กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ปกิณกะธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #11  
เก่า 30-08-13, 11:32
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4309
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default



มาตุโปสกชาดก : พญาช้างยอดกตัญญู

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้ลี้ยงมารดารูปหนึ่ง
ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาช้างเผือกขาวปลอด มีรูปร่างสวยงาม มีช้าง ๘๐,๐๐๐ เชือกเป็นบริวารเลี้ยงดูมารดาตาบอดอยู่ เมื่อพาบริวารออกหากินได้อาหารอันมีรสอร่อยแล้วก็จะส่งกลับมาให้มารดากิน แต่ก็ถูกช้างเชือกที่นำอาหารมากินเสียระหว่างทาง เมื่อกลับมาทราบว่ามารดาไม่ได้อาหารก็คิดจะละจากโขลงเพื่อเลี้ยงดูมารดาเท่านั้น ครั้นถึงเวลาเที่ยงคืนก็แอบนำมารดาหนีออกจากโขลงไปอยู่ที่เชิงเขาแล้วพักมารดาไว้ที่ถ้ำแห่งหนึ่ง ส่วนตนเองออกเที่ยวหาอาหารมาเลี้ยงดูมารดา

อยู่ต่อมาวันหนึ่ง มีพรานป่าชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่งเข้าป่ามาแล้วหลงทางออกจากป่าไม่ได้จึงนั่งร้องไห้อยู่ พญาช้างพอได้ยินเสียงคนร้องไห้ด้วยความเมตตากรุณาในเขา จึงนำเขาออกจากป่าไปส่งที่ชายแดนมนุษย์ ฝ่ายนายพรานเมื่อพบช้างที่สวยงามเช่นนั้น ก็คิดชั่วร้าย "ถ้าเรานำความกราบทูลพระราชา เราจักได้ทรัพย์มากเป็นแน่แท้" ขณะอยู่บนหลังช้างได้หักกิ่งไม้่กำหนดไว้เป็นสัญลักษณ์

ในสมัยนั้น ช้างมงคลของพระราชาได้ตายลง พระราชาจึงมีรับสั่งให้ตีกลองร้องประกาศว่าใครมีช้างที่สวยงามขอให้บอก นายพรานนั้นได้โอกาสจึงรับสั้งให้นายควญช้างพร้อมด้วยบริวารติดตามนายพรานนั้นเข้าป่านำพญาช้างนั้นมาถวาย

นายควาญช้างเมื่อพบพญาช้างแล้วก็ถูกใจ ส่วนพญาช้างขณะนั้นกำลังดื่มน้ำอยู่ในสระ เมื่อเห็นนายพรานนั้นกลับมาพร้อมผู้คนอีกจำนวนมากก็ทราบถึงภัยมาถึงตัวแล้ว จึงกำหนดสติข่มความโกรธไว้ในใจยืนนิ่งอยู่ นายควาญช้างได้นำพญาช้างเข้าไปในเมืองพาราณสี ฝ่ายช้างมารดาของพญาช้าง เมื่อไม่เห็นลูกมาจึงคร่ำครวญคิดถึงลูกว่า "ลูกเราสงสัยถูกพระราชาหรือมหาอำมาตย์จับไปแล้วหนอ เมื่อไม่มีพญาช้างอยู่ ไม้อ้อยช้าง ไม้มูกมัน ไม้ช้างน้าว หญ้างวงช้าง ข้าวฟ่าง และลูกเดือย จักเจริญงอกงาม"

ฝ่ายนายควาญช้างในระหว่างทางขณะกลับเข้าเมืองได้ส่งสาส์นไปถึงพระราชาเพื่อตบแต่งเมืองให้สวยงาม เมื่อถึงเมืองแล้วก็ประพรมน้ำหอมพญาช้าง ประดับเครื่องทรงแล้วนำไปไว้ที่โรงช้างขึ้นกราบทูลพระราชา

พระราชาทรงนำอาหารอันมีรสเลิศต่าง ๆ มาให้พญาช้างด้วยพระองค์เอง พญาช้างคิดถึงมารดาจึงไม่กินอาหารนั้น พระองค์จึงอ้อนวอนมันว่า "พญาช้างตัวประเสริฐเอ๋ย เชิญพ่อรับคำข้าวเถิดเจ้ามีภารกิจมากมายที่ต้องทำ"
พญาช้างพูดลอย ๆ ขึ้นว่า "นางช้างผู้กำพร้า ตาบอดไม่มีผู้นำทาง คงสะดุดตอไม้ล้มลงตรงภูเขาเป็นแน่"
พระราชาตรัสถามว่า "พญาช้าง… นางช้างนั้นเป็นอะไรกับท่านหรือ"
พญาช้าง "นางเป็นมารดาของข้าพระองค์เอง"
พระราชาเมื่อฟังแล้วเกิดความสลดใจมีรับสั่งให้ปล่อยพญาช้างว่า "พญาช้างนี้เลี้ยงดูมารดาตาบอดอยู่ในป่า ท่านทั้งหลายปล่อยมันกลับไปเถิด"

พญาช้างเมื่อถูกปล่อยให้อิสระพักอยู่หน่อยหนึ่งแล้วแสดงธรรมต่อพระราชาว่า "มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงอย่าเป็นผู้ประมาทเถิด" แล้วได้กลับไปยังที่อยู่ของตน ได้นำน้ำในสระไปรดตัวมารดาที่นอนร่างกายผ่ายผอมเพราะไม่ได้อาหารมาแลัว ๗ วัน เป็นอันดับแรก

ฝ่ายช้างมารดาเมื่อถูกน้ำราดตัวเข้าใจว่าฝนตกจึงพูดขึ้นว่า "ฝนอะไรนี่ตกไม่เป็นฤดู ลูกเราไม่อยู่เสียแล้ว"
พญาช้างจึงพูดปลอบใจมารดาว่า "แม่.. เชิญลุกขึ้นเถิดลูกของแม่มาแล้ว พระราชาผู้ทรงธรรมให้ปล่อยมาแล้วละ"
นางช้างดีใจมากได้อนุโมทนาแก่พระราชาว่า "ขอให้พระองค์จงทรงพระชนม์ยิ่งยืนนาน เจริญรุ่งเรืองเถิดที่ได้ปล่อยลูกของข้าพระองค์คืนมา"

ฝ่ายพระราชาทรงเลื่อมใสในพญาช้าง จึงมีรับสั่งให้ตั้งอาหารไว้เพื่อพญาช้างและมารดาเป็นประจำ ตั้งแต่วันที่ปล่อยพญาช้างไปและรับสั่งให้สร้างรูปเหมือนพญาช้างจัดงานฉลองช้างขึ้นเป็นประจำทุกปี พญาช้างเมื่อมารดาเสียชีวิตแล้วก็ได้อยู่อุปัฏฐากคณะฤๅษี ๕๐๐ ตน จนตราบเท่าชีวิต

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ความกตัญญูกตเวทีเลี้ยงดูมารดา บิดาเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ แม้พระราชาก็ทรงบูชาผู้นั้น

ที่มา เวปธรรมะไทย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #12  
เก่า 30-08-13, 11:43
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4309
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default

มงคลที่ 6 ตั้งตนชอบ

ตั้งตนชอบหมายถึงอย่างไร
ตั้งตนชอบ หมายถึง การตั้งเป้าหมายชีวิต ทั้งทางโลกและทางธรรมไว้ถูกต้อง
แล้วประคับประคองตนให้ดำเนินชีวิตไปตามเป้าหมายนั้นด้วยความระมัดระวัง

ผู้ที่รักความก้าวหน้าทั้งหลาย จึงจำเป็นต้องตั้งเป้าหมายชีวิตให้ถูกต้องก่อน
จากนั้นจึงไปเสาะแสวงหาความรู้ความสามารถ พากเพียรพยายามเพื่อบรรลุเป้าหมายชีวิต
ที่ถูกต้องนั้นให้ได้

อะไรคือเป้าหมายชีวิต
1. เป้าหมายชีวิตขั้นต้น คือการตั้งเป้าหมายชีวิตเพื่อประโยชน์ในชาตินี้
เป็นการตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องตั้งตัวตั้งฐานะให้ได้ด้วยการประกอบอาชีพที่สุจริต
ไม่ผิดกฏหมาย ไม่ผิดศีลธรรม จะเป็นอาชีพอะไรก็ตามแต่ความถนัดของบุคคล
2. เป้าหมายชีวิตในขั้นกลาง คือการตั้งเป้าหมายชีวิตเพื่อประโยชน์ในชาติหน้า
เป็นการตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ว่า นอกจากจะพยายามตั้งฐานะของตนให้ได้แล้ว
ก็จะตั้งใจสร้างบุญกุศลอย่างเต็มที่ ในทุกๆ โอกาสที่อำนวยให้ เพื่อสะสมเป็นทุนเสบียง
ในชาติต่อไป เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายตายแล้วไม่สูญ ตราบใดที่ยังไม่หมดกิเลส
ก็ยังต้องเกิดใหม่อยู่ร่ำไป
3. เป้าหมายชีวิตขั้นสูงสุด คือการตั้งเป้าหมายชีวิตเพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง
ได้แก่ การตั้งใจปฏิบัติธรรมทุกรูปแบบเพื่อปราบกิเลสให้หมดสิ้นแล้ว เข้านิพพานตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และเหล่าพระอรหันต์ทั้งหลายจะได้มีแต่ความสุขอันเป็นอมตะ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

วิธีรักษาเป้าหมายชีวิตให้มั่นคง
1. ฝึกให้เป็นคนมีศรัทธา ได้แก่ มีเหตุผล เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ การเชื่อมี 2 แบบ
1.1 เชื่ออย่างมีเหตุผล ประกอบด้วยปัญญา เรียกว่า ศรัทธา
1.2 เชื่ออย่างไร้เหตุผล ปราศจากปัญญา เรียกว่า งมงาย

ศรัทธาขั้นพื้นฐาน 4 ประการ คือ
- เชื่อกรรม เชื่อว่ากรรมมีอยู่จริงไม่ว่างเปล่า เมื่อทำอะไรแล้วย่อมเป็นกรรม
คือเป็นความชั่วความดีมีขึ้นในตน
- เชื่อในผลของกรรม คือเชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว โดยการทำดีนั้นจะต้อง
ทำให้ครบองค์ประกอบ 3 ประการ จึงจะได้ดีคือต้องทำให้
ถูกดี คือ มีปัญญาสามารถทำถูกวัตถุประสงค์ของงานนั้น
ถึงดี คือ มีความพยายามที่จะทำงานนั้นให้เต็มตามความสามารถ
พอดี คือ มีสติดี ไม่ทำจนเลยเถิดไป เผื่อเหนียวมากไปจนเกิดความเสียหาย
- เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน คือ เชื่อว่าบุญ และบาปอันเป็นผลของกรรมดีและกรรมชั่ว
ย่อมติดตามบุคคลผู้ทำนั้นตลอดไป
- เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง เชื่อในพระปัญญาการตรัสรู้ของพระองค์
2. ฝึกให้เป็นคนมีศีล อย่างน้อยศีล 5
3. ฝึกให้เป็นคนมีความรู้ เป็นพหูสูตร คือ หมั่นศึกษาหาความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม
4. ฝึกให้เป็นคนมีจาคะ คือ รู้จักเสียสละ
5. ฝึกสมาธิให้ใจผ่องใส เกิดปัญญา

อานิสงส์การตั้งตนชอบ
1.เป็นผู้สามารถพึ่งตนเองได้
2. เป็นผู้ไม่ประมาท
3. เป็นผู้เตรียมพร้อมไว้ดีแล้วก่อนตาย
4. เป็นผู้มีความสวัสดีในทุกที่ทุกสถาน
5. เป็นผู้บูชาพระรัตนตรัยอย่างสูงสุด
6. เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ
7. เป็นตัวอย่างที่ดีของอนุชนรุ่นหลัง
8. เป็นผู้ป้องกันภัยในอบายมุข
9. เป็นผู้มีแก่นคน สามารถตักตวงประโยชน์จากชีวิตได้เต็มที่
10. เป็นผู้ได้รับสมบัติทั้ง 3 ได้งาย คือมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ
ฯลฯ

จากมงคลชีวิต ฉบับ "ทางก้าวหน้า"

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #13  
เก่า 30-08-13, 11:51
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4309
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default



กูฏวาณิชชาดก : พ่อค้าโกง

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีปรารภพ่อค้าโกงผู้หนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานชาดกมาสาธก ว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพ่อค้าอยู่ในเมืองพาราณสี มีชื่อว่า บัณฑิตได้เข้าหุ้นทำการค้ากับพ่อค้าคนหนึ่งชื่อว่า อติบัณฑิต วันหนึ่ง คนทั้งสองชวนกันบรรทุกสินค้าด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่มไปขายที่ชายแดนแห่งหนึ่ง ได้กำไรกลับมาอย่างงดงามเมื่อกลับมาถึงเมืองพาราณสีแล้ว ถึงเวลาแบ่งทรัพย์กัน นายอติบัณฑิตจึงเอ่ยปากขึ้นว่า "นี่เพื่อนรัก เราควรจะได้ส่วนแบ่ง ๒ ส่วนนะ" "ทำไมละเพื่อน" พระโพธิสัตว์ถาม "ก็เพราะท่านชื่อบัณฑิตเฉยๆ ควรได้ส่วนเดียว ส่วนเราชื่ออติบัณฑิตจึงควรจะได้ ๒ ส่วนนะสิ" อติบัณฑิตตอบ

พระโพธิสัตว์ไม่ยอมกล่าวอ้างว่า "ทุนซื้อก็ดี พาหนะขนสิ่งของก็ดีมีส่วนเท่าๆ กัน แล้วทำไมเวลาแบ่งจึงต้องแบ่งไม่เท่ากันละ นายอติบัณฑิตก็อ้างแต่ว่าไปหารุกขเทวดาเป็นผู้ตัดสินให้

คนทั้งสองเดินไปที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งอติบัณฑิตได้บอกอุบายให้พ่อของตนเองไปแอบอยู่ในโพรงไม้นั่นแล้ว เมื่อไปถึงต้นไม้นั้นแล้ว อติบัณฑิตก็ถามความเห็นของรุกขเทวดาให้ช่วยเป็นผู้ตัดสินใจให้ด้วยทันใดนั่นเองก็มีเสียงเปล่งออกมาจากต้นไม้นั้นว่า "ถ้าเช่นนั้น คนชื่อบัณฑิตควรได้ ๑ ส่วน อติบัณฑิตควรได้ ๒ ส่วน"

พระโพธิสัตว์ฟังคำตัดสินนั้นแล้วคิดว่า "เดี๋ยวเถอะจะได้รู้กันว่าเป็นเทวดาจริง หรือเทวดาปลอมกันแน่" เดินไปหอบฟางมาใส่โพรงไม้แล้วจุดไฟทันที ทันใดนั่นเองพ่อของนายอติบัณฑิตรีบหนีตายขึ้นข้างบนต้นไม้โหนกิ่งไม้แล้วกระโดดลงดินพลางกล่าวเป็นคาถาว่า

"คนชื่อบัณฑิตดีแน่ ส่วนอติบัณฑิตไม่ดีเลย เพราะเจ้าอติบัณฑิตลูกเรา
เกือบเผาเราเสียแล้ว"

เมื่อแผนการถูกเปิดโปง นายอติบัณฑิตจึงจำต้องแบ่งส่วนแบ่งเท่า ๆ กัน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน

ที่มา เวปธรรมะไทย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #14  
เก่า 30-08-13, 12:02
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4309
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default

มงคลที่ 7 เป็นพหูสูต

พหูสูต คืออะไร
พหูสูต หมายถึง ผู้ที่มีความรอบรู้ หรือพูดสั้นๆ ว่า "ฉลาดรู้"
ความเป็นผู้ฉลาดรู้ คือ เป็นผู้ที่รู้จักเลือกเรียนในสิ่งที่ควรรรู้ เป็นผู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมามาก
ได้ยินได้ฟังได้อ่านมามาก ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เป็นต้นเหตุแห่งปัญญา ทำให้เกิดความรู้สำหรับ
บริหารงานชีวิต และเป็นกุญแจไขไปสู่ลาภ ยศ สรรเสริญ และทุกสิ่งที่เราปรารถนา

ความแตกต่างระหว่างบัณฑิตกับพหูสูต
บัณฑิต คือ ผู้ที่มีคุณธรรมประจำใจ มีความประพฤติดีงาม
พหูสูต คือ ผู้มี่ความรู้มาก แต่คุณธรรมความประพฤติยังไม่แน่ว่าจะดี

ลักษณะความรู้ที่สมบูรณ์ของพหูสูต
1. รู้สึก หมายถึง รู้เรื่องราวสาวไปหาเหตุในอดีตได้ลึกซึ้งถึงความเป็นมา
2. รู้รอบ หมายถึง ช่างสังเกต รู้สิ่งต่างๆ รอบตัว
3. รู้กว้าง หมายถึง สิ่งรอบตัวแต่ละอย่างที่รู้ก็รู้อย่างละเอียด
รู้ถึงความเกี่ยวพันของสิ่งนั้นกับสิ่งอื่นๆ ด้วย คล้ายรู้รอบตัวแต่เก็บรายละเอียด
4. รู้ไกล หมายถึง มองการณ์ไกล รู้ถึงผลที่จะตามมาในอนาคต

คุณสมบัติของพหูสูตหรือนักศึกษาที่ดี
1. พหุสุตา อ่านมาก ฟังมาก คือมีนิสัยชอบฟัง ชอบอ่าน ชอบค้นคว้า
ยึดหลัก "เรียนจากครู ดูจากตำรา สดับปาฐะ"
2. ธตา จำได้แม่นยำ คือมีความจำดี รู้จักจับสาระสำคัญ จับหลักให้ได้ แล้วจำได้แม่นยำ
3. วจสตา ปริจิตา ท่องได้คล่องปาก คือต้องฝึกท่องให้คล่องปากท่องจนขึ้นใจ
จำได้คล่องแคล่วจัดเจนไม่ต้องพลิกตำรา
4. มนสานุเปกขิตา ขึ้นใจ คือใส่ใจนึกคิดตรึกตรองสาวเหตุสาวผลให้เข้าใจตลอด
พิจารณาให้เจนจบ นึกถึงครั้งใดก็เข้าใจปรุโปร่งหมด
5. ทิฏฐิยา สุปฏิวิทธา แทงตลอดด้วยปัญญา คือ เข้าใจแจ่มแจ้ง ทั้งภาคทฤษฎี
และปฏิบัติความรู้กับใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ลักษณะผู้ที่เป็นพหูสูตไม่ได้ดี
1. คนราคจริต คือ คนขี้โอ่ บ้ายอ เจ้าแง่แสนงอน รักสวยรักงาม
พิถีพิถันจนเกินเหตุ มัวแต่งอน มัวแต่แต่งตัว จนไม่มีเวลาท่องบ่นค้นคว้าหาความรู้
พวกนี้แก้โดยให้หมั่นนึกถึงความตาย พิจารณาซากศพอสุภะเนืองๆ
2. คนโทสจริต คือ คนขี้โมโห ฉุนเฉียว โกรธง่าย ผูกพยาบาทมาก มัวแต่คิดโกรธแค้น
จนไม่มีเวลาไตร่ตรอง พวกนี้แก้โดยให้หมั่นรักษาศีล และแผ่เมตตาเป็นประจำ
3. คนโมหจริต คือ คนสะเพร่า ขี้ลืม มักง่าย ทำอะไรไม่พยายามเอาดี
ทำสักแต่ให้เสร็จ สติไม่มั่นคง ใจกระด้างในการกุศล สงสัยในพระรัตนตรัยว่ามีคุณจริงหรือไม่
พวกนี้แก้โดยให้หมั่นฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมอ
4. คนขี้ขลาด คือ พวกขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่กหล้าลงมือทำอะไร
กลัวถูกติ คอยแต่จะเป็นผู้ตาม ไม่มีความคิดริเริ่ม พวกนี้แก้โดยให้คบกับคนมาตรฐาน
คือคบบัณฑิต จะอ่านจะทำอะไรก็ให้จับให้แต่สิ่งที่เป็นมาตรฐานไม่ใช่สักแต่ว่าทำ
5. คนหนักในอามิส คือ พวกบ้าสมบัติ ตีค่าทรัพย์ว่าสำคัญกว่าความรู้
ทำให้ไม่ขวนขวายในการแสวงหาปัญญาเท่าที่ควร
6. คนจับจด คือ พวกทำอะไรเหยาะแหยะไม่เอาจริง
7. นักเลงสุรา คือ พวกขี้เมา ขาดสติ หมดโอกาสที่จะเรียนรู้
8. คนที่มีนิสัยเหมือนเด็ก คือ พวกชอบเอิกเกริกสนุกเฮฮาจนเกินเหตุ ขาดความรับผิดชอบ

วิธีฝึกตนให้เป็นพหูสูต
1. ฉลาดเลือกเรียนแต่สิ่งที่ควร
2. ตั้งใจเรียนวิชาที่ตนเลือกแล้วอย่างเต็มความสามารถ
3. มีความกระตือรือร้นที่จะศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ
4. ต้องหาความรู้ทางธรรมควบคู่ไปกับความรู้ทางโหลดด้วย
5. เมื่อเรียนก็จำไว้เป็นอย่างดี พร้อมที่จะนำความรู้ไปใช้ได้ทันที

อานิสงส์การเป็นพหูสูต
1. ทำให้เป็นที่พึ่งของตนเอง
2. มำฝห้ได้ความเป็นผู้นำ
3. ทำให้แกล้วกล้าองอาจในทุกที่ทุกสถาน
4. ทำให้บริบูรณ์ด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ สุข
5. ทำให้ได้รับคำชมเชย ได้รับความยกย่องเกรงใจ
6. เป็นสชาติปัญญาติดตัวข้ามภพข้ามชาติไป ไม่มีใครแย่งชิงได้
7. เป็นพื้นฐานของศิลปะ และความสามารถอื่นๆ ต่อไป
8. ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้โดยง่าย
ฯลฯ

จากมงคลชีวิต ฉบับ "ทางก้าวหน้า"

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #15  
เก่า 30-08-13, 12:06
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4309
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default


กุรุงคมิคชาดก : เรื่องของกวางเจ้าปัญญา

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ทรงปรารภพระเทวทัตผู้ตะเกียกตะกายเพื่อจะปลงพระชนม์ของพระองค์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกวางตัวหนึ่ง หากินผลมะรื่นในป่าแห่งหนึ่ง มีพรานชาวบ้านคนหนึ่ง มีอาชีพล่าเนื้อขาย ด้วยการผูกห้างบนต้นไม้มะรื่น ซัดหอกฆ่ากวางที่มากินผลมะรื่นนั้นเป็นประจำทุกวัน

ในวันหนึ่ง กวางเจ้าปัญญานั้น มากินผลมะรื่นตั้งแต่เช้าตรู่ แต่ไม่ได้ผลุนผลันเข้าไปที่โคนต้นมะรื่นนั้นเลยทีเดียว ด้วยคิดว่าอาจจะมีพรานนั่งห้างอยู่บนต้นไม้นั้นก็ได้ จึงได้ยืนพิจารณาอยู่ภายนอก

ฝ่ายนายพรานเมื่อเห็นกวางไม่เข้ามา จึงโยนผลมะรื่นให้ตกลงข้างหน้ากวางนั้น หวังล่อให้กวางเข้าไป ฝ่ายกวางเห็นเช่นนั้นจึงคิดว่า " ข้างบนต้นไม้ต้องมีนายพรานอยู่อย่างแน่นอน เพราะลมไม่มี แล้วทำไมผลมะรื่นจึงมาตกที่หน้าของเราได้ "

จึงแหงนไปดูบนต้นไม้ เหลือบไปเห็นนายพรานบนต้นไม้ แกล้งทำเป็นไม่เห็นแล้วจึงพูดขึ้นว่า " ต้นมะรื่นเอ๋ย เมื่อก่อนท่านให้ผลตกลงตรงๆ แต่บัดนี้ ท่านละทิ้งรุกขธรรมเสียแล้ว เราจะไปยังต้นไม้อื่นแสวงหาอาหารของเรา " แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า

" แน่ะไม้มะรื่น การที่ท่านปล่อยผลมะรื่นให้หล่นกลิ้งมานั้น เราผู้เป็นกวางรู้แล้ว
เราจะไปสู่ต้นมะรื่นต้นอื่น เพราะเราไม่ชอบใจผลของท่าน "


ฝ่ายนายพรานที่นั่งอยู่บนห้างนั้น ได้พุ่งหอกไปยังกวางนั้นอย่างสุดแรง หวังฆ่ากวางนั้นให้ตาย แต่หอกนั้นพลาดเป้าเพราะอยู่ไกลเกินไป กวางได้วิ่งหนีเข้าชายป่าไปด้วยความปลอดภัย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ผู้มีปัญญาใคร่ครวญแล้วจึงทำ

ที่มา เวปธรรมะไทย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #16  
เก่า 07-09-13, 19:06
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4309
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default

มงคลที่ 8 มีศิลปะ

ศิลปะคืออะไร
ศิลปะ แปลว่า การแสดงออกมาให้ปรากฏขึ้นได้อย่างดงามน่าพึงชม หมายถึง "ฉลาดทำ"
คือทำเป็นนั่นเอง พหูสูตรนั้นเป็นผู้ฉลาดรู้ เรียนรู้ในหลักวิชา รู้ว่าอะไรเป็นอะไร รู้ว่าทำอย่างไร
ส่วนศิลปะ เป็นความสามารถในทางปฏิบัติ คือสามารถนำความรู้นั้นมาใช้ให้บังเกิดผลได้

ประเภทของศิลปะ
ทางกาย คือฉลาดทำการช่างต่างๆ รวมทั้งฉลาดในการทำอาชีพอื่นๆ
ทางวาจา คือฉลาดในการพูด มีวาทศิลป์ รู้จักเลือกพูดแต่สิ่งที่ดีเป็นประโยชน์
สามารถยกใจของผู้พูดและผู้ฟังให้สูงขึ้นได้
ทางใจ คือฉลาดในการคิด มีสติสัมปชัญญะ สามารถควบความคิดให้คิด
ไปในทางที่ดี คิดในทางสร้างสรรค์ คิดในทางยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น
สรุป ศิลปะ หมายถึง คิดเป็น พูดเป็น ทำเป็น

องค์ประกอบของศิลปะ
1. ทำด้วยความประณีต
2. ทำให้สิ่งต่างๆ มีคุณค่าสูงขึ้น
3. ทำแล้วส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์
4. ทำแล้วไม่ทำให้กามกำเริบ
5. ทำแล้วไม่ทำให้ความคิดพยาบาทกำเริบ
6. ทำแล้วไม่ทำให้ความคิดบิดเบียนกำเริบ

คุณสมบัติของผู้สามารถมีศิลปะ
1. ต้องมีศรัทธา
2. ต้องไม่เป็นคนขี้โรค
3. ต้องไม่เป็นคนขี้โม้ขี้คุย
4. ต้องไม่เป็นคนขี้เกียจ
5. ต้องเป็นคนมีปัญญา

วิธีฝึกตนให้มีศิลปะ
1. ฝึกตนเองให้เป็นคนช่างสังเกต รู้จักหาจุดเด่นของสิ่งรอบตัว
2. ตั้งใจทำงานทุกอย่างที่มาถึงตนให้ดีที่สุด อย่าดูถูก หรือไม่เกี่ยงงาน
3. ตั้งใจทำงานทุกอย่างด้วยความประณีต ละเอียดละออ
4. ตั้งใจปรับปรุงงานให้ดีขึ้นเสมอ
5. หมั่นใกล้ชิดกับผู้มีศิลปะอย่างแท้จริงในสายงานนั้นๆ
6. ฝึกสมาธิอยู่เสมอเพื่อให้ใจผ่องใสเกิดปัญญาที่จะฝึกและปรับปรุงตนเองให้มี
คุณสมบัติของผู้มีศิลปะได้

อานิสงส์ของการมีศิลปะ
1. ทำให้มีความสามารถเด่นกว่าคนอื่น
2. ทำให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้
3. ทำให้เป็นคนฉลาดช่างสังเกต มีไหวพริบปฏิภาณดี
4. ทำให้เป็นคนมั่งคั่งสมบูรณ์
5. ทำให้ได้รับความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า
6. ทำให้โลกเจริญทางด้านวัตถุและจิตใจ
ฯลฯ

"ศิลปะแม้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้เสมอ"

จากหนังสือมงคลชีวิต ฉบับ "ทางก้าวหน้า"

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #17  
เก่า 07-09-13, 19:09
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4309
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default



สาลิตตกชาดก : เรื่องของคนมีศิลปะ

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้ฆ่าหงส์รูปหนึ่ง
ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอำมาตย์ในเมืองพาราณสี มีพราหมณ์ปุโรหิตผู้พูดมากคนหนึ่งประจำราชสำนัก ถ้าเขาได้พูดแล้วคนอื่นจะไม่มีโอกาสได้พูดเลย สร้างความรำคาญให้แก่ผู้คนเป็นอย่างมากแม้กระทั่งพระราชา พระองค์จึงคิดหาวิธีสกัดคำพูดของปุโรหิตนั้น

วันหนึ่ง พระองค์เสด็จไปพระอุทยานด้วยพระราชรถ ถึงต้นไทรทอดพระเห็นพวกเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังยืนมุงดูชายง่อยเปลี้ยผู้หนึ่ง ดีดก้อนขวดซัดใส่ใบไม้เจาะรูเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ อยู่ จึงเสด็จเข้าไปทอดพระเนตรดู ทรงคิดได้วิธีสกัดคำพูดของปุโรหิต รับสั่งให้ชายง่อยเปลี้ยเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามว่า
" ในราชสำนักของเรา มีคนพูดมากอยู่คนหนึ่ง เจ้าสามารถทำให้เขาหยุดพูดได้ไหม ? "

เขากราบทูลว่า
" ถ้าได้ขี้แพะถังหนึ่ง อาจทำให้เขาหยุดพูดได้ พระเจ้าค่ะ "

จึงรับสั่งให้นำชายง่อยเปลี้ยเข้าวังด้วย ให้เขานั่งภายในม่านเจาะรูตรงข้ามกับที่นั่งของพราหมณ์ปุโรหิตผู้พูดมากนั้น พร้อมให้วางขี้แพะแห้งไว้ใกล้ ๆชายง่อยเปลี้ยนั้น พอได้เวลาพราหมณ์ปุโรหิตเข้าเฝ้า เขาก็เริ่มกราบทูลพูดโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้อื่น เมื่อเขาอ้าปากพูดคำไหน บุรุษง่อยเปลี้ยก็ดีดขี้แพะที่ทำเป็นก้อนเล็กๆ ผ่านม่านเข้าปากเขาทุกคำพูด พราหมณ์ปุโรหิตจึงได้กลืนกินขี้แพะโดยไม่รู้ตัว

พระราชาทรงทราบว่าขี้แพะหมดแล้ว จึงตรัสว่า
" ท่านอาจารย์ ท่านกลืนกินขี้แพะไปตั้งถังหนึ่งแล้ว ยังไม่รู้อีกหรือ ? ท่าน จงไปถ่ายท้องก่อนที่จะตายเสียเถิด "

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พราหมณ์ปุโรหิตปิดปากสนิท แม้ใครจะพูดด้วย ก็ไม่ค่อยจะพูด พระราชาทรงสบายพระทัย
แล้วรับสั่งให้พระราชทานบ้าน ๔ หลัง อยู่ในทิศทั้ง ๔ ทิศ พร้อมทรัพย์สินแก่ชายง่อยเปลี้ยนั้น

ฝ่ายอำมาตย์ ได้เข้าเฝ้าพระราชาแล้วกราบทูลว่า
"ธรรมดาศิลปะในโลก บัณฑิตทั้งหลาย พึงเรียน แม้เพียงดีดก้อนกวด ก็ยังช่วยให้ชายง่อยได้สมบัตินี้ " แล้วกล่าวคาถานี้ว่า

" ขึ้นชื่อว่าศิลปะ แม้ชนิดใดชนิดหนึ่ง ก็สามารถให้สำเร็จประโยชน์ได้โดยแท้
ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรบุรุษง่อย ได้บ้านทั้ง ๔ ทิศ ก็ด้วยการดีดขี้แพะ "

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ศิลปะเป็นสิ่งจำเป็นกับชีวิต

ธรรมะไทย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #18  
เก่า 07-09-13, 19:13
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4309
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default

มงคลที่ 9 มีวินัย

วินัยคืออะไร
วินัย หมายถึง ระเบียบ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ สำหรับควบคุมความประพฤติทางกาย วาจา ของคนในสังคมให้เรียบร้อยดีงาม เป็นแบบแผนอันหนึ่งอันเดียวกัน จะได้อยู่ร่วมกันด้วยความสุขสบาย ไม่กระทบกระทั่งซึ่งกันและกัน วินัยช่วยให้คนในสังคมห่างไกลจากความชั่วทั้งหลาย

ชนิดของวินัย
1. วินัยทางโลก หมายถึง ระเบียบสำหรับควบคุมคนในสังคมแต่ละแห่ง เป็นข้อตกลงของคนในสังคมนั้นที่จะทำให้ หรือไม่ให้ทำบางสิ่งบางอย่าง
2. วินัยทางธรรม เนื่องจากเราชาวพุทธมีทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ดังนั้นวินัยทางพระพุทธศาสนาจึงมี 2 ประเภทคือ
2.1 อนาคาริยวินัย วินัยสำหรับผู้ออกบวช ได้แก่ วินัยของพระภิกษุสามเณร (ขอไม่พูดถึงนะครับ)
2.2 อาคาริยวินัย วินัยสำหรับผู้ครองเรือน ได้แก่ วินัยของชาวพุทธ ชายหญิงทั่วๆ ไป

อาคาริยวินัย
วินัยสำหรับคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนที่สำคัญคือ ศีล 5
ศีล 5 มีดังนี้
1. ไม่ฆ่า
2. ไม่ลัก
3. ไม่ประพฤติผิดในกาม
4. ไม่โกหกหลอกลวง
5. ไม่เสพของมึนเมาให้โทษ

วิธีรักษาศีลตลอดชีพ
เพื่อรักษาความเป็นคนของตนไว้ให้ดี ชาวพุทธจึงจำเป็นต้องรักษาศีลยิ่งชีวิต การจะรักษาศีลให้ได้เช่นนั้น ต้องอาศัยปัญญาเข้าช่วยจึงจะรักษาไว้ได้โดยง่าย ก่อนอื่นให้พิจารณาว่า
- ศีล แปลว่า ปกติ
- คนผิดศีล คือคนผิดปกติ
- แต่ปัจจุบันนี้ คนปิดศีลจยเป็นปกตินิสัยมีจำนวนมากขึ้นทุกที จนกระทั่งหลายคนเห็นมีศีลกลายเป็นคนผิดปกติไป เมื่อความเป็นวิบัติไปเช่นนี้ประเทศชาติบ้านเมืองที่เคยร่มเย็นตลอดมาจึงต้องพลอยวิบัติ มีการฆ่ากัน โกงกัน ผิดลูกผิดเมีย ฯลฯ จนประชาชนนอนตาไม่หลับ สะดุ้งหวาดระแวงกันไปทั้งเมือง
เราจะให้ผู้ใดมาดับความทุกข์ความวิบัติครั้งนี้?
เราชาวพุทธแต่ละคนนี้แหละคือผู้ดับ เราจะดับทุกข์ด้วยการถือศีล ถึงคนอื่นไม่ช่วยถือเราก็จะถือเพียงลำพัง เพื่อเป็นการย้ำความคิดที่จะถือศีลให้มั่นคงตลิดชีพ จำต้องหาวิธีการที่เหมาะสม ซึ่งมีอยู่วิธีหนึ่ง คือ วิธีปลุกพระ ทุกๆ เช้าก่อนออกจากบ้านให้เอาพระเครื่องที่แขวนคออยู่ ใส่ในมือพนม หรือพนมมืออยู่หน้าที่บูชาพระ แล้วตั้งใจกล่าวคำสมาทานรักษาศีล 5 ดังๆ อย่างนี้


1.ปาณาติปาตา เวรมณี ข้าพเจ้าจะไม่ฆ่า
2.อทินนาทานา เวรมณี ข้าพเจ้าจะไม่ลักขโมย
3.กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี ข้าพเจ้าจะไม่ประพฤติผิดในกาม
4.มุสาวาทา เวรมณี ข้าพเจ้าจะไม่โกหกหลอกลวง
5.สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี ข้าพเจ้าจะไม่เสพของมึนเมา

ในทางการแพทย์ โรคที่เกิดขึ้นมี 2 ประเภท คือ
1. โรคประจำสังขาร เช่น โรคชรา โรคจากเชื้อโรคที่ระบาดเป็นครั้งคราว
2. โรคที่เกิดขึ้นจากการประพฤติผิด เช่น
ขาดศีลข้อ 1 ทำให้อายุสั้น
ขาดศีลข้อ 2 ทำให้เกิดโรคประสาท
ขาดศีลข้อ 3 ทำให้เกิดกามโรคหรือโรคเอดส์ได้ง่าย
ขาดศีลข้อ 4 ทำให้เกิดโรคความจำเสื่อม
ขาดศีลข้อ 5 ทำให้เกิดโรคพิษสุราเรื้อรัง โรคตับแข็ง ก่อการทะเลาะวิวาทได้ง่าย
ดังนั้นหากเรารักษาศีล 5 ก็เหมือนได้ฉัดวัคซีนป้องกันสารพัดโรคไว้แล้ว
ในวันพระหรือทุก 7 วันควรถือศีล 8 ซึ่งมีข้อเพิ่มเติมจากศีล 5 ดังนี้
ศีลข้อ 3 เปลี่ยนจากไม่ประพฤติผิดในกาม เป็น เว้นจากการเสพกาม
ศีลข้อ 6 เว้นจากการรับประทานอาหารยามวิกาล คือตั้งแต่เที่ยงถึงเช้าวันรุ่งขึ้น
ศีลข้อ 7 เว้นจากการตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับ และของหอมและเว้นจากการดูการละเล่น
ศีลข้อ 8 เว้นจากการนอนบนที่นอนอันอ่อนนุ่มและสูงใหญ่
ศีลข้อ 6-8 จะควบคุมความรู้สึกทางเพศไม่ให้เกิดขึ้นเกินส่วนนั่นก็คือ
1. เป็นการคุมกำเนิดโดยธรรมชาติ
2. เป็นการลดช่องว่างระหว่างชนชั้น ไม่มีการแข่งขันประดับประดาร่างกาย ใช้ชีวิตความเป็นอยู่อย่างเรยบง่ายไม่ฟุ้งเฟ้อ
3. เป็นการทำให้จิตใจสงบเบื้องต้น เพื่อให้สามารถเข้าถึงธรรมะชั้นสูงต่อไปโดยง่าย

อานิสงส์ของศีล
1. เป็นทางมาแห่งโภคทรัพย์สมบัติ และทำให้สามารถใช้ทรัพย์ได้เต็มอิ่ม โดยไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะมีใครมาทวงคืน
2. ทำให้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความเป็นสุข ไม่ต้องหวาดระแวงว่าใครจะมาปองร้าย
3. ทำให้เกียรติคุณฟุ้งขจรไปว่าเป็นคนเชื่อถือได้ มีอนาคตดี
4. ทำให้แกล้วกล้าอาจหาญในท่ามกลางประชุมชน
5. ทำให้เป็นคนไม่หลงลืมสติ มีความจำดี
6. ตายแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์ มีสุคติเป็นที่ไป และเป็นทางดำเนินไปสู่มรรคผลนิพพานในที่สุด

ประโยชน์ของวินัย
1. วินัยนำไปดี หมายความว่า ทำให้ผู้รักษาวินัยดีขึ้น ยกฐานะผู้มีวินัยให้สูงขึ้น
2. วินัยนำไปแจ้ง คำว่าแจ้ง แปลว่า สว่าง หรือเปิดเผย ไม่คลุมๆ เคลือๆ วินัยนำไปแจ้งคือเปิดเผลธาตุแท้ของคนได้ ว่าไว้ใจได้แค่ไหน โดยดูว่าเป็นคนมีวินัยหรือไม่
3. วินัยนำไปต่าง เราดูความแตกต่างของคนด้วยวินัย

ผู้มีวินัย หมายถึง ผู้ที่รักษาวินัยทั้งทางโลก และทางธรรมอย่างถูกต้องและเคร่งครัด

จากหนังสือมงคลชีวิต ฉบับ "ทางก้าวหน้า"

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เพิ่มบุญ : 07-09-13 เมื่อ 19:26

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #19  
เก่า 07-09-13, 19:15
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4309
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default



รักษาจิต ชื่อว่ารักษาทุกสิ่ง

วันนี้ขอถือโอกาสหยิบกรณีตัวอย่างของการแก้ปัญหาของพระพุทธเจ้ามานำเสนอ

เผื่อ เผื่อว่า อาจมีใครบางคนมีปัญหาทำนองเดียวกันนี้ แม้จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นก็ตาม แต่ก็อาจจะพอเทียบเคียงตัวอย่างนี้ได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

ที่มาของปัญหาเรื่องนี้ มาจากพระหนุ่มรูปหนึ่ง

ประวัติที่มาที่ไปของท่านก่อนบวช นับว่าน่าสนใจไม่น้อย

ประการแรก พื้นฐานทางครอบครัว ถือว่าเป็นคนค่อนข้างจะมีฐานะพอสมควร พ่อเป็นคหบดีในเมืองสาวัตถี

ประการต่อมา ครอบครัวท่านเป็นคนมีศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก ๆ ถึงกับรับดูแลอุปัฏฐากบำรุงพระเถระผู้ทรงศีลรูปหนึ่งเป็นประจำ กลายเป็นพระประจำตระกูล เพราะเป็นที่คุ้นเคยกับทุกคนในครอบครัว อีกพระเถรรูปนั้นก็สงเคราะห์ด้วยธรรมอยู่เนือง ๆ ที่สำคัญ ลูกชายคนเดียวของครอบครัวนี้ มีศรัทธา ฝักใฝ่ในธรรมอยู่ตลอดเวลา สังเกตได้จากเวลาที่พระเถระมารับบาตรในบ้าน ก็มักจะคอยหาจังหวะสนทนาธรรมอยู่เนือง ๆ

วันหนึ่ง เมื่อพระเถระมารับบาตรที่บ้าน ลูกชายก็ปรารภกับพระเถระเจ้าว่า “พระคุณเจ้าครับ ผมใคร่จะพ้นจากทุกข์ ท่านพอจะบอกแนวทางแก่กระผมได้ไหม ?”

เบื้องต้นพระเถรก็แนะนำให้ทำบุญด้วยวิธีการต่าง ๆ สอนให้รู้จักใช้จ่ายทรัพย์ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งทั้งหมดที่พระเถระนำเสนอไปนั้น ล้วนบุตรชายคหบดีท่านนี้ ทำมาแล้วทั้งสิ้น ซึ่งเขาหาพอใจอยู่แค่นี้ไม่ ดังนั้นจึงถามต่อไปอีกว่า “บุญนอกเหนือจากนี้มีอีกไหม ?”

เมื่อเห็นว่า บุตรคหบดีท่านนี้มีศรัทธาแรงกล้า จึงแนะนำให้รักษาศีล ๕

เขาก็รักษาศีล ๕ อย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของพระเถระ และดูเหมือนว่า เขายังหาพอใจอยู่แค่นั้นไม่ ใคร่จะทำบุญยิ่ง ๆ ขึ้นไปกว่านั้น

พระเถระก็แนะนำทางบุญทางกุศลแก่เขาสูงขึ้น ๆ ตามลำดับ กระทั่งในที่สุด ก็แนะนำให้ให้บวช เพื่อจะได้ปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์อย่างที่ใจปรารถนา ซึ่งเธอก็ตอบตกลง โดยไม่มีความลังเลแต่ประการใด เพราะใจมีศรัทธาพร้อมแล้ว

นับเป็นความโชคดีของเธอ ?

อุปัชฌาย์ ผู้บวชให้ เป็นพระวินัยธร เคร่งครัดในเรื่องพระวินัยอย่างยิ่ง เรียกว่าหาตัวจับยาก ส่วนอาจารย์ที่ทำหน้าที่อบรมสั่งสอน เป็นนักอภิธรรม มีความแตกฉานในอภิธรรมเป็นอย่างมาก หาตัวจับยากอีกเช่นกัน !

เธออยู่ในความดูแลของอุปัชฌาย์ และอาจารย์ทั้งสองรูปนี้ในช่วงพรรษาแรก

เช้าไปหาอุปัชฌาย์ ก็จะได้รับการสั่งสอน ย้ำแล้ว ย้ำอีกว่า สิ่งนี้ควร สิ่งนี้ไม่ควร นี้ทำได้ นี้ทำไม่ได้ ให้ระมัดระวัง ให้สำรวม พรหมจรรย์จึงจะเจริญงอกงาม สาย ๆ หน่อยออกจากสำนักของอุปัชฌาย์ เข้าไปสำนักอาจารย์ผู้ทรงอภิธรรม

อาจารย์ผู้ทรงอภิธรรมก็พยายามสั่งสอน พยายามจำแนกแยกแยะปัญหาในอภิธรรมให้เธอฟังอยู่เนือง ๆ ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนลึกซึ้ง

เธอก็ฟังคำสั่งสอนของครูอาจารย์โดยเคารพ

แต่....

เป็นอยู่อย่างนี้หลาย ๆ วันเข้า ก็รู้สึกเครียด เครียดเพราะคำสอน

ปรารภกับตัวเองว่า ตายจริง ! เรานี่บวชเพื่อต้องการพ้นจากทุกข์แท้ ๆ แต่เมื่อบวชมาแล้ว อันนั้นก็ทำไม่ได้ อันนี้ก็ไม่ถูก นี่ก็ไม่ควร กระดิกตัวไม่ได้เลย ! เหยียดมือ เหยียดเท้าไปทางไหน มีแต่เรื่องผิดศีล ผิดธรรมไปเสียหมด ! แล้วจะขยับตัวทำอะไรได้บ้าง ?

เป็นความอึดอัดที่เก็บอยู่ภายใน ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยกับอุปัชฌาย์อาจารย์

หนัก ๆ เข้าก็คิดจะสึก ไม่ไหว อยู่อย่างนี้ไม่มีความสุขเอาเสียเลย ทุกข์หนักกว่าเก่า

แต่ก็อีกนั่นแหละ ไม่กล้าเอ่ยปากอีกเช่นเคย

ว่ากันว่า เมื่อเธอไม่ยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์ อีกทั้งจะสึกก็ไม่กล้าเอ่ยปากกับอุปัชฌาย์อาจารย์ จึงทำให้เธอซูบผอมลง ทำให้เพื่อนพระด้วยกันเห็นผิดสังเกต จึงได้สอบถาม เธอจึงได้ปรารภเรื่องนี้ให้เพื่อนพระด้วยกันฟัง

นั่นแหละ เรื่องถึงได้เข้าหูอุปัชฌาย์

อุปัชฌาย์ทราบเรื่อง จึงได้นำไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พร้อมกับกราบทูลเรื่องราวที่เธอจะลาสิกขาให้ทรงทราบ

เมื่ออยู่ต่อหน้าพระพักตร์ พระพุทธเจ้าก็ตรัสถามถึงสาเหตุที่มาที่ไปถึงเรื่องราวที่ทำให้เธออยากสึก ไม่ยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์

โดนถามจี้จุดอย่างนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจึงพรั่งพรูออกมาจากปากของภิกษุหนุ่มรูปนั้น ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนพาดพิงถึงอุปัชฌาย์ และอาจารย์ของเธอทั้งสิ้น

เมื่อทุกอย่างกระจ่างชัดแล้ว พระพุทธเจ้าจึงหาอุบายใหม่สอนเธอ ทั้งนี้เพราะทรงเห็นว่า สิ่งที่อุปัชฌาย์ และอาจารย์ต่างพร่ำสอนนั้น “เกินไป” จริง ๆ สำหรับเธอ

ทรงแนะนำเรียบ ๆ ง่าย ๆ สั้น ๆ ว่า

เอาอย่างนี้ดีไหม ? เธอไม่ต้องสึกหรอก ! สิ่งที่อุปัชฌาย์สอน สิ่งที่อาจารย์แนะนำ เธอไม่ต้องกังวลว่าจะทำได้หรือทำไม่ได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องผิด เรื่องถูก ให้เธอตัดทิ้งทั้งหมด แล้วรักษาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เธอทำได้ไหม ?

ภิกษุหนุ่มได้ยินเช่นนั้น รู้สึกดีใจมาก แหม ! แค่อย่างเดียวเอง ทำไมจะทำไม่ได้ จึงกราบทูลไปด้วยความดีใจว่า ได้ พระเจ้าข้า จะให้ข้าพระองค์รักษาอะไร ทรงบอกมาได้เลย พระเจ้าข้า !

“ภิกษุ ! ขอให้เธอรักษาจิตของเธอให้ดี คุ้มครองจิตของเธอให้ดี อย่าให้ดิ้นรนกระวนกระวายตามอารมณ์ที่มากระทบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี หรือเรื่องร้าย จิตที่เธอคุ้มครองดูแลรักษาไว้อย่างนี้ จักนำความสุขมาให้”

สิ้นกระแสพระดำรัส ภิกษุรูปนั้นพิจารณาตามกระแสธรรมที่ทรงสั่งสอน ปฏิบัติตามคำแนะนำของพระพุทธเจ้า ไม่นานเธอก็ได้บรรลุธรรม พบความสุขที่แท้จริง.....

นี่แหละ...พระธรรมคำสั่งสอนจะทำให้ยากมันก็ยาก แต่ถ้าไม่ต้องการให้ยาก ทำให้ง่าย ดับทุกข์ได้ก็เป็นแก่นธรรมเหมือนกัน จะเลือกเอาแบบไหน ?

โดย chaiyassu

ขอบคุณที่มา www.oknation.net

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เพิ่มบุญ : 07-09-13 เมื่อ 19:37

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #20  
เก่า 07-09-13, 19:39
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4309
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default

มงคลที่ 10 มีวาจาสุภาพ

วาจาสุภาษิตคืออะไร
วาจาสุภาษิตหมายถึง คำพูดที่ผู้พูดได้กลั่นกรองไว้ดีแล้วด้วยใจที่ผ่องใส มิใช่สักแต่พูด
ลักษณะคำพูดที่พอเหมาะพอดี เป็นคุณทั้งแก่ตัวผู้พูดและผู้ฟัง

องค์ประกอบของวาจาสุภาษิต
1. ต้องเป็นคำจริง ไม่ใช่คำพูดที่ปั้นแต่งขึ้น เป็นคำพูดที่ไม่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
ไม่บิดเบือนจากความเป็นจริง ไม่เสริมความ ไอความต้องเป็นเรื่องจริง
2. ต้องเป็นคำสุภาพ เป็นคำพูดไพเราะ ที่กลั่นออกมาจากน้ำใจที่บริสุทธิ์ ไม่เป็นคำหยาบ
คำด่า ประชดประชัน คำเสียดสี
3. พูดแล้วก่อให้เกิดประโยชน์ เกิดผลดีทั้งแก่คนพูดและคนฟัง ถึงแม้คำพูดนั้นจะจริง
และเป็นคำพูดสุภาพ แต่ถ้าพูดแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไร กลับจะทำให้เกิดโทษ ก็ไม่ควรพูด
4. พูดด้วยจิตเมตตา พูดด้วยความปรารถนาดี อยากให้คนฟังมีความสุข มีความเจริญ
ยิ่งๆ ขึ้นไป ในข้อนี้หมายถึงว่า แม้จะพูดจริงเป็นคำสุภาพ พูดแล้วเกิดประโยชน์ แต่ถ้าจิต
ยังคิดโกรธมีความริษยา ก็ยังไม่สมควรพูด เพราะผู้ฟังอาจรับไม่ได้ ถ้อยคำที่กล่าวด้วยจิตขุ่นมัว
แม้เพียงประโยคเดียวอาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง อย่างไม่อาจประมาณได้
5. พูดถูกกาละเทศะ แม้ใช้คำพูดที่ดี เป็นคำจริง เป็นคำสุภาพ เป็นคำพูดที่มีประโยชน์
และพูดด้วยจิตเมตตา แต่ถ้าผิดจังหวะ ไม่ถูกกาละเทศะ ผู้ฟังยังไม่พร้อมที่จะรับแล้ว
จะก่อให้เกิดผลเสียได้
- พูดถูกเวลา (กาล) คือรู้ว่าเวลาไหนควรพูด เวลาไหนยังไม่ควรพูด ควรพูดนานเท่าไร
ต้องคาดผลที่จะเกิดขึ้นด้วย
- พูดถูกสถานที่ (เทศะ) คือรู้ว่าในสถานที่เช่นไร เหตุการณ์อวดล้อมเช่นไรจึงสมควร
ที่จะพูด หากพูดออกไปแล้วจะมีผลดีผลเสียอย่างไร

"คนฉลาดไม่ใช่เป็นแต่พูดเท่านั้น ต้องนิ่งเป็นด้วย
คนที่พูดเป็นนั้น ต้องรู้ในสิ่งที่ไม่ควรพูดให้ยิ่งกว่าสิ่งที่ควรพูด"

ลักษณะของทูตที่ดี (ทูตสันติ)
1. ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่ด่วนปฏิเสธ
2. เมื่อถึงคราวพูดก็สามารถทำให้ผู้อื่นฟังได้
3. รู้จักกำหนดขอบเขตของการพูดให้กระทัดรัด
4. จำเนื้อความทั้งหมดที่จะพูด
5. เข้าใจเนื้อความทั้งหมดโดยละเอียดตามความเป็นจริง
6. ทำให้ผู้อื่นเข้าใจตามได้
7. ฉลาดในการพูดที่เป็นประโยชน์และมิใช่ประโยชน์
8. ไม่พูดชวนให้เกิดการทะเลาะวิวาท

ถ้อยคำที่ไม่ควรเชื่อถือ
1. คำกล่าวพรรณนาคุณ ศรัทธา ของบุคคลที่ไม่มีศรัทธา
2. คำกล่าวพรรณนาคุณ ศีล ของบุคคลที่ไม่มีศีล
3. คำกล่าวพรรณนาคุณ พาหุสัจจะ ของบุคคลที่ไม่มีสดับ
4. คำกล่าวพรรณนาคุณ จาคะ ของบุคคลผู้ตระหนี่
5. คำกล่าวพรรณนาคุณ ปัญญา ของบุคคลผู้โง่

อานิสงส์การมีวาจาสุภาษิต
1. เป็นคนมีเสน่ห์ เป็นที่รักของชนทุกชั้น
2. มีความเจริญก้าวหน้าทั้งทางโลกและทางธรรม
3. มีวาจาสิทธิ์ ได้รับความสำเร็จในสิ่งที่เจรจา
4. ย่อมได้ยินได้ฟังแต่สิ่งที่ดีงาม
5. ไม่ตกไปในอบายภูมิ
ฯลฯ

จากหนังสือมงคลชีวิต ฉบับ "ทางก้าวหน้า"

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 23:46


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่