กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ปกิณกะธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #21  
เก่า 07-09-13, 19:43
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4308
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default



ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วันเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภการพูดเสียดแทงให้เจ็บใจของพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยของพระเจ้าคันธาระครองเมืองตักกศิลา แคว้นคันธาระ พระโพธิสัตว์เกิดเป็นโคนามว่า นันทิวิสาล เป็นโคมีรูปร่างสวยงาม มีพละกำลังมาก มีพราหมณ์คนหนึ่งได้เลี้ยงและรักโคนั้นเหมือนลูกชาย โคนั้นคิดจะตอบแทนบุญคุณการเลี้ยงดูของพราหมณ์ในวันหนึ่ง ได้พูดกะพราหมณ์ว่า
"พ่อ จงไปท้าพนันกับโควินทกเศรษฐีว่า โคของเราสามารถลากเกวียนหนึ่งร้อยเล่ม ที่ผูกติดกันให้เคลื่อนไหวได้ พนันด้วยเงินหนึ่งพันกหาปณะเถิด"

พราหมณ์ได้ไปที่บ้านเศรษฐีและตกลงกันตามนั้น นัดเดิมพันกันในวันรุ่งขึ้น ในวันเดิมพัน พราหมณ์ได้เทียมโคนันทิวิสาลเข้าที่เกวียนเล่มแรก เพื่อลากเกวียนหนึ่งร้อยเล่มผูกติดกันซึ่งบรรทุกทราย กรวดและหินเต็มลำ แล้วขึ้นไปนั่งบนเกวียน เงื้อปฏักขึ้นพร้อมกับตวาดว่า
"ไอ้โคโกง โคโง่ เจ้าจงลากเกวียนไปเดี๋ยวนี้"

ฝ่ายโคนันทิวิสาลเมื่อได้ยินพราหมณ์พูดเช่นนั้น ก็คิดน้อยใจว่า
"พราหมณ์เรียกเราผู้ไม่โกง ว่าโกง ผู้ไม่โง่ ว่าโง่"

จึงยืนนิ่งไม่เคลื่อนไหว โควินทกเศรษฐีจึงเรียกให้พราหมณ์นำเงินหนึ่งพันกหาปณะมาให้แล้วกลับบ้านไปฝ่ายพราหมณ์ผู้แพ้พนันเงินหนึ่งพันกหาปณะ ปลดโคแล้วก็เข้าไปนอนเศร้าโศกเสียใจอยู่ในบ้าน ส่วนโคนันทิวิสาลเห็นพราหมณ์เศร้าโศกเสียใจเช่นนั้น จึงเข้าไปปลอบและกล่าวว่า
"พ่อ ฉันอยู่ในเรือนของท่านตลอดมา เคยทำภาชนะอะไรแตกไหม เคยเหยียบใครๆ เคยถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะในที่อันไม่ควรหรือไม่ เพราะเหตุใด ท่านจึงเรียกเราว่า โคโกง โคโง่ ครั้งนี้เป็นความผิดของท่านเอง ไม่ใช่ความผิดของฉัน บัดนี้ ขอให้ท่านไปเดิมพันกับโควินทกเศรษฐีใหม่ด้วยเงินสองพันกหาปณะ ขออย่างเดียว ท่านอย่าได้เรียกฉันว่า โคโกง โคโง่ ท่านจะได้ทรัพย์ตามที่ท่านปรารถนา ฉันจะไม่ทำให้ท่านเศร้าเสียใจ"

พราหมณ์ได้ทำตามที่โคนันทิวิสาลบอก ในวันเดิมพัน พราหมณ์จึงพูดหวานว่า
"นันทิวิสาลลูกรัก เจ้าจงลากเกวียนทั้งร้อยเล่มนี้ไปเถิด"

โคนันทวิสาลได้ลากเกวียนร้อยเล่มที่ผูกติดกัน ด้วยการออกแรงลากเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ทำให้เกวียนเล่มสุดท้ายไปตั้งอยู่ที่เกวียนเล่มแรกอยู่ ทำให้พราหมณ์ชนะพนัน ด้วยเงินสองพันกหาปณะพระพุทธองค์เมื่อนำอดีตนิทานมาสาธกแล้วตรัสว่า
"ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่า คำหยาบ ไม่เป็นที่ชอบใจของใครๆ แม้กระทั่งสัตว์เดียรัจฉาน"

แล้วได้ตรัสพระคาถาว่า
"บุคคลควรพูดแต่คำที่น่าพอใจเท่านั้น ไม่ควรพูดคำที่ไม่น่าพอใจในกาลใดๆ เมื่อพราหมณ์พูดคำที่น่าพอใจ โคนันทิวิสาลได้ลากสัมภาระอันหนักได้ ทั้งยังทำให้หราหมณ์ผู้นั้นได้ทรัพย์อีกด้วย ส่วนตนเองก็เป็นผู้ปลื้มใจ เพราะการช่วยเหลือนั้นด้วย"


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
พูดดีเป็นศรีแก่ปาก พูดมากปากมีสี


ที่มา www.dhammathai.org

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #22  
เก่า 07-09-13, 19:47
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4308
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default

มงคลที่ 11 บำรุงบิดามารดา

พระคุณของพ่อแม่
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอุปมาว่า
ถ้าบุตรจะพึงวางบิดามารดาไว้บนบ่าทั้งสองของตน
ประคับประคองท่านอยู่บนบ่านั้น ป้อนข้าวป้อนน้ำและให้ท่านถ่ายอุจจาระ
บนบ่านั้นเสร็จ แม้บุตรจะมีอายุถึง 100 ปีและปรนนิบัติท่านไปจนตลิดชีวิต
ก็ยังนับว่าตอบแทนพระคุณท่านไม่หมด
ยังมีผู้อุปมาไว้ว่า หากเราใช้ท้องฟ้าแทนกระดาษ ยอดเขาพระสุเมรุแทนปากกา
น้ำในมหาสมุทรแทนหมึก เขียนบรรยายคุณของพ่อแม่
จนท้องฟ้าเต็มไปด้วยอักษร ภูเขาสึกกร่อนจนหมด
น้ำในมหาสมุทรเหือดแห้ง ก็ยังบรรยายคุณของพ่อแม่ไม่หมด
บิดามารดาเป็นผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ของบุตร สรุปโดยย่อคือ
1. เป็นต้นแบบทางกาย แบบเป็นสิ่งที่จำเป็นในการทำให้ของทั้งหลายมีค่าสูงขึ้น
2. เป็นต้นแบบทางใจ ให้ความอุปการะเลี้ยงดู ฟูมฟัก ทะนุถนอม
อบรมสั่งสอน ปลูกฝังกิริยามารยาท ให้ความรู้ทั้งทางโลก และทางธรรม

สมญานามของพ่อแม่
- พ่อแม่เป็นพรหมของลูก เพราะเหตุที่มีพรหมวิหาร 4 ประการได้แก่
1. มีเมตตา คือมีความปราถนาดีต่อลูกไม่มีที่สิ้นสุด
2. มีกรุณา คือหวั่นใจในความทุกข์ของลูก และคอยช่วยเหลือเสมอไม่เคยทอดทิ้ง
3. มีมุทิตา คือเมื่อลูกมีความสุขสบาย ก็มีความปลาบปลื้มยินดีด้วย ความจริงใจ
4. มีอุเบกขา คือเมื่อลูกมีครอบครัวสามารถเลี้ยงตนเองได้แล้ว
ก็ไม่วุ่นวายในชีวิตครอบครัวลูกจนเกินงาม และหากลูกผิดพลาดก็ไม่ซ้ำเติม
แต่กลับคอยเป็นที่ปรึกษาให้เมื่อลูกต้องการ
- พ่อแม่เป็นเทวดาคนแรก (บุรพเทพ) ของลูก
เพราะคอยปกป้องคุ้มกันภัยเลี้ยงดูลูกมาก่อนผู้มีความปรารถนาดีคนอื่นๆ
- พ่อแม่เป็นครูคนแรก เพราะสั่งสอนอบรมทั้งคำพูดและกิริยามารยาทให้ลูกก่อนคนอื่นๆ
- พ่อแม่เป็นวิสุทธิเทพของลูก เพราะมีคุณธรรม 4 ประการได้แก่
1. ไม่ถือสาในความผิดของลูก
2. ปรารถนาประโยชน์แก่ลูกเสมอ
3. เป็นทักขิเณยยบุคคล เป็นเนื้อนาบุญของลูก เป็นผู้ที่ลูกควรทำบุญต่อตัวท่าน
4. เป็นอาหุเนยยบุคคล เป็นผู้ควรแก่การรับของคำนับ และการนมัสการของลูก

คุณธรรมของลูก
เมื่อพ่อแม่มีพระคุณมากมายปานนี้ ลูกจึงควรมีคุณธรรมต่อท่าน
คุณธรรมของลูกเริ่มที่รู้จักคุณพ่อแม่ คือรู้ว่าท่านดีต่อเราอย่างไร สูงขึ้นไปอีก
คือตอบแทนคุณท่าน ในทางพระพุทธศาสนา ได้บรรยายคุณธรรมของลูกไว้อย่างสั้นๆ
แต่เก็บความไว้ได้อย่างครบถ้วน คือคำว่า กตัญญู กตเวที
กตัญญู หมายถึง เห็นคุณค่าท่าน คือเห็นด้วยใจ
ด้วยปัญญาว่าท่านเป็นผู้มีพระคุณต่อเราอย่างแท้จริง
กตเวที หมายถึง การทดแทนพระคุณของท่าน ซึ่งมีงานที่ต้องทำ 2 ประการคือ
1. ประกาศคุณท่าน หมายถึง การทำให้ผู้อื่นรู้ว่าพ่อแม่มีคุณแก่เราอย่างไรบ้าง
มากน้อยเพียงใด พ่อแม่ของใครใครก็รัก เมื่อรักท่านก็จงประกาศคุณความดีของท่านสิ
ประกาศด้วยความดีของตัวเราเองตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ยิ่งท่านยังมีชีวิตอยู่การประกาศคุณของเรา
จะทำให้ท่านมีความสุขใจอย่างยิ่ง ส่วนใครจะประพันธ์สรรเสริญคุณพ่อแม่พิมพ์แจก
เวลาท่านตายแล้ว นั้นเป็นประเด็นเบ็ดเตล็ดจะทำก็ได้ ไม่ทำก็ไม่เสียหายอะไร
2. การตอบแทนคุณของท่าน แบ่งเป็น 2 ช่วง
2.1 เมื่อท่านยังมีชีวิต ก็ช่วยเหลือกิจการของท่าน เลี้ยงดูท่านตอบเมื่อยามท่านชรา
ดูแลปรนนิบัติการกินอยู่ของท่านให้สะดวกสบาย และเอาใจใส่ช่วยเหลือเมื่อท่านเจ็บป่วย
2.2. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ก็จัดพิธีศพให้ท่าน และทำบุญอุทิศส่วนกุศล
ให้ท่านอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าเราจะตอบแทนพระคุณท่านถึงเพียงนี้แล้ว
ยังนับว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับ
พระคุณอันยิ่งใหญ่ที่ท่านมีต่อเรา
ผู้ที่มีความกตัญญูกตเวทีต้องการจะสนองพระคุณท่านให้ได้ทั้งหมด พึงกระทำดังนี้
1. ถ้าท่านยังไม่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ก็พยายามชักนำให้ท่านตั้งอยู่ในศรัทธาให้ได้
2. ถ้าท่านยังไม่ถึงพร้อมด้วยการให้ทาน ก็พยายามชักนำให้ท่านยินดีในการบริจาคทานให้ได้
3. ถ้าท่านยังไม่มีศีล ก็พยายามชักนำให้ท่านรักษาศีลให้ได้
4. ถ้าท่านยังไม่ทำสมาธิภาวนา ก็พยายามชักนำให้ท่านทำสมาธิภาวนาให้ได้

อานิสงส์การบำรุงบิดามารดา
1. ทำให้เป็นคนมีความอดทน
2. ทำให่เป็นคนมีสติรอบคอบ
3. ทำให้เป็นคนมีเหตุผล
4. ทำให้พ้นทุกข์พ้นภัย
5. ทำให้ได้ลาภได้ง่าย
6. ทำให้แคล้วคลาดภัยในยามขับขัน
7. ทำให้เทวดาลงรักษา
8. ทำให้ได้รับการยกย่องสรรเสริญ
9. ทำให้มีความเจริญก้าวหน้า
10. ถ้ามีลูกก็จะได้ลูกที่ดี
11. ทำให้มีความสุข
12. ทำให้เป็นแบบอย่างอันดีแก่อนุชนรุ่นหลัง
ฯลฯ

จากหนังสือมงคลชีวิต ฉบับ "ทางก้าวหน้า"

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #23  
เก่า 07-09-13, 19:53
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4308
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default



สุ ว ร ร ณ ส า ม ช า ด ก ( พระสุวรรณสาม )

ครั้งหนึ่ง มีสหายสองคนรักใคร่กันมาก ต่างก็ตั้งบ้านเรือน อยู่ใกล้เคียงกัน ไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ ทั้งสองคนตั้งใจว่า ถ้าฝ่ายหนึ่งมีลูกสาว อีกฝ่ายหนึ่งมีลูกชาย ก็จะให้แต่งงาน เพื่อครอบครัวทั้งสองฝ่ายจะได้ ผูกพันใกล้ชิดกันไม่มีเสื่อมคลาย อยู่ต่อมาฝ่ายหนึ่งก็มีลูกชายชื่อว่า ทุกูลกุมาร อีกฝ่ายหนึ่งมีลูกสาว ชื่อว่า ปาริกากุมารี เด็กทั้งสองมีรูป ร่างหน่าตางดงาม สติปัญญาฉลาดเฉลียว และมีจิตใจมั่นอยู่ในศีล เมื่อเติบโตขึ้น พ่อแม่ของทั้งสองก็ตกลงจะทำตามที่เคย ตั้งใจไว้ คือให้ลูกของทั้งสองบ้านได้แต่งงานกัน แต่ทั้งทุกูลกุมารและปาริกากุมารี ต่างบอกกับพ่อแม่ ของตนว่า ไม่ต้องการแต่งงานกัน แม้จะรู้ดีว่า ฝ่ายหนึ่ง เป็นคนดี รูปร่างหน้าตางดงาม และเป็นเพื่อนสนิท มาตั้งแต่เด็กก็ตาม ในที่สุด พ่อแม่ของทั้งสองก็จัดการแต่งงานให้จนได้ แต่แม้ว่าทุกูลและปาริกาจะแต่งงานกันแล้ว ต่างยังคงประพฤติ ปฏิบัติเสมือนเป็นเพื่อนกันตลอดมา ไม่เคยประพฤติต่อกัน ฉันสามีภรรยา ยิ่งไปกว่านั้นทั้ง สองคนมีความปราถนาตรงกัน คือประสงค์จะออกบวช ไม่อยากดำเนินชีวิตอย่างชาวบ้าน ธรรมดาซึ่ง จะต้องพัวพันอยู่กับการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เพื่อเป็นอาหารบ้าง เพื่อป้องกันตัวเองบ้าง

เมื่อได้อ้อนวอนพ่อแม่ทั้งสองบ้านอยู่ เป็นเวลานาน ในที่สุด ทั้งสองก็ได้รับคำอนุญาตให้บวชได้ จึงพากัน เดินทางไปสู่ป่าใหญ่ และอธิษฐานออกบวช นุ่งห่มผ้าย้อม เปลือกไม้และไว้มวยผมอย่างดาบส บำเพ็ญ ธรรมอยู่ ณ ศาลาในป่านั้น ด้วยความเมตตาอันมั่นคง ของทั้งสองคน บรรดาสิงสาราสัตว์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ต่างก็มีเมตตาจิตต่อกัน ไม่ทำร้ายซึ่งกันและกัน ต่างหากินอยู่ด้วยความสุขสำราญ ต่อมาวันหนึ่ง พระอินทร์เล็งเห็นอันตรายซึ่งจะบังเกิดแก่ ทุกูลดาบสและปาริกาดาบสินี จึงตรัสบอกแก่ ดาบสว่า "ข้าพเจ้าเล็งเห็นว่า อันตรายจะเกิดขึ้นแก่ท่าน ขอให้ท่านจงมีบุตร เพื่อเป็น ผู้ช่วยเหลือ ปรนนิบัติในยามยากลำบากเถิด" ทุกูลดาบสจึงถามว่า "อาตมาบำเพ็ญพรตเพื่อความพ้นทุกข์ อาตมาจะมีบุตรได้อย่างไร อาตมาไม่ต้องการดำเนินชีวิต อย่างชาวโลก ที่จะทำให้ต้องวนเวียนอยู่ในความทุกข์อีก" พระอินทร์ตรัสว่า "ท่านไม่จำเป็นต้องประพฤติปฏิบัติ อย่างชาวโลก แต่ท่านจำเป็นต้องมีบุตรไว้ช่วย เหลือปรนนิบัติ ขอให้เชื่อข้าพเจ้าเถิด ท่านเพียงแต่เอามือลูบท้องนางปาริกา ดาบสินี นางก็จะตั้งครรภ์ ลูกในครรภ์นางจะได้เป็นผู้ดูแล ท่านทั้งสองต่อไป"

เมื่อพระอินทร์ตรัสบอกดังนั้น ทุกูลดาบสจึงทำตาม ต่อมานางปาริกาก็ตั้งครรภ์ ครั้นครบกำหนด ก็คลอดบุตร มีผิวพรรณงดงามราวทองคำบริสุทธิ์ จึงได้ชื่อว่า "สุวรรณสาม" ปาริกาดาบสสินี เลี้ยงดู สุวรรณสามจนเติบใหญ่อยู่ในป่านั้น มีบรรดาสัตว์น้อยใหญ่นานาชนิดแวดล้อมเป็นเพื่อนเล่น ตั้งแต่ยังเป็นเด็กอยู่ สุวรรณสามหมั่นสังเกตจดจำสิ่งที่ พ่อและแม่ได้ปฏิบัติ เช่น การไปตักน้ำ ไปหา ผลไม้เป็นอาหาร เส้นทางที่ไปหาน้ำและอาหาร สุวรรณสามพยายามช่วยเหลือ พ่อและแม่ กระทำกิจกรรมต่างๆ เท่าที่จะทำได้ เพื่อให้พ่อแม่ ได้มีเวลาบำเพ็ญธรรมตามที่ประสงค์ วันหนึ่ง เมื่อทุกูลดาบสและนางปาริกา ออกไปหาผลไม้ในป่า เผอิญฝนตกหนักทั้งสองจึงหลบฝนอยู่ที่ ต้นไม้ใหญ่ใกล้ จอมปลวก โดยไม่รู้ว่าที่จอมปลวกนั้นมีงูพิษอาศัยอยู่ น้ำฝนที่ชุ่มเสื้อฝ้า และมุ่นผมของ ทั้งสองไหลหยดลงไปในรูงู งูตกใจจึงพ่นพิษออกมาป้องกันตัว พิษร้ายของงูเข้าตาทั้งสองคน ความร้ายกาจของพิษทำให้ดวงตาบอดมืดมิดไปทันที ทุกูลดาบสและนางปาริกาดาบสินี จึงไม่สามารถจะกลับไปถึง ศาลาที่พักได้ เพราะมองไม่เห็นทาง ต้องวนเวียนคลำทางอยู่แถวนั้นเอง

คนทั้งสองต้องเสียดวงตา เพราะกรรมในชาติก่อน เมื่อครั้งที่ ทุกูลดาบสเกิดเป็นหมอรักษาตา ปาริกา เกิดเป็นภรรยาของหมอนั้น วันหนึ่งหมอได้รักษาตาของเศรษฐีคนหนึ่งจนหายขาดแล้ว แต่เศรษฐีไม่ยอมจ่ายค่ารักษา ภรรยาจึงบอกกับสามีว่า "พี่จงทำยาขึ้นอย่างหนึ่งให้มีฤทธิ์แรง แล้วเอาไปให้เศรษฐีผู้นั้น บอกว่าตายังไม่หายสนิท ขอให้ใช้ยานี้ป้ายอีก" หมอตาทำตามที่ภรรยาบอก ฝ่ายเศรษฐีเชื่อในสรรพคุณยา ของหมอ ก็ทำตาม ตาของเศรษฐีก็กลับบอด สนิทในไม่ช้าด้วย บาปที่ทำไว้ในชาติก่อน ส่งผลให้ทั้งสองคนต้องตาบอดไปในชาตินี้ ฝ่ายสุวรรณสาม คอยพ่อแม่อยู่ที่ศาลา ไม่เห็นกลับมาตามเวลา จึงออกเดินตามหา ในที่สุดก็พบพ่อแม่ วนเวียนอยู่ข้างจอมปลวก เพราะนัยน์ตาบอด หาทางกลับไม่ได้ สุวรรณสามจึงถามว่า เกิดอะไรขึ้น เมื่อพ่อแม่เล่าให้ฟัง สุวรรณสามก็ร้องไห้ แล้วก็หัวเราะ พ่อแม่จึงถามว่าเหตุใดจึงร้องไห้แล้วก็หัวเราะ เช่นนั้น สุวรรณสาม ตอบว่า "ลูกร้องไห้เพราะเสียใจที่พ่อแม่นัยน์ตาบอด แต่หัวเราะ เพราะลูกดีใจที่ลูกจะได้ ปรนนิบัติดูแล ตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ที่เลี้ยงดูลูกมา พ่อแม่อย่าเป็นทุกข์ไปเลย ลูกจะปรนนิบัติ ไม่ให้พ่อแม่ต้องเดือดร้อนแต่อย่างใด" จากนั้น สุวรรณสามก็พาพ่อแม่กลับไปยังศาลาที่พัก จัดหาเชือก มาผูกโยงไว้โดยรอบ สำหรับพ่อแม่จะได้ใช้จับเป็นราวเดินไป ทำอะไรๆ ได้สะดวกในบริเวณศาลานั้นทุกๆ วัน สุวรรณสาม จะไปตักน้ำมา สำหรับพ่อแม่ได้ดื่มได้ใช้ และไปหา ผลไม้ในป่ามาเป็นอาหารและตนเอง

เวลาที่สุวรรณสามออกป่าหาผลไม้ บรรดาสัตว์ทั้งหลาย จะพากันมาแวดล้อมด้วยความไว้วางใจ เพราะสุวรรณสาม เป็นผู้มีเมตตาจิต ไม่เคยทำอันตรายแก่ฝูงสัตว์ สุวรรณสามจึงมีเพื่อนแวดล้อมเป็นบรรดา สัตว์นานาชนิด พ่อแม่ลูกทั้งสามจึงมีแต่ความสุขสงบ ปราศจาก ความทุกข์ร้อนวุ่นวายทั้งปวง อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาแห่งเมืองพาราณสี พระนามว่า "กบิลยักขราช" เป็นผู้ชอบออกป่าล่าสัตว์ พระองค์เสด็จออกล่าสัตว์ มาจนถึงท่าน้ำที่สุวรรณสามมาตักน้ำไปให้พ่อแม่ พระราชาสังเกตเห็น รอยเท้า สัตว์ชุกชุมในบริเวณนั้น จึงซุ่มคอยจะยิงสัตว์ที่ผ่านมากินน้ำ ขณะนั้น สุวรรณสามนำหม้อน้ำมาตักน้ำไปใช้ที่ศาลาดังเช่นเคย มีฝูงสัตว์เดินตามมาด้วยมากมาย พระราชาทอดพระเนตรเห็น ก็ทรงแปลกพระทัยว่า สุวรรณสามเป็นมนุษย์หรือเทวดา เหตุใดจึง เดินมา กับฝูงสัตว์ ครั้นจะเข้าไปถามก็เกรงว่าสุวรรณสาม จะตกใจหนีไป ก็จะไม่ได้ตัวจึงคิดจะยิงด้วยธนูให้หมด กำลังก่อนแล้วค่อยจับตัวไว้ซักถาม เมื่อสุวรรณสามลงไปตักน้ำแล้ว กำลังจะเดินกลับไปศาลา พระราชากบิลยักขราชก็เล็งยิงด้วยธนูอาบยา ถูกสุวรรณสาม ที่สำตัวทะลุจากขวาไปซ้าย สุวรรณสามล้มลงกับพื้น แต่ยังไม่ถึงตาย จึงเอ่ยขึ้นว่า "เนื้อของเรากินไม่ได้ หนังของเราเอาไปทำอะไรก็ไม่ได้ จะยิงเราทำไม คนที่ยิงเราเป็นใคร ยิงแล้วจะ ซ่อนตัวอยู่ทำไม" กบิลยักขราชได้ยินวาจาอ่อนหวานเช่นนั้นก็ยิ่งแปลกพระทัย ทรงคิดว่า "หนุ่มน้อยนี้เป็นใครหนอ ถูกเรายิงล้มลงแล้ว ยังไม่โกรธเคือง กลับใช้ถ้อยคำอันอ่อนหวาน แทนที่จะด่าว่า ด้วยความ โกรธแค้น เราจะต้องแสดงตัวให้เขาเห็น" คิดดังนั้นแล้ว พระราชาจึงออกจากที่ซุ่มไปประทับอยู่ข้างๆ สุวรรณสาม พลางตรัสว่า "เราชื่อกบิลยักขราช เป็นพระราชา แห่งแมืองพาราณสี เจ้าเป็นผู้ใด มาทำอะไรอยู่ในป่านี้" สุวรรณสามตอบไปตามความจริงว่า "ข้าพเจ้าเป็นบุตรดาบส ชื่อว่าสุวรรณสาม พระองค์ยิงข้าพเจ้าด้วยธนูพิษ ได้รับ ความเจ็บปวดสาหัส พระองค์ประสงค์อะไรจึงยิงข้าพเจ้า" พระราชาไม่กล้าตอบความจริง จึงแสร้งตรัสเท็จว่า "เราตั้งใจจะยิงเนื้อเป็นอาหาร แต่พอเจ้ามาเนื้อก็ เตลิดหนีไปหมด เราโกรธจึงยิงเจ้า " สุวรรณสามแย้งว่า "เหตุใดพระองค์จึงตรัสอย่างนั้น บรรดาสัตว์ทั้งหลายในป่านี้ไม่เคยกลัวข้าพเจ้า ไม่เคยเตลิด หนีข้าพเจ้าเลย สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนของข้าพเจ้า" พระราชาทรงละอายพระทัยที่ตรัสความเท็จแก่สุวรรณสาม ผู้ถูกยิงโดยปราศจากความผิด จึงตรัสตามความจริงว่า "เป็นความจริงตามที่เจ้าว่า สัตว์ทั้งหลายมิได้กลัวภัย จากเจ้าเลย เรายิงเจ้าก็เพราะความโง่เขลาของเราเอง เจ้าอยู่กับใครในป่านี้ ออกตักน้ำไปให้ใคร" สุวรรณสามบ้วนโลหิตออกจากปาก ตอบพระราชาว่า "ข้าพเจ้าอยู่กับพ่อแม่ ซึ่งตาบอดทั้งสองคน อยู่ในศาลา ในป่านี้ ข้าพเจ้าทำหน้าที่ปรนนิบัติพ่อแม่ ดูแลหาน้ำและอาหาร สำหรับท่านทั้งสอง เมื่อข้าพเจ้า มาถูกยิงเช่นนี้ พ่อแม่ก็จะไม่มี ใครดูแลปรนนิบัติอีกต่อไป อาหารที่ศาลายังพอสำหรับ 6 วัน แต่ไม่มีน้ำ พ่อแม่ของข้าพเจ้าจะต้องอดน้ำและอาหาร เมื่อปราศจากข้าพเจ้า โอ พระราชา ความทุกข์ ความเจ็บปวด ที่เกิดจากถูกยิงด้วยธนูของท่านนั้น ยังไม่เท่าความทุกข์ ความเจ็บปวดที่เป็นห่วงพ่อแม่ของข้าพเจ้า จะต้องได้รับ ความเดือดร้อนเพราะขาดข้าพเจ้าผู้ปรนนิบัติ ต่อไปนี้พ่อแม่คงไม่ได้เห็นหน้าข้าพเจ้าอีก แล้ว" สุวรรณสามรำพันแล้วร้องไห้ด้วยความทุกข์ใจอย่างยิ่ง

พระราชาทรงได้ยินดังนั้นก็เสียพระทัย ยิ่งนักว่า ได้ทำร้าย สุวรรณสามผู้มีความกตัญญูสูงสุด ผู้ไม่เคยทำอันตราย ต่อสิ่งใดเลย จึงตรัสกับสุวรรณสามว่า "ท่านอย่ากังวลไปเลย สุวรรณสาม เราจะรับดูแลปรนนิบัติพ่อแม่ของท่านให้เหมือน กับที่ท่านได้เคย ทำมา จงบอกเราเถิดว่าพ่อแม่ของท่านอยู่ที่ไหน" สุวรรณสามได้ยินพระราชาตรัสให้สัญญาก็ดีใจ กราบทูลว่า "พ่อแม่ของข้าพเจ้าอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มาก นัก ขอเชิญเสด็จไปเถิด" พระราชาตรัสถามว่า สุวรรณสามจะสั่งความไปถึงพ่อแม่ บ้างหรือไม่ สุวรรณสามจึงขอให้พระราชาบอกพ่อแม่ว่า ตนฝากกราบไหว้ลาพ่อแม่มากับพระราชา เมื่อสุวรรณสาม ประนมมือกราบลงแล้ว ก็สลบไป ด้วยธนูพิษ ลมหายใจหยุด มือเท้าและร่างกายแข็งเกร็งด้วยพิษยา พระราชาทรงเศร้า เสียพระทัยยิ่งนัก รำลึกถึงกรรมอันหนักที่ได้ก่อขึ้นในครั้งนี้ แล้วก็ทรงระลึกได้ว่า ทางเดียวที่จะช่วยผ่อนบาปอันหนักของ พระองค์ได้ก็คือ ปฏิบัติตามวาจาที่สัญญาไว้กับสุวรรณสาม คือไป ปรนนิบัติดูแลพ่อแม่สุวรรณสาม เหมือนที่สุวรรณสามได้เคยกระทำมา พระราชากบิลยักขราชจึงนำหม้อน้ำที่สุวรรณสามตักไว้นั้น ออกเดินทางไปศาลาที่สุวรรณสามบอกไว้ ครั้นไปถึง ทุกูลดาบสได้ยินเสียงฝีเท้าพระราชา ก็ร้องถามขึ้นว่า "นั่นใครขึ้นมา ไม่ใช่สุวรรณสามลูกเราแน่ ลูกเรา เดินฝีเท้าเบา ไม่ก้าวหนักอย่างนี้" พระราชาไม่กล้าบอกไปในทันทีว่าพระองค์ยิงสุวรรณสาม ตายแล้ว จึงบอกแต่เพียงว่า "ข้าพเจ้าเป็นพระราชา แห่งเมืองพาราณสี มาเที่ยวยิงเนื้อในป่านี้" ดาบสจึงเชิญ ให้พระราชาเสวยผลไม้ และเล่าว่าบุตรชายชื่อสุวรรณสาม เป็นผู้ดูแลจัดหาอาหารไว้ให้ ขณะนี้สุวรรณสาม ออกไปตักน้ำ อีกสักครู่ก็คงจะกลับมา พระราชาจึงตรัสด้วยความเศร้าเสียพระทัยว่า "สุวรรณสาม ไม่กลับมาแล้ว บัดนี้สุวรรณสามถูกธนูของ ข้าพเจ้าถึงแก่ ความตายแล้ว" ดาบสทั้งสองได้ยินดังนั้นก็เสียใจยิ่งนัก นางปาริกาดาบสินีนั้นแต่แรกโกรธ แค้นที่พระราชา ยิงสุวรรณสามตาย แต่ทุกูลดาบสได้ปลอบประโลมว่า "จงนึกว่าเป็นเวรกรรมของสุวรรณสามและของเราทั้งสองเถิด จงสำรวมจิตอย่าโกรธเคืองเลย พระราชาก็ได้ยอมรับผิดแล้ว" พระราชาตรัสปลอบว่า "ท่านทั้งสองอย่ากังวลไปเลย ข้าพเจ้าได้สัญญากับสุวรรณสามแล้วว่าจะปรนนิบัติ ท่านทั้งสองให้เหมือนกับที่สุวรรณสามเคยทำมาทุกประการ"

ดาบสทั้งสองอ้อนวอนพระราชาให้พาไปที่ สุวรรณสาม นอนตายอยู่ เพื่อจะได้สัมผัสลูบคลำลูกเป็นครั้งสุดท้าย พระราชาก็ทรงพาไป ครั้นถึงที่สุวรรณสามนอนอยู่ ปาริกาดาบสินีก็ช้อนเท่าลูกขึ้นวางบนตัก ทุกูลดาบส ก็ช้อนศีรษะสุวรรณสามประคองไว้บนตัก ต่างพากัน รำพันถึงสุวรรณสามด้วยความโศกเศร้า บังเอิญปาริกา ดาบสินีลูบคลำบริเวณหน้าอกสุวรรณสาม รู้สึกว่ายังอบอุ่นอยู่ จึงคิดว่าลูกอาจจะเพียงแต่ สลบไป ไม่ถึงตาย นางจึงตั้ง สัตยาธิษฐานว่า "สุวรรณสามลูกเราเป็นผู้ที่ประพฤติดีตลอดมา มีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่อย่างยิ่ง เรารักสุวรรณสาม ยิ่งกว่าชีวิตของเราเอง ด้วยสัจจวาจาของเรานี้ ขอให้พิษ ธนูจงคลายไปเถิด ด้วยบุญกุศลที่สุวรรณสามได้เลี้ยงดู พ่อแม่ตลอดมา ขออานุภาพแห่งบุญจงดล บันดาลให้ สุวรรณสามฟื้นขึ้นมาเถิด" เมื่อนางต้งสัตยาธิษฐานจบ สุวรรณสามก็พลิกกายไป ข้างหนึ่งแต่ยังนอนอยู่ ทุกูลดาบสจึงตั้งสัตยาธิษฐาน เช่นเดียวกัน สุวรรณสามก็พลิกกายกลับไปอีกข้างหนึ่ง ฝ่ายนางเทพธิดาวสุนธรี ผู้ดูแลรักษาอยู่ ณ บริเวณ เขาคันธมาทน์ ก็ได้ตั้งสัตยาธิษฐานว่า "เราทำหน้าที่ รักษาเขาคันธมาทน์มาเป็นเวลานาน เรารักสุวรรณสาม ผู้มีเมตตาจิต และมีความกตัญญูยิ่งกว่าใคร ด้วยสัจจวาจานี้ ขอให้พิษจงจางหายไปเถิด" ทันใดนั้น สุวรรณสามก็พลิกกายฟื้นตื่นขึ้น หายจาก พิษธนูโดยสิ้นเชิง ยิ่งกว่านั้นดวงตาของพ่อและแม่ ของสุวรรณสามก็กลับแลเห็นเหมือนเดิม พระราชา ทรงพิศวงยิ่งนัก จึงตรัสถามว่าสุวรรณสามฟื้นขึ้นมา ได้อย่างไร สุวรรณสามตอบพระราชาว่า "บุคคลใดเลี้ยงดูปรนนิบัติบิดามารดาด้วยความรักใคร่เอาใจใส่ เทวดาและมนุษย์ย่อมช่วยคุ้มครองบุคคลนั้น นักปราชญ์ย่อม สรรเสริญ แม้เมื่อตายไปแล้ว บุคคลนั้นก็จะได้ไปบังเกิด ในสวรรค์ เสวยผลบุญแห่งความกตัญญูกตเวทีของตน" พระราชากบิลยักขราชได้ยินดังนั้นก็ชื่นชมโสมนัสตรัสกับ สุวรรณสามว่า "ท่านทำให้จิตใจและดวงตาของ ข้าพเจ้า สว่างไสว ข้าพเจ้ามองเห็นธรรม ต่อนี้ไป ข้าพเจ้าจะรักษาศีล จะบำเพ็ญกุศลกิจ จะไม่เบียด เบียนชีวิตสัตว์อีกแล้ว" ตรัสปฏิญญาณแล้วพระราชาก็ทรงขอขมาโทษที่ได้กระทำ ให้สุวรรณสามเดือดร้อน แล้วพระองค์ก็เสด็จ กลับพาราณสี ทรงปฏิบัติตามที่ได้ตรัสไว้ทุกประการจนตลอดพระชนม์ชีพ ฝ่ายสุวรรณสามก็เลี้ยงดูปรนนิบัติพ่อแม่ บำเพ็ญเพียรในทางธรรมเมื่อสิ้นชีพก็ได้ไปเกิดในพรหมโลก ร่วมกับพ่อแม่ ด้วยกุศลกรรมที่กระทำมาคือ ความเมตตากรุณาต่อมนุษย์ และสัตว์ทั้งหลาย และความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา อันเป็นกุศลกรรมสูงสุดที่บุตรพึงกระทำต่อบิดามารดา

นิทานเรื่องพระสุวรรณสาม

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #24  
เก่า 07-09-13, 19:57
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4308
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default

มงคลที่ 12 เลี้ยงดูบุตร

ทำไมจึงต้องเลี้ยงดูบุตร
วันหนึ่งเราต้องแก่และตาย สิ่งที่อยากได้กับทุกคน คือความปิติ
ความปลื้มใจไว้หล่อเลี้ยงใจให้สดชื่น ความปลื้มปิติจะเกิดขึ้น
ก็ต่อเมื่อได้เห็นผลแห่งความดีหรือผลงานดีๆ ที่เราทำไว้
ยิ่งผลงานดีมากเท่าไร ยิ่งชื่นใจมากเท่านั้น
แล้วอายุจะยืน สุขภาพจะแข็งแรง ความหวังของพ่อแม่

1. บุตรที่เราเลี้ยงมาแล้วจักเลี้ยงตอบแทน
2. บุตรที่เราเลี้ยงมาแล้วจักทำกิจธุระแทนเรา
3. วงศ์สกุลของเราจักดำรงอยู่ได้นาน
4. ปฎิบัติตนเป็นคนดี เป็นผู้สมควรับมรดก
5. เมื่อเราละโลกไปแล้ว บุตรจักบำเพ็ญทักษิณาทานให้
เพราะปรารถนา 5 ประการนี้ บิดามารดาจึงอยากมีบุตร

บุตรแปลว่าอะไร
บุตรมาจากคำว่า ปุตฺต แปลว่า ลูก มีความหมาย 2 ประการคือ
- ผู้ทำสกุลให้บริสุทธิ์
- ผู้ยังหทัยของพ่อแม่ให้เต็มอิ่ม

ประเภทของบุตร
1. อภิชาตบุตร คือบุตรที่ดีมีคุณธรรมสูงกว่าบิดามารดา
เป็นบุตรชั้นสูง สร้างความเจริญแก่วงศ์ตระกูล
2. อนุชาตบุตร คือบุตรที่มีคุณธรรมเสมอบิดามารดา
เป็นบุตรชั้นกลาง พอรักษาวงศ์ตระกูลไว้ได้
3. อวชาตบุตร คือบุตรที่เลว มีคุณธรรมต่ำกว่าพ่อแม่
เป็นบุตรชั้นต่ำนำความเสื่อมเสียมาสู่วงศ์ตระกูล

องค์ประกอบให้ได้ลูกดี
1. ตนเองต้องเป็นคนดี
2. การเลี้ยงดูอบรมดี

วิธีเลี้ยงดูลูก

วิธีเลี้ยงดูลูกทางโลก
1. กันลูกออกจากความชั่ว
2. ปลูกฝังลูกในทางดี
2.1. กระทำตนเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก
2.2. เลือกคนดีให้ลูกคบ
2.3. หาหนังสือดีๆ สื่อดีๆ ให้ลูก
2.4. พาลูกไปหาบัณฑิต
3. ให้ลูกได้รับการศึกษา
4. จัดแจงให้ลูกได้แต่งงานกับคนดี
4.1. พ่อแม่ต้องเป็นธุระในการแต่งงานของลูกให้คำแนะนำและช่วยเหลือ
4.2. พ่อแม่ต้องพยายามให้ลูกได้คู่ครองที่ดี ปัญหาสำคัญมี่ดังนี้
4.2.1. พ่อแม่แทรกแซงความรักของลูก มีผลดีหรือผลเสียอย่างไร
ถ้าคิดโดยละเอียดถี่ถ้วนแล้ว จะเห็นผลดีมากกว่าผลเสีย
จะมีผลเสียอยู่เฉพาะในรายที่พ่อแม่ขาดจิตวิทยาและชอบทำอะไรเกินกว่าเหตุเท่านั้น
แต่การร่วมมือเป็นของดีแน่ ความจำเป็นอยู่ที่ว่า ลูกยังอยู่ในวัยเยาว์ รู้จักโลกน้อย
มองโลกในแง่ดีเกินไป อาจตัดสินใจผิดพลาดได้
และความผิดพลาดในด้านคู่ครองนั้นมีผลมาก แก้ได้ยาก
4.2.2. ใครควรเป็นผู้ตัดสินการแต่งงานของลูก
ทางที่ดีที่สุด คือปรึกษาหารือและตกลงกัน
พ่อแม่ควรเป็นเพียงที่ปรึกษา ไม่เจ้ากี้เจ้าการจนเกินงาม
ต้องให้ลูกได้แต่งงานกับคนที่เขารัก

"คนที่เราไม่ชอบแต่ลูกรัก ดีกว่าคนที่เรารักแต่ลูกไม่ชอบ"

5. มอบทรัพย์มรดกให้เมื่อถึงกาลอันควร

วิธีเลี้ยงดูลูกในทางธรรม
1. พาลูกเข้าวัดเพื่อศึกษาหาความรู้ทางพระพุทธศาสนา
2. ชักนำลูกให้สวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน
3. ชักนำให้ลูกทำบุญ
4. ชักนำให้ลูกทำสมาธิภาวนาร่วมกันเป็นประจำทุกวัน
5. ถ้าลูกเป็นชายให้บวชเป็นสามเณร หรือบวชเป็นพระภิกษุ
แล้วเข้าปฏิบัติกรรมฐาน รวมทั้งศึกษาปริยัติธรรม

ข้อเตือนใจ
1. รักลูกแต่อย่าโอ๋ อย่าตามใจจนเกินไป เพราะจะทำให้เด็ก เสียนิสัย
2. อย่าเคร่งระเบียบจนเกินไป
3. เมื่อเห็นลูกทำผิด ควรบอกกล่าวสั่งสอนเพื่อจะได้แก้ไขได้ทันท่วงที
และเห็นลูกทำดีก็ชมเพื่อให้เกิดกำลังใจ
4. ต้องฝึกให้ลูกทำงานตั้งแต่ยังเด็ก
5. การเลี้ยงลูกให้แต่ปัจจัย 4 ยังไม่พอ จะต้องให้ธรรมะแก้ลูกด้วย

อานิสงส์การเลี้ยงดูบุตร
1. พ่อแม่จะได้ความปิติภาคภูมิใจเป็นเครื่องตอบแทน
2. ครอบครัวจะสงบร่มเย็นเป็นสุข
3.ประเทศชาติจะมีคนดีไว้ใช้
4.เป็นต้นแบบที่ดีงามของสังคมสืบไปตลอดกาลนาน
ฯลฯ

จากหนังสือมงคลชีวิต ฉบับ "ทางก้าวหน้า"

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #25  
เก่า 07-09-13, 19:57
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4308
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default


นิทานชาดก : พญานกแขกเต้ายอดกตัญญู

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี
ทรงปรารภภิกษุผู้เลี้ยงโยมหญิงอุปัฏฐากรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อสาลินทิยะ ในเมืองราชคฤห์
โกลิยพราหมณ์มีไร่ข้าวสาลีประมาณ ๑,๐๐๐ ไร่ มอบให้ลูกจ้างกั้นรั้วดูแลรักษาอยู่
ทั้งกลางวันกลางคืน ในที่ไม่ไกลจากไร่นั้น ภูเขาลูกหนึ่งไป มีป่างิ้วใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง

พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญานกแขกเต้ามีบริวารหลายร้อยตัวอาศัยอยู่ในป่างิ้วนั้น
พญานกแขกเต้ามีพ่อแม่ที่แก่เฒ่าอยู่คู่หนึ่งเมื่อพาบริวารออกหากินอิ่มแล้ว
ก็จะคาบอาหารกลับมาให้พ่อแม่กินด้วยเป็นประจำ

อยู่มาวันหนึ่ง พวกนกแขกเต้าบอกว่า
“ปีก่อนฤดูนี้ชาวบ้านจะปลูกข้าวสาลีไว้ที่ไร่ฝั่งโน้น ปีนี้จะยังทำอยู่หรือไม่หนอ”

พญานกแขกเต้าจึงใช้ให้นกแขกเต้า ๒ ตัวไปสืบดูก่อน
ไม่นานนักนก ๒ ตัวนั้นกลับมา พร้อมกับรวงข้าวสาลีพร้อมกับรายงานว่ามีข้าวสาลีอยู่เต็มไร่

วันรุ่งขึ้น พญานกแขกเต้าจึงพาบริวารบินไปลงกินข้าวสาลีในไร่นั้น
คนเฝ้าไร่พยายามวิ่งไล่นกให้หนีไปก็ทำไม่สำเร็จ
พญานกแขกเต้ากินอิ่มแล้ว ก็คาบรวงข้าวสาลีไปด้วย
ตั้งแต่วันนั้นมานกแขกเต้าก็พากันลงกินข้าวสาลีในไร่นั้นเป็นประจำ
จนข้าวสาลีถูกทำลายไปเป็นไร่

คนเฝ้าไร่จึงนำเรื่องไปบอกโกลิยพราหมณ์ให้ทราบว่า
“เจ้านาย..ผมไล่มันไม่ไหวแล้วละ ขอคืนไร่ให้ท่านจ้างคนอื่นไปดูแลแทน
นกแขกเต้านับร้อยตัว มีนกแขกเต้าคอแดงเท้าแดงตัวหนึ่งนำมา
เมื่อขากลับมันยังคาบข้าวสาลีไปอีกด้วย” “เจ้าสามารถจับมันเป็นๆ ได้ไหมล่ะ”

เมื่อเขารับคำว่า “ได้ขอรับ” จึงบอกว่า
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต้องออกละ ความเสียหายของข้าวสาลีข้าไม่ว่า
ขอเพียงเจ้าจับมันมาให้ได้ก็แล้วกัน”

คนเฝ้าไร่รับคำแล้วสบายใจที่เจ้านายไม่ด่าว่า
จึงทำบ่วงดักไว้แต่เช้าตรู่แล้วเข้ากระท่อมแอบดูอยู่
ไม่นานพญานกแขกเต้าก็พาบริวารมาลงกินข้าวสาลีเช่นเคยและได้ติดบ่วงที่เขาดัก
ไว้ตั้งแต่แรกลงแต่ก็ต้องอดทนไว้ไม่ร้องอะไรออกมาด้วยเกรงว่าบริวารจะแตก
ตื่นไม่ได้กินข้าว พอรู้ว่านกทุกตัวกินอิ่มแล้วจึงร้องขึ้น ๓ ครั้ง
ฝูงนกได้แตกตื่นบินหนีขึ้นไป ทิ้งไว้แต่พญานกแขกเต้าตัวเดียว

คนเฝ้าสวนพอได้ยินเสียงนกแขกแตกตื่นขึ้น ออกจากกระท่อมมาดู
เห็นพญานกแขกเต้าติดบ่วงของตน ก็ดีใจจับมัดขาแล้วนำไปให้พราหมณ์ผู้เป็นเจ้าของไร่

โกลิยพราหมณ์จับพญานกแขกเต้าด้วยสองมือวางไว้บนตักด้วยความเอ็นดูถามมันว่า
“เจ้านกแขกเต้า ท้องของเจ้าคงจะใหญ่กว่านกตัวอื่นกระมัง
เจ้าจึงคาบข้าวสาลีข้าไปมากมาย เจ้าทำฉางข้าวไว้ที่ป่างิ้ว
หรือว่าเจ้ากับเรามีเวรแก่กัน”

พญานกแขกเต้าพูดเป็นภาษามนุษย์ที่ไพเราะว่า
“ข้าพเจ้ากับท่านไม่ได้มีเวรแก่กัน ฉางของข้าพเจ้าก็ไม่มี
ข้าพเจ้านำข้าวสาลีไปเพื่อเปลื้องหนี้ีเก่า ให้เขากู้หนี้ใหม่ แล้วฝังขุมทรัพย์ไว้”

พราหมณ์ “การเปลื้องหนี้เก่า กู้หนี้และวิธีฝังขุมทรัพย์ของท่านเป็นอย่างไร?”
พญานกแขกเต้า “ข้าพเจ้านำข้าวสาลีไปมอบให้บิดามารดาผู้แก่เฒ่า
เพื่อเปลื้องหนี้เก่า ที่ท่านเลี้ยงข้าพเจ้ามา
มอบข้าวสาลีให้ลูกน้อยเพื่อกู้หนี้
เมื่อเขาเติบโตแล้วจะได้เลี้ยงข้าพเจ้า ตอบ
และให้แก่นกผู้พิการทุพพลภาพออกไปหากินไม่ได้
บุญที่ให้ข้าวสาลีแก่นกเหล่านั้น เป็นการฝังขุนทรัพย์ไว้”

พราหมณ์พอฟังจบแล้วมีจิตเลื่อมใสยิ่งนักจึงพูดว่า
“เจ้าดีจริง ๆ เป็นนกมีคุณธรรม ยอดกตัญญู
มนุษย์บางคนยังไม่มีคุณธรรมเหมือนกับเจ้าเลย
ข้าขอยกข้าวสาลีทั้งหมดให้เจ้าและพวกญาติได้กินเป็นอาหารอย่างเพียงพอเลยนะ”
ว่าแล้วก็แก้เชือกที่ขาพญานกแขกเต้าทาน้ำมันให้แล้วนำข้าวคลุกน้ำผึ้งมา เลี้ยงพญานกนั้น

พญานกแขกเต้าให้โอวาทพราหมณ์ว่า
“พราหมณ์ ขอท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ให้ทานเลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าเถิด”
กล่าวจบก็คืนไร่ข้าสาลีแก่พราหมณ์ ขอรับไว้เพียง ๘ ไร่เท่านั้นแล้วบินกลับคืนป่างิ้วไป

เมื่อกลับถึงป่างิ้วพญานกแขกเต้ารับวางรวงข้าวสาลีไว้ต่อหน้าบิดามารดาผู้ลุกขึ้น
หัวเราะยินดีได้ทั้งน้ำตานองหน้า ฝูงนกแขกเต้าต่างเข้ามาแสดงความยินดีได้
ทั้งน้ำตานองหน้า ฝูงนกแขกเต้าต่างเข้ามาแสดงความยินดีด้วยและถามเป็นเสียงเดียวกันว่า
“ท่านรอดมาได้อย่างไร ? ขอรับนาย”
พญานกแขกเต้าจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฝูงนกฟัง

ฝ่ายโกลิยพราหมณ์ก็ตั้งอยู่ในโอวาทของพญานกแขกเต้าตั้งโรงบริจาคทาน
แก่สมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรมและผู้ยากจนทั่วไปประพฤติธรรมจนตราบสิ้นชีวิต

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : บุตรธิดาควรเลี้ยงดูบิดามารดายามแก่ชรา
เพื่อปลดเปลื้องหนี้ที่ตนเคยได้รับการเลี้ยงดูจากท่านในวัยเด็ก


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เพิ่มบุญ : 07-09-13 เมื่อ 20:07

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #26  
เก่า 07-09-13, 20:01
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4308
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default

มงคลที่ 13 ภรรยา(สามี)

ความหมายของสามี-ภรรยา
1. สามี แปลว่า ผู้เลี้ยง; ผัว
2. ภรรยา แปลว่า ผู้ควรเลี้ยง; เมีย

ประเภทของภรรยา
1. วธกาภริยา ภรรยาเสมอด้วยเพชฆาต คือภรรยาที่มีใจคิดล้างผลาญสามี
พยายามฆ่าสามี ยินดีในชายอื่น ตบตี แช่งด่าสามี
2. โจรีภริยา ภรรยาเสมอด้วยโจร คือภรรยาที่ชอบล้างผลาญทรัพย์สามี
ใช้ไม่เป็นบ้าง ยักยอกทรัพย์เพื่อความสุขส่วนตัวบ้าง สร้างหนี้สินให้ตามใช้บ้าง
3. อัยยาภริยา ภรรยาเสมอด้วยนาย คือภรรยาที่ชอบล้างผลาญศักดิ์ศรีสามี
ไม่สนใจช่วยการงาน เกียจคร้าน กินมาก ปากร้าย กล่าวคำหยาบ ชอบขมขี่สามีซึ่งขยันขันแข็ง
4. ภคินีภริยา ภรรยาเสมอด้วยน้องสาว คือภรรยาที่เคารพสามี มีความรักยั่งยืน
แต่มีขัดใจกันบ้าง ทั้งซน ทั้งงอน ทั้งขี้ยั่ว ทั้งขี้แย ต้องทั้งขู่ทั้งปลอบ แต่ก็ซื่อสัตย์กับสามี
5. สขีภริยา ภรรยาเสมอด้วยเพื่อน คือภรรยาที่มีรสนิยม
มีความชอบเหมือนสามี ถูกคอกัน เป็นคนมีศีลธรรม มีความประพฤติดี แต่อาจมีความทะนงตัว
โดยถือว่าเสมอกัน
6. ทาสีภริยา ภรรยาเสมอด้วยคนใช้ คือภรรยาที่ทำตัวเหมือนคนใช้
อยู่ในอำนาจของสามี

จะดูว่าใครเป็นสามี-ภรรยาชนิดไหน
ต้องดูหลังจากแต่งงานแล้วสักระยะหนึ่งจึงจะชัด

การแต่งงานมีสองระยะ
- ระยะแต่ง คือก่อนเป็นสามีภรรยากัน ต่างคนต่างแต่ง ทั้งแต่งตัว
แต่งท่าทางอวดคุณสมบัติให้อีกฝ่ายหนึ่งได้เห็น
- ระยะงาน คือหลังจากเห็นสามีภรรยากันแล้ว ต่างคนต่างต้องทำงานตามหน้าที่
ใครมีข้อดีข้อเสีย มีความรู้ความสามารถ มีความประพฤติอย่างไรก็จะปรากฏชัดออกมา

คุณสมบัติของคู่สร้างคู่สม
พื้นฐานอันมั่นคงที่จะทำให้สามีภรรยาครองชีวิตกันยืนยาว มีความสุข
คือคู่สามีภรรยาต้องมีสมชีวิธรรม
1. สมสัทธา มีศรัทธาเสมอกัน ได้แก่ มีหลักการ มีความเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา
มีเป้าหมายชีวิตเหมือนกัน
2. สมสีลา มีศีลเสมอกัน ได้แก่ ความประพฤติศีลธรรมจรรยา กิริยา มารยาท
อบรมมาดีเสมอกัน
3. สมจาคา มีจาคะเสมอกัน ได้แก่ มีนิสัยเสียสละชอบช่วยเหลือไม่เห็นแก่ตัว
ใจกว้างเสมอกัน
4. สมปัญญา มีปัญญาเสมอกัน ได้แก่ มีเหตุผล มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ดื้อด้านดันทุรัง
เข้าใจกัน เห็นอกเห็นใจกัน พูดกันรู้เรื่อง

วิธีทำให้ความรักยั่งยื่น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรื่องมงคลสมรสไว้สั้นๆ ้เพียงคำเดียวว่า

สังคหะ แปลว่าสงเคราะห์กัน และให้ปฏิบัติตามสังคหวัตถุ 4
เพื่อเป็นการยึดเหนี่ยวน้ำใจกันดังนี้
1. ทาน การให้ปันแก่กัน
2. ปิยวาจา พูดกันด้วยวาจาไพเราะ
3. อัตถจริยา ฝึกตนให้เป็นคนมีประโยชน์
4. สมานัตตตา วางตัวให้เหมาะสมกับที่ตัวเป็น

โดยสรุป คือปฏิบัติ
ตามหลักทาน การให้ปันสิ่งของ
รักษาศีล เพื่อให้มีคำพูดไพเราะ
และเพื่ออุดข้อบกพร่องของตน จะได้เป็นคนมีประโยชน์
เจริญภาวนา คือการฟังธรรมและการมีสมาธิ
เพื่อให้ใจผ่องใสเกิดปัญญา จะได้วางตัวเหมาะสมกับที่ตัวเป็น

หน้าที่ของสามีที่มีต่อภรรยา
1. ยกย่องให้เกียรติ
2. ไม่ดูหมิ่น
3. ไม่นอกใจ
4. มอบความเป็นใหญ่ให้
5. ให้เครื่องแต่งตัว

หน้าที่ของภรรยาต่อสามี
1. จัดการงานดี
2. สงเคราะห์ญาติข้างสามี
3. ไม่นอกใจ
4. รักษาทรัพย์ให้ดี
5. ขยันทำงาน

โอวาทวันแต่งงาน
เป็นโอวาทปริศนาที่ธนัญชัยเศรษฐี ผู้เป็นบิดานางวิสาขาให้แก่นางในวันแต่งงาน มีดังนี้
1. ไฟในอย่านำออก หมายถึง ไม่นำเรื่องราวปัญหา ความร้อนใจต่างๆ ในครอบครัว
ไปเปิดเผยแก่คนทั่วไปภายนอก
2. ไฟนอกอย่านำเข้า หมายถึง ไม่นำเรื่องราวปัญหาต่างๆ ภายนอก
ที่ร้อนใจเข้ามาในครอบครัว
3. ให้แก่ผู้ให้ หมายถึงผู้ใดทีเราให้ความช่วยเหลือ ให้หยิบยืมสิ่งของแล้ว
เมื่อถึงกำหนดก็นำมาส่งคืนตามกำหนดเวลา เมื่อเรามีความจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือ
หากไม่เกินความสามารถของเขา เขาก็ยินดีช่วยเหลืออย่างเต็มใจ
บุคคลเช่นนี้ภายหลังถ้ามาขอความช่วยเหลือเราอีกก็ให้ช่วย
4. ให้แก่ผู้ไม่ให้ หมายถึงผู้ใดทีเราให้ความช่วยเหลือ ให้หยิบยืมสิ่งของแล้ว
ไม่ส่งคืนตามกำหนดเวลา เมื่อเรามีความจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือ
แม้ไม่เกินความสามารถของเขา และเป็นเรื่องถูกศีลธรรม เขาก็ไม่ยอมช่วย
คนเช่นนี้ภายหลังถ้ามาขอความช่วยเหลือเราอีก อย่าช่วย
5. ให้ไม่ให้ก็ให้ หมายถึง ถ้าญาติพี่น้องเราที่ตกระกำลำบากมาขอความช่วยเหลือ
แม้บางครั้งไม่ส่งของที่หยิบยืมตามเวลา ภายหลังเขามาขอความช่วยเหลืออีกก็ให้ช่วย
เพราะถึงอย่างไรก็เป็นญาติพี่น้องกัน
6. กินให้เป็นสุข หมายถึง ให้จัดการเรื่องอาหารการกินให้ดี
ปรนนิบัติพ่อแม่ของสามีในเรื่องอาหารอย่าให้บกพร่อง
7. นั่งให้เป็นสุข หมายถึง รู้จักที่ต่ำที่สูง เวลานั่งก็ไม่นั่งสูงกว่าพ่อแม่ของสามี
8. นอนให้เป็นสุข หมายถึง ดูแลเรื่องที่หลับที่นอนให้ดี และยึดหลักตื่นก่อนนอนที่หลัง
ก่อนนอนก็จัดการธุระการงานให้เรียบร้อยเสียก่อน จะได้นอนอย่างมีความสุข
9. บูชาไฟ หมายถึง เวลาที่พ่อแม่ของสามี
หรือตัวสามีเองกำลังโกรธเปรียบเสมือนไฟกำลังลุก ถ้าดุด่าอะไรเรา
ก้ให้นิ่งเสียอย่าไปต่อล้อต่อเถียงด้วย คอยหาโอกาสมื่อท่านหายโกรธ
แล้วจึงค่อยชี้แจงเหตุผลให้ฟังอย่างนุ่มนวลดีกว่า
10. บูชาเทวดา หมายถึง เวลาที่พ่อแม่สามี หรือตัวสามีเองทำความดี
ก็พยายามส่งเสริมสนับสนุน พูดให้กำลังใจให้ความดียิ่งๆ ขึ้นไป

อานิสงส์การสงเคราะห์ภรรยา(สามี)
1. ทำให้ความรักยืนยง
2. ทำให้สมานสามัคคีกัน
3. ทำให้ครอบครัวมีความสงบสุข
4. ทำให้ได้รับการยกย่องสรรเสริญ
5. เป็นแบบอย่างที่ดีแก่อนุชนรุ่นหลัง
ฯลฯ

จากหนังสือมงคลชีวิต ฉบับ "ทางก้าวหน้า"

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #27  
เก่า 07-09-13, 20:04
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4308
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default



นิทานชาดก : สะใภ้เศรษฐี

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี
ทรงปรารภนางสุชาดาน้องสาวของนางวิสาขาซึ่งเป็นลูกสะใภ้
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เรื่องมีอยู่ว่า…

นางสุชาดาสำคัญตนว่าเป็นลูกสาวของตระกูลใหญ่ จึงไม่ยอมก้มหัวให้กับใคร ๆ
ในครอบครัวสามีแม้กระทั่งปู่และย่า เที่ยวดุด่าเฆี่ยนตีทาสรับใช้ในเรือนของสามีอยู่เป็นประจำ

ต่อมาวันหนึ่ง พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์เข้าไปฉันที่บ้าน
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ขณะที่กำลังแสดงธรรมอยู่นั่นเอง
ได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย จึงตรัสถามท่านเศรษฐี
เมื่อเศรษฐีกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว พระองค์จึงรับสั่งให้เรียกนางมาเข้าเฝ้า
และตรัสถามนางว่า

” สุชาดา ภรรยามี ๗ จำพวก เธอเป็นภรรยาจำพวกไหน ”
นางสุชาดาไม่ทราบจึงกราบทูลว่า

” ข้าพระองค์ไม่ทราบว่าพระองค์ตรัสหมายถึงอะไร โปรดอธิบายด้วยเถิดพระเจ้าข้า ”

พระพุทธเจ้าจึงตรัสแสดงภรรยา ๗ จำพวกว่า

” สุชาดา ภรรยาจำพวกที่ ๑ มีจิตคิดประทุษร้ายสามี มิได้ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่สามี รักใคร่ในชายอื่น ดูหมิ่นล่วงเกินสามี ขวนขวายเพื่อจะฆ่าสามี
นี่เรียกว่า วธกาภริยา ภรรยาเสมือนดังเพชฌฆาต

ภรรยาจำพวกที่ ๒ สามีได้ทรัพย์มามอบให้ภรรยาเก็บรักษาไว้ แต่ภรรยาไม่รู้จักเก็บรักษา ปรารถนาแต่จะใช้ทรัพย์นั้นให้หมดไป นี่เรียกว่า โจรีภริยา ภรรยาเสมือนดังโจร

ภรรยาจำพวกที่ ๓ เกียจคร้านทำงาน กินจุ มักโกรธ มักดุด่า กดขี่คนใช้
นี่เรียกว่า อัยยาภริยา ภรรยาเสมือนดังเจ้านาย

ภรรยาจำพวกที่ ๔ โอบอ้อมอารี ทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลทุกเมื่อ ตามรักษาสามีเหมือนแม่รักษาลูก รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ไว้ นี่เรียกว่า มาตาภริยา ภรรยาเสมือนดังมารดา

ภรรยาจำพวกที่ ๕ มีความเคารพสามี มีความละอายใจ ทำตามความพอใจสามี
คล้ายน้องสาวเคารพพี่ชาย นี่เรียกว่า ภคินีภรรยา ภรรยาเสมือนดังน้องสาว

ภรรยาจำพวกที่ ๖ เห็นหน้าสามีย่อมร่าเริงยินดี คล้ายกับเพื่อนรักมาเยี่ยมเยือนบ้าน
รักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูล มีศีลมีวัตรปฏิบัติต่อสามี นี่เรียกว่า สขีภริยา ภรรยาเสมือนดังเพื่อน

ภรรยาจำพวกที่ ๗ เป็นคนที่ไม่มีความขึงโกรธ ถึงจะถูกคุกคามก็ไม่มีจิตคิดประทุษร้าย
อดกลั้นต่อสามี เอาใจสามีเก่ง นี่เรียกว่า ทาสีภริยา ภรรยาเสมือนดังทาส

สุชาดา ภรรยา ๓ จำพวกแรกต้องตกนรก ส่วนภรรยา ๔ จำพวกหลังไปเกิดในเทวโลกชั้นนิมมานรดี

ภรรยา ๗ จำพวกนี้ เธอจะเป็นจำพวกไหน ”

เมื่อพระพุทธองค์เทศนาเรื่องภรรยา ๗ จำพวกจบเท่านั้น
นางสุชาดาได้เป็นพระโสดาปัตติผลทันที จึงกราบทูลว่า

” ข้าพระองค์ขอเป็นทาสีภริยา ภรรยาเสมือนดังทาส พระเจ้าข้า”
ถวายบังคมขอขมาพระพุทธเจ้าแล้วก็ไป

เมื่อกลับถึงวัดเชตวันพวกภิกษุพากันสนทนาถึงนางสุชาดาที่เป็นหญิงสะใภ้ผู้ดุร้าย
พอได้ฟังธรรมของพระพุทธองค์แล้วกลับเป็นหญิงเรียบร้อยไปได้

พระพุทธเจ้าเพื่อคลายความสงสัยของพวกภิกษุได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพรหมทัต เมืองพาราณสี
พอเจริญวัยได้ไปศึกษาศิลปะที่เมืองตักกสิลา
เมื่อพระราชบิดาสวรรคตแล้วก็ได้ขึ้นครองราชย์สืบมา
พระองค์ทรงปกครองบ้านเมืองโดยธรรม
แต่พระมารดาเป็นผู้มักโกรธดุร้าย ชอบด่าข้าทาสบริวารอยู่เสมอ
พระองค์คิดหาวิธีจะตักเตือนพระมารดาแต่ก็ยังหาไม่ได้

วันหนึ่ง พระองค์เสด็จไปสวนหลวงพร้อมด้วยพระมารดา
มีบริวารแวดล้อมไปด้วยคณะใหญ่
พวกข้าทาสบริวารพอได้ยินเสียงนกต้อยตีวิดร้องก็พากันปิดหูพร้อมกับบ่นว่า
” เจ้านกบ้า เสียงไม่ไพเราะก็ยังร้องอยู่ได้ ไม่อยากฟัง”
ลำดับนั้นได้ยินเสียงนกดุเหว่าร้องสำเนียงไพเราะก็พากันชื่นชมว่า
” เสียงเจ้าช่างไพเราะจริงๆ ร้องต่อไปเรื่อยๆ อย่าได้หยุดนะ”

พระองค์คิดว่าได้โอกาสตักเตือนพระมารดาแล้ว จึงตรัสเป็นพระคาถาว่า

” ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายที่สมบูรณ์วรรณะ มีเสียงอันไพเราะ น่ารักน่าชม
แต่พูดจาหยาบกระด้าง ย่อมไม่เป็นที่รักของใครๆ ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
พระองค์ก็ได้เห็นมิใช่หรือว่า นกดุเหว่าสีดำตัวนี้มีสีไม่สวย ลายพร้อยไปทั้งตัว
แต่เป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลายจำนวนมาก เพราะร้องด้วยเสียงอันไพเราะ
เพราะฉะนั้น
บุคคลควรพูดคำอันสละสลวย คิดก่อนพูด พูดพอประมาณไม่ฟุ้งซ่าน
ถ้อยคำของผู้ที่แสดงเป็นอรรถเป็นธรรม
เป็นถ้อยคำอันไพเราะ เป็นถ้อยคำที่เป็นภาษิต


พระมารดาได้สดับแล้วก็กลับได้สติ จำเดิมแต่วันนั้นมาก็กลายเป็นคนเพรียบพร้อม
ด้วยมารยาทอันดีงามไม่ดุด่าว่าร้ายใครๆ ครองชีวิตโดยธรรม เสด็จไปตามยถากรรม


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
สะใภ้ที่ดีควรเลือกทำตามภรรยา ๔ จำพวกหลัง
และควรเป็นคนเจรจาด้วยคำไพเราะอ่อนหวาน
เหมือนกับเสียงนกดุเหว่าที่ใครๆ ก็ลุ่มหลงอยากฟัง


นิทานชาดก

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #28  
เก่า 07-09-13, 20:07
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4308
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default

มงคลที่ 14 ทำงานไม่คั่งค้าง

เหตุที่ทำให้งานคั่งค้าง
1. ทำงานไม่ถูกกาล ยังไม่ถึงเวลาทำก็ใจร้อนด่วนไปทำ แต่พอถึงเวลาควรทำกลับไม่ทำ
2. ทำงานไม่ถูกวิธี ทำผิดขั้นตอน ผิดลำดับ
3. ไม่ยอมทำงาน ชอบผัดวันประกันพรุ่ง หรือหาเหตุต่างๆ นาๆ มาอ้าง

วิธีทำงานให้เสร็จ
วิธีทำงานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้คือ อิทธิบาท 4 ได้แก่
1. ฉันทะ คือความรักงาน หรือความเต็มใจทำ จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเราเล็งเห็นผลดีของงานว่า
ถ้าทำงานนี้แล้วจะได้อะไร
2. วิริยะ คือความพากเพียร หรือ ความแข็งใจทำ เป็นคุณธรรมทางใจเรียกว่าความกล้า
3. จิตตะ คือความเอาใจ่ใส่ หรือ ความตั้งใจทำ เป็นคนไม่ปล่อยปละละเลยกับงานของตน
คอยตรวจตรางานอยู่เสมอ
4. วิมังสา คือการพินิจพิเคราะห์ หรือ ความเข้าใจทำ
หมายความว่า ทำงานด้วยปัญญา ด้วยสมองคิด ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ

สรุปวิธีการทำงานให้สำเร็จนั้น
มีลักษณะล้วนขึ้นอยู่กับใจทั้งสิ้นคือเต็มใจทำ แข็งใจทำ ตั้งใจทำ และเข้าใจทำ

วิธีการฝึกฝนที่ดีที่สุดก็คือ การให้ทาน การรักษาศีล และการทำสมาธิเพื่อให้ใจผ่องใส
ทำให้เกิดปัญญาพิจารณาเห็นผลของงานได้ รู้และเข้าใจวิธีการทำงาน
มีกำลังใจและมีใจจดจ่ออยู่กับงาน ไม่วอกแวก

อุปสรรคในการทำงานให้เสร็จ
อุปสรรคส่วนใหญ่ในการทำงานให้เสร็จก็คือ อบายมุข 6 ได้แก่
1. ดื่มน้ำเมา
2. เที่ยวกลางคืน
3. ดูการละเล่นเป็นนิจ
4. เล่นการพนัน
5. คบคนชั่วเป็นมิตร
6. เกียจคร้านในการทำงาน

อบาย แปลว่า ความเสื่อม ความฉิบหาย มุข แปลว่า ปาก หน้า
อบายมุข จึงแปลว่า ปากทางแห่งความเสื่อม

เรื่องที่น่ารู้

คุณสมบัติของนายจ้างที่ดี
1. จัดงานให้ลูกจ้างตามความเหมาะสม
2. ให้ค่าจ้างรางวัลสมควรแก่งานและความสามารถ
3. ให้สวัสดิการที่ดี
4. มีอะไรได้พิเศษก็แบ่งปันให้
5. ให้มีวันหยุดพักผ่อนตามสมควร

คุณสมบัติของลูกจ้างที่ดี
1. เริ่มทำงานก่อน
2. เลิกงานที่หลัง
3. เอาแต่ของที่นายให้
4. ทำงานให้ดียิ่งขึ้น
5. นำความดีของนายไปสรรเสริญ

อานิสงส์การทำงานไม่คั่งค้าง
1. ทำให้ฐานะของตน ครอบครัว ประเทศชาติดีขึ้น
2. ทำให้ได้รับความสุข
3. ทำให้พึ่งตัวเองได้
4. ทำให้เป้นที่พึ่งของคนทั้งหลายได้
5. ทำให้สามารถสร้างบุญกุศลอื่นๆ ได้ง่าย
6. ทำให้เป็นผู้ไม่ประมาท
7. ทำให้ป้องกันภัยในอบายภูมิได้
8. ทำให้มีสุขติเป็นที่ไปเบื้องหน้า
9. ทำให้เป็นนิสัยติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ
10. ทำให้ได้รับการยกย่องสรรเสริญจากคนทั่วไป

"บุคคลใดไม่คำนึงถึงหนาวร้อน อดทนให้เหมือนหญ้า
กระทำกิจที่ควรทำด้วยเรี่ยวแรงของลูกผู้ชาย บุคคลนั้นย่อมไม่เสื่อมจากสุข"

(สิงคาลกสูตร) ที.ปา. 11/185/199

จากหนังสือมงคลชีวิต ฉบับ "ทางก้าวหน้า"

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #29  
เก่า 07-09-13, 20:09
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4308
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default


นิทานชาดก : การทำไม่ถูกขั้นตอน

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี
ทรงปรารภพระติสสเถระ บุตรพ่อค้าเมืองสาวัตถี ผู้เกียจคร้าน
ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองตักกศิลา แคว้นคันธาระ
มีอาจารย์ทิศาปาโมกข์ท่านหนึ่ง มีลูกศิษย์อยู่ประมาณ ๕๐๐ คน

วันหนึ่งพวกลูกศิษย์พากันเข้าป่าไปหาฟืน
ในจำนวนนั้นมีมานพผู้เกียจคร้าน อยู่คนหนึ่ง
ถือโอกาสที่เพื่อนเขาหักฟืน ไปปูผ้านอนหลับใต้ต้นกุ่ม

พอเพื่อนเขามัดฟืนได้แล้ว ก็หาบฟืนเดินผ่านไปใช้เท้าเตะปลุกเขาให้ตื่นขึ้น
เขารีบขยี่ตา ปีนขึ้นต้นกุ่มจับได้กิ่งไม้สดกิ่งหนึ่งก็เหนี่ยวลงมาหัก
เพราะนึกว่าเป็น กิ่งไม้แห้ง กิ่งไม้สดนั้นก็ดีดตาข้างหนึ่งของเขาบอด
เขารีบรวบรวมได้ฟืนหน่อยหนึ่งแล้วก็ตามเพื่อนกลับสำนัก

เย็นวันนั้น ชาวบ้านนอกมาเชิญพราหมณ์ไปประกอบพิธีในวันพรุ่งนี้
ขอให้พราหมณ์รับประทานข้าวเช้าก่อนไปเพราะบ้านอยู่ไกล
อาจารย์จึงกำชับให้หญิงรับใช้ตื่นต้มข้าวต้มตั้งแต่เช้าตรู่

พอถึงเวลาใกล้รุ่งหญิงรับใช้ ไปนำฟืนไม้กุ่มสดที่มานพนั้นนำมาเป็นฟืนก่อไฟ
จนตะวันขึ้นไฟก็ไม่ติด ทำให้พวกมานพไม่ได้ทานข้าวต้ม
จึงไปเล่าเรื่องต่างๆให้อาจารย์ฟัง

อาจารย์จึงกล่าวคาถาว่า

” งานซึ่งควรทำก่อน เขาทำทีหลัง เขาจะเดือดร้อนในภายหลัง
เหมือนมานพหักไม้กุ่มเดือดร้อนอยู่ ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ควรทำการงานตามลำดับความสำคัญรีบด่วน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #30  
เก่า 07-09-13, 20:12
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4308
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default

มงคลที่ 15 บำเพ็ญทาน

ทานคืออะไร

ทาน แปลว่า การให้ หมายถึง การสละสิ่งของของตน
เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วยความเต็มใจ

การให้ทาน เป็นพื้นฐานความดีของมนุษยชาติ
และเป็นสิ่งที่ขาดเสียมิได้ในการจรรโลงสันติสุข

พ่อแม่ ถ้าไม่ให้ทาน คือไม่เลี้ยงเรามา เราเองก็ตายเสียตั้งแต่เกิดแล้ว
สามีภรรยา หาทรัพย์มาได้ไม่ปันกันใช้ ก็บ้านแตก
ครูอาจารย์ ถ้าไม่ให้ทาน คือไม่ถ่ายทอดวิชาความรู้แก่เรา ก็โง่ดักดาน
คนเรา ถ้าโกรธแล้วไม่ให้อภัยทานกัน โลกนี้ก็เป็นกลียุค

ชีวิตของคนเราจึงดำรงอยู่ได้ด้วยทาน เราโตมาได้ก็เพราะทาน
เรามีความรู้ในด้านต่างๆ ก็เพราะทาน โลกนี้จะมีสันติสุขได้ก็เพราะทาน
การให้ทานจึงเป็นสิ่งจำเป็น และมีคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อมนุษยชาติ

ประภทของทาน
1. อามิสทาน คือการให้วัตถุสิ่งของเป็นทาน
2. ธรรมทาน หรือวิทยาทาน คือการให้ความรู้เป็นทาน
ถ้าเป็นความรู้ทางโลก เรียกว่า วิทยาทาน
หากเป็นความรู้ทางธรรม เรียกว่า ธรรมทาน
3. อภัยทาน คอการสละอารมณ์โกรธเป็นทาน ให้อภัย ไม่จองเวร
สละอารมณ์โกรธพยาบาทให้ขาดออกจากใจ

จุดทุ่งหายของการให้ทาน
1. ให้เพื่อทำคุณ เป็นการให้เพื่อยึดเหนี่ยวน้ำใจกัน
ให้เพื่อให้ผู้รับนิยมชมชอบในตัวผู้ให้ ไม่ได้มุ่งเพื่อเป็นบุญ
2. ให้เพื่ออนุเคราะห์ เป็นการอุดหนุนเอื้อเฟื้อกัน ให้ด้วยความเมตตากรุณา
3. ให้เพื่อบูชาคุณ เมื่อมีผู้ปรารถนาดีต่อเรา เมตตากรุณา ช่วยเหลืออุปการะเรา
เราก็แสดงความเคารพนบน้อมท่านด้วยกาย วาจาใจ บูชาคุณท่านด้วยทรัพย์สินตามกำลัง
ยามท่านเจ็บป่วยก็ช่วยพยาบาลรักษา ไม่ละทิ้งท่านทั้งในยามสุขและยามทุกข์

ข้อเตือนใจ
ทานเป็นประโยชน์แก่ผู้มีชรา(ความแก่) พยาธิ(ความเจ็บ) มรณะ(ความตาย) เผาผลาญอยู่
ถ้ารู้จักขนทรัพย์ออกด้วยทาน ทรัพย์นั้นย่อมเป็นประโยชน์แก่เขาได้
ทรัพย์ใดที่ขนออกได้ก็เป็นประโยชน์แก่เขา ส่วนทรัพย์ใดที่ขนออกไม่ได้
ก็ต้องถูกไฟใหม้อยู่ในเรือน

ทานที่ให้แล้วไม่ได้บุญ
1. ให้สุรา-ยาเสพย์ติด
2. ให้อาวุธ
3. ให้มรสพ
4. ให้สัตว์เพศตรงข้าม
5. ให้ภาพลามก

วิธีทำทานให้ได้บุญมาก
การทำทานให้ได้บุญมาก ด้องพร้อมด้วยองค์ 3
1. วัตถุบริสุทธิ์
2. เจตนาบริสุทธิ๋
3. บุคคลบริสุทธิ์

อานิสงส์การบำเพ็ญทาน
1. เป็นที่มาของสมบัติทั้งหลาย
2. เป็นที่ตั้งแห่งโภคทรัพย์ทั้งปวง
3. ผู้ให้ย่อมได้รับความสุข
4. ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของคนหมู่มาก
5. ผู้ให้ย่อมผูกไมตรีไว้ได้
6. ทำให้เป็นผู้มีเสน่ห์
7. ทำให้เป็นที่น่าคบหาของคนดี
8. ทำให้เข้าสังคมได้คล่องแคล่ว
9. ทำให้แกล้วกล้าอาจหาญในทุกชุมชน
10. ทำให้มีชื่อเสียงเกียรติคุณดี
11.แม้ตายแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์

จากหนังสือมงคลชีวิต ฉบับ "ทางก้าวหน้า"

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 00:35


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่