดพาให้หลุดลงไปในปล่องเหวชัน หากออกมาไม่ทันใจของบุคคลผู้อยู่ข้างนอก เพราะติดขัอยู่ออกมาไม่ได้ ก็จะถูกคนข้างนอกซึ่งจะเป็นใครอะไรก็ไม่รู้ เพราะตนไม่เคยรู้จักว่าเป็นคนดีคนร้ายประการใด เขาใช้กำลังอันมหาศาลดึงออกมาจากปากปล่องกำเนิดอันคับแคบยิ่งนัก แม้ตนจะได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสประการใด คนข้างนอกก็เหมือนเป็นดุจไร้ความกรุณาปราณี จะได้รับทราบความรู้สึกอันเจ็บปวดแห่งตนก็หาไม ตั้งหน้าแต่จะพยายามดึงมหาหัตถี คือช้างใหญ่ออกจากช่องลูกดาลให้ได้รับความทุกขทรมานเป็นนักหนา ฉะนั้นท่านจึงกล่าวอุปมาไว้ว่า สัตว์นรกที่ต้องได้รับทุกขโทษ เพราะถูกภูเขานรก ๒ ลูกกระทบกัน บีบให้เจ็บปวดบี้แบนอยู่ในท่ามกลางภูเขา ๒ ลูก ย่อมได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัสเช่นใด ทารกทั้งหลายที่ถูกดึงออกมาจากปล่องกำเนิดอันคับแคบประดุจช่องลูกดาลก็ย่อม ได้รับความเจ็บปวดเสวยทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสเช่นนั้นเหมือนกัน


ชาติทุกข์ หรือทุกข์เพราะการเกิดที่พรรณนามานี้ยังไม่หมด เพราะว่าเมื่อทารกได้หลุดออกมาลืมตาดูโลกแล้ว โดยเหตุที่ตนเพิ่งจะพ้นจากครรภ์เป็นเด็กแรกเกิดใหม่ ย่อมจักมีสรีระร่างกายอันละเอียดอ่อนปานดังว่าบาดแผลใหม่ๆ ทีเดียว ในขณะที่คนทั้งหลายผู้ทำหน้าีที่กุมารอภิบาล เขาพากันจับมือเท้าให้อาบน้ำทำความสะอาดล้างและเช็ดเนื้อตัวอยู่อย่างชุลมุน วุ่นวาย โดยใส่ใจอยู่แต่ว่าจะทำความสะอาดให้เป็นอย่างดี ในขณะนี้กุมารเกิดใหม่ผู้มีสรีรกายอันละเอียดอ่อน ย่อมได้รับทุกขเวทนาเพราะบังเกิดความเจ็บปวดเป็นอันมาก ซึ่งในกรณีนี้มีการเปรียบเทียบไว้ว่า คนที่ถุกแทงด้วยปลายเข็มหรือคนที่ถูกผ่าเนื้อด้วยมีดโกนย่อมได้รับความเจ็บ ปวดเช่นใด ทารกทั้งหลายที่คลอดมาใหม่ๆ ถูกคนเขาจับมือจับเท้าให้อาบน้ำชำระล้างและเช็ดเนื้อตัวให้สะอาด ก็ย่อมได้รับความเจ็บปวดเช่นนั้นเหมือนกัน


ต่อจากนั้น เมื่อค่อยจำเริญวัยวัฒนาการขึ้น และจำเริญขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก็ต้องนับว่าได้ประสบกับความทุกข์เหลือที่จะคณานับ ก็ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่ตนซึ่งเป็นอันอันวิจิตรตระการสืบเนื่องมาแต่ชาติ ทุกข์ หรือทุกข์เพราะเกิดนี้ ถึงแม้จะมีเป็นอเนกประการสุดที่จักกล่าวให้หมดสิ้นลงได้ดังเป็นที่ทราบกัน อยู่ทั่วไปแล้วก็ดี ถึงกระนั้นก็ยังอาจที่จะประมวลลงได้เป็น ๒ ประการคือ


๑. ทุกข์ที่เกิดขึ้นจากความพยายามของตนเป็นมูล

หมายความว่าตามปกติ ธรรมดา ตนของตนก็ยังคงสภาพเป็นธรรมดาอยู่ ดูๆ ก็มิได้ชำรุดเสียหายอะไรทั้งสิ้น แต่เพราะค่าที่ตนเป็นคนมีจิตพิกล ให้มีอันเป็นรนหาทุกข์มาใส่ในร่างกายแห่งตนเอง ไม่ใครทำ้ร้ายตน แต่ก็พยายามทำร้ายตนให้ได้รับทุกข์ด้วยตัวของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น


คนที่มีสัมโมหะเข้ากำบังปัญญา ทำให้จิตวิปริตเกิดความคิดเห็นไขว้เขวไปว่า "โลกนี้ช่างร้ายเหลือ" เกิดเบื่อโลก ไม่อยากอยู่ในโลก อยากจะตาย จึงพยายามขวนขวายที่จะทำร้ายตนให้ถึงแก่ความตายด้วยวิธีอัตวินิบาตกรรมฆ่า ตัวตาย เช่นเอามีดมาเชือดคอหอยของตน เอาหลาวมาแทงที่ท้องของตน เอาปืนมาระเบิดสมองของตน ดังนี้เป็นต้น


คนที่มีใจเข้มแข็งแกร่งกล้า ต้องการให้ตนเป็นคนวิเศษเกินคนธรรมดาจึงอุตสาห์ประกอบความเพียรบำเพ็ญพรตภาย นอกพระบวรพุทธศาสนากระทำกายาตนให้ถึงความลำบาก เช่่นพวกเดียรถีย์โยคีบางคนที่บำเพ็ญเป็น "อัตตกิลมถานุโยค" ทำตนให้เดือดร้อนระำส่ำระสาย บางคนประพฤติวัตรดุปราศจากความละอาย ซึ่งเรียกว่า "อเจลกวัตร" ถือการไม่นุ่งห่มผ้าเป็นวัตรดุจเปรตอสุรกายแลเดียรัจฉาน นับเวลาเป็นสิบๆ ปี บางทีประพฤติวัตรที่ทำตนให้ลำบากเช่นนั้นไปจนสิ้นอายุก็มี


ความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับบุคคลดังกล่าวมานี้ มิได้เกิดขึ้นจากความพยายามของบุคคลอื่นและสัตว์อื่น โดยที่แท้เป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นในตนด้วยความพยายามแห่งตนเอง ฉะนั้นความทุกข์เล่านี้ จึงถูกเรียกว่า ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากความพยายามของตนเป็นมูล


๒. ทุกข์ที่เกิดขึ้นจากความพยายามของผู้อื่นเป็นมูล

หมายความว่าตาม ธรรมดาตนก็เป็นคนรักตน กลัวตนจะมีความทุกข์ จึงพยายามรักษาตนไม่ให้ชำรุดเสียหาย ไม่ใให้มีบาดแผล ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ปวด ไม่ให้ตาย เช่นที่เราท่านทั้งหลายกำลังรักษาตนให้เป็นปกติอยู่ ด้วยความพยายามไม่ให้มีทุกข์ภัยเช่นเวลานี้นั่นเอง แต่ทว่าคนอื่นจะคิดวิปริตหรือคิดดีร้ายอย่างไรก็ไม่ทราบ อุตส่าห์พยายามนำเอาความทุกข์มายื่นให้จนได้ ยกตัวอย่างเช่น


คนที่เป็นอริศัตรูเป็นที่เกลียดชังของผู้อื่น เพราะเหตุที่ทำให้ผู้อื่นบังเกิดความโกรธพยาบาท จึงถูกเขาพยายามพิฆาตเข่นฆ่าทำให้กายาแห่งตนได้รับความทุกข์ เช่นถูกฟัน ถูกแทง ถูกยิง ถูกเตะ ถูกถีบ เป็นอาทิ


คนที่ริประพฤติชั่วร้าย เช่น เป็นโจรประพฤติผิดกฎหมาย ถูกเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจับไปขังไว้ในคุก แล้วถูกลงโทษทัณฑ์ต้องเสวยกรรมกรณ์ต่างๆ เช่น ถูกโบย ถูกเฆี่ยน ถูกทุบ ถูกตีจากน้ำมือของเจ้าหน้าที่คุกให้ได้รับความทุกข์ยากลำบากกายตนเป็นนักหนา


ความทุกข์ซึ่งเกิดขึ้นกับบุคคลดังกล่าวนี้ มิได้เกิดขึ้นด้วยความพยายามของตนเลย โดยที่แท้เกิดขึ้นจากความพยายามของบุคคลอื่นมาหยิบยื่นให้ทั้งสิ้น ฉะนั้นความทุกข์เหล่านี้จึงถูกเรียกว่า ความทุกข์เกิดขึ้นจากความพยายามของผู้อื่นเป็นมูล


โดยข้อความที่ผ่านสายตามานี้ ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายก็คงจะเห็นได้แล้วว่า ความเกิดนี้เป็นความทุกข์จริงๆ และเป็นที่ตั้งอย่างแท้จริงของความทุกข์ทั้งหมด เมื่อไม่เกิดในภพต่างๆ เสียอย่างเดียว ความทุกข์ในภพนั้นก็ย่อมจักไม่มี! กล่าวเช่นนี้อาจจะทำให้งงๆ คืออย่างนี้ ตัวเราซึ่งเป็นมนุษย์อยู่เวลานี้ เพราะเราไม่ได้เกิดใน "ภพนรก" ความทุกข์อย่างสัตว์นรกจึงไม่มีแก่เรา เพราะเราไม่ได้ไปเกิดใน "ภพเปรตอสุรกาย" ความทุกข์อย่างสัตว์เปรตอสุรกายจึงไม่มีแก่เรา และเพราะเราไม่ได้ไปเกิดใน "ภพติัรัจฉาน" ความทุกข์อย่างสัตว์เดรัจฉานจึงไม่มีแก่เรา แต่ทว่าเวลานี้ตัวเรากำลังมาเกิดอยู่ใน "ภพมนุษย์" ความทุกข์อย่างมนุษย์เช่นที่ว่าๆ มาแล้วนั้น จึงปรากฏแก่เราท่านทุกคนใช่ไหมเล่า ฉะนั้นจึงขอให้ทำความเข้าใจอย่างเด็ดขาดในตอนนี้ว่า เมื่อไม่มีความเกิดเสียอย่างเดียว ความทุกข์ทั้งหลายก็ย่อมจักมีไม่ได้ แต่เพราะมีความเกิดนี่เองความทุกข์ทั้งหลายจึงมี ด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสความเกิดนี้ว่าเป็นทุกข์ โดยทรงเรียกชื่อว่า "ชาติทุกข์" ดังนี้

๒.ชราทุกข์

ได้แก่ทุกข์คือความชรา ทุกข์คือความชรานี้ จะมีสภาวะเป็นประการใด ขอให้เราทั้งหลายพึงทราบจากอรรถที่มีปรากฎในคัมภีร์ สุตตันตภาชนีย์ แห่งพระอภิธรรมปิฎก ดังต่อไปนี้

สภาพที่เรียกว่าชรานั้น ก็ได้แก่สภาวะคือ

ความคร่ำคร่า
ภาวะที่คร่ำคร่า
ความที่ฟันหลุด
ความที่ผมหงอก
ความที่หนังเ**่ยวย่น
ความเสื่อมสิ้นแห่งอายุ

ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์สภาพการณ์เหล่านี้เรียกว่า ชรา แต่ถ้าจะพูดให้ฟังกันง่ายๆ ชรานี้ก็คือความแก่นั่นเอง ความแก่หง่อมแห่งสังขารร่างกายของคนแก่นั่นเอง คือสัญญลักษณ์ของชราทีเดียวละ ชราหรือความแก่นี้ ท่านผู้มีปัญญาพิจารณาดูจนทั่วแล้วบอกว่าไม่มีดี เพราะมีแต่จะยังความเป็นหนุ่มเป็นสาวแห่งร่างกายให้พินาศเสื่อมสลาย แล้วก็นำไปสู่ความตายท่าเดียวเท่านั้นอันชราหรือความแก่นี้ เมื่อจะว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว เจ้าตัวชราเองแท้ๆ มันมิได้เป็นทุกข์เป็นร้อนอะไรกับใครดอก แต่ที่จัดว่าชราเป็นทุกข์ ก็เพราะว่าชรานี้เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ของบุคคลผู้เข้าถึงความชราคือคน แก่! ที่ว่าชราเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ของคนแก่ก็โดยเหตุ ๒ ประการคือ

๑. ชราเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ทางกายของคนแก่! จริงอยู่ อัตภาพร่างกายของคนแก่ที่ถูกชราเข้าครอบงำ ย่อมเปรียบเสมือนเกวียนแก่เ่ก่า คร่ำคร่า เวลาจะยืนที่นั่งทีก็ดุเป็นที่น่าสังเวชแสนจะลำบากเป็นนักหนา ชราบุคคลบางท่าน ก่อนที่จะทำการลุกทำการนั่ง ย่อมร้องครางโอยออกมาจากลำคอเป็นเสียวยาวสั่นเครือเสีียก่อน แล้วจึงจะนั่งและลุกขึ้นยืนตามความประสงค์ได้สำเร็จ รวมความว่าชราก่อให้เกิดทุกข์กายมากมาย เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ชราเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ทางกายของคนแก่

๒. ชราเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ทางใจของคนแก่! จริงอยู่ คนแก่ถูกชราเข้าครอบงำ ย่อมจะได้รับความเจ็บช้ำน้ำใจอยู่เนืองนิตย์ เพราะความวิปริตแปรปรวนไปโดยประการต่างๆ ทั่วสรรพางค์กายดูเหมือนว่าจะไร้ความหมายแทบสิ้นราคาคน จะคิดทำกิจสิ่งหนึ่งประการใดก็มิได้ดังใจหมาย เพราะความเพียรและประสาทสติเสื่อมคลายไปไม่เหมือนก่อน บางรายให้มีอันเ็ป็นสั่นคลอนเหมือนฝีเ้ข้า ต้องถูกเจ้าคนอื่นมันกดขี่ล้อเลียนข่มเหงน้ำใจอยู่เนืองนิตย์ ลูกและภรรยาก็มีความคิดวิปริต ไม่มีจิตชื่นชมยินดีในตนเหมือนอดีต คิดไปคิดมาก็ได้แต่ระอาน้อยใจว่า ตัวข้านี้ไม่น่าแก่เลย! จึงเป็นอันว่า ชราก่อให้เกิดความทุกข์โทมนัสมากมาย เพราะฉะนั้นท่านจึงได้กล่าวว่า ชราเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ทางใจของคนแก่

โดยเหตุที่ชราเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจดังกล่าวมานี้ ท่านพระโบราณจารย์ผู้มีใจกรุณา จึงประพันธ์เป็นโศลกนี้ไว้ว่า

เพราะเหตุที่อวัยวะหย่อนยาน เพราะความวิการแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย เพราะความสูญหายแห่งความเป็นหนุ่มสาว เพราะเข้าไปบั่นกำลัง เพราะสติฟั้นเฟือน เผลอไผลเป็นต้น เพราะลูกและเมียของตนก็ไม่พึงชื่นชมยินดี และเพราะถึงความเป็นคนอ่อนแอเป็นอย่างยิ่ง บุคคลเข้าถึงทุกข์ซึ่งเป็นไปทางกายและทางใจเพราะเหตุดังกล่าวมานี้แล้ว ก็จงเข้าใจเถิดว่าทุกข์ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น มี "ชรา" เป็นเหตุเป็นตัวการ เหตุดังนั้น ชราจึงจัดว่าเป็นทุกข์" ดังนี้

๓. มรณทุกข์

ได้แก่ทุกข์ คือมรณะ ก็ทุกข์คือมรณะนี้จะมีสภาวะเป็นประการใด ขอให้เราทั้งหลายพึงทราบได้จากวจนะอันปรากฎมีในคัมภีร์ สุตตันตภาชนีย์ แห่งพระอภิธรรมปิฎก ดังต่อไปนี้

สภาพที่เรียกว่ามรณะนั้นได้แก่สภาวะ ดังนี้ คือ

จุติ
ภาวะที่เคลื่อน
ความหายไป
ความทำกาละ
ความแตกแห่งขันธ์
มฤตยู
ความตาย

ความทิ้งซากศพไว้ สภาวะเหล่านี้เรียกว่า "มรณะ" หากจะพูดให้ฟังกันง่ายๆ มรณะนี้ก็คือความตายนั่นเอง ความตายแห่งสังขารร่างกายของคนตายที่สิ้นลม หายใจนอนนิ่งไม่ไหวติง นอนตัวแข็งทื่อเหมือนไม้นั่นแหละ คือสัญลักษณ์แห่งมรณะ ก็มรณะหรือความตายนี้ ท่านผู้มีปัญญาย่อมพิจารณาเห็นว่า เป็นสภาพที่ไม่เข้าท่า เพราะนำมาซึ่งความไม่ดีมากมาย เช่น เมื่อผู้ใดประสบพบกับความตายเข้าแล้ว ก็จำต้องเคลื่อนแคล้วจากโลกนี้ไป จะสมัครใจหรือไม่สมัครใจก็ต้องจุติเคลื่อนไปทั้งสิ้น จะอยู่อีกต่อไปมิได้ ทรัพย์สมบัติต่างๆ ตลอดจนถึงคนที่รักที่ชัง ซึ่งเป็นที่ชอบใจบ้างไม่ชอบใจบ้าง ก็ต้องพลัดพรากจากไปทั้งหมด ความตายเป็นการปิดฉากชีวิตอย่างสนิทแน่นอน ดังนั้น ความตายนี้จึงจัดว่าเป็นทุกข์ แต่เมื่อจะว่ากันตามสภาวะที่เป็นจริงแล้ว อันมรณะหรือความตายนี้ โดยเฉพาะตัวมันเองแล้ว มันก็มิได้เป็นทุกข์เป็นร้อนไปกับใครที่ไหนดอก แต่การที่จัดว่าเป็นทุกข์ก็เพราะมรณะนี้เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ของบุคคล ผู้เข้าถึงมรณะคือคนที่จะตาย โดยเหตุ ๒ ประการ คือ

๑. มรณะเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ทางกายของบุคคลผู้กำลังจะตาย จริงอยู่ อันคนที่กำลังจะเข้าถึงมฤตยูคือความตายนั้น อัตภาพร่างกายของเขาหาได้เป็นปกติเหมือนคนธรรมดาสามัญไม่ โดยที่แท้เป็นอัตถาพที่ชำรุดทรุดโทรมประกอบไปด้วยทุกขเวทนาใหญ่ น่าจะตายอย่างแน่ๆ แล้ว จึงจะถึงแก่ความตายลงไปจริงๆ ถ้าอัตภาพร่างกายยังดีอยู่ไม่่น่าตายก็คงจะยังไม่ตาย แต่นี่เพราะอัตภาพร่างกายชำรุดเป็นที่น่าตายแท้ๆ จึงต้องถึงแก่ความตาย ยกตัวอย่าง เช่น คนที่ถูกยิงตาย ถูกฟันตาย ถูกรถชนตาย ถูกแทงตาย ถูกระเบิดตาย คนที่ถึงแก่มรณกรรมด้วยอาการตายโหงเหล่านี้ อัตภาพร่างกายของเขายังปกติสบายดีอยู่หรือ ก็เปล่าทั้งสิ้น โดยที่แท้ย่อมชำรุดเสียหายเป็นบาดแผลใหญ่ ได้รับความเจ็บปวดอันเป็นทุกขเวทนาทากายอย่างใหญ่หลวงเสียก่อนนแล้วเขาจึง ตาย หรือไม่เช่นนั้นคนที่ตายธรรมดามิใช่ตายโหงดังกล่าวมา ก็หาด้พ้นจากความทุกข์ทางกายไม่ เช่น คนที่เจ็บปวดเป็นไข้ก็ย่อมประกอบไปด้วยทุกขเวทนาใหญ่ เจ็บปวดไปทั่วสรรพางค์กาย ลุกนั่งไม่ไหว เคลื่อนกายไม่ได้ นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเตียงที่ตาย ยังอยู่แต่ใจสั่นริกๆ รอคอยอยู่แต่ว่าจะดับจะตายลงไปเมื่อใดเท่านั้น สภาวการณ์อย่างนี้ ย่อมบ่งบอกอยู่ว่าอัตภาพร่างกายของเขาชำรุดเสียหายเต็มที่ ซึ่งทำให้เขาเกิดความทุกข์ทางกายมากมาย ในที่สุดเมื่อวาระ "มรณนฺติก" คือคราวที่จะดับจะตายลงไปในชั่วบัดเดี๊ยวใจนั้นย่อมเกิดความทุกข์ทางกายให้ มีอันเป็นเร่าร้อนกระวนกระวาย ประดุจถูกคบเพลิงอันร้อนแรงเผาลนในสรีระร่างกาย ฉะนั้นจึงเป็นอันว่า "มรณะ" ความตายนี้ ย่อมก่อให้เกิดความทุกข์ทางกายมากมาย ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า มรณะเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ทางกายของบุคคลผู้กำลังจะตาย ดังนี้

๒. มรณะเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ทางใจของบุคคลผู้กำลังจะตาย จริงอยู่ บุคคลผู้กำลังจะย่างเข้าไปสู่แดนมฤตยูนั้น ย่อมบังเกิดความทุกข์ทางใจ เช่น ให้คิดอาลัยอาวรณ์ในมนุษยโลกที่ตนเคยอยู่มานานเป็นอันมาก เมื่อรู้ตัวว่าตนจะ้ต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับเช่นนี้ ก็ไม่มีความสบายใจเกิดความทุกข์โทมนัสน้อยอกน้อยใจเป็นนักหนา บางคนถึงกับรำพึงรำพันออกมาว่า โลกนี้ไม่น่าที่จักมีความตาย แต่ความทุกข์ใจอะไรในขณะนี้ก็ไม่ร้ายเท่ากับความทุกข์ใจในเมื่อได้เห็นนิมิต ที่ไม่ดี มีนรกนิมิตเป็นต้น ในขณะที่กำลังจักขาดใจตาย กล่าวอย่างนี้อาจทำให้ท่านทั้งหลายเกิดความงงันขึ้นก็ได้ ฉะนั้นจึงขอโอกาสอธิบายขยายความออกไปอีก ดังต่อไปนี้

นิืมิตก่อนมรณะ

กาลเมื่่อม่านดำแห่งชีวิตค่อยๆ รูดปิดเข้ามารำไร ซึ่งได้แก่เวลาที่คนเราั้ทั้งหลายใกล้จะถึงแดนมฤตยูสิ้นใจตาย แล้วไปบังเกิดในโลกอื่นต่อไปนั้น ในมรณาสันนวิถี คือวิถีจิตที่ใกล้จะตาย คตินิมิตารมณ์ คือนิมิตต่างๆอันบ่งบอกถึงคติแห่งโลกที่ตนจะต้องไปเกิด หลังจากที่ได้ดับจิตตายไปจากโลกนี้แล้ว ย่อมจักมาปรากฎให้คนี่กำลังจะตายเห็นได้อย่างชัดเจนทางมโนทวาร คือทางใจ เขาเห็นของเขาคนเดียว คนอื่นที่ยังไม่ตายไม่เกี่ยว คือไม่เห็นด้วย ก็คตินิมิตที่ปรากฎนี้ บางทีก็เป็นภาพที่ตนเคยเห็น บางทีก็เป็นภาพที่ตนไม่เคยเห็น แต่โดยมากภาพนิมิตที่ตนไม่เคยเห็นทั้งนั้น แบ่งเป็นประเภทได้ดังต่อไปนี้


ก. ถ้าผู้ที่กำลังจะตายนั้น จักไปเกิดเป็นสัตว์นรกใน "นิรยภูมิ" เมื่อจักขาดใจตาย เขาย่อมจะเห็นนรกนิมิต เช่น เห็นเป็นเปลวไฟนรกอันร้อนแรงนักหนา เห็นหม้อเหล็กแดงในนรก เห็นไม้งิ้วหนามเหล็ก เห็นฝูงปีศาจราชทูตซึ่งมีร่างพิกลที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อน มันถือไม้ค้อนเหล็กจะตีกระบาล หรือถือหอกเหล็กโตเท่าลำตาลทำท่าจะพุ่งมาที่ทรวงอก หรือทำท่ามาฉุดกระชากลากไปลงนรก เห็นเป็นแร้งกาและหมานรก มันกำลังจะพากันมาฉีกกัดเลือดเนื้อของตัวกิน เช่นนี้เป็นต้น เมื่อเขาเห็นนรกนิมิตนี้อย่างชัดเจน ย่อมจะมีความตกใจสะดุ้งกลัวใจสั่นระรัว ได้รับทุกขเวทนาทางใจเป็นอันมาก หากส่งเสียงร้องได้ในขณะนี้ ก็จะร้องโวยวายให้คนทั้งหลายช่วยเหลือ เป็นที่น่าสังเวชสลดใจและน่าสงสารเป็นยิ่งนัก เพราะนิมิตนี้เป็นเครื่องชี้ให้รู้ว่าเขาผู้นั้นต้องไปลงนรกอย่างแน่นอน


ข. ถ้าผู้ที่กำลังจะตายนั้น จักได้ไปเกิดเปรตอสุรกายใน "เปตติวิสัยภูมิ" เมื่อจักขาดใจตาย เขาย่อมเห็นเปรตอสุรกายนิมิต เช่น เห็นหุบเขา หรือถ้ำอันมืดมิด เห็นเป็นแกลบและ้ข้าวลีบมากมาย เห็นเป็นสถานที่อันแห้งแล้งแสนจะทรมานอดอย่าก เห็นเป็นเปรตอสุรกายมีร่างกายใหญ่โตและผอมโซน่าเกลียดน่าชัง เนื้อตัวสกปรกรุงรังไม่น่าดู เห็นเป็นน้ำเลือดน้ำหนองน่ารังเกียจน่าสะอิดสะเอียนเป็นที่ยิ่งดังนี้เป็น ต้น ในด้านความรู้สึกนั้นเล่า ในขณะนี้เขาก็ให้รู้สึกหิวอาหารและเกิดมีอาการกระหายน้ำเป็นกำลัง นิมิตเช่นกล่าวนี้ ย่อมปรากฎให้เห็นอย่างชัดเจนแจ่มใสในมโนทวาร ซึ่งเป็นการชี้ให้รู้ล่วงหน้าว่าเขาผู้นั้นต้องไปเกิดเป็นอสุรกายแน่นอน


ค. ถ้าผู้ที่กำลังจะตายนั้น จักได้เกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานใน "ดิรัจฉานภูมิ" เมื่อเขาจักขาดใจตาย เขาย่อมเห็นดิรัจฉานนิมิต เช่นเห็นเป็นทุ่งหญ้า ป่าไม้ เชิงเขา ราวไพร ชายน้ำ กอไผ่ ภูเขา บางทีก็เห็นเป็นรูปสัตว์ต่างๆ มาปรากฎ เช่นเห็นเป็นเนื้อถึก โค กระบือ หมู หมา เป็ด ไก่ เ**้ย นก หนู จิ้งจก ตุ๊กแก กิ้งกือ ไส้เดือน เหล่านี้เป็นต้น นิมิตดังกล่าวมานี้ ย่อมปรากฎให้เห็นอย่างชัดเจนแจ่มใสในมโนทวาร ซึ่งเป็นการชี้ให้รู้ล่วงหน้าว่า เขาผู้นั้นตายไปแล้วต้องเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานแน่นอน


ง. ถ้าผู้ทำกำลังจะตายนั้น จักได้กลับมาเกิดเป็นคนใน "มนุษยโลก" เรานี้อีก เมื่อเขาจักขาดใจตาย ย่อมเห็นมนุสสนิมิต เช่น เห็นเป็นก้อนเนื้อเล็กๆ อยู่ในครรภ์ เห้นเป็นครรภ์แห่งมารดาในชาติหน้า ซึ่งจะมาถึงแก่ตนในขณะนี้ เห็นเป็นบ้านเมืองและมนุษย์หญิงชาย คือผู้คนทั้งหลายเช่นนี้เป็นต้น นิมิตแห่งความเป็นคนดังกล่าวนี้ ย่อมปรากฎให้เห็นชัดเจนแจ่มใสในมโนทวาร ซึ่งเป็นการชี้ให้รู้ล่วงหน้าว่า เขาผู้นั้น ครั้นตายไปแล้วจักได้กลับมาเกิดเป็นคนในมนุษยโลกนี้อีกอย่างแน่นอน


จ. ถ้าผู้ที่กำลังจะตายนั้น จักได้ไปเกิดเป็น "เทพบุตรเพทธิดา" ณ แดนสุขาวดีสวรรค์เทวโลก เมื่อเขาจักขาดใจตายไปนั้น เขาย่อมเห็นเทวนิมต เช่น เห็นเป็นทิพยวิมาน เห็นทิพยสถานอันน่ารื่นรมย์ชื่นบาน เห็นเป็นต้นไม้สวรรค์ปาริชาตอันสวยสดงดงาม เห็นปราสาทราชวังอันวิจิตรตระการตา ซึ่งหาดูไม่ได้ในมนุษยโลก เห็นเ็ป็นสิริไสยาสน์ที่นอนทิพย์อันประเสริฐแล้วไปด้วยแก้วและทองปรากฎอยู่ ในทิพยวิมาน ซึ่งตนไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย บางทีก็เห็นเป็นเทพบุตรเทพธิดาชาวฟ้าชาวสวรรค์พากันมาขับระบำฟ้อนเป็นที่ เิริงสราญ หน้าตาชื่นบานยิ้มแย้มแจ่มใสประดับกายด้วยอาภรณ์อันประณีตสวยงามน่าดูน่าชม และมาชวนให้ตนไปอยู่ด้วยกันในสรวงสวรรค์ด้วยน้ำใจไมตรี เช่นนี้เป็นต้น นิมิตเหล่านี้ปรากฎให้เห็นชัดเจนในมโนทวาร ซึ่งทำให้ผู้จะถึงกาลกิริยาตายนั้น มีจิตใจเพลิดเพลินเกิดความยิ้มย่องผ่องใสโสมนัส บัดนี้ถ้ามีผู้สังเกตดูหน้าตาของเขาก็จักรู้ได้ว่า เขาจะหลับตาตายอย่างสุขสงบและไปพบสุคติอย่างแน่แท้ ในไม่ช้า เพราะเทวนิมิตนี้ชี้ให้รู้ล่วงหน้าว่า เขาผู้นั้นครั้นตายไปแล้ว จักได้ไปเกิดในแดนสุขาวดี มีควมสุขเป็นเทวดาชาวฟ้าได้เสวยทิพยสมบัติอย่างแน่นอน
เป็นอันว่าก่อนที่จะดับจิตตายลงไปนั้น คตินิมิตย่อมบังเกิดปรากฎเป็นต่างๆ กันดังกล่าวมา ทีนี้เราจะพากันกลับไปว่าถึงเรื่องมรณทุกข์ที่กล่าวค้างไว้ มรณะเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ทางใจ เพราะได้เห็นนิมิตที่ไม่ดี คือเมื่อบุคคลผู้กำลังจะตายนั้น ได้ประสบพบเห็นนิมิตที่ไม่ดี อันมาปรากฎในมโนทวารซึ่งได้แก่

นรกนิมิต
เปรตอสุรกายนิมิต
ติรัจฉานนิมิต


ได้เห็นนิมิตร้ายๆ เหล่านี้ อันเป็นเครื่องชี้ให้ทราบล่วงหน้าว่า เขาตายไปแล้วจักได้ไปเกิดในทุคติภูมิ คือโลกชั่วร้ายเหล่านั้นอย่างแน่นอน เช่นนี้แล้ว เขาจักเกิดความรู้สึกอย่างไร? แน่นอน.... เขาย่อมจะรุ้สึกไม่สบายเกิดความกระวนกระวายได้รับทุกขเวทนาทางใจเป็นอันมาก เพราะเหตุที่มรณะหรือความตยย่อมก่อให้เกิดความทุกข์ทางใจเป็นอันมาก เพราะเหตุฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า มรณะเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ทางใจของบุคคลผู้กำลังจะตาย
โดยเหตุนี้ มรณะเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจตามที่ได้พรรณนามาแล้ว ดังนั้น ท่านพระโบราณาจารย์จึงประพันธ์เป็นโศลกนี้ไว้ว่า

ความทุกข์ของคนชั่ว ผู้มองเห็นนิมิตแห่งกรรมชั่วช้าลามกแห่งตน และความทุกข์ของคนดีผู้อาลัยรักในสิ่งที่ตนรัก ซึ่งจำจะต้องพลัดพรากจากไป ความทุกข์อันเป็นทุกข์ทางใจของบุคคลทั้ง ๒ จำพวกนี้ ย่อมมีโดยไม่แปลกกัน

อนึ่ง ความทุกข์อันเกิดจากการตัดซึ่งข้อต่อและเส้นเอ็นเป็นอาทิ ซึ่งเกิดขึ้นในร่างกายที่เหลือจักทนทานได้ จะทำตอบแก้ไขอย่างไรก็มิได้ทั้งสิ้น ซึ่งเกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์ทุกจำพวก ผู้มีฐานแห่งดวงหฤทัยกำลังถูกลมร้ายเสียดแทง

ความทุกข์ดังกล่าวมานี้ ย่อมมีมรณะคือความตายเห็นเหตุเป็นตัวการ เพราะฉะนั้นมรณะคือความตาย ท่านกล่าวว่าเป็นทุกข์ ดังนี้.

ใน กรณีแห่งทุกขอริยสัจธรรมทั้ง ๓ คือชาิติทุกข์ ชราทุกข์และมรณทุกข์ ตามที่กล่าวมาแล้วนี้ มีข้อที่เราท่านควรจักทราบไว้ในที่นี้อีกก็คือว่า ชราทุกข์และมรณทุกข์เป็นสภาพที่เป็นอนิฏฐะ คือเป็นสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา เป็นสิ่งที่น่ากลัว คนเราต่างก็พากันเกลียดชังไม่ชอบทั้งสิ้น แต่ทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่พ้น ต้องประสบพบปะด้วยกันทุกคน ไม่มีทางที่จะหนีให้พ้นไปได้เลย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะทุกคนมีชาติ คือความเกิด ชาติทุกข์นี่แหละเป็นต้นเหตุให้่มีชราทุกข์และมรณทุกข์ เมื่อมีความเกิดแล้วก็ย่อมจักต้องมีความแก่และความตายติดตามมาอย่างแน่ๆ เพราะทุกข์ทั้ง ๓ นี้มีกิจกรรมสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน ดังนั้น ในพระคัมภีร์ สัมโมหวิโนทนี ท่านจึงกล่าวเป็นเนื้อความอุปมาไว้ โดยใจความดังต่อไปนี้

ถูกลวงไปฆ่า

ยังมีชายใจร้าย ๓ คน ผูกอาฆาตในบุรุษคนหนึ่งอย่างจับจิตจับใจ พยายามแสวงหาอุบายที่จะฆ่ามาหลายหนแล้วแต่ไม่สำเร็จ ถึงกระนั้นก็ไม่ละความพยายาม คราวหนึ่งพวกเขาทั้ง ๓ พยายามวางแผนพิฆาตขึ้นอย่างแนบเนียน ครั้นวางแผนสำเร็จเห็นพ้องต้องกันเป็นอันดีแล้ว แผนการพิฆาตก็เริ่มต้น...


โดยชายใจร้ายคนที่ ๑ ค่อยอ่อนน้อมเข้าไปหาบุรุษผู้เป็นเหยื่อสังหาร แล้วสำแดงอาการเป็นมิตรไมตรี พอเริ่มสนิทสนมกันดีแล้วก็ออกปากชักชวนว่า
"ดูราสหายรัก! ที่วนอุทยานสถานป่าโน้นน่ารื่นรมย์ยินดี มีสถานที่เที่ยวมากมาย น่าพักผ่อนหย่อนใจนัก ขอสหายรักจงไปเที่ยวกันให้เป็นที่สำราญเถิด เราจักพาไปเอง"
ครั้นบุรุษผู้ชะตาขาดด้ฟังการพรรณนาความรื่นรมย์แห่งป่า ก็ยินดีปรีดารับตกลงใจให้พาไปทันที พอไปถึงพนาลีราวอรัญก็หมดหน้าที่ของเจ้าคนปากดีคนที่หนึ่ง


ฝ่ายเจ้าชายใจร้ายคนที่ ๒ ซึ่งคอยท่าอยู่ในป่า เมื่อเห็นบุรุษผู้เคราะห์ร้ายชะตาขาดถูกลวงมาได้สำเร็จ ก็โผล่หน้าออกมาจากป่า ตรงเข้าจับบุรุษนั้นมัดกับต้นไม้ให้มั่นแล้วร้องบอกว่า
"หน้าที่คือการโบยการตีเจ้านี่ให้มีอาการค่อยบอบช้ำไปทีละน้อยๆ จนกำลังเสื่อมถอยหมดสมรรถภาพไปนั้น เป็นหน้าที่ของข้าจำด้ไหมเล่า ข้าทำเองไม่ยากหรอก"
ครั้นบอกดังนี้แล้ว ก็เริ่มโบยเริ่มตีที่โน่นที่นี่จนทั่วสรรพางกาย จนบุรุษผู้เคราะห์ร้ายมีกำลังเสื่อมถอย มีร่างกายชำรุดหมดสมรรถภาพและมีอาการร่อแร่ใกล้จะตายเต็มทีแล้ว ก็เป็นอันว่าหมดหน้าที่ของเจ้าคนมีฝีมือในการทรมานคนที่สอง


ฝ่ายเจ้าชายใจร้ายคนที่ ๓ ผู้มีน้ำใจเ**้ยมโหดเพราะมีนิสัยติดจะดุกว่าเพื่อน ซึ่งรอคอยจะทำหน้าที่ของตนมานานแล้ว ครั้นเห็นบุรุษที่ตนมุ่งร้ายหมายจะฆ่านั้นมีอาการร่อแร่ใกล้จะตายเพราะได้ รับการทรมานมานานแล้ว และบัดนี้ก็ถึงวาระหน้าที่ของตน มันจึงโผล่พรวดออกมาจากป่าทึบ พร้อมกับดาบอันคมกริบกระสันมั่นในมือ แล้วร้องคำรามด้วยน้ำเสียงอันดุดันว่า
"หน้าที่คือการตัดศีรษะของเจ้านี่นั้น มันเป็นหน้าที่ของข้าซึ่งเป็นคนสุดท้าย เพราะฉะนั้นข้าจะตัดศีรษะในบัดนี้เองไม่ยากอะไรดอก"
ครั้นบอกดังนี้แล้ว ก็ควงดาบอย่างคล่องแคล่วด้วยท่วงทีลีลาแห่งการฆ่าคน... และแล้วกลหนึ่งหนึ่งแห่งดาบเพชฌฆาตก็เริ่มขึ้น ดาบที่เงือดเงื้อขึ้นจ้องจังก้าก็ฟาดฟันลงที่คอของบุรุษผู้ชะตาขาดนั้นอย่าง สุดกำลัง ยังผลให้บุรุษผู้เคราะห์ร้ายถึงกับศีรษะขาดกระเด็น และมีอันเป็นถึงแก่กาลกิิริยาตายไปในขณะนั้นทันที!


พฤติการณ์ของสามชายที่ออกอุบายวางแผนพิฆาตลวงเอาบุรุษผู้ชะตาขาดไปห่าใน ป่าได้สำเร็จดังกล่าวมา ก็ย่อมมีอุปมาเปรียบเทียบกันได้กับพฤติการณ์ของสามทุกขอริยสัจ คือชาติทุกข์ - ชราทุกข์ - มรณทุกข์ ซึ่งมีสภาวะร่วมกันเข้าห้ำหั่นบั่นทอนชีวิตของเหล่าสัตว์ทั้งปวง คือ


ชาติทุกข์ ทำหน้าที่ให้สัตว์บุคคลทั้งหลายพอใจยินดีในการเกิดใหม่ในโลกทั้งหลาย โดยให้ความหวังว่า การไปเกิดใหม่ในโลกต่างๆ นั้น แสนจะสุขสบายเป็นชีวิตมีรสมีชาติน่าอภิรมย์ยินดี ชักชวนให้สัตว์บุคคลเพลิดเพลินพอใจ แล้วพาไปสู่ความเกิดจนสำเร็จ ซึ่งเปรียบได้กับชายใจร้ายคนที่ ๑ ซึ่งออกอุบายหลอกลวงบุรุษชะตาขาด โดยพรรณนาความรื่นรมย์แห่งป่าแล้วจึงพาเข้าสู่ป่าได้สำเร็จ


ชราทุกข์ ทำหน้าที่เบียดเบียนสังขารร่างกายแห่งสัตว์บุคคลผู้เกิดแล้วค่อยๆ เบียดเบียนทำลายให้ทุรพล ให้ชำรุดทรุุดโทรมหมดสมรรถภาพลงไปทีละน้อยๆ จนกระทั่งแก่ชรามีอาการร่อแร่ใกล้จะลงป่าช้าอย่างแน่นอนแล้ว นั่นแหละจึงเป็นอันว่าหมดหน้าที่ของตน


มรณทุกข์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นมฤตยูเข้าประหารชีวิตแห่งสัตว์บุคคลทั้งหลาย ให้ถึงแก่ความตายลงไปอย่างไร้ความปราณี ซึ่งในกรณีนี้ย่อมเปรียบได้กับชายใจร้ายคนที่ ๓ ผู้ทำหน้าที่เพชฌฆาต ใช้ดาบอันคมกล้าตัดศีรษะแห่งบุรุษผู้ถูกลวงมาฆ่า ให้ถึงแก่กาลกิริยาตายลงไปในที่สุด ด้วยประการฉะนี้


๔. อาคันตุกทุกข์

นอกจากสภาวทุกข์ทั้ง ๓ คือ ชาติทุกข์ - ชราทุกข์ - มรณทุกข์ ดังกล่าวมาแล้วนี้ ก็ย่อมมีทุกข์ที่จะมาปรากฎในห้วงหทัยแห่งสัตว์บุคคลทั้งหลายอีกได้เป็นบาง ครั้งบางคราว ซึ่งทุกข์เหล่านี้มีชื่อเรียกว่าอาคันตุกทุกข์ คือทุกข์ที่จรมา เพื่อรวบรัดเวลาให้สั้นเข้า จึงจะขอกล่าวทุกข์เหล่านี้ ตามที่ปรากฎมีใน สัจจวิภังค์ อย่างย่อๆ ดังต่อไปนี้

โสกะ ได้แก่ความโศกเศร้า
ปริเทวะ ได้แก่ความคร่ำครวญพิไรร่ำ
ทุกขะ ได้แก่ความไม่สบายกาย
โทมนัส ได้แก่ความไม่สบายใจ
อุปายาสะ ได้แก่ความขุ่นแค้นใจ
อัปปิเยหิ สัมปโยคะ ได้แก่ความประสบกับสิ่งที่ไม่ปรารถนา ไม่พอใจ
ปิเยหิ วิปปโยคะ ได้แก่ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักใคร่ปรารถนาสิ่งที่พอใจ
ยัมปิจฉัง น ลภติ ตัมปิ ทุกขัง ได้แก่ความทุกข์ซึ่งเกิดจากการไม่ได้สิ่งที่ตนปรารถนา

จึง เป็นอันว่า บัดนี้ท่านผุ้มีปัญญาทั้งหลายก็ได้รับทราบรายชื่อแห่งทุกข์มาพอสมควรแล้วว่า ที่ว่าทุกข์ๆ นั้นมีเป็นประการใดบ้าง? ทีนี้ปัญหาที่พวกเราควรจะย่างเข้าไปศึกษาพิจารณาเป็นลำดับต่อไป ก็คือว่า ทุกข์อยู่ที่ไหน
ทุกข์อยู่ที่ไหน


สมเด็จพระมหากรุณาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระสัพพัญญุตญาณ ทรงเชี่ยวชาญในการแสดงพระธรรมเทศนาเป็นพระบรมศาสดาเอกในโลก เพราะทรงรู้แจ้งในพระจตุราริยสัจธรรม ได้ทรงมีพระพุทธฎีกาแสดงที่อยู่แห่งความทุกข์เอาไว้โดยพระบาลีเป็นอาิทิว่า


ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกขา
"อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ คือเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์"
โดยพระพุทธวจนะนี้ เราก็ย่อมหาที่ตั้งแห่งความทุกได้แล้วว่า ทุกข์ทั้งหลายอันมีมากมายนั้น มีสถานที่ตั้งอยู่ที่ไหน ถูกแล้ว ตั้งอยู่ที่อุปาทานขันธ์ ๕ นั่นเอง อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นที่ตั้ง เป็นที่อยู่แห่งความทุกข์ ทีนนี้ก้มีคำถามต่อไปว่า
อุปาทานขันธ์ ๕ คืออะไรบ้าง?
อุปาทานขันธ์ ๕ นั้นคือ
๑. รูปอุปาทานขันธ์
๒. เวทนาอุปาทานขันธ์
๓. สัญญาอุปาทานขันธ์
๔. สังขารอุปทานขันธ์
๕. วิญญาณอุปาทานขันธ์


อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ นี้ เมื่อจะสรุปลงรวมกันเข้าเพื่่อให้เข้าใจจดจำได้ง่ายๆ ก็สรุปลงเป็นสภาพธรรม ๒ ประการเ่ท่านั้น คือ เป็นรูป ๑ เป็นนาม ๑ โดยมีวิธิีการสรุปดังนี้

รูป... ได้แก่รูปอุปาทานขันธ์
นาม...ได้แก่ เวทนา- สัญญา - สังขาร - วิญญาณอุปาทานขันธ์

รูปและนามอันสรุปมาจากอุปาทานขันธ์ ๕ นี้ได้แก่อะไร? รูปและนามอันสรุปมาจากอุปาทานขันธ์ ๕ นี้ ถ้าจะว่าให้ฟังกันง่ายๆ ก็ได้แก่รูปกายและจิตใจของแต่ละสัตว์แต่ะบุคคลนั่นเอง เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ ถ้าพบเห็นคำว่า "อุปาทานขันธ์ ๕" ก็ดี หรือคำว่า "รูปนาม" ก็ดี ก็พึงเข้าใจเถิดว่าหมายถึงสิ่งเดียวกัน คือหมายถึงรุปกายและจิตใจนั่นเอง! รูปกายและจิตใจนี้เป็นสถานที่ตั้งแห่งความทุกข์ ความทุกข์ทั้งหลายย่อมเกิดและอาศัยอยู่ที่รูปกายและจิตใจนี่เอง ถ้าไม่มีรูปกายและจิตใจแล้ว ความทุกข์ทั้งหลายย่อมไม่มี การที่ความทุกข์ทั้งหลายจะเกิดมีขึ้นได้แก่เพราะเหตุว่า มีรูปกายและจิตใจเป็นสถานที่เกิดอาศัยเป็นสำคัญ หากจะมีปัญหาว่า ความทุกข์ทั้งหลายซึ่งเกิดและอาศัยเป็นอยู่ในรูปกายและจิตใจดังว่ามานั้น มันได้ทำคุณประโยชน์อะไรเพื่อเป็นการสนองคุณให้สมแก่การที่รูปกายและจิตใจ ให้มันเกิดและอาศัยอยู่บ้างหรือเปล่า? เปล่า.. ความทุกข์ทั้งหลายมันไม่เคยทำคุรประโยชน์อะไร ให้แก่รูปกายและจิตใจเลยแม้แต่สักนิดเดียว นอกจากจะไม่ทำคุณประโยชน์ให้แล้ว มิหนำซ้ำยังกลับนำความจัญไรมาให้แก่รูปกายและจิตใจอย่างมากมายอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพราะว่า ความทุกข์ทั้งหลายย่อมได้ชื่อ่าเป็นสภาวะเนรคุณคือไม่มีคุณมีแต่โทษโดยส่วน เดียว ฉะนั้นเมื่อมันเกิดและอาศัยอยู่ในรูปกายและจิตใจ หรือที่เรียกตามศัพท์ธรรมะว่าอุปาทานขันธ์ ๕ แล้วก็ย่อมจะมุ่งหน้าทำการเบียดเบียนทำลายอุปาทานขันธ์ ๕ เรื่อยไปเป็นนิตย์ ในกรณีที่ความทุกข์นำความจัญไรมาให้แก่อุปาทานขันธ์ ๕ โดยการเบียดเบียนทำลายอุปาทานขันธ์ ๕ อยู่เสมอเป็นนิตย์นั้น มีความอุปมาดังต่อไปนี้

ขึ้นชื่อว่าไฟ ย่อมมีปกติทำลายเบียดเบียนเชื้อไฟอยู่เสมอเป็นธรรมดา

ขึ้นชื่อว่าเครื่องประหาร ย่อมมีปกติทำลายเบียดเบียน คือแทงทะลุเป้าเป็นธรรมดา

ขึ้นชื่อว่าสัตว์ซึ่งมีปกติกินเลือด เช่นเหลือบ ยุง เป็นต้น ย่อมทำการเบียดเบียนกัดดูดสัตว์ที่มีเลือด คือ โค กระบือ และมนุษย์เราเป็นต้นอยู่เสมอเป็นธรรมดา

ขึ้นชื่อ่าโจรผู้ปล้นฆ่าชาวบ้านเป็นอาชีพ ย่อมทำการเบียดเบียนปล้นฆ่าชาวบ้านชาวเมืองอยู่เสมอเป็นธรรมดา
อุปมาดังกล่าวมานี้ฉันใด ความทุกข์ทั้งหลาย ซึ่งเกิดและอาศัยอยู่ในอุปาทานขันธ์ ๕ ก็ย่อมมีปกติเบียดเบียนทำลายอุปาทานขันธ์ ๕ อยู่เสมอเป็นธรรมดาฉันนั้นเหมือนกัน ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า "ทุกขอริยสัจมีการเบียดเบียนกันเป็นลักษณะ" ดังนี้

ก็ทุกขอริยสัจธรรมนี้ ย่อมปรากฎมีแก่บรรดาสัตว์บุคคลทุกหมู่เหล่าและทุกชีวิตไม่มีใครี่จะหลีก เีลี่ยงพ้นไปได้ ไม่ว่าจะตายจะเกิดสักกี่แสนกี่โฏฎิชาติก็ตาม ก็ย่อมจักต้องประสกับความทุกข์อยู่เสมอร่ำไป เพราะความทุกข์นี้ไซร้ เป็นสิ่งที่ขุดออกไปให้หลุดพ้นจากสันดานได้ยากนักหนา สมกับนามของมันที่ ว่า "ทุกข์" ซึ่งแปลว่าสภาพที่จะขุดให้หลุดพ้นออไปจากจิตสันดานได้โดยยาก ด้วยประการฉะนี้
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 24-12-12 เมื่อ 23:31

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #6  
เก่า 24-12-12, 23:25
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,249 ครั้ง ใน 2,249 ข้อความ
พลังบุญ: 3118
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

ทุกขสมุทัยอริยสัจธรรม

อริยสัจธรรมอันดับที่ ๒ มีชื่อว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจ ซึ่งแปลว่า อริยสัจคือเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์

การที่ทุกขสมุทัยอริยสัจปรากฎโฉมหน้าขึ้นมาเป็นอันดับที่สองรองจาก ทุกขอริยสัจเช่นนี้ ก็มีสาเหตุว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ผุ้ทรงตรัสรู้พระจตุราริยสัจอย่างแท้ จริง เมื่อทรงประกาศให้ชาวโลกได้ทราบว่าสัตว์กำลังตกอยู่ในกองทุกข์ ด้วยอริยสัจข้อที่หนึ่งดังกล่าวมาแล้ว บัดนี้เพื่อจะทรงชี้แจงว่า ความทุกข์ทั้งหลายที่ครอบงำสัตว์โลกอยู่ทุกฃีวิตนั้น มันมีเหตุเกิด มิใช่เกิดมาลอยๆ โดยหาเหตุผลมิได้ และเพื่อจะทรงป้องกันความเข้าใจผิดของประชาชนทั้งหลาย ที่มักจะเข้าใจผิดกันอยู่เสมอ เช่นเข้าใจว่า

ความทุกข์ทั้งหลายเกิดขึ้นจากพรหมลิขิต คือมีพระพรหมวิเศษซึ่งมีนากรใดก็ไม่ทราบได้ และมีนิสัยใจคอกับทั้งกรรมเวรอันใดก็ไม่รู้แต่สู้อุตส่่าห์ขยันลิขิตชีวิต ของมนุษย์และสัตว์ ให้ได้รับภัยพิบัติและให้ได้รับความทุกข์ต่างๆ นานา

ความทุกข์ทั้งหลายเกิดขึ้นจากเทวดาสาปแช่ง ! คือมนุษย์และสัตว์ ซึ่งได้รับความทุกข์อยู่ในขณะนี้ ก็เพราะมีความผิดต่อเทวดา มีความผิดต่อพระเจ้าผู้มีฤทธิ์ ซึงสถิตอยู่ ณ สวรรค์เมืองห้ามาก่อน เลยถูกเทวดาหรือพระเจ้าถีบส่งให้ลงมาเกิด ได้รับทุกข์ทรมานเพื่อเป็นการไถ่ถอนบาปของตนที่ทำไว้แต่ครั้งไหนก็ไม่ทราบ

ความทุกข์ทั้งหลายเกิดจากพวกผี ปีศาจ ราชทูตมันแกล้ง! คือความทุกข์ความเดือดร้อนทั้งหลายเป็นอเนกประการที่มนุษย์และสัตว์ได้รับ นั้น เกิดขึ้นเพราะการกระทำผิดต่อผีเจ้าผีป่าซาตานเหล่านั้นมันโกรธ มันจึงเลยแกล้งบันดาลให้ได้รับความทุกข์ต่างๆ นานาที่อำนาจแห่งผีจะกระทำได้

เพื่อ ทรงป้องกันความเข้าใจผิดดังกล่าวนี้ โดยมีพระพุทธประสงค์จะทรงชี้แจงให้ชาวโลกด้ทราบถึงเหตุแห่งความทุกข์อย่าง แท้จริง จึงได้ตรัสอริยสัจธรรมข้อที่ ๒ คือทุกขสมุทัยอริยสัจธรรม

ทุกขสมุทัยอริยสัจธรรมหรือเหตุเกิดแห่งความทุกข์อ่ย่างแท้จริงคืออะไร

เหตุเกิดหรือบ่อเกิดแห่งความทุกข์อย่างแท้จริงนั้น คือ " ตัณหา" สมจริงตามนามบัญญัติแห่งตัณหา ซึ่งมีอรรถวิเคราะห์ว่า


ตัณหา
ตสตีติ ตณฺหา


"ธรรมชาติที่ยังจิตให้สะดุ้งดิ้นรนขวักไขว่ไม่สงบลงได้
ธรรมชาตินั้นเรียกชื่อว่า "ตัณหา"

จริงอยู่ความทุกข์ต่างๆ มีการเกิด แก่ ตายและความไม่สบายกายไม่สบายใจเป็นต้น เมื่อสาวเข้าไปหาตัวต้นเหตุให้เกิดเหล่านี้แล้ว ท่านผู้มีปัญญาผ่องแผ้วทั้งหลายก็ย่อมจะทราบว่า ตัวต้นเหตุอันแท้จริงที่บันดาลให้ความทุกข์เหล่านี้เกิด ก็คือตัณหา ซึ่งได้แก่ความอยากได้ ความยินดี ความพอใจนั่นเอง! ทั้งนี้ก็โดยมีอธิบายว่า

ธรรมดาคนเรามที่เกิดมาในโลกนี้ แล้วให้เกิดมีอันเป็นต้องสะดุ้งยุ่งเหยิงขวักไขว่พยายามขวนขวายประกอบกิจการ ต่างๆ ทั้งที่เป็นฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดีอย่างชุลมุนวุ่นวายเช่นเวลานี้นั้น ก็เพื่อต้องการให้ได้มาซึ่งอารมณ์ที่น่ายินดีน่าปรารถนาต่างๆ ด้วยกันทั้งสิ้น แม้จะเหนื่อยกายเหนื่อยใจสักเพียงไหนก็ตาม ก็ไม่ย่นย่อท้อถอยหลัง มุ่งหวังแต่จะให้สำเร็จในกิจที่ตนกระทำเท่านั้น อุตส่าห์ก้มหน้ากระทำไปจนสำเร็จสิ่งที่ตนปรารถนาสมประสงค์ แต่่คนทั้งหลายก็หารู้ไม่เลยว่า ตนตกอยู่ภายใต้อำนาจแห่งตัรหา ตัณหาเป็นตัวบันดาล ตัณหาเป็นผู้จัดแจงให้ต้องเหนื่อยยากให้ต้องลำบากาย ให้ต้องลำบากใจ การที่ตนต้องเหนื่อยยากลำบากได้รับความทุกข์ต่างๆ นานา ก็เพราะอำนาจการบันดาลของรูปตัรหา ความพอใจในรุปบ้าง สัททตัณหา ความพอใจในเสียงบ้าง เช่นนี้เป็นต้น

ตัณหากล่าวคือความปรารถนา ความยินดีพอใจในรุป เสียง กลิ่น รส เป็นต้น ที่ตนคิดว่าจะนำความสุขมาให้เหล่านี้เองเป็นเหตุ การขวนขวายพยายามเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ จนได้รับทุกข์ร้อนและความเหนื่อยยากลำบากกายและใจนั้นเป็นผล แต่การที่จะได้รับความทุกข์และความเหนื่อยยากมากน้อยขนาดไหนนั้น ก็สุดแต่ว่าในดวงใจมีตัณหาคอยชักใยอยู่มากน้อยแค่ไหน คือถ้าในดวงใจมีตัณหาความปรารถนาน้อย ก็จะชักใยให้สะดุ้งยุ่งยากขวักไขว่ขวนขวายน้อย เมื่อมีการขวนขวายพยายามน้อย ความทุกข์ยากความเหน็ดเหนื่อยก็ย่อมจะมีน้อยเป็นธรรมดา ถ้าในดวงใจมีตัณหาพอประมาณ ก็จะเป็นเหตุให้การขวนขวายเป็นไปพอประมาณ ความทุกข์ยากลำบากอันเป็นผลที่ได้รับก็ย่อมจะมีพอประมาณ ยิ่งถ้าในดวงใจมีตัณหาคือความปรารถนายินดีเป็นอันมาก ก็จักเป็นเหตุให้มีการขวนขวายมาก ความทุกข์ยากอันเป็นผล ก็ย่อมจักปรากฎมีมากเป็นธรรมดา รวมความว่า "ยิ่งมีตัณหาอันเป็นตัวเหตุให้มีการขวนขวายพยายามมากขึ้นเท่าใด การได้รับความทุกข์อันเป็นผล ก็ย่อมจักปรากฏมากขึ้นเท่านั้น"

อนึ่ง ถ้าการขวนขวายพยายามนั้นเป็นไปในทางดี เช่นพยายามทำกุสลกรรมต่างๆ คือ ทาน - ศีล - ภาวนา เพื่อปรารถนาความสุขให้ยิ่งขึ้นไปทั้งในชาตินี้และชาติหน้า การทำกุศลกรรมด้วยความปรารถนาดีเช่นนี้ นับว่าทำไปด้วยอำนาจความบันดาลแห่งตัณหา และเป็นเหตุให้ความทุกข์เกิดขึ้นได้ คือเป็นเหตุให้ได้รับความทุกข์ ความเหนื่อยกายเหนื่อยใจในขณะที่กำลักระทำและเมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้วก็ต้อง ได้รับความทุกข์ในโลกหน้าต่อไปอีก คือเมื่อผู้ทำกุศลกรรมนั้นไปเกิดในโลกหน้า ชาติหน้าไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร มีความสุขได้เสวยสมบัติวิเศษอย่างไร แต่การที่จะพ้นจากชาิติทุกข์ ชราทุกข์และมรณทุกข์เป็นอันไม่มี แต่ผุ้ที่ได้รับความทุกข์เช่นนี้ ย่อมมีความอดทนได้โดยเห็นว่าเป็นของธรรมดา เพราะคำที่ตนมิได้มีปัญญาหยั่งทราบลงไปอย่างลึกซึ้งเลยว่า ชาติทุกข์ ชราทุกข์ และมรณทุกข์ที่ตนกำลังไดรับอยู่ และจักต้องได้รับต่อไปเป็นเวลาช้านานอีกไม่รู้ว่ากี่ล้านชาตินั้น มันเป็นผลสืบเนื่องมาจากตัณหาเป็นเหตุ


ยิ่งในกรณีแห่งการขวนขวายพยายามอันเป็นไปในทางไม่ดี ประพฤติอกุศลกรรมความชั่ว เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม มีโลภเจตนาฉ้อโกงทรัพย์ของผู้อื่นเป็นอาจิณ เพื่อให้ได้ทรัพย์สินเงินทองมาสำหรับใช้จ่ายบำรุงความสุขแห่งตน ตามความบงการแห่งตัณหาด้วยแล้ว ก็ย่อมจะเป็นเหตุให้ได้รับความทุกข์หนักยิ่งขึ้นทั้งในชาตินี้และชาติหน้า กล่าวคือ ผู้ี่ถูกตัณหาพาให้ทำทุจริตนั้นย่อมจักได้รับทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจอย่าง หนัก เช่น ถูกติเตียนดูหม่ินจากบัณฑิตทั้งหลาย ถ้าถูกเขาจับได้ต้องได้รับโทษทางกฎหมายบ้านเมือง บางทีได้รับโทษถึงประหารชีวิตก็มี เหล่านี้ล้วนแต่เป็นทุกข์ี่เห็นโดยประจักษ์แจ้งในชาตินี้ เมื่อดับขันธ์สิ้นชีวิตตายลงไปแล้ว ความทุกข์อันเกิดจากตัณหาพาให้ทำทุจริตนั้น ก็จะปรากฎให้ประจักษ์แจ้งยิ่งขึ้น คือต้องไปเกิดในอบายภูมิกลายเป็นสัตว์นรกปรตอสุรกายเดียรัจฉาน ได้รับความทุกข์ทรมาณอย่างแสนสาหัส และถ้าลงว่าได้ไปเกิดเป็นอบายสัตว์อย่างใดอย่างหนึ่งดังว่ามาแล้ว ย่อมมีหวังน้อยที่จักมีโอกาสได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ได้อีก เพราะจะต้องทนทุกข์อยู่ ณ ที่นั้น นานนักหนา

ปลาติดเบ็ด

แม้ว่าประชาสัตว์ทั้งหลาย จักได้ประสบกับความทุกข์ยาก ได้รับความลำบากต่างๆ นานา เพราะตัณหาเป็นเหตุดังกล่าวมา ถึงกระนั้นก็ยังพากันหลงงมงายดิ้นรนกระเสือกกระสนไปตามบัญชาแห่งตัณหา ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจแห่งตัณหา ฉะนั้นจึงมีอุปมาที่ท่านกล่าวไว้ว่ามัจฉาคือปลา ได้เห็นเหยื่อซึ่งเกี่ยวอยู่ที่ปลาเบ็ด มีความรู้อยู่แต่เพียงว่าต้องการจะกินเหยื่อเท่านั้น หาได้รู้ถึงอันตรายที่ตนจะพึงได้รับแต่อย่างใดไม่ เมื่อกินเหยื่อเข้าไปถูกเบ็ดเกี่ยวปาก ย่อมได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส และยิ่งกว่านั้นคือยังถูกมนุษย์ที่ตกเบ็ดนำเอาไปฆ่าแล้วต้มแกงกินเป็นอาหาร เสียอีก ข้อนี้ย่อมเปรียบได้กับประชาสัตว์ทั้งหลาย เห็นเหยื่อแห่งตัณหาคือความสุขอันอิงด้วยอามิส ก็ให้มีอาการดิ้นรนกระเสือกกระสนเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขนั้น โดยหารู้ไม่เลยว่าตนจะต้องถูกตัณหาพาไปฆ่าต้มแกงให้ได้รับความทุกข์ ต้องเกิดต้องตายภายในหม้อแกงใหญ่ กล่าวคือวัฏฏสงสารอันมีอยู่มากมายหลายภูมิ อีกไม่รู้ว่าสัีกกี่แสนกี่โกฏิครั้ง

และที่น่าหนักใจยิ่งขึ้นไปอีกก็คือว่า ประชาสัตว์ทั้งหลายแม้จะถูกตัณหาพาไปฆ่าแกง ให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในหม้อแกงใหญ่กล่าวคือวัฏฏสงสาร จนนับภพนับชาติไม่ถ้วนก็ตามที ถึงกระนั้นก็หาได้มีจิตใจเบื่อหน่ายในชาติในภพแม้แต่น้อยไม่ ยังมีความยินดีพอใจอยู่ในชาติในภพของตนด้วยกันทั้งสิ้น อย่าว่าแต่จะมีจิตยินดีพอใจในภพชาติที่ดีๆ เช่น ติดอย่ในภพแห่งมนุษย์ ภพแห่งเทวดาและภพแห่งพระพรหมเลย แม้แต่ภพแห่งเดียรัจฉาน ประชาสัตว์ทั้งหลายก็ยังมีจิตคิดอยู่ พึงดูตัวอย่าง เช่น เหล่ากิมิชาติคือหมู่หนอน ซึ่งอยู่ในหลุมอุจจาระนั่นสิ เขาก็ย่อมมีความยินดพอใจติดอยู่ในภพชาติของเขา ซึ่งเป็นภพชาติที่เลวทรามต่ำช้าตามสายตาของมนุษย์เรา แต่หมู่หนอนเขาจะได้คิดอย่างนี้ก็หาไม่ เขาย่อมยินดีพอใจในความเป็นอยู่ของเขา เช่นเดียวกับเราผุ้เป็นมนุษย์เหมือนกัน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะตัณหาบันดาลให้เป็นไป ฉะนั้นตัณหาจึงเป็นยางเหนียวทำให้สัตว์มีจิตติดอยู่ในภพในชาติตลอดไป

พึงจำไว้ง่ายๆ ว่า สัตว์บุคคลทั้งหลายที่เกิดมาย่อมมีตัณหาเป็นเพื่อนสนิท คอยบำรุงบำเรอให้หลงติดเพลิดเพลิน จึงทำให้ไม่เบื่อหน่ายต่อการเกิดอยู่ในภาพต่างงๆ ซึ่งเป็นมูลฐานแห่งความทุกข์ทั้งปวง ซ้ำยังไม่สามารถมีปัญญามองเห็นว่า บรรดาความทุกข์ต่างๆ ที่ตนได้ประสบนั้นมันเนื่องมาจากตัณหาเป็นต้นเหตุ ซึ่งในกรณีนี้ ย่อมมีอุปมาเสมือนหนึ่งเป็นสุนัขซึ่งเพลิดเพลินง่วนอยู่กับซากกระดูกวัวที่ ไม่ีเนื้ออย่างไม่เบื่อหน่าย โดยอาศัยน้ำลายแห่งตนเองฉันนั้น สัตว์บุคคลทั้งหลายที่กำลังเสวยกามคุณอารมณ์และมีความอดทนต่อความทุกข์ต่างๆ ที่ตนได้ประสบอยู่โดยไม่มีความเบื่อหน่ายนั้น ก็เพราะอำนาจแห่งน้ำลาย กล่าวคือตัณหาที่อยู่ในขันธสันดานของตนนั่นเอง ตัณหานี่แหละเป็นเพื่อนสนิทและเป็นมิตรที่ชั่วร้าย ซึ่งมีปกติคอยฉุดชักสัตว์บุคคลทั้งหลายไม่ให้หลุดพ้นออกจากกองทุกข์ใน วัฏสงสารได้ สมดังพระพุทธฎีการที่ตรัสไว้ว่า

ประชาสัตว์ซึ่งมีตัณหาเป็นเพื่อนสนิท ย่อมท่องเที่ยวไปสู่ภพต่างๆ จากความเป็นอยู่ในภพนั้นๆ ไปยังภพนั้นๆ แล้วไม่สามารถก้าวพ้นไปจากวัฏสงสารอันยาวนานได้ ทั้งนี้ก็เพราะค่าที่ตนเป็นผู้มีตัณหาเป็นเพื่อนสนิท

ข้อความอันค่อนข้างจะยืดยาวที่กล่าวมานี้ ต้องการที่จะชี้ให้ทราบพอเป็นเค้าว่า ตัณหาเป็นทุกขสมุทัย คือเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งปวง แต่ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายจักได้เห็นตามความปรารถนาเช่นว่ามาหรือเปล่าก็ไม่ ทราบ เพราะดูรู้สึกว่ามีเนื้อหาความลึกลับกระท่อนกระแท่นพิกลอยู่ แต่จะอย่างไรก็ดี ขอให้ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายได้รับทราบไว้ในที่นี้ ให้เป็นที่แน่นอนเด็ดขาดโดยง่ายๆ ว่าตัณหาเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ก็แล้วกัน
เมื่อได้ทราบว่าทุกขสมุทัยอริยสัจ ก็คือตัว "ตัณหา" อันเป็นเหตุแห่งความทุกข์ดังนี้แล้ว ต่อจากนี้เราก็ควรจะหยิบยกเอาตัวตัณหาขึ้นมาพิจารณาดูว่า

ที่ว่าตัณหาๆ นั้นเป็นประการใด?

ตัณหา อันเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์นั้น มีอยู่ ๓ ประการคือ

๑. กามตัณหา ได้แก่ความยินดีติดใจในอารมณ์ทั้งหลาย ซึ่งเกี่ยวกับเบญจกามคุณ แต่ไม่ประกอบด้วยสัตตทิฐิ ความเห็นว่าเที่ยงและอุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่าขาดสูญ เมื่อจำแนกโดยอารมณ์แล้ว ก็มีอยู่ ๖ ประการคือ

๑. รูปตัณหา = ความติดใจในรูป
๒. สัททตัณหา = ความติดใจในเสียง
๓. คันธตัณหา = ความติดใจในกลิ่น
๔. รสตัณหา = ความติดใจในรส
๕. โผฏฐัพพตัณหา = ความติดใจในสัมผัส
๖. ธัมมตัณหา = ความติดใจในธัมมารมณ์ (สิ่งที่ใจนึกคิด)
บรรดา "ตัณหา" ความยินดีพอใจในอารมณ์ ทั้ง ๕ ข้างต้น คือรูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหาเหล่านี้ จำเป็นต้องอธิบาย เพราะเป็นที่เข้าใจได้ง่าย แต่สำหรับ "ธัมมตัณหา" นั้นมีอธิบายว่า ในขณะนึกถึงธรรมที่เป็นฝ่ายอกุศล เช่นโลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น และในขณะนึกถึงธรรมที่เป็นฝ่ายโลกียกุศล เช่น สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ฌาน อภิิญญาเป็นต้น หรือนึกถึงการเห็น การได้ยิน การรู้รส การสัมผัสถูกต้องที่เป็นฝ่ายกามวิบากหรือนึกถึงบัญญัติต่างๆ แล้ว มีความยินดีพอใจเกิดขึ้น เช่นนี้เรียกว่า "ธัมมตัณหา"

อนึ่ง ความยินดีติดใจในการเจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานก็จัดว่าเป็นธัม มตัณหาได้เหมือนกัน ในกรณีนี้มีสาธกบาลีแสดงไว้ว่า ธมฺมราเคน ธมฺมนนฺทิยาติ ปททฺวเยหิ สมถวิปสฺสนาสุ ฉนฺทราโค วุตฺโต สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงกล่าวถึงความยินดีที่ติดใจ ในการเจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน โดยบททั้ง ๒ ว่า ธมฺมราค ธมฺมนนฺทิ ดังนี้ ซึ่งหมายความว่า )ฉันทราคะคือความยินดีติดใจในสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา ก็ชื่อว่า "ธัมมตัณหา"

๒. ภวตัณหา ได้แก่ตัณหาที่เกิดขึ้นพร้อมกันกับสัสตทิฐิ โดยอาศัย รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หมายถึงมีความเห็นว่า รูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสเป็นธรรมชาติเที่ยงแท้ยั่งยืนตั้งอยู่เป็นนิตย์ ไม่เข้าใจว่ามีภาวะเกิด -ดับเป็นธรรมดา เมื่อจะพรรณนาตามที่ท่านแสดงไว้ในสุตตันตมหวรรค อรรกถาแล้ว "ภวตัณหา" นี้ก็มีอยู่ ๕ อย่างคือ

๑. มีความยินดีพอใจในกามภพ คือการได้ไปอุบัติเกิด ณ กามาวจรภูมิ ซึ่งได้แก่
มนุษย์โลก หรือมนุสสภูมิ
เทวโลกชั้นที่ ๑ คือ จาตุมหาราชกาภูมิ
เทวโลกชั้นที่ ๒ คือ ตาวติงสาภูมิ
เทวโลกชั้นที่ ๓ คือ ยามาภูมิ
เทวโลกชั้นที่ ๔ คือ ตุสิตาภูมิ
เทวโลกชั้นที่ ๕ คือ นิมมานรตีภูมิ
เทวโลกชั้นที่ ๖ คือ ปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ

๒. มีคววามยินดีพอใจใน รูปภพ คือการได้ไปอุบัติเกิด ณ รูปภูมิหรือรูปพรหมโลก ซึ่งได้แก่
พรหมโลกชั้นที่ ๑ คือ พรหมปาริสัชชาภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๒ คือ พรหมปุโรหิตาภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๓ คือ มหาพรหมาภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๔ คือ ปริตตาภาภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๕ คือ อัปปมาณาภาภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๖ คือ อาภัสสราภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๗ คือ ปริตตสุภาภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๘ คือ อัปปมาณสุภาภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๙ คือ สุภกิณหกาภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๑๐ คือ เวหัปผลาภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๑๑ คือ อสัญญสัตตาภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๑๒ คือ อวิหาภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๑๓ คือ อตัปปาภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๑๔ คือ สุทัสสาภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๑๕ คือ สุทัสสีภูมิ
พรหมโลกชั้นที่ ๑๖ คือ อกนิฏฐกาภูมิ

๓. มีความยินดีพอใจใน อรูปภพ คือการได้ไปอุับัติเกิด ณ อรูปภูมิ หรืออรูปพรหมโลก ซึ่งได้แก่
อรูปพรหมโลกชั้นที่ ๑ คือ อากาสานัญจายตนภูมิ
อรูปพรหมโลกชั้นที่ ๒ คือ วิญญานัญจายตนภูมิ
อรูปพรหมโลกชั้นที่ ๓ คือ อากิญจัญญายตนภูมิ
อรูปพรหมโลกชั้นที่ ๔ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ

๔. มีความยินดีพอใจในญานสมบัติ คือการได้รูปฌานและอรูปฌาน

๕. มีความยินดีพอใจในสัตตทิฐิ คือความเห็นว่าสัตว์ทั้งหลยนี้ มีอัตตามีตัวมีตนอยู่ และตัวตนนี้ไม่สูญหายไป ถึงแม้จะตายก็ตายไปแต่ร่างกายเท่านั้น หรือความเห็นว่าตัวตนที่มีอยู่ในร่างกายของมนุษย์นี้ เมื่อมนุษย์ตายแล้ว ตัวตนนั้นก็ไปเกิดเป็นมนุษย์อีก ตัวตนที่มีในร่างกายของสัตว์เดียรัจฉานเมื่อตายไปแล้ว ตัวตนก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานเช่นนั้นอีก ไม่เปลี่ยนแปลงเที่ยงแท้อย่างนั้นตลอดกาล

๓. วิภวตัณหา ได้แก่ตัณหาที่เกิดขึ้นพร้อมกันกับ "อุจเฉททิฐิ" โดยอาศัยอารมณ์ทั้ง ๖ หมายถึงความเห็นว่า สิ่งที่มีชีิวตและไม่มีชีวิตทั้งหลายในโลกนี้ มีตัวตนอยู่ และตัวตนนี้ย่อมสูญหายไปไม่สามารถที่จะตั้งอยู่ได้ตลอดกาล หรือมีความเห็นว่า ไม่ว่าใครๆ ทั้งสิ้น เมื่อตายแล้วก็สูญหายไป ขาดสูญอย่างแน่ๆ ไม่เกิดต่อไปอีก ! ก็อุทเฉททิฐิหรือความเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายตายแล้วสูญสิ้นนี้ แยกออกเป็น ๗ สาขาด้วยกันคือ

๑. เห็นว่า อัตตาซึ่งมีรูปประกอบขึ้นด้วยธาตุ ๔ คือ ดิน - น้ำ - ลม -ไฟ และเกิดขึ้นจากมารดาบิดา ตายแล้วสูญ
๒. เห็นว่า อัตตาอื่นซึ่งเป็นทิพย์ คือพวกเทวดาในสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้นตายแล้วสูญ
๓. เห็นว่า อัตตาอ่นที่เป็นทิพย์ มีรูปสำเร็จด้วยใจ ซึ่งได้แก่รูปพรหมทั้งหลายที่สถิตอยู่ ณ รูปพรหมโลก ตายแล้วสูญ
๔. เห็นว่า อัตตาอื่นที่บรรลุอรูปฌานที่ ๑ คืออรูปพรหมที่สถิตอยู่ ณ อากาสานัญจายตนภูมิ ตายแล้วสูญ
๕. เห็นว่า อัตตาอื่นที่บรรลุอรูปฌานที่ ๒ คือ อรูปพรหมที่สถิตอยู่ ณ วิญญาณัญจายตนภูมิ ตายแล้วสูญ
๖. เห็นว่า อัตตาอื่นที่บรรลุอรูปฌานที่ ๓ คืออรูปพรหมที่สถิตอยู่ ณ อากิญจัญญายตนภูมิ ตายแล้วสูญ
๗. เห็นว่า อัตตาอื่นที่บรรลุอรูปฌานที่ ๔ คืออรูปพรหมที่สถิตอยู่ ณ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ซึ่งเป็นอรูปพรหมโลกชั้นสูงสุด ตายแล้วสูญ

รวมความว่าตัณหาทั้ง ๓ ประการ คือ กามตัณหา ๑ ภวตัณหา ๑ วิภวตัณหา ๑ ดังกล่าวนี้ เป็นสภาพที่ยังจิตแห่งประชาสัตว์ทั้งหลายให้คิดสะดุ้งดิ้นรนขวักไขว่ พยายามขวนขวายประกอบกรรมต่างๆ ต้องประสบความเหนื่อยยากชุลมุนวุ่นวาย อันเป็นเหตุให้ได้รับความทุกข์ในไตรภพคือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ การที่ประชาสัตว์ทั้งหลายต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสาร ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่พ้นจากความทุกข์ คือ ชาติทุกข์ ชราทุกข์ และมรณทุกข์ เป็นต้น ก็เพราะตัณหาทั้ง ๓ นี้เป็นต้วการ เป็นต้นเหตุ ! ดังนั้นสมเด็จพระสรรเพชญสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงแสดงว่า ตัณหานี้เป็นตัว "ทุกขสมุทัย" ซึ่งเป็นเหตุ เป็นแดนเกิดความทุกข์ทั้งหลายทั้วงปวง ด้วยประการฉะนั้น
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 24-12-12 เมื่อ 23:40

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #7  
เก่า 24-12-12, 23:28
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,249 ครั้ง ใน 2,249 ข้อความ
พลังบุญ: 3118
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

ทุกขนิโรธอริยสัจธรรม

อริยสัจธรรมอันดับที่ ๓ มีชื่อว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ ซึ่งแปลว่า อริยสัจ คือความดับทุกข์


การที่ทุกขนิโรธอริยสัจมีปรากฏเป็นอันดับที่สามในพระโอวาทานุสา สนีขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ในกรณีแห่งอริยสัจนี้ ก็มีสาเหตุอยู่ว่า หลังจากที่องค์สมเด็จพระสัพพัญญูพุทธเจ้าได้ทรงประกาศให้ชาวโลกทั้งปวงได้ ทราบว่า ประชาสัตว์ทั้งหลายล้วนแต่กำลังตกอยู่ในกองทุกข์ ด้วยอริยสัจอันดับที่ ๑ คือ "ทุกขอริยสัจ" และได้ทรงชี้ให้เห็นต้นตอหรือมูลรากความทุกข์ที่ครอบงำสัตว์โลกอยู่นั้นว่า ความทุกข์ทั้งปวงที่ครอบงำสัตว์โลกนั้น มีตัณหาเป็นแดนเกิด มีตัณหาเป็นต้นเหตุ ด้วยอริยสัจอันดับที่ ๒ คือ "ทุกขสมุทัยอริยสัจ" ดังกล่าวมาแล้ว บัดนี้เพื่อจะทรงชี้แจงให้ชาวโลกได้ทราบถึงสภาวะอัศจรรย์อันทรงไว้ซึ่งความ วิเศษประเสริฐสุด ซึ่งเป็นเครื่องหยุดยั้งความทุกข์ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปอีกได้อย่างเด็ดขาด จึงได้ตรัสอริยสัจธรรมอันดับที่ ๓ คือ "ทุกขนิโรธอริยสัจธรรม" นี้


ก่อนอื่น ขอให้ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายจงรับทราบไว้โดยตระหนักว่าทุกขนิโรธอริยสัจธรรม อันเป็นธรรมที่แสดงถึงความดับทุกข์ได้อย่างแท้จริงแน่นอนนี้ ย่อมปรากฏมีแต่เฉพาะในพระโอวาทานุสาสนี แห่งองค์สมเด็จพระจอมนุนีสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น


ปัญญาชนคนอื่นถึงแม้ว่าจะมีปฏิภาณโวหารกล้า ได้รับการยกย่องจากชาวโลกให้เป็นนักปราชญ์ศาสดาจารย์ในยุคสมัยใดก็ตาม หากว่ายังมีปัญญาทรามโดยยังไม่ได้ถึงความเป็นอริยชน ยังมีจิตแค่ชั้นปุถุชนประกอบไปด้วยอวิชชาแล้ว ย่อมไม่สามารถที่จักรู้ถึงทุกขนิโรธ และนำเอาทุกขนิโรธนี้มาแสดงแก่ชาวโลกได้เลย พึงเข้าใจไว้ในที่นี้ให้จงดี่ว่า อันการที่จะมีปัญญาได้รู้แจ้งซึ่งทุกขนิโรธแล้วนำมาแสดงแก่ชาวโลกได้นี้ เป็นวิสัยแห่งท่านผุ้มีบารมีอันสร้างสมมา เพื่อที่จักได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเฉพาะ ฉะนั้นจึงอาจที่จะกล่าวได้ว่าทุกขนิโรธหรือความดับทุกข์ได้อย่างแท้จริงแน่ นอน ย่อมมีปรากฏอยู่แต่ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น หาได้มีปรากฏอยู่ในศาสนาอื่นไม่เลย
เมื่อเราได้ทราบความสำคัญแห่งทุกขนิโรธอริยสัจเช่นนี้แล้ว ต่อจากนี้เราก็ควรจะได้พิจารณากันต่อไปว่า ทุกขนิโรธ หรือความดับทุกข์อย่างจริงแท้แน่นอนนี้คืออะไร? ทุกขนิโรธหรือความดับทุกข์อย่างจริงแท้แน่นอนก็คือ "พระนิพพาน"

พระนิพพาน

สภาพธรรมใดเป็นที่พ้นออกไปจากตัณหา ซึ่เป็นตัวหุ้มห่อรึงรัดมัดให้สัตว์ได้รับทุกข์ ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารอย่างไม่มีวันสิ้นสุด สภาพธรรมนี้มีชื่อว่า "พระนิพพาน"


ยังมีต้นไม้จัญไรต้นหนึ่ง มีพิษรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นกิ่งก้านสาขา ไม่ว่าจะเป็นแก่นใบและดอกผล ล้วนแต่มีพิษร้ายทั้งสิ้น แม้บุคคลผู้เห็นโทษแห่งต้นไม้นั้น จะได้พยายามพากันกำจัดโดยการตัด โดยการหักรานที่กิ่งก้านสาขามาเป็นเวลานานเป็นหลายครั้งหลายหนแล้ว แต่ต้นไม้ก็กลับเป็นขึ้นอีกบ่อยๆ หาได้ตายลงไปง่ายๆ ไม่ ต่อเมื่อใดรากแก้วของต้นไม้มีพิษนั้นได้ถูกฟาดฟันประหารหักให้ขาดกระเด็น เมื่อต้นต้นไม้พิษย่อมจักไม่กลับเป็นขึ้นอีก คือย่อมอับเฉาเ**่ยวแห้งตายลงไปอย่างเด็ดขาดแน่ๆ


อุปมาข้อนี้ฉันใด ประชาสัตว์ทั้งหลายถูกรากแก้วของต้นไม้มีพิษคือตัณหาหุ้มห่อรึงรัดมัดดวงใจ ทำให้ดิ้นรนขวักไขว่มีกิริยาขวนขวายพยายามยุ่งเหยิงสุดแต่ชั้นเชิงแห่งตัณหา จะบงการ ต้องประสบกับความเหนื่อยยาก ได้รับพิษของต้นไม้จัญไรคือความทุกข์ต่างๆ นานา มีชาติทุกข์ มรณทุกข์เป็นอาทิ ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารอย่างไม่มีวันสิ้นสุดลงได้ ตราบใดที่ยังมีตัณหาอันเป็นรากเง่าแห่งความทุกข์รึดงรัดมัดดวงฤดี ตราบนั้นก็เป็นที่แน่นอนว่า จักต้องประสบกับความทุกข์อย่างอย่างนั้นเรื่อยไป ต่อเมื่อใดเกิดมีปัญญาอุตส่าห์พยายามตัดรากเง่าแห่งความทุกข์อันรึงรัดมัด ดวงใจ กล่าวคือสมุทัยตัวตัณหาให้เด็ดขาดออกไปจากดวงใจได้แล้ว เมื่อนั้นความทุกข์ทั้งหลายซึ่งมีมากมายสุดประมาณ ย่อมจักถึงกาลพินาศสลายไป ไม่สามารถที่จักเกิดขึ้นได้อีกอย่างแน่นอน เสมือนหนึ่งต้นไม้มีพิษร้าย เมื่อถูกตัดรากแก้วแล้วไม่สามารถที่จักเกิดขึ้นได้อีกฉะนั้น ก็สภาพการณ์ที่ตัดปัญหาได้แล้วหลุดพ้นออกไปจากตัณหา โดยที่เจ้าตัณหาไม่สามารถจะมาบัญชาให้ต้องได้รับทุกข์อย่างซ้ำซากได้อีกนี่ แหละ พึงทราบว่าเป็นสภาพการณ์แห่งทุกขนิโรธ คือพระนิพพาน


ในกรณีแห่งการดับความทุกข์นี้ สมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้าย่อมทรงเปรียบได้กับพญาไกสรสีหราช ส่วนนักปราชญ์ศาสดาอื่นทั้งหลายย่อมเปรียบได้กับสุนับโง่เท่านั้น หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่า องค์สมเด็จพระบรมศาสสดาจารย์สัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อจะทรงแสดงทุกขนิโรธคือความดับทุกข์โดยสิ้นเชิง พระองค์่อมทรงปฏิบัติในเหตุผล ทรงตั้งอยู่ในเหตุผล โดยในเบื้องต้นทรงแสดงความทุกข์อันเป็น "ตัวผล" ที่ชนทั้งหลายเห็นได้ง่ายๆ ก่อนว่า ความทุกข์มีอย่างนั้นๆ ดังนี้เป็นต้น ครั้นโสตชนคนผู้ฟังทั้งหลายเกิดความสังเวชสลดใจรู้ว่า ตนต้องตกอยู่ในกองทุกข์ด้วยทุกขอริยสัจแล้ว ต่อจากนั้นจึงแสดง "ตัวเหตุ" ทรงชี้แจงเหตุแห่งความทุกข์ทั้งหลายนั้นว่า เกิดมาจากสมุทัยคือตัณหาอันมีฤทธิ์ร้ายสุดประมาณ ยากที่จะตัดขาดให้ออกไปจากจิตสันดานได้ ลำดับต่อไป เพื่อจะทรงยังความเบาใจให้เกิดแก่ประชาสัตว์ทั้งหลายว่า ความทุกข์อันมีฤทธิ์ร้ายนั้น มิใช่วว่าจะตั้งมั่นตลอดกาลเรื่อยไป เพราะมันมีโอกาสที่จะหมดสิ้นไปได้เหมือนกัน


ฉะนั้นพระองค์จึงทรงแสดง "ตัวผล" ก่อน โดยทรงแสดงทุกขนิโรธเพื่อให้รู้ว่า เมื่อต้องการจะห่าความทุกข์นั้น ก็จงอย่าไปห่าที่ตัวทุกข์เลยมิสำเร็จดอก ถึงจะพยายามสักเท่าใดก็ไม่สำเร็จ แต่จงตั้งหน้าไปห่ารากเหง้าคือต้นเหตุแห่งความทุกข์เถิด เมื่อต้นเหตุแห่งทุกข์ถูกฆ่าดับไปแล้ว ความทุกข์ทั้งหลายก็ย่อมจะดับไปเอง นี่แหละคือความดับทุกข์อย่างสิ้นเชิงแท้จริง โดยที่ทรงมีพระพุทธญาณอันยิ่งใหญ่ตั้งอยู่ในเหตุและผลเช่นนี้ สมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงเป็นผู้สมควรแก่การสดุดี ว่าทรงมีพฤติการณ์เปรียบประดุจพญาไกรสรสีหาราช ในกรณีแห่งการดับทุกข์นี้

ส่วนพวกเดียรถีย์ทั้งหลาย ซึ่งเข้าใจว่าตัวมีปัญญา และได้รับการยกย่องว่าเป็นศาสดา บางท่านบางคนเมื่อปรารถนาจะพ้นทุกข์ ใคร่จักได้รับความสุขชั่วนิรันดร ตามปกติสันดานของผู้รักสุขเกลียดทุกข์ทั้งหลาย เพราะค่าที่ตนเป็นคนไร้อริยปัญญา ยังทรงภาวะเป็นปุถุชนอยู่ จึงไม่มีปัญญาที่จักล่วงรู้เข้าไปถึงสภาวธรรมอันล้ำลึกนี้ได้ ก็ตั้งหน้าประพฤติปฏิบัติไปโดยปราศจากเหตุผล โดยการทรมานตนเป็น "อัตตกิลมถานุโยค" ประกอบพิธีการทรมานตนให้ลำบากโดยประการต่างๆ ตั้งแต่ขั้นต่ำจนถึงขั้นอุกฤษฎ์ เช่น

พร่ำบ่นอ้อนวอน เพื่อให้พระผู้ศักดิ์สิทธิ์มีอำนาจยิ่งใหญ่ ซึ่งอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ ขอให้มาโปรดตนให้พ้นทุกข์ด้วยความสงสาร พยายามสวดอ้้อนวอนเสียจนคอแหบคอแห้งก็ดี

ประพฤติอเจลกวัตรชีเปลือยไม่นุ่งห่มผ้า ยังตนให้ถึงภาวะลำบากทุกข์ทรมาน เพื่อให้ท่านผู้วิเศษสงสาร จักได้ประทานความสุขแ่ก่ตนชั่วนิรันดร์ก็ดี

ประพฤติสีลพรตอันวิตถารพิศดารด้วยการทรมานตน โดยวิธีต่างๆ เช่น อดอาหารให้ร่างกายผอมโซ ไม่นอน ไม่เปลี่ยนอิริยาบถ ไม่อาบน้ำ เผา่ร่างกายให้ร้อนด้วยแสงอาทิตย์และเพลิง ทำร่างกายให้หนาวเย็นด้วยการนอนแช่ลงไปในน้ำ นอนบนขวากหนามอันแหลมคม โดยพยายามอดทนต่อความเจ็บปวดเหล่านี้ก็ดี ตลอดจนถึงวิธีการปฏิบัติตนให้เป็นเสมือนโคเสมือนสุนัข ซึ่งเรียกว่า โควัตรและกุกกุรวัตร ที่เคยประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมานานช้า

พระนิพพานมีจริง

ในการกล่าวถึงเรื่องทุกขนิโรธอริยสัจธรรม หรือพระนิพพาน หากจะมีผู้เกิดความสงสัยขึ้นว่า


พระนิพพานมีจริงหรือ? เพราะเท่าที่ฟังๆ มา ก็ให้รู้สึกว่าความทุกข์นั้นมีมากมายนักหนา และเมื่อมาพิจารณาถึงต้นเหตุแห่งความทุกข์ คือตัวตัณหาต่างๆ ที่กล่าวอ้างมาแล้วนั้น ก็ล้วนแต่ฟังยากเข้าใจยากและมีอิทธิพลร้ายแรง ยากที่จักตัดให้ขาดได้ทั้งนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้จึงให้สงสัยอยู่ครามครันว่าทุกขนิโรธความดับทุกข์ได้อย่าง แท้จริง หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพระนิพพานนั้น มีจริงๆ หรือ? เกรงว่าจะไม่มีจริงเสียกระมัง? ถึงแม้พระนิพพานที่อ้างๆ กันอยู่นั้น ก็น่าจะเป็นพระนิพพานปลอม ไม่ใช่พระนิพพานแท้ เพราะพระนิพพานแท้เป็นสภาพที่บุคคลจะพึงหาไม่ได้เลย! อันหนวดเต่าและเขากระต่ายเป็นสิ่งที่หาไม่ได้ในโลกฉันใด พระนิพพานแท้อันเป็นเครื่องดับความทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง และเป็นเครื่องส่งผลให้ประสบความสุขชั่วนิรันดร์นั้น ก็เป็นสิ่งที่หาไม่ได้ในโลกดุจกันฉะนั้น จึงขอถามเป็นคำขาดว่า พระนิพพานแท้นั้นมีจริงๆ หรือ?


คำวิสัชนาก็มีว่า ทุกขนิโรธหรือพระนิพพานมีลักษณะเป็น มหาสุญญตา คือสงบเงียบที่สุดในโลก ปราศจากความทุกข์ทั้งปวงโดยสิ้นเชิง ท่านผู้ถึงพระนิพพานนั้นแล้ว ย่อมจักมีจิตผ่องแผ้วปราศจากกิเลสทั้งหลาย กิเลสธุลีแม้แต่เท่ายองใยก็ไม่มีเหลือติดอยู่ในจิตสันดาน ไม่มีการเกิดการตายอีกต่อไป เพราะพระนิพพานทรงคุณวิเศษยิ่งใหญ่ เป็นธรรมที่ตัดความระหกระเหินท่องเที่ยวไปในวัฏสงสาร ไม่ต้องได้รับความทุกข์ได้อย่างเด็ดขาดแน่นอน


อรรถวัณนาที่กล่าวมานี้ คือลักษณะอย่างย่อๆ ของพระนิพพานแท้และพระนิพพานแท้นี้มีอยู่จริงๆ อย่าสงสัยแคลงใจอะไรเลย ทั้งนี้ก็เพราะว่าพระนิพพานนี้ ได้ถูกเปิดเผยออกมาให้ปรากฏแก่ชาวเราทั้งหลาย โดยพระวจนะแห่งองค์สมเด็จพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ผู้ทรงรู้แจ้งแทงตลอดซึ่งทุกขนิโรธอริยสัจแล้วทรงนำเอามาบอก นอกจากนั้นพระอรหันตอริยสาวกทั้งหลาย ซึ่งมีน้ำใจเลื่อมใสในกระแสพระพุทธฎีกา อุตส่าห์ปฏิบัติตามพระโอวาทานุศาสนี จนบรรลุถึงพระนิพพานแล้ว ก็ยังมีจิตกรุณาโดยเป็นพยานยืนยันพระวจนะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในกรณีแห่งพระนิพพานนี้ว่า พระนิพพานซึ่งทรงไว้ซึ่งความสำคัญเป็นเอกอุนั้น ย่อมปรากฏว่ามีอยู่ตามพระพุทธฎีกาที่ว่าไว้จริงๆ
ค้านขึ้นอีกว่า ไม่น่าเชื่อ! เพราะเมื่อพระนิพพานมีอยู่จริงแล้ว เหตุไฉน จึงไม่นำเอามาแสดงโดยแจ่มแจ้งให้ปรากฏชัดอย่างโต้งๆ เล่า จะได้เข้าใจแลเห็นได้ง่าย จะพูดคลุมเครือให้เป็นที่น่าสงสัยไปอย่างนี้ทำไมกัน?


ดูกร ท่านผู้ไม่รู้เรื่องพระนิพพาน! การที่ท่านสำแดงความสงสัยอันปรากฎอยู่ในดวงใจอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ก็เป็นการดีแล้ว จะได้วิสัชนาให้ฟัง คือว่าอันทุกขนิโรธหือพระนิพพานนี้ เป็นสิ่งที่ีตัวตนเมื่อไหร่เล่า จึงจะได้นำเอามาแสดงได้ง่ายๆ โดยที่แท้พระนิพพานนั้นไซร้เป็นอสังขตธรรม คือเป็นสภาวะวิเศษลึกลับปราศจากการปรุงแต่ง เป็นสิ่งที่จะพึงรู้ด้วยโสตก็มิได้ เป็นสิ่งที่จะพึงรู้ด้วยจมูกก็มิได้ เป็นสิ่งที่จะพึงรู้ด้วยลิ้นก็มิได้ เป็นสิ่งที่จะพึงรู้ด้วยกายก็มิได้
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 24-12-12 เมื่อ 23:41

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 06:52


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่