อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ปกิณกะธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 27-10-18, 18:36
Apinya's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 794
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 3,194
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 8,390 ครั้ง ใน 8,390 ข้อความ
พลังบุญ: 2865
Apinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these parts
Default หลวงพ่อเล่าเรื่องพระอรหันต์ ๗ องค์

อภิญญา-หลวงพ่อเล่าเรื่องพระอรหันต์ ๗ องค์-44868768_322007698353620_6890763551661621248_n-jpg

#พระอรหันต์๗องค์.
: หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร
วัดจันทาราม (ท่าซุง)



" บรรลุมรรคผลในวันเดียวกัน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๒๗ ที่สำนักสงฆ์แห่งหนึ่ง จังหวัดเชียงราย. "

ใครสนใจเรื่องพระอรหันต์ ๗ องค์นี้บ้าง. ?

ถ้าสนใจก็อ่านตามที่หลวงพ่อเล่าให้ฟังต่อไปนี้ (ที่บ้านซอยสายลม วันศุกร์ที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๒๗ )

" พวกของเรา ๔ คน ที่ได้กำลังใจเป็นพระ ที่สอนไปได้ ๔ องค์นะ. "

ความจริงไม่นึกมาก่อนขอนั่งปุ๊บ หลวงปู่แสงออกมาเลย.

บางคนอาจจะไม่รู้จักหลวงปู่แสง เดิมท่านอยู่ตรงนี้ ( บ้านท่าน พล.อ.ท. ม.ร.ว. เสริม ศุขสวัสดิ์ - ปัจจุบัน )

เดิมที่ตรงนี้เป็นวัดเก่า เป็นวัดกระจอกงอกง่อย มีสภาพเป็นวัดปลูกด้วยไม้ธรรมดาๆ อายุวัดประมาณก่อนกรุงรัตนโกสินทร์อาจจะเป็นสมัยอยุธยา หรือลพบุรีก็ได้.

นานเต็มที แต่ว่าวัดอยู่ตรงนี้ สภาพวัดไม่เหลือแล้ว ตอนที่มาที่นี่วันแรก ก็เห็นสภาพนั้น แล้วก็มีเป็นบ่อน้ำเล็กๆ คล้ายๆ เขาเรียกกันว่า " กระโหลกน้ำ " แลก็มีต้นแขม.

ถามเจ้ากรมฯ ว่า " มีหรือเปล่า...? "

ท่านบอกว่า " มี "

ท่านก็แสดงตัวออกมาบอกว่า...

" ผมชื่อแสง อยู่ที่นี่ และเป็นพระอรหันต์ที่นี่ และนิพพานที่นี่. "

อย่าลืมนะว่า ที่ใดมีพระสำเร็จอรหันต์ ที่ตรงนั้นเจริญพระกรรมฐานดีมาก.

การเจริญพระกรรมฐานนี่ เรื่องสถานที่มีความสำคัญมาก อย่างตามตำรับท่านบอกเตียงพระนาคเสน มีพระบรรลุอรหันต์เป็นพัน.

และในกุฏิหลังเดียวกัน การเจริญสมาธิผลไม่เท่ากัน ฉันลองแล้วนะ หลวงปู่ปานเคยบอกว่า...

" ที่ตรงไหนทำสบาย ให้ทำตรงนั้น มักจะมีผลมาก แม้แต่กุฏิหลังเดียวกัน ไม่เท่ากันแน่ คืออารมณ์ไม่เท่ากัน. "

อารมณ์ที่ต้องซ้อมเป็นปกติ ไอ้แบบไหนมันดี มันคล่องแคล่วแล้วไม่ยาก ไม่ใช่นี่เหนื่อยกว่า นั่นไม่เหนื่อย ไม่ใช่อย่างนั้น เราต้องทำใจให้พร้อมให้หมด.

ร่างกายเป็นปกติทั้งหมด ไม่เหน็ดไม่เหนื่อย อารมณ์สบายร่างกายดี เราต้องสังเกต เวลานั่งปั๊บ จับลมตามเดิม ตามลีลาเดิม.

ที่ตรงไหนทำสมาธิได้ทรงตัว เร็วกว่ากัน และก็อยู่ได้นานกว่ากัน ดีกว่ากัน เราต้องสังเกต มันไม่เท่ากันจริงๆ.

ก็รวมความว่าที่ตรงนี้ เป็นมงคลใหญ่ เพราะเป็นวัดของหลวงปู่แสง แต่ท่านเป็นเจ้าอาวาสหรือเปล่าไม่ทราบ บอกว่าเป็นอรหันต์ที่นี่ นิพพานที่นี่.

ความจริงท่านก็มาเรื่อยๆ แต่ไม่เคยบอกอะไร เมื่อวานนี้ ( วันพฤหัสที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๒๗ ) หลวงปู่แสงออกมา ยืนข้างหน้าเลย.

ก็มากันหลายองค์ หลวงปู่แสงมีหน้าที่รายงาน เพราะเป็นเจ้าของที่.

โดยมากเขาจะบอกกันแบบนี้แหละ.

พระลงนรก ก็มีเทวดามาบอก.

ถ้าพระมีอะไรพิเศษขึ้นมาก็มีพระบอก.

ถ้าพระพิเศษสุดก็มีพระอรหันต์มาบอก.

ท่านก็บอกว่า...

" เมื่อวานนี้ครับ มีพระบรรลุอรหันต์ ๗ องค์ วันเดียวกัน. "

ท่านบอกตรงๆ จะผิดหรือถูก เป็นเรื่องของหลวงปู่แสง ไม่ใช่เรื่องของฉัน หลวงปู่แสงโกหกหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ.

ถามว่า... " ที่ไหน...? "

ท่านตอบว่า " เชียงราย. "

ถามว่า " วัดไหน...? "

ท่านบอก " ไม่ใช่วัด เป็นสำนักสงฆ์. "

เมื่อวานนี้ ลงมาทำน้ำมนต์ เพื่อพรมน้ำมนต์ให้เขา ตอนให้ศีล ก็เลยนึกถึงพระ ๔ องค์และคุยกัน ความจริงคุยทั้ง ๗ องค์.

ถามว่า " #ศึกษามาจากไหน...? "

ท่านบอกว่า ท่านเอาดะ ใครว่าดีเอา ท่านไม่แน่นอน จำนวน ๔ องค์ เคยฝึกมโนมยิทธิไปจากวัด (ท่าซุง) ก็มาอาศัยฝึก พอเข้าใจเรื่องนิพพานก็เหนื่อยมามาก.

ก็ถามท่านว่า " #ตอนที่จิตมันจะสบายถึงที่สุด #ทำยังไง...?

ท่านบอก " ทีแรกก็ย่ำต๊อกบ้าง เดินจงกรมบ้าง เรื่อยเฉื่อยไป เอาเรื่องไม่ได้ ก็เหนื่อย ตอนเหนื่อย มันเหนื่อยมาก..."

ตอนเหนื่อยมากเห็นจะเป็นลีลาของพระอานนท์ พระอานนท์ก่อนที่จะเป็นพระอรหันต์นะ คืนนั้นท่านเหนื่อยมาก เดินจงกรมหนักเกินไป ท่านก็คิดถึงผลการตัดกิเลสมันก็ไม่ได้ ท่านก็เลยคิดว่า มันคงเหนื่อยเกินไป นอนเสียหน่อยเถอะ พักผ่อนหน่อย พอจิตคลายนิดเดียว ก็เป็นอรหันต์เลย.

นี่แสดงว่า การจะมีผลในการปฏิบัติ ทุกชั้นน่ะ ไม่ใช่เครียด ต้องมีอารมณ์สบายๆ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า...

" #ใช้มัชฌิมาปฏิปทา. "

อันนี้ฉันเคยชนมาหลายขั้นหลายตอน แบบนี้ โดยมากฉันมีฤทธิ์บ้ามาก ทำอะไรถ้าไม่ได้ให้มันตายไป.

ถ้า ๓ วันนี้ไม่ได้จุดนี้ ตามต้องการ ให้มันตายเสียดีกว่า ตั้งไว้เลย.

ผลที่สุด ผลจะได้จริงๆ อีตอนที่มันเหนื่อยแล้ว จะมานอน คลายตัวนี้แหละ เดินเล่นนิดหนึ่ง มานั่งเล่นหน่อยนั่นแหละ ตรงนั้นแหละ ผ่านไปเป็น จุดๆใช่ไหม.

อันนี้ท่านก็เหมือนกันทั้ง ๗ องค์ คือว่าอารมณ์สุดท้ายเหมือนกัน ท่านบอกว่า พอเหนื่อยคิดว่าไม่เป็นเรื่องหรอก
ทำใจสบายๆ ดีกว่า.

#พวกที่ได้มโนมยิทธิบอกว่า เอาอย่างนี้ดีกว่า เราได้มโนมยิทธิแล้วไม่ต้องลำบาก มันจะได้แค่ไหนก็ช่างหัวมันเถอะ เอาแค่จับพระนิพพานเป็นอารมณ์ ไปนั่งเล่นบทพระนิพพานดีกว่า.

ท่านกินข้าวแล้ว ก็ไปนั่งเล่น จนเขาหาว่าบ้า จนกระทั่งพระที่อยู่ด้วยกัน เขาก็เกลียด ญาติโยมบางกลุ่ม เขาก็เกลียด หาว่าพระนี่บ้าๆ บอๆ นั่งหลับตาปี๋อยู่เรื่อย.

ท่านบอกว่าจิตเป็นสุข เมื่อตอนก่อนๆ ถ้าเขาหาว่าบ้า พอเขาพูดอย่างนี้ ท่านก็บอกว่า โกรธ มาตอนนี้จิตมันยิ้ม เขาหาว่าบ้าท่านก็ยิ้มในใจ เราสบายเขาจะลำบาก ตอนนี้ไม่โกรธ กลับมีจิตเมตตาสงสาร.

ถึงเวลาทำงานกัน ก็ช่วยเขาทำ ไอ้เวลาทำงาน มือก็ทำงาน แต่ใจไปอยู่บนนิพพาน.

ในที่สุดท่านก็บอกว่า ถึงเวลาที่จิตมันสบายจริงๆ ก็บอกไม่ถูก อยู่ๆ มันก็ไม่เกาะอะไรเสียเลย ไม่นานหรอก ใช้อารมณ์แบบนี้อยู่ ๒ - ๓ วัน มันก็ไม่เกาะอะไรเลย เฉยๆ.

ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าไม่รู้จะไปไหนได้ มันก็ไม่มีใครยืนยัน ไปคุยกับท่านแล้ว ก็เลยถามสมเด็จ ฯ สมเด็จ ฯ ท่านไปด้วย ท่านบอกว่า...

" #เขากำลังใช้อนุโลม #ปฏิโลมอยู่. "

คือว่าให้มันแน่ใจ แน่ไหมแน่ โดยมากเข้าถึงจุดนี้ เขาจะทำแบบนี้ทุกคน จะไม่ไว้ใจตัวเอง คำว่าไม่ไว้ใจน่ะ ไม่ไว้ใจแน่ ถึงแม้ได้รับคำพยากรณ์แล้ว ก็ยังไม่ไว้ใจตัวเอง คำว่า" ประมาท " ไม่มี " อัตตนาโจทยัตตานัง " มีไว้เป็นปกติ เป็นหัวใจของพวกนี้เขา.

คำว่า " อนุโลม ปฏิโลม " ไม่ใช่นั่งหลับตาปี๋ พวกนั่งหลับตา ไม่ค่อยเป็นนะ บางทีก็นั่งปกติ คุยกันใช้ได้หมดพวกนี้.

#เห็นหน้าคนปั๊บเขาคิดเป็นอริยสัจหมด.

พวกที่แต่งตัวสวยมากมีทุกข์มาก แต่งตัวน้อยมีทุกข์น้อย สวยมากผ้ามันแพง กลัวเปรอะใช่ไหม ไอ้ผ้าเก่าๆ นั่งที่ไหนก็ได้ ระวังอย่างเดียว จะทับขี้หมาหรือเปล่า แค่นี้เอง ท่านเห็นเป็นอริยสัจหมด.

แต่ก็ถือเป็นธรรมดา ท่านก็ไม่ตำหนิใครที่ไม่เข้าใจอริยสัจ ท่านก็รู้ดี เพราะตัวท่านโดนมาแล้วใช่ไหม เห็นคนปั้บอันดับแรกจะจุดเดียว #ทุกข์หรือเปล่า ? นี่เป็นเครื่องพิสูจน์.

และเวลาคุยกัน ไปคุยกันมาก เดี๋ยวก็เลี้ยวเข้าหาทุกข์ ป่วยไหม ? ปวดหัวไหม ? ปวดหลังไหม ? อันนี้ระวังเขาจะจับอริยสัจ.

เราปวด เขาก็นึกในใจว่าทุกข์.

รวยขนาดไหนก็ทุกข์ ตัวนี้เป็นตัวยืนของพระอริยะ ถ้าสูงสุดเขายืนตัวทุกข์ตัวเดียว เห็นว่าทุกอย่างมันทุกข์ แต่ว่าใจไม่ได้ทุกข์ไปด้วย.

ขันธ์ ๕ มันต้องทุกข์ สภาพของมันเป็นอย่างนี้ แต่ว่ามันพังเมื่อไร เราสบายเมื่อนั้น เราพร้อม แต่ถ้ายังไม่ฟัง ก็แล้วกันไป ก็ให้มันเป็นประโยชน์.

เวลาหิว หาข้าวให้มันกิน เวลาปวดท้องขี้ ก็เดินไปส้วม มันใช้เรายุ่ง เราต้องใช้มันบ้าง เท่านั้นเอง นี่อารมณ์ปกตินะ.

เป็นอันว่าเราก็ดีใจ ใครให้เงินสักพันล้านยังดีใจไม่ถึง ก็เป็นทั้งนิมิตดีและนิมิตร้าย นิมิตร้าย คือคนลงอเวจีหลายคน เพราะเขาด่า หาว่าบ้าๆ บอๆ บ้าๆ บวมๆ.

อันนี้อันตรายมาก ท่านบอก " หนักใจ ออกพรรษาจะเข้าไปเชียงตุงหลบไป " ก็คงหลบไปชั่วคราว เพราะท่านก็ไม่รู้จะไปไหนเหมือนกัน ท่านไม่ใช่อย่างพวกเราๆ รู้จักโน่น รู้จักนี่.

องค์ที่อาวุโสมากที่สุด ยังไม่เต็ม ๔๐ และองค์รองลงมาก็ ๓๐ เศษๆ มีอายุน้อยอยู่ ๒ องค์ ๒๐ เศษๆ หมดหนุ่มแล้ว แก่เหลาเหย่แล้ว ชาตินี้ไม่นิยมแล้ว หมดแล้ว อีก ๓ องค์ท่านก็อยู่สํานักนั้นเหมือนกัน รวมแล้ว ๗ องค์.

ที่นั่นเขามารวมกันอยู่มาก ท่านชอบสงัด เห็นว่าที่มีความสุขและเงียบสงัด มันไม่ใช่วัดที่อยู่ข้างถนนหรอก มันเป็นสำนักสงฆ์อยู่ในป่าทึบ อยู่ในเขตถ้ำ ใกล้แม่น้ำเมย นี่ฉันรู้จักเหมือนกัน แต่ไม่เคยไป พระท่านบอกมา.

สํานักนี้ฉันสงสัย แดนที่ตรงนี้ อาจจะเป็นแดนที่พระมหากัสสปะเคยพัก ไม่งั้นก็เป็นพระมหากัจจายนะ.

แต่ความจริง พระมหากัสสปะ จากเชียงตุงเข้าจีน.

ลงมาเชียงใหม่ อาจจะชนเชียงใหม่ พระมหากัจจายนะ.

จากเชียงใหม่ถึงลำปางนี่พระมหาโมคคัลลาน์.

นี่เป็นดินแดนที่ประกาศพระพุทธศาสนาสมัยโน้น พระพุทธเจ้าส่งไปทุกเขตเลย และเป็นเขตรับผิดชอบ แบ่งเขตเลย ท่านส่งไปว่า คนแถวนั้นเป็นคนของใคร.

ถ้าเป็นเครือของท่านโมคคัลลาน์ ส่งพระสารีบุตรไปก็พูดไม่รู้เรื่อง.

ถ้าเป็นเครือของพระสารีบุตร พระโมคคัลลาน์ไปก็ไม่รู้เรื่อง พอแสดงฤทธิ์ เขาหาว่าเล่นกล.

สำหรับที่ลำพูนนั้น วันนั้นพระธาตุหิริภุญชัย นานแล้วหลายปี ฉันก็นั่งสบายๆ ไม่มีใครมารบกวน กราบๆพระ ใครเขาจะรู้ว่าเราพนมมือ ใครเขาว่าอะไร เราว่าอะไร ใครจะรู้ พระโมคคัลลาน์ท่านมา ถามว่า...

" เฉพาะเขตจุดนี้ ที่ได้มรรคผล เป็นพระอรหันต์ มีกี่องค์ครับ ที่ท่านสงเคราะห์...? "

ท่านบอก...

" ๗๐๐ กว่า " ในสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่นะ ท่านมาสงเคราะห์ ฉันถามแต่เขตใกล้ๆ ไม่ถึงลำปาง แต่ว่าคนอาจจะไม่ใช่ที่นั่นทั้งหมด มาจากที่อื่นบ้าง ท่านมานั่งกันเต็มหมด ๗๐๐ เศษ ท่านให้เห็นหน้าหมด ในแนวเขตประเทศไทย ฉันถึงได้บอก และขอยืนยันว่า #ประเทศไทยไม่เคยว่างพระอรหันต์. "

ยิ่งตอนนี้ ก็ยิ่งมากใหญ่ เป็นเกณฑ์ที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองตามที่พระพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้ว่า...

" หลังจากกึ่งพุทธกาลไปแล้ว พระพุทธศาสนาจะรุ่งเรืองอีกวาระหนึ่ง และก็จะมีพระอริยเจ้ามาก คล้ายสมัยที่พระองค์ยังอยู่. "

คำว่า " อริยะเจ้า " ต้องนับตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป พระโสดาบัน พระสกิทาคา ยังเลี้ยงลูกเล็ก ยังมีเยอะแยะ คนยังมีเมียมีลูกมีเต้าเขาเป็นได้ ๒ อย่างนี้.

ถ้าเป็นอนาคามี ยังเป็นฆราวาสได้ แต่อยู่กันเฉยๆ ความรู้สึกระหว่างเพศไม่มี.

อันนี้ดี เป็นนิมิตดีมาก ท่าน จบกิจเร็วจริงๆ เลยหายป่วยเลย ความจริงก่อนฉันมานี่ ฉันแย่มากนะ ป่วยป้อแป้ๆ พลิกเข้าพลิกออกอยู่นั่นแหละ มันไม่ถอยหลัง พอมีแรงได้วันก็มานี่แหละ.

พอหลวงปู่แสงรายงานปุ๊บ แหม...ความป่วยไข้มันไปไหนไม่รู้ มันหลบไปเลย ดีใจ.

ถือว่าพวกเราได้ยินข่าวเป็นมงคล.

(คุณ " ยกทรง " ถามหลวงพ่อว่า )

" อย่างนี้ญาติโยมที่นั่งๆ ทั้งหมดนี่ ต่อไปก็เข้าล๊อค. "

ท่านว่า " นี่ก็เป็นเชื้อใหญ่ แต่พวกนี้ดีกว่าพระ เวลาจะตายมันได้ทุกคน ไปตามนี้ทุกคน ท่านย่าท่านบอกแล้ว ท่านย่าเป็นคนบอกคนแรกครั้งหลังสุด ตั้งแต่ฝึกมโนมยิทธิได้ในปีแรก.

แม่ศรีบอกเลย เมื่อก่อนท่านอยู่ดาวดึงส์ " ฉันไปนิพพานแล้ว. "

เลยถามว่า " แม่ศรี ลูกไปได้หมดหรือ...? "

แม่ศรีบอก " ฉันมั่นใจว่าหมด ฉันค่อยๆ ดันอีกหน่อย ถ้าไปไม่หมดก็แค่ศาลเตี้ย. "

ศาลเตี้ยอยู่ดาวดึงส์นี่ ดาวดึงส์แค่นี้ไม่ไปไหนหรอก เขาคอยจ้อง ถ้าไม่ไหวจริงๆ เขาคอยรับสมัยพระศรีอาริยเมตตรัย.

โยมถึงสั่งบอกว่า... " ทุกคน คนของเราทั้งหมด ให้ไล่ไปดาวดึงส์ทั้งหมด หากว่ามันไม่ไหวให้ไล่ไปดาวดึงส์ สมัยพระศรีอาริย์ ฉันจะพาลง แล้วได้หมด. "

จึงถามว่า... "การไล่ไปดาวดึงส์ จะทำยังไงทัน ถึงไปได้...? "

" มันก็มี ๒ อย่าง คือ #วิหารทาน กับ #สังฆทาน. "

ฉันถึงสร้างจนเลิกไม่ได้ สังฆทานเวลานี้ คนของเรามันแน่นอนเหลือเกิน ถวายกันเรื่อย อันนี้เป็นจุดแรกที่เราหวังจะเข้ามุมกัน แต่ท่านบอกว่า ถ้าใครสามารถจะไปได้ ก็อย่ายั้งตัว ปล่อยไปเลย ไม่ให้ถ่วง.

หนักเข้าระยะที่ ๒ ถามโยมผู้ชาย.

" โยม หลานไปได้หมดหรือ...?

" หมดแน่ครับ. "

ถามท่านย่า...

" ว่าไงโยมว่าไงๆ "

บอก... " ดูไปก่อน ดูไปก่อน หลานๆ จะไหวหรือไม่ไหว หลานโยมคนเดียวแบกได้ ถ้าเผื่อเป็นแสนไหว ถามแม่มันได้ แม่มันเยอะ หานางฟ้าให้ก็ได้ ที่เขาเป็นพระอริยะเบื้องต้น พระโสดา สกิทาคา นี่จับได้ เขาพร้อมลง. "

พอระยะเข้าช่วง ๓ ในปีที่ ๒ ย่าไปมั่งแล้ว.

ถาม " โยมมั่นใจหรือ...? "
(หมายถึงกำลังใจของหลานๆ )

บอก..." มั่นใจแน่. "

ถามว่า... " มันดีแน่หรือ
มันอาจจะเลวในระหว่างกลางก็ได้นะ "

บอก... " กลางมันเลวได้ กรรมบางอย่างมันสนอง แต่ปลายมือต้องได้ทุกคน. "

อย่าลืมนะ ปลายมือเวลาเจ็บหนัก ราคะ โทสะ โมหะมันไม่มี ป่วยหนัก จะไปนึกอยากแต่งงานกับใคร ลุกไม่ไหว.

ป่วยหนักอยากจะรวยหรือ ...? ไม่ไหว.

ป่วยหนักอยากจะตีใครหรือ...? ไม่ไหว.

เพราะฉะนั้น กิเลสมันว่างหมด ถ้าจิตจับนิพพานเป็นอารมณ์ มันจะไปเร็ว จับไว้ก่อน.

ไอ้เมื่อก่อนถึงนิพพานไปเรื่อยๆ จิตมีสภาพจำ ตอนนั้นช่องว่างปั๊บ มันจะแทรกกรรมเข้าไม่ได้เลย ตีเอาขึ้นเลย พระพุทธเจ้าท่านก็ไปแบบนี้ นี่เป็นเรื่องของท่าน.

วันนั้นที่โยมอะไรถาม ฉันนั่งอยู่ตรงนี้ โยมแกร้องถามมา ถามว่า...

" คนยังมีกิเลสมากอยู่ ให้ตั้งใจไปนิพพาน จะไปได้ไหมครับ เวลาตาย. ?

พอขยับจะตอบ สมเด็จท่านบอก " #ตอบเขาว่าอย่างนี้ "

ท่านอยู่ใกล้ๆ ท่านก็เลยบอกให้ถามว่า...

" คนที่กำลังป่วย ร้องโอ๊ยๆ นี่มันอยากจะไปแต่งงานกับใครไหม. ?

ไม่ไหว...

อยากจะรวยไหม...? ไม่ไหว.

อยากจะตีกับใครไหม...? ไม่ไหว.

นี่กิเลสว่างหมดตรงนี้ กิเลสว่างหมด เหลือแต่ทุกขเวทนา ใจเดิมที่ตั้งใจคิดว่า จะไปนิพพานมันทรงตัว #เป็นอธิษฐานบารมี มันจะพาไปเลย เท่านี้เองพออรหัตผลเขาเข้าปั๊บ ก็ตายวันนั้นแหละ วันที่ตายคือวันที่เป็นพระอรหันต์ อรหัตผลเมื่อไร วันนั้นก็เป็นวันตาย.

เรื่องพระอรหันต์ ๗ องค์ ก็มีเท่านี้.


คัดลอกจากหนังสือ : ธัมมวิโมกข์ ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๕๔ หน้าที่ ๒๐ - ๒๕.

__________________
"สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา"

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Apinya ในข้อความนี้
ตอบ

Tags
พระอรหันต์, พระอรหันต์ ๗ องค์, หลวงพ่อฤาษีลิงดำ, อนุโลม, ปฏิโลม, นิพพาน


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 11:38


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่