กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ปกิณกะธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 23-08-13, 23:22
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default มหาสติปัฎฐานสูตร



มหาสติปัฎฐานสูตร


คำอธิษฐาน ของ ข้าพเจ้า

ด้วยบุญที่ข้าพเจ้าได้ พิมพ์ มหาสติปัฏฐานสูตรนี้ จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้ามีปัญญามากและปราศจากมิจฉาทิฏฐิ

ในปัจจุบันกาล และ สืบๆต่อไปจนกระทั่งข้าพเจ้าได้บรรลุธรรม เป็น พระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ด้วยเทอญ

มหาสติปัฏฐานสูตร จาก พระไตรปิฎก ฉบับสมาคมศิษเก่ามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นี้ ได้ข้อมูลมาจาก

http://www.nkgen.com/34.htm#มหาสติปัฏฐานสูตร

***** *************************************

มหาสติปัฏฐานสูตร
(พระไตรปิฎก ฉบับสมาคมศิษเก่ามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)

[๒๗๓] ข้าพเจ้า(หมายถึงพระอานนท์เถระ)ได้สดับมาอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในกุรุชนบท มีนิคมของชาวกุรุ ชื่อว่า กัมมาสทัมมะ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัส

เรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคได้ตรัส

พระพุทธภาษิตนี้ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์

เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ

เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส

เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง

เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน หนทางนี้คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ,

๔ ประการ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑,(อภิชฌา-

ความยินดี, ความโลภ ; โทมนัส-ความเสียใจ, ความทุกข์)

พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑

พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑

พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะมีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑ ฯ



(เพราะมีสติ สัมปชัญญะ ด้วยความเพียร จึงไม่ซัดส่ายส่งออกไปปรุงแต่ง จิตย่อมระงับอภิชฌาและโทมนัสเสียด้วย

ปฎิจจสมุปบันธรรม จึงมิได้หมายถึงต้องกระทำใดๆอะไรๆในการกำจัดอภิชฌาและโทมนัส)


จบอุทเทสวารกถา





__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 28-08-13 เมื่อ 20:58

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #2  
เก่า 23-08-13, 23:29
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default


[๒๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างไรเล่

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า

เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า

เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัด(มีสติ)ว่า เราหายใจออกยาว

เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว

เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น

เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวง หายใจออก

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวง หายใจเข้า

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจออก

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายช่างกลึงหรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ขยัน เมื่อชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่า เราชักยาว


เมื่อชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่าเราชักสั้น แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน

เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว

เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว

เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น

เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก

ย่อมสำเนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดกองลมทั้งปวง หายใจเข้า

ย่อมสำเนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจออก

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกาย ในกายภายในบ้าง

(หมายถึง เข้าใจกายสังขารดังนี้อย่างแจ่มแจ้ง ในกายของตนเองบ้าง, แล้วอุเบกขา อันเป็นอาการแสดงความหมายดัง
บทสรุปทุกท้ายบรรพที่กล่าวว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก")

พิจารณาเห็นกาย ในกายภายนอกบ้าง

(หมายถึง เข้าใจกายสังขารดังนี้อย่างแจ่มแจ้ง ในกายของบุคคลอื่นๆบ้าง ว่าล้วนเป็นเช่นกัน, แล้วอุเบกขา อันมีความ
หมายดังบทสรุปทุกท้ายบรรพที่กล่าวว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก")

พิจารณาเห็นกาย ในกายทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง (ทั้งของตนเองบ้าง, ทั้งของผู้อื่นบ้าง)

พิจารณาเห็นธรรม(ธรรมชาติ,สภาวธรรม)คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง (พิจารณาจากกระบวนธรรมของขันธ์ ๕, ปฏิ

จจสมุปบันธรรม)

พิจารณาเห็นธรรมคือ ความเสื่อมในกายบ้าง (พิจารณาใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในพระไตรลักษณ์)

พิจารณาเห็นธรรมคือ ทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมในกายบ้าง (พิจารณาจากกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ และพระ

ไตรลักษณ์)

ย่อมอยู่อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอ

เป็นผู้อันตัณหาและทิฐิ(ความเชื่อ,ความยึดมั่น)ไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆในโลก(ไม่ยึดมั่นด้วยอุปาทานดัง

ด้วยการอุเบกขาในโพชฌงค์เสียนั่นเอง) ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า พิจารณาเห็นกายในกายอยู่

(อย่างแจ่มแจ้ง)
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #3  
เก่า 23-08-13, 23:32
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

[๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเมื่อเดิน ก็รู้ชัด(มีสติ)ว่าเราเดิน

เมื่อยืน ก็รู้ชัด(มีสติ)ว่าเรายืน เมื่อนั่ง ก็รู้ชัดว่าเรานั่ง เมื่อนอน ก็รู้ชัดว่าเรานอน


หรือ เธอตั้งกายไว้ด้วยอาการอย่างใดๆ ก็รู้ชัดอาการอย่างนั้นๆ

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกาย ในกายภายในบ้าง

(หมายถึง เข้าใจกายสังขารดังนี้อย่างแจ่มแจ้ง ในกายของตนเองบ้าง, แล้วอุเบกขา อันมีความหมายดังบทสรุปทุกท้ายบรรพที่กล่าวว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก")

พิจารณาเห็นกาย ในกายภายนอกบ้าง

(หมายถึง เข้าใจกายสังขารดังนี้อย่างแจ่มแจ้ง ในกายของบุคคลอื่นๆบ้าง ว่าล้วนเป็นเช่นกัน, แล้วอุเบกขา อันมีความหมายดังบทสรุปทุกท้ายบรรพที่กล่าวว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก")

พิจารณาเห็นกาย ในกายทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง (ทั้งของตนเองบ้าง, ทั้งของผู้อื่นบ้าง)

พิจารณาเห็นธรรม(ธรรมชาติ,สภาวธรรม)คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง (พิจารณาจากกระบวนธรรมของขันธ์ ๕, ปฏิจจสมุปบันธรรม)

พิจารณาเห็นธรรมคือ ความเสื่อมในกายบ้าง (พิจารณาใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในพระไตรลักษณ์)

พิจารณาเห็นธรรมคือ ทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมในกายบ้าง (พิจารณาจากกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ และพระไตรลักษณ์)

ย่อมอยู่อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่า
นั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิ(ความเชื่อ,ความยึดมั่น)ไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆในโลก(ไม่ยึดมั่นด้วย
อุปาทานดังด้วยการอุเบกขาในโพชฌงค์เสียนั่นเอง)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า พิจารณาเห็นกายในกายอยู่(อย่างแจ่มแจ้ง)


จบอิริยาปถบรรพ
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #4  
เก่า 23-08-13, 23:33
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

[๒๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้

เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงผ้าสังฆาฏิบาตรและจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระและ

ปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัว ในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง


ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกาย ในกายภายในบ้าง

(หมายถึง เข้าใจกายสังขารดังนี้อย่างแจ่มแจ้ง ในกายของตนเองบ้าง, แล้วอุเบกขา อันมีความหมายดังบทสรุปทุกท้ายบรรพที่กล่าวว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก")

พิจารณาเห็นกาย ในกายภายนอกบ้าง

(หมายถึง เข้าใจกายสังขารดังนี้อย่างแจ่มแจ้ง ในกายของบุคคลอื่นๆบ้าง ว่าล้วนเป็นเช่นกัน, แล้วอุเบกขา อันมีความหมายดังบทสรุปทุกท้ายบรรพที่กล่าวว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก")

พิจารณาเห็นกาย ในกายทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง (ทั้งของตนเองบ้าง, ทั้งของผู้อื่นบ้าง)

พิจารณาเห็นธรรม(ธรรมชาติ,สภาวธรรม)คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง (พิจารณาจากกระบวนธรรมของขันธ์ ๕, ปฏิจจสมุปบันธรรม)

พิจารณาเห็นธรรมคือ ความเสื่อมในกายบ้าง (พิจารณาใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในพระไตรลักษณ์)

พิจารณาเห็นธรรมคือ ทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมในกายบ้าง (พิจารณาจากกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ และพระไตรลักษณ์)

ย่อมอยู่อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่า

นั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิ(ความเชื่อ)ไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก(ไม่ยึดมั่นด้วยอุปาทานจึง

อุเบกขาในโพชฌงค์เสียนั่นเอง)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า พิจารณาเห็นกายในกายอยู่(อย่างแจ่มแจ้ง)

__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #5  
เก่า 23-08-13, 23:34
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

[๒๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ แต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มี

หนังเป็นที่สุด(โดย)รอบ เต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น

กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ ผังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้ทบ อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ

มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนไถ้มีปากสองข้าง เต็มด้วยธัญชาติต่างชนิดคือ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วเหลือง งา ข้าวสาร บุรุษผู้มีนัยน์ตาดี(ปัญญา)แก้ไถ้นั้นแล้ว พึงเห็นได้ว่า นี้ข้าวสาลี นี้ข้าวเปลือก นี้ถั่วเขียว นี้ถั่ว
เหลือง นี้งา นี้ข้าวสาร ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน (พิจารณาให้เห็นสิ่งต่างๆ ที่ผสมปนเปเป็นปฏิกูล ไม่สะอาดอยู่ภาย
ใน ทั้งยังประกอบไปด้วยซากพืช อสุภะของสัตว์ใหญ่น้อย ดุจดังสุสานใหญ่, ทางหนึ่งพึงเข้าทางปาก อีกทางหนึ่งพึงขับ
ถ่ายออกมาปฏิกูลเหลือกำลัง จึงอุปมาได้ดังไถ้ก้นรั่ว ที่มีปากเข้าอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านก็ก้นรั่วเสีย เติมเท่าไรจึงไม่
รู้จักเต็ม จึงต้องหมั่นเติมอยู่เสมอๆ ทุกๆวัน วันละหลายๆครั้ง)

ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ แต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนังเป็นที่สุดรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาดมี
ประการต่างๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ ผังผืด ไต ปอด ไส้
ใหญ่ ไส้ทบ อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกาย ในกายภายในบ้าง

(หมายถึง เข้าใจกายสังขารดังนี้อย่างแจ่มแจ้ง ในกายของตนเองบ้าง, แล้วอุเบกขา อันมีความหมายดังบทสรุปทุกท้ายบรรพที่กล่าวว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก")

พิจารณาเห็นกาย ในกายภายนอกบ้าง

(หมายถึง เข้าใจกายสังขารดังนี้อย่างแจ่มแจ้ง ในกายของบุคคลอื่นๆบ้าง ว่าล้วนเป็นเช่นกัน, แล้วอุเบกขา อันมีความ
หมายดังบทสรุปทุกท้ายบรรพที่กล่าวว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก")

พิจารณาเห็นกาย ในกายทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง (ทั้งของตนเองบ้าง, ทั้งของผู้อื่นบ้าง)

พิจารณาเห็นธรรม(ธรรมชาติ,สภาวธรรม)คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง (พิจารณาจากกระบวนธรรมของขันธ์ ๕, ปฏิจจสมุปบันธรรม)

พิจารณาเห็นธรรมคือ ความเสื่อมในกายบ้าง (พิจารณาใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในพระไตรลักษณ์)

พิจารณาเห็นธรรมคือ ทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมในกายบ้าง (พิจารณาจากกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ และพระไตรลักษณ์)

ย่อมอยู่อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่า

นั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิ(ความเชื่อ)ไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก(อุเบกขา) ดูกรภิกษุทั้ง

หลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า พิจารณาเห็นกายในกายอยู่(อย่างแจ่มแจ้ง)


__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #6  
เก่า 23-08-13, 23:35
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

[๒๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ ซึ่งตั้งอยู่ตามที่ตั้งอยู่ตามปรกติโดย
ความเป็นธาตุ ว่ามีอยู่ในกายนี้ (อันมี)ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม


คนฆ่าโคหรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ขยัน ฆ่าโคแล้ว แบ่งออกเป็นส่วน นั่งอยู่ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง ฉันใด
(เพื่อให้ผู้สัญจรไปมา เห็นได้อย่างเด่นชัด ย่อมง่ายต่อการขายเนื้อโคนั้นได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการแบ่งกาย
แห่งตนออกเป็นธาตุทั้ง ๔ ก็เช่นกัน ก็เพื่อให้พิจารณาเห็นเข้าใจได้ชัดเจนและง่ายขึ้น)

ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ ซึ่งตั้งอยู่ตามที่ตั้ง อยู่ตามปรกติ โดยความเป็นธาตุ
ว่า มีอยู่ในกายนี้ ธาตุดิน(แร่ธาตุต่างๆ,ของข้นแข็ง) ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม (พิจารณาแยกกาย ให้เห็นว่าเกิด
มาแต่เหตุปัจจัยของธาตุทั้ง ๔ จึงจะเห็นกายที่แท้จริงอย่างเด่นชัดทั่วถึง ดุจดั่งเนื้อโคที่แบ่งออกเป็นส่วนแล้ว

วางขายตรงทาง ๔ แพร่ง ก็เพื่อให้พิจารณาให้เห็นเข้าใจในกายได้โดยทั่วถึงและรวดเร็ว)

(รายละเอียดของ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม)

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ภายในบ้าง...ฯลฯ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า

พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ...................ฯ
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #7  
เก่า 23-08-13, 23:38
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

[๒๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ตายแล้ววันหนึ่งบ้าง
สองวันบ้าง สามวันบ้าง ที่ขึ้นพอง มีสีเขียวน่าเกลียด มีน้ำเหลืองไหลน่าเกลียด เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กาย

นี้แหละว่า ถึงร่างกายอันนี้(ของตนเอง)เล่า ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้


ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกาย ในกายภายในบ้าง ฯลฯ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ

[๒๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า อันฝูงกาจิกกิน
อยู่บ้าง ฝูงนกตะกรุมจิกกินอยู่บ้าง ฝูงแร้งจิกกินอยู่บ้าง หมู่สุนัขกัดกินอยู่บ้าง หมู่สุนัขจิ้งจอกกัดกินอยู่บ้าง
หมู่สัตว์ตัวเล็กๆต่างๆ กัดกินอยู่บ้าง

เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้แหละว่า ถึงร่างกายอันนี้เล่า ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกาย ในกายภายในบ้าง
(หมายถึง เข้าใจกายสังขารดังนี้อย่างแจ่มแจ้ง ในกายของตนเองบ้าง, แล้วอุเบกขา อันมีความหมายดังบทสรุปทุกท้ายบรรพที่กล่าวว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก")

พิจารณาเห็นกาย ในกายภายนอกบ้าง
(หมายถึง เข้าใจกายสังขารดังนี้อย่างแจ่มแจ้ง ในกายของบุคคลอื่นๆบ้าง ว่าล้วนเป็นเช่นกัน, แล้วอุเบกขา อันมีความหมายดังบทสรุปทุกท้ายบรรพที่กล่าวว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก")

พิจารณาเห็นกาย ในกายทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง (ทั้งของตนเองบ้าง, ทั้งของผู้อื่นบ้าง)

พิจารณาเห็นธรรม(ธรรมชาติ,สภาวธรรม)คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง (พิจารณาจากกระบวนธรรมของ
ขันธ์ ๕, ปฏิจจสมุปบันธรรม)

พิจารณาเห็นธรรมคือ ความเสื่อมในกายบ้าง (พิจารณาใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในพระไตรลักษณ์)

พิจารณาเห็นธรรมคือ ทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมในกายบ้าง (พิจารณาจากกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ และพระไตรลักษณ์)

ย่อมอยู่อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัย
ระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิ(ความเชื่อ)ไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก(อุเบกขา)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า พิจารณาเห็นกายในกายอยู่(อย่างแจ่มแจ้ง)

[๒๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า เป็นร่างกระดูก
ยังมีเนื้อและเลือด ยังมีเส้นเอ็นผูกรัดอยู่ ฯลฯ

[๒๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า เป็นร่างกระดูก
ปราศจากเนื้อ แต่ยังเปื้อนเลือด ยังมีเส้นเอ็น ผูกรัดอยู่ ฯลฯ

[๒๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า เป็นร่างกระดูก
ปราศจากเนื้อและเลือดแล้ว ยังมีเส้นเอ็น ผูกรัดอยู่ ฯลฯ

[๒๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า คือ เป็น
กระดูก ปราศจากเส้นเอ็นผูกรัดแล้ว เรี่ยรายไปในทิศใหญ่ทิศน้อย คือกระดูกมือไปทางหนึ่ง กระดูกเท้าไปทางหนึ่ง

กระดูกแข้งไปทางหนึ่ง กระดูกขาไปทางหนึ่ง กระดูกสะเอวไปทางหนึ่ง กระดูกหลังไปทางหนึ่ง กระดูก
สันหลังไปทางหนึ่ง กระดูกสีข้างไปทางหนึ่ง กระดูกหน้าอกไปทางหนึ่ง กระดูกไหล่ไปทางหนึ่ง กระดูกแขน
ไปทางหนึ่ง กระดูกคอไปทางหนึ่ง กระดูกคางไปทางหนึ่ง กระดูกฟันไปทางหนึ่ง กระโหลกศีรษะไปทางหนึ่ง ฯลฯ

[๒๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า คือ เป็นกระดูก

มีสีขาว เปรียบด้วยสีสังข์ ฯลฯ

[๒๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า คือ เป็นกระดูก

กองเรียงรายอยู่แล้วเกินปีหนึ่งขึ้นไป ฯลฯ

[๒๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า คือ เป็นกระดูก
ผุ เป็นจุณแล้ว

เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้แหละว่า ถึงร่างกายอันนี้เล่า ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็น
อย่างนี้ไปได้

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกาย ในกายภายในบ้าง

(หมายถึง เข้าใจกายสังขารดังนี้อย่างแจ่มแจ้ง ในกายของตนเองบ้าง, แล้วอุเบกขา อันมีความหมายดังบทสรุป
ทุกท้ายบรรพที่กล่าวว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก")

พิจารณาเห็นกาย ในกายภายนอกบ้าง

(หมายถึง เข้าใจกายสังขารดังนี้อย่างแจ่มแจ้ง ในกายของบุคคลอื่นๆบ้าง ว่าล้วนเป็นเช่นกัน, แล้วอุเบกขา อันมี
ความหมายดังบทสรุปทุกท้ายบรรพที่กล่าวว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก")

พิจารณาเห็นกาย ในกายทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง (ทั้งของตนเองบ้าง, ทั้งของผู้อื่นบ้าง)

พิจารณาเห็นธรรม(ธรรมชาติ,สภาวธรรม)คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง (พิจารณาจากกระบวนธรรมของ
ขันธ์ ๕, ปฏิจจสมุปบันธรรม)

พิจารณาเห็นธรรมคือ ความเสื่อมในกายบ้าง (พิจารณาใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในพระไตรลักษณ์)

พิจารณาเห็นธรรมคือ ทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมในกายบ้าง (พิจารณาจากกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ และ
พระไตรลักษณ์)

ย่อมอยู่อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่า
นั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิ(ความเชื่อ,ความยึดมั่น)ไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆในโลก(ไม่ยึดมั่น
ด้วยอุปาทานจึงอุเบกขาในโพชฌงค์เสียนั่นเอง)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า พิจารณาเห็นกายในกายอยู่(อย่างแจ่มแจ้ง)


จบนวสีวถิกาบรรพ

จบกายานุปัสสนา
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #8  
เก่า 23-08-13, 23:39
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

เวทนานุปัสสนา


[๒๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่อย่างไรเล่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้

เสวยสุขเวทนา(สุข,ความรู้สึกเป็นสุข)อยู่ ก็รู้ชัด(มีสติระลึกรู้)ว่า เราเสวยสุขเวทนา หรือ

เสวยทุกขเวทนา(ทุกข์,รู้สึกทุกข์) ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนา หรือ

เสวยอทุกขมสุขเวทนา(เฉยๆ,รู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์) ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนา หรือ
(เวทนาเหล่านี้ ได้แก่ความรู้สึก สุข ทุกข์ ที่เป็นไปตามสภาพธรรมชาติ เช่น ดังทุกข์ที่เกิดแต่ทุกขอริยสัจ เช่น หิว
กระหาย การผัสสะ ที่ไม่ประกอบด้วยกิเลสหรืออุปาทาน ฯลฯ)


เสวยสุขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนามีอามิส หรือ

เสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส หรือ

เสวยทุกขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนามีอามิส หรือ

(ดังเวทนาในปฏิจจสมุปบาทธรรม ล้วนเป็นเวทนามีอามิสอันเนื่องมาจากอาสวะกิเลส คือ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส
อุปายาส นั่นเอง มักประกอบด้วยความรู้สึกเร่าร้อนเผาลนกระวนกระวาย)

เสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส หรือ

เสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิส หรือ

เสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนา ในเวทนาภายในบ้าง

(เห็นเท่าทันและเข้าใจเวทนาอย่างแจ่มแจ้ง ถูกต้องตามความเป็นจริง ดังเช่นกล่าวไว้ข้างต้นใน เวทนาภายใน ที่หมาย
ถึงในเวทนาของตนเอง, แล้วจึงอุเบกขา ในโพชฌงค์ ๗ อันมีความหมายดังแสดงในบทสรุปของทุกท้ายบรรพที่กล่าว
ว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก" คือการละอุปาทานเสียนั่นเอง ดังเช่นด้วยการอุเบกขาเสียนั่นเอง จึงยังวิชชาและ
วิมุตติให้บริบูรณ์ได้)

พิจารณาเห็นเวทนา ในเวทนาภายนอกบ้าง(ภายนอกที่หมายถึงเวทนาของบุคคลอื่นบ้าง แล้วอุเบกขา)

พิจารณาเห็นเวทนา ในเวทนาทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง(ทั้งตนเอง ทั้งผู้อื่นบ้าง แล้วจึงอุเบกขา)

พิจารณาเห็นธรรม(ธรรมชาติ,สภาวธรรม) คือความเกิดขึ้นในเวทนาบ้าง(เห็นเท่าทันและเข้าใจในการเกิด
ขึ้นบ้าง ตามความเป็นจริงของการเกิดเวทนา ดังเช่น เกิดแต่เหตุปัจจัย ดังตากระทบรูป ดังนั้น สุขเวทนา ทุกขเวทนา
หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ก็มีความเกิดของเวทนาขึ้นเป็นธรรมดา แล้วจึงอุเบกขา)

พิจารณาเห็นธรรม คือความเสื่อมในเวทนาบ้าง (เห็นเข้าใจในการแปรปรวนเสื่อม และดับไปบ้าง ว่าไม่
เที่ยงบ้าง, คงทนอยู่ไม่ได้บ้าง, อนัตตาบ้าง แล้วจึงอุเบกขา)

พิจารณาเห็นธรรม คือทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมในเวทนาบ้าง (เห็นเท่าทันและเข้าใจทั้งการเกิดขึ้น
บ้างและการแปรปรวนเสื่อมไปบ้าง แล้วอุเบกขา)

ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า เวทนามีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้(หรือเครื่องรับรู้)
เพียงสักว่าอาศัยระลึก(เพื่อใช้งาน)เท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิ(ความเชื่อ,ความยึดมั่น)ไม่อาศัยอยู่แล้ว และ
ไม่ถือมั่นอะไรๆในโลก(ไม่ยึดมั่นด้วยอุปาทานดังด้วยการอุเบกขาในโพชฌงค์เสียนั่นเอง)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ฯ (รายละเอียดของเวทนา)


จบเวทนานุปัสสนา
(อนึ่ง เมื่อปฏิบัติเวทนานุปัสสนา เห็นเวทนาที่เกิดขึ้นแล้วต้องไม่อาศัยอยู่ ไม่ยึดมั่น คืออาการปล่อยวางหรืออุเบกขา
มักหลงผิดไปเกาะไปยึดไปจดจ้อง เวทนา เสียก็มี)

(พระอภิธรรม แสดงความหมายของเวทนาภายใน ที่มิได้หมายถึงอาการจิตส่งใน และแสดงเวทนาภายนอก)
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #9  
เก่า 23-08-13, 23:42
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

จิตตานุปัสนา

[๒๘๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างไรเล่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้

จิตมีราคะ ก็รู้(มีสติเท่าทัน)ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ

(ราคะ เป็นเจตสิก คืออาการหนึ่งของจิตหรือจิตตสังขารที่ประกอบด้วยราคะ กล่าวคือความคิดหรือกลุ่มของความคิด
ฟุ้งซ่านหรือปรุงแต่งที่ประกอบด้วยความกำหนัดความปรารถนาในกามนั่นเอง

หรือกล่าวได้ว่า กลุ่มอาการของจิตหรือเจตสิกในจิตตานุปัสสนานี้ เปรียบเทียบได้ว่าเป็นอาการที่เกิดขึ้นในองค์
ธรรมชาติ, ชราในวงจรปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง ดังภาพที่แสดงประกอบนี้ หรือดังภาพขยายของชรานี้

กล่าวคือ จึงต้องมีสติหรือสังเกตุรู้เท่าทันในจิตตสังขารหรือมโนสังขารหรือเจตสิกหรือชราในปฏิจจสมุปบาทที่เกิดขึ้น
นั่นเอง)

จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ

(โทสะ เป็นเจตสิก คืออาการของจิตที่ประกอบด้วยโทสะ กล่าวคือความคิดหรือกลุ่มของความคิดนึกหรือฟุ้งซ่านที่
ประกอบด้วยความโกรธความขุ่นเคือง นั่นเอง)

จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ
(โมหะ เป็นเจตสิก คืออาการของจิตที่ประกอบด้วยโมหะความหลง หรือกลุ่มของความคิดนึกหรือฟุ้งซ่านที่ประกอบด้วย
ความไม่รู้จริง จึงเกิดการหลงเช่นความกลัว ความกังวลขึ้นนั่นเอง)

จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่

(หดหู่ ก็เป็นเจตสิกในข้อที่ ๒๕ ในเจตสิก ๕๒ เป็นกลุ่มอาการของความคิดนึกหรือฟุ้งซ่านปรุงแต่งที่ทำให้เกิดความ
หดหู่ใจ ใจหดห่อ แห้งเ**่ยวใจ)

จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน
(ฟุ้งซ่าน ก็เป็นอาการของจิตอย่างหนึ่ง ที่เรียกอุทธัจจะในข้อที่ ๑๗ ในเจตสิก ๕๒ เป็นอาการของจิตที่ฟุ้งซ่านหรือ
ปรุงแต่งไปในสิ่งหรือเรื่องต่างๆที่อาจยังให้เกิดกิเลสตัณหาต่างๆ)

จิตเป็นมหรคต(จิตเป็นฌาน, จิตอยู่ในกำลังฌาน, จิตมีกำลังของฌานอยู่) ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรคต หรือจิตไม่เป็น
มหรคต ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรคต

จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าหรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า

(จิตอื่นยิ่งกว่า หมายถึงอาการของจิตเป็นเอกหรือเป็นใหญ่อยู่ในสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ เช่นจิตเป็นเอกอยู่กับการคำบริกรรม
พุทโธ หรือจิตเป็นเอกอยู่ในกิจหรืองานใดๆ, หรือจิตเป็นเอกในธรรมที่เป็นเครื่องอยู่เครื่องพิจารณา, จิตหมกมุ่นจด
ใจจ่อในสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ เช่น วนเวียนปรุงแต่งวอแวอยู่ในสิ่งที่กังวลหรือเป็นทุกข์อยู่เนืองๆ)

จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ (จิตมีความตั้งใจมั่นหรือไม่มี)

จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น (จิตหลุดพ้นจากกิเลส หรือจากเจตสิกต่างๆดัง
ข้างต้น เช่น จิตหลุดจากโมหะที่เกิดขึ้นนั้นๆแล้ว จึงไม่ได้หมายถึงการหลุดพ้นอย่างถาวร)

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิต ในจิตภายในบ้าง

(เห็นจิต จึงหมายถึง การเห็นจิตตสังขาร หรือกลุ่มอาการของจิต(เจตสิก)บางอย่างนั่นเอง, ส่วนจิตภายใน หมายถึง
จิตตน, แล้วยังต้องประกอบด้วยการอุเบกขาในโพชฌงค์ ๗ เนื่องสัมพันธ์ไปด้วย ดังแสดงไว้ในบทสรุปทุกท้ายบรรพ
ดังที่กล่าวไว้ว่า เพราะ "ไม่ถือมั่นอะไรๆในโลก" ก็คือการอุเบกขาในโพชฌงค์เสียนั่นเอง จึงยังวิชชาและวิมุตติให้
บริบูรณ์ได้)

พิจารณาเห็นจิต ในจิตภายนอกบ้าง(พิจารณาจิตภายนอก หมายถึงจิตของผู้อื่น)

พิจารณาเห็นจิตในจิต ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง (พิจารณาจิตของตนเองบ้าง ของบุคลอื่นบ้าง)

พิจารณาเห็นธรรม(ธรรมชาติ,สภาวธรรม) คือความเกิดขึ้นในจิตบ้าง (เห็นเท่าทันและเข้าใจในขณะการเกิดขึ้น
ของจิตตามความเป็นจริงอย่างแจ่มแจ้ง ดังเช่น จักษุ รูป จักษุวิญญาณ คือเห็นกระบวนธรรมของขันธ์ ๕, แล้ว
อุเบกขา )

พิจารณาเห็นธรรม คือความเสื่อมในจิตบ้าง (เห็นเท่าทันและเข้าใจในการแปรปรวนเสื่อม รวมทั้งการฟุ้งซ่านปรุงแต่ง
แล้วดับไปบ้าง หรือเห็นอนัตตาบ้าง, แล้วจึงอุเบกขา)

พิจารณาเห็นธรรม คือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในจิตบ้าง (เห็นเท่าทันและเข้าใจทั้งการเกิดขึ้นและการแปรปรวน
เสื่อม,ฟุ้งซ่านปรุงแต่งบ้าง, แล้วจึงอุเบกขา)

ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า จิตมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้(หรือเครื่องรับรู้) เพียงสักว่าอาศัย
ระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิ(ความเชื่อ,ความยึดมั่น)ไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆในโลก(ไม่ยึด
มั่นด้วยอุปาทานก็คือการอุเบกขาในโพชฌงค์เสียนั่นเอง)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯ

(แสดงรายละเอียดของจิต ที่หมายถึง จิตตสังขาร)

(พระอภิธรรม ที่ แสดงรายละเอียดของจิตภายในที่มีหมายถึงตน มิได้หมายถึงจิตส่งใน และแสดงจิตภายนอกที่
หมายถึงบุคคลอื่นๆ )

จบจิตตานุปัสสนา

จิตตานุปัสสนา คือ การที่จิตหรือสติเห็นจิตตสังขารหรือความนึกคิดต่างๆพร้อมทั้งอาการของจิต(เจตสิก) หรือก็คือการ
มีสติ กำหนดรู้จิตตามสภาพหรืออาการของจิตที่เป็นอยู่ ดังเช่น การระลึกรู้เท่าทันความคิดที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งอาการรู้เท่า
ทันด้วยว่า ประกอบด้วยโทสะ(เจตสิก)

(อนึ่ง เมื่อปฏิบัติจิตตานุปัสสนา เห็นจิตที่เกิดขึ้นแล้วต้องไม่อาศัยอยู่ ไม่ยึดมั่น คือการปล่อยวางหรืออุเบกขา)
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #10  
เก่า 23-08-13, 23:44
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

ธัมมานุปัสสนา

[๒๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ อย่างไรเล่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็น
ธรรมในธรรมคือ นิวรณ์ ๕

ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือนิวรณ์ ๕ อย่างไรเล่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้

เมื่อกามฉันท์ มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า กามฉันท์มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา หรือ

เมื่อกามฉันท์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า กามฉันท์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนึ่ง

กามฉันท์ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย(เกิดได้ด้วยการผัสสะของอายตนะทั้ง๖)

กามฉันท์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (ละเสียได้ด้วยการไม่ยึดมั่นคือการไม่
พัวพันด้วยอาการอุเบกขาเสียนั่นเอง)

กามฉันท์ที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย อีกอย่างหนึ่ง (ด้วยการสำรวมระวัง
ในอายตนะทั้ง๖ ๑ อีกทั้งสมาธิ ๑)

เมื่อพยาบาทมีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า พยาบาทมีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา หรือ

เมื่อพยาบาทไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า พยาบาทไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนึ่ง

พยาบาทที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (เกิดได้ด้วยการผัสสะของอายตนะทั้ง๖)

พยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (ละเสียได้ด้วยการไม่ยึดมั่นคือการไม่
พัวพันด้วยอาการอุเบกขาเสียนั่นเอง แลสมาธิ)

พยาบาทที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย อีกอย่างหนึ่ง (ด้วยการสำรวมระวัง
ในอายตนะทั้ง๖ ๑ อีกทั้งสมาธิ ๑)

เมื่อถีนมิทธะมีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่าถีนมิทธะมีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา หรือ

เมื่อถีนมิทธะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า ถีนมิทธะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนึ่ง

ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

ถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

ถีนมิทธะที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย อีกอย่างหนึ่ง

เมื่ออุทธัจจกุกกุจจะ มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า อุทธัจจกุกกุจจะมีอยู่ณ ภายใน จิตของเรา หรือ

เมื่ออุทธัจจกุกกุจจะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า อุทธัจจกุกกุจจะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนึ่ง

อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

อุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

อุทธัจจกุกกุจจะที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อวิจิกิจฉามีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า วิจิกิจฉามีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา หรือ

เมื่อวิจิกิจฉาไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า วิจิกิจฉาไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนึ่ง

วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

วิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

วิจิกิจฉาที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรม ในธรรมภายในบ้าง (ธรรมดังนี้ ที่เกิดขึ้นในตนบ้าง)

พิจารณาเห็นธรรม ในธรรมภายนอกบ้าง (ธรรมดังนี้ ที่เกิดขึ้นในบุคคลอื่นๆบ้าง)

พิจารณาเห็นธรรม ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง (ธรรมดังนี้ ที่เกิดขึ้นทั้งในตนเองบ้าง หรือในบุคคลอื่นบ้าง)

พิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง (เห็นการเกิดขึ้นของธรรมนี้บ้าง)

พิจารณาเห็นธรรม คือความเสื่อมในธรรมบ้าง (เห็นการดับไปของธรรมนี้บ้าง)

พิจารณาเห็นธรรม คือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมบ้าง (เห็นการเกิด ทั้งการดับไปของธรรมนี้บ้าง)
ย่อมอยู่ อีกอย่าง หนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น
เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิ(ความเชื่อ,ความยึดมั่น)ไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆในโลก(ไม่ยึดมั่นด้วย
อุปาทานจึงอุเบกขาในโพชฌงค์เสียนั่นเอง) ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ
นิวรณ์ ๕ อยู่ ฯ (นิวรณ์ ๕)

จบนิวรณบรรพ
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 12:12


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่