อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ปกิณกะธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 21-03-19, 12:57
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,144
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,851
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,963 ครั้ง ใน 77,963 ข้อความ
พลังบุญ: 56711
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile บุพกรรมพระอุปคุต

อภิญญา-บุพกรรมพระอุปคุต-232061-jpg
กล่าวกันว่า ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระผู้มีพระภาคได้เทศนาโปรดนาคชื่ออปลาละ ช่างปั้นหม้อ หญิงจัณฑาล
และนางโคบาลแล้วเสด็จสู่เมืองมถุรา ณ ที่นั้น ได้มีพระพุทธดำรัสกับท่านพระอานนท์ว่า “ดูกรอานนท์ ณ นครมถุรานี้
อีกร้อยปีแต่ตถาคตนิพพานแล้ว จะมีพ่อค้าขายน้ำหอม ชื่อ คุปตะ เขาจะมีลูกชื่อ อุปคุต ซึ่งจะได้เป็นอนุพุทธ
ที่ปราศจากมหาปุริสลักษณะท่านผู้นี้ จะทำงานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป เทศนาของท่านจะช่วยให้พระภิกษุเป็น อันมาก เอาชนะ กิเลสได้จนเข้าถึงอรหัตผล พระอรหันต์จะมีมากจนมีปริมาณเต็มถ้ำ อานนท์ นอกจากนี้แล้ว พระอุปคุตรูปนี้ จะเป็นเอตทัคคะในบรรดาธรรมกถึก ทั้งหลายของเรา”
“อานนท์ เธอแลเห็นเส้นทางยาวสุดสายตาโน้นไหม”
“ข้าพระองค์เห็นอยู่พระพุทธเจ้าข้า”
“นั่นแล อานนท์ คือ ภูเขา ชื่อ อุรุมมุณฑะ
อีกร้อยปีแต่ตถาคตนิพพานแล้ว พระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ ศาณกวาสินจะสร้างวัดขึ้นที่นั่น แล้วจะให้อุปสมบทแก่อุปคุต อานนท์ นอกไปจากนี้แล้ว ที่นครมถุรานี้ จะมีนายช่าง ๒ คน เป็นพี่น้องกัน ชื่อนาฏะกับภฏะ ซึ่งจะได้สร้างวัดบนภูเขาอุรุมมุณฑะ วัดนี้จะมีชื่อว่า นฏภฏิกะ จะเป็นอรัญญิกาวาสที่วิเศษสุดทั้งเตียงและตั่งจะเหมาะสำหรับผู้เจริญวิปัสสนาธุระ” ลำดับนั้นท่านพระอานนท์เถรเจ้าได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นับว่าวิเศษแท้ ที่พระอุปคุตจะได้ทำสิ่งต่างๆ ให้เป็นคุณประโยชน์แก่มหาชน”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ดูกร อานนท์ ไม่แต่ในเวลานั้นเท่านั้นแม้ในอดีตชาติ ซึ่งบัดนี้หาร่างกายอันนั้นมิได้อีกแล้ว
อุปคุตก็ได้ทำการที่นี่เพื่อประโยชน์ ของมหาชน ในอดีตนั้น บนไหล่เขาทั้ง ๓ ของภูเขาอุรุมมุณฑะ พระปัจเจกพุทธเจ้า
๕๐๐ พระองค์ อยู่ ณ ไหล่เขาแห่งหนึ่ง ฤๅษี ๕๐๐ คนอยู่ ณ ไหล่เขาอีกแห่งหนึ่ง วานร ๕๐๐ ตัว อยู่บนไหล่เขาที่สาม วันหนึ่ง พญาวานรและบริวารทั้ง ๕๐๐ ไปยังไหล่เขาที่พระปัจเจกพุทธเจ้าอาศัยอยู่ เมื่อเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น พญาวานร ได้บังเกิดศรัทธาปสาทะนำใบไม้ที่ตกหล่นรวมทั้งรากไม้และผลไม้ไปถวาย เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นเจริญสมาธิภาวนา พญาวานรได้กราบลงยังพระองค์ที่อาวุโสสูงสุด แล้วไปทางซ้ายของพระองค์ที่อ่อนอาวุโสตามลำดับพญาวานรได้นั่งสมาธิด้วยบ้างเหมือนกัน ไม่นานหลังจากนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งสิ้นก็ได้เสด็จเข้าสู่มหาปรินิพพาน หากพญาวานรยังเอาใบไม้ที่ตกลงแล้ว รวมทั้งรากไม้และผลไม้ไปถวายพระคุณท่านอีก แต่เมื่อท่านไม่รับประเคน พญาวานรจึงไปจับชายจีวร แล้วจับเบื้องพระบาทจึงรู้ว่าพระผู้เป็นเจ้าเหล่านั้นนิพพานเสียแล้ว พญาวานรเศร้าโศกเสียใจ ร้องไห้แล้วไปยังไหล่เขาอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งฤๅษีทั้ง ๕๐๐
พำนักอยู่ฤๅษีเหล่านั้น บางตนเอาหนามติดรอบกาย บางตนมีเตียงเป็นขี้เถ้า บางตนยื่นมือชี้ฟ้า หรือไม่ก็ทรมานตนด้วยวิธีต่างๆ โดยมีกองกูณฑ์ทั้ง ๕ล้อมรอบ (คือก่อกองไฟทั้ง ๔ ทิศรอบตนและให้พระอาทิตย์แผดเผาอยู่เหนือศีรษะอีก ๑) เมื่อพญาวานรทำลายตบะวิธีของฤาษีเหล่านั้นแล้ว ได้นั่งสมาธิต่อหน้าฤาษีเหล่านั้นฤๅษีรายงานการกระทำของวานรให้อาจารย์ของพวกตนทราบ อาจารย์จึงแนะให้บรรดาฤๅษีนั่งสมาธิบ้าง ฤๅษีทั้ง ๕๐๐ จึงนั่งสมาธิด้วยบุญบารมีที่ได้บำเพ็ญมาฤๅษีเหล่านั้นก็เข้าใจโพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ ประการ อันเป็นทางนำไปสู่การตรัสรู้แล้วได้ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ต่อมาท่านเหล่านั้นดำริว่า “เราได้บรรลุถึงพระบรมธรรมอันวิเศษสุดเพราะอาศัยวานรตัวนี้นี่แล” บรรดาพระคุณเจ้าเหล่านั้นจึงปรนนิบัติพญาวานรด้วยรากไม้และผลไม้
และเมื่อพญาวานรถึงกาลกิริยาพระคุณเจ้าเหล่านั้นก็ปลงศพให้โดยใช้ไม้หอมมาประชุมเพลิง”
“ดูกร อานนท์เธอรู้หรือไม่ว่า พญาวานรตัวนี้และ คือ อุปคุต แม้ในอดีตชาติอันรูปกายแตกทำลายขันธ์ไปแล้วก็ได้ทำคุณให้แก่มหาชนบนยอดเขาอุรุมมุณฑะนี้ในชาติต่อไป ร้อยปีแต่ตถาคตปรินิพพานล่วงไปแล้ว อุปคุตก็จะมาทำการเพื่อประโยชน์แก่มหาชนอีก ณ ที่แห่งเดิมนี้เอง”
เมื่อพระศาณกวาสินเถระให้สร้างวัดบนภูเขาอุรุมมุณฑะนั้น พระคุณเจ้ากำหนดจิตก็ทราบว่า พ่อค้าน้ำหอมที่ชื่อว่า คุปตะ
ได้ถือกำเนิดแล้ว พระคุณเจ้าจึงกำหนดจิตต่อไปว่าบุตรของเขาที่ชื่อว่าอุปคุต ถือกำเนิดหรือยัง เพราะมีพุทธพยากรณ์
ว่าเขาผู้นี้จักได้เป็นอนุพุทธ เพื่อประกอบกรณียกิจของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าร้อยปี แต่พุทธปรินิพพานล่วงแล้ว และก็ปรากฏแก่ญาณว่า เขายังไม่มาเกิดด้วยกุสโลบายในไม่ช้า คุปตะพ่อค้าน้ำหอมก็มีความเลื่อมใสในพระธรรมคำสอนของพระผู้มี
พระภาค วันหนึ่งพระศาณกวาสินได้เข้าไปสู่คฤหาสน์ของเขาพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ แล้วอีกวันหนึ่งพระเถรเจ้าได้ไปกับพระภิกษุอีกรูปหนึ่ง ครั้นวันที่สามพระคุณเจ้าไปแต่รูปเดียวเท่านั้น เมื่อคุปตะเห็นพระศาณกวาสินเถระมาแต่เพียงลำพัง จึงถามขึ้นว่า “เหตุไฉนพระผู้เป็นเจ้าจึงปราศจาก ปัจฉาสมณะ(ผู้คอยรับใช้)” พระเถรเจ้าตอบว่า “อาตมา ผู้ซึ่งชราภาพครอบงำแล้ว จำต้องมีผู้ติดตามด้วยหรือก็ถ้าใครคนใดคนหนึ่ง ถึงพร้อมด้วยความเลื่อมใส และได้เข้ามาสู่เพศพรหมจรรย์ เขาผู้นั้นและจึงควรเป็นผู้อุปัฎฐากและติดตามอาตมา” พ่อค้าน้ำหอมตอบว่า“ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าข้าพเจ้าเป็นผู้ชอบอยู่ด้วยชีวิตของคฤหัสถ์และยินดีในกามคุณทั้งห้าไม่สมควรที่คนอย่างข้าพเจ้าจะออกบวชเพื่อมีชีวิตอย่างสมณะแต่เมื่อใดข้าพเจ้ามีบุตร ข้าพเจ้าจะถวายบุตรให้เป็นอุปัฏฐากของพระคุณเจ้า” พระเถรเจ้าจึงกล่าวว่า “ดีแล้วอุบาสก ท่านต้องจำคำกล่าวนี้ไว้ให้มั่น” ต่อ
มาคุปตะ พ่อค้าน้ำหอมได้บุตร ซึ่งได้ชื่อว่า อัศวคุปต์ พอเด็กคนนี้โตขึ้นท่านพระศาณกวาสินได้ไปหาคุปตะ แล้วกล่าวว่า “อุบาสกเคยสัญญาว่าถ้ามีบุตรแล้วจะอนุญาตให้เขาบวช อาตมาจะได้พาเจ้าไปให้ดำรงเพศพรหมจรรย์”
พ่อค้าน้ำหอมตอบว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญข้าพเจ้ามีบุตรเป็นชายแค่คนเดียว ขอพระคุณเจ้าจงงดคนนี้ไว้ก่อนเถิด
หากข้าพเจ้ามีบุตรอีก จะถวายคนที่สองให้เป็นศิษย์ คอยติดตามพระคุณเจ้า”
ลำดับนั้น พระศาณกวาสินจึงกำหนดจิต เพ่งดูว่าเด็กคนนี้คืออุปคุตหรือมิใช่ ครั้งทราบว่า ไม่ใช่ พระคุณเจ้าจึงกล่าวว่า “ก็ได้ ขอให้เป็นไปตามนั้น”
ต่อจากนั้นมาอีกไม่นาน คุปตะพ่อค้าน้ำหอมก็ได้บุตรอีกคน ตั้งชื่อให้ว่าธนคุปต์ พอเด็กคนนี้โตขึ้น พระศาณกวาสนิเถรเจ้า ก็ได้ไปหาคุปตะอีก พลางกล่าวว่า “อุบาสก ท่านสัญญาว่า ถ้าท่านมีบุตรเป็นชายอีก จะถวายแก่อาตมาให้เป็นศิษย์คอยติดตามรับใช้ บัดนี้ท่านมีบุตรอีกแล้ว จงยอมให้เขาบวช เพื่ออาตมาจะได้ให้เขาดำรงสมณะเพศภายในพระอาราม”
พ่อค้าน้ำหอมตอบว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ขอเว้นคนนี้ด้วยเถิดคนโตต้องไปหาซื้อของจากเมืองไกล คนที่สองนี้จำต้องให้คอยเฝ้าเหย้าเรือน ถึงอย่างไรข้าพเจ้าก็จะต้องมีบุตรชายเป็นคนที่สาม แล้วจะถวายลูกคนนั้นแก่พระผู้เป็นเจ้าเป็นแน่”
พระศาณกวาสินกำหนดจิตเพ่งดูว่าเด็กคนนี้ใช่อุปคุตหรือไม่ ครั้งทราบว่าไม่ใช่ จึงว่า “เป็นอันตกลง ตามที่ท่านว่า"
ในที่สุด คุปตะพ่อค้าน้ำหอมได้บุตรเป็นคนที่สาม เป็นเด็กน่ารักงดงามก่อให้เกิดความยินดีแก่ผู้พบเห็น มีรูปลักษณ์ดีกว่าใครๆ มีเรือนร่างดังเทพเจ้า เมื่อถึงกำหนดทำขวัญได้ตั้งชื่อว่า อุปคุต (ภาษาสันสกฤต เขียนว่า อุปคุปต์ แปลว่าผู้คุ้มครองรักษา) เมื่อเขาเจริญวัยขึ้น ท่านพระศาณกวาสินได้ไปยังบ้านของคุปตะพ่อค้าน้ำหอมอีก แล้วกล่าวว่า “อุบาสกท่านสัญญาว่าเมื่อมีบุตรชายคนที่สาม จะถวายให้เป็น ศิษย์คอยติดตามอาตมาบัดนี้ท่านมีบุตรคนที่สามแล้ว จงอนุญาตให้เขาบวชเถิด อาตมาจะได้ให้เขาได้เป็นสมณะ ดำรงเพศพรหมจรรย์”
คุปตะกล่าวว่า “ตกลงพระคุณเจ้า เมื่อใดลูกคนนี้ไม่เป็นผลในทางกำไรหรือขาดทุนข้าพเจ้าจะอนุญาตให้เขาบวชได้”
เมื่อตกลงกันเช่นนี้ ไม่นานนักพญามารได้เข้ามาทำนครมถุราให้เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น ชาวเมืองจึงพากันมาซื้อน้ำหอมจากอุปคุต
ซึ่งขายได้กำไรมาก พระศาณกวาสินได้ไปหาอุปคุต ผู้ซึ่งกำลังขายน้ำหอมอยู่อย่างตรงไปตรงมาที่ตลาด พระเถรเจ้าพูดกับเขาว่า
“ลูกเอ๋ย สภาพทางจิตของเจ้าเป็นไฉน เป็นกุศลหรืออกุศล”
อุปคุตตอบว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าไม่รู้เลยว่าสภาพจิตอย่างไหนเป็นกุศลอย่างไหนเป็นอกุศล”
ท่านพระศาณกวาสินจึงบอกว่า “ลูกเอ๋ย ถ้าเจ้าจับความคิดได้แม้ชั่วขณะหนึ่งเจ้าก็สามารถชนะอุปสรรคได้” ว่าแล้วพระเถรเจ้าก็ให้ผ้าขาวและผ้าดำแก่เขาอย่างละหลายๆ ผืน แล้วสอนเขาว่า “ถ้าความคิดในทางอกุศลเกิดขึ้น จงวางผ้าดำลง ถ้าความคิดในทางกุศลเกิดขึ้น จงวางผ้าขาวลง ให้เจริญ อสุภกรรมฐาน และ พุทธานุสติกรรมฐาน”
เพราะ
เหตุที่ความคิดในทางอกุศลเกิดขึ้นบ่อย อุปคุตจึงวางผ้าดำลงสองผืนกว่าจะวางผ้าขาวลงได้ผืนหนึ่ง แต่ภาวนาอยู่ได้ไม่นาน เขาก็วางเพียงผ้าดำครึ่งผืนผ้าขาวครึ่งผืน จากนั้นก็สามารถวางผ้าขาวได้ ๒ ผืน ก่อนจะวางผ้าดำได้ผืนหนึ่งและแล้วความคิดของเขาก็บริสุทธิ์ผุดผ่อง จนวางลงแต่เพียงผ้าขาวเท่านั้น อุปคุตค้าขายตามกระแสแห่งพระธรรมนั้นเอง
ที่ในนครมถุรา มีคณิกานางหนึ่ง นาม วาสวทัตตา วันหนึ่งสาวใช้ของนางได้ไปซื้อน้ำหอมกะอุปคุต เมื่อสาวใช้กลับมาแล้ว
วาสวทัตตาได้กล่าวกับนางว่า“สาวน้อย เจ้าคงไปโกงพ่อค้ามาเพราะเจ้าเอาน้ำหอมมามากเสียเหลือเกิน” สาวใช้ตอบว่า “นายหญิง
บุตรพ่อค้าน้ำหอม ชื่ออุปคุต เป็นชายหนุ่ม รูปงาม ทั้งเฉลียวฉลาดและสุภาพน่ารัก ได้ขายให้อย่างตรงไปตรงมา”
เมื่อวาสวทัตตาได้ยินเข้านางเกิดความปฏิพัทธ์ในตัวอุปคุต นางส่งสาวใช้กลับไปหาเขา ให้บอกแก่เขาว่า นางจะไปพบ ด้วยต้องประสงค์จะหาความสุขสำราญกับเขา แต่เมื่อสาวใช้เอาข้อความนี้ไปบอกแก่เขา อุปคุตเพียงตอบว่า ยังไม่ถึงเวลาที่นางจะได้พบเขาราคาค่าตัวของนางวาสวทัตตานั้น ๕๐๐ ตำลึงทอง นางดำริว่า อุปคุตคงไม่มีเงินเพียงพอ นางจึงส่งสาวใช้กลับไปใหม่ ให้บอกเขาว่านางไม่ต้องการแม้แต่เหรียญกษาปณ์เดียวจากเขา นางเพียงต้องการความสุขจากเขาเท่านั้น แต่เมื่อสาวใช้กลับไปบอกความข้อนี้แก่ อุปคุต เขาก็ยืนยันตามเดิมว่ายังไม่ถึงเวลาที่นางจะได้พบเขาต่อแต่นั้นมาอีกไม่นาน บุตรชายนายช่างคนสำคัญผู้หนึ่งได้มาพัก ณ สำนักของนางวาสวทัตตา พอดีมีพ่อค้าจับได้ม้าป่า ๕๐๐ ตัว จากทางภาคเหนือ เอามาขายใน
นครมถุรา พ่อค้านั้นถามว่า “นางคณิกาคนใดยอดเยี่ยมที่สุดในที่นี้” ครั้นได้ทราบว่าชื่อนางวาสวทัตตา พ่อค้าคนนั้นจึงนำเงิน ๕๐๐ ตำลึงทองพร้อมด้วยของขวัญอันมีค่ามากมายมุ่งไปสู่สำนักของนาง เมื่อนางวาสวทัตตาได้ข่าวการมาของเขาโลภจริตของนางได้กำเริบขึ้น นางจึงให้ทุบตีบุตรนายช่างแล้วเอาไปใส่ไว้ในกองกุมฝอย แล้วนางก็มาหาความสุขสำราญกับพ่อค้าม้าเมื่อญาติของนายช่างได้ทราบเรื่องราวเข้า พากันไปเอาเด็กหนุ่มคนนั้นมาจากกองกุมฝอย แล้วนำเรื่องนี้ไปทูลฟ้องพระราชา พระราชาจึงโปรดให้ราชบุรุษไปจับตัวนางวาสวทัตตามาเพื่อตัดมือ ตัดเท้าตัดจมูก ตัดหู แล้วนำไปทิ้งไว้ที่เชิงตะกอน ครั้งเมื่ออุปคุตได้ทราบ
เขาจึงดำริว่า “ก่อนนี้ นางเคยประสงค์จะพบเราด้วยเหตุผลในทางกาม บัดนี้ มือเท้า จมูก และหูของนางถูกตัดออกไปแล้ว
ย่อมเป็นกาลอันสมควรที่เราจะไปหานาง” เขากล่าวเป็นคาถาว่า “เมื่อเรือนร่างของนางปกคลุมไว้ด้วยเสื้อผ้าอันวิจิตรประดับด้วยอาภรณ์อันมีค่าต่างๆ ผู้ที่ต้องประสงค์จะออกจากวัฏฏสงสารเพื่อการไม่เกิดอีก อันจักได้เข้าสู่โมกษธรรม เขาผู้นั้นไม่ควรไปพบนางฯแต่บัดนี้ นางปราศจากความหยิ่งผยองแล้ว แม้ราคะตัณหาและกามฉันทะก็ถูกคมมีดกรีดเสียจนมีแต่ความเจ็บปวดนี้แลคือเวลาที่ควรไปหานาง จะได้และเห็นนางตามสภาพที่แท้จริงโดยธรรมชาติฯ” อุปคุตออกเดินไปสู่เชิงตะกอนเพียงมีบ่าวตามกั้นร่มไปให้แต่ผู้เดียว
เขาไปด้วยความสงบ และมีมนสิการในทางธรรมดังสมณะ ทาสีของนางวาสวทัตตาผู้ซึ่งระลึกถึงคุณความดีของนายหญิงมาก่อนยังคงอยู่กับนางคนหนึ่งเพื่อคอยไล่ฝูงกาและนกอื่นๆที่ชอบกินศพเป็นอาหารเมื่อนางทาสีเห็นอุปคุตเดินมา จึงบอกนางวาสวทัตตาว่า “ข้าแต่นายหญิงอุปคุตที่นายหญิงเคยส่งข้าพเจ้าไปเชื้อเชิญเขาครั้งแล้วครั้งเล่านั้น บัดนี้เขามาถึงที่นี้แล้ว เขาย่อมต้องมาเพราะแรงกระตุ้นแห่งกามตัณหาโดยแท้” เมื่อนางวาสวทัตตาได้ยินความข้อนี้ จึงกล่าวเป็นคาถาว่า “เขาจะมีตัณหาหรือราคะได้อย่างไร เมื่อเขาเห็นข้าที่เชิงตะกอน มีตัวเปื้อนเลือด ความงามไม่เหลืออีกแล้วมีแต่ความทุกข์ทรมานฯ” นางบอกทาสีให้เก็บเอามือ เท้า จมูก และหูที่ถูกตัดออกจากกายมาห่อผ้ารวมไว้ เมื่ออุปคุตมาถึงและยืนอยู่หน้านางวาสวทัตตา
ซึ่งแลเห็นเขายืนอยู่ จึงกล่าวว่า “ข้าแต่นายเมื่อร่างกายของดิฉันยังไม่เสียรูปทรง และดิฉันมุ่งทางกามฉันทะ ดิฉันได้ส่งสาวใช้ไปเชื้อเชิญท่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ท่านก็บอกว่า“น้องหญิงยังไม่ถึงเวลาที่เธอจะพบฉัน” บัดนี้มือของดิฉัน เท้าของดิฉัน จมูกของดิฉันและหูของดิฉัน ถูกตัดออกหมดแล้ว ดิฉันนั่งจมกองเลือดของตนเองอยู่แล้วทำไมท่านจึงมาหาดิฉันเล่า”
เธอกล่าวเสริมเป็นคาถาว่า “เมื่อร่างกายของ ดิฉันเหมาะสมควรแก่การทอดทัศนาอ่อนนุ่มดังดอกบัว ประดับไปด้วยเสื้อผ้าและอาภรณ์อันหาค่ามิได้ แต่แล้วเป็นที่น่าเสียดายนักที่ดิฉันไม่ได้พบท่านฯ ทำไมท่านจึงมาแลดูดิฉันในบัดนี้ ในขณะที่ร่างกายของดิฉันไม่ควรที่จะมีใครมาแลมองด้วยมี แต่เลือดและโคลนตมล้อมรอบกายอันน่าสะพรึงกลัว ร่างนี้ไม่มีอะไรให้น่าพิสมัย ไม่น่าสนุกไม่น่าหฤหรรษ์และไม่น่าเกิดสุขอีกแล้ว ฯ “
อุปคุตตอบเป็นคาถาว่า “น้องหญิงฉันไม่ได้มาหาเธอเพราะแรงกระตุ้นแห่งตัณหา หากฉันมาดูสภาพที่แท้ของธรรมชาติ
อันห่อหุ้มไว้ด้วยกิเลสและตัณหาฯ เมื่อเธอห่อหุ้มร่างไว้ด้วยพัสตราภรณ์และเครื่องประดับภายนอกอื่นๆ
อันมีค่าย่อมช่วยยั่วยวนให้เกิดตัณหาแก่ผู้ซึ่งมองดูเธอเพราะเขาแลไม่เห็นเธอตามสภาพที่แท้จริงแม้เขาจะพยายามเพ่งพินิจก็ตามฯ แต่บัดนี้ เธอปลอดจากเครื่องล่อลวงต่างๆ แล้วอาจแลเห็นร่างของเธอได้ตามสภาพที่แท้จริงๆคนที่แสวงหากามสุขจากเรือนร่างอันหยาบนี้ ช่างโง่เขลาเสียจริงๆ ใครเล่าจะมีความรู้สึกต่อร่างกาย ซึ่งมีแต่หนังห่อหุ้มไว้ เต็มไปด้วยกองเลือดรอบๆ ตัว ทั้งยังเปื้อนผิวหนังด้วยและเห็นเนื้อเป็นก้อนๆ โยงไปยังกล้ามเนื้อและเส้นเลือดฯ ยิ่งไปกว่านี้ คนพาลแลเห็นความสวยงามจากรูปภายนอกแล้วย่อมเกิดความปฏิพัทธ์ผูกพัน โดยที่เขาควรจะรู้ว่าภายในนั้นเน่าเหม็นผู้รู้จึงไม่ยึดติดในสิ่งเหล่านี้ ซากศพย่อมโสโครกและน่าเกลียด โดยที่ความบริสุทธิ์จะมีได้ก็ต่อเมื่อระงับตัณหาเสียได้ ผู้ซึ่งระงับยับยั้งได้ก็จะรู้ว่าที่แท้นั้นกลิ่นเหม็นย่อมประกอบไปด้วยกลิ่นหอมเป็นอันมากที่รวมตัวกัน แม้น้ำหอมก็คือการรวมตัวกันของความไม่บริสุทธิ์ฯ การเอาเสื้อผ้าและเครื่องประดับมาสวมใส่นั้น
ช่วยได้แต่การแสดงออกทางภายนอกเท่านั้นแต่ความโสโครกภายในหาแก้ไขอะไรได้ไม่ โดยที่เหงื่อไคลและฝุ่นละออง ก็ยังมีอยู่กับร่างกาย แม้จะชำระล้างได้ด้วยน้ำเป็นครั้งคราวก็ตามฯด้วยเหตุฉะนี้ คนพาลจึงหลงอยู่กับโครงกระดูกอันน่าโสโครก ด้วยไปยึดติดกับตัณหาฯ สำหรับผู้ที่ละตัณหาเสียได้ย่อมรู้ว่านั่นคือการคลุกเคล้าไปด้วยความน่าเบื่อ ความโศกและความทุกข์
นี่มิใช่สิ่งที่วิญญูชนจะพึงสรรเสริญ เขาย่อมออกสู่ป่าอันสงัดมีจิตใจมุ่งไปสู่ความพ้นทุกข์ ละเสียซึ่งตัญหา เพื่อเขาจักข้ามพ้นไปสู่ฝั่งโน้นละเสีย ได้จากโอฆสงสารการเวียนว่ายตายเกิดฯ เขาย่อมจะถือเอามรรคเป็นนาวาย่อมสดับและประพฤติปฏิบัติตามพระวจนะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ฯ”
เมื่อนางวาสวทัตตาได้ยินคาถาดังกล่าว นางรู้สึกสะพรึงกลัวในวัฏฏสงสารจิตใจของนางอ่อนน้อมและสงบลงเมื่อรำลึกถึง
พระพุทธคุณ นางรำพันเป็นคาถาว่า“ที่ว่ามานั้นสมควรแก่คำของท่านผู้เป็นปราชญ์ พอดิฉันได้พบท่าน ดิฉันก็ได้รับพระคุณจากท่านให้ได้ยินพระพุทธวจนะฯ”
อุปคุตจึงเริ่มเทศนาอนุบุพพีกถาให้นางเข้าใจในเรื่องของทาน ศีล สวรรค์ โทษของกาม และทางออกจากกามตัวเขาเองก็เข้าใจซึ้งถึงธรรมชาติที่แท้จริงแห่งร่างกายของนางวาสวทัตตาจนเกิดความรังเกียจในกามภพ การที่เขาเข้าใจสัจธรรมนั้น
ก็ด้วยการที่เขาแสดงธรรมนั้นเอง อุปคุตจึงได้สำเร็จเป็น พระอนาคามี ณ ที่นั้นเองโดยที่นางวาสวทัตตาก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน เมื่อนางวาสวทัตตาได้ดวงตาเห็นธรรม
นางได้รำพันบุญคุณของอุปคุตด้วยบทคาถาว่า “ขอขอบพระคุณท่านที่ช่วยให้ดิฉันพ้น จากอบายภูมิอันน่ากลัว และการไปสู่ภพใหม่อันต่ำทรามอันจัก ต้องทนทุกข์ทรมานยิ่งนักฯ บัดนี้ สุคติภูมิได้เปิดให้ดิฉันแล้ว และดิฉันก็มีโอกาส ไต่เต้าตามกระแสพระอริยมรรคสู่พระนิพพานด้วยฯ” จากนั้นนางได้บอกกับเขาว่า “บัดนี้ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นสรณะ พร้อมด้วยพระธรรมและพระสงฆ์”
นางได้พรรณนาเป็นคาถาว่า“ข้าพเจ้าขอถือเอาพระชินเจ้าเป็นสรณะพระชินเจ้านั้นมีพระเนตรอันสุกสกาวเบิกบานดังดอกบัวแรกแย้ม ทรงแวดล้อมไปด้วยหมู่อมรและมุนีกับข้าพเจ้าขอถือเอาพระอริยสงฆ์เป็นสรณะ ด้วยฯ”เมื่ออุปคุตแสดงธรรมแกนางวาสวทัตตาจบลงแล้ว ก็กลับไป จากนั้นไม่นานนางก็ถึงกาลกิริยาแล้วไปเกิดในหมู่ทวยเทพในนครมถุรา บรรดาเทวดาพากันประกาศว่า “เมื่อนางวาสวทัตตาได้ฟังอุปคุตแสดงธรรมแล้วนั้น นางได้ดวงตาเห็นธรรมบัดนี้นางตายจากไปแล้ว และได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์” เมื่อชาวนครมถุราได้ยินคำของทวยเทพชาวเมืองจึงพากันไปบูชาสักการะรูปกายของนางวาสวทัตตาฯลำดับนั้น
ท่านพระศาณกวาสินได้ไปยังคุปตะ พ่อค้าน้ำหอม พลางกล่าวว่า“จงอนุญาตเถิด
อาตมาจะได้ให้อุปคุตบวช”
คุปตะตอบว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญข้อตกลงมีอยู่ว่าเมื่อข้าพเจ้าไม่ได้กำไรหรือไม่ขาดทุน ย่อมอนุญาตให้เขาบวช พระศาณกวาสินเถระจึงใช้อิทธิฤทธิ์ไม่ให้คุปตะได้กำไรหรือขาดทุน คุปตะ นับก็แล้ว ชั่งก็แล้ว ตวงก็แล้วไม่ปรากฏว่าเขาได้กำไรหรือขาดทุน
พระศาณกวาสินเถระจึงบอกเขาว่า “แท้จริงแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ทรงมี พุทธพยากรณ์ไว้เกี่ยวกับลูกชายของท่าน พระองค์ตรัสว่า ร้อยปีแต่พุทธปรินิพพานไปเขาผู้นี้แหละจะรับงานของพระบรมศาสดามาดำเนินต่อไปขอให้อาตมาได้บวชให้
เขา เพื่อทำกิจของพระศาสนาเถิด”
ในที่สุดคุปตะพ่อค้าน้ำหอมจึงยอมอนุญาตให้อุปคุตบวช พระศาณกวาสินจึงพาอุปคุตไปยังวัดนฏภฏิกะอรัญญิกาวาส ให้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ท่านพระอุปคุตได้ปฏิบิตจนสามารถเอาชนะกองกิเลสได้หมดตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพองค์หนึ่งในโลกพระศาณกวาสินเถรเจ้าจึงกล่าวว่า “ดูกร อุปคุตผู้เป็นสัทธิวิหาริก พระผู้มีพระภาคทรงมีพุทธพยากรณ์ไว้เกี่ยวกับตัวเธอ
พระองค์ตรัสว่า ร้อยปีแต่พุทธปรินิพพาน จะมีภิกษุชื่อว่า อุปคุตซึ่งจะได้ตรัสรู้เป็นอนุพุทธ อย่างปราศจากมหาบุรุษลักษณะ
และจะรับพุทธกิจมากระทำต่อไป โดยจะได้เป็นเอตทัคคะในบรรดาธรรมกถึกทั้งหลายฉะนั้น ขอเธอจงยังกิจเพื่อสัตถุศาสนาเถิด” พระอุปคุตรับคำว่า“สาธุพระคุณเจ้า”


__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
  #2  
เก่า 21-03-19, 13:33
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,144
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,851
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,963 ครั้ง ใน 77,963 ข้อความ
พลังบุญ: 56711
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile บุพกรรมพระอุปคุต ( 2 )

อภิญญา-บุพกรรมพระอุปคุต-img_7017-jpg
หลังการบวชแล้วไม่นาน พระอุปคุตได้รับอาราธนาให้เทศนา ณ ธรรมศาลา ข่าวได้แพร่ไปทั่วนครมถุราว่า ในวันนั้นๆ พระอุปคุตเถรเจ้าผู้ซึ่งเป็นพระอนุพุทธจะแสดงธรรม เมื่อมหาชนได้รับข่าวนี้ คนหลายแสนได้พากันไปเพื่อสดับพระธรรมเทศนา
ท่านพระอุปคุตได้เข้าสมาธิเพื่อตรวจดูว่า บริษัทของพระพุทธเจ้ามักนั่งประชุมกันอย่างไร ก็ทราบได้ว่าที่ประชุมตีวงเป็นอัฒจันทร์ต่อไป ท่านได้ตรวจดูว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอย่างไร ก็ทราบว่า พระบรมศาสดาทรงตรัสสอนพระธรรม
ด้วยการเขยิบหัวข้อธรรมขึ้นจากง่ายไปหายาก ด้วยเหตุฉะนี้ พระเถรเจ้าจึงสอนธรรม โดยวิธีนี้เป็นขั้นๆ ไป เพื่อให้สาธุชนเจ้าถึงสัจธรรม ในขณะที่พระเถรเจ้าเทศนาอยู่นั้น พญามารได้บันดาลให้ไข่มุกตกลงมาท่ามกลางที่ประชุมดังหนึ่งฝนตกลงมา ฉะนั้น
บุคคลผู้มีจิตคิดจะหันเข้าหาพระศาสนาก็ถูกความโลภครอบงำ จนไม่มีใครสักคนหนึ่งที่ได้แลเห็นสัจจธรรมพระอุปคุตเถระพิจารณาเหตุการณ์นี้ด้วยญาณ ก็ทราบว่า พญามาร เป็นต้นเหตุ
ดังนั้น ในวันที่สอง มหาชนได้มายังนครมถุรา คิดว่า “ขณะที่พระอุปคุตแสดงธรรมจะมีไข่มุกหล่นลงมาดังห่าฝน” ครั้งถึงเวลาเทศน์ ขณะพระอุปคุตยุติการแสดงธรรมทีละขั้นๆ (อนุบุพพีกถา) ก่อนบรรยายเรื่องพระอริยสัจ พญามารก็บันดาลให้ทองตกลงมาสู่ที่ประชุม จิตของผู้ที่กำลังน้อมนำเข้าหาพระศาสนาย่อมผันแปรไป จนไม่มีใครได้แลเห็นสัจธรรมเลย พระอุปคุตได้พิจารณาเหตุการณ์นี้อย่างแยบคายอีกว่าใครหนอเป็นตัวการทำลายพุทธวิธี ก็ทราบว่า พญามารมาขัดขวางการแสดงธรรมของท่าน
ครั้งถึงวันที่สามมหาชนได้มาประชุมกันมากกว่าวันก่อนอีก ต่างพากัน คิดว่า“เวลาพระอุปคุตเทศนา ไข่มุกและทองจะตกลงมา”
และเมื่อถึงตอนแสดงธรรมจนจบขั้นอนุบุพพีกถาแล้ว กำลังจะเริ่มอธิบายพระอริยสัจ พญามารก็เริ่มแสดงฤทธิ์ ไม่ไกลไปจากประชุมชนให้บังเกิดการแสดงเทพศาสตราและนางอัปสรออกมาร่ายรำมหาชนในที่นั้นก็พากันสนใจดู นับว่าพญามารได้ล่อลวงมหาชนให้ออกจากพระศาสนาได้สำเร็จ
พญามารพอใจที่ได้ดึงเอาชุมนุมชนออกจากพระอุปคุต ไปสู่อำนาจตนจึงถึงกับพญามารได้ใจเอาพวงมาลัยไปคล้องคอท่านพระอุปคุต พระอุปคุตจึงกำหนดจิตทราบว่าเป็นพญามาร พระเถรเจ้าจึงตรึกตรอง ต่อไปว่า “พญามารตนนี้ได้ก่อเหตุทำร้ายพระธรรมคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคทำไมพญามารจึงไม่หันมาเคารพนับถือพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า” และแล้วพระคุณเจ้าก็ดำริว่า“อาตมาจะต้องทำให้พญามารหันมาสมาทานศีลสิกขาในพระศาสนาให้จงได้ เพราะ เรื่องปราบมารอันจะเป็นคุณแก่สรรพสัตว์นี้เอง พระผู้มีพระภาคจึงทรงมีพุทธพยากรณ์เกี่ยวกับตัวอาตมาว่าจะเป็นอนุพุทธ” ลำดับนั้น พระอุปคุตจึงกำหนดจิตดูว่า ถึงเวลาที่พญามารจะหันเข้ามานับถือพระศาสนาได้หรือยัง และก็แจ้งแก่ญาณว่า ถึงเวลาแล้ว พระคุณเจ้าจึงนำนางมาสามร่าง เป็นร่างงูตาย ๑ สุนัขตาย ๑ และคนตาย ๑ และด้วยอิทธิวิธีพระเถรเจ้าเนรมิตร่างทั้งสามนั้นให้เป็นพวงมาลาสุคันธชาติ
แล้วพระเถรเจ้าจึงได้ไปหาพญามารเมื่อพญามารเห็นพระเถรเจ้าพร้อมด้วยพวงดอกไม้ ก็พอใจมาก คิดว่าเอาชนะพระอุปคุตได้แล้ว
พญามารจึงแสดงตนออกมาให้ปรากฏ เพื่อพระอุปคุตจะได้มอบพวงมาลัยให้แต่แล้วพวงมาลานั้น ก็กลายสภาพเป็นร่างศพทั้ง ๓ ร่าง แล้วท่านพระอุปคุตจึงกล่าวเป็นคาถาว่า“ดุจดังที่ท่านเอาพวงมาลามาสวมให้อาตมา ซึ่งไม่เหมาะสมกับสมณะอาตมา จึงเอาร่างทั้งสามนี้มาร้อยรัดท่านไว้ด้วยร่างดังกล่าวก็ไม่เหมาะสมสำหรับผู้ที่กระหายในกามเช่นกันฯ จงแสดงฤทธิ์ของท่านออกมาเถิด
วันนี้ท่านได้เผชิญหน้ากับศิษย์ของพระศากยมุนีแล้ว แม้เทวดา อินทร์ พรหมผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ใดๆ ก็หาช่วยท่านได้ไม่ฯ”
พญามารได้ยินดังนั้น จึงพยายามเอาร่างทั้งสามออก แต่ด้วยอานุภาพแห่ง พระอุปคุตมหาเถระ
ย่อมไม่อาจสลัดออกได้ ดังมดไม่อาจยกภูเขาได้ ฉะนั้นพญามารบันดาลโทสะจึงเหาะขึ้นไปบนอากาศแล้วกล่าวว่า
“แม้ข้าพเจ้าจะเอาร่างสุนัขนี้ออกจากคอไม่ได้ แต่เทพเจ้าองค์อื่นๆซึ่งทรงอิทธิฤทธิ์ยิ่งกว่าข้าพเจ้าก็จะช่วยแก้ไห้แก่ข้าพเจ้าได้ฯ”
พระเถรเจ้าจึงกล่าวว่า“จงไปถือเอาพระอินทร์ พระพรหม ละผู้มีฤทธิ์ใดๆเป็นสรณะเถิด แต่ร่างที่รัดคอท่านอยู่นั้น จะหลุดจากคอท่านไปก็หาไม่ฯ”
พญามารได้ไปหาเทพเจ้า หลายองค์ มีพระอินทร์เป็นต้น แต่ก็ห าสมประสงค์ไ ม่สุดท้ายพญามารได้ไปหาท้าวมหาพรหม อ้อนวอนท่าน แต่พระพรหมก็กล่าวว่า “ลูกเอ๋ย อย่ามาหาเราเลย ใครเล่าจะเอาพันธะนี้ออกเสียได้ ก็ในเมื่อศิษย์ของพระทศพลผู้ทรงญาณได้ใช้อิทธิฤทธิ์ผูกไว้ฯ ดุจที่สุดขอบมหาสมุทรนั้นแล เอาก้านบัวยกภูเขาหิมาลัยให้พ้นจากพื้นดินยังง่ายเสียกว่าที่ใครๆ
จะเอาร่างสุนัขตายที่สะกดไว้ที่คอท่านออกได้ฯ จริงอยู่ อำนาจของเรานั้นใหญ่ แต่แม้กระนั้นเราก็เทียบไม่ได้เลยกับศากยบุตรของพระตถาคตเจ้า แสงของเราก็ดุจดังแสงดาวพระเคราะห์ จะไปเทียบกับแสงพระอาทิตย์กระไรได้ฯ”
พญามารจึง ถามต่อ ไปว่า “ท่านจะแนะนำใหทำอย่างไร ข้าพเจ้า ควรไปหาใคร”
พระพรหม ตอบว่า “จงไปถือเอาพระอุปคุตเป็นสรณะ เพราะท่านเป็นพุทธบุตรทรงคุณอันประเสริฐ เป็นสาวกของพระชินสีห์ ผู้ทรงพระมหากรุณาธิคุณฯ”
พญามารเมื่อทราบว่าเพียงศิษย์ของพระพุทธเจ้า ยังมีอิทธิฤทธิ์มากถึงเพียงนี้จึงดำริว่า “ฤทธาศักดานุภาพของพระพุทธเจ้านั้นย่อมเหลือคณานับแม้ท้าวมหาพรหมยังเคารพนับถือนับประสาอะไรพระอรหันต์เจ้าย่อมลงโทษเราได้ตามใจปรารถนา แต่ท่านก็มีขันติไม่ได้ทำอะไรแก่เราให้ยิ่งไปกว่านี้ เท่ากับว่าท่านให้โอกาสเราฯ ดังนั้น
เมื่อเราได้พบแล้วซึ่งพระอรหันต์ที่เปี่ยมไปด้วยกรุณาจิตของท่านปราศจากความเบียดเบียนบีฑา รัศมีของท่านดุจดังภูเขาทองฯ เราเองถูกโมหะครอบงำจน ตาบอด ทำร้ายได้แม้กระทั่งพระคุณท่านครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยอุบายร้อยแปดพัน
ประการฯ แต่พระคุณเจ้าจะกล่าววาจาว่าร้ายเราสักคำหนึ่งก็ไม่มีฯ”
ลำดับนั้น พญามารผู้เป็นใหญ่ในกามภพ ก็สำนึกได้ว่ามีแต่ท่านพระอุปคุตเท่านั้นที่จะแก้ให้ตนได้ จึงเหาะไปหาพระเถรเจ้า
ก้มลงกราบแทบเท้าทั้งสองของท่านพลางกล่าวว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้าท่านย่อมทราบดีอยู่แล้วว่า ข้าพเจ้าได้เคยทำร้าย
พระผู้มีพระภาคมานับได้เป็นร้อยๆ ครั้ง จำเกิดแต่วันตรัสรู้ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์และที่อื่นๆ” แล้วพรรณนาเป็นคาถาต่อไปว่า “เมื่อพระสมณโคดมได้บิณฑบาตอยู่ ณ หมู่บ้านพราหมณ์ ข้าพเจ้าไม่ได้พระองค์ได้รับอาหารบิณฑบาตเลยฯ
ต่อมาข้าพเจ้ายังแปลงเป็นคนขับเกวียน และเป็นโคถึกตลอดจนเป็นงูร้ายกลั่นแกล้งพระองค์ต่างๆนานา แต่พระองค์ก็ไม่ได้ทรงทำร้ายตอบข้าพเจ้าเลยฯพระเถรเจ้าตอบว่า “ดูก่อน มารท่านไม่ได้พิจารณาปัญหาให้รอบคอบดอกหรือท่านเอาสาวกไปเปรียบกับพระอนันตคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้อย่างไรฯ ท่านเอาเขาพระสุเมรุไปเปรียบกับเมล็ดพันธุ์ผักกาดได้อย่างไร เอาพระอาทิตย์ไปเทียบกับหิ่งห้อยได้อย่างไร เอามหาสมุทรไปเปรียบกับน้ำในอุ้งมือได้อย่างไร พระมหากรุณาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีต่อสรรพสัตว์นั้นไม่มีประมาณฯ
แล้วพระเถรเจ้าจึงกล่าวต่อไปอีกว่า“บัดนี้อาตมาเห็นชัดแล้วถึงเหตุผลที่พระทศพลเจ้าปล่อยท่านไว้ แม้ท่านจะทำความชั่วมามาก”
พญามารกล่าวว่า“โปรดบอกข้าพเจ้าด้วยเถิดถึงพระพุทธประสงค์ขององค์พระผู้มีพระภาคผู้ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ
เปี่ยมไปด้วยพระบารมี แต่แล้วโมหจริตของข้าพเจ้าก็ทำร้ายพระองค์ในขณะที่พระองค์ท่านกลับทรงไว้ซึ่งพระเมตตากรุณาคุณต่อข้าพเจ้าอยู่เสมอฯ”
พระเถรเจ้าตอบว่า “ดูก่อน มาร ท่านจงฟัง ท่านทำผิดมามากที่ล่วงเกินพระผู้มีพระภาคมีทางเดียวเท่านั้นที่ท่านจะล้างบาปเสียได้ นั่นคือการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะเพียงประการเดียวเท่านั้นที่จะช่วยท่านได้” ”
พระเถระจึง พรรณนาเป็น คาถาว่า“ด้วยเหตุที่พระมหามุนีผู้มีพระเนตรอันยาวไกล ไม่ทรงบริภาษด้วยถ้อยคำอันรุนแรงต่อท่าน
หากตรัสกับท่านด้วยพระมธุรสวาจา ก็เพราะทรงประกอบไปด้วย พระมหากรุณาอันยิ่งมีพระประสงค์จะให้ท่านเกิดศรัทธาในดวงกมลแล้วน้อมใจไปสู่พระพุทธองค์เล็กน้อย ก็จะก่อนให้เกิดผลในทางปรีชาญาณอันผู้ฉลาดจะเข้าถึงพระนิพพานได้ฯ”
บัดนี้ พญามารมีผมและขนลุกชูชันขึ้น ดุจดังไม้เริ่มผลิใบได้ก้มลงถวายอภิวาทแด่ท่านพระอุปคุตเถระ พลางพรรณนาว่า
“จริงๆ แล้วข้าพเจ้าได้ทำการไม่ดีหลายๆ อย่าง ต่อพระพุทธองค์แม้ก่อนจะทรงตรัสรู้ ข้าพเจ้าก็ได้มาล่อลวงพระองค์
ให้ทรงติดอยู่ในความสำเร็จทางโลกฯแต่พระมหามุนีผู้ประเสริฐสุด ก็ทรงข้ามพ้นจากบ่วงของข้าพเจ้าไปได้ และไม่เอาโทษ
ข้าพเจ้าดุจบิดากรุณาต่อบุตร ฉะนั้นฯ”
เมื่อพญามารมีจิตศรัทธาในพระผู้มีพระภาคเจ้าได้รำลึกถึงพระพุทธคุณแล้วจึงก้มลงกราบที่บาททั้งสองของพระอุปคุตเถระ
พลางกล่าวว่า “วันนี้ พระคุณเจ้าได้อนุเคราะห์ข้าพเจ้ายิ่งนักเพราะพระคุณเจ้า ข้าพเจ้าจึงได้เจ้าถึงพระคุณานุคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฯ ขอพระคุณเจ้าได้โปรดเมตตาถอดบ่วงที่ร้อยรัดคอข้าพเจ้าออกด้วยเถิด เพราะบ่วงนี้เกิดจากการที่พระคุณเจ้าต้องการลงโทษข้าพเจ้าฯ”
ท่านพระอุปคุต ตอบว่า “อาตมาจะถอดออกให้ หากแต่มีข้อแม้”
พญามารถามว่า“ข้อแม้เป็นไฉน”
พระเถรเจ้าบอกว่า “ประการแรกจำเดิมแต่วันนี้ไปเป็นต้นไป ท่านต้องไม่เบียดเบียนบีฑาพระภิกษุและผู้บำเพ็ญบุญในพระพุทธศาสนา”
พญามารรับว่า “ข้าพเจ้าตกลงตามนั้นแล้วยังมีคำสั่งข้ออื่นใดอีกไหมพระคุณท่าน”
พระเถรเจ้าบอกว่า“นั่นเป็นคำสั่งไม่ให้ท่านทำร้ายพระพุทธศาสนาต่อแต่นี้ไปอาตมาจะขอให้ท่านช่วยสักเรื่องหนึ่ง”
พญามารกล่าวด้วยความเคารพว่า “ขอพระผู้เป็นเจ้า จงบอกว่าเถิด”
พระอุปคุตจึงว่า “ท่านก็รู้อยู่ว่า นับแต่อาตมาอุปสมบทภายหลังจากพระมหาปรินิพพานของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าฯ
อาตมาได้แลเห็นพระธรรมแล้วแต่อาตมายังไม่เคยเห็นพระรูปกายแห่งพระผู้มีพระภาคเลยฯ ก็เมื่อท่านว่าอาตมา
อนุเคราะห์แก่ท่านขอท่านจงตอบแทนอาตมาด้วยการเนรมิตพระรูปกายแห่งพระสุคตเจ้าเถิด เพื่อเป็นทัศนานุตริยะแก่อาตมาฯ”
พญามารตอบว่า “ได้สิ พระคุณเจ้าแต่ขอพระคุณเจ้าโปรดฟังข้อแม้ของข้าพเจ้าให้ดีๆ เมื่อพระคุณเจ้ามองมาที่ข้าพเจ้า ที่ได้เนรมิตกายเป็นพระพุทธเจ้าอยู่นั้น ขอจงอย่าได้ถวายอภิวาทมาทางข้าพเจ้า แม้จะนึกถึงซึ่งพระพุทธคุณของพระพุทธเจ้า
อยู่หัวฯ หากพระคุณเจ้าแสดงความเคารพ แม้เพียงเล็กน้อยมาทางข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่มีฤทธิ์พอที่จะทนต่ออำนาจการกราบไหว้ของพระคุณเจ้าซึ่งหมดอาสวะกิเลสแล้วได้ฯ ข้าพเจ้านั้นดุจหน่ออ่อนของต้นไม้จะไปทนน้ำหนักแห่งงวงคชสารอย่างไรได้ฯ”
พระเถรเจ้า ตอบว่า “ตกลงตามนั้น”
เมื่อตกลงกันเช่นนี้แล้ว พระอุปคุตก็รอดูอยู่เพื่อจะได้ทอดทัศนาพระรูปกายแห่งพระสัพพัญญูเจ้า ส่วนพญามารนั้น
เมื่อเข้าไปถึงในป่าแล้ว ก็เนรมิตกายเป็นพระพุทธองค์พร้อมด้วยพระอัครสาวกเดินออกมาจากป่า ดุจดังครั้งพุทธกาล
เมื่อพญามารได้เนรมิตพระรูปกายของพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยพระรัศมีอันโชติช่วงแล้ว ก็ได้เนรมิตรูปพระสารีบุตรไว้ในเบื้องขวาพระโมคคัลลาน์ไว้เบื้องซ้ายและพระอานนท์ไว้เบื้องหลังมือของพระอานนท์นั้นถือบาตรของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้แล้วพญามารยังได้เนรมิตรูปของพระมหากัสสปพระอนุรุทธและพระสุภูติพร้อมด้วยรูปพระภิกษสุงฆ์อีก จำนวนหมื่นสามพันห้าร้อยองค์ ตามเสด็จพระพทุธเจ้า
เมื่อพญามารเข้ามาหาพระอุปคุต พระอุปคุตบังเกิดปีติปราโมทย์คิดในใจว่าพระสิริของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นเช่นนี้เอง
ด้วยความยินดีเป็นอย่างสูงพระคุณเจ้าจึงลุกขึ้นจากอาสนะ แล้วอุทานว่า “โอ้อนิจจา ความไม่เที่ยงได้ตัดพระคุณสมบัติเช่นนี้ให้สลายไปสิ้นแม้พระวรกายอันวิเศษของพระมหานุนียังถูกกฎของอนิจลักษณะทำให้ปลาสนาการไปจนไม่มีอะไรเหลือไว้ให้ได้เห็นอีกเลยฯ”
โดยที่จิตคิดมุ่งไปในทางพุทธานุสติ พระอุปคุตเลยนึกว่าท่านแลเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าจริงๆ พระเถรเจ้าเข้าไปใกล้
แล้วจึงกระทำอัญชลี ด้วยการกระพุ่มมือให้เป็นดุจดังดอกบัวตูมแล้วออกอุทานว่า “พระวรกายของพระผู้มีพระภาควิเศษยิ่ง
จะกล่าวอะไรยิ่งไปกว่านี้ได้อีก”พระพักตร์เป็นเลิศกว่าดอกปทุมพระเนตรงามยิ่งกว่าดอกนิลุบล พระรัศมีงามยิ่งกว่าดอกไม้ป่า
ก่อให้เกิดความยินดียิ่งกว่าแสงแห่งพระจันทร์วันเพ็ญฯ พระองค์ทรงลึกซึ้งยิ่งกว่ามหาสมุทร มั่งคงยิ่งกว่าขุนเขาเจิดจ้ายิ่งกว่าพระอาทิตย์ พระพุทธดำเนินเป็นสง่ายิ่งกว่าพญาราชสีห์ยามทอดทัศนาก็สงบยิ่งกว่าอุสุภราช พระสรีระทอแสงออกดั่งทองธรรมชาติฯ”
ดวงจิตของพระอุปคุตเปี่ยมไปด้วยปีติ จนไม่อาจกำหนดได้ดังท่านออกอุทานว่า“ผลแห่งกรรมดี มีรสอันหวาน
เพราะเกิดจากเจตนาอันบริสุทธิ์ฯ รูปกายนี้เกิดมาแต่กรรมหาใช่โดยอิทธิฤทธิ์หรือด้วยอุปัทวเหตุไม่ฯ แต่ด้วยอำนาจแห่งทาน ศีล ขันติสมาธิ และปัญญา พระพุทธเจ้าย่อมบริสุทธิ์ทั้งทางกาย วาจาและใจฯ ด้วยพระบารมีทั้งหลายนี้แล เป็นเหตุให้พระวรกายอันวิสุทธิ์นี้เกิดขึ้นเป็นเหตุให้ มนุษย์ ได้ทอดทัศนาอย่างปีติปราโมทย์ฯแม้ปุถุชนยังเกิดความยินดีเป็นที่ยิ่ง แล้วอาตมาเล่า
จะเกิดความรู้สึกถึงเพียงไหนฯ”
โดยที่ท่านพระอุปคุตมุ่งอยู่ที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จนลืมข้อตกลงกับพญามารนึกไปว่ารูปนี้เป็นองค์พระพุทธเจ้าจริงๆ
จึงก้มองค์ลงไปแทบเท้าพญามารดุจดังต้นไม้ค่อยๆ ล้มลงเป็นเหตุให้พญามารตกใจมากถึงกับกล่าวว่า “อย่าพระคุณเจ้าอย่าลืมข้อตกลง”
พระเถรเจ้าถามว่า “ข้อตกลงอะไรกัน”
พญามารตอบว่า“พระคุณเจ้าสัญญาไว้มิใช่หรือ ว่าจะไม่ก้มลงแสดงความคารวะต่อหน้าข้าพเจ้า”
ลำดับนั้นพญามารได้ทำให้พระรูปกายของพระพุทธเจ้าปลาสนาการไปและก้มลงถวายอภิวาทแสดง
ความเคารพต่อท่านพระอุปคุตมหาเถระ แล้วจากไป ครั้นวันที่สี่พญามารได้ประกาศด้วยตนเองว่า “ผู้ใดต้องการไปเสวยสุขในสวรรค์
และต้องการความหลุดพ้น ขอให้ไปฟังธรรมจากท่านพระอุปคุตนั้นเถิด”
พร้อมทั้งพรรณนาเป็นคาถาว่า“ผู้ใดต้องการพ้นไปจากความยากจน และเข้าถึงความเจริญตลอดจนถึงโลกุตตรธรรม ขอให้ตั้งใจฟังธรรมด้วยศรัทธาอันพระอุปคุตเถรเจ้าแสดงเถิดฯ”
ข่าวนี้ได้แพร่ไปทั่วนครมถุราว่าท่านพระอุปคุตได้ปราบมารจนหันเข้ามาสู่พระพุทธศาสนาแล้วทุกคนพากันไปหาท่านพระอุปคุต ครั้นพราหมณ์เป็นแสนๆ คนประชุมกันพระเถรเจ้านั้นดุจดังพญาราชสีห์ หามีความสะทกสะท้านไม่ขึ้นนั่งบน
สีหบัลลังก์ เมื่อพระอุปคุตเถรเจ้าแสดงอนุบุพพีกถาแล้วก็ได้แสดงพระอริยสัจต่อไป บรรดาหมู่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
จำนวนหลายแสนที่ได้ฟังพระธรรมเทศนาต่างพากันหยั่งรากลงในนาบุญอันจะนำไปสู่วิโมกษธรรม ความหลุดพ้นบ้างก็ได้
อนาคามิผล บ้างก็ได้สกิทาคามิผล บ้างก็ได้บรรลุพระโสดาบัน ท้ายที่สุดชนหมื่นแปดพันคนได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนาหลังจากปฏิบัติ ธรรมได้ไม่นาน ก็ได้บรรลุอรหันตผลที่ภูเขาอุรุมมุณฑะนั้น
มีถ้ำยาว ๑๘ ศอก กว้าง ๑๒ ศอก พระอุปคุตกล่าวกับพระภิกษุที่มาปฏิบัติธรรมจนได้สำเร็จมรรคผล ณ ที่นั้นว่า “ขอให้ท่านที่ได้ฟังธรรมจากข้าพเจ้าและเอาชนะกิเลสอาสวะได้แล้ว เข้าถึงอรหันตผล จงโปรดโยนไม้ยาว ๔ นิ้วลงไปในถ้ำเถิด”
ในวันนั้น พระอรหันต์ทั้งหมื่นแปดพันรูปได้โยนไม้ยาว ๔ นิ้ว ลงไปในถ้ำ ชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านพระอุปคุตได้แพร่ขยายไปจนจรดฝั่งมหาสมุทรสมดังคำพุทธพยากรณ์ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า “ในนครมถุรานี้ จักมีภิกษุชื่อว่า
อุปคุตได้เป็นเอตทัคคะในทางแสดงธรรมและช่วยกอบกู้พระศาสนาด้วยประการฉะนี้…”
__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
ตอบ

Tags
พระศาณกวาสิน, พระอุปคุต


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 19:13


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่