กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ปกิณกะธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #11  
เก่า 06-04-14, 14:24
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

จตุรารักขกัมมัฏฐาน ตอนที่ 2

2.วิธีเจริญเมตตา

อนึ่ง เมื่อจะเจริญเมตตา พึงเจริญดังนี้ก็ได้ว่า

สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้มีความเจ็บได้ลำบากกายลำบากใจเลย
สัตเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้ง
อะนีฆา จงเป็นสุขๆเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น
เมตตาภวนานี้ เป็นข้าศึกแก่พยาบาทโดยตรง เมื่อเจริญเมตตานี้ ย่อมละพยาบาทเสียได้ด้วยดี เมตตานี้ได้ชื่อว่า เจโตวิมุติ เพระเป็นเครื่องหลุดพ้นจากพยาบาทของใจ มีผลอานิสงส์ยิ่งใหญ่กว่าทานและศีลหมดทั้งสิ้น

อนึ่ง เมตตาภาวนานี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่ามีอานิสงส์ 11 ประการ

อานิสงส์ 11 ประการ นั้นคือ

ผู้ที่เจริญเมตตานี้หลับก็เป็นสุข ที่ 1
ตื่นก็เป็นสุข ที่ 2
เป็นที่รักของมนุษย์ ที่ 3
เป็นที่รักของอนุษย์ ที่ 4
เทวดาย่อมรักใคร่รักษาไว้ให้พ้นภัย ที่ 5
ฝันเห็นก็เป็นมงคล ไม่ลามก ที่ 6
ไฟก็ไม่ไหม้ไม่ให้ทำร้อนได้ แลพิษต่างๆ
และศาสตราวุธก็ไม่ประทุษร้ายทำอันตรายแก่ชีวติได้ ที่ 7
จิตกลับตั้งมั่นได้โดยเร็วพลัน ที่ 8
มีผิวหน้าผ่องใสงาม ที่ 9
เป็นผู้มีสติไม่หลงตาย ที่ 10
ตายแล้วไปเกิดในพรหมโลกด้วยเมตตาฌาณนี้ ที่ 11

เมตตานี้มีอานิสงส์วิเศษมากต่างๆ ดังว่ามานี้ เหตุนั้นเรา
ทั้งหลายจงอย่าได้ประมาทในเมตตาภาวนานี้เลย
อุตส่าห์เจริญเถิดจะได้ประสบอานิสงส์วิเศษต่างๆซึ่งว่ามานี้ เทอญ

3.วิธีเจริญอสุภะ

อนึ่ง เมื่อจะเจริญอสุภะ พึงเจริญดังนี้ก็ได้ว่า

อัตถิ อิมัสมิง กาเย ของไม่งามเป็นของปฎิกูลน่าเกลียดมีอยู่ ในกายนี้
เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
มังสัง นหารู อัฏฐิ อัฏบิมิญชัง วักกัง คือ เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม
หะทะยัง ยะกะนัง กิโลมะกัง ปิหะกัง ปัปผาสัง คือ เนี้อหัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด
อันตัง อันตะคุณัง อุทะริยัง กะรีสัง คือ ไส้ใหญ่ สายเหนี่ยว
ไส้ ราก (อาหารใหม่) ขี้ (อาหารเก่า)
ปิตตัง เสมหัง ปุพโพ โลหิตัง เสโท เมโท คือ น้ำดี น้ำเสมหะ
น้ำเหลือง (หนอง) น้ำเลือด น้ำเหงื่อ น้ำมันข้น
อัสสุ วะสา เขโฬ สิงฆานิกา ละสิกา มุตตัง คือ น้ำตา น้ำมันเปลว น้ำลาย น้ำมูก น้ำไขข้อ น้ำเยี่ยว
ผม นั้นงอกอยู่ตามหนังศรีษะดำบ้าง ขาวบ้าง
ขน นั้นงอกอยู่ตามขุมขนทั่วร่างกาย เว้นไว้แต่ผ่ามือกับผ่าเท้า
เล็บ นั้นงอกอยู่ตามปลายมือกับปลายเท้า
ฟัน นั้นงอกอยู่ตามกระดูกคางข้างบน ข้างล่าง สำหรับบดเคี้ยวอาหาร ชุ่มอยู่ด้วยน้ำลายเป็นนิตย์
หนัง นั้นหุ้มทั่วกาย ผิวนั้นลอกออกมาเสียมีแต่สีขาว
เยื่อในกระดูก นั้นมีสีขาวเหมือนกะยอดหวายที่เผาไหม้อ่อน แล้วใส่ไว้ในกระบอกไม้ฉะนั้น
ม้าม นั้นคือแผ่นเนื้อมีสีแดงคล้ำๆ สองแผ่นมีขั้วอันเดียวกัน เหมือนกะผลมะม่วงสองผลมีขั้วอัน
เดียวกันฉะนั้นอยู่ข้างซ้ายเคียงกับหัวใจ
เนื้อหัวใจ นั้นมีสีแดงสัณฐานเหมือนดังดอกบัวตูมอยู่ท่ามกลางอก
ตับ นั้นคือแผ่นเนื้อสองแผ่นสีแดงคล้ำๆ ตั้งอยู่ข้างขาวเคียงเนื้อหัวใจ
พังผืด นั้นมีสีขาว เหนี่ยวหนังกับเนื้อ เอ็นกับเนื้อ กระดูกกับเอ็นติดกันไว้บ้าง
ไต นั้นเป็นชิ้นเนื้อสีดำคล้ำเหมือนกะลิ้นโคอยู่ชายโครงซ้าย
ปอด นั้นเป็นแผ่นเนื้อสีแดงคล้ำ ชายเป็นแฉกปกเนื้อหัวใจ อยู่ท่ามกลางอก
ไส้ใหญ่ นั้นปลายข้างหนึ่งอยู่คอหอย ปลายข้างหนึ่งอยู่ทวารทบไม่ทบมามีสีขาวชุ่มอยู่
ด้วยเลือดในท้อง
สายเหนี่ยวไส้ใหญ่ นั้นมีสีขาว
ราก นั้นคือของที่กลืนกันแล้วสำรอกออกมาเสียฉะนั้น
คูถ นั้นคือ ของที่กินขังอยู่ในท้องแล้วถ่ายออกมาฉะนั้น
น้ำดี นั้นมีสีเขียวคล้ำๆ ที่เป็นฝักตั้งอยู่ท่ากลางอก ที่ไม่เป็นฝักซึบซาบอยู่ในกาย
น้ำเสมหะ นั้นมีสีขาวคล้ำๆ เป็นมวกๆ ติดอยู่กับพื้นไส้ข้างใน
น้ำเหลือง (หนอง) นั้น มีอยู่ในที่สรีระมีบาดแผลเป็นต้น
น้ำเลือด นั้นมีอยู่ตามขุมในกาย และซึมซาบอยู่ในกาย
น้ำเหงื่อ นั้นซ่านออกตามขุมขน ในกาลเมื่อร้อนหรือกินของเผ็ด
น้ำมันข้น นั้นมีสีเหลืองติดอยู่กับหนังต่อเนื้อ
น้ำตา นั้นไหลออกจากตาในกาลเมื่อไม่สบาย
น้ำมันเปลว มันเป็นเปลวอยู่ในพุงเหมือนกับเปลวสุกร
น้ำลาย นั้นใสบ้าง ข้นบ้าง
น้ำมูก นั้นเหลวบ้าง ข้นบ้าง เป็นยวงออกจานาสิก
น้ำไขข้อ นั้นติดอยู่ตามข้อกระดูก
น้ำเยี่ยว น้ำเกรอะออกมาจากรากและคูถ
อะยะเมวะ กาโย กายคือประชุมส่วนเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดนี้นั่นแหละ
อุทธัง ปาทะตะลา เบื้องบนตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นมา
อะโธ เกสะมัตถะกา เบื้องต่ำตั้งแต่ปลายผมลงไป
ตะจะปริยันโต มันมีนหนังหุ้มอยู่ที่สุดรอบ
ปูโร นานัปปะการัสสะ อะสุจิโน มันเต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีประการต่างๆ
มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น
เชคุจโฉปฏิกกุโล ล้วนแต่เป็นของไม่งาม มีกลิ่นเหม็น ปฏิกูลน่าเกลียดหมดทั้งสิ้น

อสุภกัมมัฏฐาน นี้เป็นข้าศึกราคะ ความกำหนัดยินดีโดยตร ผู้ใดมาเจริญอสุภะเห็นเป็นของ
ไม่งามในกาย เห็นกายเป็นของไม่งาม ปฏิกูลน่าเกลียด จะเกิดความเบื่อหน่าย ไม่กำหนัดยินดีดับราคะโทสะโมหะเสียได้ ผู้นั้นได้ชื่อว่าดื่มกินซึ่งรส คือ พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง เหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสรรเสริญกายคตาสติอสุภกัมมัฏฐาน นี้ว่า

ผู้ใดเจริญกายคตาสตินี้ ผู้นั้นได้ชื่อว่าบริโภคซึ่งรสคือ นิพพาน ซึ่งเป็นธรรมที่ผู้ตายไม่มี คือ อมตธรรม ดังนี้ นิพพานนั้นก็ดับ ราคะ โทสะ โทหะ นั้นเอง

เหตุนั้น เราทั้งหลายจงอย่าได้ประมาทในกายคตาสตินี้เลยอุตสาห์เจริญเถิด จะได้ประสบพระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งเลิศกว่าธรรมหมดทั้งสิ้น
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #12  
เก่า 06-04-14, 14:27
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

จตุรารักขกัมมัฏฐาน ตอนที่ 3

วิธีเจริญ มรณสติ

อนึ่ง เมื่อจะเจริญมรณสติ พึงเจริญดังนี้ ก็ว่าได้

ธัมโมเมหิ มะระณัง อะนะตีโต มะระณะ (ชายว่า)
ธัมโมเมหิ มะระณัง อะนะตตา มะระณะ (หญิงว่า)

เรามีความตายเป็นธรรมดา ล่วงความตายไปไม่ได้แล้ว ความตายนั้น คือ สิ้นลมหายใจ กายตา วิญญาณดับ

อนึ่ง พึงเจริญดังนี้ก็ว่าได้

อะธุวัง ชีวิตัง ชีวิตของเรานั้นมันไม่ยั่งยืน
ธุวัง มะระณัง ความตายของเรามันยั่งยืน
อะวัสสัง มะยา มะริตตัพพัง เราคงจะตายเป็นแน่
มะระณะปะริโยสานัง เม ชีวิตัง ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุดรอบ
ชีวิตัง เม อะนิยะตัง ชีวิตเรามันไม่เที่ยง
มะระณัง เม นิยะตัง ความตายเป็นของเที่ยง
อนึ่ง พึงเจริญดังนี้ก็ว่าได้
สัพเพ สัตตา มะรันติ จะ สัตว์ที่ตายอยู่เดี๋ยวนี้ก็ดี
มะริงสุ จะ มะริสสะเร ที่ตายดับสูญไปแล้วก็ดี จักตายต่อไปข้างหน้าก็ดี
ตะเถวาหัง มะริสสามิ เราก็จะตายดับสูญไปเช่นนั้นเหมือนกันนั่นแหละ
นัตถิ เม เอตถะ สังสะโย ความสังสัยในความตายนี้ไม่มีแก่เรา เราไม่สงสัยในความตายแล้ว
เหตุนั้น เราจงเร่งขวนขวายก่อสร้างบุญกุศลซึ่งเป็นที่พึ่งของตนเสียให้ได้ทันเป็นมีชีวิตอยู่นี้เถิด อย่าให้ทันความตายถึงเข้า ถ้าความตายถึงเข้าแล้ว จะเสียทีทีได้เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานี้ทีเดียว

ผู้ใดได้เจริญมรณสติ นึกถึงความตายได้เห็นจริง จนเกิดความสังเวชได้ ผู้นั้นย่อมไม่เมาในชีวิต ละอาลัยในชีวิตเสียได้ เป็นผู้ไม่ประมาท รีบร้อนปฎิบัติละบาปบำเพ็ญบุญกุศล ชำระตนให้เป็นผู้บริสุทธิ์โดยเร็วพลัน

เพราะเหตะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสสรรเสริญเจริญมรณสติ ที่บุคคลทำให้มากนี้ ว่ามีผลอานิสงส์ยิ่งใหญ่มากนัก นับเข้าเข้าในพระนิพพานเป็นธรรมที่ผู้ตายไม่มี ดังนี้ มรณสติ มีผลอานิสงส์มากอย่างนี้

อนึ่ง พระพุทธเจ้าก็ตรัสสั่งไว้ ให้คิดถึงความตายให้ได้ทุกๆวัน มาในอภิณหังปัจเวกขณ์ เหตะนั้น ทั้งหลายจงอุตสาห์เจริญมรณสติ คิดถึงความตายให้เห็นจริงจนเกิดความสังเวชได้ทุกๆวัน เถิด จะได้ประสบพบอานิสงส์ที่วิเศษ เป็นเหตุไม่ประมาทในอันก่อสร้างบุญกุศลซึ่งเป็นที่พึ่งของตน

ที่นึกถึงคุณพระรัตนตรัย เจริญเมตตา อสุภะ และมรณะสติทั้ง 4 อย่างซึ่งว่ามานี้ ท่านว่า จตุรารักษ์ เพราะเป็นธรรมป้องกันปกครองรักษาผู้ที่เจริญนั้น ให้พ้นจากทุกข์ภัยอันตรายวิบัติทั้งสิ้นได้ และเป็นทางสวรรค์และนิพพานด้วย

เหตุฉะนั้น เราทั้งหลายจงอุตสาห์เจริญให้ได้ทุกๆวันเถิด อย่าให้ขาดได้เลย จะได้เป็นความดีความชอบ อย่างยิ่งที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนานี้ เทอญ

นี้คือ วิธีเจริญจตุรารักษ์

หมายเหตุ
รจนาโดย “เจ้าพระคุณสมเด็จพระวันรัตน์ (ทับ พุทธสิริ) เป็นธรรมะบทที่หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล ยกย่องมากเป็นพิเศษ คัดจากหนังสือ ส่องทางภาวนา พิมพ์ปี 2533 โดยชมรมพุทธศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #13  
เก่า 15-04-14, 22:24
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

อนาถบิณฑิกเศรษฐี เกิดในตระกูลมหาเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี บิดาชื่อว่า “สุมนะ”
มีทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาล เมื่อเกิดมาแล้วบรรดาหมู่ญาติได้ตั้งชื่อให้ว่า “สุทัตตะ” เป็น
คนมีจิตเมตตาชอบทำบุญให้ทานแก่คนยากจนอนาถา
  • ได้ชื่อใหม่เพราะให้ทาน
    เมื่อบิดามารดาของท่านล่วงลับไปแล้ว ได้ดำรงตำแหน่งเศรษฐีแทน ให้ตั้งโรงทานที่
    หน้าบ้านแจกอาหารแก่คนยากจนทุกวัน จนกระทั่งประชาชนทั่วไปเรียกท่านตามลักษณะนิสัย
    ว่า “อนาถบิณฑิกะ” ซึ่งหมายถึง “ผู้มีก้อนข้าวเพื่อคนอนาถา” และได้เรียกกันต่อมาจนบาง
    คนก็ลืมชื่อเดิมของท่านไปเลย
    ท่านอนาถบิณฑิกะ ทำการค้าขายระหว่างเมืองสาวัตถีกับเมืองราชคฤห์เป็นประจำ
    จนมีความสนิทสนมคุ้นเคยกับเศรษฐีเมืองราชคฤห์ นามว่า “ราชคหกะ” และต่อมาเศรษฐีทั้ง
    สองก็มีความเกี่ยวดองกันมากขึ้น โดยต่างฝ่ายก็ได้น้องสาวของกันและกันมาเป็นภรรยา ดังนั้น
    เมื่ออนาถบิณฑิกะ นำสินค้ามาขายยังเมืองราชคฤห์จึงได้มาพักอาศัยที่บ้านของราชคฤหเศรษฐี
    ผู้ซึ่งมีฐานะเป็นทั้งน้องเขยและพี่เมียอยู่เป็นประจำ


  • อนาถบิณฑิกเศรษฐีสำเร็จพระโสดาบัน
    อนาถบิณฑิกเศรษฐี ดำรงชีวิตอยู่ในกรุงสาวัตถี โดยมิได้ทราบข่าวเกี่ยวกับการเกิดขึ้น
    แห่งพระพุทธศาสนาเลย จวบจนวันหนึ่งท่านได้นำสินค้ามาขายยังเมืองราชคฤห์ และได้เข้าพัก
    ในบ้านของราชคหกเศรษฐีตามปกติ แต่ในวันนั้น เป็นวันที่ราชคหกเศรษฐี ได้กราบทูล
    อาราธนาพระบรมศาสดาพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์เป็นจำนวนมากมายและฉันภัตตาหารที่เรือน
    ของตนในวันรุ่งขึ้น
    ราชคหกเศรษฐี มัวยุ่งอยู่กับการสั่งงานแก่ข้าทาสบริวาร จึงไม่มีเวลามาปฏิสันถาร
    ต้อนรับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเหมือนเช่นเคย เพียงแต่ได้ทักทายปราศัยเล็กน้อยเท่านั้นแล้วก็
    สั่งงานต่อไปแม้ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ก็เกิดความสงสัยขึ้นเช่นกัน จึงคิดอยู่ในใจว่า
    “ราชคหกเศรษฐี คงจะมีงานบูชาอัญหรือไม่ก็คงจะกราบทูลเชิญพระเจ้าพิมพิสารเสด็จมายัง
    เรือนของตนในวันพรุ่งนี้”
    เมื่อการสั่งงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ราชคหกเศรษฐี จึงได้มีเวลามาต้อนรับพูดคุยกับ
    อนาถบิณฑิกเศรษฐี และท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ได้ไต่ถามข้อข้องใจสงสัยนั้น ซึ่งได้รับคำ
    ตอบว่าที่มัวยุ่งอยู่กับการสั่งงานนั้นก็เพราะได้กราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระ
    ภิกษุสงฆ์ มาเสวยและฉันภัตตาหารที่เรือนของตนในวันพรุ่งนี้
    อนาถบิณฑิกเศรษฐี พอได้ฟังคำว่า “พระพุทธเจ้า” เท่านั้นเอง ก็รู้สึกแปลกประหลาด
    ใจ จึงย้อนถามถึงสามครั้งเพื่อให้แน่ใจ เพราะคำว่า “พระพุทธเจ้า” นี้เป็นการยากยิ่งนักที่จะ
    ได้ยินในโลกนี้ เมื่อราชคหกเศรษฐีกล่าวยืนยันว่า “ขณะนี้ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระ
    สงฆ์ เกิดขึ้นแล้วในโลก” จึงเกิดปีติและศรัทธาเลื่อมใสอย่างแรงกล้า ปรารถนาจะไปเข้าเฝ้า
    พระพุทธองค์ในทันที่นั้น แต่ราชคหกเศรษฐียับยั้งไว้ว่ามิใช่เวลาแห่งการเข้าเฝ้า จึงรอจนรุ่งเช้า
    ก็รีบไปเข้าเฝ้าก่อนที่พระพุทธองค์จะเสด็จไปยังบ้านราชคหกเศรษฐี ได้ฟังอนุปุพพิกถาและ
    อริยสัจสี่จากพระพุทธเจ้าแล้วได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันบุคคลในพระพุทธศาสนา
    ประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต


  • นาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างวัดถวาย
    อนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้ช่วยอังคาสถวายภัตตาหารแด่พระบรมศาสดาและพระภิกษุ
    สงฆ์ ครั้นเสร็จภัตตากิจแล้วก็ได้กราบทูลอาราธนาพระบรมศาสดาเพื่อเสด็จไปประกาศพระ
    ศาสนายังเมืองสาวัตถี พร้อมทั้งกราบทูลว่า จะสร้างพระอารามถวายเมืองสาวัตถีนั้น พระบรม
    ศาสดาทรงรับอาราธนาตามคำกราบทูล
    อนาถบิณฑิกเศรษฐี รู้สึกปราบปลื้มปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง รีบเดินทางกลับสู่กรุงสาวัตถี
    โดยด่วน ในระหว่างทางจากกรุงราชคฤห์ถึงกรุงสาวัตถี ระยะทาง ๕๔ โยชน์ ได้บริจาคทรัพย์
    จำนวนมากให้สร้างวิหารที่ประทับเป็นที่พักทุก ๆ ระยะหนึ่งโยชน์ เมื่อถึงกรุงสาวัตถีแล้วได้
    ติดต่อขอซื้อที่ดินจากเจ้าชายเชตราชกุมาร โดยได้ตกลงราคาด้วยการนำเงินปูลาดให้เต็มพื้นที่
    ตามที่ต้องการ ปรากฏว่าเศรษฐีใช้เงินถึง ๒๗ โกฏิ เป็นค่าที่ดิน และอีก ๒๗ โกฏิ เป็นค่าก่อ
    สร้างพระคันธกุฏีที่ประทับของพระบรมศาสดา และเสนาสนะสงฆ์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๕๔
    โกฏิ แต่ยังขาดพื้นที่สร้างซุ้มประตูพระอาราม ขณะนั้น เจ้าชายเชตราชกุมารได้แสดงความ
    ประสงค์ขอเป็นผู้จัดสร้างถวาย โดยขอให้จารึกพระนามของพระองค์ที่ซุ้มประตูพระอาราม ดัง
    นั้นพระอารามนี้จึงได้ชื่อว่า “เชตวนาราม”


  • เศรษฐีทำบุญจนหมดตัว
    เมื่อการก่อสร้างพระอารามเสร็จแล้วได้กราบทูลอาราธนาพระบรมศาสดาพร้อมด้วย
    พระภิกษุสงฆ์เสด็จเข้าประทับจัดพิธีฉลองพระอารามอย่างมโหฬารนานถึง ๙ เดือน (บางแห่ง
    ว่า ๕ เดือน) ได้จัดถวายอาหารบิณฑบาตอันประณีตแก่พระบรมศาสดาและพระภิกษุสงฆ์ เมื่อ
    พิธีฉลองพระอารามเสร็จสิ้นลงแล้วได้กราบอาราธนาพระภิกษุจำนวนประมาณ ๒๐๐ รูป ไป
    ฉันภัตตาหารที่บ้านของตนทุกวันตลอดกาล
    อนาถบิณฑิกเศรษฐี ทำบุญโดยทำนองนี้ ทั้งให้ทานแก่คนยากจน และการถวายทาน
    แด่พระภิกษุสงฆ์ จนกระทั่งทรัพย์สินเงินทองที่เก็บสะสมไว้ลดน้อยลงไปโดยลำดับ ทรัพย์ที่
    หาได้มาใหม่ก็ไม่เท่ากับจ่ายออกไป ภัตตาหารที่จัดถวายพระภิกษุสงฆ์ก็ลดลงทั้งคุณภาพและ
    ปริมาณ จนที่สุดข้าวที่หุงถวายพระก็จำเป็นต้องใช้ข้าวปลายเกวียน กับข้าวก็เหลือเพียงน้ำ
    ผักเสี้ยนดอง ตนเองก็พลอยอดอยากลำบากไปด้วย ถึงกระนั้นเศรษฐีก็ยังไม่ลดละการทำบุญ
    ถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสงฆ์ได้แต่กราบเรียนให้พระภิกษุสงฆ์ทราบว่า ตนเองไม่สามารถ
    จะจัดถวายอาหารอันประณีตมีรสเลิศเหมือนเมื่อก่อนได้ เพราะขาดปัจจัยที่จะจัดหาพระภิกษุ
    สงฆ์ที่เป็นปุถุชนก็พากันไปรับอาหารบิณฑบาตที่ตระกูลอื่นที่ถวายอาหารมีรสเลิศกว่า


  • เศรษฐีขับไล่เทวดา
    ขณะนั้นเทวดาตนหนึ่งผู้เป็นมิจฉาทิฎฐิ ซึ่งสิงสถิตอยู่ที่ซุ้มประตูบ้านของท่าน
    อนาถบิณฑิกเศรษฐี ไม่เลื่อมใสพุทธศาสนา เบื่อระอาที่พระภิกษุสงฆ์เดินรอดซุ้มประตูเข้าออก
    ทุกวัน เพราะในขณะที่ภิกษุสงฆ์เดินรอดซุ้มประตูนั้นตนไม่สามารถจะอยู่บนซุ้มประตูได้ เมื่อ
    เห็นเศรษฐีกลับกลายมีฐานะยากจนลงเพราะทำบุญแก่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา จึงปรากฎ
    กายต่อหน้าท่านเศรษฐีกล่าวห้ามปรามให้เศรษฐีเลิกทำบุญเสียเถิด แล้วทรัพย์สินเงินทองก็จะ
    เพิ่มพูนขึ้นเหมือนเดิม ท่านเศรษฐีจึงถามว่า
    “ท่านเป็นใคร ?”
    “ข้าพเจ้าเป็นเทวดาผู้สิงสถิตอยู่ที่ซุ้มประตูเรือนของท่าน”
    “ดูก่อนเทวดาอันธพาล เราไม่ต้องการเห็น ไม่ต้องการฟังคำพูดของท่าน ขอท่านจง
    ออกไปจากซุ่มประตูเรือนของเรา อย่ามาให้ข้าพเจ้าเห็นอีกเป็นอันขาด”
    เทวดาตกใจ ไม่สามารถจะอยู่ที่ซุ่มประตูเรือนของเศรษฐีได้อีกต่อไป กลายเป็นเทวดา
    ไร้ที่สิงสถิต ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เข้าไปหาเทวดาผู้มีศักดิ์สูงกว่าตนให้ช่วยเหลือ
    แต่ไม่มีเทวดาองค์ใดจะสามารถช่วยได้ เพียงแต่บอกอุบายให้ว่า “ทรัพย์เก่าของเศรษฐีจำนวน
    ๘๐ โกฏิ ซึ่งใส่ภาชนะฝังไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำถูกน้ำเซาะตลิ่งพังจมหายไปในสายน้ำ ท่านจงไปนำ
    ทรัพย์เหล่านั้นกลับคืนมามอบให้ท่านเศรษฐี แล้วท่านเศรษฐีก็จะหายโกรธยกโทษให้ และ
    อนุญาตให้อยู่อาศัยที่ซุ้มประตูบ้านดังเดิมได้”
    เทวดาทำตามนั้น ได้นำทรัพย์เหล่านั้นมามอบให้เศรษฐีด้วยอำนาจฤทธิ์เทวดา เมื่อ
    เศรษฐียกโทษให้แล้วได้อยู่ ณ สถานที่เดิมของตนสืบไป
    ต้นแบบการทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย
    พุทธบริษัทผู้ใฝ่บุญนั้น ย่อมปรารภเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาเป็นเรื่องทำบุญได้เสมอ
    เช่นเรื่องของอนาถบิณฑิกเศรษฐี นี้ วันหนึ่งหลานของท่านเล่นตุ๊กตาที่ทำจากแป้งแล้วหล่นลง
    แตก หลานร้องไห้ด้วยความเสียดายตุ๊กตา เพราะไม่มีตุ๊กตาจะเล่น ท่านเศรษฐีได้ปลอบโยน
    หลานว่า
    “ไม่เป็นไร เราช่วยกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ตุ๊กตากันเถิด” ปรากฏว่าหลานหยุด
    ร้องไห้ รุ่งเช้า ท่านจึงพาหลายช่วยกันทำบุญเลี้ยงพระแล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้ตุ๊กตา
    ข่าวการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ตุ๊กตาของท่านเศรษฐี แพร่ขยายไปอย่างรวดเร็ว
    ประชาชนชาวพุทธบริษัททั้งหลาย เห็นเป็นเรื่องแปลกและเป็นสิ่งที่ดีที่ควรกระทำ ดังนั้นเมื่อ
    ญาติผู้เป็นที่รักของตนตายลงก็พากันทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เหมือนอย่าที่ท่านเศรษฐีกระทำ
    นั้น และถือปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน


  • มอบภารกิจของตนให้ลูกหลาย
    ตามปกติทุก ๆ วัน ภิกษุทั้งหมดผู้อยู่ในกรุงสาวัตถีจะรับนิมนต์เพื่อฉันภัตตาหารใน
    บ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐี และในบ้านของนางวิสาขาดังนั้น บุคคลอื่น ๆ ผู้ประสงค์จะ
    ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์ก็ต้องมาขอโอกาสแก่ท่านทั้งสองนี้ เมื่อนิมนต์พระได้แล้วก็ต้องเชิญ
    ท่านทั้งสองนี้ไปเป็นประธานที่ปรึกษาด้วย ทั้งนี้ก็เพราะท่านทั้งสองทราบดีว่าควรประกอบ
    ควรปรุงอาหารอย่างไรให้ต้องกับอัธยาศัยและวินัยของพระ ควรจัดสถานที่อย่างไรจึงจะเหมาะ
    สม นอกจากนี้ก็เพื่อเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของบ้านเรือนที่จัดงานอีกด้วย ดังนั้นท่านทั้งสองจึงไม่
    ค่อยมีเวลาอยู่ปฏิบัติเลี้ยงดูพระภิกษุที่นิมนต์มาฉันที่บ้านของตน นางวิสาขาจึงได้มอบหมาย
    ภารกิจหน้าที่นี้แก่หลานสาว
    ส่วนอนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้มอบให้แก่ลูกสาวคนโตชื่อว่า “มหาสุภัททา” นางได้ทำ
    หน้าที่นี้อยู่ระยะหนึ่ง ได้ฟังธรรมจากพระคุณเจ้าแล้วได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน ต่อมาได้แต่ง
    งานแล้วก็ติดตามไปอยู่ในสกุลของสามี
    จากนั้นอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ได้มอบหมายให้ลูกสาวคนที่สองชื่อว่า “จุลสุภัททา”
    นางก็ทำหน้าที่แทนบิดาด้วยดีโดยตลอด และก็ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันเช่นกัน ต่อจากนั้นไม่
    นาน นางก็ได้แยกไปอยู่กับครอบครัวของสกุลสามี อนาถบิณฑิกเศรษฐี จึงได้มอบหน้าที่ให้
    ลุกสาวคนเล็กชื่อว่า “สุมนาเทวี” กระทำแทนสืบมา


  • ลูกสาวป่วยเรียกบิดาว่าน้องชาย
    สุมนาเทวี ทำหน้าที่ด้วยความขยันเข้มแข็ง งานสำเร็จลงด้วยความเรียบร้อยทุกวัน
    ทั้ง ๆ ที่นางอายุยังน้อย จากการที่นางได้ทำบุญถวายภัตตาหาร พระภิกษุสงฆ์และได้ฟังธรรม
    เป็นประจำ นางก็ได้บรรลุเป็นพระสกทาคามี แต่ต่อมานางได้ล้มป่วยลงมีอาการหนัก ใคร่อยาก
    จะพบบิดา จึงให้คนไปเชิญบิดามา
    ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี พอได้ทราบว่าลูกสาวป่วยหนักก็รีบมาเยี่ยมโดยเร็ว พอมา
    ถึงได้ถามลูกสาวว่า
    “แม่สุมนา เจ้าเป็นอะไร ?”
    “อะไรเล่า น้องชาย ?” ลูกสาวตอบ
    “เจ้าเพ้อหรือ แม่สุมนา ?” บิดาถาม
    “ไม่เพ้อหรอก น้องชาย” ลูกสาวตอบ
    “แม่สุมนา ถ้าอย่างนั้น เจ้ากลัวหรือ ?” บิดาถาม
    “ไม่กลัวหรอก น้องชาย”
    นางสุมนาเทวี พูดโต้ตอบกับบิดาได้เพียงเท่านั้นก็ถึงแก่กรรม


  • พระโสดาบันร้องไห้ไปกราบทูลพระศาสดา
    ท่านเศรษฐี แม้จะเป็นพระโสดาบัน ก็ไม่อาจจะกลั่นความเศร้าโศกเสียใจเพราะการ
    จากไปของธิดาได้ เมื่อเสร็จงานศพและได้ร้องไห้น้ำตานองหน้าไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาพระ
    พุทธองค์ได้ตรัสปลอบว่า
    “อนาถบิณฑิกะ ก็ความตายเป็นสิ่งเที่ยงแท้ของสรรพสัตว์มิใช่หรือเหตุไฉนท่านจึง
    ร้องไห้อย่างนี้ ?”
    “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อนั้นข้าพระองค์ทราบดี แต่นางสุมนาเทวีธิดาของข้าพระ
    องค์ เมื่อใกล้เวลาจวนจะตาย นางไม่สามารถคุมสติได้เลย นางบ่นเพ้อจนกระทั่งตาย ข้าพระ
    องค์โทมนัสร้องไห้เพราะเหตุนี้ พระเจ้าข้า”
    พร้อมทั้งได้กราบทูลถ้อยคำที่นางสุมนาเทวีเรียนตนเองว่าน้องชาย ถวายให้พระพุทธ
    องค์ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคได้สดับแล้วตรัสว่า
    “ดูก่อนมหาเศรษฐี บุตรของท่านมิได้เพ้อหลงสติอย่างที่ท่านเข้าใจ แต่ที่นางเรียก
    ท่านว่าน้องชายนั้น ก็เพราะท่านเป็นน้องของนางจริง ๆ นางเป็นใหญ่กว่าท่านโดยมรรคและ
    ผล เพราะท่านเป็นเพียงพระโสดาบัน แต่ธิดาของท่านเป็นพระสกทาคามี เป็นอริยบุคคลสูง
    กว่าท่าน และบัดนี้ นางได้ไปเกิดเสวยสุขอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิตแล้ว นี่แหละคฤหบดี ธรรมดา
    บุคคลไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ตาม ถ้าอยู่ด้วยความไม่ประมาท ประพฤติดีปฏิบัติ
    ชอบ ก็ย่อมเสวยสุขเพลินทั้งในโลกนี้และโลกหน้า”
    อนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้ฟังพระพุทธดำรัสแล้วหายจากความเศร้าโศกเสียใจกลับได้รับ
    ความปีติเอิบอิ่มใจขึ้นมาแทน เมื่อควรแก่เวลาแล้วก็กราบทูลลากลับสู่เคหสถานของตน
    เพราะความที่อนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นผู้มีศรัทธามั่นคงไม่หวั่นไหว ฝักใฝ่ในการทำ
    บุญให้ทาน ไม่มีผู้ใดจะเปรียบเทียบได้ พระพุทธองค์ยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้
    เลิศกว่าอุบาสกทั้งหลาย ในฝ่าย ผู้เป็นทายก
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 15-04-14 เมื่อ 23:15

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #14  
เก่า 15-04-14, 23:03
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

อนาถปิณฑิกเศรษฐี
คัดลอกจากสารานุกรม พระไตรปิฎกฉบับธรรมทาน




เศรษฐีคนหนึ่งในเมืองสาวัตถี เดิมชื่อ สุทัตตะ เป็นบุตรของสุมนเศรษฐี(๑) มีภรรยาชื่อบุญญลักขณา มีบุตรหนึ่งคนชื่อ กาละ และมีธิดา ๓ คน คือ มหาสุภัททา จุลสุภัททา และสุมนา (๒) แต่เนื่องจากท่านเป็นคนใจบุญ มีเมตตากรุณา ได้เตรียมก้อนข้าวไว้เพื่อแจกจ่ายให้แก่คนยากจนอนาถาเสมอ ๆ คนทั้งหลายจึงให้ชื่อท่านว่า อนาถปิณฑิกะ(๓)


อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้พบกับพระพุทธเจ้าครั้งแรกที่นครราชคฤห์ สมัยนั้นท่านเศรษฐีได้ไปสู่นครราชคฤห์ เพื่อธุรกิจการค้า และได้ไปพักอยู่กับท่านเศรษฐีชาวกรุงราชคฤห์คนหนึ่ง ซึ่งเป็นพี่เขยของท่าน เพราะภรรยาของท่านเป็นน้องสาวของท่านเศรษฐีชาวกรุงราชคฤห์ ในวันที่ท่านไปถึงนั้น ท่านได้เห็นท่านเศรษฐีเจ้าของบ้าน กำลังตระเตรียมอาหารเพื่อถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์อันมีพระพุทธองค์เป็นประธาน ครั้นท่านทราบว่า มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นแล้ว ท่านก็เกิดปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง อยากจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้ามากจนหลับลงแล้วตื่นขึ้น หลับลงแล้วตื่นขึ้นถึง ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๓ ท่านนึกว่าสว่างแล้ว จึงได้ออกจากนคร ราชคฤห์ เพื่อไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่ป่า สีตวัน ท่านออกทางประตูป่า สีตวัน พวกอมนุษย์ได้ช่วยเปิดประตูให้ แต่พอท่านออกพ้นพระนครไป ความสว่างก็หายวับไป ความมืดปรากฏขึ้น ท่านจึงเกิดความหวาดกลัว ขนพองสยองเกล้า คิดจะกลับเข้าสู่พระนคร แต่สีวกยักษ์ได้ส่งเสียงให้กำลังใจท่านว่า ช้างตั้ง ๑๐๐ ม้าตั้ง ๑๐๐ รถเทียมม้าตั้ง ๑๐๐ ก็ดี หญิงสาวสวยตั้ง ๑๐๐ ตั้ง ๑,๐๐๐ ที่จัดสรรประดับร่างกายด้วยกุณฑลแก้วมณีก็ดี ก็ไม่เท่ากับเศษหนึ่งส่วนสิบหกแห่งการยกเท้าเพียงก้าวเดียวของท่านเศรษฐีที่จะเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ขอท่านเศรษฐีจงไปเถิด ขอท่านเศรษฐีจงไปเถิด การไปของท่านเศรษฐีประเสริฐนักหนา ท่านเศรษฐีอย่าได้กลับเลย ต่อมาความมืดได้หายไป ความสว่างได้ปรากฏขึ้นอีก ท่านจึงหายกลัวออกเดินทางต่อไป แต่แล้วความสว่างก็หายไป ความมืดก็กลับปรากฏขึ้นแทนอีก ท่านก็ตกใจกลัว ขนพองอีก และสีวกยักษ์ก็ได้ช่วยส่งเสียงปลอบโยนให้กำลังใจท่าน เป็นอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง ในที่สุดท่านก็สามารถเดินทางไปถึงป่าสีตวัน ที่ประทับของพระพุทธเจ้าได้สำเร็จ



ขณะนั้นพระองค์กำลังเสด็จเดินจงกรมอยู่ในที่แจ้ง ในเวลาจวนสว่าง เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นอนาถบิณฑิกเศรษฐี พระองค์ก็เสด็จลงจากที่จงกรมไปประทับนั่ง แล้วตรัสเรียกว่า มานี่เถิด สุทัตตะ



อนาถบิณฑิกเศรษฐีดีใจมากที่พระพุทธองค์ทรงเรียกชื่อท่าน จึงได้เข้าไปเฝ้าหมอบลงแทบพระบาททูลถามว่า พระผู้มีพระภาคบรรทมหลับเป็นสุขหรือไม่ พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า ผู้ละกิเลสบาปธรรมเสียแล้ว ย่อมนอนเป็นสุขทุกเมื่อ ผู้ไม่ติดอยู่ในความรัก เป็นผู้เยือกเย็น เป็นผู้ไม่มีกิเลสแล้ว ย่อมนอนเป็นสุขทุกเมื่อ ผู้ตัดความข้องทั้งปวงเสียแล้ว กำจัดความทุรนทุรายในในเสียแล้ว เป็นผู้สงบแล้ว ย่อมนอนเป็นสุขทุกเมื่อ ครั้นแล้วทรงแสดงอนุปุพพิกถา เพื่อซักฟองใจของท่านเศรษฐีก็ได้ดวงตาเห็นธรรม และกล่าวชมเชยพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์ แล้วขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิต ก่อนจะกลับ ท่านเศรษฐีได้ทูลอาราธนาพระพุทธองค์ และพระภิกษุสงฆ์ เพื่อฉันภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น เมื่อพระองค์ทรงรับแล้ว ก็กระทำประทักษิณ ๓ รอบ แล้วกลับมายังที่พัก (๔)


ในคืนนั้น ท่านได้ตระเตรียมอาหารด้วยตนเองจนพร้อมบริบูรณ์ แม้ท่านเศรษฐีแห่งนครราชคฤห์จะช่วยเหลือบ้างในฐานะเจ้าของบ้าน ท่านก็ไม่ยอม พระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งทราบข่าวเข้า ก็เสด็จมาหาท่านเพื่อจะทรงช่วยเหลือบ้าง ท่านก็ทูล


ปฏิเสธว่า ท่านจัดไว้พร้อมทุกประการแล้ว(๕)
ครั้งในวันรุ่งขึ้น ท่านได้ถวายอาหารบิณฑบาตแด่พระพุทธองค์ และพระภิกษุสงฆ์ด้วยมือของท่านเอง เมื่อพระพุทธองค์เสวยเสร็จแล้ว ท่านเศรษฐีได้กราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์และพระภิกษุสงฆ์ให้เสด็จไป จำพรรษาที่นครสาวัตถีบ้าง
พระพุทธองค์ตรัสว่า
“พระตถาคตทั้งหลายย่อมยินดีในเสนาสนะอันสงบสงัด”
ท่านทูลตอบว่า “ข้อนั้นข้าพระองค์ทราบแล้ว ข้อนั้นข้าพระองค์ทราบ พระเจ้าข้า”
เมื่อได้ทรงแสดงธรรมแก่ท่านเศรษฐีพอสมควรแล้ว พระองค์ก็เสด็จกลับสู่ที่ประทับ(๖)
ครั้นท่านเศรษฐีได้ทำธุรกิจในนครราชคฤห์สำเร็จก็ออกเดินทางกลับไปยังนครสาวัตถี ในระหว่างทาง ท่านได้ชักชวนเพื่อน ๆ ของท่านให้สร้างอารามสร้างวิหารขึ้นเพื่อเป็นที่พักของพระพุทธเจ้าตลอดระยะทาง ๔๕ โยชน์ โยชน์ละ ๑ วิหาร รวมเป็น ๔๕ วิหาร ส่วนท่านเศรษฐีเมื่อไปถึงนครสาวัตถี ก็เที่ยวตรวจดูสถานที่อันสงบสงัด ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านคนนัก ทั้งมีถนนหนทางสะดวกสบายแก่การไปมาของผู้คน จึงเลือกได้สวนของเจ้า เชต แล้วขอซื้อด้วยราคา ๑๘ โกฏิ ค่าก่อสร้างวิหาร หอฉัน กัปปิยกุฏี เรือนไฟ เวจกุฏี ที่จงกรม ศาลาจงกรม บ่อน้ำ ศาลาบ่อน้ำ ศาลาเรือนไฟ สระโบกขรณี มณฑลต่าง ๆ รวมทั้งหมดสิ้นเงิน ๑๘ โกฏิ เจ้าเชตได้สร้างซุ้มประตู ๗ ชั้นถวายด้วย วิหารนี้มีชื่อว่า เชตวนาราม เพราะเป็นสวนของเชตกุมารมาก่อน มีเนื้อที่ประมาณ ๑๘ กรีส (๑ กรีส = ๑๒๕ ศอก) และเมื่อพระพุทธองค์เสด็จ


มา ท่านเศรษฐีได้จัดการฉลองสิ้นเงินไปอีก ๑๘ โกฏิ รวมเป็นเงินทั้งหมดถึง ๕๔ โกฏิ(๗)


ครั้นพระพุทธองค์ได้ประทับอยู่ในนคร ราชคฤห์ พอสมควรแล้ว ก็เสด็จจาริกไปโดยลำดับถึงนครเวสาลี(๘) ทรงพักอยู่ที่นั้นพอสมควรแล้วเสด็จจาริกต่อไปจนถึงนครสาวัตถี ประทับ ณ เชตวนาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านเศรษฐีเข้าไปเฝ้าทูลอาราธนา เพื่อรับบิณฑบาตในวันรุ่งขึ้นในบ้านของท่าน เมื่อทราบว่าทรงรับแล้วก็กลับบ้าน


ในวันรุ่งขึ้น ท่านได้ถวายอาหารอันประณีต แล้วทูลถามว่า ท่านจะจัดการอย่างไรกับเขตวนารามของท่าน พระพุทธองค์ตรัสว่า ท่านควรถวายแก่สงฆ์ทั้ง ๔ ทิศ ทั้งที่มาแล้ว และยังไม่ได้มา ครั้นท่านเศรษฐีได้ทำตามพระพุทธฏีกาแล้ว พระพุทธองค์ทรงอนุโมทนาว่า “วิหาร คือที่อยู่อาศัย ย่อมป้องกันเย็นร้อนได้ ป้องกันสัตว์ร้ายได้ ป้องกันงูเล็กงูใหญ่ เหลือบยุงได้ ป้องกันน้ำค้างน้ำฝนได้ ป้องกันลมแดดได้ การถวายวิหารแก่สงฆ์เพื่อเป็นที่อาศัย เพื่อความสุข เพื่อเจริญฌาน เพื่อเจริญวิปัสสนา พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญว่า เป็นการถวายที่มีผลเลิศ เพราะฉะนั้น บัณฑิตผู้พหุสูตอยู่ ถวายข้าว เครื่องนุ่งห่ม ที่นั่งที่นอนแก่ภิกษุเหล่านั้นด้วยใจเลื่อมใสต่อพระอริยเจ้าทั้งหลาย ผู้ปฏิบัติตรง ภิกษุเหล่านั้นจะได้แสดงธรรมอันเป็นเครื่องกำจัดทุกข์ทั้งปวง อันทำให้รู้สิ้นอาสวกิเลสได้ ให้บัณฑิตนั้นฟัง”



ครั้นทางอนุโมทนาแล้วก็เสด็จกลับไปยังพระเชตวันมหาวิหาร(๙)


ครั้งในวันที่ ๒ ท่านเศรษฐีก็จัดการฉลองพระวิหารเป็นเวลา ๙ เดือน หมดเงิน ๑๘ โกฏิ(๑๐)
ตั้งแต่นั้นมา ท่านเศรษฐีได้ถวายทานเป็นการใหญ่เป็นประจำทุกวัน คือ สลากภัต ๕๐๐ ที่ ปักขิกภัต ๕๐๐ ที่ สลากยาคู ๕๐๐ ที่ ปักขิกยาคู ๕๐๐ ที่ ธุวภัต ๕๐๐ ที่ คมิกภัต ๕๐๐ ที่ คิลานภัต ๕๐๐ ที่คิลาโนปัฏฐากภัต ๕๐๐ ที่ และได้ตบแต่งอาสนะไว้ ๕๐๐ อาสนะ เป็นประจำ ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงทรงแต่งตั้งท่านไว้ในตำแหน่ง“อัครทายก”(๑๑)
เล่ากันมาว่า ในอดีตชาติ สมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้เกิดในเมือง หงสาวดี เมื่อได้ฟังธรรมกถาของพระศาสดาพระองค์นั้นแล้ว ได้เห็นพระพุทธองค์ทรงแต่งตั้งอุบาสกคนหนึ่งไว้ในตำแหน่ง อัครทายกผู้เลิศกว่าทายกทั้งหลาย จึงได้ทำบุญกุศล แล้วปรารถนาจะได้ตำแหน่งนี้บ้าง



ครั้นในพุทธุปบาทนี้ ท่านจึงได้สำเร็จความปรารถนานี้(๑๒)


ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีมีความเคารพรักในพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่เชตวันมหาวิหาร ท่านไปเฝ้าพระพุทธองค์วันละ ๓ ครั้งทุกวัน เมื่อจะไปเฝ้าก็ไม่เคยไปมือเปล่าเลย ถ้าจะไปในเวลาก่อนฉันอาหาร ก็ตระเตรียมข้าวยาคู และของขบฉันอื่น ๆ จัดให้คนถือไป ถ้าจะไปในเวลาฉันอาหารแล้ว ก็ตระเตรียมเภสัชมีเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อยเป็นต้น จัดให้คนถือไป ถ้าจะไปในเวลาเย็น ก็ตระเตรียมเครื่องสักการะ มีดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้และผ้า เป็นต้น จัดให้คนถือไป(๑๓) นอกจากนี้ยังคอยทูลถามถึงพระอนามัยของพระพุทธองค์อยู่เสมอ ทั้ง ๆ ที่ท่านเข้าเฝ้าอยู่เป็นประจำอย่างนี้ก็ตาม แต่ท่านไม่เคยทูลถามปัญหาธรรมกับพระพุทธองค์เลย เพราะท่านคิดว่า พระองค์ทรงเป็นพระพุทธเจ้าสุขุมาลชาติ เป็นกษัตริย์สุขุมาลชาติ ถ้าพระองค์จะทรงแสดงธรรมแก่ท่าน พระองค์จะทรงลำบากมาก ฉะนั้น ท่านจึงไม่ทูลถามปัญหาใด ๆ ทั้งนี้ ก็เพราะท่านเคารพรักพระพุทธองค์มากนั่นเอง



ครั้งหนึ่งพระองค์ตรัสว่า ท่านอนาถบิณฑิกรักษาพระองค์ในฐานะที่ไม่ควรรักษา เพราะพระองค์บำเพ็ญบารมีมาด้วยความยากลำบาก เป็นเวลา ๔ อสงไชย แสนกัป ก็เพื่อจะสอนคนอื่น แล้วทรงแสดงธรรมให้ท่านเศรษฐีฟัง ๑ กันฑ์(๑๔)
ในสมัยต่อมา ประชาชนในนคร สาวัตถี มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามากขึ้น และได้มีจิตศรัทธาในการถวายทาน แก่พระภิกษุสงฆ์กันมากขึ้น เนื่องจากท่านเศรษฐีเคยทำบุญให้ทานมานาน ก็รู้จิตใจของพระสงฆ์ได้ดี จึงจัดอาหารถวายได้ถูกใจพระเสมอ ฉะนั้น บ้านใดก็ตาม ถ้าจะถวายทานก็ต้องเชิญท่านเศรษฐีไปช่วยจัดการให้ ท่านก็ไปช่วยเหลือเขาเสมอ ๆ ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงไม่เคยมีเวลาอยู่บ้าน เพื่อถวายทานประจำวันของท่าน ซึ่งมีพระสงฆ์มาฉันวันละ ๒ พันรูปทุกวัน ท่านจึงได้มอบหมายหน้าที่นี้ ให้ธิดาคนโตชื่อ มหาสุภัททา ช่วยจัดการถวายทาน ครั้น มหาสุภัททา ได้แต่งงาน และไปอยู่บ้านของสามีเสีย ก็ได้มอบหมายให้จุลสุภัททา ธิดาคนที่สอง รับหน้าที่นี้สืบไป ครั้น จุลสุภัททา ได้แต่งงาน ไปอยู่บ้านของสามี ก็มอบให้ สุมนเทวี ธิดาคนเล็ก รับหน้าที่นี้สืบไป.(๑๕)


สมัยหนึ่ง ท่านได้ตกอับลง เพราะต้องเสียทรัพย์ไปครั้งใหญ่ถึง ๒ ครั้ง คือ พวกพ่อค้าผู้เป็นสหายได้ขอยืมเงินไป ๑๘ โกฏิ ทรัพย์อีกส่วนหนึ่งซึ่งฝังไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำ จำนวน ๑๘ โกฏิ ได้ถูกน้ำเซาะตลิ่งพังทรัพย์ก็ถูกน้ำพัดไปในมหาสมุทร แม้ท่านจะตกอับลงอย่างนี้ก็ตาม ท่านก็ยังคงให้ทานอยู่เสมอวันละ ๕๐๐ รูป แต่เป็นอาหารจำพวกข้าวปลายเกวียนกับผักดอง



เทพธิดาตนหนึ่งซึ่งสิงสถิตอยู่ที่ซุ้มประตูบ้านของท่านได้ปรากฏกายให้เห็นในคืนวันหนึ่ง กล่าวตักเตือนถึงความขาดแคลนที่กำลังจะคืบคลายมาหาท่านอยู่เฉพาะหน้า และบอกท่านให้เลิกให้ทานเสีย ท่านก็ไม่ยอมเลิก และขับไล่เทพธิดาคนนั้นให้ไปอยู่เสียที่อื่น เทพธิดาจึงพาลูก ๆ ไปหาที่อยู่ใหม่ แต่หาเท่าไรก็ไม่ได้ที่เหมาะสม จึงไปขอคำแนะนำจากท้าวสักกะ ท้าวสักกะแนะนำให้กลับไปอยู่กับท่านอนาถบิณฑิกอีก แต่ต้องทำประโยชน์ให้แก่ท่าน โดยไปนำทรัพย์ ๑๘ โกฏิ ซึ่งไม่มีใครเป็นกรรมสิทธิ์ มาให้ท่านเศรษฐี เทพธิดาได้ปฏิบัติตามคำแนะนำนั้น จึงได้รับอภัยจากท่านเศรษฐี.(๑๖)


ในคราวที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ตกอับลงนั้น พระพุทธองค์ก็ได้เสด็จไปยังนครสาวัตถี อีกครั้งหนึ่ง เสด็จประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร เมื่อท่านเศรษฐีเข้าเฝ้าก็ตรัสถามว่า “ในตระกูลของท่าน ยังมีการให้ทานอยู่หรือคฤหบดี?” ท่านทูลตอบว่า “ยังให้ทานอยู่ พระเจ้าข้า แต่ทานนั้นเป็นของเศร้าหมอง เป็นปลายข้าว มีน้ำผักดองเป็นที่สอง”



พระพุทธองค์ตรัสว่า “วัตถุที่ให้นั้น จะเศร้าหมอง หรือประณีตก็ตาม แต่ถ้าผู้ให้เทให้ ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรม ทานนั้นย่อมให้ผลไม่ดี แต่ถ้าผู้ให้ทาน ให้ด้วยความเคารพ ให้ด้วยความนอบน้อม ให้ด้วยมือของตนเอง ไม่ทิ้งให้เทให้ ให้เพราะเชื่อกรรมและผลของกรรม ทานนั้นย่อมให้ผลดี”



แล้วทรงเล่าเรื่องเวลามพราหมณ์ ผู้ให้มหาทานให้ท่านเศรษฐีฟัง.(๑๗)


ทุกครั้งที่พระพุทธองค์เสด็จมาประทับที่พระเชตวันมหาวิหาร ท่านเศรษฐีต้องเข้าเฝ้าเสมอ ท่านมักจะเล่าถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ถวายพระองค์ก็ทรงอาศัยเรื่องของท่านนั่นเอง ได้ตรัสเล่าเรื่องนั้น ๆ ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วในอดีตให้ท่านฟัง ดังปรากฏในชาดกต่าง ๆ เช่น ขทิรังคชาดก ปุณณปาติชาดกกาลกัณณิชาดก อกตัญญูชาดก ปีฐชาดก เกสวชาดก สิริกาลกัณณิชาดก สุสสาชาดก ภัททสาลชาดก มหาปทุมชาดก กาลิงคโพธิชาดก โรหิณีชาดก วารุณีชาดก อปัณณกชาดก เวรีชาดก กุสณาลิชาดก สิริชาดก วิสัยหชาดก ภัทรฆฏชาดก หิริชาดก.(๑๗)


ธรรมส่วนมากที่พระพุทธองค์ตรัสแก่ท่านเศรษฐีเป็นธรรมสำหรับคฤหัสถ์ดังเช่น
จิตที่คุ้มครองรักษาไว้ดีแล้ว ก็เหมือนกับเรือนอันมีเครื่องมุง เครื่องบังดี ฉะนั้น.(๑๙)
การให้ทานอาหาร ย่อมได้รับผล คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ.(๒๐)


หน้าที่ ๔ อย่างของพ่อบ้านผู้มีศรัทธา (คิหิสามีจิปฏิปทา) คือ บำรุงพระภิกษุสงฆ์ด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัช.(๒๑)


ความปรารถนาของบุคคลในโลกจะสมหมายได้ยาก ๔ อย่างคือ


๑. ขอสมบัติจงเกิดมีแก่เราโดยทางที่ชอบ
๒. ขอยศจงเกิดมีแก่เรากับญาติพวกพ้อง
๓. ขอเราจงรักษาอายุให้ยืนนาน
๔. เมื่อสิ้นชีพแล้ว ขอเราจงไปบังเกิดในโลกสวรรค์. (๒๒)



สิ่งที่น่าปรารถนา แต่สำเร็จได้ โดยยาก ๕ อย่าง คือ


๑. ขอให้มีอายุยืนนาน
๒. ขอให้มีรูปงาม
๓. ขอให้มีความสุข
๔. ขอให้มีเกียรติยศชื่อเสียง
๕. เมื่อตายไปแล้ว ขอให้เกิดในโลกสวรรค์.(๒๓)


ความสุขของคฤหัสถ์ ๔ อย่าง คือ


๑. สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์
๒. สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค
๓. สุขเกิดแต่ความไม่ต้องเป็นหนี้
๔. สุขเกิดแก่การประกอบการงานที่ไม่มีโทษ.(๒๔)


วิธีใช้โภคทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ ๕ อย่าง คือ


๑. เลี้ยงตัว บิดา มารดา บุตร ภรรยา บ่าวไพร่ ให้เป็นสุข
๒. เลี้ยงเพื่อนฝูงให้เป็นสุข
๓. บำบัดอันตรายอันจะเกิดแต่เหตุต่าง ๆ
๔. ทำพลี ๕ อย่าง คือ
-----------(๑) ญาติพลี = สงเคราะห์ญาติ
-----------(๒) อติถิพลี = ต้อนรับแขก
-----------(๓) ปุพพเปตพลี = ทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย
-----------(๔) ราชพลี = ถวายเป็นหลวง มีเสียค่าภาษีอากรเป็นต้น
-----------(๕) เทวตาพลี = ทำบุญอุทิศให้เทวดา
๕. บริจาคทานในสมณพาหมณ์ผู้ประพฤติชอบ. (๒๕)

กรรมกิเลสซึ่งเป็นเหตุให้บุคคลเศร้าหมอง ๕ อย่างคือ
๑. ปาณาติบาต = ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง
๒. อทินนาทาน = ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ด้วยอาการขโมย
๓. กาเมสุ มิจฉาจาร = ประพฤติผิดในกาม
๔. มุสาวาท = พูดเท็จ
๕. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน = ดื่มสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาณ.(๒๖)


เนื่องจากท่านอนาถบิณฑิกะ มีศรัทธาในพระศาสนามาก ได้สละทรัพย์ ๔๕ โกฏิ สร้างพระเชตวันมหาวิหาร และได้ทำบุญอื่น ๆ อีกเป็นเงินจำนวนมากเหลือคณนา ดังนั้น ท่านจึงได้รับเกียรติพิเศษจากพระเจ้าปเสนทิโกศล คือให้ท่านเป็นคนปลูกต้นโพธิ์ไว้หน้าพระเชตวันมหาวิหาร มีชื่อว่า อานันทโพธิ มูลเหตุให้มีการปลูกโพธิ์ต้นนี้ มีเรื่องเล่าไว้ในกาลิงคชาดก (๒๗) ว่า ท่านอนาถบิณฑิกได้เข้าไปหาท่านพระอานนท์ ในคราวที่พระพุทธองค์เสด็จมาสู่พระ เชตวันมหาวิหารครั้งหนึ่ง แล้วเรียนท่านว่า



วิหารนี้เมื่อพระตถาคตเจ้าเสด็จจาริกไปโปรดสัตว์ ณ ที่อื่นเสีย ก็ไม่มีร่องรอยอะไรเหลือไว้เลย คนทั้งหลายถือดอกไม้ของหอมมาก็ไม่มีที่บูชา ขอพระคุณเจ้าช่วยทูลถามเรื่องนี้แด่พระตถาคตเจ้าด้วยว่า หากจะสร้างปูชนียสถานขึ้นสักแห่งหนึ่งจะได้หรือไม่?



ท่านพระอานนท์รับคำท่านเศรษฐี แล้วเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ทูลถามถึงพระเจดีย์ว่ามีเท่าไร?



พระพุทธองค์ตรัสว่า มี ๓ คือ สารีริกธาตุเจดีย์ ปาริโภคิกเจดีย์ และอุททิสิกเจดีย์



ท่านพระอานนท์จึงกราบทูลเรื่องที่ท่านอนาถบิณฑิกเรียนถวาย แล้วทูลขออนุญาตนำพืชโพธิ์จากต้นศรีมหาโพธิ์มาปลูกไว้ที่พระเชตวันมหาวิหาร เพื่อให้เป็นปูชนียสถานแก่ประชาชนชาวนครสาวัตถีแทนพระองค์ในคราวที่เสด็จจาริกไปที่อื่น พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ปลูกได้ ท่านพระอานนท์จึงได้แจ้งเรื่องนี้แด่พระเจ้า ปเสนทิโกศล ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี และนางวิสาขา มหาอุบาสิกา เป็นต้น แล้วขอนิมนต์ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ให้เหาะไปนำเมล็ดโพธิ์จากต้น ศรีมหาโพธิ์ ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม มา ซึ่งท่านพระมหาโมคคัลลานะ ก็ได้เหาะไปนำมาได้สำเร็จในวันนั้นเอง ครั้งนำมาแล้ว ก็ปรึกษากันว่า จะให้ใครเป็นคนปลูก จึงจะสมกับความสำคัญของต้นโพธิ์นี้ ทั้งพระสงฆ์และประชาชนได้ตกลงกันถวายเกียรติให้พระเจ้าปเสนทิโกศล ราชาแห่งแคว้นโกศลเป็นผู้ปลูก แต่พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงปฏิเสธ และทรงแนะนำว่า ควรจะให้เกียรตินี้แก่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นคนปลูก เพราะท่านเป็นคนสร้างสถานที่นี้ แล้วทรงพระราชทานพืชโพธิ์ให้ท่านเศรษฐี ท่านเศรษฐีจึงได้เอาน้ำหอมประพรมเมล็ดโพธิ์แล้วปลูกลงไว้ แล้วทำการฉลองเป็นการใหญ่ และได้บูชาต้นโพธิ์ด้วยสักการะมากมาย ต้นโพธิ์นี้ปรากฏชื่อว่า อานันทโพธิ เพราะท่านพระอานนท์เป็นผู้ให้ปลูก.(๒๘)


ของดี ของท่านเศรษฐีอีกอย่างหนึ่งคือ ศิริ ในสิริชาดก กล่าวว่า พราหมณ์คนหนึ่งต้องการขโมยศิริของท่านเศรษฐี จึงค้นหาว่าศิรินั้นอยู่ที่ไหน ก็พบว่าอยู่ที่หงอนไก่ตัวผู้สีขาวของท่าน จึงขอไก่ตัวนั้นต่อท่านเศรษฐี พอท่านเศรษฐีมอบไก่ให้พราหมณ์ไป ศิริก็หลบไปอยู่เสียที่ดวงแก้วมณี ซึ่งอยู่เหนือหัวนอนของเศรษฐี พราหมณ์จึงขอดวงแก้วมณี พอเศรษฐีตกลงให้ ศิริจึงออกไปอยู่ที่ไม้เตว็ดซึ่งอยู่เหนือหัวนอนของเศรษฐี พราหมณ์จึงขอไม้เตว็ด พอเศรษฐีตกลงให้ ศิริจึงหนีไปซ่อนอยู่ที่ศีรษะของภรรยาของท่านเศรษฐี ดังนั้น ความปรารถนาของพราหมณ์จึงล้มเหลว แล้วเล่าความจริงแก่ทานเศรษฐี.(๒๙)


แม้ท่านเศรษฐีจะเป็นคนใจบุญ และไม่เคยเป็นศัตรูกับใครเลยก็ตาม แต่ก็มีคนคิดร้ายต่อท่านอยู่บ้านเหมือนกัน เพราะธรรมดาคนพาลย่อมไม่ชอบความดีของผู้อื่น แต่ด้วยบุญกุศลช่วยเหลือ ศัตรูก็ไม่สามารถจะทำอะไรท่านได้ ดังมีเรื่องเล่าว่า ท่านถูกพวกคนร้ายคอยดักทางเพื่อทำร้ายท่านถึง ๒ ครั้ง ครั้งแรกพวกนักเลงสุรา พยายามจะมอมสุราท่านแล้วแย่งเอาเครื่องประดับแต่ท่านรู้ทัน แล้วท่านขับไล่นักเลงให้หนีไป. (๓๐)



ครั้งที่ ๒ ขณะที่ท่านเดินทางกลับจากไปทำธุรกิจยังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง พวกโจรจำนวนหนึ่งมาคอยดักทางอยู่ แต่ท่านก็รีบกลับเสียก่อนเวลา.(๓๑)


ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี นอกจากเป็นนักธุรกิจการค้าที่สุขุมรอบคอบและเป็นอัครทายกผู้ให้ทานมากแล้ว ท่านได้รับยกย่องว่าเป็นนักโต้คารมที่ชำนาญด้วย ในคัมภีร์อังคุตตรนิกาย(๓๒)



กล่าวไว้ว่า ท่านเศรษฐีเคยไปหาพวกปริพพาชกในยามว่าง ๆ ท่านได้เคยโต้คารมกับพวกบริพพาชกอย่างเผ็ดร้อน ในทัศนะอันขัดแย้งกนระหว่างลัทธิของพวกปริพพาชกกับพระพุทธศาสนา ท่านสามารถพูดให้คู่แข่งขันจำนนต่อเหตุผลได้ เมื่อเรื่องนี้ทราบถึงพระพุทธองค์ ก็ทรงสรรเสริญเป็นอย่างมาก.


ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้บำเพ็ญทานรักษาศีลตลอดมามิได้บกพร่องจนกระทั่งถึงบั้นปลายแห่งชีวิต ขณะที่พระพุทธองค์เสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ท่านได้ล้มป่วยหนักลง จนท่านรู้ตัวว่าจะต้องตายแน่แล้ว จึงได้ส่งคนไปกราบทูลพระพุทธองค์ว่า ท่านป่วยหนัก จนถึงนอนลุกไม่ได้อีก บัดนี้ขอน้อมเกล้าถวายบังคมมาถึงพระองค์ และพร้อมกันนั้นก็ให้นิมนต์ท่านพระสารีบุตรเถระ มาที่บ้านด้วย ท่านพระสารีบุตรเถระพร้อมด้วยท่านพระอานนท์ได้ไปเยี่ยมท่านเศรษฐีที่บ้าน ไต่ถามถึงความป่วยไข้แล้ว ได้แสดงธรรมเทศนา สอนท่านให้ถอน ตัณหา ทิฐิ มานะ ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นว่านี้ของเรา นี้เป็นเรา นี้เป็นตัวขอเรา เป็นต้น เมื่อจบธรรมเทศนาแล้วก็ลากลับ.


ท่านเศรษฐีร้องไห้น้ำตาไหล ถึงกับพูดว่า ยังไม่เคยฟังธรรมกถาที่ไพเราะจับใจถึงเพียงนี้เลย ธรรมเทศนานี้มีชื่อว่า อนาถบิณฑิโกวาทสูตร ครั้นท่านพระเถระทั้งสองจากไปแล้วไม่นานนัก ท่านเศรษฐีก็ถึงกาลกิริยาตายบนเตียงนอนของท่านเอง แล้วไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต.(๓๓)


ในคืนนั้นเอง ตอนปฐมยามล่วงไปแล้ว อนาถบิณฑิกเทพบุตรผู้มีรัศมีอันงดงามได้ลงมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ พระเชตวันมหาวิหาร ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกราบทูลพรรณนาพระเชตวันมหาวิหาร และสรรเสริญคุณท่านพระสารีบุตรเถระว่า



พระเชตวันมหาวิหารนี้มีประโยชน์ อันสงฆ์ผู้แสวงบุญอยู่อาศัยแล้ว อันพระองค์ผู้เป็นธรรมราชาประทับอยู่ เป็นที่เกิดปีติแก่ข้าพระองค์ สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ด้วยธรรม ๕ อย่างนี้ คือ ๑. กรรม ๒. วิชชา ๓. ธรรม ๔. ศีล ๕. ชีวิตอุดม ไม่ใช่บริสุทธิ์ด้วยโคตรหรือด้วยทรัพย์ เพราะฉะนั้นแลบุคคลผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ของตน พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคายอย่างนี้ จึงจะบริสุทธิ์ในธรรมนั้นได้ พระสารีบุตรเถระ นั้นและย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ด้วยศีล และด้วยความสงบ ความจริงภิกษุผู้ถึงฝั่งแล้ว จะอย่างยิ่งก็เท่าพระสารีบุตรเถระ นี้เท่านั้น.(๓๔)


๑. ขุทฺทก. อ. ๑/๑๕๔-๑๕๖; อง.อ. ๑/๔๑๔–๔๑๕
๒. ธ.อ. ๖/๕๓, ธ.อ. ๑/๑๓๕ ; ชา.อ. ๑/๑๔๕.
๓. ม.อ. ๑/๘๒.
๔. วินย. ๗/๑๐๒–๑๐๗ ; สํ. สคาถ. ๑๕/๓๑๐–๓๑๒ ;
ชา.อ. ๑/๑๔๔ ; สํ.อ. ๑/๓๖๕–๓๖๙
๕. วินย. ๗/๑๐๗–๑๐๙ ; สํ.อ. ๑/๓๖๙
๖. วินย. ๗/๑๐๙ ; ชา.อ. ๑/๑๔๔
๗. วินย.อ. ๓/๓๕๙–๓๖๐ ; วินย. ๗/๑๐๙–๑๑๒;
ชา.อ. ๑/๑๔๔–๑๔๖ ; ม.อ. ๑/๘๓ ; ธ.อ. ๕/๘-๙ ;
สํ.อ. ๑/๓๗๐ ; อง.อ. ๑/๔๑๔
๘. วินย. ๗/๑๒๒
๙. วินย. ๗/๑๒๑–๑๒๒; ชา.อ. ๑/๑๔๖
๑๐. ชา.อ. ๑/๑๔๖ ; อง.อ. ๑/๔๑๔ ; ม.อ. ๑/๘๓
๑๑. อง.อ. ๑/๔๑๔–๔๑๕ อง. ๒๐/๓๓
๑๒. อง.อ. ๑/๔๑๓–๔๑๔
๑๓. ธ.อ. ๕/๘; ธ.อ. ๑/๔ ชา.อ. ๑/๓๓๘
๑๔. ธ.อ. ๑/๔
๑๕. ธ.อ. ๑/๑๓๕
๑๖. ธ.อ. ๕/๙-๑๑; ชา.อ. ๑/๓๓๙
๑๗. อง. ๒๓/๔๐๕–๔๐๘
๑๘. ดูรายละเอียดในชาดกนั้น ๆ
๑๙. อง. ๒๐/๓๓๕–๓๓๘
๒๐. อง. ๒๑/๘๓
๒๑. อง. ๒๑/๘๔–๘๕
๒๒. อง. ๒๑/๘๕
๒๓. อง. ๒๒/๕๑–๕๓
๒๔. อง. ๒๑/๙๐
๒๕. อง. ๒๒/๔๘–๔๙
๒๖. อง. ๒๒/๒๒๗.
๒๗. ชา.อ. ๖/๑๘๔–๑๘๗
๒๘. ชา.อ. ๖/๑๘๕–๑๘๖; ชา.อ. ๔/๖๐
๒๙. ชา.อ. ๔/๑๖๘–๑๖๙
๓๐. ชา.อ. ๒/๕๐–๕๑
๓๑. ชา.อ. ๒/๒๖๖
๓๒. อง. ๒๔/๑๙๘–๒๐๒
๓๓.ม. อุป. ๑๔/๓๙๔-๔๐๑/๗๒๐-๗๓๙.
๓๔. สํ. สคาถ ๑๕/๗๗–๗๘; ม. อุป. ๑๔/๔๗๑–๔๗๒


__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 16-04-14 เมื่อ 23:07

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #15  
เก่า 19-04-14, 22:38
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

จุลลกาลิงคชาดก
เทวดากีดกันความพยายามของคนไม่ได้
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภการบรรพชาของปริพาชิกา ๔ คน
จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้


ได้ยินว่า ในนครเวสาลี มีกษัตริย์ลิจฉวี ๗ พัน ๗ ร้อย ๗ พระองค์ประทับอยู่ กษัตริย์ลิจฉวีเหล่านั้นทั้งหมดได้เป็นผู้ใคร่
ในการถามและการย้อนถาม ครั้งนั้น นิครนถ์ผู้ฉลาดในวาทะ ๕๐๐ วาทะ คนหนึ่งมาถึงพระนครเวสาลี กษัตริย์ลิจฉวี
เหล่านั้นได้ทรงกระทำการสงเคราะห์นิครนถ์นั้น นางนิครนถ์ผู้ฉลาดปานกันอีกคนหนึ่ง ก็มาถึงพระนครเวสาลี กษัตริย์ทั้ง
หลายจึงให้ชนทั้งสองแสดงวาทะโต้ตอบกัน ก็ปรากฏว่าคนทั้งสองก็เป็นผู้ฉลาด เท่าเทียมกัน กษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลายจึง
คิดว่า คนทั้งสองนี้ถ้ามีบุตรด้วยกัน บุตรนั้นก็จักเป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลม จึงให้กระทำการวิวาหมงคลแก่คนทั้งสองนั้น
แล้วให้คนทั้งสองอยู่ร่วมกัน


ต่อมานิครนถ์ทั้งสองนั้นมี ทาริกา ๔ คนและทารก ๑ คน โดยลำดับ บิดามารดาได้ตั้งชื่อนางทาริกาทั้ง ๔ คนว่า นางสัจ
จา ๑ นางโสภา ๑ นางอธิวาทกา ๑ นางปฏิจฉรา ๑ ตั้งชื่อทารกว่า สัจจกะ คนแม้ทั้ง ๕ นั้นเมื่อเติบใหญ่แล้ว ก็พากัน
เรียนวาทะ ๑๐๐๐ วาทะ คือจากมารดา ๕๐๐ จากบิดา ๕๐๐ มารดาบิดาได้ให้โอวาทแก่นางทาริกาทั้ง ๔ อย่างนี้ว่า ถ้า
คฤหัสถ์ผู้ใดก็ตามสามารถโต้วาทะชนะพวกเจ้าได้ พวกเจ้าพึงยอมเป็นบาทบริจาริกาของเขา ถ้าเป็นบรรพชิต ก็ควรบวช
ในสำนักของบรรพชิตนั้น



ในกาลต่อมา เมื่อมารดาบิดาสิ้นชีวิตไปแล้ว นิครนถ์น้องชายคนสุดท้อง ก็ได้เป็นผู้สั่งสอนศิลปะแก่กษัตริย์ลิจฉวีอยู่ใน
นครเวสาลีนั้นนั่นเอง ส่วนพี่สาวทั้ง ๔ ถือกิ่งหว้าเที่ยวสัญจรไปตามนครต่าง ๆ เพื่อต้องการโต้ วาทะ ครั้นเดินทางมาจน
ถึงพระนครสาวัตถี จึงปักกิ่งหว้าไว้ใกล้ประตูพระนคร แล้วกล่าวแก่พวกเด็ก ๆ ว่า ผู้ใดจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ตาม
ที่คิดว่าจะสามารถโต้วาทะสู้พวกเราได้ ผู้นั้นจงเอาเท้าเกลี่ยกองฝุ่นนี้ให้กระจายแล้วเหยียบกิ่งหว้าด้วยเท้านั่นแหละ
ประกาศแล้วจึงพากันเข้าไปยังพระนครเพื่อหาอาหาร



ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรกวาดที่ซึ่งยังไม่ได้กวาด ตักน้ำดื่มใส่หม้อเปล่า ปรนนิบัติภิกษุไข้ แล้วจึงเข้าไปบิณฑบาตใน
นครสาวัตถีเวลาสาย ท่านแลเห็นกิ่งหว้านั้น จึงถามเมื่อได้ความแล้วก็ให้พวกเด็กนั่นแหละล้มกิ่งหว้าเหยียบเสีย
แล้วกล่าวแก่พวกเด็กว่า หากพวกคนผู้วางกิ่งหว้านี้ไว้นั้น ทำภัตกิจกลับมาแล้ว จงพาไปพบเราที่ซุ้มประตูพระวิหารเชตวัน
สั่งแล้วก็เข้าไปยังพระนคร กระทำภัตกิจเสร็จแล้วได้ยืนอยู่ที่ซุ้มพระวิหาร



ฝ่ายนางปริพาชิกาเหล่านั้นเที่ยวภิกษาแล้วกลับมา เห็นกิ่งหว้าถูกเหยียบย่ำจึงถามว่า ใครเหยียบย่ำกิ่งหว้านี้ พวกเด็กว่า



พระสารีบุตรเถระเหยียบ และพูดว่า ถ้าท่านทั้งหลายต้องการโต้วาทะ จงไปยังซุ้มพระวิหาร นางปริพาชิกาเหล่านั้นจึงพา
กันกลับเข้าพระนครอีก ประกาศให้มหาชนมาประชุมกันแล้วไปยังซุ้มพระวิหาร ถามวาทะหนึ่งพันกะพระเถระ
พระเถระได้วิสัชนาตอบวาทะเหล่านั้นทุกประการแล้วถามว่า พวกท่านรู้อะไรๆ อย่างอื่นอีกบ้าง ?


นางปริพาชิกาเหล่านั้นกล่าวว่า ข้าแต่ท่าน พวกข้าพเจ้าไม่รู้อะไรอย่างอื่น

พระเถระจึงพูดว่า เราจะถามอะไร ๆ กะพวกท่านบ้าง

นางปริพาชิกาเหล่านั้นจึงว่า ถามเถิดท่าน เพื่อพวกข้าพเจ้ารู้ จักกล่าวแก้
พระเถระจึงถามว่า เอกํ นาม กึ อะไรชื่อว่าหนึ่ง ?
นางปริพาชิกาเหล่านั้นหาทราบไม่ พระเถระจึงวิสัชนาให้ฟัง นางปริพาชิกา เหล่านั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่าน ความปราชัยเป็นของพวกข้าพเจ้า ชัยชนะเป็นของท่าน
พระเถระจึงถามว่า บัดนี้ พวกท่านจักทำอย่างไร ?
นางปริพาชิกาทั้งสี่จึงตอบว่า มารดาบิดาของพวกข้าพเจ้าได้ให้โอวาทนี้ไว้ว่า ถ้าคฤหัสถ์ทำลายวาทะของพวกเจ้าได้จง
ยอมเป็นภรรยาของเขา ถ้าบรรพชิตทำลายได้ก็จงพากันบวชในสำนักของบรรพชิตนั้น เพราะฉะนั้นท่านโปรดให้บรรพชา
แก่พวกข้าพเจ้าเถิด



พระเถระ กล่าวว่าดีแล้ว จึงให้นางบวชในสำนักของพระอุบลวรรณาเถรี ไม่นานนัก ทั้งหมดก็ได้บรรลุพระอรหัต

อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งประชุมสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระสารีบุตรเถระเป็นที่พึ่งอาศัยของ
ปริพาชิกาทั้งสี่ ให้ทุกนางบรรลุพระอรหัต พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากัน
ด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาล
ก่อน สารีบุตรก็ได้เป็นที่พึ่งอาศัยของปริพาชิกาเหล่านี้ แต่ในกาลบัดนี้ ได้บวชให้ ส่วนในปางก่อน ได้ตั้งปริพาชิกาเหล่า
นี้ไว้ในตำแหน่งมเหสีของพระราชา แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #16  
เก่า 19-04-14, 22:40
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้ากาลิงคราชครองราชสมบัติอยู่ในพระนครทันตปุระ แคว้นกาลิงครัฐ พระราชาพระนามว่า อัสสกะ
ครองราชสมบัติในนครโปตละ แคว้นอัสสกรัฐ พระเจ้ากาลิงคะทรงสมบูรณ์ด้วยรี้พลและพาหนะ แม้พระองค์เองก็มีกำลัง
ดังช้างสาร ไม่เห็นผู้จะต่อยุทธ์ พระองค์เป็นผู้ประสงค์จะทรงกระทำการรบ จึงตรัสบอกแก่อำมาตย์ทั้งหลายว่า เรามีความ
ต้องการจะทำการรบ แต่ไม่เห็นผู้จะต่อยุทธ์ เราจะกระทำอย่างไร



อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช มีอุบายอยู่อย่างหนึ่ง พระราชธิดาทั้ง ๔ ของพระองค์ ทรงพระรูปโฉมอัน
งาม พระองค์โปรดให้ประดับตกแต่งพระราชธิดาเหล่านั้น แล้วให้นั่งในราชยานอันมิดชิด แวดล้อมด้วยรี้พล แล้วให้เที่ยว
ไปยังคามนิคม และราชธานีทั้งหลาย โดยป่าวร้องว่า พระราชาพระองค์ใดจักมีพระประสงค์จะรับเอาไว้เพื่อตน พวกเราจัก
ทำการรบกับพระราชาพระองค์นั้น


พระราชาจึงทรงให้กระทำอย่างนั้น ในสถานที่พระราชธิดาเหล่านั้นเสด็จไปแล้วๆ พระราชาทั้งหลายไม่ ยอมให้พระราชธิดา
เหล่านั้นเข้าพระนครเพราะความกลัวภัย พากันส่งเครื่องบรรณาการออกไป แล้วให้ประดับอยู่เฉพาะภายนอกพระนคร พระ
ราชธิดาเหล่านั้นเสด็จเที่ยวไปตลอดทั่วชมพูทวีปอย่างนี้ จนบรรลุถึงพระนครโปตละ แคว้นอัสสกรัฐ ฝ่ายพระเจ้าอัสสกะก็
ทรงให้ปิดประตูพระนครแล้วทรงส่งเครื่องบรรณาการออกไปถวาย อำมาตย์ของพระเจ้าอัสสกะนั้น ชื่อว่านันทเสน เป็น
บัณฑิตเฉลียวฉลาดในอุบาย นันทเสนอำมาตย์นั้นคิดว่า ข่าวว่า พระราชธิดาของพระเจ้ากาลิงคราชเหล่านี้ เสด็จเที่ยวไป
ทั่วชมพูทวีป ก็ไม่มีผู้จะต่อยุทธ์ด้วย แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ ชมพูทวีปก็ได้ชื่อว่าว่างจากนักรบ เราเองจักรบกับพระเจ้ากาลิงครา
ช นันทเสนอำมาตย์นั้นจึงไปยังประตูพระนคร แล้วเรียกคนรักษาประตูมาให้เขาเปิดประตูรับพระราชธิดาเหล่านั้น


ครั้นแล้วอำมาตย์นันทเสนนั้น จึงให้เปิดประตูรับพระราชธิดาทั้ง ๔ นั้นไปถวายพระเจ้าอัสสกะ แล้วกราบทูลว่า พระองค์
อย่าทรงเกรงกลัวเลย เมื่อมีการรบกัน ข้าพระองค์จักรับอาสา พระองค์โปรดทรงกระทำพระราชธิดาผู้ทรงพระรูปโฉมอัน
เลอเลิศเหล่านี้ให้เป็นพระอัครมเหสีเถิด พระเจ้าอัสสกะจึงอภิเษกพระราชธิดาเหล่านั้น แล้วส่งราชบุรุษผู้มากับพระราชธิดา
เหล่านั้นกลับไป แล้วพูดว่า ท่านทั้งหลายจงกราบทูลพระราชาของท่าน ในเรื่องที่พระเจ้าอัสสกะราชทรงตั้งพระราชธิดาทั้ง
๔ ไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี



ครั้นเมื่อราชบุรุษเหล่านั้นไปกราบทูลให้ทรงทราบ พระเจ้ากาลิงคราช ทรงดำริว่า พระเจ้าอัสสกะนั้นชรอยจะไม่ทราบกำลัง
ของเราแน่นอน จึงเสด็จไปด้วยกองทัพใหญ่ในขณะนั้นทันที เมื่อนันทเสนอำมาตย์ทราบการเสด็จยกทัพมาของพระเจ้ากา
ลิงคราช จึงส่งสาส์นไปว่า ขอพระเจ้ากาลิงคราชจงอยู่เฉพาะแต่ในรัฐสีมาของพระองค์ อย่าล่วงล้ำเข้ามาในรัฐสีมาแห่งพระ
ราชาของข้าพระองค์ มิฉะนั้นการสู้รบจักมีระหว่างแคว้นทั้งสอง พระเจ้ากาลิงคราชทรงสดับสาส์นแล้วได้ทรงหยุดกองทัพ
ไว้เฉพาะปลายพระราชอาณาเขตของพระองค์ ฝ่ายพระ เจ้าอัสสกราชก็ได้ทรงหยุดกองทัพเฉพาะปลายราชอาณาเขตของ
พระองค์เหมือนกัน



ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์บวชเป็นฤๅษี อยู่ที่บรรณศาลาระหว่างอาณาเขตแห่งพระราชาทั้งสองนั้น พระเจ้ากาลิงคราชทรงพระ
ดำริว่า ธรรมดาสมณะทั้งหลายย่อมจะรู้อะไรๆ ดี ใครจักมีชัยชนะหรือความปราชัยจักมีแก่ใคร เราจักถามพระดาบสดู จึง
ปลอมพระองค์เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ ไหว้แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง กระทำปฏิสันถารแล้วถามว่า ท่านผู้เจริญ พระเจ้า
กาลิงคะ กับพระเจ้าอัสสกะประสงค์จะรบกัน พากันตั้งทัพยันอยู่เฉพาะใน รัฐสีมาของตนๆ ในพระราชาทั้งสองพระองค์นั้น
ใครจักมีชัยชนะ ใครจักปราชัยพ่ายแพ้



พระดาบสโพธิสัตว์กราบทูลว่า ท่านผู้มีบุญมาก อาตมาภาพไม่ทราบว่า พระองค์โน้นชนะ พระองค์โน้นพ่ายแพ้ แต่ ท้าวสัก
กเทวราชเสด็จมาที่นี้ อาตมภาพถามท้าวสักกเทวราชนั้นแล้วจักบอกให้ทราบ พรุ่งนี้ท่านมาฟังเอาเถิด

ครั้นเมื่อท้าวสักกะเสด็จมาสู่อาศรมของพระโพธิสัตว์แล้วประทับนั่ง ทีนั้น พระโพธิสัตว์จึงทูลถามเนื้อความกะท้าวสักกเท
วราช ท้าวเธอจึงตรัสทำนายว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระเจ้ากาลิงคราชจักมีชัย พระเจ้าอัสสกะจักปราชัย และจะมีบุรพนิมิต
เช่นนี้ เช่นนี้ปรากฏ



ในวันรุ่งขึ้น พระเจ้ากาลิงคราชเสด็จมาถาม พระโพธิสัตว์ก็ทูลความแก่พระเจ้ากาลิงคราชนั้น พระเจ้ากาลิงคราชไม่ตรัส
ถามเลยว่า บุรพนิมิตเช่นไรจักปรากฏ ทรงหลีกลาไปด้วยพระทัยยินดีว่า ท่านว่าเราจักชนะ เรื่องนั้นได้แพร่ไปแล้ว

พระเจ้าอัสสกะได้ทรงสดับเรื่องนั้นจึงรับสั่งให้เรียกอำมาตย์นันทเสนมา แล้วรับสั่งว่า เขาว่าพระเจ้ากาลิงคราชจักชนะ เรา
จักพ่ายแพ้ เราควรจะทำอย่างไรกัน




นันทเสนอำมาตย์นั้นกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ใครจะทราบข้อนั้นได้ ชัยชนะหรือความปราชัยจักเป็นของใคร ขอพระองค์
อย่าทรงคิดไปเลย



ครั้นกราบทูลเอาพระทัยพระราชาแล้ว ก็ได้เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ ไหว้แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ถามพระโพธิสัตว์ว่า ท่านผู้
เจริญ ใครจักชนะ ใครจักแพ้




พระโพธิสัตว์กล่าวว่า พระเจ้ากาลิงคะจักชนะ พระเจ้าอัสสกะจักแพ้


อำมาตย์นันทเสนถามว่า ท่านผู้เจริญ บุรพนิมิตอะไรจักมีแก่ผู้ชนะ บุรพนิมิตอะไรจักมีแก่ผู้แพ้ พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ท่านผู้
มีบุญมาก อารักขเทวดาของผู้ชนะจักเป็นโคผู้ขาวปลอด อารักขเทวดาของผู้แพ้จักเป็นโคผู้ดำปลอด อารักขเทวดาแม้ของ
ทั้งสองฝ่ายรบกันแล้ว ความมีชัยและปราชัยจักปรากฏ


นันทเสนอำมาตย์ได้ฟังดังนั้น จึงลุกขึ้นลาไป พาทหารใหญ่ประมาณพันคนผู้เป็นสหายของพระราชา ขึ้นไปยังภูเขาในที่ไม่
ไกลนัก แล้วถามว่า ผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านจักอาจเพื่อถวายชีวิตแก่พระราชาของพวกเราได้หรือไม่
ทหารใหญ่เหล่านั้นกล่าวว่า พวกเราจักสามารถถวายได้



นันทเสนอำมาตย์กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นพวกท่านจงโดดลงไปในเหวนี้



ทหารใหญ่เหล่านั้นได้เตรียมจะโดดลงเหว นันทเสนอำมาตย์จึงห้ามทหารใหญ่เหล่านั้นแล้วกล่าวว่า
อย่าโดดลงเหวนี้เลย ท่านทั้งหลายเป็นผู้มีขวัญดี ไม่ถอยหลัง ช่วยกันรบเพื่อถวายชีวิตแก่พระราชาของเรา
ทั้งหลายเถิด



ทหารใหญ่เหล่านั้นรับคำแล้ว ครั้นเมื่อสงครามประชิดกัน พระเจ้ากาลิงคราชทรงวางพระทัยว่า นัยว่าเราจักชนะ แม้หมู่พล
นิกายของพระองค์ก็พากันวางใจว่า เขาว่าพวกเราจักมีชัยชนะ จึงไม่ทำการผูกสอดเครื่องรบให้มั่นคง ไม่รวมกันเป็นพรรค
เป็นพวก พากันหลีกไปตามความชอบใจ ในเวลาที่ควรจะกระทำความเพียรพยายามก็ไม่ทำ



ฝ่ายพระราชาทั้งสองพระองค์เสด็จขึ้นทรงม้าเข้าไปหากันและกันด้วยหมายมั่นว่า จักต่อยุทธ์ อารักขเทวดาของพระราชา
ทั้งสองออกไปข้างหน้า อารักขเทวดาของพระเจ้ากาลิงคะเป็นโคผู้ขาวปลอด อารักขเทวดาของพระเจ้าอัสสกะ เป็นโคผู้ดำ
ปลอด โคผู้แม้เหล่านั้นแสดงอาการต่อสู้เข้าไปหากันและกัน ก็โคผู้เหล่านั้นย่อมปรากฏเฉพาะแก่พระราชาทั้งสองเท่านั้น
ไม่ปรากฏแก่คนอื่น


อำมาตย์นันทเสนทูลถามพระเจ้าอัสสกะว่า ข้าแต่มหาราช อารักขเทวดาปรากฏแก่พระองค์แล้วหรือยัง



พระเจ้าอัสสกะตรัสว่า เออปรากฏ
นันทเสนถามว่า ปรากฏโดยอาการอย่างไร
พระเจ้าอัสสกะตรัสว่า อารักขเทวดาของพระเจ้ากาลิงคะปรากฏ เป็นโคผู้ขาวปลอด อารักขเทวดาของเราปรากฏเป็นโค
ผู้ดำปลอด



นันทเสนอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าทรงเกรงกลัวเลย พวกเราจักชนะ พระเจ้ากาลิงคะจักพ่ายแพ้
พระองค์จงเสด็จลงจากหลังม้า ทรงถือพระแสงหอกนี้ เอาพระหัตถ์ซ้ายแตะด้านท้องม้าสินธพ แล้วรีบไปพร้อมกับบุรุษพัน
คนนี้ เอาหอกประหารอารักขเทวดาของพระเจ้ากาลิงคะให้ล้มลง ต่อแต่นั้น พวกข้าพระองค์ประมาณหนึ่งพัน จักประหาร
ด้วยหอกพันเล่ม เมื่อทำอย่างนี้ อารักขเทวดาของพระเจ้ากาลิงคะจักฉิบหาย จากนั้นพระเจ้า กาลิงคะจักพ่ายแพ้ พวกเรา
จักชนะ



พระราชาทรงรับว่าได้ แล้วเสด็จ ไปเอาหอกแทงตามสัญญาณที่นันทเสนอำมาตย์ถวายไว้ ฝ่ายอำมาตย์ทั้งหลายก็แทง
ด้วยหอกพันเล่ม อารักขเทวดาของพระเจ้ากาลิงคะก็ถึงแก่ความตาย ณ ที่นั้นนั่นเอง



ทันใดนั้น พระเจ้ากาลิงคะก็ทรงพ่ายแพ้เสด็จหนีไป อำมาตย์ทั้งหลายพันคนเห็นพระเจ้ากาลิงคะเสด็จ หนีไปก็พากันโห่ร้อง
ว่า พระเจ้ากาลิงคราชหนี พระเจ้ากาลิงคะทรงกลัวต่อมรณภัยเสด็จหนีไป



พระเจ้ากาลิงคราชนั้นก็เสด็จหนีไปยังพระนครของพระองค์ ไปอาจที่จะเหลียวมามองดู แต่นั้น เมื่อล่วงไป ๒ - ๓ วัน ท้าว
สักกะได้เสด็จมายังอาศรมของพระดาบส พระดาบสเมื่อจะทูลกับท้าวเธอ จึงกล่าวคาถาว่า :



ข้าแต่ท้าวสักกะ เทวดาทั้งหลายยังประพฤติล่วงมุสาวาทอีกหรือ
พระองค์ควรกระทำถ้อยคำให้จริงแท้แน่นอนมิใช่หรือ
ข้าแต่ท้าวมัฆวาฬผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน
พระองค์ทรงอาศัยเหตุอะไรหรือ จึงได้ตรัสมุสา



ท้าวสักกะทรงสดับดังนั้นจึงตรัสคาถาว่า :




ดูก่อนพราหมณ์ เมื่อชนทั้งหลายพูดกันอยู่
ท่านก็เคยได้ยินแล้วมิใช่หรือว่า
เทวดาทั้งหลายย่อมเกียดกันความพยายามของลูกผู้ชายไม่ได้
ความข่มใจ ความตั้งใจแน่วแน่ ความไม่แตกสามัคคีกัน
ความไม่แก่งแย่งกัน การรุกในกาลควรรุก
ความเพียรมั่นคง และความบากบั่นของลูกผู้ชาย ( มีอยู่ในพวกพระเจ้าอัสสกะ )
เพราะเหตุนั้นแหละ ชัยชนะจึงมีแก่พวกพระเจ้าอัสสกะ



ก็แหละเมื่อพระเจ้ากาลิงคราชหนีไปแล้ว พระเจ้าอัสสกราช ให้กวาดต้อนเชลยและยุทธภัณฑ์ แล้วเสด็จไปยังพระนครของ
พระองค์ อำมาตย์นันทเสนส่งสาส์นไปถวายพระเจ้ากาลิงคราชว่า พระองค์จงส่งส่วนทรัพย์มรดกไปถวายพระราชธิดาทั้ง ๔
พระองค์นี้ ถ้าไม่ทรงส่งไป พวกเราจักทำกิจที่จำเป็นจะต้องทำในเรื่องนี้ พระเจ้ากาลิงคราช ได้ทรงสดับข่าวสาสน์นั้นแล้ว
ทั้งกลัวทั้งสะดุ้งหวาดเสียว จึงส่งพระ ราชทรัพย์มรดกที่พระราชธิดาเหล่านั้นจะพึงได้ไปประทาน นับแต่นั้นมา พระราชา
ทั้งสองก็อยู่อย่างสมัครสมานกัน


พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้วจึงทรงประชุมชาดกว่า พระราชธิดาของพระเจ้ากาลิงคราชในกาลนั้น
ได้เป็นภิกษุณีสาวเหล่านี้ ในบัดนี้ อำมาตย์นันทเสนในครั้งนั้น ได้เป็น พระสารีบุตรในบัดนี้ ส่วนดาบสในครั้งนั้น ได้เป็นเรา
ตถาคต ฉะนี้แล




จบ จุลลกาลิงคชาดก


__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #17  
เก่า 06-07-14, 19:36
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

พุทธศาสนสุภาษิต


คำสอนในพระพุทธศาสนา มีองค์ ๙ ประการ ที่เรียกว่า นวังคสัตถุศาสน์ ได้แก่ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม และเวทัลละ

สุภาษิต แปลว่า ถ้อยคำที่กล่าวไว้ดี (สุ = ดี, ภาษิต = กล่าว) สามารถนำมาเป็นคติ ยึดถือเป็นหลักใจได้

พุทธศาสนสุภาษิต หมายถึง ถ้อยคำดีๆ ในพระพุทธศาสนา แต่มิได้หมายความเฉพาะคำที่พระพุทธองค์ตรัสไว้เท่านั้น แม้สุภาษิตแทบทั้งหมดจะเป็นพระพุทธพจน์ก็ตาม

เช่น ถ้าเป็นภาษิตพระสัมมาสัมพุทธตรัสเอง เรียกว่า พุทธภาษิต (หรือพระพุทธพจน์) ถ้าพระโพธิสัตว์ กล่าวเรียกว่า โพธิสัตว์ภาษิต ถ้าพระสาวกกล่าว ก็เรียกว่า เถรภาษิต บ้าง สาวกภาษิต บ้าง แม้แต่คำที่เทวดากล่าว และพระพุทธองค์ได้ตรัสรับรองว่าดีด้วยการตรัสคำนั้นซ้ำ เรียกว่า เทวดาภาษิต เป็นต้น

พุทธ ศาสนสุภาษิตได้มาจากเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในคำสอนในพระพุทธศาสนาดังกล่าว ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นเนื้อความสั้นๆ ที่ทรงคุณค่า ให้ข้อคิด ข้อเตือนใจ ให้ผู้ที่ได้ศึกษาแล้ว มีความรู้ความเข้าใจ และยึดถือเป็นหลักธรรมประจำใจ เพื่อนำไปประพฤติปฏิบัติ ในแนวทางที่ถูกที่ควร ตรงทาง อันจะนำไปสู่ความสุข ความเจริญงอกงามในชีวิตของตน แล้วยังเป็นการเสริมสร้างสันติสุขในสังคมโลกอีกด้วย

พุทธศาสนสุภาษิต ณ ที่นี้ ได้แบ่งออกเป็นหมวดต่างๆ เพื่อให้สะดวกแก่การศึกษา และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีระบบ
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #18  
เก่า 06-07-14, 19:39
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

๏ อัตตวรรค - หมวดตน


อตฺตา หเว ชิตํ เสยฺโย
ชนะตนนั่นแหละ เป็นดี
ขุ.ธ. ๒๕/๒๙

อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
ขุ.ธ. ๒๕/๓๖

อตฺตา สุทนฺโต ปุริสสฺส โชติ
ตนที่ฝึกดีแล้ว เป็นแสงสว่างของบุรุษ
สํ.ส. ๑๕/๒๔๘

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ
ตนแล เป็นที่พึ่งของตน
ขุ.ธ. ๒๕/๓๖, ๖๖

อตฺตา หิ อตฺตโน คติ
ตนแล เป็นคติของตน
ขุ.ธ. ๒๕/๓๖

อตฺตนา ว กตํ ปาปํ อตฺตนา สงฺกิลิสฺสติ
ตนทำบาปเอง ย่อมเศร้าหมองเอง
ขุ.ธ. ๒๕/๓๗

อตฺตนา อกตํ ปาปํ อตฺตนา ว วิสุชฺฌติ
ตนไม่ทำบาปเอง ย่อมหมดจดเอง
ขุ.ธ. ๒๕/๓๗

อตฺตตฺถปัญฺญา อสุจี มนุสฺสา
มนุษย์ผู้เห็นแก่ประโยชน์ตน เป็นคนไม่สะอาด
ขุ.สุ. ๒๕/๒๙๖/๓๓๙

อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา
บัณฑิต ย่อมฝึกตน
ขุ.ธ. ๒๕/๒๕

อตฺตานํ ทมยนฺติ สุพฺพตา
ผู้ประพฤติดี ย่อมฝึกตน
ขุ.ธ. ๒๕/๓๔

อตฺตนา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ
บุคคลมีตนฝึกดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้ยาก
ขุ.ธ. ๒๕/๓๖

อตฺตานญฺเจ ปิยํ ชญฺญา รกฺเขยฺย นํ สุรกฺขิตํ
ถ้ารู้ว่าตนเป็นที่รัก ก็ควรรักษาตนนั้นให้ดี
ขุ.ธ. ๒๕/๓๖

อตฺตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถญฺญมนุสาสติ
ถ้าพร่ำสอนผู้อื่นฉันใด ก็ควรทำตนฉันนั้น
ขุ.ธ.๒๕/๓๖

ทุคฺคา อุทฺธรถตฺตานํ ปงฺเก สนฺโนว กุญฺชโร
จงถอนตนขึ้นจากหล่ม เหมือนช้างตกหล่มถอนตนขึ้นฉะนั้น
ขุ.ธ. ๒๕/๕๘

อตฺตทตฺถํ ปรตฺเถน พหุนาปิ น หาปเย
อตฺตทตฺถมภิญฺญาย สทตฺถปสุโต สิยา
บุคคลไม่พึงยังประโยชน์ของตนให้เสื่อม เพราะประโยชน์ของผู้อื่นแม้มาก
บุคคลรู้จักประโยชน์ของตนแล้ว พึงขวนขวายในประโยชน์ของตน
ขุ.ธ. ๒๕/๒๒/๓๗

อตฺตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถญฺญมนุสาสติ
สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม
ถ้าพร่ำสอนผู้อื่นฉันใด ก็ควรทำตนฉันนั้น
ผู้ฝึกตนดี ควรฝึกผู้อื่น ได้ยินว่าตนแลฝึกยาก
ขุ.ธ. ๒๕/๓๖

อตฺตานเมว ปฐมํ ปฏิรูเป นิเวสเย
อถญฺญมนุสาเสยฺย น กิลิสฺเสยฺย ปณฺฑิโต
บัณฑิตพึงตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรก่อน
สอนผู้อื่นภายหลัง จึงไม่มัวหมอง
ขุ.ธ. ๒๕/๓๖

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สิยา
อตฺตนา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ
ตนแล เป็นที่พึ่งของตน คนอื่น ใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้
ก็บุคคลมีตนฝึกฝนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้ยาก
ขุ.ธ. ๒๕/๓๖

นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ นตฺถิ ธญฺญสมํ ธนํ
นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา วุฏฐิ เว ปรมา สราติ

ความรักเสมอด้วยความรักตนไม่มี ทรัพย์เสมอด้วยข้าวเปลือกย่อมไม่มี
แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาย่อมไม่มี ฝนต่างหากเป็นสระยอดเยี่ยม
สํ.ส. ๑๕/๒๙/๙

ยสฺส อจฺจนฺตทุสฺสีลฺยํ มาลุวา สาลมิโวตฺถตํ
กโรติ โส ตถตฺตานํ ยถา นํ อิจฺฉตี ทิโส

ผู้ใดมีความไร้ศีลธรรม (ทุศีล) ครอบงำ เหมือนเถาย่านทรายคลุมไม้สาละ
ผู้นั้นชื่อว่าย่อมทำตนเหมือนถูกผู้ร้ายคุมตัว
ขุ.ธ. ๒๕/๒๒/๓๗

ที่มา :: แสดงกระทู้ - พุทธศาสนสุภาษิต • ลานธรรมจักร
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #19  
เก่า 06-07-14, 19:41
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

จิตตวรรค - หมวดจิต


จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา
เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันหวังได้
ม.มู. ๑๒/๖๔

จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา
เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นอันหวังได้
ม.มู. ๑๒/๖๔

จิตฺเตน นียติ โลโก
โลกถูกจิตนำไป
สํ.ส. ๑๕/๑๘๑

จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ
การฝึกจิตเป็นความดี
ขุ.ธ. ๒๕/๑๙

จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ
จิตที่ฝึกแล้วนำสุขมาให้
ขุ.ธ. ๒๕/๑๓

จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ
จิตที่คุ้มครองแล้วนำสุขมาให้
ขุ.ธ. ๒๕/๑๓

วิหญฺญตี จิตฺตวสานุวตฺตี
ผู้ประพฤติตามอำนาจจิตย่อมลำบาก
ขุ.ชา. ๒๗/๓๑๖

เตลปตฺตํ ยถา ปริหเรยฺย เอวํ สจิตฺตมนุรกฺเข
พึงรักษาจิตของตน เหมือนคนประคองบาตรที่เต็มด้วยน้ำมัน
ขุ.ชา. ๒๗/๙๖

ยโต ยโต จ ปาปกํ ตโต ตโต มโน นิวารเย
ก็บาปเกิดจากอารมณ์ใดๆ พึงห้ามใจจากอารมณ์นั้นๆ
สํ.ส. ๑๕/๖๓

อนวัฏฺจิต จิตฺตสฺส สทฺธมฺมํ อวิชานโต
ปริปฺวลปสาทสฺสุ ปญฺญา น ปริปูรติ

เมื่อจิตไม่มั่นคง ไม่รู้พระสัทธรรม
มีความเลื่อมใสเลื่อนลอย ปัญญาย่อมไม่บริบูรณ์
ขุ.ชา. ๒๗/๑๓

อานาปานสฺสติ ยสฺส อปริปุณฺณา อภาวิตา
กาโยปิ อิญฺชิโต โหติ จิตฺตมฺปิ โหติ อิญฺชิตํ

สติกำหนดลมหายใจเข้าออก
อันผู้ใดไม่อบรมให้บริบูรณ์ ทั้งกายทั้งจิตของผู้นั้นก็หวั่นไหว
ขุ.ปฏิ. ๓๑/๓๖๙

อานาปานสฺสติ ยสฺส ปริปุณฺณา สุภาวิตา
กาโยปิ อนิญฺชิโต โหติ จิตฺตมฺปิ โหติ อนิญฺชิตํ

สติกำหนดลมหายใจเข้าออก
อันผู้ใดอบรมบริบูรณ์ดีแล้ว ทั้งกายทั้งจิตของผู้นั้นก็ไม่หวั่นไหว
ขุ.ปฏิ. ๓๑/๓๖๙

ทิโส ทิสํ ยนฺตํ กยิรา เวริ วา ปน เวรินํ
มิจฺ ฉา ปณิหิตํ จิตตํ ปาปิโย นํ ตโต กเร

โจรกับโจรหรือไพรีกับไพรี พึงทำความพินาศให้แก่กัน
ส่วนจิตตั้งไว้ผิด พึงทำให้เขาเสียหายยิ่งกว่านั้น
ขุ.ธ. ๒๕/๑๓

น ตํ มาตา ปิตา กยิรา อญฺเญ วาปิจ ญาตกา
สมฺมาปณิหิตํ จิตฺตํ เสยฺยโส นํ ตโต กเร

มารดาบิดาหรือญาติเหล่าอื่น ไม่พึงทำเหตุนั้นให้ได้
ส่วนจิตที่ตั้งไว้ดีแล้ว พึงทำเขาให้ดีกว่านั้น
ขุ.ธ. ๒๕/๑๓

ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ วุฏฐี สมติวิชฺฌต
เอวํ อภาวิตํ จิตฺตํ ราโค สมติวิชฺฌติ

ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดีฉันใด
ราคะย่อมรั่วรดจิตที่ไม่ได้อบรมฉันนั้น
ขุ.ธ. ๒๕/๑๑

เสโล ยถา เอกฆโน วาเตน น สมีรติ
เอวํ นินฺทาปสํสาสุ น สมิญฺชนฺติ ปณฺฑิตา

ภูเขาหินแท่งทึบ ไม่สั่นสะเทือนเพราะลมฉันใด
บัณฑิตย่อมไม่หวั่นไหวในนินทาและสรรเสริญฉันนั้น
ขุ.ธ. ๒๕/๑๖

อนวสฺสุตจิตฺตสฺส อนนฺวาหตเจตโส
ปุญฺญปาปป**นสฺส นตฺถิ ชาครโต ภยํ

ผู้มีจิตอันไม่ชุ่มด้วยราคะ มีใจอันโทสะไม่กระทบแล้ว
ผู้มีบุญและบาปอันละได้แล้ว ผู้ตื่นอยู่ ย่อมไม่มีภัย
ขุ.ธ. ๒๕/๒๐

กุมฺภูปมํ กายมิมํ วิทิตฺวา นครูปมํ จิตฺตมิทํ ถเกตฺวา
โยเธถ มารํ ปญฺญาวุเธน ชิตญฺจ รกฺเข อนิเวสโน สิยา

บุคคลรู้กายนี้ที่เปรียบด้วยหม้อ กั้นจิตที่เปรียบด้วยเมืองนี้แล้ว
พึงรบมารด้วยอาวุธคือปัญญา และพึงรักษาแนวที่ชนะไว้ ยับยั้งอยู่
ขุ.ธ. ๒๕/๒๐

จิตฺเตน นียติ โลโก จิตฺเตน ปริกสฺสต
จิตฺตสฺส เอกธมฺมสฺส สพฺเพว วสมนฺวคู

โลกถูกจิตนำไป ถูกจิตชักไป
สัตว์ทั้งปวงไปสู่อำนาจแห่งจิตอย่างเดียว
สํ.ส. ๑๕/๑๘๑

ทุนฺนิคฺคหสฺส ลหุโน ยตฺถ กามนิปาติโน
จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ

การฝึกจิตที่ข่มยาก ที่เบา มักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่
เป็นความดี, (เพราะว่า) จิตที่ฝึกแล้ว นำสุขมาให้
ขุ.ธ. ๒๕/๑๙

สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ ยตฺถ กามนิปาตินํ
จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ

ผู้มีปัญญา พึงรักษาจิตที่เห็นได้ยากนัก ละเอียดนัก
มักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่, (เพราะว่า) จิตที่คุ้มครองแล้ว นำสุขมาให้
ขุ.ธ. ๒๕/๑๙

ปทุฏฺฐจิตฺตสฺส น ผาติ โหต น จาปิ นํ เทวตา ปูชยนฺติ
โย ภาตรํ เปตฺติกํ สาปเตยฺย อวญฺจยี ทุกฺกฏกมฺมการี

ผู้ใดทำกรรมชั่ว ล่อลวงเอาทรัพย์สมบัติพี่น้องพ่อแม่
ผู้นั้นมีจิตชั่วร้าย ย่อมไม่มีความเจริญ แม้เทวดาก็ไม่บูชาเขา
(นทีเทวตา) ขุ.ชา.ติก. ๒๗/๑๒๐
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #20  
เก่า 06-07-14, 19:45
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

บุคคลวรรค - หมวดบุคคล


สาธุ โข ปณฺฑิโต นาม
ชื่อว่าบัณฑิตย่อมทำประโยชน์ให้สำเร็จได้แล
สํ.ส. ๑๕/๘๒๕

ปฌฺฑิโต สีลสมฺปนฺโน ชลํ อคฺคีว ภาสติ
บัณฑิตผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมรุ่งเรืองเหมือนไฟสว่าง
ที.ปา. ๑๑/๑๙๗

อนตฺถํ ปริวชฺเชติ อตฺถํ คณฺหาติ ปณฺฑิโต
บัณฑิตย่อมเว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ถึงเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์
องฺ.จตุกฺก ๒๑/๔๒

ทนฺโต เสฎฺโฐ มนุสฺเสสุ
ในหมู่มนุษย์ ผู้ฝึกตนแล้วเป็นผู้ประเสริฐสุด
ขุ.ธ. ๒๕/๓๓

กุสโล จ ชหาติ ปาปกํ
คนฉลาดย่อมละบาป
ขุ.อุ. ๒๕/๑๖๘

นยํ นยติ เมธาวี
คนมีปัญญา ย่อมแนะนำทางที่ควรแนะนำ
ขุ.ชา.ทุก. ๒๗/๑๘๑๙

ธีโร โภเค อธิคมฺม สงฺคณฺหาติ จ ญาตเก
ผู้มีปรีชาได้โภคะแล้ว ย่อมสงเคราะห์หมู่ญาติ
ขุ.ชา. ๒๗/๙๓๖

สนฺโต น เต เย น วทนฺติ ธมฺมํ
ผู้ใดไม่พูดเป็นธรรม ผู้นั้นไม่ใช่สัตบุรุษ
สํ.ส. ๑๕/๗๒๕

สนฺโต สตฺตหิเต รตา
สัตบุรุษยินดีในการเกื้อกูลสัตว์
ชาตฏฺฐกถา ๑/๒๓๐

ทูเร สนฺโต ปกาเสนฺติ หิมวนฺโตว ปพฺพโต
สัตบุรุษทั้งหลายย่อมปรากฏได้ในที่ใกล เหมือนภูเขาหิมพานต์
ขุ.ธ. ๒๕/๓๑

สนฺโต สคฺคปรายนา
สัตบุรุษมีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า
ขุ.ชา. ๒๗/๑๔๔๘

อุปสนฺโต สุขํ เสติ
ผู้สงบใจได้ ย่อมนอนเป็นสุข
ขุ.ชา.มหา. ๒๘/๔๑๕

สตญจ คนฺโธ ปฏิวาตเมติ
กลิ่นของสัตบุรุษย่อมหอนทวนลมได้
ขุ.ธ. ๒๕/๑๔

โย พาโล มญฺญติ พาลฺยํ ปณฺฑิโต วาปิ เตน โส
คนซึ่งรู้สึกตนว่าโง่ จะเป็นผู้ฉลาดเพราะเหตุนั้นได้บ้าง
ขุ.ธ. ๒๕/๑๕

อสนฺเตตฺถ น ทิสฺสนฺติ รตฺติขิตฺตา ยถา สรา
อสัตบุรุษ แม้นั่งอยู่ในที่นี้เองก็ไม่ปรากฎ เหมือนลูกศรที่ยิงไปกลางคืน ฉะนั้น
ขุ.ธ. ๒๕/๓๑

อสนฺโต นิรยํ ยนฺติ
อสัตบุรุษย่อมไปนรก
สํ.ส. ๑๕/๙๐

สุวิชาโน ภวํ โหติ
ผู้รู้ดีเป็นผู้เจริญ
ขุ.สุ. ๒๕/๓๐๔

ครุ โหติ สคารโว
ผู้เคารพย่อมมีผู้เคารพตอบ
ขุ.ชา. ๒๘/๔๐๑

วนฺทโก ปฎิวนฺทนํ
ผู้ไหว้ย่อมได้รับไหว้ตอบ
ขุ.ชา. ๒๘/๔๐๑

เนกาสี ลภเต สุขํ
ผู้กินคนเดียวไม่ได้ความสุข
ขุ.ชา. ๒๗/๑๖๗๔

นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต
คนไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก
ขุ.ธ. ๒๕/๒๗

อติติกฺโข จ เวรวา
คนแข็งกระด้างก็มีเวร
ขุ.ชา. ๒๗/๑๗๐๓

น อุชุภูตา วิตถํ ภณนฺติ
คนตรงไม่พูดคลาดความจริง
ขุ.ชา. ๒๗/๕๐๓

อาหุเนยฺยา จ ปุตฺตานํ
มารดาบิดาเป็นที่นับถือของบุตร
ขุ.อิติ. ๒๕/๒๘๖

ปุพพาจริยาติ วุจฺจเร
มารดาบิดาท่านว่าเป็นบูรพาจารย์ (ของบุตร)
องฺ.ติก. ๒๐/๑๖๘

ภตฺตา ปญฺญาณมิตฺถิยา
สามีเป็นเครื่องปรากฏของสตรี
สํ.ส. ๑๕/๕๗

สุสฺสูสา เสฏฺฐา ภริยานํ
บรรดาภริยาทั้งหลาย ภริยาผู้เชื่อฟัง เป็นผู้ประเสริฐ
สํ.ส. ๑๕/๑๐

โย จ ปุตฺตา นมสฺสโว
บรรดาบุตรทั้งหลาย บุตรผู้เชื่อฟังเป็นผู้ประเสริฐ
สํ.ส. ๑๕/๑๐

คุณวา จาตฺตโน คุณ
ผู้มีความดี จงรักษาความดีของตนไว้
ขุ.ชา.สตฺตก. ๒๗/๒๑๒

อจฺจยํ เทสยนฺตีนํ โย เจ น ปฎิคณฺหติ
โกปนฺตโร โทสครุ ส เวรํ ปฎิมจฺจติ

เมื่อเขาขอโทษ ถ้าผู้ใดมีความขุ่นเคือง
โกรธจัด ไม่ยอมรับ ผู้นั้นชื่อว่า หมกเวรไว้
สํ.ส. ๑๕/๑๑๐

เอวํ กิจฺฉาภโต โปโส ปิตุ อปริจารโก
ปิตริมิจฺฉาจริตฺวาน นิรยํ โส อุปปชฺชติ

ผู้ที่มีมารดาบิดาเลี้ยงมาได้โดยยากอย่างนี้
ไม่บำรุงมารดาบิดา ประพฤติผิดในมารดาบิดา ย่อมเข้าถึงนรก
ขุ.ชา. ๒๘/๑๖๒

เตชวาปิ หิ นโร วิจกฺขโณ สกฺกโต พหุชนสฺส ปูชิโต
นารีนํ วสงฺคโต น ภาสติ ราหุนา อุปหโตว จนฺทิมา

ถีงเป็นคนมีเดช มีปัญหาเฉียบแหลม อันคนเป็นอันมากสักการบูชา
อยู่ในอำนาจสตรีเสียแล้วย่อมไม่รุ่งเรือง เหมือนพระจันทร์ถูกพระราหูบังฉะนั้น
ขุ.ชา. ๒๘/๓๑๓

ทูเร สนฺโต ปกาเสนฺติ หิมวนฺโตว ปพฺพโต
อสนฺเตตฺถ น ทิสฺสนฺติ รตฺติขิตฺตา ยถา สรา

สัตบุรุษทั้งหลายย่อมปรากฎได้ในที่ใกล เหมือนภูเขาหิมวันต์
อสัตบุรุษทั้งหลายถึงในที่นี้ก็ไม่ปรากฏ เหมือนลูกศรที่ยิงไปกลางคืน ฉะนั้น
ขุ.ชา. ๒๘/๓๑๓

ธีโร โภเค อธิคมฺม สงฺคณฺหาติ จ ญาตเก
เตน โส กิตฺตึ ปปฺโปติ เปจฺจ สคฺเค ปโมทติ

ผู้มีปรีชาได้โภคะแล้ว ย่อมสงเคราะห์หมู่ญาติ
เพราะการสงเคราะห์นั้น เขาย่อมได้เกียรติ ละไปแล้วย่อมบันเทิงในสวรรค์
ขุ.ชา. ๒๗/๙๓๖

มธุวา มญฺญตี พาโล ยาว ปาปํ น ปจฺจติ
ยทา จ ปจฺจตี ปาปํ อถ ทุกฺขํ นิคจฺฉติ

ตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล คนเขลายังเข้าใจว่ามีรสหวาน
แต่บาปให้ผลเมื่อใด คนเขลาย่อมประสบทุกข์เมื่อนั้น
ขุ.ธ. ๒๕/๑๕

ยสฺส ปาปํ กตํ กมฺมํ กุสเลน ปิถียติ
โสมํ โลกํ ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา

ผู้ใดทำกรรมชั่วแล้ว ละเสียได้ด้วยกรรมดี
ผู้นั้นย่อมยังโลกให้สว่าง เหมือนพระจันทร์พ้นจากเมฆ
ม.ม. ๑๓/๕๓๔

ยสฺส รุกฺขสฺส ฉายาย นิสีเทยฺย สเยยฺย วา
น ตสฺส สาขํ ภญฺเชยฺย มิตฺตทุพฺโพ หิ ปาปโก

บุคคลนั่งหรือนอน (อาศัย) ที่ร่มเงาตันไม้ใด
ไม่ควรรานกิ่งต้นไม้นั้น เพราะผู้ประทุษร้ายมิตร เป็นคนเลวทราม
ขุ.เปต. ๒๖/๑๐๖

โย มาตรํ ปิตรํ วา มจฺโจ ธมฺเมน โปสติ
อิเธว นํ ปสํสนฺติ เปจฺจ สคฺเค ปโมทติ

ผู้ใดย่อมเลี้ยงมารดาบิดาโดยธรรม
บัณฑิตย่อมสรรเสริญผู้นั้นในโลกนี้ เขาละไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์
ขุ.ชา. ๒๘/๕๒๒

อกฺโกธโน อนุปนา** อมกฺขี สุทฺธตํ คโต
สมฺปนฺนทิฏฺฐิ เมธาวี ตํ ชญฺญา อริโย อิติ

ผู้ใดไม่โกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่ลบหลู่ ถึงความหมดจด
มีทิฏฐิสมบูรณ์ มีปัญญา, พึงรู้ว่าผู้นั้นเป็นอริยะ
(สารีปุตฺตเถร) ขุ.ปฏิ. ๓๑/๒๔๑

อนาคตปฺปชปฺปาย อตีตสฺสานุโสจนา
เอเตน พาลา สุสฺสนฺติ นโฬว หริโต ลุโต

คนเขลาย่อมซูบซีด เพราะคำนึงถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง
เพราะเศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว เหมือนต้นอ้อสดที่ถูกตัด
สํ.ส. ๑๕/๗

อนุทฺธโต อจปโล นิปโก สํวุตินฺทฺริโย
กลฺยาณมิตฺโต เมธาวี ทุกฺขสฺสนฺตกโร สิยา

คนฉลาด ไม่ฟุ่งซ่าน ไม่คลอนแคลน มีปัญญา
สำรวมอินทรีย์ มีมิตรดี พึงทำที่สุดทุกข์ได้
(อญฺญาโกณฺฑญฺญเถร) ขุ.เถร. ๒๖/๓๖๖

อปฺปสฺสาทา ทุกฺขา กามา อิติ วิญฺญาย ปณฺฑิโต
อปิ ทิพฺเพสุ กาเมสุ รตึ โส นาธิคจฺฉติ

กามทั้งหลายมีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก,
บัณฑิตรู้ดังนี้แล้ว ไม่ใยดีในกามแม้เป็นทิพย์
ขุ.ธ. ๒๕/๔๐

อโยเค ยุญฺชมตฺตานํ โยคสฺมิญฺจ อโยชยํ
อตฺถํ หิตฺวา ปิยคฺคา** ปิเหตตฺตานุโยคินํ

ผู้ประกอบตนในสิ่งที่ไม่ควรประกอบ และไม่ประกอบตนในสิ่งควรประกอบ
ละประโยชน์เสีย ถือตามชอบใจ ย่อมกระหยิ่มต่อผู้ประกอบตนเนืองๆ
ขุ.ธ. ๒๕/๔๓

อสตญฺจ สตญฺจ ญตฺวา ธมฺมํ อชฺฌตฺตํ พหิทฺธา จ สพฺพโลเก
เทวมนุสฺเสหิ จ ปูชิโต โย โส สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนิ

ผู้ใดรู้ธรรมของอสัตบุรุษและของสัตบุรุษ ทั้งภายใน ทั้งภายนอก
มีเทวดาและมนุษย์บูชาในโลกทั้งปวง ผู้นั้นจึงล่วงข่ายคือเครื่องข้องได้ และเป็นมุนี
ขุ.สุ. ๒๕/๔๓๒, ขุ.มหา. ๒๙/๔๐๖

อากาเสว ปทํ นตฺถิ สมโณ นตฺถิ พาหิโร
สงฺขารา สสฺสตา นตฺถิ นตฺถิ พุทฺธานมิญฺชิตํ

สมณะภายนอกไม่มี, สังขารเที่ยงไม่มี,
ความหวั่นไหวของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มี, เหมือนรอยเท้าไม่มีในอากาศ
ขุ.ธ. ๒๕/๔๙

อุฏฺฐานวโต สตีมโต สุจิกมฺมสฺส นิสมฺมการิโน
สญฺญตสฺส จ ธมฺมชีวิโน อปฺปมตฺตสฺส ยโสภิวฑฺฒติ

เกียรติยศย่อมเจริญแก่ผู้ขยัน มีสติ มีการงานสะอาด
ใคร่ครวญแล้วจึงทำ สำรวมแล้ว เป็นอยู่โดยธรรม และไม่ประมาท
ขุ.ธ. ๒๕/๑๘

ชยํ เวรํ ปสวติ ทุกฺขํ เสติ ปราชิโต
อุปสนฺโต สุขํ เสติ หิตฺวา ชยปราชยํ

ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมนอนเป็นทุกข์
คนละความชนะและความแพ้ได้แล้ว สงบใจได้ ย่อมนอนเป็นสุข
ขุ.ชา.มหา. ๒๘/๔๑๕

ตสฺมา สตญฺจ อสตญฺจ นานา โหติ อิโต คติ
อสนฺโต นิรยํ ยนฺติ สนฺโต สคฺคปรายนา

(เพราะธรรมของสัตบุรุษยากที่อสัตบุรุษจะประพฤติตาม)
คติที่ไปจากโลกนี้ของสัตบุรุษและอสัตบุรุษจึงต่างกัน, คืออสัตบุรุษไปนรก, สัตบุรุษไปสวรรค์
ขุ.ชา.มหา. ๒๘/๔๑๕

ตสฺมา หิ ธีโร อิธุปฏฺฐิตาสติ กาเม จ ปาเป จ อเสวมาโน
สหาปิ ทุกฺเขน ชเหยฺย กาเม ปฏิโสตคามินี ตมาหุ ปุคฺคลํ

เพราะนักปราชญ์มีสติตั้งมั่นในธรรมวินัยนี้ ไม่เสพกามและบาป
พึงละกามทั้งทุกข์ได้ ท่านจึงกล่าวบุคคลนั้นว่า ผู้ไปทวนกระแส
องฺ.จตุกฺก. ๒๑/๗

ทุทฺททํ ททมานานํ ทุกฺกรํ กมฺมกุพฺพตํ
อสนฺโต นานุกุพฺพนฺติ สตํ ธมฺโม ทุรนฺวโย

เมื่อสัตบุรุษให้สิ่งที่ให้ยาก ทำกรรมที่ทำได้ยาก, อสัตบุรุษย่อมทำตามไม่ได้
เพราะธรรมของสัตบุรุษยากที่อสัตบุรุษจะประพฤติตาม
(โพธิสตฺต) ขุ.ชา.ทุก. ๒๗/๖๓

น ชจฺจา วสโล โหติ น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ
กมฺมุนา วสโล โหติ กมฺมุนา โหติ พฺราหฺมโณ

บุคคลเป็นคนเลวเพราะชาติก็หาไม่ เป็นผู้ประเสริฐเพราะชาติก็หาไม่
(แต่) เป็นคนเลวเพราะการกระทำ เป็นผู้ประเสริฐก็เพราะการกระทำ
ขุ.สุ. ๒๕/๓๕๒

นิฏฺฐํ คโต อสนฺตาสี วีตตณฺโห อนงฺคโณ
อจฺฉินฺทิ ภวสลฺลานิ อนฺติโมยํ สมุสฺสโย

บุคคลถึงความสำเร็จแล้ว (พระอรหันตผล) ไม่สะดุ้ง ปราศจากตัณหา
ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน ตัดลูกศรอันจะนำไปสู่ภพได้แล้ว ร่างกายจึงชื่อว่า มีในที่สุด
ขุ.ธ. ๒๕/๖๓

ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ อหึสา สญฺญโม ทโม
ส เว วนฺตมโล ธีโร โส เถโรติ ปวุจฺจติ

ผู้ใดมีความสัตย์ มีธรรม มีความไม่เบียดเบียน มีความสำรวม และมีความข่มใจ
ผู้นั้นแล ชื่อว่า ผู้มีปัญญา หมดมลทิน เขาเรียกท่านว่า เถระ
ขุ.ธ. ๒๕/๕๐

ยทา ทุกฺขํ ชรามรณนฺติ ปณฺฑิโต อวิทฺทสู ยตฺถ สิตา ปุถุชชนา
ทุกฺขํ ปริญฺญาย สโต ว ฌายติ ตโต รตึ ปรมตรํ น วินฺทติ

เมื่อใด บัณฑิตรู้ว่า ชราและมรณะเป็นทุกข์ กำหนดรู้ทุกข์ซึ่งเป็นที่อาศัยแห่งปุถุชน
มีสติเพ่งพินิจอยู่ เมื่อนั้น ย่อมไม่ประกอบความยินดีที่ยิ่งกว่านั้น
(ภูตเถร) ขุ.เถร. ๒๖/๓๔๔

เย เกจิ กาเมสุ อสญฺญตา ชนา อวีตราคา อิธ กามโภคิโน
ปุนปฺปุนํ ชาติชรูปคา หิ เต ตณฺหาธิปนฺนา อนุโสตคามิโน

คนบางพวกเหล่าใด ไม่สำรวมในกาม ยังไม่ปราศจากราคะ เป็นผู้บริโภคกามในโลกนี้,
คนเหล่านั้นถูกตัณหาครอบงำ ลอยไปตามกระแส (ตัณหา) ต้องเป็นผู้เข้าถึงชาติชราร่ำไป
องฺ.จตุกฺก. ๒๑/๗

เย จ โข พาลา ทุมฺเมธา ทุมฺมนฺตี โมหปารุตา
ตาทิสา ตตฺถ รชฺชนฺติ มารกฺขิตฺตสฺมิ พนฺธเน

คนเหล่าใดเขลา มีปัญญาทราม มีความคิดเลว ถูกความหลงปกคลุม,
คนเช่นนั้น ย่อมติดเครื่องผูกอันมารทอดไว้นั้น
(นนฺทกเถร) ขุ.เถร. ๒๖/๓๑๒

เย จ สีเลน สมฺปนฺนา ปญฺญายูปสเม รตา
อารกา วิรตา ธีรา น โหนฺติ ปรปตฺติยา

ผู้มีปัญญาเหล่าใด ประกอบด้วยศีล ยินดีในความสงบด้วยปัญญา
ผู้มีปัญญาเหล่านั้น เว้นไกลจากความชั่วแล้ว ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น
(โพธิสตฺต) ขุ.ชา.จตุกฺก. ๒๗/๑๔๓

เย ฌานปสุตา ธีรา เนกฺขมฺมูปสเม รตา
เทวาปิ เตสํ ปิหยนฺติ สมฺพุทฺธานํ สตีมตํ

ผู้มีปัญญาเหล่าใด ขวนขวายในฌาน ยินดีในความสงบอันเกิดจากเนกขัมมะ
เทวดาทั้งหลายก็พอใจต่อผู้มีปัญญา ผู้รู้ดีแล้ว มีสติเหล่านั้น
ขุ.ธ. ๒๕/๓๙

โรสโก กทริโย จ ปาปิจฺโฉ มจฺฉรี สโฐ
อหิริโก อโนตฺตปฺปี ตํ ชญฺญา วสโล อิติ

ผู้ใดเป็นคนขัดเคือง เหนียวแน่น ปรารถนาลามก ตระหนี่
โอ้อวด ไม่ละอาย และไม่เกรงกลัวบาป พึงรู้ว่า ผู้นั้นเป็นคนเลว
ขุ.สุ. ๒๕/๓๕๑

โสจติ ปุตฺเตหิ ปุตฺติมา โคมิโก โคหิ ตเถว โสจติ
อุปธีหิ นรสฺส โสจนา น หิ โส โสจติ โย นิรูปธิ
ผู้มีบุตรย่อมเศร้าโศกเพราะบุตร, ผู้มีโคย่อมเศร้าโศกเพราะโคเหมือนกัน,
นรชนมีความเศร้าโศกเพราะอุปธิ, ผู้ใด ไม่มีอุปธิ ผู้นั้น ไม่ต้องเศร้าโศกเลย
สํ.ส. ๑๕/๙
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 00:34


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่