กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ปกิณกะธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #61  
เก่า 20-07-15, 23:04
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default




มรดกชิ้นสุดท้ายของ...หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวัณโณ วัดประดู่ฉิมพลี


..............สอนภาวนา.......................

การนั่งวิปัสสนากรรมฐานตามแนวทางของหลวงปู่โต๊ะ แห่งวัดประดู่ฉิมพลี
ก่อนที่พระเดชพระคุณหลวงปู่โต๊ะท่านจะสอนวิธีนั่งเจริญกรรมฐาน วิปัสสนาให้แก่ศิษย์ ท่านจะได้ศิษย์แต่ละคนที่มีความประสงค์จะถวายตัวเป็นศิษย์ทางนั่งเจริญ กรรมฐานวิปัสสนา เพื่อแสวงหาความสงบทางใจ จัดหาดอกไม้ธูป เทียน มาสักการะท่านเป็นการขึ้นครูหรือเรียกว่าขอขันธ์๕จากท่านก่อน และท่านจะนัดให้มาในวันพฤหัส โดยแต่ละคนต้องนำ

๑.ธูป ๕ ดอก
๒.เทียนขาว ๕ เล่ม
๓.ดอกไม้ ๕ กระทง
๔.ข้าวตอก ๕ กระทง

เมื่อมากันพร้อมแล้ว ท่านจะนำเข้าสู่พระอุโบสถและเริ่มสอนวิธีนั่งปฎิบัติเจริญกรรมฐานวิปัสสนาต่อไปนี้

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ปาณาติปาตาเวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อะทินนาทานาเวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ นิจจะสีละวะเสนะสาธุกัง อัปปมาเทนะ รกฺขิตัพพานิ สีเลนะสุคคะติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปะทา สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสสะมา สีลัง วิโสธะเย

จุดธูปเทียนได้………………………………………..

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ(กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ(กราบ)
สุปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ(กราบ)
พุทธัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ

อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวามะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ(กราบ) ธัมมัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฎฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ(กราบ) สังฆัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ สุปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฎฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ(กราบ)

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

อุกาสะ ข้าพเจ้าจะขออาราธนา พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสงฆ์เจ้า คุณบิดามารดา ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ ข้าพเจ้าจะขออย่างพระลักษณะปิติทั้ง๕ จงมาบังเกิดใน จักขุทวาร โสตะทวาร ฆานะทวาร ชิวหาทวาร กายะทวาร มโนทวาร แห่งข้าพเจ้า ในกาลบัดนี้เถิด นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ(กราบ)


(หลวงปู่บอกวิธีนั่งเจริญสมาธิ)

เท้าขวาทับเท้าซ้าย…มือขวาทับมือซ้าย…ตั้งตัวให้ตรง…แล้วมองดูพระประธาน…ผิว พรรณวรรณ สัณฐาน ท่านเป็นอย่างไร…หลับตาบ้าง ลืมตาบ้าง ลืมตาเห็นผิวพรรณ สัณฐานเป็นอย่างไร แม้หลับตาก็เห็นผิวพรรณวรรณท่านเหมือนอย่างกับลืมตา ทำอย่างนั้นไป

น้อมพระที่เราจำได้ มาตั้งไว้บนไหล่ขวา…น้อมพระที่เราจำได้ มาตั้งไว้บนไหล่ขวา(ให้เวลาเพิ่อปฎิบัติ)
น้อมพระจากไหล่ขวามาตั้งไว้บนไหล่ซ้าย…น้อมพระจากไหล่ขวามาตั้งไว้บนไหล่ซ้าย(ให้เวลาเพิ่อปฎิบัติ)
น้อมพระจากไหล่ซ้ายมาตั้งไว้บนกระหม่อม…น้อมพระจากไหล่ซ้ายมาตั้งไว้บนกระหม่อม(ให้เวลาเพิ่อปฎิบัติ)
น้อมพระจากกระหม่อมมาตั้งไว้ที่ทรวงอก…น้อมพระจากกระหม่อมมาตั้งไว้ที่ทรวงอก(ให้เวลาเพิ่อปฎิบัติ)
น้อมพระจากทรวงอกมาตั้งไว้ที่ศูนย์จุดสะดือ…น้อมพระจากทรวงอกมาตั้งไว้ที่ศูนย์จุดสะดือ(ให้เวลาเพิ่อปฎิบัติ)
ยกพระพ้นศูนย์ ๒ นิ้ว…ยกพระพ้นศูนย์ ๒ นิ้ว…ยกพระพ้นศูนย์ ๒ นิ้ว

ภาวนาว่า”พุทโธ”ร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้ง แสนครั้ง…
ภาวนาว่า”พุทโธ”ร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้ง แสนครั้ง…(ให้เวลาปฎิบัติพอสมควรแล้ว หลวงปู่จะสอนและแนะแนวทางปฎิบัติ)

ต่อไปนี้ จะแนะแนวทางของการปฎิบัติในกรรมฐาน กรรมฐานแบ่งเป็น ๒ สมถะกรรมฐานประการหนึ่ง วิปัสสนากรมมฐานประการหนึ่ง สมถะเรียกว่าความสงบ วิปัสสนา ปัญญาเห็นแจ้ง สมถะ สงบจากอะไร “นิวรณ์๕” มีอะไรบ้าง กามฉันทะ ความใคร่ในกาม กามคืออะไร รูป เสียง กลิ่น รส ดผฎฐัพพะ ธรรมารมณ์ นี่กามเรียกว่า กามคุณ๕ เราพึงสังเกตุดูว่า จิตของเรามันตกอยู่ในกามตัวใดบ้าง เมื่อเรารู้ว่า อ้อ มันติดอยู่ที่ความพอใจ ในรูปก็ดี ในเสียงก็ดี ในกลิ่นก็ดี ในสัมผัสก็ดี ในรสก็ดี เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นตัวใดตัวหนึ่งก็ตาม ความสงบหาเกิดขึ้นกับเราไม่ เพราะเหตุใด เพราะจิตมันเข้าไปอยู่ในกาม ความสงบไม่มี เมื่อความสงบไม่มีเรียกว่าอะไร ไม่ใช่สมถะไม่ใช่สมถะ แล้วเรียกว่าอะไร จิตฟุ้งซ่าน ไปในรูปบ้าง ไปในเสียงบ้าง ไปในกลิ่นบ้าง ไปในรสบ้าง ไปในสัมผัสบ้าง จิตตกอยู่ในกาม ความสงบหาเกิดขึ้นได้ไม่ สมถะกรรมฐาน ถ้าความสงบไม่มีเรียกว่าสมถะไม่ได้ จิตมันตกอยู่ในอำนาจของกามคุณแล้ว

เรามีวิธีอะไรที่จะพึงแก้ ไม่ให้จิตมันตกไปในกามคุณทั้ง๕นั้นได้
มีทางแก้ พิจารณา กายะคะตานุสติ ก็ได้ หรืออสุภะกรรมฐานก็ได้ เพื่อแก้ไม่ให้จิตมันตกไปในกามคุณทั้ง๕
ไอ้ที่จิตมันตกไปในกามคุณ เพราะเราเห็นผิดว่าเป็นไปตามจริตของจิตที่มันพอใจ มันชอบรูป เออ!รูปดี มันชอบเสียง เออ!เสียงเพราะดี ชอบกลิ่น เออ!หอมดี ชอบรส รสอย่างนั้น รสอย่างนี้ ชอบสัมผัส การถูกต้องนิ่มนวลอะไรๆเหล่านี้ ธรรมารมณ์อารมณ์พอใจ ไม่พอใจเพิ่มขึ้น แก้ด้วย อสุภะกรรมฐาน รูปก็ดี เสียงก็ดี กลิ่นก็ดี รสก็ดี สัมผัสก็ดี ธรรมารมณ์ก็ดี ไม่แน่นอน มันมีแต่ทุกข์ ทุกข์มันมาได้อย่างไร อะไรเป็นตัวทุกข์ชาติ ชาติเป็นตัวทุกข์ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ นี่เป็นตัวทุกข์ ไหนบ่นกันอยู่เรื่อยๆว่า เป็นทุกข์จริง ฉันนี่เป็นทุกข์จริง แล้วเราก็เข้าไปหาทุกข์ ไม่ใช่ตัวเรานะ เราไม่ต้องการความทุกข์ เราต้องการความสุข แต่ทำไมจิตมันตกไปเองในเรื่องทุกข์อย่างนั้น ทุกข์อย่างนี้ ทุกข์อย่างโน้น ทุกข์ร้อยแปดพันเก้า กิเลส กิเลสกรรมวิบาก กิเลสความใคร่ ใคร่ไปในเรื่องต่างๆ กรรมแปลว่ากระทำ กิเลสกรรม กระทำดี กระทำชั่ว วิบาก เราทำดี ได้รับผลดี เราทำชั่ว ได้รับหลชั่ว พวกนี้เอง ทำให้เราเห็นไปในทางที่ผิดทำนองคลองธรรม มันก็เพลินในเรื่องความเห็นผิด มันเพลินไป ความเพลินที่เราเพลินเลยเผลอ เผลอไป เผลอไป เผลอไปเลยหลง หลงว่าอย่างนี้ดี หลงไปหมด คนที่หลงนั่นเป็นเพราะอะไร

ปราศจากสติ คนปราศจากสติ ปราศจากสติ เขาเรียกว่าอะไร คนประมาท อ้อ!เรานี่เป็นคนประมาทนะ ทำเป็นคนไม่ประมาทเสียบ้างซี เอ้อ! ทำไง

ทำสมถะกรรมฐานนี่ละ เพื่อความไม่ประมาท เพื่อความสงบจากกาม แล้วรู้ เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเรามีความสงบ รู้ได้ มีสติเข้าไปคุมจิต เมื่อเรามีสติเข้าไปคุมจิต เราจะรู้ว่า จิตมีอะไรเป็นอารมณ์ มีดีกับชั่ว อะไรดี กุศลจิต นี่ดี เป็นคนฉลาดเกิดขึ้นในจิตของตนเอง

รู้เหตุผล นี่ควร นี่ไม่ควร เกิดปัญญาขี้นในจิต อกุศลจิต นี่จิตโง่ จิตไม่ฉลาด เรียกว่าอกุศลจิต เกิดขึ้นรู้ไม่เท่าทัน อะไรเป็นอารมณ์ของจิต กุศลจิต อกุศลจิต พุทโธ นี่เรียกว่ากุศลจิต มีประโยชน์อะไร ภาวนาพุทโธ มีประโยชน์อะไร แล้วทำไมมีตั้งหลายอย่างหนัก เดี๋ยวก็ให้ตั้ง เดี๋ยวก็ไม่ให้ตั้ง ตั้งอย่างนั้น ตั้งอย่างนี้ ก็เพื่อทดลอง สติกับจิต ให้รู้ว่า ตั้งที่ตรงนั้นน่ะ จิตใจมันเป็นอย่างไรไม่ทราบ มันยังส่ายออกออกไปนอกพุทโธ หรือว่าอยู่ในพุทโธ

เมื่อมันส่ายออกออกไปนอกพุทโธ จิตมันเป็นอย่างไร สติคุมไว้ เมื่อมันอยู่ในพุทโธ จิตมันเป็นอย่างไร ความสุขอยู่นอกพุทโธ ได้ผลอย่างไรบ้าง ในเรื่องการปฎิบัติ จิตมันอยู่ในพุทโธมันได้ผลอะไรบ้าง ในการปฎิบัติของแต่ละท่าน ละท่าน มันเป็นอย่างงั้น พุทโธนี่เป็นอารมณ์ของจิต สติ จิต แล้วก็อารมณ์ จะต้องมีสติคุมจิตเสมอ คุมอะไร เดี๋ยวเลื่อนไปตั้งที่โน้น เดี๋ยวเลื่อนไปตั้งที่นี่ เพราะจริตของคน แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนชอบโยกย้าย ดี โยกย้าย ได้เห็นสิ่งอะไรผิดแปลก แปลก ของที่เราไม่เคยได้เห็น ไม่เคยได้ยิน เราก็เห็น ก็ได้ยิน ถิ่นที่เราไม่เคยไป เอ้อ! ไปได้ ไปได้ดูของแปลกๆ เมื่อไปดูของแปลกๆน่ะ มันมีประโยชน์อะไรสำหรับรู้ สำหรับเห็น มันเป็นประโยชน์ทางโลกหรือว่าประโยชน์ทางธรรม หรือเอาทางโลกมาเปรียบเทียบกับทางธรรม หรือเอาทางธรรมมาเปรียบเทียบกับทางโลก บางคนชอบอย่างนั้น บางคนไม่ไปอยู่เฉยๆ อยู่ที่เดียวดีกว่า มันไม่ยุ่ง อยู่ที่เดียวอย่างงั้นก็มี ไม่อยากเที่ยวไปโน้น ไม่อยากเที่ยวไปนี่ อยู่ที่ไหนก็อยากอยู่ที่นั่นมันสบาย มีศีล มีจิตที่ตั้ง เราก็ตั้งดู มันสบายที่ไหน อยู่ที่นั่นก็ได้ เห็นว่ามันไม่สบายก็ย้ายไปอีก ย้ายไปหาความสุขเกิดจากจิตใจของเรา ทำไป ขั้นสมถะกรรมฐาน ก็ต้องมีอย่างนี้ มีพระปริยัติ ปฎิบัติ ปฎิเวธ ปริยัติเป็นข้อที่ดี ว่าพุทโธเป็นอย่างนี้ แล้วเราก็นำเอาพุทโธมาปฎิบัติ เรียกว่าธรรม เราภาวนา พุทโธ พุทโธ ให้สังเกตอยู่ที่ใจ ใจมันเลื่อมใสในพุทโธ บางคราวมันไม่เลื่อมใสในเครื่องพุทโธ เมื่อภาวนาพุทโธเมื่อไหร่มันไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เมื่อไม่เห็นด้วย เราจะต้องทำ ต้องแก้ ไม่แก้ก็ไม่ได้ ปล่อยไปใหญ่ ต้องแก้ ต้องอ้อนวอน ชวนให้ทำงาน ชวนจิตให้มาทำงานว่า ไอ้งานที่ทำๆกันน่ะ ฉันเคยทำเหมือนกันน่ะ ไอ้งานเหล่านั้นน่ะ แต่มันได้ประโยชน์น้อย งานที่ฉันได้ใหม่ได้ประโยชน์มาก เชิญมาลองทำดู ดูฉันเป็นตัวอย่าง เดี๋ยวนี้ฉันทำงานอีกอย่างหนึ่งแล้ว รู้สึกสบาย

ท่านผู้ใหญ่ก็ชอบว่า ทำงานดี ผู้น้อยก็ชอบว่า ดี ท่านอัธยาศัยใจคอ วางตนเป็นกลางๆ ไม่เข้าไม่ออก ท่านถือเป็นกันเอง เออ! งานดีแล้วท่านเสนองานการของเราที่ทำ เสนอผู้หลักผู้ใหญ่ว่า นาย ก. เขาทำยังงั้นๆได้รับความชมเชย หรือขึ้นเงินดาวเงินเดือนอะไรให้นี่ล่ะ ฉันทำอย่างงี้ได้เพราะกิจการที่ทำชิ้นใหม่

เราก็ชวนเขา เอ้า!ไปวัดประดู่ ไปทำงานที่วัดประดู่ หลวงปู่โต๊ะ ท่านสอนให้ฉันทำงานขึ้นใหม่ ไปซี เราก็ไป เราก็มาขึ้นทำกันนี่ละ บางคราวก็เห็นด้วยที่นั่งภาวนา บางคราวไม่เห็นด้วย เพราะอะไร เพราะงานมันบีบคั้น นั่งไปนานๆหน่อย เมื่อย ปวดที่นั่น เจ็บที่นี่ ยุงกัดที่โน่น ยุงกัดที่นี่ ง่วงเหงาหาวนอนไป จิตใจไม่สงบ นั่งอยู่ที่นี่ คิดไปที่โน่น ต่อไปถึงที่นั่น อะไรอีก จะถามว่า นั่นแกคิดเรื่องอะไรอยู่บ้างไหม ที่ไปนั่งภาวนานับไม่ถ้วน อะไรต่ออะไร มันเข้ามาวุ่นวายกันใหญ่ ไม่เห็นจะมีท่ามีทาง อย่า อย่า อย่าเพิ่งใจร้อน อย่าเพิ่งใจร้อนต้องอ้อนวอนนิดหน่อย เพราะงานเขายังไม่เคยทำ เขาไม่เคยทำงานชิ้นนี้ ต้องอ้อนวอนหน่อย ให้รู้ว่า ดีนะ งานนี้น่ะดี ทำไปเหอะ ค่อยๆทำไป ไม่ต้องรีบร้อนอะไร ถึงศรัทธาเวลาไหน ก็เวลานั้นได้ จะถามว่าทำยังไง ยืนก็ทำได้ นอนก็ทำได้ นั่งก็ทำได้ เดินก็ทำได้ มันอยู่ที่การกระทำ เออลองดูซี นั่งก็ทำ ไม่ต้องมาก ๕มินิส๑๐มินิส หรือจะมีศรัทธายิ่งไปกว่านั้นก็ได้ นั่งกำหนดจิตว่า เดี๋ยวนี้จิตมันเป็นอย่างไร

จิตมันเป็นอย่างไร ทีนี้จิตมันก็เชื่องช้า คุ้นกับงานการเข้า ทีหลังเราไม่ต้องเตือน มันเดินไปตามงานมราเรากะให้ทำ ไม่ต้องไปทำกันบ่อยๆ จำได้ก็เข้ามา อารมณ์อื่นๆก็เบาไป เบาไปแล้วเราก็รู้สึกแช่มชื่น จิตใจมันสมคบดี มันรู้เท่าทัน กิเลส ตัญหา อุปาทาน รู้เท่าทันเขา เย็นเข้า เ ย็นเข้า ไอ้พวกนั้นดับ ดับด้วยอะไร ดับด้วยศีล ดับด้วยสมาธิ ดับด้วยปัญญา เรียกง่ายๆเขาว่า”วิมุติ” หลุดไปเป็นครั้งเป็นคราว เป็นขณะ เป็นสมัย เป็นกาล หลุดไปได้เราเคยโกรธคนมากๆ ต่อไปโกรธน้อยลง เรามารู้ตัวว่า เอ๊ะ!ไอ้โกรธนี่ มันต้องเราก่อนซิ เราก่อน มันเผาเราก่อน แล้วมันจึงไปเผาคนอื่น แล้วก็เดือดร้อน ด้วยประการต่างๆ ลดลงเพราะเห็นโทษ ได้ที่โกรธหรือราคะอะไรนี่ เพราะความหลงของเรา เข้าใจว่ามันเป็นยังงั้นๆยังงั้นๆ ทีนี้ก็แก้ความหลง เขาเรียกว่า อวิชชา เราก็ทำ อวิชชานั่นน่ะ เป็นวิชชาขึ้น เมื่อมันเป็นวิชชา ความรู้มันก็ดีขึ้น ความโง่หมดไป ความเขลาหมดไป ความฉลาดก็เกิดขึ้นฉันใด การที่เรามาอบรมใจก็ฉันนั้น ต้องปลอบ ช่วยเหลือตัวของตัวเอง เพราะฉะนั้น การที่จะมาทำจิต ขั้นสมถะกรรมฐาน ก็ตั้งสติคุมจิต จิตก็มีอารมณ์ คือ พุทโธ ทำจิตตัวเอง จะนั่งได้นานเท่าไหร่ก็ตาม ที่ได้อธิบายมานี้ก็เห็นสมควรแก่เวลา ด้วยประการฉะนี้..

ที่มา...http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php…
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-หนังสือเกล็ดธรรมะ-%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%93-jpg  
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 21-07-15 เมื่อ 23:21

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #62  
เก่า 26-07-15, 20:38
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า ( 3 )

พระคาถา "พระปัจเจกโพธิ์โปรดสัตว์" ฉบับดั้งเดิม


พุทธะ มะอะอุ นะโมพุทธายะ

คาถาพระปัจเจกโพธิ์ อาตมาได้ไปเรียนมาจากครูผึ้งอายุ ๙๙ ปี เปนของดีวิเศษมาก สำหรับแจกแก่ผู้ที่ได้ใส่บาตร์อยู่เปนนิจ ให้สวดมนต์ด้วยพระคาถานี้คืนละ ๗ จบอย่าให้ขาด เมื่อจะใส่บาตร์ จบขันข้าวให้ว่าพระคาถาอีก ๑ เที่ยว ใส่แล้วให้ระลึกถึง พระพุทธะคุณ พระธรรมะคุณ พระสังฆะคุณ และ พระปัจเจกโพธิ์ ครูผึ้ง เป็นต้น จนถึงพระครูวิหารกิจจานุการ (ปาน) วัดนมโค เปนที่สุด ขอให้จงมาโปรดข้าพเจ้าด้วย ถ้าใคร ๆ ทำได้เปนนิจจะมีลาภและความสุขความเจริญ เพราะอาตมาจะโปรดบุคคลทั้งหลายทั่วไปที่ยากจนขัดสนเพื่อจะให้พ้นทุกข์จาก ความอดอยาก แต่อย่าประพฤติความชั่ว จะเห็นคุณโดยไม่ช้า เพียง ๖ เดือนก็รู้ได้ ถ้าใครทำนานได้หลาย ๆ ปี ก็จะมีความสุขดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ทั้งชาตินี้และชาติหน้า ใครได้ไปปฏิบัติตาม ให้สังเกตดูให้ละเอียดต่อไป

คือ ให้ตวงข้าวสารที่เคยกินเดือนหนึ่งหมดเท่าไร ทำพระคาถานี้ถึงเดือนหนึ่งจะเหลือเท่าไรทุก ๆ เดือนไป และข้าเปลือกเมื่อจะขนเข้ายุ้งและพ้อม ก็ให้ตวง ถังแรกให้ว่าพระคาถาเสีย ๓ เที่ยว เต็มถังจะเลิกก็ให้ว่าเสีย ๓ เที่ยวเหมือนกัน ให้สังเกตว่าข้าวจะออกไปกี่บั้นกี่เกวียนก็จะคงรู้ได้ เมื่อจะหว่านข้าวอันไหนหรือเมื่อหว่านข้าวหมดอันแล้วก็ให้ว่าพระคาถาเสีย ๓ เที่ยวทุก ๆ อันไป ข้าวที่ปลูกก็จะไม่ค่อยเปลือง

เมื่อจะเกี่ยว อันไหนหรือเมื่อกำจะแล้วอันก็ให้ว่าพระคาถาเสีย ๓ เที่ยว ผู้ที่ค้าขายจะซื้อหรือจะขายก็ให้ว่าพระคาถาเสีย ๓ เที่ยว ผู้ที่ทำราชการหรืองานจ้าง ทำนา ทำสวน ค้าขาย หรือเปนแม่ครัวหุงข้าว ต้มแกงเปนที่สุด เมื่อจะทำให้ว่าพระคาถาเสีย ๓ เที่ยว ทำได้ละเอียดดังนี้อย่าให้ขาดจะเห็นคุณ และมีลาภมากออกไป มีของสิ่งไรอยู่ใช้ไม่ค่อยจะหมดจะเปลืองมีแต่จะเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป

และ จะทำข้าว รดน้ำ พรวนดิน เพาะปลูก หรือซื้อสิ่งใด ให้บูชาพระคาถาแล้วหักไม้ยาวแค่คืบ ว่าพระคาถาแล้วอธิษฐานว่า สิ่งของที่ทำนี้จะดีให้ไม้ยาวออกไป ถ้าจะไม่มีผลขอให้ไม้นี้สั้นเข้ามา ฉันได้เห็นสรรพคุณมาแล้ว ถึงคนอื่น ๆ ที่ได้มาเรียนเอาไปปฏิบัติตาม ก็ได้เห็นสรรพคุณไปหลายร้อยคนแล้ว แต่ใช้ได้ในหนทางตรง จะเอาไปใช้เล่นการพนันหรือการปล้นลักขะโมยแล้วเปนใช้ไม่ได้ ให้ชำระตนให้บริสุทธิ์ จะเกิดลาภและผลโดยไม่ช้า พระคาถาว่าดังนี้

“วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา
วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มาณี มามะ พุทธัสสะ สวาโหม”


พระครูวิหารกิจจานุการ (ปาน) วัดนมโค พิมพ์แจกให้เปนทานสาธารณะทั่วไป ถ้าใคร ๆ ทำเห็นสรรพคุณอย่างไร จงเล่าบอกต่อ ๆ ไปด้วย ถ้าใครเอาไปเรี่ยไรหรือขาย หรือบอกว่าจะนำเงินไปให้อาตมา ก็จงอย่าเชื่อ เปนไม่ใช่ของอาตมาเปนแท้ เรือนหนึ่งควรเล่าพระคาถาเสียทุก ๆ คนในเรือนนั้น แล้วผลัดกันใส่บาตร์หรือนำเอาไปถวายพระเช้า เพนก็ได้.

พระครูวิหารกิจจานุการ (โสนันโท ปาน) วัดนมโค อยุธยา . นายบุญชู แฉ่งเปรมผล ผู้พิมพ์โฆษณา ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ .


ใบฝอยพระคาถาพระปัจเจกโพธิ์โปรดสัตว์นี้ ข้าพเจ้าได้นำใบดั้งเดิมที่พิมพ์แจกตั้งแต่สมัยหลวงพ่อปาน โสนันโท วัดบางนมโค ยังมีชีวิตอยู่มาเผยแพร่โดยมิได้ดัดแปลงหรือตัดทอนข้อความออกไปแต่อย่างใด คงไว้ซึ่งสำนวนขององค์ท่านที่เป็นผู้เขียนขึ้นแล้วให้ศิษย์นำไปพิมพ์มาแจก จ่ายกัน

หลวงพ่อปานให้ความเชื่อมั่นและเคารพเทิดทูนในพระคาถานี้มาก ๆ แม้เป็นเพียงกระดาษพิมพ์พระคาถา ไม่ว่าจะกอง จะตั้งอยู่ ณ ที่ใด หากท่านเดินผ่าน ท่านจะยกมือไหว้นมัสการแสดงความเคารพทุกครั้งไป

ท่านใดได้พบพระคาถานี้ ขอให้กระทำสักการะและปฏิบัติตามที่หลวงพ่อท่านแนะนำเถิด จะพบแต่ความสุขความเจริญ ความสวัสดีมีลาภผลตลอดทุกทิวาราตรีกาล
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #63  
เก่า 26-07-15, 20:46
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default


คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า ( 4 )

หลวงพ่อปานได้คาถาพระปัจเจกะโพธิ์โปรดสัตว์จากครูผึ้ง

พระคาถาพระปัจเจกะโพธิ์โปรดสัตว์นี้ หลวงพ่อปาน ได้เรียนมาจากครูผึ้ง จ.นครศรีธรรมราช (ท่านทำทานให้ขอทานครั้งละ ๑ บาท สมัยนั้นก๋วยเตี๋ยวข้าวแกงจานละห้าสตางค์เอง)

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ หลวงพ่อปาน พร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางไปทุกภาคของประเทศไทย ทิศเหนือได้ไปถึงเชียงตุงของพม่า ทิศตะวันออกไปสุดภาคอีสาน และได้ขออนุญาตข้ามเขต ไปในอินโดจีนของฝรั่งเศส ถึงประเทศญวน ทิศใต้ได้ไปถึงปีนังของอังกฤษ

พบท่านครูผึ้ง

เมื่อไปถึงนครศรีธรรมราช ในเย็นวันที่ได้ไปถึงนั่นเอง ขณะที่หลวงพ่อปานเข้าห้องจำวัดพักผ่อน โดยมีพระภิกษุอุปฐากกับทายก คอยเฝ้าอยู่หน้าห้องพักนั้น ประมาณเวลา ๑๗.๐๐ น. ได้มีท่านผู้มีอายุท่านหนึ่ง รูปร่างเพรียว ท่าทางสง่า ผิวขาว นุ่งห่มผ้าม่วงสีน้ำเงิน สวมเสื้อนอกราชปะแตน กระดุมห้าเม็ด ถุงเท้าขาว รองเท้าคัชชูสีเทา สวมหมวกสักหลาด ถือไม้เท้าเลี่ยมทอง ได้มาหาพระอุปัฏฐาก ถามว่า
"หลวงพ่อตื่นแล้วหรือยัง?"
ก็พอดีได้ยินเสียงหลวงพ่อพูดออกมาจากห้องว่า
"ไม่หลับหรอก แหมนอนคอยอยู่ คิดว่าผิดนัดเสียแล้ว"
แล้วหลวงพ่อก็เดินออกมาจากห้องพัก เมื่อนั่งลงแล้ว ผู้เฒ่าผู้มาหาพูดว่า
"ผมไม่ผิดนัดหรอกครับ เห็นว่าท่านเพิ่งมาถึงใหม่ๆ กำลังเหนื่อย และมีคนมาคอยต้อนรับกันมาก ก็เลยรอเวลาไว้ก่อน ตอนเย็นนี้คิดว่าว่างจึงเลือกเวลามา"
ขณะที่ทั้งสองพูดคุยกันอยู่นั้น สร้างความสงสัยให้แก่คณะที่ได้ไปด้วยกันเป็นอันมาก เพราะไม่เคยเห็นว่าคนทั้งสองพบกันที่ไหนเลย ทำไมจึงพูดกันถึงเรื่องนัดหมาย ขณะที่คณะเกิดสงสัยนั่นเอง หลวงพ่อได้พูดว่า
"พวกเราสงสัยหรือ ? ไม่ต้องสงสัยอะไรอีกต่อไป โยมผู้เฒ่านี้ได้ทางใน ฉันพบกับโยมตั้งแต่เดินทางมาถึง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และได้นัดหมายกันไว้ว่า จะมาพบกันที่นี่ ต่อไปนี้พวกเราจะพ้นความยากจนแล้ว เพราะโยมผู้นี้มีของดี"
แล้วหลวงพ่อก็พูดกับผู้เฒ่านั้นว่า
“โยมมีของดี ก็เอาของดีออกมาอวดพวกนี้หน่อยซิ หรือมีอะไรขัดข้อง?
ท่านผู้เฒ่าได้บอกว่า ท่านชื่อผึ้ง อายุ ๙๙ ปี

ท่านครูผึ้งเล่าประวัติพระคาถา

(มองดูแล้วคนในคณะที่ไปกับหลวงพ่อ อายุ ๕๐ เศษ เหมือนจะแก่กว่าเท่าๆ กับท่าน) เมื่ออายุท่านได้ประมาณ ๕๐ ปี ได้มีพระธุดงค์เดินธุดงค์มารูปเดียว ท่านเห็นพระรูปนั้นแล้วรู้สึกเลื่อมใสมาก จึงได้นิมนต์ให้พักอยู่เพื่อบำเพ็ญกุศล ๔ วัน ได้ปฏิบัติท่านอย่างดีเท่าที่จะทำได้ ได้เรียนกรรมฐานจากท่าน ท่านได้สอนให้เป็นอย่างดี เมื่อจะกลับท่านพูดว่า
"โยมฉันจะลากลับ ต่อไปจะไม่ได้มีโอกาสผ่านมาอีก หากโยมอยากพบอาตมา ก็ขอให้จุดธูปอาราธนาพระ แล้วอาตมาจะมาพบทางใน"
แล้วท่านได้มอบพระคาถา พระปัจเจกะโพธิ์โปรดสัตว์บทนี้ให้ พร้อมทั้งอธิบายวิธีปฏิบัติ ท่านว่า
“ทำเพียงเท่านี้พอเลี้ยงตัวรอด เงินทองของใช้ไม่ขาดมือ ถ้าปฏิบัติเป็นกรรมฐานทำให้ถึงฌานแล้ว จะร่ำรวยเป็นเศรษฐี โยมเอาพระคาถาบทนี้ภาวนาเป็นกรรมฐานเถิดนะ ไม่เกิน ๒ ปี โยมจะร่ำรวยใหญ่ เงินทองจะหลั่งไหลมาเอง พระคาถาบทนี้ของปัจเจกะพุทธเจ้า ตระกูลอาตมาได้เรียนสืบต่อกันมาทุกคน ไม่มีใครจน อย่างจนก็พอเลี้ยงตัวรอด”

ให้หลวงพ่อปานเรียนพระคาถา

เมื่อพูดจบ ได้มอบพระคาถาให้หลวงพ่อเรียน แล้วบอกว่า”ได้โปรดอย่าปิดบังพระคาถาบทนี้เลย ขอได้กรุณาแจกเป็นธรรมทานด้วย” แล้วหลวงพ่อก็หลับตาเข้าสมาธิ ท่านครูผึ้งก็หลับตาเข้าสมาธิ ต่างคนต่างหลับตา ประมาณ ๕ นาที ก็ลืมตาขึ้นพร้อมกัน ต่างคนต่างยิ้ม เสียงท่านครูผึ้งพูดว่า "ผมดีใจด้วยที่ต่อไปเบื้องหน้า ท่านจะได้ศิษย์คู่ใจ" หลวงพ่อก็หัวเราะ

ตอบคำถามหลวงพ่อ

หลวงพ่อถามว่า ท่านอาจารย์ทำนานนักไหมจึงจะรู้ผล อาจารย์ตอบว่า ไม่นานครับ ประมาณเดือนแรกผ่านไปเริ่มรู้ผล ผลระยะแรกให้ผลในทางกินก่อน เช่นหุงข้าวตามธรรมดา คนกินในบ้านก็กินเท่าเดิม เพิ่มการใส่บาตร แต่ข้าวเหลือ ผมเคยได้ว่าคนหุง ทำไมหุงมากนัก เขาบอกว่าหุงเท่าเดิม ผมจึงสั่งให้ลด จนเหลือครึ่งจำนวนพอดี

เงินเริ่มเพิ่ม

เมื่ออาหารเริ่มลดความหมดเปลือง รายได้ก็เพิ่มขึ้นในระยะ ๑ปี ผ่านไปเรื่องการเงินเริ่มไหวตัว เงินในที่เก็บเริ่มเกินบัญชี เงินจากร้านค้ารับมานับว่าพอดี พอรุ่งขึ้นมาตรวจ เงินมากกว่าจำนวนทุกที ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะทำอะไรเป็นเงินเป็นทองไปหมด เดี๋ยวนี้ผมทำอะไรไม่ไหว แต่ผมก็มีรายได้ทุกวัน ใครไปใครมา ขากลับคนนี้ให้บ้าง คนนั้นให้บ้าง คิดเฉลี่ยผมมีรายได้วันละประมาณเกือบร้อยบาท พระคาถาบทนี้ศักดิ์สิทธิ์มากครับ

ทำเป็นกรรมฐาน

หลวงพ่อได้ถามว่า ท่านอาจารย์ทำอย่างไร อาจารย์ตอบว่า ผมทำเป็นกรรมฐานเลยครับ ทำจนสว่าง หลับตาลง แล้วเกิดความสว่างขึ้น ได้เห็นพระพุทธรูปบ้าง พระสงฆ์บ้าง มีอยู่องค์หนึ่งครับจีวรสวยมาก ไม่เหมือนจีวรพระธรรมดา แล้วเริ่มเห็นเงิน คราวแรกๆ เป็นจำนวนน้อยๆ ต่อมาก็เห็นจำนวนมากตามลำดับ จนถึงกองใหญ่เหลือที่จะนับ ตอนนี้เองครับ เงินทองไหลมากันใหญ่ ทำอะไรนิดทำอะไรหน่อยก็ดีไปหมด คนอื่นเขาทำขาดทุน ผมลองไปบ้างก็มีกำไรดีเสียด้วย

ของเพิ่ม

มีเรื่องแปลกอีกครับ นอกจากเงินเพิ่มแล้ว ของก็เพิ่มอีกด้วย ข้าวของที่มีอยู่หรือหามาใหม่ มีบัญชีจดไว้ครบถ้วน ครั้นไปตรวจคราวใดของเกินบัญชีทุกที

เคล็ดลับ

หลวงพ่อถามว่า มีเคล็ดลับอะไรบ้างในการนำของเข้าออก และการเก็บเงินใช้เงิน
อาจารย์ตอบว่า มีครับ แหม ผมเกือบลืมบอก ดีแล้วครับ ถามดีมาก เรื่องนำข้าวของไม่ว่าเป็นอะไร จะเป็นของกิน ของใช้ ของขายก็ดี ผมทำน้ำมนต์ด้วยพระคาถาบทนี้ไว้ เมื่อนำข้าวของเข้าบ้าน ผมเอาใบพลู ๓ ใบ จุ่มน้ำมนต์พรมของนั้น ๓หน พรม ๑ หน ว่าพระคาถาหนึ่งจบ

การนำเงินเข้าเก็บและนำออกใช้


เมื่อนำเงินเข้าเก็บ และนำออกมาใช้ ให้ว่าพระคาถานี้ เท่ากับจำนวนที่สวดบูชาพระ เช่น ปกติสวด ๗ จบ เมื่อนำเงินเข้าเก็บก็ว่าพระคาถานี้ ๗ จบ เมื่อนำออกใช้ก็ว่า ๗ จบ แต่อย่านับเงินก่อนให้จับเงิน แล้วว่าพระคาถาครบจำนวน จึงนำเงินออกมานับนอกที่เก็บ

อานิสงส์พระคาถา


พระคาถา นอกจากจะให้ผลในเรื่องความเป็นอยู่อย่างมีความสุขสบาย เงินทองเหลือใช้สอย ของที่ต้องการปริมาณก็เพิ่มขึ้น ของที่ต้องการน้ำหนักก็เพิ่มน้ำหนัก ของกินของใช้ก็ไม่สิ้นเปลือง เมื่อผมได้ภาวนาเรื่อยไป จนได้สมาธิสูง เลยเห็นเหตุการณ์ของโลกอื่น ผมหมดสงสัยเรื่องโลกอื่นแล้วครับ

หลวงพ่อได้ศิษย์คนแรก


เมื่อได้เดินทางจากนครศรีธรรมราชไปแล้ว เป็นเวลา ๑ เดือน คณะชุดนั้นก็ได้เดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ หลวงพ่อได้พักที่คณะ ๙ วัดสระเกศ พอรุ่งขึ้นมีศิษย์พากันเอาอาหารไปถวาย ขณะฉันอาหาร หลวงพ่อได้พูดกับท่านเจ้าคณะ ๙ ชื่อจีน ว่า
ผมไปปักษ์ใต้มา ได้พระคาถาดีมาบทหนึ่ง

ว่าแล้วท่านก็พูดถึงพระคาถา ตามที่ท่านครูผึ้งได้บอก เป็นที่น่าแปลกอยู่อย่างหนึ่ง คนที่ไปนั่งอยู่ที่นั่นด้วยกัน เกือบร้อยคนไม่มีใครสนใจ ต่างคนต่างฟังกันเฉย มีแต่นายประยงค์ ตั้งตรงจิตร เพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ควักสมุดพกขึ้นมาจดพระคาถาทันที เมื่อเสร็จภัตรกิจแล้ว ต่างคนต่างกลับ นอกจากนายประยงค์ รอพบว่างคนก็เข้าไป กราบหลวงพ่อขอเรียนพระคาถา หลวงพ่อหัวเราะชอบใจแล้วว่า

เอออ้ายลูกหัวปี เอาเถอะพ่อให้อีก ๒ ปีลูกเอ๋ย เอ็งจะรวยใหญ่ ไปทำเป็นกรรมฐานเลยนะลูกนะ
แล้วต่อมาประมาณ ๒ ปีเศษ นายประยงค์เล่าให้หลวงพ่อเล็ก เจ้าอาวาสวัดบางนมโคฟัง มีอาการเหมือนท่านครูผึ้งทุกประการ ท่านเล่าว่า

เมื่อก่อนทำพระคาถานี้ ผมยากจน ขายของก็ยาก เดือนไหนมีกำไรถึง ๒๐๐ บาท เดี๋ยวนี้สบายแล้วครับ หลวงพ่อจะเอาเท่าไร ผมถวายทั้งนั้นขอให้บอกมาเถอะ หลวงพ่อออกปากผมไม่หนักใจเลย หลวงพ่อเรียกเอาเงิน ดูเหมือนผมยิ่งได้มากขึ้นแปลกครับ
นี่เป็นถ้อยคำของนายประยงค์ ศิษย์คนแรกในการเรียนพระคาถาพระปัจเจกะโพธิ์ โปรดสัตว์ของหลวงพ่อปาน ซึ่งเรียนมาจากท่านพระครูผึ้งดังกล่าว

อภินิหารพระคาถาและเงินงอก

นายประยงค์เล่าว่า เรื่องอาหารรับประทาน ไม่เปลืองเหมือนเมื่อท่านครูผึ้งเล่า ยังเล่าต่อไปอีกว่า
เรื่องยาไทยที่ห้างก็แปลก เมื่อทำยาเสร็จแล้วก็ได้ลงบัญชีไว้ครบ ครั้นเมื่อขายไปครบตามจำนวนเงิน ก็ได้ตามจำนวนบัญชี แต่ยานั้นยังเหลืออีก ในตอนแรกผมคิดว่าเจ้าหน้าที่นับไม่ถ้วน ต่อมาผมตรวจเอง ก็เป็นอย่างนั้นเสมอ
นายห้างเล่าต่อว่า
ปกติขายยาได้เงินมาแล้ว นำเข้าธนาคารทุกวัน เมื่อเบิกเงินเพื่อใช้จ่าย ผมยังไม่ยอมนับเงินนั้น และไม่ใช้ในวันนั้น ผมเอาเข้าที่เก็บก่อนหนึ่งคืนตามวิธี พอรุ่งขึ้นออกตามวิธี ตามที่ได้สังเกตและจำได้ เงินหนึ่งหมื่น เมื่อเก็บแล้วคืนหนึ่ง เมื่อเอาออกมานับในวันรุ่งขึ้น จะได้เกินกว่าหนึ่งพันเสมอ นี่ก็เป็นอภินิหารอีกอย่างหนึ่ง ยังเป็นเมตตามหานิยมในตัวอีกด้วย ผมสบายใจแล้วครับ เงินก็มีใช้ บุญก็ได้ทำอย่างชนิดไม่ต้องอั้นเลย
นายประยงค์บอกว่า
ผมสู้คุณย่าผมไม่ได้ ท่านเป็นผู้ภาวนาพระคาถานี้วันยังค่ำ เว้นไว้แต่เมื่อมีผู้ไปคุยกับท่านเท่านั้น ท่านภาวนา ไม่ว่าท่านจะยืน เดิน นั่ง นอน ท่านไม่ยอมให้ว่างเลยครับ ผลที่ได้หรือครับ เซฟที่อยู่หน้าที่บูชา ๓ เซฟ เป็นเซฟเปล่าทั้งสิ้น วันหนึ่งท่านเรียกพวกเราไปหา ท่านให้ไขเซฟดู ปรากฏว่าเต็มไปด้วยธนบัตรใบละร้อย เมื่อถามท่าน ท่านเล่าให้ฟังว่า
เงินมาเอง มาด้วยอำนาจพระคาถานี้
เราถามท่านว่ารู้ได้อย่างไร ท่านบอกว่า
เมื่อคืนนี้ย่ากำลังภาวนาพระคาถานี้อยู่ เกิดอาการสบายเคลิ้มไปอย่างไม่รู้ตัวสักครู่ พอรู้สึกตัวเห็นแสงสว่าง พุ่งเป็นลำเข้าไปในเซฟ มีเสียงบอกว่า "เงินมา เงินเข้าเซฟ ทำใจให้สบายไว้" ย่าเลยทำใจให้สบาย คุมสมาธิไว้ครู่หนึ่ง ต่อไปแสงนั้นก็หายไป ย่าก็เลยหลับไปเท่านี้แหละลูก พระคาถานี้ท่านดีจริงๆ อย่าทิ้งนะลูก พวกเอ็งเอาเงินไป จะทำอะไรก็ทำเถิด แต่อย่าลืมทำบุญด้วยนะ ทำมากเท่าไรยิ่งดี

ที่มา เว็บไซท์ ประตูสู่ธรรม
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 08-08-15 เมื่อ 22:08

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #64  
เก่า 08-08-15, 20:39
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า ( 5 )


เคล็ดวิธีการใช้พระคาถาพระปัจเจกะโพธิ์ให้ได้ผล



(ตั้ง "นะโม ฯลฯ" ๓ จบ)


พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ (พระคาถา บทนำว่าครั้งเดียว)

วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธธัสสะ มาณี มามะ พุทธัสสะ สวาโหม

(พระคาถาพระปัจเจกะโพธิ์ ว่า 3 จบ หรือ 5 จบ หรือ 7 จบ หรือ 9 จบ ก็ได้ แต่ต้องสม่ำเสมอจึงจะเกิดผล)


1. ผู้ปฏิบัติตามให้ถูกต้องพระคาถานี้ จะต้องเป็นผู้ที่ใส่บาตรแก่พระสงฆ์อยู่เสมอเป็นนิจ ตั้งแต่หนึ่งองค์ขึ้นไปทุกๆ วันมิได้ขาด รักษาศีล หมั่นสวดมนต์ และสวดพระคาถานี้ เวลาเช้าตื่นนอน ให้ว่าพระคาถานี้ 3,5,7,9 จบ

2.เมื่อใส่บาตรให้ระลึกถึง พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ พระปัจเจกะโพธิ์ ท่านครูผึ้ง ท่านพระครูวิหารกิจจานุการ (หลวงพ่อปาน) วัดบางนมโคเป็นที่สุดก่อน แล้วจงจบข้าวที่จะใส่บาตร (บทจบทานมีอยู่ด้านล่างแล้ว)

คาถาสำหรับจบทานต่างๆ (เมื่อถวายพระหรือให้ทานทั่วไป)

ตั้ง "นะโม" 3 จบ

อิทัง ทานัง สีละวันตาทีนัง นิยาเทมิ, สุทินนัง วะตะเม ทานัง

อาสะวักขะยาวะหัง โหตุ นะโม อายุ วัณโณ สุขัง พะลังฯ

ทุติยัมปิ อิทัง ทานัง สีละวันตาทีนัง นิยาเทมิ, สุทินนัง วะตะเม ทานัง

อาสะวักขะยาวะหัง โหตุ นะโม อายุ วัณโณ สุขัง พะลังฯ

ตะติยัมปิ อิทัง ทานัง สีละวันตาทีนัง นิยาเทมิ, สุทินนัง วะตะเม ทานัง

อาสะวักขะยาวะหัง โหตุ นะโม อายุ วัณโณ สุขัง พะลังฯ

3.แล้วว่าพระคาถาพระปัจเจกะโพธิ์ 3,5,7,9 จบ เมื่อใส่บาตรเสร็จแล้ว ให้ระลึกถึง พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ พระปัจเจกะโพธิ์ ท่านครูผึ้ง ท่านพระครูวิหารกิจจานุการ (หลวงพ่อปาน) วัดบางนมโคเป็นที่สุด ขอจงมาโปรดข้าพเจ้าด้วย (หมายถึงผู้ที่กำลังกระทำอยู่)


คำกรวดน้ำ

ตั้ง นะโม ฯลฯ ๓ จบ

อิทังเม ญาตีนัง โหตุสุขิตา โหนตุ ญาตะโย

4.เวลาค่ำสวดมนต์ไหว้พระ ให้สวดพระคาถานี้ต่อท้าย ๓,๕,๗,๙ จบ

5.ถึงเวลานอนเข้าในที่ๆ นอน กราบพระที่หมอน แล้วสวดพระคาถานี้ ๓,๕,๗,๙ จบ


ข้อควรปฏิบัติ : ต้องรักษาศีลอย่างน้อย ๒ ข้อ คือ ศีลข้อ ๒ อทินนาทาน เว้นจากการลักทรัพย์ หรือหยิบฉวยสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่อนุญาต กับศีลข้อ ๕ สุราเมรยมัชชปมา เว้นจากการเสพสุรายาเมาทุกชนิด กับห้ามในทางมิจฉาชีพทุกชนิด และการพนันต่างๆ ด้วย


เครดิต : เคล็ดวิธีการใช้พระคาถาพระปัจเจกะโพธิ์ให้ได้ผล
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 08-08-15 เมื่อ 22:08

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #65  
เก่า 20-10-15, 21:39
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

รวม คำสอน อาจารย์ ไก่ คนเมืองบัว ( 1)

“เล่าสู่กันฟังเรื่อง ” กรรมปรามาสพระรัตนตรัย(พิเศษ)
กรรมปรามาสพระรัตนตรัยพิเศษ แต่อดีตชาติที่เคยเกิดในแผ่นดินของพระพุทธศาสนา ของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง แต่ด้วยความมีอัตตาสูง ทิฐิมานะสูง โดยไม่ยอมรับนับถือ สัมมาทิฎฐิ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้รวบรวมเหตุ และผลของธรรมชาติทั้งปวงไว้ สั่งสอนเพื่อให้บุคคลทั้งหลายไม่ประมาท พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ไม่เคยเอาโทษใคร แต่ต้องแพ้ภัยตนเอง
ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ปฏิเสธในหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ได้ชื่อว่าปฏิเสธความเป็นธรรมดาของโลก เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลประเภทนี้ จะมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะฝืน กฎไตรลักษณ์ ซึ่งเป็นธรรมพื้นฐานในทุกสรรพสิ่งของโลก ถ้าเกิดผลสะสมอยู่หลายชาติ หลายรอบของการเกิด และนึกคิด เป็นเหตุขัดขวาง 6 ลักษณะดังนี้

1. ไม่รู้จุดยืนของตนเองว่าจะอยู่ในอธิฐานใดให้มั่นคง เป็นคนอากัปกิริยาสำรวมกิริยาไม่เป็น ไม่สง่างามในทุกสถาน มักถูกสังคมรังเกียจ ในกิริยานั้นๆเมื่ออยู่ในสังคม
2. เป็นผู้วิตกวิจารณ์ ในเหตุที่ไม่ควร ประเภทย้ำคิด ย้ำทำ โดยหาประโยชน์ไม่ได้ ให้ชีวิตหมดไปวัน ให้ชีวิตหมดไปวันๆ (เกิดมาเพื่อหายใจทิ้งไปเล่นๆ เท่านั้น เอง)
3. มีความรับผิดชอบ กับสังคมในครอบครัว และสังคมทั่วไป น้อยมาก
4. ทรัพย์สินที่ได้มาต้องเสื่อมสลายไปด้วยความรวดเร็ว เพราะขาดปัญญา ในกาบริหารทรัพย์สินนั้น
5. เป็นผู้มีมีความรู้สึกสุขนิยม หมายถึงไม่ทำกิจการที่ก่อให้เกิด ประโยชน์แก่บุคคลอื่น เห็นแก่ตัวเป็นปกติ
6. เมื่อต้องการหลุดพ้นด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดองค์หนึ่ง
6.1 เกิดอุปสรรคโดยบุคคลอื่นคอยขัดขวางการปฏิบัติธรรมนั้น
6.2 เกิดขันธมารไม่สบายตัว ไม่สบายตน ขณะปฏิบัติธรรม
6.3 เกิดความขัดข้องในการเข้าสู่ ฌานสมาธิ แต่ละช่วงชั้นตั้งแต่ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ ปฐมฌาน ทุติยฌาน จตุทฌาน และอรูปฌาน 4
6.4 เกิดความขัดข้อง ’ในการเจริญวิปัสสนาญาณ คือใคร่ควรหาเหตุผลไม่ได้ตลอดสาย
6.5 การบรรลุธรรมให้ถึงพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ยาก เพราะอกุศลเก่าที่ไปคบกับมิจฉาทิฏฐิเข้ามากินใจ(เป็นอุปกิเลส)

ลักษณะ 6 ประการนี้ ถ้าเกิดขึ้นกับเรา ลองคิดดูซิว่า จะเป็นความทุกข์เพียงใด ที่ถึงเวลาใช้ความรู้ที่เรียนมา พอประสบปัญหาแล้วนำมาใช้ไม่เป็น กล่าวคือไม่สอดคล้องกับ เวลา สถานที่ บุคคล ถ้าเกิดบ่อยๆขึ้น จะเกิดความไม่เชื่อมั่นในตนเอง และทุกอย่างจะไม่สำเร็จ ฝรั่งเรียกว่า “โรคกลัวความสำเร็จ”

แนวทางแก้ไขปัญหา มี 4 แนวทาง

1. อามิสบูชา 2 ชำระหนี้สงฆ์ 3. ปฏิบัติบูชา 4. แบบมโนมยิทธิ

1.อามิสบูชา ถ้าปรามาสด้วยการทำร้ายกาย พระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ พระธรรม ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจุบัน เป็นการปรามาสด้วย วาจา และใจ ควรใช้อามิสบูชา อุปกรณ์ มีดังนี้ 1) ธูปเทียนแพร 2) พวงมาลัยมะลิสด 3) ธูป16 ดอก ซึ่งมีความหมายถึงให้เทวดาและพรหมทั้งหลายเป็นสักขีพยาน 4) เทียน 2เล่ม หลังจากนั้นให้กล่าวคำขอขมาดังนี้

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อภิวาเทมิ(กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมะสามิ(กราบ)
สุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ(กราบ)

คำขอขมาพระรัตนตรัย


สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต
หากข้าพระพุทธเจ้า ได้เคยประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกินต่อพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ในชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ด้วยทางกายหรือวาจาก็ดี และด้วยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ดี รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขอองค์สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระธรรมและพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย และผู้มีพระคุณทุกท่าน ได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพระพุธเจ้าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบท้าวเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ**

ถ้ารู้นามของท่านทั้งหลายที่ปรามาสท่าน ก็ให้กล่าวต่อท้ายด้วยว่า ** โดยเฉพาะที่ข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้ง แด่ท่าน " นามว่า.................................. สมัย..............................ขออโหสิกรรมด้วยเถิด

2. การชำระหนี้สงฆ์

2.1 ถ้าของสงฆ์ทั่วไป ก็ให้คืนแก่สงฆ์นั้น ณ.ที่นำมา แต่ถ้าไม่รู้ที่มาก็ให้เป็นของสงฆ์วัดตัวแทน ถ้าเสียดายวัตถุโบราณนั้น ต้องสร้างองค์แทนที่มีมูลค่าในการสร้างใกล้เคียงกัน ถ้าสิ่งของเหล่านั้นเกิดจากการทำลายของเราเองไม่ว่าในอดีตหรือ ปัจจุบัน ให้ทำของใหม่แทนให้มีสารสำคัญใกล้เคียงกัน
2.2 ถ้าหากของสงฆืนั้น หรือวัตถุโบราณนั้น ผ่านโองการแช่ง เช่นทรัพย์ทั้งหลายที่มีไว้เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ อยู๋ในเจดีย์โบรารณมักมีการแช่งเอาไว้ สำหรับผู้มาขุดลักขโมย เกิดจากชาวบ้านทำกันเองเพื่อหวงสิทธิแก่พระศาสนาเท่านั้น(หรือโบราณสถาน) ถ้ากรณีเช่นนี้ หลังจากขอขมาในข้อ 1 และ2 แล้วจะต้องทำการบายศรี ต่อเทพพรหม ขอขมาแก่เทวดาที่คุ้มครองโบราณสถานนั้นด้วย เพราะถือว่าผู้ได้มาโดยไม่ชอบนั้นไม่เคารพกัน เทวดาพระองค์นั้น อาจจะขอหยุดยั้งกรรมที่เป็นกุศลส่งผลช้าลงจากเทวดาอื่น ที่คอยอำนวยความสะดวกให้กับตัวคุณ กรณีนี้ควรทำคราวเดียวกับข้อ 1

3. ปฏิบัติบูชา ไม่ต้องทำอะไรเลยในข้อ 1 และ 2 ยอมรับนับถือในผลของการปรามาสพลาดพลั้งต่อพระรัตนตรัย และตั้งใจ อธิษฺฐานที่จะปฏิบัติตนในทาง อธิจิต อธิศีล อธิปัญญา ด้วยอิทธิบาท 4 ให้เป็นปกติ ตลอดอายุขัย ถือว่าเป็นการขอขมาพระรัตนตรัยได้ตรงที่สุด เพราะมูลเหตุเดิมคือ ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ให้อยู่ในสัมมาทิฎฐิ แต่ยอมเชื่อในมิจฉาทิฎฐิ เมื่อแก้ไขก็คือ อยู่ในสัมมาทิฎฐิ ดังที่พระพุทธเจ้าแนะนำ จึงไม่แพ้ภัยตนเองตลอดกาล

4. ขอขมาแบบผู้ได้มโนมยิทธิแล้ว
4.1 ควรกล่าวคำขอขมาทุกครั้งหรือทุกวัน ตอนไหว้พระสวดมนต์ เจริญพระกรรมฐานในช่วงเวลาที่เป็นปกติ
(ไม่เฉพาะเจาะจง)
4.2 ชำระจิตตนให้ผุดผ่อง แล้วถอดอทิสมานกายไปที่พระนิพพาน อยู่เฉพาะหน้าพระพักต์ องค์พระพุทธเจ้า แล้วตัดอุปทานขันธ์ 5 ว่า " เกิดเป็นทุกข์ ป่วยไข้ไม่สบายเป็นทุกข์ พลัดพรากจากของรักของชอบเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ และอธิฐานตัดอวิชชาอีกครั้ง ว่า "ขึ้นชื่อว่าการเกิดในพรหมโลก เทวโลก มนุษย์โลก อบายภูมิ จะไม่เกิดกับเราอีก ชาตินี้ขอเกิดเป็นชาติสุดท้าย สังขารพังเมื่อใดขอ มาพระนิพพานเมื่อนั้น "
จากนั้นขอบุญบารมีที่เคยถวายอามิสบูชา ดอกไม้ธูปเทียน ให้อยู่ในมือเรา แล้วนอบน้อมขอขมา(เป็นเรื่องๆไป) แบบเฉพาะเจาะจง

ด้วยความยินดีในธรรมทุกท่าน
**คนเมืองบัว**
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #66  
เก่า 20-10-15, 21:42
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

"เล่าสู่กันฟัง" เรื่อง "เจ้ากรรมนายเวร"

เจ้ากรรมนายเวร บางท่านอาจจะดูหมิ่นว่า ผีไม่มี นรกไม่มี เทวดาไม่มี พรหมไม่มี นิพพานไม่มี ที่มีอยู่นี้แหละมีจริงของจริง พระพุทธเจ้ากล่าวไว้เป็นเรื่องโกหก เป็นอุบายธรรมเท่านั้นเอง

ในบุคคลประเภทนี้เราจะไม่เถียงกับท่าน เพราะความจริงแล้วจะให้พิสูจน์เขาคงไม่พิสูจน์หรอก ก็เก็บไว้ให้รอถึง กฎแห่งกรรมเข้ามาถึง จนใกล้ๆตายนั่นแหละความเป็นทิพย์ต่างๆจะเกิดขึ้นทุกคน แม้แต่ผู้ต้องตายด้วยกรรมอุปฆาตก็ตาม ในเสี้ยวแห่งวินาทีก่อนตาย ก็จะมีความเป็นทิพย์เห็นเองแน่นอน แต่ก็ถือว่าสายเกินที่จะย้อนกลับไปแก้ไขตนให้เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ในกรณีกรรมอุปฆาตกรรม อุบัติเหตุหรือเป็นโรคตายไปแล้วฟื้นมักพบเจ้ากรรมนายเวร หรือเที่ยวสวรรค์ เที่ยวนรก เป็นของชำร่วยกลับมาเกือบทุกคน


เจ้ากรรมนายเวรมีที่มาอย่างไร

1. เจ้ากรรมนายเวร เกิดด้วยสาเหตุแห่งการเบียดเบียน ในการละเมิดศีล 5 กรรมบท 10 จนครบถ้วน แล้วเกิดการประหัตประหาร เอาชีวิตบุคคล เพื่อให้เกิดความพอใจของตน เมื่อเข้าถึวแก่ชีวิตแล้ว อทิสมานกาย จะเกิดอาการผูกพยาบาทตัวเราผู้ละเมิดศีลนั้น อาจเกิดอุปฆาตกรรม ก่อนอายุได้

2. ทำไม? เจ้ากรรมนายเวร จึงติดตามจองล้างจองผลาญ อย่างไม่ลดละ เหตุเพราะว่าเขายังโกรธ และพยาบาทที่เร้าไปฆ่าเขาไว้ ความพยาบาทนั้นมีกำลังของผลของฌาน ตั้งแต่ปฐมฌาน ถึงอรูปฌาน(ลืมตัวลืมตนพยาบาทอย่างเดียว) ในจิตก่อนตาย
กรณีที่ 1 ผู้ถูกเบียดเบียนถึงแก่ความตายเลยทันที มักเป็นสัมเวสี ตรงนี้ถ้าไม่ได้โมทนากุศลไปจุติเป็นอย่างอื่น เมื่อใดท่านมาเกิดในเมืองมนุษย์ คุณต้องมีเหตุผ่านมาพบกับเขาแน่นอน ถึงตอนนั้นให้ระวังตัวให้ดี มักจะเป็นสถานที่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุแต่ชาติก่อนๆ และลักษณะที่ถูกกระทำ จะมีต้นเหตุแห่งการตายเดิมๆ

กรณีที่2 ผู้ถูกเบียดเบียนถึงแก่ความตายตามอายุ แต่เกิดการผูกพยาบาทต่อเนื่องจนถึงตาย ก่อนตายทรงอารมณ์ฌาน ตั้งแต่ปฐมฌาน จนถึง อรูปฌาน อทิสมานกายจะต้องตกนรก ก่อนตามกฎแห่งกรรม เมื่อพ้นมาแล้วต้องเป็นเปรต 12 จำพวก และอสุรกาย 8 จำพวก เมื่อตนใดพ้นกฎแห่งกรรมพอจะแก้แค้นได้ เขาจะทำทันทีเช่นกัน

เทวดาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเราจะคุ้มครองต่อรองแทนโดยอตโนมัติ เมื่อเราเป็นคนดี อยู่ใน ทาน ศีล ภาวนา อย่างทรงตัวเป็นปกติ ท่านจะช่วยต่อรองเพื่อให้เจ้ากรรมนายเวร โมทนากุศล หรือทยอยมาทวงหนี้กรรมแก่เรา แต่ถ้าเราเป็นผู้ประมาทอยู่ เทวดาท่านก็จะอุเบกขาถือว่า เรื่องใครเรื่องมัน เจ้ากรรมนายเวรมาเป็นขบวนก็มองดูเฉยๆ คราวนี้ละเราจะหนาวเลย ต่อสู้โดยลำพัง อาจจะ 1: 1,000 หรือ 1:100,000 ก็เป็นได้

3.ลักษณะที่มาสนองกรรมมีลีลาพอเป็นสังเขปดังนี้
เจ้ากรรมนายเวรมีพลังอยู่ก็จริง แต่มีขีดจำกัด ในแสดงฤทธิ์

3.1 ถ้ามีฤทธิ์มากด้วยอภิญญาเดิมตอนเป็นมนุษย์ หรือการทรงฌานพอสมควร ก็จะใช้
อำนาจของฌานที่มีนั้น สร้างภาพลวงตาบ้าง หรือหักเหพลังงานจากะรรมชาติให้เราตกใจ
แล้วเผลอให้เกิดอุบัติเหตุบ้าง หรือหักเหความคิดความเห็นของบุคคลที่เป็นคนใกล้ชิดเรา
เห็นว่าเราไม่ดีบ้าง หรือบังคับจิตของบุคคลอื่นให้ขาดสติ มากระทำร้ายผิดตัวบ้าง หรือบังคับ
เชื่อโรคร้ายต่างๆให้เข้าร่างกายเราบ้าง

3.2 ถ้าฤทธิ์น้อย เขาจะรวมรวมตัวกันและแต่ละครั้งกระทำการ

4.ลักษณะพิเศษเจ้ากรรมนายเวร ที่ได้ตุติมาเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับเรา ก็จะกระทำการต่างๆให้เราต้อง
เสียหายเช่นกัน

วิธีแก้ไขมีหลายแบบ ต่างกรรมต่างวาระกันไปดังนี้

1. เป็นวิธีที่ตรงที่สุด คือปฏิบัติธรรมให้ครบถ้วนด้วย ทาน ศีล ภาวนา และให้เกิดปํญญาฌาน อย่าง
น้อยอารามณ์ พระโสดาบัน แล้วแผ่เมตตาให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ตามบทอุทิศส่วนกุศลชนิดต่างๆตามใจชอบ

2. สำหรับผู้มีกำลังใจกลางๆ

2.1 ควรอธิฐานขอเทวดาสงเคราะห์ให้ระงับกรรมอกุศลของเราไว้ชั่วขณะ แล้วค่อยๆปล่อยมาเป็น
ชุดๆ เพื่อเราจะได้แก่สถานการณ์ได้ทันด้วยการปฎิบัติ ทาน ศีล ภาวนา และให้เข้าถึงปัญญษฌานเป็น
ระยะๆ ของการปฏิบัติ เพื่อให้ถึงจุดหมายในข้อที่ 1

2.2 บางครั้งเจ้ากรรมนายเวร รอสนองโทษแก่เรา รอมาหลายภพหลายชาติ แล้วจนหิวแสนหิว จนคุย
ไม่รู้เรื่อง ก็ต้องทำบัดพลีบ้าง ทำบุญสังฆทานสดบ้าง

2.3 บางครั้ง เจ้ากรรมนายเวร โกรธเรามาก ถ้าไม่ได้ลงไม้ลงมือสักหน่อย ก็คงไม่ยกโทษให้กัน
โบราณจารย์ เขาเลยให้ปั้นดินเหนียว เป็นหุ่นแทนตัวเรา ให้เขียนชื่อ-นามสกุล ห่อด้วยผ้าแดงให้สะดุดตา สะดุดใจ ให้ลงโทษหุ่นแทนตัวเรา
เมื่อระบายโทษและพยาบาทเราแล้ว จึงรับเจตนาอธิฐานของเราตามข้อ 2.2 ,2.1, 1 ตามลำดับ

3. ควรปล่อยสัตว์ ที่เขามีไว้เพื่อฆ่า ให้ซื้อจากตลาด แล้วแต่ศรัทธา เพื่อเป็นอภัยทาน และเพื่อให้เจ้ากรรมนายเวรเห็นว่ายังเป็นคนที่มี พรหมวิหาร 4 กับเขาบ้าง เขาจึงอโหสิกรรม

หวังว่าคงมีประโยชน์แก่ท่านบ้างไม่มากก็น้อย
**คนเมื่องบัว**
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #67  
เก่า 20-10-15, 22:05
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

ลำดับฌาน โดยสังเขป

" ขณิกสมาธิ”
ขณิกสมาธิ แปลว่า ตั้งใจมั่นได้เล็กน้อย หรือนิดๆหน่อยๆ เช่นกำหนดคำภาวนา ได้ประเดี๋ยวประด๋าว อารมณืจิตยังไม่สว่างแจ่มใส ภาวนาไปตามอาจารย?สั่ง ขาดๆเกินๆ

****************************************

" อุปจารสมาธิ
อุปจารสมาธิ เป็นสมาธิที่มีความตั้งมั่นใกล้ถึงปฐมฌาน หรือ ปฐมสมาบัติ อุปจารสมาธิคุมอารมณ์สมาธิไว้ได้นานพอสมควร มีอารมณ์ใสสว่าง พอใช้ได้

เป็นพื้นฐานเดิมที่จะฝึกทิพย์จักษุญาณได้

" อารมณที่เข้าถึงอุปจารสมาธิ"
1. วิตก
1.1 กำหนดจิตนึกคิดในเรื่องขององค์ภาวนา
1.2 ถ้าฝึกกสิณด้วย ก็ต้องกำหนดจิตนึกถึงนิมิตกสิณด้วย

2. วิจาร
2.1 สมถะทั่วไปให้มีความรู้สึกว่า ภาวนาครบถ้วนหรือไม่ ผิดถูกหรือไม่ กำหนดรู้ว่า หายใจเข้าอกยาวหรือสั้น เบาหรือแรง รู้ตลอดเวลา
2.2 ถ้าฝึกกสิณ ในระหว่างกำหนด รูปกสิณนิมิตกองนั้นๆ มีอาการเคลื่อนไหวหรือคงที่ มีสีสันวรรณะเป็นอย่างไร ใหญ่หรือเล็ก สูงหรือต่ำ กำหนดรู้ไว้ออกฝึกเลย

3. ปิติ ความปลาบปลื้มอิ่มเอิบใจ มีจิตใจเบิกบาน ไม่อิ่มไม่เบื่อในการเจริญภาวนา อารมณ์ผ่องใส ปรากฏว่าเมื่อหลับตาภาวนานั้นไม่มืดเหมือนเดิม มีความสว่างปรากฏคล้ายใครนำแสงสว่างมาวางไว้ใกล้ๆ บางคราวก็เห็นภาพและแสงสีปรากฏเป็นบางครั้งเป็นคราว แต่ปรากฏอยู่ไม่นานก็หายไป อาการของปิติมี 5อย่างได้แก่
3.1 มีอาการขนลุกขนชัน ท่านเรียกว่าขอนพองสยองกล้า
3.2 มีอาการน้ำตาไหล จากตาโดยไม่มีอะไรทำให้ระคายเคือง
3.3.ร่างกายโยกโคลง คล้ายเรือกระทบคลื่น
3.4 ร่างกายลอยขึ้นดหนือพื้นที่นั่ง บางรายลอยไปได้ไกลๆ และลอยสูงมาก
3.5 อาการกายซู่ซ่า คล้ายร่างกายโปร่งและใหญ่โตสูงขึ้นอย่างผิดปกติ
อาการทั้ง 5 อย่างนี้แม้อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอาการของปิติ ข้อสังเกต ก็คือ อารมณ์จิตชุ่มชื่นเบิกบานแม้แต่ร่างกายจะสั่นหวั่นไหว บางรายตัวหมุนเหมือนลูกข่างแต่จิตใจก็เป็นสมาธิแนบแน่นไม่หวั่นไหว มีแต่สมาธิมั่นอยู่เสมอ การกำหนดจิตเข้าสมาธิก็ง่าย คล่องทำเมื่อไหร่ เข้าสมาธิได้ทันที อาการของสมาธิเป็นอย่างนี้

4. สุข ความสุขความชื่นบานเป็นความสุขที่ละอียดอ่อน ไม่เคยปรากฏอาการมาก่อนในชีวิต จะนั่งสมาธินานแสนนานก็ไม่รู้สึกปวดเมื่อย จะมีอาการปวดเมื่อยก็ต่อเมื่อคลายจากสมาธิ ส่วนจิตใจมีความสุขสำราญตลอดเวลา
สมาธิก็ตั้งมั่นมากขึ้น
4.1 อารมณ์วิตก คือการกำหนดภาวนา ก็ภาวนาได้ตลอดเวลา
4.2 กำหนดร๔ภาวนา ถูกต้องครบถ้วนในกองกรรมฐานที่ทำอยู่
4.3 มีปิติธรรมชุ่มชื่นผ่องใส ความสุขใจมีตลอดเวลา
4.4 สมาธิตั้งมั่น
4.5 ความสว่างทางใจปรากฏขึ้นในขณะหลับตาภาวนา
ที่กล่าวมาแล้วเป็นอาการของอุปจารสมาธิ

**********************************************************
"ฌาน"
ฌาน แปลว่า เพ่ง หมายถึงการเพ่งอารมณ์ตามกฎแห่งแห่งการเจริญกรรมฐาน
อันดับที่1 เรียก ปฐมญาน หรือฌานที่1
อันดับที่2 เรียกว่า ทุติยฌาน หรือฌานที่2
อันดับที่3 เรียกว่า ตติยฌาน หรือฌานที่3
อันดับที่4 เรียกว่า จตุตถฌาน หรือฌานที่4

ถ้าผู้ใดฝึกอรูปฌาน 4 ได้แก่
1. อากาสานัญจายตนะ เพ่งอากาศๆ เป็นอารมณ์ จนถึงฌาน 4
2. วิญญารัญจายตนะ กำหนดหมายเอาวิญญาณเป็นอารมณ์จนถึงญาน 4
3. อากิญจัญญายตนะ กำหนดว่าไม่มีอะไรเป็นอารมณ์จนถึงฌาน 4
4. เนวสัญญานาสัญญายตนะ กำหนดหมายเอาอาการไม่มีวิญญาณ คือไม่รับรู้ รับทราบ อะไรเลยเป็นสำคัญ จนถึงฌาน 4
ดังนั้นหากรูปฌาน 4 กับอรูปฌาน 4 จึงเรียกรวมว่าฌาน 8 แต่จุดมุ่งหมายเบื้องต้นควรอยู่ที่ฌาน1-4 ในรูปฌาน "อานิสงค์ฌาน4 " ให้ไปดูที่กระทู้ที่102

************************************************************

"นิวรณ์ 5"
เป็นอกุศลกรรมที่คอยทำลายล้างความดีที่เป็นกุศล คือฌาน มิให้ทรงตัวอยู่ได้ และเป็นอนุศัยนอน เนื่องอยู่ในจิตตามมาหลายภพ หลายชาติมาก
***ท่านผู้รู้กล่าวไว้ควรคิดว่า เป็นธรรมดาอยู่เองที่จิตใจจะต้องอดคบหาสมาคมกับนิวรณืไม่ได้ เพราะเป็นเพื่อนเก่า ถ้าจะไม่คบด้วยจะฝืนอารมณ์มิใช่น้อย
*** ส่วนฌานเปรียบเสมือนเพื่อนหน้าใหม่มีนิสัยตรงกันข้ามกับเพื่อนหน้าเก่า ดังนั้นการดำรงจิตอยู่ในอารมณ์ฌานจึงทรงตัวอยู่ได้ไม่นาน ทรงตัวอยู่ได้ชั่วขณะ จิตก็เคลื่อนออกจากอารมณ์ฌานคลานเข้าไปหานิวรณ์ อาการอย่างนี้เป็นกฎะรรมดาของท่านที่เข้าถึงฌานในระยะต้นๆ
เมื่อนักปฏิบัติ จิตเข้าสู่ระดับฌาน1-4-8 ถ้ายังไม่ได้ฝึกให้ชำนาญ คือเข้าออกฌานตามกำหนดเวลาได้แล้ว จิตก็จะยังทรงสมาธิได้ไม่นาน จิตจะถอยหลังเข้าหานิวรณ์5 แน่นอน จงอย่าท้อถอยกำลังใจ หมั่นฝึกฝนเข้าฌานโดยกำหนดเวลาว่า ต่อแต่นี้ไปเราจะดำรงอยู่ในฌาน แล้วก็เริ่มทำสมาธิเข้าสู่ฌาน(จนกว่าจะได้เวลาอันสมควรที่ตั้งเอาไว้) เมื่อึงเวลาแล้วจิตจะเคลื่อนจากฌาน มีความรู้สึกตามปกติเอง ทำจนทรงอารมณ์ฌานได้มากขึ้นๆตามลำดับ
นิวรณ์มี 5 อย่างได้แก่
***1. กามฉันทะ ความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รสและสัมผัส อันเป็นวิสัยของกามารมณ์
***2. พยาบาท ความผูกโกรธ จองล้างจองผลาญ
***3. ถินมิธะ ความง่วงเหงาหาวนอน
***4. อุทธัจจกุกกุจจะ ความคิดฟุ้งซ่าน และรำคาญหงุดหงิดใจ
***5. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในผลของการปฏิบัติ ไม่แน่ใจว่าจะมีผลจริงตามที่คิดไว้หรือไม่เพียงใด

*************************************************************************

"ปฐมฌาน"
ปฐมฌาน ท่านกำหนดองค์ประกอบของฌานไว้ 5 อย่าง ได้แก่
1 . วิตก กำหนดนึกคิดโดย กำหนดรู้ลมหายใจ เข้า/ออก ว่าหายใจเข้าหรือหายใจออก
1.1 ถ้ามีภาวนา ก็รู้ภาวนาอยู่มิได้ขาด
1.2ถ้าเพ่งกสิณ ก็กำหนดภาพกสิณ ในกองนั้นๆ ตลอดเวลา

2. วิจาร ถ้ากำหนดลมหายใจ ก็ใคร่ครวญกำหนดรู้ไว้เสมอว่า เราหายใจเข้า หรือหายใจออก สั้นหรือยาว แรงหรือเบา ก็รู้ ตามหลักการจะแบ่งเป็น 3ฐาน คือ รู้ลมสัมผัส+ลมกระทบจมูกเข้า>> กระทบ อก>> กระทบ ศูนย์เหนือสะดือเล็กน้อย
+ลมหายใจกระทบเหนือศูนย์เหนือสะดือออก>>กระทบ อก >> กระทบ จมูกหรือกระทบ ริมฝีปาก ออก
+เวียนไปมา
2.1 ถ้ามีภาวนา ก็กำหนดรู้ไว้เสมอว่าเราภาวนาถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ประการใด
2.2 ถ้าเพ่งภาพกสิณ ก็กำหนดหมายภาพกสิณว่า เราเพ่งกสิณอะไร มีสีสันวรรณะเป็นอย่างไร ภาพกสิณเคลื่อนหรือคงสภาพสี ของกสิณเปลี่ยนแปลงหรือคงเดิม หรือมีอารมณ์อื่นสอดแทรกเข้ามาหรือไม่ เล็ก/ใหญ่ สูง/ต่ำ อย่างไรเป็นต้น

3. ปิติความชุ่มชื่น ความชุ่มชื่นเบิกบานใจ ให้ไปดูที่ปิติ 5 อย่าง

4. ความสุข เยือกเย็น เป็นความสุขทางกายอย่างประณีต ซึ่งไม่เคยมีมากาลก่อน

5. เอกัคคตารมณ์ มีอารมณ์เป็นหนึ่ง คือ ตั้งมั่นอยู่ในองค์ทั้ง 4 ประการนั้นไม่เคลื่อนคลาย

***ข้อสังเกต คือ ในขณะทรงสมาธิอยู่นั้น หูยังคงได้ยินเสียงจากภายนอก ทุกอย่าง แต่ว่าอารมณ์ภาวนาไม่รำคาญในเสียง ทรงความเป็นหนึ่งไว้ได้
***ท่านกล่าวว่า กายกับจิตเริ่มแยกกันเล็กน้อย เมื่อจิตเข้าระดับของปฐมฌาน กลับเฉยเมยต่อเสียง คำนึงถึงอารมณพระกรรมฐานได้เป็นปกติ

***เสี้ยนหนามของปฐมฌาน****
เนื่องจากเป็นฌานโลกีย์อยู่ จึงเป็นฌานที่เสื่อมได้ง่ายทันที หากจิตยังหมกมุ่นอยู่ใน นิวรณ์ 5 อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ 5 อย่าง และเสียงจากภายนอก

*********************************************************************

"ทุติยฌาน"
มีองค์ประกอบอยู่ 3 ประการได้แก่
1. ปิติ 5อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง จนละเอียดถึงระดับ มีแต่ความอิ่มเอิบใจ
2.สุข ความสุขอย่างประณีต
3. เอกัคคตา มีอารมณ์เป็นหนึ่ง
***ในระยะนี้อารมณ์จิตจะละ วิตก และวิจาร ได้เป็ฯไปตามลำดับเอง(อย่าไประงับด้วยความตั้งใจ จะเป็ฯอุปกิเลสกินใจเปล่าวๆ ) จิตจะหยุดภาวนาเองเฉยๆมีอารมณ์นิ่งดิ่ง สบายกว่าขณะที่ภาวนามาก ลมหายใจอ่อนระรวยลง หูได้ยินเสียงภายนอกแต่เบามาก จิตไม่สนใจ ต้องมีสติสัมปชัญญะคุมอารมณ์อย่าให้เคลื่อน
*****เสี้ยนหนามของทุติยฌาน ได้แก่ 1. วิตก 2. วิจาร

*********************************************************************

" ตติยฌาน"
มีองค์ประกอบ 2 อย่าง คือ
1. สุข ได้แก่ความสุขที่ปราศจากปิติ เป็นความสุขทางจิตเฉพาะ ไม่มีความสุขที่เนื่องด้วยกาย
2. เอกัคคตา มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ที่ไม่มีอารมณ์ห่วงใยในกาย เป็นอาการสงัดจากกาย ท่านว่าจิตแยกออกจากความสนใจในกายเด็ดขาด
**มีอาการทางทางกายเครียด คล้ายกับใครมาจับมัดไว้จนแน่น หรือคล้ายหลักที่ปักจนแน่นไม่มีการโยกโคลงได้นั้น ลมหายใจรู้สึกแต่เบาเต็มที หรือคล้ายไม่มีลมหายใจ จิตสงัดดีไม่มีหวั่นไหว ไม่มืด มีความโพลงแนบแน่นในสมาธิมาก
*****เสี้ยนหนามของฌานที่ 3 คือ ปิติใน ฌานที่1และ2

************************************************************************

"จตุตถฌาน"
มีองค์ประกอบ 1 อย่าง คือ
1. เอกัคคตา มีอารมณ์เป็นหนึ่ง จนเป็นอุเบกขารมณ์ในทุกสิ่ง รู้แต่วางทันที
****มีอาการแสดงผลดังนี้
การเปรียบเทียบอารมณ์ ในฌาน 4
1 . ลมหายใจเข้า/ออก ละเอียดจนไม่ปรากฏว่ามีลมหายใจ โดยข้อเปรียบเทียบไว้ 4 อย่างคือ เสมือน
1) คนตาย 2)คนดำน้ำ 3) เด็กในครรภ์มารดา 4)คนเข้าถึงฌาน 4 เป็นต้น
2. มีอารมณ์จิตโพลงสว่างไสว เกินกว่าฌานอื่นใด มีอารมณ์สงัดเงียบ ไม่เกี่ยวข้องด้วยร่างกายเลยทุกสิ่ง
****ดังนั้น อานาปานสติ คือลมหายใจเข้า ลมหายใจออก จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง*****
*******เสี้ยนหนามของฌาน4 คือฌาน 3,2และ1**********

**************************************************************************

***เมื่อมีความคล่องแคล่วในฌาน4******
เมื่อท่านมีความคล่องแคล่วชำนิชำนาญดีแล้ว ให้เข้าสู่ฌาน4 แล้วถอยจิตออกมาหยุดอยู่เพียงอุปจารฌาน แล้วอธิษฐานว่า "ขอร่างกายนี้จงเป็นโพรง และกายอีกกายหนึ่งจงปรากฏ" แล้วเข้าฌาน 4 ใหม่ แล้วออกจากฌาน4 มาหยุดเพียงอุปจารฌาน ท่านก็จะเห็นกายเป็นโพรงใหญ่ จะมีกายของเราเองอีกกายหนึ่งปรากฏขึ้นในกายเดิม ที่ท่านเรียกในมหาสติปัฏฐานว่า "กายในกาย" จะบังคับให้กายในท่องเที่ยวในกายหยาบทั่วไปก็ได้ ต่อมาบังคับกายนี้ไปภพภูมิใด ก็ได้ เรียกว่า "มโนมยิทธิ "
*************************************************************************

***ฌาน4 ในกสิณ 10 จะได้นำมากล่าวในวาระต่อไป******

***คนเมืองบัว****

อานิสงส์ของฌานสมาบัติที่ 4

1. ท่านที่ทรงฌาน 4 ไว้ได้ในขณะที่มีชีวิตอยู่ จะมีอารมณ์แช่มชื่น ตลอดวันเวลา จะแก้ไขปัญหาของตนเองได้อย่างอัศจรรย์

2. ท่านที่ได้ฌาณ 4 สามารถจะทรง วิชชาสาม อภิญญาหก ปฏิสัมภิทาญาณได้ ถ้าท่านต้องการ

3. ท่านที่ได้ฌาน 4 สามารถจะเอาฌาน 4 เป็นกำลังของ วิปัสสนาญาณ ชำระกิเลสให้หมดสิ้นไป อย่างช้าภายใน 7 วัน อย่างกลางภายใน 7 เดือน อย่างเร็วภายใน 7 วัน

4.หากท่านไม่เจริญวิปัสสนาญาน ท่านทรงฌาน 4 ไว้ไม่ให้เสื่อม ขณะตาย และตายในระหว่างฌาน จะได้ไปเกิดในพรหมโลก ชั้นที่ 10 และชั้นที่ 11


__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #68  
เก่า 20-10-15, 22:07
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

................การขอขมา พระรัตนตรัย......................
............................สองวิธีการ คือ..........................


.....1.การปฏิบัติบูชา ด้วยการเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ในทางโลก และ ทางธรรม
.....2.ด้วยอามิส บูชา ถึงจะเป็นสิ่งที่ดู
ว่าไม่ปราณีตนัก แต่ก็เป็นอานิงค์ ให้เข้าถึงการปฏิบัติ บูชาในที่สุด
......2.1 . การสร้างพระชำระหนี้สงฆ์ ขนาด ตั้งแต่ 30 นิ้ว ขึ้นไป จนถึงขนาด 4 ศอก
......2.2การสร้างหนังสือ พระไตรปิฏก ประเภทต่างๆ รวมถึงหนังสือ มนพิธี ( ถือว่าเป็นพระไตรปิฏกฉบับย่อ )
.......2.4 การชำระหนี้สงฆ์ด้วย ผ้าไตรชีวร
.......2.5 "..........................." บริจากเงินซื้อที่ดินถวายวัด
.......2.6 ".........................." สังฆทาน ผ้าป่า กฐิน
...........ในที่นี้จะกล่าวถึงวิธีการแบบที่ 2................
.................แบบอามิสบูชา

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
....เครื่องสักการะพื้นฐาน
...1. ธูปเทียนแพ....................1 ชุด
...2. พวงมาลัยมะลิสด..............1. พวง
...3. พานที่จะวางธูปเทียนแพ 1 พาน.
...4.ธูป .............3 , 5 , 9 , 16 ดอก ตามกำลังใจ
...5. เทียนหนัก 1 บาท.............2. เล่ม
............นำเครื่องสักการะนั้นไปต่อหน้า พระปฏิมากร ( ในต่างประเทศให้ อนุโลมใช้ พระเครื่อง หรือ รูปภาพพระพุทธเจ้า ก็ได้เช่นกัน )
""""""""""
......วิธีการ
""""""
......ว่างเครื่องสักการนั้นๆไว้ในที่สมควร หน้าพระพุทธรูป
.....จุดเทียน ก่อน...แล้วจึงจุดธูป ที่เตรียมไว้
""""""

.............คำขอขมาพระรัตนตรัย...........................
...นะโม....3 จบ
...........สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ
ทวารัตตะเยนะ กะตัง
............".........................................................."
ขะมามิ ภันเต
...ข้าพเจ้า ชื่อ.........สกุล....... หากข้าพระพุทธเจ้า ได้เคยประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกินต่อพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระธรรม และพระอริยะสงฆ์ทั้งหลาย (..............ถ้าหากรู้นามท่านให้กล่าวด้วย )
...ในชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ด้วยทางกาย หรือวาจาก็ดีหรือ ด้วยใจก็ดี
...ด้วยเจตนาก็ดีหรือไม่เจนาก็ดี รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี
...ขอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระธรรม พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย และผู้มีพระคุณทุกท่าน ได้โปรดอดโทษ ให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราท้าวเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ "

...กรรมปรามาททั้งหลายจะสลายตัวลง การที่จะกระทำบารมีใหม่ จะง่ายขึ้นไม่ติดขัดทั้งทางโลกทางธรรม
........ขอให้ทุกท่าน คิดสิ่งใดสมความปราถนาโดยทุกประการ โดยทั่วหน้ากัน..เถิด

***คนเมืองบัว****
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #69  
เก่า 20-10-15, 22:12
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

เล่าสู่กันฟัง เรื่อง คนดวงตก

คนดวงตกเป็นความหมายที่มักชินหูกับศัพท์เฉพาะในวิชา โหราศาสตร์ ซึ่งหลักโหราศาสตร์ไทย 1-5 ตำรา มีความแม่นยำในการเปิดเผยความลับสวรรค์ " กฏแห่งกรรม กุศล+อกุศล " ความแม่นยำ 80-95 % เพียงแค่นี้คนทั้งหลายก็ชื่นใจแล้วกว่าจะได้ประคับประคองตัว ถึงการปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นการแก้ไขดวงอย่างถาวร ความจริงแล้วสมาธิที่ทรงตัว ทุกขณะจิตในการประกอบกิจการงานต่าง ๆนี้ต่างหากที่ไปควบคุม
"ดวงชะตา"

สมาธิ แบ่งออกเป็น 2 หมวดใหญ่ ได้แก่
1. โลกียะ
2. โลกุตตร

สมาธิแบบ โลกุตตร นั้นท่านอาจารย์ได้กล่าวไว้แล้ว แต่ในส่วนของสมาธิฝ่ายโลกียะนั้น ขอกล่าวไว้พอ เป็นแนวทางให้การครองเรือนมีความสุขบ้าง จะรวมเข้าหมวดข้อธรรม ของพระพุทธเจ้าได้แนะนำไว้ใน
หมวดธรรมการครองเรือน ให้ไปดูหนังสือ นวโกวาท เพิ่มเติม สมาธิที่ติดตัวกันมาตั้งแต่เกิด มี 3 ลำดับได้แก่

-1. สมาธิอย่างหยาบ เช่น จิตตั้งมั่น->กระทำการ->ตั้งมั่น->กระทำการ อย่างนี้เป็นต้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งได้แก่ การเคลื่อนไหวของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายเรา

-2. สมาธิอย่างกลาง เช่นการเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่งที่เกิดในจิต ซึ่งจะมีสภาวะ เกิด->ดับ ไปเรื่อย ๆ นั้นและจะมีสมาธิเชื่อมต่ออยู่ แต่ด้วยผลของความถี่ที่สูงและละเอียด เราจึงสังเกตไม่ได้ จนกว่า เราจะหยุดนิ่งจริง ๆ จึงเห็นว่าเรามีสมาธิอยู่

-3. สมาธิอย่างละเอียด ความจริงเป็นผลของสมาธินั่นเอง กล่าวคือ ผลของสมาธิมาเป็นสมาธิใช้งานหรือ เรียกว่า สติ-สัมปชัญญะ ซึ่งเป็นตัวควบคุมพฤติกรรมที่แสดงออกของมนุษย์เรา มนุษย์เราเกิดมาพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า เป็นผลของ กุศล+อกุศล+ตัณหา+อุปาทาน+ขันธุ์ 5 จึงทำให้เกิดมาเป็นตัวของเราท่านทั้งหลายซึ่งหมายถึงรวมเอากิเลสใหญ่มาด้วย คือ

ราคะ - รูปสวยเสียงเพราะ รสดอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ
โทสะ - ความไม่พอใจ ความยึดมั่นในอัตตาตัวตน
โมหะ - ความหลงว่า เราดีกว่าเขา เราไม่ดีกว่าเขา หรือเราเสมอเขา
ส่วนใหญ่ทุกคนมี กิเลสทั้ง 3 อย่างนี้อยู่ในตน แต่มีความโดดเด่นต่างกัน เช่น บางท่านมี ราคะ,โทสะ,โมหะ หรือ ราคะ,โมหะ,โทสะ หรือ โทสะ,ราคะ,โมหะ ( เรียงจากมากไปน้อย ) เป็นต้น

เมื่อใดสมาธิตก การใคร่ครวญหาเหตุผลในการครองเรือนและการงานก็น้อยลงไป กิเลสที่มีอยู่ในใจอยู่แล้ว
ขาดความควบคุมของสมาธิ ก็จะแสดงผล โดยอิงเหตุผลที่ตามใจตัวเอง โดยไม่ฟังเหตุผลของธรรมชาตินั้น ๆ

ดังนั้นเมื่อทำเหตุไม่ดีไว้ก่อน ผลในเวลาต่อมาจึงไม่สำเร็จตามความเป็นจริง นี้แหละคือดวงตกคือ สมาธิตก ถ้าหากท่านไม่ต้องการดวงตก จงทรงอารมณ์ของผู้ไม่ประมาท คือมีสติสัมปชัญญะให้เป็นปกติ ใช้วิจารณญาณตามเหตุผลของงาน บุคคล เวลา

สถานที่นั้น ๆ โดยธรรมของพระพุทธเจ้า ที่เป็นตัวเข้ามามีบทบาทกับทุก ๆ สิ่ง ทุก ๆ อย่างที่คุณกำลังคิดจะทำหรือ กำลังทำ เมื่อทำได้ดังนี้แล้ว ดวงคุณก็จะดีตลอดกาลแล

***คนเมืองบัว***
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #70  
เก่า 20-10-15, 22:16
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 896
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3339
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

เล่าสู่กันฟัง เรื่อง ดวงตกเพราะสมาธิจิตตก (ต่อ)

และเมื่อสมาธิตกถึงขนาด ที่เริ่มเกิดมิจฉาทิฐิมากขึ้นแล้ว ความสะสมของการคิด พูด และ ทำในกิจการต่าง ๆ
ก็จะเป็นไปตามกิเลสของตนเองมากกว่าจะใช้เหตุผลที่ควรจะเป็น มากขึ้นตามลำดับเรื่อย ๆ ซึ่งก็จะมีพฤติกรรมที่แสดงออกในลักษณะดังนี้

** เริ่มเห็นแก่ตัวมากขึ้น เช่น เริ่มตระหนี่ในการทำทาน เริ่มเอาเปรียบทางเพศ เริ่มคิดชิงดีชิงเด่นโดยไร้ซึ่งเหตุผล เริ่มเบียดเบียนผู้อื่นด้วยความอำมหิตด้วยกลโกงต่างๆที่แยบยลยิ่งขึ้น

** เริ่มมีอิทธิบาท 4 ในทางอกุศลในทุก ๆ เรื่อง
** เริ่มมีวาจาที่โอหัง ก้าวร้าว หยาบกระด้าง และ เชือดเฉือนบุคคลอื่น ๆ ให้ไม่พอใจ ไม่มีปิยะวาจาและขาดสัจจะวาจา
** เริ่มละเมิดศีล 5 มากขึ้นตามลำดับ
** เริ่มขาดพรหมวิหารธรรม
** เริ่มเกียจคร้านในการทำงานปกติประจำวัน
** เริ่มเกียจคร้านในการงานภายในครอบครัวของตัวเอง
**เริ่มมักมากในเรื่องเพศ
**เริ่มหาเหตุผลที่จะโต้แย้ง กฏระเบียบสังคมที่ดี
** เริ่มมีอารมณ์ฉุนเฉียว เมื่อตนเองไม่พอใจในการกระทำของบุคคลอื่นรอบข้าง
** เริ่มฟุ้งซ่าน ทะยานอยาก เกินกว่ากำลังของปัญญาตนเอง (มีเงินเดือนอยู่ไม่กี่พันแต่อยากได้ รถเบนซ์มาขับ )

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งบอกเหตุให้เรารู้ได้ว่า เรากำลังดวงตกแล้ว ดังนั้นผลของการดวงดีหรือดวงตก ก็จะส่งผลมาตามลำดับซึ่งในระหว่างที่ส่งผลนี้ก็จะมีปัจจัยพิเศษต่าง ๆเข้ามาเป็นตัวเร่งผลแห่งดวงตก เช่น

*-*-* กฏแห่งกรรมของการละเมิดศีล 5 ที่แล้ว ๆ มาเริ่มส่งผล
*-*-* เจ้ากรรมนายเวรจากชาติก่อน ๆ ที่แล้วมาเริ่มตามมาทวง และส่งผล
*-*-* อนุสัยเดิมฝ่ายอกุศล จากชาติที่แล้วมาเริ่มส่งผล หลังจากที่ทุกท่านได้เห็นผลของการดวงตกแล้วพอจะคิดได้บ้างหรือยังว่าความตก ต่ำที่รอพวกท่านอยู่ ในภายภาคหน้านั้น สุดแสนจะปวดร้าวอย่างไรหากคิดไม่ออกจะขอกล่าวไว้พอเป็นสังเขปจากประสพการณ์ ที่ได้รับรู้มาบ้างดังนี้

*** 1 *** เริ่มตกต่ำตัดรอนชื่อเสียงให้เสียหายมากขึ้น ๆ และรุนแรงถึงที่สุดแล้ว ใคร ๆ ก็จะหลีกห่างจากเราเนื่องด้วยได้ฉายแววแห่งความเป็นคนพาลเสียเต็มที่แล้ว นั่นเอง

*** 2 *** เริ่มใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อโลกธรรม 8 มาเป็นของตนเองแม้แต่ความรักก็ยังต้องใช้เงินซื้อมาที่มีอยู่ตอนดวงดีสุด ๆ จะถูกใช้จ่ายแบบไม่มีเหตุผล และเครดิตที่มีมาแบบดีอยู่อย่างมาก ก็จะถูกหยิบยก นำมาเพื่อหยิบยืมเงิน
เพื่อมาใช้จ่ายแบบไม่มีเหตุผล จนเกือบหมด หรือ หมดไปเลย

*** 3 *** เริ่มมองสังคมส่วนรวมว่า ไม่ยุติธรรม และก็จะเริ่มดูหมิ่นคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า ไม่เห็นจะจริงเลย ทำดีไม่เห็นจะได้ดี (เพราะเหตุว่า จากข้อ 1-12 ที่ได้แจงมาแล้วนั้นคนดวงตกมองว่า เขา ได้พยายามทำดีอย่างเต็มที่แล้วนั่นเอง แต่หารู้ไม่ว่าผลที่เขากำลังจะได้รับนั้น ล้วนแต่ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกประการ )

*** 4 *** เริ่มส่งผลทางจิตใจ และ ร่างกาย เช่น เกิดโรคต่าง ๆ นานา ขึ้นเหตุเพราะช่วงที่ระเริงอยู่ใน หัวข้อ1-12 นั้นเขาได้ทุ่มเททั้งกายและใจอย่างยิ่งเต็มที่เพื่อไปแลกกับความสุขที่เจือ ด้วยอามิสมา จนร่างกายเริ่ม เสื่อมลงไปเรื่อยๆ (อาจติดเอดส์ ได้นา ) ผลของ ดวงตกทั้ง 4 ประการนี้ ผมคนเมืองบัวคิดว่า ไม่น่าจะเกิด และขอจงอย่าเกิดกับพวกเราเลยจะดีกว่านะครับ หากตราบใดที่เราไม่ประมาทจนเกินไปผมคิดว่าเรื่องแบบนี้ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น กับเรา

***โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ **
****คนเมืองบัว***
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 17:42


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่