อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ปกิณกะธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 11-11-09, 09:51
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Smile พระพุทธเจ้าโปรดอาฬวกยักษ์ ในพรรษาที่ 16 หลังการตรัสรู้

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

ข้าพเจ้าขอขมาต่อคุณพระศรีรัตนตรัยและผู้มีคุณทุกท่าน หากข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินไป และขออาราธนาบารมีของแก้วประเสริฐสามประการ ตลอดจนพรหม เทวดา ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย อันมีหลวงปู่ปาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด

เมื่อครั้งที่นาคน้อยตามเสด็จคณะพระธาตุแก้วมณีโชติไปทำบุญทริปลอยกระทงประจำปี 52 ทางคณะได้แวะเข้าไปทำบุญที่ศาลาแก้วกู่ จ.หนองคายในวันเพ็ญเดือนสิบสองนั้น ได้เห็นรูปปั้นมากมาย เป็นทั้งรูปปั้นพุทธประวัติ รูปปั้นพระอนาคตวงศ์ รูปปั้นเทวลัย ต่าง ๆ มีความวิจิตรสวยงามมาก แต่รูปปั้นหนึ่งซึ่งเห็นแล้ว ก็ยังติดอยู่ในใจมาตั้งแต่บัดนั้น นั้นก็คือรูปปั้นของพระพุทธเจ้าครั้งเสด็จไปโปรดอาฬวกยักษ์ที่เมืองอาฬวี เห็นยักษ์ถึอกระบอง เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จประทับนั่งบนบัลลังค์ และมีทหารอุ้มเด็กทารกอยู่ ก็เลยสงสัยว่า เรื่องราวจริง ๆ ของการโปรดอาฬวกยักษ์ของพระพุทธองค์เป็นเช่นไรกันแน่ นาคน้อยจึงไปค้นคว้าหาข้อมูล และได้กระจ่างใจแล้วว่าเรื่องราวพิศดารยิ่งนัก จึงอยากจะเรื่องราวนี้มาแสดงให้ท่านสาธุชนผู้จำเริญ ณ โอกาสนี้เทอญ
อภิญญา-พระพุทธเจ้าโปรดอาฬวกยักษ์ ในพรรษาที่ 16 หลังการตรัสรู้-de0000058-jpg

มีพระราชาพระองค์หนึ่งชื่อ อาฬวก โปรดปรานการล่าเนื้อเพื่อเกมส์กีฬา วันหนึ่งได้พาเหล่าข้าราชบริพารเข้าไปในป่าเพื่อล่าเนื้อ ปรากฏว่ามีเนื้อตัวหนึ่งวิ่งไปทางพระองค์ พระองค์จึงได้สิทธิ์ในการล่าเนื้อตัวนี้ เพราะตกลงกันว่าเนื้อวิ่งไปทางใดผู้นั้นจะได้สิทธิ์ในการล่าเนื้อตัวนั้น ด้วยพระปรีชาสามารถจึงยิงศรไปโดนเนื้อ เนื้อก็สิ้นชีพลง พระองค์จึงต้องแบกเนื้อตนนั้นกลับมายังที่พัก ในระหว่างทางด้วยความเหน็ดเหนื่อยจึงเข้าไปนั่งพักใต้ต้นไม้ใหญ่ตนหนึ่ง เคราะห์กรรมได้มาถึงพระองค์แล้ว เนื่องจากต้นไม้นั้นอาฬวกยักษ์ได้รับพรจากท้าวเวสสุวัณว่า ถ้าผู้ใดมาพักอยู่ใต้ต้นไม้นี้ อาฬวกยักษ์มีสิทธิ์จับกินได้ ยักษ์ก็แสดงตนออกมาแล้วกล่าวกับพระราชาว่า เราจักกินท่านเป็นอาหาร ซึ่งเป็นสิทธิ์ของเราด้วยชอบธรรม ด้วยความอาลัยในชีวิตของตนก็ต่อรองกับยักษ์อาฬวกะว่า ถ้าท่านปล่อยเราไปเราจะส่งมนุษย์มาให้ท่านกินเป็นอาหารทุกวัน แต่ยักษ์ก็ไม่ยอมเชื้อ พระราชาจึงบอกถ้าท่านไม่เชื่อก็สามารถไปจับเรากินได้ที่พระนคร เมื่อพระราชากลับมาถึงพระนครก็มีแต่ความกังวลใจ จึงออกอุบายให้อำมาตย์ส่งนักโทษในเรือนจำไปให้ยักษ์กิน โดยบอกกับนักโทษว่าถ้าผู้ใดนำถาดภัตตาหารไปให้เทวดาใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งในป่า จะได้รับอภัยโทษ นักโทษก็มุ่งไปให้ยักษ์กินโดยไม่รู้ว่าเป็นอุบายของพระราชา เหตุการณ์เกิดขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งหานักโทษในเรือนจำไม่ได้อีก ข่าวลือก็แพร่ออกไปว่า ถ้าผู้ในถูกสั่งขังในเรือนจำก็จะไม่สามารถกลับออกมาได้อีก การโจรกรรม อาชญากรรม ในเมืองก็กลับหายไปสิ้น ด้วยเกรงว่าตนถูกจับแล้วจะไม่ได้กลับออกมาอีก
อภิญญา-พระพุทธเจ้าโปรดอาฬวกยักษ์ ในพรรษาที่ 16 หลังการตรัสรู้-a00-jpg
เมื่อไม่มีนักโทษแล้ว พระราชาก็ออกอุบายให้อำมาตย์นำเงินจำนวนพันชั่งใส่ถุงแล้วนำไปทิ้งไว้กลางทาง ถ้าผู้ใดเก็บขึ้นมาก็ให้จับตัว แล้วส่งไปให้ยักษ์กิน แรก ๆ ผู้ก็พากันเก็บถุงนั้น แต่พอทราบข่าวลือว่าผู้ใดเก็บไปแล้วจะถูกทางการจับตัว และจะไม่ได้กลับมาอีก จากนั้นก็ไม่มีใครกล้าเก็บเงินในถุงนั้นอีก เมื่อไม่มีคนส่งไปให้ยังษ์กินอีก พระราชาก็ปรึกษากับอำมาตย์ว่าเราจะทำเช่นไรดี อำมาตย์ก็เสนอให้จับเอาเด็กเล็ก ๆ ซึ่งยังไม่รู้เดียงสาไปให้ยักษ์กิน พอชาวเมืองทราบข่าวก็พาลูกของตนหนีไปอยู่เมืองอื่น จนกระทั่งอายุ 12 ปีแล้วจึงค่อยกลับมา หญิงมีครรถ์ก็เช่น ก็เดินทางไปคลอดลูกทีเมืองอื่น ๆ อำมาตย์ก็เข้าไปทูลกับพระราชาว่าไม่มีเด็กคนใดเหลือในเมืองอีกแล้ว เว้นแต่พระราชาโอรสของพระองค์เอง ด้วยความรักชีวิตของตนยิ่งกว่าลูกในใส้ พระองค์จึงให้ทหารนำพระโอรสไปให้อาฬวกยักษ์กิน

ตามเดิมนั้นได้มีพระพุทธเจ้าผ่านมายังที่อยู่ของอาฬวกยักษ์แล้วถึงสามพระองค์ในภัทรกัปล์นี้ พระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 1 เสด็จมาแล้วยืนอยู่ตรงราวป่า แล้วทรงตรัสพยากรณ์ยักษ์ตนนี้ไว้ว่า "ที่นี้เป็นที่อยู่อาศัยของอาฬวกยักษ์ผู้มีฤทธิ์มาก การจะทำให้ยักษ์ตนนี้ตั้งมั่นในไตรสรณคมณ์ยังหามีไม่ในกาลนี้ และนับจากนี้ไปในภัทรกัปท์นี้จักมีพระพุทธเจ้าอีกสองพระองค์มาตรัสพยากรณ์เช่นเดียวกับเรานี้ แล้วจึงจะมีพระพุทธเจ้าพระองค์ถัดไปพระนามว่าพุทธโคดมมาโปรดและทำให้ยักษ์ตนนี้ตั้งมั่นในไตรสรณคมณ์ได้" นับจากนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 2 และ 3 ก็เสด็จมากระทำพุทธกิจเช่นเดียวกัน อาฬวกยักษ์เห็นดังนั้นก็สำคัญตัวว่า พระพุทธเจ้าผู้ที่ได้ชื่อว่าประเสริฐที่สุดในสากลพิภพจักรวาล ยังไม่สามารถเข้ามายังที่อยู่ของเราได้ ด้วยเพราะเกรงกว่าฤทธิ์อำนาจของเรา พระพุทธเจ้าล่วงไปแล้ว 3 พระองค์ก็ยังหามีพระองค์ใดกล้าเข้ามาหาเราได้
อภิญญา-พระพุทธเจ้าโปรดอาฬวกยักษ์ ในพรรษาที่ 16 หลังการตรัสรู้-a01-jpg
ด้วยพระญาณอันประมาณมิได้ของพระพุทธองค์ ทรงเห็นว่าถึงกาลที่พระราชโอรสของพระราชาพระนามว่าอาฬวกะ และอาฬวกยักษ์จะถึงกาลบรรลุธรรมแล้ว เนื่องจากในวันนั้นยักษ์ทุกตนต้องเข้าไปประชุมที่ยักษ์สภา อาฬวกยักษ์จึงต้องออกไปจากวิมานของตน พระองค์จึงเสด็จไปยังวิมานอันใหญ่โตมโหฬารที่ตั้งอยู่ติดพื้นดิน แต่ว่ายักษ์ที่เป็นยามรักษาความปลอดภัยของวิมาน กล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าแล้วก็เกรงจะมีภัยเกิดแก่พระพุทธองค์ ด้วยสำคัญว่าอาฬวกยักษ์จะทำร้ายพระองค์เอาได้ จึงกล่าวห้ามพระพุทธองค์ไม่ให้ล่วงล้ำเข้าไปในวิมานนั้น แต่กล่าวแล้วสามครั้ง พระพุทธเจ้าก็ยืนยันเช่นเดิม พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปประทับนั่งนะบัลลังค์ของอาฬวกยักษ์ ยักษ์ที่เป็นยามนั้นก็เลยเหาะไปยังยักษ์สภาเพื่อแจ้งข่าวแก่อาฬวกยักษ์ เนื่องด้วยฉับพลันทรังสีของพระพุทธองค์ก็ทำให้นางยักษิณีจำนวน 500 บริวารของอาฬวกยักษ์ในวิมานออกมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เทศน์โปรดนางยักษิณีทั้งหลายว่า ด้วยผลของทาน การรักษาศีล ของพวกเธอจึงทำให้ได้เสวยในสมบัติอันเป็นทิพย์นี้ จงอย่าละซึ่งเหตุทั้งสองนี้ และให้เลิกอิจฉาริษยาซึ่งกันแล้วกัน นางยักษ์ทั้ง 500 ก็มีจิตตั้งมั่นในไตรสรณคมน์ ในเวลานั้นมียักษ์สองตนชื่อ สาตาครียักษ์ และเหมวตยักษ์เหาะผ่านมา เห็นฉับพลันทรังษีพุ่งออกมาจากวิมานของอาฬวกยักษ์ก็แปลกใจ เหาะเข้าไปในวิมานเห็นพระพุทธเจ้าก็กราบพระองค์ สรรเสริญพระพุทธเจ้าแล้วก็เหาะไปยังยักษ์สภา ยักษ์ทั้งสองก็ดีใจแทนอาฬวกยักษ์ที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาหาถึงวิมาน ก็นำความไปบอกแก่อาฬวกยักษ์ เมื่ออาฬวกยักษ์ได้ข่าวจากยักษ์ที่ยามวิมานของตนก็ยังระงับโทสะได้ แต่พอสาตาครีและเหมวตยักษ์มาบอกข่าวอีกที ก็ไม่สามารถระงับโทสะเอาไว้ได้ อดทนจนเลิกประชุมก็เหาะกลับมายังวิมานของตน ด้วยสำคัญตนว่าเราเป็นผู้ที่มีฤทธิ์มาก เป็นหนึ่งในยักษ์ที่มีฤทธิ์มากที่สุด แม้พระพุทธเจ้า 3 พระองค์ล่วงไปแล้วก็ยังไม่กล้าเข้ามาในที่พำนักของเราได้ จึงประกาศก้องว่า เราคือ เรา คือ อาฬวกะ หมายให้พระพุทธเจ้าเสด็จออกไปจากบัลลังค์ของตน เสียงดังก้องไปทั่วชมพูทวีป นี้นับเป็นเสียงก้องทั่วชมพูทวีปเป็นครั้งที่สี่ในภัทรกัปล์นี้
เสียง ๔ ประเภทได้ยินในชมพูทวีปทั้งสิ้น คือ
๑. เสียงที่ปุณณกะ ยักขเสนาบดีชนะพระเจ้าธนัญชัยโกรัพยะด้วยการพนัน ปรบมือประกาศก้องว่า เราชนะแล้ว (ยักษ์จึงขอพระราชาทาน วิฑูรบัณฑิตซึ่งเป็นอำมาตย์ พระวิฑูรบัณฑิตเป็นพระชาติหนึ่งในทศชาติชาดก ที่บำเพ็ญยิ่งด้วยสัจจบารมีสูงสุด).
๒. เสียงที่ท้าวสักกะจอมทวยเทพ เมื่อพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสป กำลังเสื่อม ทรงทำวิสสุกรรมเทพบุตรให้เป็นสุนัข ให้ประกาศทั่วไปว่า เราจักกัดกินภิกษุชั่ว ภิกษุณีชั่ว อุบาสกอุบาสิกาและคนทั้งหลายที่เป็นอธรรมวาที.
๓. เสียงที่พระมหาบุรุษ ในเมื่อกษัตริย์ ๗ พระองค์เข้ายึดพระนครได้แล้ว เพราะเหตุแห่งนางประภาวดี จึงได้ยกนางประภาวดีขึ้นคอช้างไปกับตน ออกจากพระนครแล้ว ประกาศก้องในกุสชาดกว่า ฉันนี้แหละ คือ สีหัสสรกุสมหาราช.
๔. เสียงที่อาฬวกยักษ์ยืนบนยอดเขาไกลาสประกาศว่า เรา คือ อาฬวกะ.

ด้วยเสียงดังก้องของอาฬวกยักษ์นั้นเหล่าพรหม เทวดาจากหมื่นโลกธาตุก็หวังจะได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ก็พามาดู กันแน่นจนมืดฟ้ามัวดินอีกวาระหนึ่ง แต่พระพุทธเจ้าทรงนิ่งเฉย ด้วยขันติปรมัตถบารมี อาฬวกยักษ์ เหยียบภูเขาไกลาส ภูเขาก็พังลงบางส่วน ปรากฏเป็นหินใหญ่กลิ้งเข้าไปหาพระพุทธเจ้า แต่พอหินเข้าใกล้พระพุทธเจ้าก็กลับกลายสภาพไปเป็นดอกไม้หอมแทน ยักษ์เนรมิตฝนลูกไฟไปยังพระพุทธเจ้า ลูกไฟก็แปลสภาพไปเป็นดอกไม้หอมเช่นเคย จึงเนรมิตฝนหอก ฝนดาบ ฝนศาสตราวุธต่าง ๆ ฝนเถ้า สักให้ภูตผีเข้าไปเอาชีวิตพระพุทธเจ้า แต่ภูตผีเหล่านั้นก็ไม่สามารถเข้าใกล้พระพุทธเจ้าได้ หนักหน่วงยิ่งกว่าครั้งพญามารยกทัพมาเสียอีก กระทำเช่นนี้ไปครึ่งคืน จึงปล่อยทุสสาวุธอาวุธประจำตนที่ใครก็ไม่สามารถชนะได้

ได้ยินว่า อาวุธที่ประเสริฐที่สุดในโลกมี ๔ อย่าง คือ วชิราวุธของท้าวสักกะ คทาวุธของท้าวเวสวัณ นยนาวุธของพระยายม ทุสสาวุธของอาฬวกยักษ์.
ก็ผิว่า ท้าวสักกะทรงพิโรธแล้ว พึงประหารวชิราวุธบนยอดเขาสิเนรุไซร้ วชิราวุธนั้นก็จะพึงชำแรกภูเขาสิเนรุซึ่งสูงหนึ่งแสนหกหมื่นแปดพันโยชน์ ลงไปถึงข้างล่าง.
คทาที่ท้าวเวสวัณปล่อยในกาลที่ตนยังเป็นปุถุชน ทำลายศีรษะของพวกยักษ์หลายพันแล้วกลับมาสู่กำมือตั้งอยู่อีก.
ครั้นเมื่อพระยายมพิโรธแล้วสักว่ามองดูด้วยนยนาวุธ กุมภัณฑ์หลายพันก็จะลุกเป็นไฟพินาศ ดุจหญ้าและใบไม้บนกระเบื้องร้อนฉะนั้น.
อภิญญา-พระพุทธเจ้าโปรดอาฬวกยักษ์ ในพรรษาที่ 16 หลังการตรัสรู้-a02-jpg
อาฬวกยักษ์โกรธ ถ้าพึงปล่อยทุสสาวุธในอากาศไซร้ ฝนก็ไม่พึงตกตลอด ๑๒ ปี ถ้าปล่อยในแผ่นดินไซร้ วัตถุมีต้นไม้และหญ้าทั้งปวงเป็นต้นก็จะเ**่ยวแห้งไม่งอกอีก ภายใน ๑๒ ปี ถ้าพึงปล่อยในสมุทรไซร้ น้ำทั้งหมดก็พึงเหือดแห้งดุจหยาดน้ำในกระเบื้องร้อนฉะนั้น ถ้าจะพึงปล่อยในภูเขาเช่นกับเขาสิเนรุไซร้ ภูเขาก็จะเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ กระจัดกระจายไป.

เมื่ออาวุธมุ่งไปใกล้พระพุทธองค์ก็กลับกลายไปเป็นผ้าเช็ดพระบาท พระพุทธองค์ทรงประทับนั่งบนบัลลังค์นั้นไม่หวั่นไหวแต่ประการใด ถึงเวลาใกล้รุ่ง ยักษ์ก็หมดมานะ ยักษ์อาฬวกะจึงหายตัวไปโผล่ยังหน้าพระพุทธเจ้าโดยฉับพลัน จึงได้ทูลเชิญพระพุทธเจ้าด้วยคำอ่อนโยน ขอให้พระพุทธเจ้าได้ทรงออกจากบัลลังค์ของตน พระพุทธเจ้าประสงค์จะให้ความอ่อนโยนเกิดแก่จิตของยักษ์จึงได้ลุกขึ้นตามคำทูลเชิญ ยักษ์ก็แปลกใจว่า เรากระทำการต่อสู่มาตลอดคืนก็หาประโยชน์สิ้น แค่เราพูดไพเราะประโยคเดียวพระพุทธเจ้าก็เสด็จออกมาจากบัลลังค์ของเราแล้ว แล้วออกอุบายว่า จะทดลองพระพุทธเจ้าพระองค์นี้จะมีความโกรธหรือไม่ ถ้ามีเราจะจับกินซะ จึงขอให้พระพุทธเจ้าเสด็จประทับนั่งเหมือนเดิม แล้วเสด็จออกจากบัลลังค์กระทำเช่นนี้อยู่สามวาระ ในวาระที่สี่พระพุทธเจ้าทรงรู้ได้ว่า ถ้าไม่ทรงกระทำตามยักษ์ตนนี้ทูลเชิญ ยักษ์จะมีไม้ตายคือจะถามปัญหาแก่พระองค์ จึงไม่ทรงกระทำตามคำทูลเชิญของอาฬวกยักษ์ แต่ตรัสว่า ถ้าท่านประสงค์จะถามคำถาม ก็จงถามเถิด
อภิญญา-พระพุทธเจ้าโปรดอาฬวกยักษ์ ในพรรษาที่ 16 หลังการตรัสรู้-a03-jpg
อาฬวกยักษ์ในกาลก่อนได้เคยเรียนคำถามแปดข้อจากบิดามารดาของตน ซึ่งได้เรียนมาจากพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนพระนามว่า พระพุทธกัสสปะ แต่ตอนนั้นตนยังเป็นเด็ก และอธิษฐานเพียงให้คำถามติดอยู่ที่ผนังของวิมาน แต่ได้ลืมเลือนคำตอบไปแล้ว ยักษ์จะนำคำถามนี้ไปถามกับปริชาพกและท่านผู้รู้ทั้งหลาย แต่ตนจะทำให้ท่านทั้งหลายไม่มีสมาธิในการไตร่ตรองปัญหาโดยจะทำหน้าตาให้น่าสะพรึงกลัว หรือไม่ก็เนรมิตตนเข้าไปในดวงใจแล้วบีบหัวใจของนักปราชญ์นั้น เมื่อบุคคลนั้นตอบคำถามไม่ได้ก็กระทำการโดยจับที่ข้อเท้าแล้วเหวี่ยงข้ามไปอีกฟากของแม่น้ำคงคา ยักษ์ก็หวังจะกระทำการเช่นเดียวกันกับพระพุทธเจ้า

อาฬวกยักษ์ทูลถามปัญหา ๔ ข้อเหล่านี้ว่า อะไรเล่าเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันประเสริฐที่สุดของบุรุษในโลกนี้ อะไรเล่าที่บุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้ อะไรเล่าเป็นรสยังประโยชน์ให้สำเร็จกว่ารสทั้งหลาย นักปราชญ์ทั้งหลายได้กล่าวชีวิตของบุคคลเป็นอยู่อย่างไรว่า ประเสริฐที่สุด ด้วยคาถานี้ ด้วยประการฉะนี้.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงตอบแก่อาฬวกยักษ์นั้น โดยนัยที่พระทศพลพระนามว่ากัสสป ทรงตอบแล้ว จึงตรัสคาถานี้ว่า สทฺธีธ วิตฺตํ ดังนี้.
ในคาถานั้นมีอธิบายว่า
ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันมีเงินและทองเป็นต้น ย่อมนำมาซึ่งอุปโภคสุข คือย่อมป้องกันทุกข์มีความหิวกระหายเป็นต้น ย่อมยังความยากจนนั่นแลให้สงบ เป็นเหตุแห่งการได้มาซึ่งรัตนะมีแก้วมุกดาเป็นต้น และย่อมนำมาซึ่งโลกิยสุข ฉันใด
แม้ศรัทธาที่เป็นโลกิยะและโลกุตระก็ฉันนั้น ย่อมนำมาซึ่งวิบากสุขอันเป็นโลกิยะและโลกุตระตามความเป็นจริง คือป้องกันทุกข์มีชาติชราเป็นต้น แก่ผู้ปฏิบัติด้วยธุระคือศรัทธา ย่อมยังความยากจนในคุณให้สงบระงับ เป็นเหตุได้มาซึ่งรัตนะมีสติสัมโพชฌงค์เป็นต้น และพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจ เพราะทำวิเคราะห์ว่าย่อมนำมาซึ่งความสืบต่อในโลก

และถามปัญหาที่เหลืออีกสี่ข้อว่า
บุคคลย่อมข้ามโอฆะได้อย่างไร บุคคลย่อมข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา ก็พระโสดาบันถึงพร้อมแล้วด้วยความไม่ประมาท กล่าวคือการกระทำติดต่อด้วยการเจริญกุศลธรรม ยินดีมรรคที่ ๒ ย่อมข้ามอรรณพคือสังสารอันเป็นที่ตั้งแห่งภโวฆะ อันข้ามไม่ได้ด้วยโสดาปัตติมรรคที่เหลือลง ยกเว้นเหตุสักว่ามาสู่โลกนี้ครั้งเดียวเท่านั้น เพราะเหตุนั้น จึงทรงประกาศการข้ามภโวฆะ คือสกทาคามิมรรคและสกทาคามี ด้วยบทนี้ว่า ย่อมข้ามอรรณพได้ด้วยความไม่ประมาท เพราะสกทาคามียินดีมรรคที่ ๓ ย่อมล่วงทุกข์อันเป็นที่ตั้งแห่งกาโมฆะ และที่สำคัญว่ากาโมฆะ อันข้ามไม่ได้ด้วยสกทาคามิมรรค เพราะเหตุนั้น จึงทรงประกาศการข้ามกาโมฆะ คืออนาคามิมรรคและอนาคามี ด้วยบทนี้ว่า ย่อมล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร ก็เพราะอนาคามียินดีมรรคปัญญาที่ ๔ อันบริสุทธิ์โดยส่วนเดียว ด้วยปัญญาอันบริสุทธิ์ซึ่งปราศจากเปือกตม ละมลทินอย่างละเอียด กล่าวคืออวิชชา อันละไม่ได้ด้วยอนาคามิมรรค เพราะเหตุนั้น จึงทรงประกาศการข้ามอวิชโชฆะ คืออรหัตมรรคและพระอรหันต์ด้วยบทนี้ว่า ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ก็ครั้นตรัสคาถานี้ด้วยยอดคือพระอรหัตในที่สุด ยักษ์ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.

การจบคาถานี้ ๑ ราตรีสว่าง ๑ การให้เสียงสาธุการดังขึ้น ๑ การนำพระอาฬวกกุมารมาสู่ที่อยู่ของยักษ์ ๑ ได้มีแล้วในขณะเดียวกันนั่นแล ด้วยประการฉะนี้
ราชบุรุษทั้งหลายฟังเสียงสาธุการแล้ว นึกอยู่ว่า เสียงสาธุการเห็นปานนี้ เว้นพระพุทธเจ้าทั้งหลายแล้ว ย่อมไม่ดังระบือขึ้นแก่คนเหล่าอื่น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาหนอแล ได้เห็นรัศมีแห่งพระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ไม่ยืนอยู่ในภายนอกดุจในกาลก่อน หมดความสงสัย เข้าไปในภายในนั่นเทียว ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับนั่ง ณ ที่อยู่ของยักษ์ และเห็นยักษ์ยืนประคองอัญชลี
ครั้นเห็นแล้วได้กล่าวกะยักษ์ว่า ข้าแต่มหายักษ์ พระราชกุมารนี้ถูกนำมาเพื่อพลีกรรมแก่ท่าน เชิญท่านจงเคี้ยว หรือจงกินพระราชกุมารนี้ หรือจงทำตามใจชอบเถิด ดังนี้.
อาฬวกยักษ์นั้นละอายแล้วเพราะค่าที่ตนเป็นพระโสดาบัน และถูกกล่าวอย่างนี้ข้างหน้าพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยพิเศษ. ลำดับนั้น จึงรับพระกุมารนั้นด้วยมือทั้งสองน้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระกุมารนี้เขาส่งให้แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอถวายพระกุมารนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเกื้อกูลและอนุเคราะห์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงรับทารกนี้ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่พระราชกุมารนี้

และกล่าวคาถานี้ว่า
ข้าพระองค์มีจิตเบิกบาน มีใจดี ขอมอบถวาย
พระกุมารนี้ผู้มีลักษณะแห่งบุญตั้งร้อย มีอวัยวะ
ทั้งปวงสมบูรณ์ เพรียบพร้อมด้วยพยัญชนะแด่
พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ ขอพระองค์จง
ทรงรับพระกุมารนี้ไว้ เพื่อประโยชน์แก่ชาวโลก ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับพระกุมารแล้ว ก็เมื่อทรงรับได้ตรัสคาถาเครื่องรักษา เพื่อทรงทำมงคลแก่ยักษ์และกุมาร ยักษ์ให้พระกุมารนั้นถึงสรณะให้เต็มด้วยบาทที่ ๔ ถึงสามครั้ง คือ
ขอพระกุมารนี้จงทรงมีพระชนมายุยืนนาน
ดูก่อนยักษ์ และท่านจงมีความสุขด้วย ขอท่านทั้ง
สองจงไม่มีโรคเบียดเบียน ดำรงอยู่เพื่อประโยชน์
เกื้อกูลแก่ชาวโลกเถิด ขอพระกุมารนี้ถึงพระพุทธ
เจ้า ฯลฯ พระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานพระกุมารให้แก่ราชบุรุษทั้งหลายว่า ขอพวกท่านจงยังพระกุมารนี้ให้เจริญเติบโตแล้วให้แก่เราอีก. ด้วยประการดังนี้ พระกุมารนั้นจึงเกิดมีพระนามว่า หัตถกอาฬวกกุมาร เพราะพระกุมารนั้นมาจากมือของราชบุรุษเป็นต้นไปสู่มือของยักษ์, จากมือของยักษ์ไปสู่พระหัตถ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า, จากพระหัตถ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าไปสู่มือของราชบุรุษทั้งหลายอีก.
ชนทั้งหลายมีชาวนาและผู้ทำการงานในป่าเป็นต้น ได้เห็นราชบุรุษทั้งหลายผู้พาพระกุมารนั้นกลับมา มีความกลัวจึงถามว่า ยักษ์ไม่ต้องการพระกุมาร เพราะเป็นเด็กเกินไปหรือ?
ราชบุรุษทั้งหลายได้บอกเรื่องทั้งหมดว่า ท่านทั้งหลายอย่ากลัว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำความปลอดภัยแล้ว. แต่นั้น ชาวอาฬวินครทั้งสิ้นก็หันหน้าไปทางยักษ์ด้วยเสียงโกลาหลเป็นอันเดียวกันว่า สาธุ สาธุ.
ฝ่ายยักษ์ เมื่อกาลเพื่อภิกขาจารของพระผู้มีพระภาคเจ้ายังไม่ถึง ก็ถือบาตรและจีวรมาถึงกลางทางแล้วกลับ. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จบิณฑบาตในพระนคร ทรงทำภัตกิจแล้ว ประทับนั่งบนบวรพุทธาสนะที่ปูแล้ว ณ โคนต้นไม้อันสงัดแห่งหนึ่ง ใกล้ประตูพระนคร.
แต่นั้น พระราชาพร้อมกับหมู่มหาชนและชาวพระนครทั้งหลายชุมนุมรวมกันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ไหว้แวดล้อมแล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงทรมานยักษ์ผู้ทารุณเห็นปานนี้อย่างไร.
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอาฬวกสูตรนั้นนั่นแล เริ่มต้นแต่การรบเป็นต้นแก่ชนเหล่านั้นว่า ยักษ์นี้บันดาลให้ฝนตก ๙ ชนิดเห็นปานนี้ ได้ทำสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวอย่างนี้ ได้ถามปัญหาอย่างนี้ เราตถาคตได้แก้แล้วอย่างนี้แก่ยักษ์นั้น ในเวลาจบคาถา สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ก็ได้ธรรมาภิสมัย.
ต่อแต่นั้น พระราชาและชาวพระนครได้ทำที่อยู่ให้แก่ยักษ์ ในที่ใกล้ภพของท้าวเวสวัณมหาราช ยังพลีกรรมอันถึงพร้อมด้วยสักการะมีดอกไม้และของหอมเป็นต้นให้เป็นไปเป็นนิตย์ และปล่อยพระกุมารนั้นผู้ทรงบรรลุนิติภาวะแล้วว่า พระองค์ทรงอาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงได้ชีวิต ขอจงเสด็จไป จงทรงนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้านั่นแล และพระภิกษุสงฆ์.
พระกุมารนั้นเสด็จเข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า และพระภิกษุสงฆ์ ต่อกาลไม่นานนักก็ทรงดำรงอยู่ในอนาคามิผล ทรงเรียนพระพุทธพจน์ทั้งหมด เป็นผู้มีอุบาสก ๕๐๐ เป็นบริวาร และพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งพระกุมารนั้นไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หัตถกอาฬวกะเป็นเลิศแห่งสาวกทั้งหลายของเราผู้สงเคราะห์บริษัทด้วยสังคหวัตถุสี่ ดังนี้.

พระพุทธชินราช พระคู่บ้านคู่เมืองเมืองสองแคร่พิษณุโลก มียักสองตนรองรับซุ้มเรือนแก้วอยู่ ยักษ์ตนแรกคืนท้าวเวสุวันอยู่ทางด้านซ้าย และยักษ์อีกตนคืออาฬวกยักษ์อยู่ทางด้านขวา ภาพสุดท้ายเป็นรูปของพระพุทธรูปปางโปรดอาฬวกยักษ์
อภิญญา-พระพุทธเจ้าโปรดอาฬวกยักษ์ ในพรรษาที่ 16 หลังการตรัสรู้-bk2-jpgอภิญญา-พระพุทธเจ้าโปรดอาฬวกยักษ์ ในพรรษาที่ 16 หลังการตรัสรู้-id_124_main-jpgอภิญญา-พระพุทธเจ้าโปรดอาฬวกยักษ์ ในพรรษาที่ 16 หลังการตรัสรู้-buddha_0064-jpg

ขอผลบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาดีแล้ว ณ โอกาสนี้ ได้โปรดดลบันดาลให้พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรือง ยิ่ง ๆ ขึ้นไปแล้ว ขอให้ข้าพเจ้าแล้วท่านผู้ลอยบาปออกจากใจทั้งหลาย ได้มีความสุข ความเจริญ ตั้งมั่นในความดี มีพระนิพพานเป็นที่ไปตามความปราถนาเทอญ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย นาคน้อย : 11-11-09 เมื่อ 16:43

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (11-11-09), พรรณวดี (11-11-09), พุทธรักษา (12-11-09), ศิษย์โมคคัลลานะ (12-11-09), อภิญญา (11-11-09), ปาริฉัตรมณี (11-11-09), เดชะบุญ (28-11-09), FaRuXue (12-11-09), Rich (31-03-10)
  #2  
เก่า 11-11-09, 23:06
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,144
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,851
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,963 ครั้ง ใน 77,963 ข้อความ
พลังบุญ: 56711
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile ขอร่วมโมทนาบุญทุกอย่าง ถวายเป็นพุทธบูชาฯ

คณะเราได้ร่วมถวายปัจจัยร่วมอธิฐานเนรมิตสร้างพระพุทธเจ้าปางโปรดอาฬวกยักษ์ องค์พระประทับนั่งสูง 20 เมตร ประทับนั่งบนตอตะเคียน อาฬวกยักษ์นั่งคุกเข่าพนมมือสูง 9 เมตรฯ และร่วมสร้างและบูรณพระพุทธรูป,พระบรมธาตุ,พระวิหารฯ ร่วมทำบุญทุกอย่างกับหลวงพ่อฯ ร่วมสร้างสถาบันสังฆาธิการ อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ถวายเป็นพุทธบูชาฯ และร่วมโมทนาบุญทั้งหมดในพระพุทธศาสนาฯ
หมายเหตุ แต่เดิมเป็นสำนักหุบผาสวรรค์ ที่คณะเราได้ร่วมสร้างมาเหมือนกันตอนนี้ท่านใช้เป็นที่ตั้งสถาบันสังฆาธิการ โลกเรามีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายมีแต่การแก่งแย่งชิงอำนาจวาสนา เต็มไปด้วยความทุกข์และไม่เที่ยง ท้ายสุดไม่ว่าจะเป็นอย่างไรเวรกรรมก็จะทำหน้าที่ของมันเอง ไม่ต้องไปช่วยซ้ำ หากกำลังใจพอช่วยได้ก็จงช่วยเถิด หากช่วยไม่ไหวก็วางเอาตัวให้รอดก่อนเป็นพอ ท่านสร้างพระปางนี้เพื่อดับยุคเข็ญในบ้านเมืองครับ คนที่มีจิตใจดุร้ายคล้ายยักษ์ก็จะใจเย็นหันมาฟังพระธรรม
ปล.พระที่จัดสร้างปางนี้ที่นี่ถือว่าเป็นองค์ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นพระดำริของสมเด็จโตที่ท่านประสงค์จะสร้าง แต่ไม่ทันได้สร้างพวกเราลูกหลานก็มาสืบสานปณิธานของท่านจนสำเร็จทุกประการครับ
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-พระพุทธเจ้าโปรดอาฬวกยักษ์ ในพรรษาที่ 16 หลังการตรัสรู้-888%5B1%5D-jpg  

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (12-11-09), พรรณวดี (12-11-09), พุทธรักษา (12-11-09), ศิษย์โมคคัลลานะ (12-11-09), ปาริฉัตรมณี (13-11-09), นาคน้อย (11-11-09), เดชะบุญ (28-11-09), FaRuXue (12-11-09), leklek (11-11-09), Rich (31-03-10)
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 18:12


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่