กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ปกิณกะธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 25-08-13, 01:26
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4309
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default มงคล คืออะไร ใน 3 วัยที่สำคัญ (มงคล 38 ประการ)


มงคล คืออะไร ใน 3 วัยที่สำคัญ

มงคล คือ เหตุแห่งความเจริญ หรือเครื่องหมายแห่งความเจริญ

มงคลในศาสนาพุทธ
มงคลในศาสนาพุทธ คือ การนิมนต์ขอให้พระภิกษุสวดมงคลสูตร เพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งความเจริญ หรือเพื่อให้เกิดความสิริมงคล ในงานพิธีที่เป็นมงคลต่าง ๆ พระสงฆ์จะต้องสวดมนต์บทนี้เสมอ เรียกกันว่า เป็นบทบังคับก็ว่าได้ เมื่อพระสงฆ์เริ่มต้นสวดมงคลสูตร (อะเสวะนา...) จะเป็นช่วงที่เจ้าภาพจะต้องเดินไปจุดเทียนที่ บาตรน้ำมนต์ จากนั้นประเคนบาตรน้ำมนต์แก่ประธานในพิธีสงฆ์ เมื่อสวดมงคลสูตรจบแล้ว พระภิกษุก็จะ รดน้ำมนต์ ให้แก่ผู้มาร่วมพิธีกรรม เพื่อมอบความเป็นมงคลให้ หรือมอบความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ผู้มาร่วมงานมงคล


ความจริง มงคลสูตร 38 ประการนั้น มีประโยชน์มากถ้านำไปปฏิบัติ (มิใช่การรับแต่น้ำมนต์ที่ประพรม การรับน้ำมนต์โดยไม่ปฏิบัติจะไม่เกิดประโยชน์) จะเป็นมงคลแก่ผู้ปฏิบัติตามอย่างแท้จริง พระพุทธองค์ทรงเทศนาเรียงลำดับข้อไว้อย่างมีระเบียบดียิ่ง เพื่อให้เป็นหลักปฏิบัติตามลำดับอายุของมนุษย์ เริ่มแต่ ปฐมวัย, มัชฌิมวัย และ ปัจฉิมวัย โดยขอยกตัวอย่างให้ท่านผู้อ่านเห็นดังต่อไปนี้

ปฐมวัย
ในที่นี้ขอกำหนดว่ามนุษย์ที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี เรียกว่า ปฐมวัย ปกติเป็นวัยที่ยังไม่สมควรจะออกครองเรือนตามลำพังตน ควรเป็นวัยแห่งการศึกษาเล่าเรียน เป็นระยะเวลาของการเตรียมตัวที่จะออกไปครองเรือนในอนาคต มักจะอยู่ในความปกครองของบิดามารดา พวกปฐมวัยควรปฏิบัติตามมงคลสูตรตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 10 อย่างเคร่งครัด คือ
1. ไม่ให้คบคนพาล (เพื่อจะได้ไม่ตกต่ำในทางที่ชั่ว)
2. ให้คบบัณฑิต (เพื่อให้พบแต่ความเจริญรุ่งเรืองของชีวิต)
3. ให้บูชาบุคคลที่ควรบูชา (เพื่อให้เกิดแบบอย่างที่ดี)
4. ให้อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม (เพื่อสะดวกในการศึกษาเล่าเรียน)
5. ให้สะสมบุญเรื่อยไป (เพื่อเป็นทุนไปสู่ความสุขสำเร็จ)
6. ให้ตั้งตนไว้ชอบ (เพื่อให้มีเส้นทางชีวิตที่ถูกต้อง)
7. ให้เป็นผู้ฟังมาก (เพื่อจะได้มีความรอบรู้)
8. ให้ศึกษา ศิลปวิทยา (เพื่อให้มีพื้นฐานการประกอบอาชีพการงานที่ดี)
9. ให้มีระเบียบวินัยดี (เพื่อให้มีหลักการที่ดีในการดำรงชีวิต)
10. ให้มี วาจาสุภาษิต (เพื่อให้เกิดความมีเสน่ห์ในตัวเอง)

ถ้าผู้ที่มีอายุภายใน 25 ปีแรกของชีวิต ได้ลงมือปฏิบัติตามมงคลสูตรเพียง 10 ข้อ ดังกล่าวนี้ บุคคลเหล่านี้จะเป็นคนดี เข้าไหนเข้าได้ เพราะสังคมต้อนรับ ปราศจากผู้รังเกียจ พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนเพื่อประโยชน์แก่ปวงชน ถ้าเราเคารพพระพุทธองค์อย่างแท้จริงแล้ว เราก็สมควรนำมงคลสูตรของพระพุทธองค์มาเป็นข้อปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อประโยชน์ในการดำรงชีวิตของตน ซึ่งนับว่าเป็นมงคลแก่ตนเองเป็นอย่างยิ่ง


มัชฌิมวัย
ในที่นี้ ขอกำหนดว่ามนุษย์ที่มีอายุตั้งแต่ 26 ปี ถึงอายุ 50 ปี เรียกว่าอยู่ในช่วง “มัชฌิมวัย” เป็นวัยที่ต้องดำเนินชีวิตไปตามลำพัง ไม่ควรจะต้องพึ่งบิดามารดาอีกต่อไป ต้องออกไปเผชิญกับเหตุการณ์ของสังคมโลก เป็นวัยที่จะต้องตั้งตัวตั้งหลักฐาน รับผิดชอบในการดำรงชีวิต ในมัชฌิมวัยควรปฏิบัติตามมงคลสูตรเพิ่มขึ้นอีก 20 ข้อ ตั้งแต่ข้อ 11 ถึงข้อ 30 คือ
11. ให้ บำรุงบิดามารดา (เป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณคน)
12. ให้ สงเคราะห์บุตรธิดา (เป็นแบบอย่างที่ดี)
13. ให้ สงเคราะห์ภรรยา (เป็นการแสดงความรับผิดชอบ)
14. ไม่ให้การงานอากูล (กิจการงานใดไม่คั่งค้าง)
15. ให้ บำเพ็ญทาน (จิตใจจะมีเมตตาสูง)
16. ให้ ประพฤติธรรม (เพื่อความสงบของชีวิต)
17. ให้ สงเคราะห์ญาติ (เกิดเคราะห์ร้ายก็มีญาติช่วย)
18. ให้ ประกอบการงานดี ไม่มีโทษ (อาชีพสุจริตชีวิตปลอดภัย)
19. ให้ เว้นจากการทำบาป (เพื่อไม่ต้องชดใช้หนี้กรรม)
20. ให้ เว้นจากการเสพของเมา (ให้เป็นคนมีสติอยู่เสมอ)
21. ไม่ให้ประมาทในธรรมทั้งหลาย (ให้มีความคิดรอบคอบ)
22. ให้ เคารพบุคคลที่ควรเคารพ (เราจะได้รับความเคารพตอบ)
23. ไม่ให้เย่อหยิ่ง (จะมีคนให้ความนับถือ)
24. ให้ มีสันโดษ (จิตใจจะไม่วุ่นวาย)
25. ให้ มีความกตัญญู (เพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดี)
26. ให้ ฟังธรรมตามกาล (เพื่อให้มีดวงตาเห็นธรรม)
27. ให้ มีขันติ (จิตใจจะมีความสุขสงบ)
28. ให้ เป็นผู้ว่าง่าย (ทำให้ได้รับความรักจากผู้อื่น)
29. ให้ เข้าหาสมณะผู้สงบ (ทำให้เข้าใจธรรมะที่แท้จริง)
30. ให้ สนทนาธรรมตามกาล (ทำให้มีปัญญาเพิ่มพูล)

ถ้ามนุษย์อายุระหว่าง 26 ปี ถึง 50 ปี ได้ลงมือปฏิบัติตามมงคลสูตรของพระพุทธองค์เพิ่มขึ้นอีก 20 ข้อ ตั้งแต่ข้อ 11 ถึงข้อ 30 ดังกล่าวนี้ บุคคลเหล่านั้นจะประสบแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรืองในการดำรงชีวิต จะไม่ประสบความทุกข์ แม้ในขณะที่ถึงอายุขัยที่จะตาย วิญญาณก็จะไปสู่สุคติโลกสวรรค์ ถ้าจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะได้เกิดเป็นมนุษย์ที่มีฐานะสูง ถ้าเราเคารพพระพุทธองค์อย่างแท้จริงแล้ว เราก็สมควรนำมงคลสูตรของพระพุทธองค์มาเป็นข้อปฏิบัติ เพื่อประโยชน์ในการดำรงชีวิตของตน ความเป็นมงคลก็จะเกิดแก่ตนเองและครอบครัว

ปัจฉิมวัย
ในที่นี้ ขอกำหนดว่ามนุษย์มีอายุตั้งแต่ 51 ปี ถึงสิ้นอายุขัย เป็นระยะชีวิตที่จะต้องช่วยตัวเองแสวงหา อริยทรัพย์ อริยสมบัติ เพราะเป็นช่วงเลยกึ่งกลางของชีวิต เดินทางเข้าสู่บั้นปลายของชีวิตเหมือนต้นไม้ใกล้ฝั่ง จะล้มลงเมื่อใดก็ได้ ควรจะช่วยตนเองในการสร้างอริยสมบัติก่อนตาย ซึ่งไม่มีใครจะช่วยเราได้ โดยช่วยให้วิญญาณของเรามีคุณสมบัติสูงกว่าเดิม วิธีช่วยตัวเองนับว่าดีที่สุดนั้น คือการหาโอกาสฝึกอบรมพัฒนาจิตใจ ด้วยการวิปัสสนากรรมฐาน อาจจะศึกษาเรื่องความตายเพื่อจะได้ตายนอกสมมติ คือการหลุดพ้นจาก สังสารวัฏ ไม่ควรให้ตายในสมมติคือการหมุนเวียนอยู่ในวัฏสงสารเท่านั้น การตายในสมมตินั้น จะต้องกลับมาเกิดเพื่อรับความทุกข์ต่อ ๆ ไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด วิธีปฏิบัติเพื่อให้ตายนอกสมมตินั้น คือการปฏิบัติตามมงคลสูตรของพระพุทธองค์ โดยปฏิบัติเพิ่มขึ้นอีก 8 ข้อ ตั้งแต่ข้อ 31 ถึงข้อ 38 คือ
31. ให้บำเพ็ญเพียรเผากิเลสให้หมดไป (ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน)
32. ให้ ประพฤติพรหมจรรย์ (ออกบวช หรือ บวชใจด้วยเนกขัมมบารมี)
33. ให้เห็นแจ้งในอริยสัจ (ให้ตระหนักรู้ในทุกข์ และเหตุที่เกิดทุกข์ การดับทุกข์ และวิธีดับทุกข์)
34. ให้ทำนิพพานให้แจ้ง (วิปัสสนาภาวนาจนได้นิโรธสมาบัติ)
35. ไม่ให้จิตหวั่นไหวในโลกธรรม (ทำจิตไม่ให้ติดยึดในลาภ/ยศ/สรรเสริญ/สุข)
36. ไม่ให้จิตเศร้าหมอง (ทำจิตให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน)
37. ไม่ให้จิตมีมลทิน (ทำจิตให้เป็นอุเบกขาตลอดเวลา)
38. ให้มีจิตเกษม (ไม่ให้มีเครื่องดึงรั้งไว้ในภพคือถึงซึ่งพระนิพพาน)

มงคลสูตรของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตั้งแต่ข้อ 31 ถึงข้อ 38 นี้ มีพุทธประสงค์จะให้ช่วยตัวเองไปทาง โลกุตตรธรม ช่วยให้ตายนอกสมมติ คือการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เป็นการหลบหนีการเกิด เพราะว่า พระตถาคต สั่งสอนให้ตระหนักว่า “การเกิดเป็นทุกข์” ชาวพุทธที่มีอายุตั้งแต่ 51 ปีขึ้นไป เมื่อบุตรธิดามีอาชีพการงาน หรือสามารถดำรงชีวิตได้ตามลำพังแล้ว หรือ ทรงตัวได้ดีบนขาของเขาได้แล้ว ชาวพุทธผู้มีอายุสูงก็สมควรช่วยตนเองไปในทาง โลกุตตรวิสัย ควรฝึกอบรมพัฒนาจิตใจ ด้วยการวิปัสสนากรรมฐานให้มาก และให้บ่อย หากปฏิบัติตามมงคลสูตรของพระพุทธองค์เช่นนี้ ความเป็นมงคลก็จะเกิดแก่วิญญาณของตน เมื่อกายแตกละจากโลกนี้ไป วิญญาณของตนก็จะไปสู่ สุคติภูมิ หรือพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง


ถ้าเราสมมติว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นแม่ครัว พระพุทธองค์ทรงปรุงอาหารไว้ เพื่อคน 3 วัย วัยแรกเพื่อให้มนุษย์ในปฐมวัยได้บริโภค วัยที่ 2 เพื่อให้มนุษย์ในมัชฌิมวัยได้บริโภค และวัยที่ 3 ปรุงไว้ให้มนุษย์ในปัจฉิมวัยได้บริโภค แต่มนุษย์จะบริโภค หรือไม่บริโภคนั้น เป็นเรื่องของมนุษย์ที่สามารถเลือกเส้นทางของตนเองได้ พระตถาคต ได้แต่ทรงปรุงอาหารไว้ให้เท่านั้น และทรงชี้ทางให้โดยมีพระกรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่เท่านั้น
จึงขออนุญาตเชิญชวนเพื่อนพนักงานทุกระดับ และทุกท่าน หันมาบริโภคอริยทรัพย์ด้วยการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ คิดดี พูดดี และทำดี ให้ตลอดอายุขัยของเรา นับแต่บัดนี้เป็นต้นไปเถิด


ที่มา เวปเด็กดีดอทคอม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เพิ่มบุญ : 25-08-13 เมื่อ 01:37

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #2  
เก่า 25-08-13, 01:40
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4309
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default

มงคลที่ 1 ไม่คบคนพาล

คนพาล คือคนที่มีใจขุ่นมัวเป็นปกติ เป็นผลให้มีความเห็นผิด ยึดถือค่านิยมผิดๆ
และมีวินิจฉัยเสีย
คือไม่รู้อะไรดี อะไรชั่ว อะไรควร อะไรไม่ควร

โทษของความเป็นคนพาล
1. มีความเห็นผิด ก่อทุกข์ให้ตนเอง
2. เสียชื่อเสียง ถูกติฉินนินทา
3. ไม่มีคนนับถือถูกเกลียดชัง
4. หมดสิริมงคล หมดสง่าราศี
5. ความชั่วเภทภัยทั้งหลาย จะไหลเข้ามาหาตัว
6. ทำลายประโยชน์ของตนเองทั้งโลกนี้ และโลกหน้า
7. ทำลายวงศ์ตระกูลของตนเอง
8. เมื่อละโลกไปแล้วมีอบายภูมิเป็นที่ไป
ฯลฯ

วิธีสังเกตคนพาล
1. คนพาลชอบชักนำในทางที่ผิด
2. คนพาลชอบทำในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ
3. คนพาลชอบทำแต่สิ่งผิดๆ ชอบถือเอาสิ่งที่ชั่วเป็นสิ่งที่ดี
4. คนพาลแม้พูดดีๆ ก็โกรธ
5. คนพาลไม่ยอมรับรู้ระเบียบวินัย

โทษของการคบคนพาล
1. ย่อมถูกชักนำไปในทางที่ผิด
2. ย่อมเกิดหายนะ การงานล้มเหลว
3. ย่อมถูกมองในแง่ร้าย ไม่ได้รับความไว้วางใจจากบุคคทั่วไป
4. ย่อมอึดอัดใจ เพราะคนพาลแม้เราพูดดีๆ ด้วยก็โกรธ
5. หมู่คณะย่อมแตกความสามัคคีเพราะการยุยง และไม่ยอมรับรู้ระเบียบวินัย
6. ภัยอันตรายต่างๆ ย่อมไหลเข้ามาหาตัว
7. เมื่อละโลกแล้ว ย่อมมีอบายภูมิเป็นที่ไป
ฯลฯ

หลักปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
1. หมั่นห้ามใจตนเองจากความชั่วแม้เพียงเล็กน้อย ก่อนที่มันจะลุกลามต่อไป
2. อย่าตามนึกถึงความชั่ว ความผิดพลาดในอดีต
3. ตั้งใจให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนาอย่างสม่ำเสมอ
4. หลีกเลี่ยงการอ่าน การฟัง การพูด เรื่องเกี่ยวกับคนพาล
5. ถ้าจำเป็นต้งอยู่ใกล้คนพายอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง ต้องหมั่นให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิ เพื่อให้ใจผ่องใสอยู่เสมอ

อานิสงส์การไม่คบคนพาล
1. ทำให้ไม่ถูกชังจูงไปในทางที่ผิด
2. ทำให้สามารถรักษาความดีเดิมไว้ได้
3. ทำให้สามารถสร้างความดีใหม่เพิ่มขึ้นได้อีก
4. ทำให้ไม่ถูกคนพาลทำร้าย
5. ทำให้ไม่ถูกตำหนิ ไม่ถูกใส่ความ
6. ทำให้ไม่ถูกมองในแง่ร้าย ได้รับความไว้วางใจจากบุคคลทั่วไป
7. ทำให้มีความเจริญก้าวหน้า สามารถตั้งตัวได้เร็ว
8. ทำให้มีความสุขทั้งตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติ
9. เป็นการตัดกำลังไม่ให้เชื้อพาลระบาดไป เพราะขาดคนสนับสนุน
ฯลฯ

จากมงคลชีวิต ฉบับ "ทางก้าวหน้า"

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #3  
เก่า 25-08-13, 01:43
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4309
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default



พี่น้องยังต่างใจกัน

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่คทายวิหาร ใกล้ถ้ำมัททกุจฉิ เมืองราชคฤห์ ทรงปรารภพระเทวทัตผู้กลิ้งศิลาหมายให้ทับพระองค์ มีแต่สะเก็ดแตกกระทบพระบาทยังพระโลหิตให้ห้อเท่านั้น ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยพระเจ้าปัญจาละกปกครองเมืองอุตตาปัญจาละ พระโพธิสัตว์เกิดเป็นลูกนกแขกเต้ามีน้องตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ป่างิ้วใกล้ภูเขาลูกหนึ่ง ในที่ไม่ไกลจากภูเขาลูกนั้นด้านทิศเหนือมีบ้านของพวกโจร ๕๐๐ ด้านทิศใต้เป็นอาศรมของฤๅษี ๕๐๐ ตน เมื่อนกแขกเต้า สองพี่น้องเติบโตขึ้นกำลังหัดบิน ในวันหนึ่งเกิดพายุใหญ่พัดกระหน่ำนกแขกเต้าทั้งสองจึงถูกลมพัดไปตกคนละแห่ง นกผู้น้องไปตกระหว่างอาวุธของบ้านโจร พวกเขาจึงตั้งชื่อให้มันว่า สัตติคุมพะ ส่วนนกผู้พี่ไปตกระหว่างกองดอกไม่ใกล้อาศรมฤๅษี จึงถูกตั้งชื่อว่าปุปผกะนกทั้งสองตัวต่างเติบโตในสถานที่นั้นๆ

อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าปัญจาละเสด็จประพาสป่า พร้อมด้วยบริวารหมู่ใหญ่เพื่อออกล่าสัตว์ ทรงประกาศว่า "เนื้อหนึไปทางผู้ใด อาญาจะมีแก่ผู้นั้น" พระองค์ทรงธนูยืนซ่อนอยู่ในซุ้มที่เขาจัดถวาย เมื่อพวกทหารตีเคาะพุ่มไม้มีเนื้อทรายตัวหนึ่งดูทางที่จะไป เห็นทางที่พระราชาประทับอยู่เงียบสงัด จึงวิ่งไปทางนั้้นและหลบหนีไปได้ พวกอำมาตย์ต่างร้องถามกันว่า "เนื้อหนีไปทางผู้ใด" เมื่อทราบว่าด้านของพระราชาต่างก็หัวเราะยิ้มเยาะ พระองค์

พระราชารีบขึ้นรถพระที่นั่งสั่งให้นายสารถีตามจับเนื้อให้จงได้ พวกบริวารไม่สามารถที่จะวิ่งไล่รถของพระองค์ทันใด้ จึงมีเพียงพระราชาและนายสารถีสองคนเท่านั้นตามเนื้อไป จนเที่ยงวันก็ไม่พบเนื้อตัวนั้น จึงเสด็จกลับพบลำธารสวยงามระหว่างทางใกล้ที่อยู่ของโจร ด้วยความเหนื่อยล้า จึงลงไปบรรทมพักผ่อนใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ฝ่ายนายสารถีถวายงานนวดอยู่

ณ บ้านโจร พวกโจรพากันออกจากบ้านเข้าป่ากันหมด เหลือแต่นกสัตติคุมพะและพ่อครัวคนหนึ่งเท่านั้น ขณะนั้น นกสัตติคุมพะบินออกจากบ้านไปพบพระราชา ก็คิดจะปล้นชิงทรัพย์จึงบินกลับมาบอกพ่อครัว ฝ่ายพ่อครัวรีบออกไปดู เมื่อทราบว่าเป็นพระราชาจึงพูดว่า "แกจะบ้าเรอะ จะปล้นพระราชา ขึ้นชื่อว่าเป็นพระราชาถึงจะเข้าป่าก็ยังทรงเดชานุภาพอยู่นั้นเอง" นกพูดตอบว่า "ท่านพ่อครัว เวลาเมาท่านเก่งกาจมากมิใช่หรือ มาบัดนี้ท่านทำไมไม่อยากทำโจรกรรมเล่า"

พระราชาทรงตื่นจากบรรทมได้ยินเสียงคนคุยกันก็ทราบว่า สถานที่นี้ไม่ปลอดภัยจึงปลุกนายสารถีรีับเสด็จไปโดยเร็ว นกสัตติคุมพะรีบบินร้องให้โจรตามรถของพระราชาไป พระราชาเสด็จไปถึงอาศรมของพวกฤๅษี ขณะนั้นพวกฤๅษีเข้าป่าหาผลไม้เหลือแต่นกปุปผกะตัวเดียว มันพอเห็นพระราชาเสด็จมาถึงรับบินไปต้อนรับและถวายพระพร

พระราชาเลื่อมใส่ในนกปุปผกะตรัสชมเชยว่า "นกแขกเต้าตัวนี้ดีมากส่วนนกแขกเต้าตัวโน้นพูดแต่คำหยาบให้จับพระราชาให้ฆ่าพระราชา นกสองตัวนี้ช่างต่างกันจริงๆ"

นกปุปผกะกราบทูลว่า "มหาราชเจ้า พวกข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นพี่น้องกัน เติบโตจากต้นงิ้ว แต่ต่างถูกลมพัดไปอยู่คนละเขต สัตติคุมพะตกไปอยู่ในบ้านโจร ข้าพระองค์มาอยู่ในอาศรมฤๅษีเราทั้งสองจึงต่างกันพระเจ้าข้า" แล้วแสดงธรรมแก่พระราชาว่า "ขอเดชะบุคคลคบคนเช่นใด เป็นสัตบุรุษ อสัตบุรุษ ผู้มีศีลหรือไม่มีศีล ย่อมไปสู่อำนาจของผู้นั้น เพราะอยู่ร่วมกันกับผู้นั้นเหมือนลูกศรอาบยาพิษ ย่อมทำให้แหล่งลูกศรเปื้อนยาพิษด้วย นักปราชญ์ไม่พึงมีสหายผู้ต่ำช้าเลยทีเดียว เพราะกลัวจะเปื้อนด้วยบาปกรรมเหมือนห่อปลาเน่าด้วยหญาคา หญ้าคาย่อมมีกลิ่นเหม็นฟุ้งไปด้วย การคบหาสมาคมกับคนพาลก็เช่นกัน เหมือนห่อของหอมด้วยใบไม้ ใบไม้ก็หอมฟุ้งไปด้วยฉันได การคบหาสมาคมกับนักปราชญ์ก็ฉันนั้น ดังนั้น บัณฑิตไม่ควรคบหาอสัตบุรุษ ควรคบหาแต่สัตบุรุษเท่านั้น"

พระราชาทรงเลื่อมใสธรรมกถาของนกปุปผกะอย่างมาก เมื่อหมู่ฤๅษีกลับมาแล้วจึงนิมนต์ให้เข้าไปอยู่ในสวนหลวง เพื่อจะได้อุปัฏฐากบำรุง และทรงให้ปล่อยนกทั้งหลายเป็นอภัยทาน หมู่ฤๅษีรับคำนิมนต์นั้นอยู่สงเคราะห์พระราชาจนตราบสิ้นชีวิต


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :
คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล
ชาติกำเนิดไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งแวดล้อมต่างหาก ทำให้ผู้คนเป็นพาลหรือเป็นบัณฑิต


ที่มา เวปธรรมะไทย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เพิ่มบุญ : 25-08-13 เมื่อ 02:24

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #4  
เก่า 25-08-13, 01:50
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4309
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default

มงคลที่ 2 คบบัณฑิต

บัณฑิตคือใคร
บัณฑิต คือคนที่มีจิตใจผ่องใสอยู่เป็นปกติ ทำให้มีความเห็นถูก
ยึดถือค่านิยมที่ถูกต้อง สามารถดำเนินชีวิตอยู่ด้วยปัญญา
- เป็นผู้รู้ดี คือรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว
- เป็นผู้รู้ถูก คือรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด
- เป็นผู้รู้ชอบ คือรู้ว่าอะไรบุญอะไรบาป

บัณฑิตมิใช่เป็นผู้มีเพียงปัญญา
แต่คือผู้อุดมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา


ลักษณะของบัณฑิต
1. ชอบคิดดีเป็นปกติ ได้แก่ คิดให้ทาน คิดให้อภัยอยู่เสมอ ไม่ผูกพยาบาท คิดเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง
2. ชอบพูดดีเป็นปกติ ได้แก่ พูดความจริง พูดคำสมานไมตรี พูดคำมีปะโยชน์ พูดด้วยจิต
ที่ประกอบด้วยเมตตา และพูดถูกต้องตามกาลเทศะ
3. ชอบทำดีเป็นปกติ ได้แก่ มีเมตตากรุณา ประกอบสัมมาอาชีวะ ทำบุญให้ทานเป็นปกติ
รักษาศีล ทำสมาธิภาวนาอยู่เสมอ

วิธีสังเกตบัณฑิต
1. บัณฑิตชอบชักนำในทางที่ถูก
2. บัณฑิตชอบทำสิ่งที่เป็นธุระ
3. บัณฑิตชอบทำสิ่งที่ถูกที่ควร
4. บัณฑิตเมื่อถูกว่ากล่าวตักเตือนโดยดีย่อมไม่โกรธ
5. บัณฑิตย่อมรับรู้ระบเบียบวินัย

วิธีคบบัณฑิต
1. หมั่นไปมาหาสู่
2. หมั่นเข้าไปนั่งใกล้
3. มีความจริงใจ ให้ความเกรงอกเกรงใจต่อท่าน
4. ฟังคำแนะนำ ฟังคำพูดของท่าน (ฟังธรรม)
5. จำธรรมที่ได้ฟังนั้นไว้
6. พิจารณาใจความของธรรมที่จำได้นั้นให้ดี
7. พยายามปฏิบัติตามธรรมที่ได้ฟังและใคร่ครวญอย่างดีแล้วนั้น

ประเภทของบัณฑิต
1. บัณฑิตภายนอก คือบุคคลทั่วไปไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นผู้ประพฤติดี มีคุณธรรม
ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา
2. บัณฑิตภายใน คือตัวเราขณะที่คิดดี พูดดี และทำดีนั่นเอง

อานิสงส์ของการคบบัณฑิต
1. ทำให้มีจิตใจผ่องใส สามารถทำความดีตามไปด้วย
2. ทำให้ได้ปัญญาเพิ่มขึ้น เป็นคนหนักแน่น มีเหตุผล
3. ทำให้มีความเห็นถูก เป็นสัมมาทิฏฐิ
4. ทำให้ไม่ต้องเศร้าโศกเดือดร้อนเพราะทำผิด
5. ทำให้เป็นที่ยกย่องสรรเสริญของคนทั่วไป
6. ทำให้มีความสุข ปลอดภัยจากอุปสรรคภัยพาลต่างๆ
7. ทำให้มีความเจริญก้าวหน้า สามารถตั้งตัวได้เร็ว
8. ทำให้แม้ละโลกนี้ไปแล้ว ก็ไปสู่สุคติโลกสวรรค์
9. ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพาน
ฯลฯ

จากมงคลชีวิต ฉบับ "ทางก้าวหน้า"

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #5  
เก่า 25-08-13, 01:54
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4309
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default



อานิสงส์ของศีล

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภอุบาสกผู้มีศรัทธาคนหนึ่งที่สามารถเดินข้ามแม่น้ำอจิรวดีไปฟังธรรมได้ด้วยอำนาจคุณของศีล ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สมัยพระพุทธเจ้านามว่า กัสสปะ ในวันหนึ่งมีอุบาสกคนหนึ่งซึ่งเป็นพระโสดาบัน ได้โดยสารเรือไปค้าขายต่างเมืองกับช่างตัดผมคนหนึ่ง ก่อนออกเดินทาง ภรรยาของช่างตัดผมได้ฝากให้อุบาสกช่วยดูแลสามีของตนพร้อมกับสั่งว่า
"ท่านเจ้าค่ะ ขอท่านได้ช่วยดูแลสามีดิฉันด้วยนะคะ สุขทุกข์ของสามี ดิฉันขอมอบให้เป็นภาระของท่านก็แล้วกัน"

เรือออกเดินทางไปได้ ๗ วัน ก็เจอพายุกระหน่ำจนเรืออับปางลงกับทะเลราวกับเรือไทนานิคล่ม ชายทั้ง ๒ ได้เกาะแผ่นกระดานแผ่นหนึ่งลอยคอจนมาถึงเกาะแห่งหนึ่ง ด้วยความหิวนายช่างตัดผมได้ฆ่านกปิ้งกินและชวนอุบาสกกินด้วยกัน แต่อุบาสกไม่กินเพราะคิดว่า "สถานการณ์เช่นนี้ มีแต่พระรัตนตรัยเท่านั้นจะเป็นที่พึ่งเราได้" จึงนั่งระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยอยู่

ขณะนั้นพญานาคผู้บนเกาะนั้นได้เนรมิตร่างเป็นเรือลำใหญ่ มีเทวดาประจำทะเลเป็นต้นเรือ บรรทุกทรัพย์สินเงินทองเต็มลำ มีเสากระโดงทำด้วยแก้วมณีสีอินทนิล ใบเรือทำด้วยทองเชือกทำด้วยเงิน แล่นมาที่เกาะนั้น พร้อมประกาศว่า

"มีใครจะไปด้วยไหม"
อุบาสกร้องตอบว่า "ข้าพเจ้าจะไปด้วย"
นายต้นเรือพูดว่า "ถ้าเช่นนั้น ท่านขึ้นมาเถอะครับ"

อุบาสกจึงชวนนายช่างตัดผมขึ้นเรือไปด้วยกัน แต่นายต้นเรือร้องห้ามไว้ว่า "ขึ้นมาได้เฉพาะท่านคนเดียวเท่านั้น อีกคนหนึ่งขึ้นไม่ได้"
อุบาสกถามว่า "ทำไมละท่าน"
นายต้นเรือตอบว่า "เพราะคนนั้นไม่มีศีลจึงรับไปด้วยไม่ได้ เรือลำนี้รับเฉพาะคนมีศีลเท่านั้น"
อุบาสกพูดว่า "เอาเถอะ ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าขอแบ่งให้ส่วนบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้รักษาศีลให้แก่เขาก็แล้วกัน"
นายช่างตัดผมก็รับคำอนุโมทนาในบุญกุศลว่า "ข้าพเจ้าขออนุโมทนา"

เทวดาจึงนำชายทั้ง ๒ ขึ้นเรือแล้วนำไปส่งจนถึงฝั่งพร้อมทั้งมอบทรัพย์สมบัติให้อีกด้วย แล้วกล่าวให้โอวาทเป็นคาถาว่า

"ดูเถิด นี่แหละผลของศรัทธา ศีล และจาคะ พญานาคแปลงตนเป็นเรือนำอุบาสกผู้มีศรัทธาไป บุคคลพึงคบหาสัตบุรุษเท่านั้น พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ เพราะการอยู่ร่วมกับสัตบุรุษนายช่างตัดผมจึงถึงความสวัสดี"

เมื่อกล่าวจบก็พาพญานาคกลับวิมานของตนไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :
1.ผู้มีศีลตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้
2.การคบหาแต่บัณฑิต มีแต่จะนำมาซึ่งความสุข ความเจริญให้กับตนเอง



ที่มา เวปธรรมะไทย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เพิ่มบุญ : 25-08-13 เมื่อ 02:24

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #6  
เก่า 25-08-13, 02:20
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4309
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default

มงคลที่ 3 บูชาบุคคลที่ควรบูชา

การบูชาคืออะไร
การบูชา คือการเลื่อมใส ยกย่อง เชิดชู ด้วยกิริยาอาการสุภาพ
ที่เราแสดงต่อผู้ที่ควรบูชาทั้งต่อหน้าและลับหลัง
การบูชาเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่ง สำหรับฝึกใจที่ยังหยาบกระด้าง
เพราะไม่อาจยอมรับคุณความดีของผู้อื่น ให้ละเอียดอ่อนลง

บุคคลที่ควรบูชา
1. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
2. พระสงฆ์
3. พระมหากษัตริย์ผู้ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม
4. บิดามารดา และญาติผู้ใหญ่ที่มีความประพฤติดี
5. ครูอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถ ความประพฤติดี
6. ผู้บังคับบัญชาที่มีความประพฤติดี ตั้งอยู่ในธรรม
7. บัณฑิตที่มีเพศภาวะสูงเกินกว่าที่จะคบในฐานะผู้เสมอกันได้

สิ่งที่เนื่องด้วยท่านเหล่านี้ ก็จัดเป็นสิ่งที่ควรบูชาอีกเช่นกัน
เพระเมื่อเราบูชาสิ่งเหล่านี้ ก็ทำให้ระลึกนึกถึงคุณความดีของบุคคล
ที่สิ่งเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องด้วย เช่น

1. สิ่งที่เนื่องด้วยพระพุทธเจ้า เช่น พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
2. สิ่งที่เนื่องด้วยพระสงฆ์ เช่น พระธาตุ รูปภาพของพระสงฆ์
3. คำสั่งสอน รูปภาพของบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ผู้บังคับบัญชา
พระมหากษัตริย์ ซึ่งตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นบัณฑิต

การแสดงออกถึงความบูชา
1. ทางกาย ไม่ว่าจะยืนเดินนั่งนอน หรือประกอบกิจใดๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าท่าน
หรือสัญลักษณ์ตัวแทนของท่าน ก็อยู่ในอาการสำรวม
2. ทางวาจา สรรเสริญยกย่องคุณความดีของท่าน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
3. ทางใจ ตามระลึกนึกถึงคำสอนของท่านด้วยความเคารพ และซาบซึ้ง

ประเภทของการบูชา
1. อามิสบูชา คือการบูชาด้วยสิ่งของ
2. ปฏิบัติบูชา คือการบูชาด้วยการตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ตามคำสอน
ตามแบบอย่างที่ดีของท่าน การปฏิบัติบูชานี้จะเป็นการบูชาที่สูงสุด
เพราะเป็นวิธีที่จะทำกาย วาจา ใจ ของเราใสสะอาด เป็นบัณฑิตตามท่านได้โดยเร็ว

ข้อควรระวัง
1. ไม่บูชาคนพาล
2. ไม่บูชาสิ่งที่เนื่องด้วยคนพาล
3. ไม่บูชาสิ่งที่บูชาแล้วไม่เกิดสิริมงคล
4. ไม่บูชาสิ่งที่บูชาแล้วทำให้งมงายไม่เกิดปัญญา

อานิสงส์การบูชาบุคคลที่ควรบูชา
1. ยังความเห็นถูกที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น
2. ยังความเห็นถูกที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น
3. ทำให้มีกิริยามารยาทสุภาพอ่อนโยน น่ารักน่านับถือ
4. ทำให้จิตใจผ่องใส เพราะตรึกอยู่ในกุศลธรรมเสมอ
5. ทำให้สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ขึ้นเพราะมีความสำรวมระวัง เป็นการป้องกันความประมาท
6. ป้องกันความลืมตัวความหลงผิดได้ เพราะตระหนักอยู่เสมอว่า ผู้ที่มีคุณธรรมสูงกว่าตนยังมีอยู่
7. ทำให้เกิดกำลังใจและอานุภาพอย่างมหาศาล สามารถคุ้มครองป้องกันตน ให้พ้นจากอุปสรรคและภัยพาลต่างๆ ได้
8. เป็นการกำจัดคนพาลให้พินาศไปโดยทางอ้อม เพราะมีแต่คนบูชาบัณฑิตผู้มีคุณธรรม
9. เป็นการเชิดชูบัณฑิตให้สูงเด่น ทำให้ท่านสามารถบำเพ็ญกรณียกิจได้สะดวกกว้างขวางยิ่งขึ้น
ฯลฯ


จากมงคลชีวิต ฉบับ "ทางก้าวหน้า"

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #7  
เก่า 25-08-13, 02:24
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4309
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default



ประวัติ นายสุมนมาลาการ

นายสุมนมาลาการ เป็นชาวเมืองราชคฤห์ เขามีหน้าที่นำดอกมะลิวันละ ๘ ทะนาน ไปถวายพระเจ้าพิมพิสารแต่เช้าตรู่ทุกวัน ได้ทรัพย์วันละ ๘ กหาปณะ

ต่อมาเช้าวันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังถือดอกไม้จะเข้าประตูเมือง พระพุทธเจ้าเสด็จออกบิณฑบาตพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ทรงเปล่งพระรัศมีด้วยพุทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ เขาเห็นอัตภาพของพระพุทธเจ้าแล้วเกิดความเลื่อมใสคิดว่า "เราจักบูชาพระพุทธเจ้าด้วยอะไรดีหนอ" เมื่อไม่เห็นสิ่งใดจึงตัดสินใจจะถวายดอกไม่ที่จะนำไปถวายพระราชา ด้วยการตกลงใจว่า "เอาเถอะเมื่อพระราชาไม่ได้รับดอกไม้ จะทรงฆ่าเราหรือขับไล่ออกจากเมืองก็ตาม พระราชาทรงประทานทรัพย์เพียงพอแก่การเลี้ยงชีพเท่านั้น ส่วนการบูชาพระพุทธเจ้า เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่เราหาประมาณมิได้ทีเดียว"ได้สละชีวิตของตนเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า

นายมาลาการได้ชัดดอกไม้บูชาพระพุทธเจ้าไปทั้ง ๘ ทะนาน ดอกไม้เหล่านั้นได้เป็นซุ้มติดตามเสด็จพระพุทธองค์ไปทุกหนทุกแห่ง ชาวเมืองต่าง แตกตื่นกันออกมาดูแลถวายทานกันทุกถ้วนหน้า พากันโหร้องให้เสียงสาธุการทุกที่พระพุทธองค์เพื่อจะทรงทำคุณความดีของนายสุมนมาลาการให้เป็นที่ปรากฎไปทั่วเมือง ราชคฤห์ก็ได้เสด็จไปทั่วทุกมุมเมือง ส่วนนายมาลาการได้มีความปลาบปลื้มปีติยินดีเป็นอย่างยิ่งตามเสด็จไปหน่อยหนึ่งแล้ว ก็ถือกระเช้าเปล่าเดินกลับบ้านไปด้วยสีหน้าอันเอิบอิ่ม

เมื่อถึงบ้าน นายสุมนามาลาการได้เล่าเรื่องที่ตนได้นำดอกไม้บูชาพระพุทธเจ้าให้ภรรยาฟัง ภรรยาของเขาเป็นหญิงไม่ดีไม่มีศรัทธา กลับด่าว่าเขาจักนำความพินาศมาให้ตระกูล รีบนำความเข้ากราบทูลพระราชา และทูลความที่ตนไม่เห็นดีเห็นงามด้วย

พระเจ้าพิมพิสารเป็นอริยบุคคลชั้นโสดาบันแล้ว พระองค์เต็มเปี่ยมด้วยศรัทธาในพระพุทธศาสนา เมื่อได้สดับดังนั้นแล้วทรงทราบว่าหญิงนี้เป็นหญิงไม่ดีไม่มีศรัทธา จึงทรงทำทีเป็นกริ้วตรัสว่า "ดีแล้วละที่เธอทิ้งเขามา เดี๋ยวเราจักจัดการกับนายสุมนมาลาการ" แล้วรีบเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ถวายบังคมแล้วตามเสด็จไป พระพุทธองค์เพื่อประกาศเกียรติคุณของนายสุมนมาลาการให้ประชาชนทราบ จึงประทับที่พระลานหลวงไม่เสด็จเข้าไปในพระราชวัง พระราชาได้ถวายภัตตาหารแก่พระพุทธองค์และภิกษุสงฆ์ ตามส่งพระพุทธเจ้าเสด็จกลับวัดเวฬวันแล้ว จึงมีรับสั่งให้นายสุมนมาลาการเข้าเฝ้า

เมื่อนายสุมนมาลาการมาเข้าเฝ้าแล้ว พระเจ้าพิมพิสารตรัสยกย่องสรรเสริญนายสุมนมาลาการว่าเป็นมหาบุรุษ แล้วพระราชทานสิ่งของ ๘ ชนิด คือช้าง ม้า ทาส ทาสี เครื่องประดับ นารี อย่างละแปด ทรัพย์อีก ๘ พันกหาปณะและบ้านส่วยอีก ๘ ตำบล

เมื่อกลับถึงวัด พระอานนท์ได้ทูลถามถึงผลบุญที่นายสุมนมาลาการจะพึงได้รับ พระพุทธองค์ตรัสว่า นายสุมนมาลาการได้สละชีวิตบูชาพระองค์ในครั้งนี้จักไม่ได้ไปเกิดในนรกตลอดแสนกัลป์ เมื่อพระพุทธองค์เสด็จเข้าพระคันธกุฏีดอกไม้เหล่านั้นจึงตกลงที่ประตูกุฎีนั้นแล

ตกเย็นวันนั้นพวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรม เรื่องการบูชาพระพุทธเจ้าของนายสุมนมาลาการแล้วได้รับของพระราชทาน ๘ อย่างจากพระเจ้าพิมพิสารพระพุทธองค์เสด็จมาตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย บุคคลทำกรรมใดแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง เป็นผู้เอิบอิ่ม มีความสุขใจ นั่นแหละเรียกว่า กรรมดี"

นายสุมนมาลาการ เป็นอุบาสกที่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีแก่พุทธศาสนิกชนได้ ท่านได้เสียสละชีวิตเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า นั่นคือ สละชีวิตเพื่อทำความดี รักษาความดีเอาไว้ แม้ชีวิตจะหาไม่ก็ตาม จึงเป็นบุคคลที่ควรยกย่องและเป็นแบบอย่างได้

ที่มา เวปธรรมะไทย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #8  
เก่า 30-08-13, 11:02
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4309
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default

มงคลที่ 4 อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม

ถิ่นที่เหมาะสม หมายถึง ถิ่นที่สิ่งแวดล้อมดี ไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่สุขภาพกายและใจ
ยิ่งกว่านั้น ยังสนับสนุนให้ผู้อยู่อาศัยสามารถประกอบกิจการงานในหน้าที่
อันเป็นสัมมาอาชีพ ให้เจริญก้าวหน้าได้โดยง่าย และสร้างสมคุณงามความดีได้เต็มที่

วิธีที่อยู่ในถิ่นที่เหมาะส
1. เลือกที่อยู่ที่ทำงานที่เหมาะสม
2. พัฒนาที่อยู่ที่ทำงานให้เป็นถิ่นที่เหมาะสม

ลักษณะของถิ่นที่เหมาะสม
1. อาวาสเป็นที่สบาย หมายถึง เป็นที่ที่มีสภาพภูมิศาสตร์ดี
2. อาหารเป็นที่สบาย หมายถึง เป็นบริเวณที่สามารถจัดหาอาหารได้สะดวก
3. บุคคลที่เป็นที่สบาย หมายถึง บริเวณที่อยู่นั้นต้องไม่มีนักเลงอันธพาล
โจรผู้ร้ายไม่ชุกชุม คนส่วนใหญ่ในละแวกนั้นเป็นคนดี มีศีลธรรม มีวินัย ใฝ่หาความก้าวหน้า
4. ธรรมะเป็นที่สบาย หมายถึง ความดีงาม ความเหมาะสม ใน 2 ลักษณะ คือ
- ในทางโลก หมายถึง ในถิ่นนั้นมีโรงเรียน สถานศึกษาสำหรับให้ความรู้ได้อย่างดี
ตลอดจนมีหลักการปกครอง การบริหารราชการบ้านเมืองที่ดีอีกด้วย
- ในทางธรรม หมายถึง ในถิ่นนั้นมีพระภิกษุ หรือฆราวาสผู้รู้ธรรมเป็นบัณฑิต
สามารถให้การอบรมสั่งสอนศีลธรรมได้อย่างดี หรือถิ่นที่พระพุทธศาสนาแผ่ไปถึง
สามารถให้ทาน รักษาศีล ฟังเทศน์ ทำสมาธิภาวนาได้เป็นนิจ

ลำดับความสำคัญของปัจจัย 4 ประการ
ธรรมะเป็นที่สบาย สำคัญอันดับ 1
บุคคลเป็นที่สบาย สำคัญอันดับ 2
อาหารเป็นที่สบาย สำคัญอันดับ 3
อาวาสเป็นที่สบาย สำคัญอันดับ 4

วิธีทำบ้านให้น่าอยู่
1. ดูแลบ้านให้สะอาด เป็นระเบียบ มีทางถ่ายเทอากาศได้สะดวก
2. เลือกซื้อเลือกทำอาหารให้ถูกหลักอนามัย
3. จูงใจคนในบ้านให้มีความเคารพซึ่งกันและกัน ละเว้นอบายมุข
มีความขยันหมั่นเพียร มีน้ำใจต่อกัน
4. ชักนำกันไปวัดทำบุญ รักษาศีล ฟังเทศน์ ฝึกสมาธิ เป็นประจำ

อานิสงส์การอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม
1. ทำให้ได้รับความสุขการสุขใจเต็มที่
2. ทำให้ได้รับความเจริญก้าวหน้าทั้งทางโลกและทางธรรม
3. ทำให้มีโอกาสบำเพ็ญบุญเต็มที่ ทั้งทาน ศีล ภาวนา
4. ทำให้ได้ลาภอันประเสริฐ คือได้ความศรัทธาในพระรัตนตรัย
5. ทำให้ได้ฟังธรรมอันประเสริฐ คือได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า
6. ทำให้ได้รู้พระสัทธรรม คือได้ศึกษาธรรมะ
7. ทำให้ได้การเห็นอันประเสริฐ คือได้เห็นพระรัตนตรัย
8. ทำให้ได้การศึกษาอันประเสริฐ คือได้ศึกษาศีล สมาธิ ปัญญา
9. ทำให้ได้ทำให้ได้การบำรุงอันประเสริฐ คือได้บำรุงพระพุทธศาสนา
10. ทำให้ได้การระลึกอันประเสริฐ คือใจระลึกผูกพันอยู่กับพระรัตนตรัย
11. ทำให้ได้นิสัยไม่ประมาท
12. ทำให้ได้ที่พึ่งอันสูงสุด คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
13. ทำให้ได้อริยทรัพย์ คือหนทางสู่นิพพาน
ฯลฯ

จากมงคลชีวิต ฉบับ "ทางก้าวหน้า"

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #9  
เก่า 30-08-13, 11:09
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4309
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default



อกาลราวิชาดก : ไก่ขันไม่เป็นเวลา

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้ท่องบ่นไม่เป็นเวลารูปหนึ่ง สร้างความรำคาญและความเดือดร้อนแก่หมู่ภิกษุ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ บอกศิลปะแก่มานพประมาณ ๕๐๐ คน พวกมานพอาศัยไก่ขันยามตัวหนึ่ง ในการลุกขึ้นศึกษาศิลปะ ต่อมามันได้ตายไป พวกเขาจึงแสวงหาไก่ตัวอื่นแทนมัน

วันหนึ่ง มีมานพคนหนึ่งเข้าไปหักฟืนในป่า ได้ไก่ป่าตัวหนึ่งมาเลี้ยงไว้ ไก่ตัวนี้ไม่รู้จักเวลาขัน เพราะเติบโตขึ้นในป่า บางวันก็ขันดึกเกินไป บางวันก็ขันอรุณขึ้น พวกมานพพากันตื่นมาศึกษาศิลปะในเวลาดึกเกินไป ไม่อาจศึกษาได้จนอรุณขึ้น ก็พากันนอนหลับไป ในเวลาสว่างแล้วก็ไม่ได้ท่องบ่นเลย พวกเขาจึงพากันพูดว่า " เดี๋ยวมันขันดึกไป เดี๋ยวมันขันสายไป อาศัยไก่ตัวนี้ พวกเราคงศึกษาศิลปะไม่สำเร็จหรอก " จึงนำมันไปแกงเป็นอาหารแล้วบอกเรื่องนั้นแก่อาจารย์

อาจารย์จึงกล่าวคาถาว่า

" ไก่ตัวนี้ ไม่ได้เติบโตอยู่กับพ่อแม่
ไม่ได้อยู่ศึกษาในสำนักอาจารย์
จึงไม่รู้เวลาที่ควรขันและไม่ควรขัน "


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :
1.เกิดเป็นคนต้องรู้จักเวลาที่เหมาะสมว่า อะไรควร อะไรไม่ควร
2.การที่เราอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม ทำอะไรก็สำเร็จ


ที่มา เวปธรรมะไทย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
  #10  
เก่า 30-08-13, 11:24
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,981
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,043 ครั้ง ใน 3,043 ข้อความ
พลังบุญ: 4309
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default

มงคลที่ 5 มีบุญวาสนามาก่อน

บุญคืออะไร
บุญ คือสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจแล้วทำให้จิตใจใสสะอาด ปราศจากความเศร้าหมองขุ่นมัว
ก้าวขึ้นสู่ภูมิที่ดี เกิดขึ้นจากการที่ใจสงบทำให้เลือก คิดเฉพาะสิ่งที่ดี ที่ถูก ที่ควร
ที่เป็นประโยชน์ แล้วพูดดี ทำดี ตามที่คิดนั้น

คนทั่วไปแม้จะมองไม่เห็น "บุญ" แต่ก็สามารถรู้อาการของบุญ
หรือผลของบุญได้ คือเมื่อเกิดขึ้นแล้วทำให้จิตใจชุ่มชื่นเป็นสุข
เปรียบได้กับ "ไฟฟ้า" ซึ่งเรามองไม่เห็นตัวไฟฟ้าโดยตรง
แต่เราสามารถรับรู้อาการของไฟฟ้าได้

คุณสมบัติของบุญ
1. ชำระกาย วาจา ใจ ให้สะอาดได้
2. นำความสุขความเจริญก้าวหน้ามาให้
3. ติดตามตนไปทุกฝีก้าว แม้ไปเกิดข้ามภพข้ามชาติ
4. เป็นเฉพาะของตน ใครทำใครได้ โจรลักขโมยไม่ได้
5. นำมาซึ่งโภคทรัพย์สมบัติทั้งหลาย
6. ให้มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ แก่เราได้
7. เป็นเกราะป้องกันภัยในวัฏสงสาร
8. เป็นปัจจัยให้บรรลุมรรคผลนิพพาน

ประเภทของบุญในกาลก่อน
1. บุญช่วงไกล คือ คุณความดีที่เราทำจากภพชาติก่อน มาจนถึงวันคลอดจากครรภ์มารดา
2. บุญช่วงใกล้ คือ คุณความดีที่เราทำในภพชาติปัจจุบันตั้งแต่เกิดจนถึงวันนี้

ผลของบุญ
1. ระดับจิตใจ เป็นบุญที่เกิดผลทันที คือทำความดีปุ๊บก็เกิดปั๊บ ไม่ต้องรอชาติหน้า
เกิดขึ้นเองในใจเรา ทำให้
- สุขภาพทางใจดีขึ้น คือมีใจเยือกเย็น ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวต่อคำยกยอ หรือตำหนิติเตืยน
มีใจที่ปลอดโปร่ง เป็นสุข
- สมรรถภาพของใจดีขึ้น คือเป็นใจที่สะอาดผ่องใสใช้คิดเรื่องราวต่างๆ ได้รวดเร็ว ว่องไว
กว้างไกล รอบคอบ เป็นระเบียบ และตัดสินใจได้ฉับพลันถูกต้องไม่ลังเล
2. ระดับบุคลิกภาพ คนที่ให้ทนรักษาศีล เจริญภาวนา อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้มีใจที่สงบ
ชุ่มชื่น เบิกบาน ชุ่มเย็น นอนหลับสบาย ไม่มีความกังวลหม่นหมอง หน้าตาผิวพรรณผ่องใส
ใจเปี่ยมไปด้วยบุญ ไม่คิดโลภอยากได้ของใคร ไม่คิดสร้างสรรค์เดือดร้อนให้ใคร มีแต่คิด
ช่วยเหลือเขา จึงมีความมั่นใจในตัวเอง มีความองอาจสง่างามอยู่ในตัว ไปถึงไหนก็สามารถ
วางตัวได้ พอเหมาะพอดี บุคลิกภาพย่อมดีขึ้นตามลำดับ
3. ระดับวิถีชีวิต วิถีชีวิตของคนเรา เกิดจากการสรุปผลบุญและผลบาปที่เราได้ทำมาตั้งแต่
ภพชาติก่อนๆ จนถึงภพชาติปัจจุบัน เป็นผลของบุญระดับจิตใจ และระดับบุคลิกภาพรวมกัน
ชักนำให้เราได้รับสิ่งที่น่าปรารถนาตอบสนองจากภายนอก
4. ระดับสังคม เมื่อเราทำความดีมาแล้วอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะอยู่ไปอยู่ในสังคมใด
บุญก็จะส่งผลให้เป็นบุคคลที่สังคมยอมรับนับถือ
ได้เป็นผู้นำของสังคม และเป็นผู้ชักนำสมาชิกในสังคมให้ทำความดีตามอย่าง
ทำให้เกิดความสงบร่มเย็น และความเจริญก้าวหน้าขึ้นในสังคมนั้นๆ

ตัวอย่างผลของบุญ
ผู้ที่มีอายุยืน เพราะในอดีตไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
ผู้ที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ เพราะในอดีตไม่รังแกหรือทรมานสัตว์
ผู้ที่มีพลานามัยที่สมบูรณ์ เพราะในอดีตให้ทานด้วยข้าวปลาอาหารมามาก
ผู้ที่มีผิวพรรณงาม เพราะในอดีตรักษาศีล และให้ทานด้วยเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มมามาก
ผู้ที่มีอำนาจมีคนเกรงใจ เพราะในอดีตมีมุทิตาจิต ใครทำความดีก็อนุโมทนา ไม่อิจฉาริษยาใคร
ผู้ที่ร่ำรวยบริโภคทรัพย์มาก เพราะในอดีตให้ทานมามาก
ผู้ที่เกิดในตระกูลสูง เพราะในอดีตบูชาบุคคลที่ควรบูชามามาก
ผู้ที่ฉลาดมีสติปัญญาดี เพราะในอดีตคบบัณฑิต ฝึกสมาธิเจริญภาวนามามาก
และไม่ดื่มสุรายาเมา

วิธีทำบุญ
1. ทาน คือการบรจาคทรัพย์สิ่งของแก้ผู้ที่ควรให้
2. ศีล คือการสำรวมกาย วาจา ใจ ให้สงบเรียบร้อย
ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่น
3. ภาวนา คือการสวดมนต์ ทำสมาธิ อ่านหนังสือธรรมะ ฯลฯ
4. อปจารยะ คือมีความเคารพอ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรม
5. เวยยาวัจจะ คือการขวนขวายช่วยเหลือในกิจที่ชอบ
6. ปัตติทานะ คือการอุทิศส่วนบุญต่อผู้อื่น
7. ปัตตานุโมทนา คือการอนุโมทนาบุญที่ผู้อื่นทำ
8. ธัมมัสสวนะ คือการฟังธรรม
9. ธัมมเทสนา คือการแสดงธรรม
10. ทิฏฐชุกัมภ์ คือการปรับปรุงความคิดเห็นของตนให้ถูกต้อง

หลักปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ยึดหลักที่ว่า
1. เช้าใดยังไม่ได้ทำทาน เช้านั้นอย่าพึ่งทานข้าว
2. วันใดยังไม่ได้ตั้งใจรักษาศีล วันนั้นอย่าพึ่งออกจากบ้าน
3. คืนใดยังไม่ได้สวดมนต์เจริญสมาธิภาวนา คืนนั้นอย่าพึ่งนอน

อานิสงส์การมีบุญวาสนามาก่อน
1. ทำให้ปัจจัยต่างๆ พร้อม สามารถทำความดีใหม่ได้โดยง่าย
2. อำนวยประโยชน์ทุกอย่างดังไดกล่าวมาแล้ว
3. เป็นต้นเหตุแห่งความสุขทุกประการ
4. เป็นเสบียงติดตัวทั้งภพนี้ภพหน้า จนกว่าจะบรรลุมรรคผลนิพพาน
ฯลฯ

จากมงคลชีวิต ฉบับ "ทางก้าวหน้า"

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เพิ่มบุญ : 30-08-13 เมื่อ 11:34

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 12:12


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่