อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ประวัติพระพุทธศาสนา และพุทธกิจ

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 18-10-09, 10:50
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,119
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56658
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน

อภิญญา-ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน-buddha-00%5B1%5D-jpg
พระอินทร์ทูลอาราธนาพระโพธิสัตว์ จุติเพื่อตรัสรู้เป็นพระโปรดโลก
อภิญญา-ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน-p02%5B1%5D-jpg
พระโพธิสัตว์ทรงรับคำอาราธนา จุติลงสู่พระครรภ์มารดา ในเพลานี้ก็ได้เกิดแผ่นดินไหวเป็นอัศจรรย์
อภิญญา-ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน-picture_resize%5B1%5D-jpg
ในเพลานั้น พระนางสิริมหามายา ทรงพระสุบินเมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์
ทรงสุบินนิมิตว่าพระนางไปอยู่ในป่าหิมพานต์ ได้มีช้างเผือกเชือกหนึ่งลงมาจากยอดเขาสูงเข้ามาหาพระนางปฐมสมโพธิพรรณาเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า
"...มีเศวตหัตถีช้างหนึ่ง...ชูงวงอันจับบุณฑริกปทุมชาติสีขาวเพิ่งบานใหม่ มีเสาวคนธ์หอมฟุ้งตรลบแล้วร้องโกญจนาทเข้ามาในกนกวิมาน แล้วกระทำประทักษิณพระองค์อันบรรทมถ้วนสามรอบแล้วเหมือนดุจเข้าไปในอุทร ฝ่ายทักษิณปรัศว์แห่งพระราชเทวี..."
ภายหลังโหราจารย์ประจำราชสำนักทำนายว่าเป็นสุบินนิมิตที่ดี จะมีพระราชโอรสผู้ประเสริฐอุบัติบังเกิด และเมื่อพระมารดาทรงครรภ์แล้ว ปฐมสมโพธิได้พรรณาตอนที่พระโพธิสัตว์เสด็จอยู่ในพระครรภ์พระมารดาว่า
"...เหมือนดุจด้ายเหลือง อันร้อยเข้าไปในแก้วมณีอันผ่องใส เมื่อปรารถนาจะทอดพระเนตรในขณะใด ก็เห็นพระโอรสนั่งเป็นบัลลังก์สมาธิ (นั่งขัดสมาธิ) ผันพระพักตร์มาข้างหนึ่งพระอุทรแห่งพระมารดา ดุจสุวรรณปฎิมาอันสถิตอยู่บนฝักอ่อนในห้องแห่งกลีบปทุมชาติ แต่โพธิสัตว์มิได้เห็นองค์ชนนี..."
เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 และทรงพระครรภ์เป็นเวลา 10 เดือน
อภิญญา-ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน-5_163%5B1%5D-jpg
พระพุทธเจ้า พระนามเดิมว่า “ สิทธัตถะ “ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ พระองค์ทรงถือกำเนิดในศากยวงค์ สกุลโคตมะ พระองค์ประสูติ ในวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ( เดือนวิสาขะ ) ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี ณ สวนลุมพินีวัน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ กับกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ ( ปัจจุบันคือตำบลรุมมินเด ประเทศเนปาล )
และในวันเดียวกันนั้น ก็มี 7 สหชาติของพระองค์อุบัติขึ้นพร้อมกันดังนี้คือ
๑. พระนางพิมพา
หรือพระนางยโสธรา เป็นพระราชบุตรีของประเจ้าสุปปพุทธะกรุงเทวทหะ เป็นพระชายาของพระสิทธัตถะเมื่อมีประชนม์ได้ ๑๖ พรรษา เป็นพระมารดาของพระราหุล ภายหลังออกบวชมีนามว่า พระภัททกัจจานา
๒. พระอานนท์
เป็นเจ้าชายในศากยวงศ์ โอรสของพระเจ้าสุกโกทนะ ซึ่งเป็นพระเจ้าอาของเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านออกบวชในพุทธศาสนา และได้รับเลือกเป็นพระอุปัฏฐากประจำพระองค์ของพระพุทธศาสนาและได้รับเลือกเป็นพระอุปัฏฐากประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้าได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะในหลายด้าน ท่านบรรลุพระอรหัตหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ๓ เดือน เป็นกำลังสำคัญในคราวทำปฐมสังคายนาท่านดำรงชีวิตสืบมาจนถึงอายุได้ ๑๒๐ ปี จึงปรินิพพานในอากาศเหนือแม่น้ำโรหิณี ซึ่งเป็นเส้นกั้นแดนระหว่างแคว้นของพระญาติสองฝ่ายคือศากยะ และโกลิยะ
๓. นายฉันนะ
เป็นอำมาตย์คนสนิท และเป็นสารถีของเจ้าชายสิทธัตถะในวัง เสด็จออกบรรพชาเมื่อมีพระชนม์ได้ ๒๙ พรรษา นายฉันนะตามเสด็จไปด้วยและนำเครื่องอาภรณ์พร้อมทั้งคำกราบทูลของเจ้าชายสิทธัตถะกลับกรุงกบิลพัสดุ์ ภายหลังบวชเป็นภิกษุถือตัวว่าเป็นคนใกล้ชิดพระพุทธเจ้ามาแต่เก่าก่อน ใครว่าไปฟังเกิดความบ่อย ๆ หลังจาก พระพุทธเจ้าปรินิพานแล้ว ถูกสงฆ์ลงพรหมทัณฑ์หายพยศและได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์
๔. อำมาตย์กาฬุทายี
เป็นพระสหายสนิทของเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์พระเจ้าสุทโธนะส่งไปทูลเชิญพระศาสดาเพื่อเสด็จมากรุงกบิลพัสดุ์อำมาตย์กาฬุทายีไปเผ้าพระศาสดาที่กรุงราชคฤห์ ครั้นได้ฟังพระธรรมเทศนาบรรลุพระอรหัตตผล อุปสมบทเป็นภิกษุแล้วทูลเชิญพระศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ ท่านได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ ในบรรดาผู้ทำตระกูลให้เลื่อมใส
๕. ม้ากัณฐกะ
ม้าพระที่นั่งของเจ้าชายสิทธัตถะ ตัวม้ายาวจากคอถึงหาง ๑๘ ศอก ส่วนสูงก็เหมาะสมกับส่วนยาว มีสีขาวผ่องเหมือนเปลือกหอยสังข์ที่ขาวสะอาด ในราตรีที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จหนีออกจากพระราชวัง เพื่อเสด็จออกพรรพชา การเดินทางครั้งนี้มีนายฉันนะเกาะหางม้ากัณฐกะไปด้วย ม้ากัญฐกะเดินทางถึงแม่น้ำอโนมาใช้เวลาเที่ยงคืนถึงเช้าระยะทาง ๓๐ โยชน์ (๔๘๐ กิโลเมตร) กระโดดครั้งเดียวก็ข้ามแม่น้ำอโนมา เมื่อข้ามฝั่งแม่น้ำแล้วเจ้าชายสิทธัตถะจึงรับสั่งว่า กัณฐกะเจ้าจงกลับไปยังเมืองกบิลพัสดุ์เถิด ม้ากัณฐกะจึงเหลียวมองไปทางเจ้าชายสิทธัตถะ พอเจ้าชายลับสายตาไป ม้าก็ถึงแก่ความตายเนื่อง จากเสียใจ และได้ไปเกิดอยู่ในดาวดึงส์ มีชื่อว่า "กัณฐกเทวบุตร"
๖. ต้นมหาโพธิ์
เจ้าชายสิทธัตถะขณะที่มีพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา ทรงบำเพ็ญเพียรจนตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในวันเพ็ญ เดือน ๖ ใต้ต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ ภายในป่าสาละ ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ (ปัจจุบันคือ ตำบลพุทธคยา แขวงเมืองอุรุเวลาเสนานิคม ของรัฐพิหาร) ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ ๑ เกิดพร้อมกับเจ้าชายสิทธัตถะ มีอายุ ๓๐๕ ปี (ต้นโพธิ์ตรัสต้นที่ ๒ มีอายุ ๘๙๑ ปี ต้นที่ ๓ มีอายุ ๑,๒๒๗ ปี ต้นโพธิ์ตรัสรู้ปัจจุบันเป็นหน่อที่ ๔ ปลูกราว พ.ศ. ๒๔๓๔) ๗. ขุมทรัพย์ทั้งสี่
ขุมทรัพย์ทั้ง ๔ หรือนิธิกุมภี คือขุมทอง ๔ ขุม ได้แก่ ขุมทองสังขนิธี ขุมทองเอลนิธี ขุมทองอุบลนิธี ขุมทองปุณฑริกนิธี

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 14 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (04-11-09), พรรณวดี (23-10-09), พุทธรักษา (19-10-09), ก้อนดิน (03-03-12), สุธัมมา (09-11-09), ปาริฉัตรมณี (19-10-09), นาคน้อย (10-11-09), นิมมานรดี (05-11-09), เดชะบุญ (19-10-09), Gorn (29-12-09), leklek (18-10-09), lekmungchon (28-12-16), Rich (19-04-10), suwaphat (18-11-09)
  #2  
เก่า 18-10-09, 10:52
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,119
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56658
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ( 2 )

อภิญญา-ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน-picture_resize%5B1%5D-jpg
พระราชกุมารได้รับการทำนายจากอสิตฤาษีหรือกาฬเทวิลดาบส และมหาฤาษีผู้บำเพ็ญฌานอยู่ในป่าหิมพานต์ ๑๐๘ องค์ ซึ่งเป็นที่ทรงเคารพนับถือของพระเจ้าสุทโธทนะว่า “ พระราชกุมารนี้เป็นอัจฉริยมนุษย์ มีลักษณะมหาบุรุษครบถ้วน บุคคลที่มีลักษณะดังนี้ ถ้าออกบวชจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ถ้าไม่ออกบวชก็จักได้เป็นพระเจ้าจักพรรดิ์ ส่วนท่านโกณฑัญญะพราหมณ์ทำนายว่า จักต้องเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิตแล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลกเป็นแน่ “
หลังจากประสูติได้ ๕ วัน พระเจ้าสุทโธทนะโปรดให้ประชุมพระประยูรญาติ และเชิญพราหมณ์ ผู้เรียนจบไตรเพท จำนวน ๑๐๘ คน เพื่อมาทำนายพระลักษณะของพระราชกุมาร

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 14 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (04-11-09), พรรณวดี (23-10-09), พุทธรักษา (19-10-09), ก้อนดิน (03-03-12), สุธัมมา (09-11-09), ปาริฉัตรมณี (19-10-09), นาคน้อย (10-11-09), นิมมานรดี (26-02-10), เดชะบุญ (19-10-09), Gorn (29-12-09), leklek (18-10-09), lekmungchon (28-12-16), Rich (19-04-10), suwaphat (18-11-09)
  #3  
เก่า 18-10-09, 10:54
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,119
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56658
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ( 3 )

พระประยูรญาติได้พร้อมใจกันถวายพระนามว่า “สิทธัตถะ” มีความหมายว่า “ ผู้มีความสำเร็จสมประสงค์ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนตั้งใจจะทำ” ส่วนพราหมณ์เหล่านั้นคัดเลือกกันเองเฉพาะผู้ที่ทรงวิทยาคุณประเสริฐกว่าพราหมณ์ทั้งหมดได้ ๘ คน เพื่อทำนายพระราชกุมาร พราหมณ์ ๗ คนแรก ต่างก็ทำนายไว้ ๒ ประการ คือ “ ถ้าพระราชกุมารเสด็จอยู่ครองเรือนก็จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม หรือถ้าเสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิตจักเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก” ส่วนโกณฑัญญะพราหมณ์ ผู้มีอายุน้อยกว่าทุกคน ได้ทำนายเพียงอย่างเดียวว่า พระราชกุมารจักเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต แล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก “
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ๗ วัน พระราชมารดาก็เสด็จสวรรคต ( การเสด็จสวรรคตดังกล่าวเป็นประเพณีของผู้ที่เป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้า ) พระเจ้าสุทโธทนะทรงมอบหมายให้พระนางมหาปชาบดีโคตมีซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา เป็นผู้ถวายอภิบาลเลี้ยงดู

อภิญญา-ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน-p06%255b1%255d-jpg
เมื่อพระสิทธัตถะทรงพระเจริญมีพระชนมายุได้ ๘ พรรษา ได้ทรงศึกษาในสำนักอาจารย์วิศวามิตร ซึ่งมีเกียรติคุณแพร่ขจรไปไกลไปยังแคว้นต่างๆ เพราะเปิดสอนศิลปวิทยาถึง ๑๘ สาขา เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาศิลปวิทยาเหล่านี้ได้อย่างว่องไว และเชี่ยวชาญจนหมดความสามารถของพระอาจารย์

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 14 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (04-11-09), พรรณวดี (23-10-09), พุทธรักษา (19-10-09), ก้อนดิน (03-03-12), สุธัมมา (09-11-09), ปาริฉัตรมณี (19-10-09), นาคน้อย (10-11-09), นิมมานรดี (26-02-10), เดชะบุญ (19-10-09), Gorn (29-12-09), leklek (18-10-09), lekmungchon (28-12-16), Rich (19-04-10), suwaphat (18-11-09)
  #4  
เก่า 30-10-09, 19:26
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,119
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56658
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile

อภิญญา-ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน-p08%5B1%5D-jpg
อภิเษกสมรส
ด้วยพระราชบิดามีพระราชประสงค์มั่นคงที่จะให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงครองเพศฆราวาสเป็นพระจักพรรดิผู้ทรงธรรม จึงพระราชทานความสุขเกษมสำราญ แวดล้อมด้วยความบันเทิงนานาประการแก่พระราชโอรสเพื่อผูกพระทัยให้มั่นคงในทางโลก เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเจริญพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะมีพระราชดำริว่าพระราชโอรสสมควรจะได้อภิเษกสมรส จึงโปรดให้สร้างปราสาทอันวิจิตรงดงามขึ้น ๓ หลัง สำหรับให้พระราชโอรสได้ประทับอย่างเกษมสำราญตามฤดูกาลทั้ง ๓ คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว แล้วตั้งชื่อปราสาทนั้นว่า รมยปราสาท สุรมยปราสาท และสุภปราสาทตามลำดับ และทรงสู่ขอพระนางพิมพาหรือยโสธรา พระราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะและพระนางอมิตา แห่งเทวทหะนคร ในตระกูลโกลิยวงค์ ให้อภิเษกด้วย เจ้าชายสิทธัตถะได้เสวยสุขสมบัติ จนพระชนมายุมายุได้ ๒๙ พรรษา พระนางพิมพายโสรธาจึงประสูติพระโอรส พระองค์มีพระราชหฤทัยสิเนหาในพระโอรสเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์ทรงทราบถึงการประสูติของพระโอรสพระองค์ตรัสว่า “ ราหุล ชาโต, พันธน ชาต , บ่วงเกิดแล้ว , เครื่องจองจำเกิดแล้ว

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 12 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (04-11-09), พรรณวดี (04-11-09), พุทธรักษา (10-11-09), ก้อนดิน (03-03-12), สุธัมมา (09-11-09), ปาริฉัตรมณี (30-10-09), นาคน้อย (10-11-09), นิมมานรดี (26-02-10), เดชะบุญ (31-10-09), Gorn (29-12-09), lekmungchon (28-12-16), Rich (19-04-10)
  #5  
เก่า 30-10-09, 19:26
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,119
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56658
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile

อภิญญา-ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน-2%5B1%5D-gif
ออกบรรพชา
เจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นผู้มีพระบารมีอันบริบูรณ์ ถึงแม้พระองค์จะทรงพรั่งพร้อมด้วยสุขสมบัติมหาศาลก็มิได้พอพระทัยในชีวิตคฤหัสถ์ พระองค์ยังทรงมีพระทัยฝักใฝ่ใคร่ครวญถึงสัจธรรมที่จะเป็นเครื่องนำทางซึ่งความพ้นทุกข์อยู่เสมอ พระองค์ได้เคยสด็จประพาสอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเทวทูตทั้ง ๔ คือคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต พระองค์จึงสังเวชพระทัยในชีวิต และพอพระทัยในเพศบรรพิต มีพระทัยแน่วแน่ที่จทรงออกผนวช เพื่อแสวงหาโมกขธรรมอันเป็นทางดับทุกข์ถาวรพ้นจากวัฏสงสารไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก พระองค์จึงตัดสินพระทัยเสด็จออกทรงผนวช โดยพระองค์ทรงม้ากัณฐกะ พร้อมด้วยนายฉันนะ มุ่งสู่แม่น้ำอโนมานที แคว้นมัลละ รวมระยะทาง ๓๐ โยชน์ (ประมาณ ๔๘๐ กิโลเมตร ) เสด็จข้ามฝั่งแม่น้ำอโนมานทีแล้วทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิต และทรงมอบหมายให้นายฉันนะนำเครื่องอาภรณ์และม้ากัณฐกะกลับนครกบิลพัสดุ์

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 12 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (04-11-09), พรรณวดี (04-11-09), พุทธรักษา (10-11-09), ก้อนดิน (03-03-12), สุธัมมา (09-11-09), ปาริฉัตรมณี (30-10-09), นาคน้อย (10-11-09), นิมมานรดี (26-02-10), เดชะบุญ (31-10-09), Gorn (29-12-09), lekmungchon (28-12-16), Rich (19-04-10)
  #6  
เก่า 30-10-09, 19:27
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,119
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56658
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile

อภิญญา-ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน-34%5B1%5D-jpg
เข้าศึกษาในสำนักดาบส
ภายหลังที่ทรงผนวชแล้ว พระองค์ได้ประทับอยู่ ณ อนุปิยอัมพวัน แคว้นมัลละเป็นเวลา ๗ วัน จากนั้นจึงเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จมาเฝ้าพระองค์ ณ เงื้อมเขาปัณฑวะ ได้ทรงเห็นพระจริยาวัตรอันงดงามของพระองค์ก็ทรงเลื่อมใส และทรงทราบว่าพระสมณสิทธัตถะทรงเห็นโทษในกาม เห็นทางออกบวชว่าเป็นทางอันเกษม จะจาริกไปเพื่อบำเพ็ญเพียร และทรงยินดีในการบำเพ็ญเพียรนั้น พระเจ้าพิมพิสารได้ตรัสว่า “ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน และเมื่อได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ขอได้โปรดเสด็จมายังแคว้นของกระหม่อมฉันเป็นแห่งแรก “ซึ่งพระองค์ก็ทรงถวายปฏิญญาแด่พระเจ้าพิมพิสาร
การแสวงหาธรรมระยะแรกหลังจากทรงผนวชแล้ว สมณสิทธัตถะได้ทรงศึกษาในสำนักอาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร ณ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระองค์ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของอาฬารดาบส กาลามโคตร ทรงได้สมาบัติคือ ทุติยฌาน ตติยฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญญานัญจายตนฌาน และอากิญจัญญายตนฌาน ส่วนการประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักอุทกดาบส รามบุตร นั้นทรงได้สมาบัติ ๘ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน สำหรับฌานที่ ๑ คือปฐมฌานนั้น พระองค์ทรงได้ขณะกำลังประทับขัดสมาธิเจริญอานาปานสติกัมมัฏฐานอยู่ใต้ต้นหว้า เนื่องในพระราชพิธีวัปปมงคล ( แรกนาขวัญ ) เมื่อครั้งทรงพระเยาว์
เมื่อสำเร็จการศึกษาจากทั้งสองสำนักนี้แล้วพระองค์ทรงทราบว่ามิใช่หนทางพ้นจากทุกข์ บรรลุพระโพธิญาณ ตามที่ทรงมุ่งหวัง พระองค์จึงทรงลาอาจารย์ทั้งสอง เสด็จไปใกล้บริเวณแม่น้ำเนรัญชรา ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 12 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (04-11-09), พรรณวดี (04-11-09), พุทธรักษา (10-11-09), ก้อนดิน (03-03-12), สุธัมมา (09-11-09), ปาริฉัตรมณี (30-10-09), นาคน้อย (10-11-09), นิมมานรดี (26-02-10), เดชะบุญ (31-10-09), Gorn (29-12-09), lekmungchon (28-12-16), Rich (19-04-10)
  #7  
เก่า 30-10-09, 19:28
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,119
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56658
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Default

อภิญญา-ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน-800px-ascetic_bodhisatta_gotama_with_the_group_of_five%255b1%255d-jpg

บำเพ็ญทุกรกิริยา
“ ทุกร “ หมายถึง สิ่งที่ทำได้ยาก “ ทุกรกิริยา” หมายถึงการกระทำกิจที่ทำได้ยาก ได้แก่การบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมวิเศษ”
เมื่อพระองค์ทรงหันมาศึกษาค้นคว้าด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแทนการศึกษาเล่าเรียนในสำนักอาจารย์ ณ ทิวเขาดงคสิริ ใกล้ลุ่มแม่น้ำเนรัญชรานั้น พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา คือการบำเพ็ญอย่างยิ่งยวดในลักษณะต่างๆเช่น การอดพระกระยาหาร การทรมานพระวรกายโดยการกลั้นพระอัสสาสะ พระปัสสาสะ ( ลมหายใจ ) การกดพระทนต์ การกดพระตาลุ ( เพดาน) ด้วยพระชิวหา (ลิ้น) เป็นต้น พระมหาบุรุษได้ทรงทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นเวลาถึง ๖ ปี ก็ยังมิได้ค้นพบสัจธรรมอันเป็นทางหลุดพ้นจากทุกข์ พระองค์จึงทรงเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยา แล้วกลับมาเสวยพระกระยาหารเพื่อบำรุงพระวรกายให้แข็งแรง ในการคิดค้นวิธีใหม่ ในขณะที่พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญทุกรกิริยานั้น ได้มีปัญจวัคคีย์ คือ พราหมณ์ทั้ง ๕ คน ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ เป็นผู้คอยปฏิบัติรับใช้ ด้วยหวังว่าพระมหาบุรุษตรัสรู้แล้วพวกตนจะได้รับการสั่งสอนถ่ายทอดความรู้บ้าง และเมื่อพระมหาบุรุษเลิกล้มการบำเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจัคคีย์ก็ได้ชวนกันละทิ้งพระองค์ไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน นครพาราณสี เป็นผลให้พระองค์ได้ประทับอยู่ตามลำพังในที่อันสงบเงียบ ปราศจากสิ่งรบกวนทั้งปวง พระองค์ได้ทรงตั้งพระสติดำเนินทางสายกลาง คือการปฏิบัติในความพอเหมาะพอควร นั่นเอง

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (04-11-09), พรรณวดี (04-11-09), พุทธรักษา (10-11-09), ก้อนดิน (03-03-12), ปาริฉัตรมณี (30-10-09), นาคน้อย (10-11-09), นิมมานรดี (26-02-10), เดชะบุญ (31-10-09), Gorn (29-12-09), lekmungchon (28-12-16), Rich (19-04-10)
  #8  
เก่า 04-11-09, 17:55
Apinya's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 795
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 3,194
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 8,402 ครั้ง ใน 8,402 ข้อความ
พลังบุญ: 2879
Apinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these parts
Default

Name:  wat_thung-MAP.jpg
Views: 1990
Size:  21.6 KB
ในตอนค่ำท่านได้ผจญพญามาร พระแม่ธรณีเสด็จออกเป็นสักขีพยาน ( ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 )
อภิญญา-ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน-12078-1%255b1%255d-jpg
วันวิสาขบูชา วันพุทธ ตอนเช้ามืด ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ในตอนเช้ามืด ก่อน พ.ศ.45 พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และขณะนั้นทรงพระชนม์มายุได้ 35 พรรษา

พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เวลารุ่งอรุณ ในวันเพ็ญเดือน ๖ ( เดือนวิสาขะ) ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี
นางสุชาดาได้นำข้าวมธุปายาสเพื่อไปบวงสรวงเทวดา ครั้นเห็นพระมหาบุรุษประทับที่โคนต้นอชปาลนิโครธ (ต้นไทร)ด้วยอาการอันสงบ นางคิดว่าเป็นเทวดา จึงถวายข้าวมธุปายาส แล้วพระองค์เสด็จไปสู่ท่าสุปดิษฐ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงวางถาดทองคำบรรจุข้าวมธุปายาสแล้วลงสรงสนานชำระล้างพระวรกาย แล้วทรงผ้ากาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัยของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ หลังจากเสวยแล้วพระองค์ทรงจับถาดทองคำขึ้นมาอธิษฐานว่า “ ถ้าเราจักสามารถตรัสรู้ได้ในวันนี้ ก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ำไป แต่ถ้ามิได้เป็นดังนั้นก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยไปตามกระแสน้ำเถิด “ แล้วทรงปล่อยถาดทองคำลงไปในแม่น้ำ ถาดทองคำลอยตัดกระแสน้ำไปจนถึงกลางแม่น้ำเนรัญชราแล้วลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปไกลถึง ๘๐ ศอก จึงจมลงตรงที่กระแสน้ำวน ในเวลาเย็นพระองค์เสด็จกลับมายังต้นโพธิ์ที่
ประทับ คนหาบหญ้าชื่อโสตถิยะได้ถวายหญ้าปูลาดที่ประทับ ณ ใต้ต้นโพธิ์ พระองค์ประทับหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า “ แม้เลือดในกายของเราจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูกก็ตาม ถ้ายังไม่บรรลุธรรมวิเศษแล้ว จะไม่ยอมหยุดความเพียรเป็นอันขาด “ เมื่อทรงตั้งจิตอธิษฐานเช่นนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงสำรวมจิตให้สงบแน่วแน่ มีพระสติตั้งมั่น มีพระวรกายอันสงบ มีพระหทัยแน่วแน่เป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากกิเลส ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อนโยน เหมาะแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ทรงน้อมพระทัยไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ( ญาณเป็นเหตุระลึกถึงขันธ์ที่อาศัยในชาติปางก่อนได้ )ในปฐมยามแห่งราตรี ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่อจูตุปาตญาณ ( ญาณกำหนดรู้การตาย การเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ) ในมัชฌิมยามแห่งราตรี ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่ออาสวักขยญาณ ( ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวกิเลสทั้งหลาย) คือทรงรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อทรงรู้เห็นอย่างนี้ จิตของพระองค์ก็ทรงหลุดพ้นจากกามสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วพระองค์ก็ทรงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ทรงรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป นั่นคือพระองค์ทรงบรรลุวิชชาที่ ๓ คือ อาสวักขยญาณ ในปัจฉิมยาม แห่งราตรีนั้นเอง ซึ่งก็คือการตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จากการที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีมาอย่างยิ่งยวด พระองค์ทรงตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน ๖ ปีระกา ขณะพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา นับแต่วันที่สด็จออกผนวชจนถึงวันตรัสรู้ธรรม รวมเป็นเวลา ๖ ปี
พระธรรมอันประเสริฐที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น คือ อริยสัจ ๔ ( ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค )


เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงเสวยวิมุติสุข ณ บริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา ๗ สัปดาห์ ทรงรำพึงว่า ธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้เป็นการยากสำหรับคนทั่วไป จึงทรงน้อมพระทัยไปในทางที่จะไม่ประกาศธรรม พระสหัมบดีพรหมทราบวาระจิตของพระองค์จึงอาราธนาให้โปรดมนุษย์ โดยเปรียบเทียบมนุษย์เหมือนดอกบัว ๔ เหล่า และในโลกนี้ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง สัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ที่สามารถรู้ทั่วถึงธรรมได้ ยังมีอยู่ “ พระพุทธเจ้าจึงทรงน้อมพระทัยไปในการแสดงธรรม
__________________
"สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา"

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Apinya ในข้อความนี้
พรรณวดี (05-11-09), พุทธรักษา (10-11-09), ก้อนดิน (03-03-12), อภิญญา (05-11-09), ปาริฉัตรมณี (08-11-09), นาคน้อย (10-11-09), นิมมานรดี (26-02-10), เดชะบุญ (05-11-09), Gorn (29-12-09), lekmungchon (28-12-16), Rich (19-04-10)
  #9  
เก่า 04-11-09, 17:59
Apinya's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 795
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 3,194
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 8,402 ครั้ง ใน 8,402 ข้อความ
พลังบุญ: 2879
Apinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these parts
Smile

พรรษาที่ ๑ (ปีระกา)
จำพรรษาที่อิสิปตนมฤคทายวัน

อภิญญา-ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน-bd054%255b1%255d-jpg
อภิญญา-ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน-re_exposure_of_resize_of__686%255b1%255d-jpg



- โปรดปัญจวัคคีย์ สังฆรัตนะ เกิดขึ้นครั้งแรกในโลก
- โปรดพระยสะ และสหาย ๔๕ คน
ออกพรรษา
- ให้สาวก ๖๐ รูป มีอำนาจบวชกุลบุตร ได้โดยวิธีให้รับไตรสรณคมน์
- โปรดภัททวัคคีย์ ๓๐ รูป
- โปรดชฎิลสามพี่น้อง บวชเป็นเอหิภิกขุ ๑,๐๐๐ รูป แสดงอาทิตตปริยายสูตรสำเร็จพระอรหันต์หมด
- ไปราชคฤห์โปรดชาวเมืองและพระเจ้าพิมพิสารเป็นพระโสดาบัน
- ถวายวัดเวฬุวันเป็นวัดแรก
- ให้สงฆ์สาวกรับอารามที่มีผู้ถวายได้
- พระอัญญาโกณฑัญญะบวชปุณณมันตานีบุตร ( ลูกน้องสาว ) บรรลุอรหันต์
- ได้ ๒ อัครสาวก อุปติสสะและโกลิตะบวชบรรรลุเป็นพระอรหันต์
- บวชพระมหากัสสปะโดยรับโอวาท ๓ ข้อ
พรรษาที่ ๒ (ปีจอ)
จำพรรษาที่เวฬุวัน
ออกพรรษา เสด็จเมืองเวสาลี แคว้นวัชชี
- สอนพระอานนท์ให้สาธ ยายรัตนสูตร บรรเทาภัยของชาวเมือง
- พระอานนท์ฟังกถาวัตถุ ๑๐ ประการ ( ของพระปุณณมันตาณีบุตร) เป็นพระโสดาบัน
พรรษาที่ ๓ (ปีกุน)
จำพรรษาที่เวฬุวัน
- ราชคฤหเศรษฐี ขอสร้างเสนาสนะถวายสงฆ์ เป็นที่พำนักถาวร
- อนุญาตเภสัช ๕ ชนิด และภัตฯ ประเภทต่างๆ
- อนุญาตการอุปสมบทโดยวิธีญัตติจตุตถกรรม
- พระสารีบุตรบวชให้ราธะพราหมณ์เป็นรูปแรก
- อนุญาตวันประชุมสงฆ์ และแสดงธรรมใน ๑๔ คํ่า ๑๕ คํ่า และ ๘ คํ่า ของข้างขึ้นและข้างแรม
พรรษาที่ ๔ (ปีชวด)

จำพรรษาที่เวฬุวัน
- โปรดหมอชีวกโกมารภัจจ์เป็นพระโสดาบัน
- ถวายชีวกอัมพวันอนุญาตผ้าไตรจีวร ๓ ผืน,ผ้าจีวร ๖ ชนิด
ออกพรรษา


- เทศน์โปรดพุทธบิดา สำเร็จพระอรหันต์และนิพพาน และจุดเพลิงพระบรมศพ
พรรษาที่ ๕ (ปีฉลู)

จำพรรษาที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน นอกเมืองเวสาลี
- พระนางประชาบดี ยอมรับคุรุธรรม ๘ ประการ บวชเป็นภิกษุณีองค์แรก แล้วสำเร็จเป็นพระอรหันต์
- พระนางยโสธราบวชในสำนักพระนางประชาบดีเถรี บรรลุเป็นพระอรหันต์
- นางรูปนันทา บวชตามหมู่ญาติ ทรงแสดงฤทธิ์โปรด สำเร็จเป็นพระอรหันต์
ออกพรรษา
- เสด็จไปภัททิยนคร แคว้นอังคะ โปรดเมณฑกะเศรษฐี ธนัญชัยเศรษฐี นางวิสาขาและหมู่ญาติ เป็นพระโสดาบัน
- ทรงอนุญาตโครสทั้ง ๕ ทรงอนุญาตนํ้าผลไม้ทุกชนิด ( เว้นนํ้ากับเมล็ดนํ้าข้าวเปลือก) นํ้าใบไม้ทุกชนิด ( เว้นนํ้าผักดอง ) นํ้าดอกไม้ทุกชนิด ( เว้นนํ้าดอกมะซาง ) นํ้าอ้อยสด ทรงอนุญาตให้ฉันผักสดทุกชนิด และของขบฉันที่ทำด้วยแป้ง ให้ฉันผลไม้ได้ทุกชนิด
- แสดงมหาปเทส ๔ สิ่งที่ควรและไม่ควรสำหรับสงฆ์
พรรษาที่ ๖ (ปีขาล)

จำพรรษาที่ มกุลบรรพต แคว้นมคธ
- ห้ามพระภิกษุแสดงอิทธิปาฏิหาริย์
- ปรารภจะแสดงยมกปาฏิหาริย์เอง
ออกพรรษา
- เดียรถีย์สร้างสำนักหลังวัดเชตวัน พระเจ้าปเสนทิโกศล เปลี่ยนเป็นสร้างอารามสำหรับภิกษุณี เรียกราชการาม

อภิญญา-ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน-00782_4%255b1%255d-jpg

- เพ็ญเดือน ๘ แสดงยมกปาฏิหาริย์ นอกเมืองสาวัตถี
พรรษาที่ ๗ (ปีเถาะ)

จำพรรษาที่ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
- แสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดาตลอดไตรมาสจนบรรลุเป็นพระโสดาบัน
- เรื่องอังกุรเทพบุตรและอินทกเทพบุตร
- ลงจากชั้นดาวดึงส์ ที่ประตูเมืองสังกัสสะ หลัง
ออกพรรษา
- เสด็จกรุงสาวัตถี
- ปรารภเรื่องนางปฏิปูชิกา ภรรยาของมาลาภารีเทพบุตร
- นางจิญจมาณวิกา ใส่ความพระพุทธเจ้า ถูกธรณีสูบลงอเวจีมหานรก
พรรษาที่ ๘ (ปีมะโรง)
จำพรรษาที่เภสกฬาวัน ภัคคชนบท
- บิดาของสิงคาลกมานพบวช บรรลุพระอรหันต์
ออกพรรษา
- บัญญัติสิกขาบทเรื่องการผิงไฟของภิกษุ
- โปรดมาคันทิยาพราหมณ์และภรรยา จนขอบวชทั้ง ๒ คนแล้วได้บรรลุเป็นพระอรหันต์
- นางมาคันทิยาผู้เป็นธิดาผูกจิตอาฆาตในพระศาสดา
- เศรษฐีโกสัมพี ๓ คนตามไปฟังธรรมที่วัดเชตวันเมืองสาวัตถีบรรลุเป็นพระโสดาบันและได้สร้าง โฆสิตาราม ปาวาริการาม และกุกกุฏาราม ถวายที่โกสัมพี
พรรษาที่ ๙ (ปีมะเส็ง)
จำพรรษาที่โกสัมพี
- เรื่องนางสามาวดี ได้เป็นมเหสีพระเจ้าอุเทน ถูกนางมาคันทิยาวางแผนเผาทั้งปราสาทจนตาย
ออกพรรษา
- สงฆ์ที่โฆสิตาราม โกสัมพี แตกความสามัคคี
พรรษาที่ ๑๐ (ปีมะเมีย)
Name:  untitled[1].JPG
Views: 2535
Size:  16.7 KB
จำพรรษาที่รักขิตวัน (ป่าปาริเลยยกะ) อยู่ระหว่างกรุงโกสัมพีกับกรุงสาวัตถี
- ช้างปาริเลยยกะและวานรถวายอุปัฏฐากพระพุมธองค์
ออกพรรษา
- หมู่สงฆ์ชาวโกสัมพีมาขอขมาต่อพระองค์ ทำให้สังฆสามัคคี
พรรษาที่ ๑๑ (ปีมะแม)
จำพรรษาที่หมู่บ้านพราหมณ์ เอกนาลา ใต้เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ
ออกพรรษา ไม่ปรากฏหลักฐาน
พรรษาที่ ๑๒ (ปีวอก)
จำพรรษาที่ควงไม้สะเดา เมืองเวรัญชา
- ทรงไม่อนุญาตให้มีการบัญญัติสิกขาบท
ออกพรรษา
- เรื่องเอรกปัตตนาคราช
- พระนางปชาบดีเถรี ทูลลานิพพาน ประชุมเพลิง
- การอุปสมบท ๘ วิธี
พรรษาที่ ๑๓ (ปีระกา)
จำพรรษาที่จาลิกบรรพต เมืองจาลิกา
- เรื่องพระเมฆิยะ
ออกพรรษา
- แสดงมงคลสูตร ๓๘ ประการ
- แสดงกรณีเมตตาสูตร
- เรื่องพระพาหิยะทารุจิริยะ
- พระอัญญาโกณฑัญญะทูลลานิพพาน
พรรษาที่ ๑๔ (ปีจอ)
จำพรรษาที่วัดเชตวัน สาวัตถี
- สามเณรราหุลอุปสมบท
- ตรัสภัทเทกรัตตคาถา
- แสดงนิธิกัณฑสูตร
ออกพรรษา
- บัญญัติวิธีกรานกฐิน
- อนุญาตสงฆ์ รับการปวารณาปัจจัยเภสัชเป็นนิตย์
พรรษาที่ ๑๕ (ปีกุน)
จำพรรษาที่นิโคธาราม กรุงกบิลพัสดุ์
- เจ้าศากายะถวายสัณฐาคาร
- แสดงสัปปุริสธรรม ๗ ประการ
- เรื่องพระเจ้าสุปปพุทธะถูกธรณีสูบลงอเวจี
ออกพรรษา
- ไม่ปรากฏหลักฐาน
พรรษาที่ ๑๖ (ปีชวด)
- อัคคาฬวเจดีย์วิหาร เมืองอาฬวี
- ปราบฤทธิ์เดชของอาฬวกยักษ์
พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

ข้าพเจ้าขอขมาต่อคุณพระศรีรัตนตรัยและผู้มีคุณทุกท่าน หากข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินไป และขออาราธนาบารมีของแก้วประเสริฐสามประการ ตลอดจนพรหม เทวดา ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย อันมีหลวงปู่ปาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด

เมื่อครั้งที่นาคน้อยตามเสด็จคณะพระธาตุแก้วมณีโชติไปทำบุญทริปลอยกระทงประจำปี 52 ทางคณะได้แวะเข้าไปทำบุญที่ศาลาแก้วกู่ จ.หนองคายในวันเพ็ญเดือนสิบสองนั้น ได้เห็นรูปปั้นมากมาย เป็นทั้งรูปปั้นพุทธประวัติ รูปปั้นพระอนาคตวงศ์ รูปปั้นเทวลัย ต่าง ๆ มีความวิจิตรสวยงามมาก แต่รูปปั้นหนึ่งซึ่งเห็นแล้ว ก็ยังติดอยู่ในใจมาตั้งแต่บัดนั้น นั้นก็คือรูปปั้นของพระพุทธเจ้าครั้งเสด็จไปโปรดอาฬวกยักษ์ที่เมืองอาฬวี เห็นยักษ์ถึอกระบอง เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จประทับนั่งบนบัลลังค์ และมีทหารอุ้มเด็กทารกอยู่ ก็เลยสงสัยว่า เรื่องราวจริง ๆ ของการโปรดอาฬวกยักษ์ของพระพุทธองค์เป็นเช่นไรกันแน่ นาคน้อยจึงไปค้นคว้าหาข้อมูล และได้กระจ่างใจแล้วว่าเรื่องราวพิศดารยิ่งนัก จึงอยากจะเรื่องราวนี้มาแสดงให้ท่านสาธุชนผู้จำเริญ ณ โอกาสนี้เทอญ

อภิญญา-ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน-de0000058-jpg

มีพระราชาพระองค์หนึ่งชื่อ อาฬวก โปรดปรานการล่าเนื้อเพื่อเกมส์กีฬา วันหนึ่งได้พาเหล่าข้าราชบริพารเข้าไปในป่าเพื่อล่าเนื้อ ปรากฏว่ามีเนื้อตัวหนึ่งวิ่งไปทางพระองค์ พระองค์จึงได้สิทธิ์ในการล่าเนื้อตัวนี้ เพราะตกลงกันว่าเนื้อวิ่งไปทางใดผู้นั้นจะได้สิทธิ์ในการล่าเนื้อตัวนั้น ด้วยพระปรีชาสามารถจึงยิงศรไปโดนเนื้อ เนื้อก็สิ้นชีพลง พระองค์จึงต้องแบกเนื้อตนนั้นกลับมายังที่พัก ในระหว่างทางด้วยความเหน็ดเหนื่อยจึงเข้าไปนั่งพักใต้ต้นไม้ใหญ่ตนหนึ่ง เคราะห์กรรมได้มาถึงพระองค์แล้ว เนื่องจากต้นไม้นั้นอาฬวกยักษ์ได้รับพรจากท้าวเวสสุวัณว่า ถ้าผู้ใดมาพักอยู่ใต้ต้นไม้นี้ อาฬวกยักษ์มีสิทธิ์จับกินได้ ยักษ์ก็แสดงตนออกมาแล้วกล่าวกับพระราชาว่า เราจักกินท่านเป็นอาหาร ซึ่งเป็นสิทธิ์ของเราด้วยชอบธรรม ด้วยความอาลัยในชีวิตของตนก็ต่อรองกับยักษ์อาฬวกะว่า ถ้าท่านปล่อยเราไปเราจะส่งมนุษย์มาให้ท่านกินเป็นอาหารทุกวัน แต่ยักษ์ก็ไม่ยอมเชื้อ พระราชาจึงบอกถ้าท่านไม่เชื่อก็สามารถไปจับเรากินได้ที่พระนคร เมื่อพระราชากลับมาถึงพระนครก็มีแต่ความกังวลใจ จึงออกอุบายให้อำมาตย์ส่งนักโทษในเรือนจำไปให้ยักษ์กิน โดยบอกกับนักโทษว่าถ้าผู้ใดนำถาดภัตตาหารไปให้เทวดาใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งในป่า จะได้รับอภัยโทษ นักโทษก็มุ่งไปให้ยักษ์กินโดยไม่รู้ว่าเป็นอุบายของพระราชา เหตุการณ์เกิดขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งหานักโทษในเรือนจำไม่ได้อีก ข่าวลือก็แพร่ออกไปว่า ถ้าผู้ในถูกสั่งขังในเรือนจำก็จะไม่สามารถกลับออกมาได้อีก การโจรกรรม อาชญากรรม ในเมืองก็กลับหายไปสิ้น ด้วยเกรงว่าตนถูกจับแล้วจะไม่ได้กลับออกมาอีก
อภิญญา-ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน-a00-jpg
เมื่อไม่มีนักโทษแล้ว พระราชาก็ออกอุบายให้อำมาตย์นำเงินจำนวนพันชั่งใส่ถุงแล้วนำไปทิ้งไว้กลางทาง ถ้าผู้ใดเก็บขึ้นมาก็ให้จับตัว แล้วส่งไปให้ยักษ์กิน แรก ๆ ผู้ก็พากันเก็บถุงนั้น แต่พอทราบข่าวลือว่าผู้ใดเก็บไปแล้วจะถูกทางการจับตัว และจะไม่ได้กลับมาอีก จากนั้นก็ไม่มีใครกล้าเก็บเงินในถุงนั้นอีก เมื่อไม่มีคนส่งไปให้ยังษ์กินอีก พระราชาก็ปรึกษากับอำมาตย์ว่าเราจะทำเช่นไรดี อำมาตย์ก็เสนอให้จับเอาเด็กเล็ก ๆ ซึ่งยังไม่รู้เดียงสาไปให้ยักษ์กิน พอชาวเมืองทราบข่าวก็พาลูกของตนหนีไปอยู่เมืองอื่น จนกระทั่งอายุ 12 ปีแล้วจึงค่อยกลับมา หญิงมีครรถ์ก็เช่น ก็เดินทางไปคลอดลูกทีเมืองอื่น ๆ อำมาตย์ก็เข้าไปทูลกับพระราชาว่าไม่มีเด็กคนใดเหลือในเมืองอีกแล้ว เว้นแต่พระราชาโอรสของพระองค์เอง ด้วยความรักชีวิตของตนยิ่งกว่าลูกในใส้ พระองค์จึงให้ทหารนำพระโอรสไปให้อาฬวกยักษ์กิน

ตามเดิมนั้นได้มีพระพุทธเจ้าผ่านมายังที่อยู่ของอาฬวกยักษ์แล้วถึงสามพระองค์ในภัทรกัปล์นี้ พระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 1 เสด็จมาแล้วยืนอยู่ตรงราวป่า แล้วทรงตรัสพยากรณ์ยักษ์ตนนี้ไว้ว่า "ที่นี้เป็นที่อยู่อาศัยของอาฬวกยักษ์ผู้มีฤทธิ์มาก การจะทำให้ยักษ์ตนนี้ตั้งมั่นในไตรสรณคมณ์ยังหามีไม่ในกาลนี้ และนับจากนี้ไปในภัทรกัปท์นี้จักมีพระพุทธเจ้าอีกสองพระองค์มาตรัสพยากรณ์เช่นเดียวกับเรานี้ แล้วจึงจะมีพระพุทธเจ้าพระองค์ถัดไปพระนามว่าพุทธโคดมมาโปรดและทำให้ยักษ์ตนนี้ตั้งมั่นในไตรสรณคมณ์ได้" นับจากนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 2 และ 3 ก็เสด็จมากระทำพุทธกิจเช่นเดียวกัน อาฬวกยักษ์เห็นดังนั้นก็สำคัญตัวว่า พระพุทธเจ้าผู้ที่ได้ชื่อว่าประเสริฐที่สุดในสากลพิภพจักรวาล ยังไม่สามารถเข้ามายังที่อยู่ของเราได้ ด้วยเพราะเกรงกว่าฤทธิ์อำนาจของเรา พระพุทธเจ้าล่วงไปแล้ว 3 พระองค์ก็ยังหามีพระองค์ใดกล้าเข้ามาหาเราได้
อภิญญา-ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน-a01-jpg
ด้วยพระญาณอันประมาณมิได้ของพระพุทธองค์ ทรงเห็นว่าถึงกาลที่พระราชโอรสของพระราชาพระนามว่าอาฬวกะ และอาฬวกยักษ์จะถึงกาลบรรลุธรรมแล้ว เนื่องจากในวันนั้นยักษ์ทุกตนต้องเข้าไปประชุมที่ยักษ์สภา อาฬวกยักษ์จึงต้องออกไปจากวิมานของตน พระองค์จึงเสด็จไปยังวิมานอันใหญ่โตมโหฬารที่ตั้งอยู่ติดพื้นดิน แต่ว่ายักษ์ที่เป็นยามรักษาความปลอดภัยของวิมาน กล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าแล้วก็เกรงจะมีภัยเกิดแก่พระพุทธองค์ ด้วยสำคัญว่าอาฬวกยักษ์จะทำร้ายพระองค์เอาได้ จึงกล่าวห้ามพระพุทธองค์ไม่ให้ล่วงล้ำเข้าไปในวิมานนั้น แต่กล่าวแล้วสามครั้ง พระพุทธเจ้าก็ยืนยันเช่นเดิม พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปประทับนั่งนะบัลลังค์ของอาฬวกยักษ์ ยักษ์ที่เป็นยามนั้นก็เลยเหาะไปยังยักษ์สภาเพื่อแจ้งข่าวแก่อาฬวกยักษ์ เนื่องด้วยฉับพลันทรังสีของพระพุทธองค์ก็ทำให้นางยักษิณีจำนวน 500 บริวารของอาฬวกยักษ์ในวิมานออกมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เทศน์โปรดนางยักษิณีทั้งหลายว่า ด้วยผลของทาน การรักษาศีล ของพวกเธอจึงทำให้ได้เสวยในสมบัติอันเป็นทิพย์นี้ จงอย่าละซึ่งเหตุทั้งสองนี้ และให้เลิกอิจฉาริษยาซึ่งกันแล้วกัน นางยักษ์ทั้ง 500 ก็มีจิตตั้งมั่นในไตรสรณคมน์ ในเวลานั้นมียักษ์สองตนชื่อ สาตาครียักษ์ และเหมวตยักษ์เหาะผ่านมา เห็นฉับพลันทรังษีพุ่งออกมาจากวิมานของอาฬวกยักษ์ก็แปลกใจ เหาะเข้าไปในวิมานเห็นพระพุทธเจ้าก็กราบพระองค์ สรรเสริญพระพุทธเจ้าแล้วก็เหาะไปยังยักษ์สภา ยักษ์ทั้งสองก็ดีใจแทนอาฬวกยักษ์ที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาหาถึงวิมาน ก็นำความไปบอกแก่อาฬวกยักษ์ เมื่ออาฬวกยักษ์ได้ข่าวจากยักษ์ที่ยามวิมานของตนก็ยังระงับโทสะได้ แต่พอสาตาครีและเหมวตยักษ์มาบอกข่าวอีกที ก็ไม่สามารถระงับโทสะเอาไว้ได้ อดทนจนเลิกประชุมก็เหาะกลับมายังวิมานของตน ด้วยสำคัญตนว่าเราเป็นผู้ที่มีฤทธิ์มาก เป็นหนึ่งในยักษ์ที่มีฤทธิ์มากที่สุด แม้พระพุทธเจ้า 3 พระองค์ล่วงไปแล้วก็ยังไม่กล้าเข้ามาในที่พำนักของเราได้ จึงประกาศก้องว่า เราคือ เรา คือ อาฬวกะ หมายให้พระพุทธเจ้าเสด็จออกไปจากบัลลังค์ของตน เสียงดังก้องไปทั่วชมพูทวีป นี้นับเป็นเสียงก้องทั่วชมพูทวีปเป็นครั้งที่สี่ในภัทรกัปล์นี้
เสียง ๔ ประเภทได้ยินในชมพูทวีปทั้งสิ้น คือ
๑. เสียงที่ปุณณกะ ยักขเสนาบดีชนะพระเจ้าธนัญชัยโกรัพยะด้วยการพนัน ปรบมือประกาศก้องว่า เราชนะแล้ว (ยักษ์จึงขอพระราชาทาน วิฑูรบัณฑิตซึ่งเป็นอำมาตย์ พระวิฑูรบัณฑิตเป็นพระชาติหนึ่งในทศชาติชาดก ที่บำเพ็ญยิ่งด้วยสัจจบารมีสูงสุด).
๒. เสียงที่ท้าวสักกะจอมทวยเทพ เมื่อพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสป กำลังเสื่อม ทรงทำวิสสุกรรมเทพบุตรให้เป็นสุนัข ให้ประกาศทั่วไปว่า เราจักกัดกินภิกษุชั่ว ภิกษุณีชั่ว อุบาสกอุบาสิกาและคนทั้งหลายที่เป็นอธรรมวาที.
๓. เสียงที่พระมหาบุรุษ ในเมื่อกษัตริย์ ๗ พระองค์เข้ายึดพระนครได้แล้ว เพราะเหตุแห่งนางประภาวดี จึงได้ยกนางประภาวดีขึ้นคอช้างไปกับตน ออกจากพระนครแล้ว ประกาศก้องในกุสชาดกว่า ฉันนี้แหละ คือ สีหัสสรกุสมหาราช.
๔. เสียงที่อาฬวกยักษ์ยืนบนยอดเขาไกลาสประกาศว่า เรา คือ อาฬวกะ.

ด้วยเสียงดังก้องของอาฬวกยักษ์นั้นเหล่าพรหม เทวดาจากหมื่นโลกธาตุก็หวังจะได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ก็พามาดู กันแน่นจนมืดฟ้ามัวดินอีกวาระหนึ่ง แต่พระพุทธเจ้าทรงนิ่งเฉย ด้วยขันติปรมัตถบารมี อาฬวกยักษ์ เหยียบภูเขาไกลาส ภูเขาก็พังลงบางส่วน ปรากฏเป็นหินใหญ่กลิ้งเข้าไปหาพระพุทธเจ้า แต่พอหินเข้าใกล้พระพุทธเจ้าก็กลับกลายสภาพไปเป็นดอกไม้หอมแทน ยักษ์เนรมิตฝนลูกไฟไปยังพระพุทธเจ้า ลูกไฟก็แปลสภาพไปเป็นดอกไม้หอมเช่นเคย จึงเนรมิตฝนหอก ฝนดาบ ฝนศาสตราวุธต่าง ๆ ฝนเถ้า สักให้ภูตผีเข้าไปเอาชีวิตพระพุทธเจ้า แต่ภูตผีเหล่านั้นก็ไม่สามารถเข้าใกล้พระพุทธเจ้าได้ หนักหน่วงยิ่งกว่าครั้งพญามารยกทัพมาเสียอีก กระทำเช่นนี้ไปครึ่งคืน จึงปล่อยทุสสาวุธอาวุธประจำตนที่ใครก็ไม่สามารถชนะได้

ได้ยินว่า อาวุธที่ประเสริฐที่สุดในโลกมี ๔ อย่าง คือ วชิราวุธของท้าวสักกะ คทาวุธของท้าวเวสวัณ นยนาวุธของพระยายม ทุสสาวุธของอาฬวกยักษ์.
ก็ผิว่า ท้าวสักกะทรงพิโรธแล้ว พึงประหารวชิราวุธบนยอดเขาสิเนรุไซร้ วชิราวุธนั้นก็จะพึงชำแรกภูเขาสิเนรุซึ่งสูงหนึ่งแสนหกหมื่นแปดพันโยชน์ ลงไปถึงข้างล่าง.
คทาที่ท้าวเวสวัณปล่อยในกาลที่ตนยังเป็นปุถุชน ทำลายศีรษะของพวกยักษ์หลายพันแล้วกลับมาสู่กำมือตั้งอยู่อีก.
ครั้นเมื่อพระยายมพิโรธแล้วสักว่ามองดูด้วยนยนาวุธ กุมภัณฑ์หลายพันก็จะลุกเป็นไฟพินาศ ดุจหญ้าและใบไม้บนกระเบื้องร้อนฉะนั้น.
อภิญญา-ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน-a02-jpg
อาฬวกยักษ์โกรธ ถ้าพึงปล่อยทุสสาวุธในอากาศไซร้ ฝนก็ไม่พึงตกตลอด ๑๒ ปี ถ้าปล่อยในแผ่นดินไซร้ วัตถุมีต้นไม้และหญ้าทั้งปวงเป็นต้นก็จะเ**่ยวแห้งไม่งอกอีก ภายใน ๑๒ ปี ถ้าพึงปล่อยในสมุทรไซร้ น้ำทั้งหมดก็พึงเหือดแห้งดุจหยาดน้ำในกระเบื้องร้อนฉะนั้น ถ้าจะพึงปล่อยในภูเขาเช่นกับเขาสิเนรุไซร้ ภูเขาก็จะเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ กระจัดกระจายไป.

เมื่ออาวุธมุ่งไปใกล้พระพุทธองค์ก็กลับกลายไปเป็นผ้าเช็ดพระบาท พระพุทธองค์ทรงประทับนั่งบนบัลลังค์นั้นไม่หวั่นไหวแต่ประการใด ถึงเวลาใกล้รุ่ง ยักษ์ก็หมดมานะ ยักษ์อาฬวกะจึงหายตัวไปโผล่ยังหน้าพระพุทธเจ้าโดยฉับพลัน จึงได้ทูลเชิญพระพุทธเจ้าด้วยคำอ่อนโยน ขอให้พระพุทธเจ้าได้ทรงออกจากบัลลังค์ของตน พระพุทธเจ้าประสงค์จะให้ความอ่อนโยนเกิดแก่จิตของยักษ์จึงได้ลุกขึ้นตามคำทูลเชิญ ยักษ์ก็แปลกใจว่า เรากระทำการต่อสู่มาตลอดคืนก็หาประโยชน์สิ้น แค่เราพูดไพเราะประโยคเดียวพระพุทธเจ้าก็เสด็จออกมาจากบัลลังค์ของเราแล้ว แล้วออกอุบายว่า จะทดลองพระพุทธเจ้าพระองค์นี้จะมีความโกรธหรือไม่ ถ้ามีเราจะจับกินซะ จึงขอให้พระพุทธเจ้าเสด็จประทับนั่งเหมือนเดิม แล้วเสด็จออกจากบัลลังค์กระทำเช่นนี้อยู่สามวาระ ในวาระที่สี่พระพุทธเจ้าทรงรู้ได้ว่า ถ้าไม่ทรงกระทำตามยักษ์ตนนี้ทูลเชิญ ยักษ์จะมีไม้ตายคือจะถามปัญหาแก่พระองค์ จึงไม่ทรงกระทำตามคำทูลเชิญของอาฬวกยักษ์ แต่ตรัสว่า ถ้าท่านประสงค์จะถามคำถาม ก็จงถามเถิด
อภิญญา-ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน-a03-jpg
อาฬวกยักษ์ในกาลก่อนได้เคยเรียนคำถามแปดข้อจากบิดามารดาของตน ซึ่งได้เรียนมาจากพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนพระนามว่า พระพุทธกัสสปะ แต่ตอนนั้นตนยังเป็นเด็ก และอธิษฐานเพียงให้คำถามติดอยู่ที่ผนังของวิมาน แต่ได้ลืมเลือนคำตอบไปแล้ว ยักษ์จะนำคำถามนี้ไปถามกับปริชาพกและท่านผู้รู้ทั้งหลาย แต่ตนจะทำให้ท่านทั้งหลายไม่มีสมาธิในการไตร่ตรองปัญหาโดยจะทำหน้าตาให้น่าสะพรึงกลัว หรือไม่ก็เนรมิตตนเข้าไปในดวงใจแล้วบีบหัวใจของนักปราชญ์นั้น เมื่อบุคคลนั้นตอบคำถามไม่ได้ก็กระทำการโดยจับที่ข้อเท้าแล้วเหวี่ยงข้ามไปอีกฟากของแม่น้ำคงคา ยักษ์ก็หวังจะกระทำการเช่นเดียวกันกับพระพุทธเจ้า

อาฬวกยักษ์ทูลถามปัญหา ๔ ข้อเหล่านี้ว่า อะไรเล่าเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันประเสริฐที่สุดของบุรุษในโลกนี้ อะไรเล่าที่บุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้ อะไรเล่าเป็นรสยังประโยชน์ให้สำเร็จกว่ารสทั้งหลาย นักปราชญ์ทั้งหลายได้กล่าวชีวิตของบุคคลเป็นอยู่อย่างไรว่า ประเสริฐที่สุด ด้วยคาถานี้ ด้วยประการฉะนี้.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงตอบแก่อาฬวกยักษ์นั้น โดยนัยที่พระทศพลพระนามว่ากัสสป ทรงตอบแล้ว จึงตรัสคาถานี้ว่า สทฺธีธ วิตฺตํ ดังนี้.
ในคาถานั้นมีอธิบายว่า
ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันมีเงินและทองเป็นต้น ย่อมนำมาซึ่งอุปโภคสุข คือย่อมป้องกันทุกข์มีความหิวกระหายเป็นต้น ย่อมยังความยากจนนั่นแลให้สงบ เป็นเหตุแห่งการได้มาซึ่งรัตนะมีแก้วมุกดาเป็นต้น และย่อมนำมาซึ่งโลกิยสุข ฉันใด
แม้ศรัทธาที่เป็นโลกิยะและโลกุตระก็ฉันนั้น ย่อมนำมาซึ่งวิบากสุขอันเป็นโลกิยะและโลกุตระตามความเป็นจริง คือป้องกันทุกข์มีชาติชราเป็นต้น แก่ผู้ปฏิบัติด้วยธุระคือศรัทธา ย่อมยังความยากจนในคุณให้สงบระงับ เป็นเหตุได้มาซึ่งรัตนะมีสติสัมโพชฌงค์เป็นต้น และพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจ เพราะทำวิเคราะห์ว่าย่อมนำมาซึ่งความสืบต่อในโลก

และถามปัญหาที่เหลืออีกสี่ข้อว่า
บุคคลย่อมข้ามโอฆะได้อย่างไร บุคคลย่อมข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา ก็พระโสดาบันถึงพร้อมแล้วด้วยความไม่ประมาท กล่าวคือการกระทำติดต่อด้วยการเจริญกุศลธรรม ยินดีมรรคที่ ๒ ย่อมข้ามอรรณพคือสังสารอันเป็นที่ตั้งแห่งภโวฆะ อันข้ามไม่ได้ด้วยโสดาปัตติมรรคที่เหลือลง ยกเว้นเหตุสักว่ามาสู่โลกนี้ครั้งเดียวเท่านั้น เพราะเหตุนั้น จึงทรงประกาศการข้ามภโวฆะ คือสกทาคามิมรรคและสกทาคามี ด้วยบทนี้ว่า ย่อมข้ามอรรณพได้ด้วยความไม่ประมาท เพราะสกทาคามียินดีมรรคที่ ๓ ย่อมล่วงทุกข์อันเป็นที่ตั้งแห่งกาโมฆะ และที่สำคัญว่ากาโมฆะ อันข้ามไม่ได้ด้วยสกทาคามิมรรค เพราะเหตุนั้น จึงทรงประกาศการข้ามกาโมฆะ คืออนาคามิมรรคและอนาคามี ด้วยบทนี้ว่า ย่อมล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร ก็เพราะอนาคามียินดีมรรคปัญญาที่ ๔ อันบริสุทธิ์โดยส่วนเดียว ด้วยปัญญาอันบริสุทธิ์ซึ่งปราศจากเปือกตม ละมลทินอย่างละเอียด กล่าวคืออวิชชา อันละไม่ได้ด้วยอนาคามิมรรค เพราะเหตุนั้น จึงทรงประกาศการข้ามอวิชโชฆะ คืออรหัตมรรคและพระอรหันต์ด้วยบทนี้ว่า ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ก็ครั้นตรัสคาถานี้ด้วยยอดคือพระอรหัตในที่สุด ยักษ์ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.

การจบคาถานี้ ๑ ราตรีสว่าง ๑ การให้เสียงสาธุการดังขึ้น ๑ การนำพระอาฬวกกุมารมาสู่ที่อยู่ของยักษ์ ๑ ได้มีแล้วในขณะเดียวกันนั่นแล ด้วยประการฉะนี้
ราชบุรุษทั้งหลายฟังเสียงสาธุการแล้ว นึกอยู่ว่า เสียงสาธุการเห็นปานนี้ เว้นพระพุทธเจ้าทั้งหลายแล้ว ย่อมไม่ดังระบือขึ้นแก่คนเหล่าอื่น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาหนอแล ได้เห็นรัศมีแห่งพระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ไม่ยืนอยู่ในภายนอกดุจในกาลก่อน หมดความสงสัย เข้าไปในภายในนั่นเทียว ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับนั่ง ณ ที่อยู่ของยักษ์ และเห็นยักษ์ยืนประคองอัญชลี
ครั้นเห็นแล้วได้กล่าวกะยักษ์ว่า ข้าแต่มหายักษ์ พระราชกุมารนี้ถูกนำมาเพื่อพลีกรรมแก่ท่าน เชิญท่านจงเคี้ยว หรือจงกินพระราชกุมารนี้ หรือจงทำตามใจชอบเถิด ดังนี้.
อาฬวกยักษ์นั้นละอายแล้วเพราะค่าที่ตนเป็นพระโสดาบัน และถูกกล่าวอย่างนี้ข้างหน้าพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยพิเศษ. ลำดับนั้น จึงรับพระกุมารนั้นด้วยมือทั้งสองน้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระกุมารนี้เขาส่งให้แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอถวายพระกุมารนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเกื้อกูลและอนุเคราะห์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงรับทารกนี้ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่พระราชกุมารนี้

และกล่าวคาถานี้ว่า
ข้าพระองค์มีจิตเบิกบาน มีใจดี ขอมอบถวาย
พระกุมารนี้ผู้มีลักษณะแห่งบุญตั้งร้อย มีอวัยวะ
ทั้งปวงสมบูรณ์ เพรียบพร้อมด้วยพยัญชนะแด่
พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ ขอพระองค์จง
ทรงรับพระกุมารนี้ไว้ เพื่อประโยชน์แก่ชาวโลก ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับพระกุมารแล้ว ก็เมื่อทรงรับได้ตรัสคาถาเครื่องรักษา เพื่อทรงทำมงคลแก่ยักษ์และกุมาร ยักษ์ให้พระกุมารนั้นถึงสรณะให้เต็มด้วยบาทที่ ๔ ถึงสามครั้ง คือ
ขอพระกุมารนี้จงทรงมีพระชนมายุยืนนาน
ดูก่อนยักษ์ และท่านจงมีความสุขด้วย ขอท่านทั้ง
สองจงไม่มีโรคเบียดเบียน ดำรงอยู่เพื่อประโยชน์
เกื้อกูลแก่ชาวโลกเถิด ขอพระกุมารนี้ถึงพระพุทธ
เจ้า ฯลฯ พระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานพระกุมารให้แก่ราชบุรุษทั้งหลายว่า ขอพวกท่านจงยังพระกุมารนี้ให้เจริญเติบโตแล้วให้แก่เราอีก. ด้วยประการดังนี้ พระกุมารนั้นจึงเกิดมีพระนามว่า หัตถกอาฬวกกุมาร เพราะพระกุมารนั้นมาจากมือของราชบุรุษเป็นต้นไปสู่มือของยักษ์, จากมือของยักษ์ไปสู่พระหัตถ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า, จากพระหัตถ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าไปสู่มือของราชบุรุษทั้งหลายอีก.
ชนทั้งหลายมีชาวนาและผู้ทำการงานในป่าเป็นต้น ได้เห็นราชบุรุษทั้งหลายผู้พาพระกุมารนั้นกลับมา มีความกลัวจึงถามว่า ยักษ์ไม่ต้องการพระกุมาร เพราะเป็นเด็กเกินไปหรือ?
ราชบุรุษทั้งหลายได้บอกเรื่องทั้งหมดว่า ท่านทั้งหลายอย่ากลัว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำความปลอดภัยแล้ว. แต่นั้น ชาวอาฬวินครทั้งสิ้นก็หันหน้าไปทางยักษ์ด้วยเสียงโกลาหลเป็นอันเดียวกันว่า สาธุ สาธุ.
ฝ่ายยักษ์ เมื่อกาลเพื่อภิกขาจารของพระผู้มีพระภาคเจ้ายังไม่ถึง ก็ถือบาตรและจีวรมาถึงกลางทางแล้วกลับ. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จบิณฑบาตในพระนคร ทรงทำภัตกิจแล้ว ประทับนั่งบนบวรพุทธาสนะที่ปูแล้ว ณ โคนต้นไม้อันสงัดแห่งหนึ่ง ใกล้ประตูพระนคร.
แต่นั้น พระราชาพร้อมกับหมู่มหาชนและชาวพระนครทั้งหลายชุมนุมรวมกันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ไหว้แวดล้อมแล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงทรมานยักษ์ผู้ทารุณเห็นปานนี้อย่างไร.
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอาฬวกสูตรนั้นนั่นแล เริ่มต้นแต่การรบเป็นต้นแก่ชนเหล่านั้นว่า ยักษ์นี้บันดาลให้ฝนตก ๙ ชนิดเห็นปานนี้ ได้ทำสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวอย่างนี้ ได้ถามปัญหาอย่างนี้ เราตถาคตได้แก้แล้วอย่างนี้แก่ยักษ์นั้น ในเวลาจบคาถา สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ก็ได้ธรรมาภิสมัย.
ต่อแต่นั้น พระราชาและชาวพระนครได้ทำที่อยู่ให้แก่ยักษ์ ในที่ใกล้ภพของท้าวเวสวัณมหาราช ยังพลีกรรมอันถึงพร้อมด้วยสักการะมีดอกไม้และของหอมเป็นต้นให้เป็นไปเป็นนิตย์ และปล่อยพระกุมารนั้นผู้ทรงบรรลุนิติภาวะแล้วว่า พระองค์ทรงอาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงได้ชีวิต ขอจงเสด็จไป จงทรงนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้านั่นแล และพระภิกษุสงฆ์.
พระกุมารนั้นเสด็จเข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า และพระภิกษุสงฆ์ ต่อกาลไม่นานนักก็ทรงดำรงอยู่ในอนาคามิผล ทรงเรียนพระพุทธพจน์ทั้งหมด เป็นผู้มีอุบาสก ๕๐๐ เป็นบริวาร และพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งพระกุมารนั้นไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หัตถกอาฬวกะเป็นเลิศแห่งสาวกทั้งหลายของเราผู้สงเคราะห์บริษัทด้วยสังคหวัตถุสี่ ดังนี้.

พระพุทธชินราช พระคู่บ้านคู่เมืองเมืองสองแคร่พิษณุโลก มียักสองตนรองรับซุ้มเรือนแก้วอยู่ ยักษ์ตนแรกคืนท้าวเวสุวันอยู่ทางด้านซ้าย และยักษ์อีกตนคืออาฬวกยักษ์อยู่ทางด้านขวา ภาพสุดท้ายเป็นรูปของพระพุทธรูปปางโปรดอาฬวกยักษ์
อภิญญา-ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน-bk2-jpgอภิญญา-ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน-id_124_main-jpgอภิญญา-ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน-buddha_0064-jpg

ขอผลบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาดีแล้ว ณ โอกาสนี้ ได้โปรดดลบันดาลให้พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรือง ยิ่ง ๆ ขึ้นไปแล้ว ขอให้ข้าพเจ้าแล้วท่านผู้ลอยบาปออกจากใจทั้งหลาย ได้มีความสุข ความเจริญ ตั้งมั่นในความดี มีพระนิพพานเป็นที่ไปตามความปราถนาเทอญ

พรรษาที่ ๑๗ (ปีฉลู)
จำพรรษาที่วัดเวฬุวัน
- พระทัพพมัลลบุตรทูลลานิพพาน
ออกพรรษา
- เรื่องพระวักกลิ
พรรษาที่ ๑๘ (ปีขาล)
จำพรรษาที่จาลิกบรรพต เมืองจาลิกา
ออกพรรษา
- เสด็จเมืองอาฬาวีครั้งที่๒
- โปรดธิดาช่างหูกบรรลุโสดาปัตติผล
- ช่างหูกผู้เป็นบิดาขอบวชสำเร็จอารหัตตผล
- ตรัสอริยทรัพย์ ๗ ประการ
พรรษาที่ ๑๙ (ปีเถาะ)
จำพรรษาที่จาลิกบรรพต เขตเมืองจาลิกา
ออกพรรษา
- เรื่องโปรดโจรองคุลีมาล
- เรื่องสันตติมหาอำมาตย์บรรลุอรหัตตผลแล้วนิพพาน
พรรษาที่ ๒๐ (ปีมะโรง)
จำพรรษาที่เวฬุวัน เมืองราชคฤห์
- พระอานนท์ได้เป็นอุปัฏฐากประจำพระองค์
- พระอานนท์ทูลขอพร ๘ ประการ

พรรษาที่ ๒๑-๔๕ (ปีมะเส็ง - ปีมะเส็ง)
นับจากพรรษาที่ ๒๑ ถึงพรรษาที่ ๔๔ พระพุทธเจ้าทรงประทับจำพรรษา ณ พระนครสาวัตถี เป็นระยะเวลานานที่สุด พระบรมศาสดาทรงประทับจำพรรษา ณ พระเชตวันมหาวิหาร ๑๙ ฤดูฝน (ในพรรษาที่ ๑๔ ทรงประทับจำพรรษาที่พระเชตวันมาแล้ว ๑ พรรษา) อีก ๖ ฤดูฝนเปลี่ยนไปประทับ ณ วิหารบุพพาราม ที่นางวิสาขา มิคารมารดามหาอุบาสิกาสำคัญสร้างถวายอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับมหาเชตวันโดยประทับสลับไปมา แต่มีคำอธิบายอีกนัยหนึ่งว่า เวลากลางวันประทับ ณ วิหารแห่งหนึ่ง และกลางคืนเสด็จไปแสดงธรรม ณ วิหารอีกแห่งหนึ่งเป็นสถานที่ประทับอันนับเนื่องด้วยชีวิตการประกาศธรรมของพระพุทธเจ้าตลอด ๒๔ ฤดูฝน
จำพรรษาที่วัดเชตวัน หรือ วัดบุพพาราม สลับกันไป
ออกพรรษาที่จาริกไปตามตำบลต่างๆ เพื่อโปรดเวไนยสัตว์
ประมาณพรรษาที่๒๑ จำวัดที่บุพพารามสาวัตถี
- พระองค์ทรงแสดงโอวาทปาฏิโทกข์ในที่ประชุมสงฆ์ทุกกึ่งเดือน ครั้งแรก
- พระองค์ทรงแสดงโอวาทปาฏิโทกข์ในที่ประชุมสงฆ์ทุกกึ่งเดือน ครั้งแรก
ประมาณพรรษาที่๒๖ พระราหุลนิพพาน
พรรษาที่๓๗ เทวทัตคิดปกครองสงฆ์
- วางแผนปลงพระชนม์พระศาสดา
- ปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสาร
- พระเทวทัตถูกธรณีสูบ
พรรษาที่๓๘ แสดงสามัญญผลสูตรแก่อชาตศัตรู
- อชาตศัตรูแสดงตนเป็นพุทธมามกะ
- กรุงสาวัตถี
- อำมาตย์ก่อการขบถ
- พระเจ้าปเสนทิโกศลสิ้นพระชนม์
- พระเจ้าวิฑูฑภะฆ่าล้างวงศ์ศากยะ
- พระเจ้าวิฑูฑภะสิ้นพระชนม์
พรรษาที่๔๓ พระยโสธราเถรีนิพพาน
พรรษาที่๔๔ แสดงธรรมที่วัดเชตวัน
- ตอบปัญหาเทวดา
ออกพรรษา
- พระสารีบุตรทูลลานิพพาน
- พระสารีบุตรโปรดมารดาจนบรรลุโสดาปัตติผลพระสารีบุตรนิพพาน
- พระโมคคัลลานะถูกโจรที่เดียรถีย์จ้างมาทำร้าย
- พระโมคคัลลานะนิพพาน
- นางอัมพปาลีถวายอาราม นางอัมพปาลีบรรลุธรรม

อภิญญา-ประวัติพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน-wat_thung-map-jpg

พรรษาที่๔๕ ภิกษุจำพรรษารอบกรุงเวสาลี
- ตรัสอานุภาพอิทธิบาท ๔
- ทรงปลงอายุสังขาร ตรัสโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ
- นายจุลทะถวายสุกรมัททวะ
- ตรัสถึงสังเวชนียสถาน ๔แห่ง
- วิธีปฏิบัติกับพุทธสรีระปัจฉิมโอวาทแก่ภิกษุ
- เสด็จปรินิพพาน
ในพรรษาสุดท้ายนี้ พระพุทธเจ้าทรงประทับจำพรรษาอยู่ที่ตำบล เวฬุวคาม ใกล้นครเวสาลี แคว้นวัชชี พระพุทธเจ้าทรงทำนิมิตต์โอภาสแก่พระอานนท์เป็นครั้งสุดท้ายและทรงปลงอายุสังขาร ในวันเพ็ญ เดือน ๓ ณ ปาวาลเจดีย์ ว่าพระตถาคตจักปรินิพพานแต่นี้ไปอีก ๓ เดือน
ในการต่อมา พระบรมศาสดาทรงพาพระภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ เสด็จไปในครเวสาลี เสด็จประทับอยู่ที่กูฏาคารในป่ามหาวัน ทรงพระกรุณาประทานพระธรรมเทศนาโปดมวลกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลาย จากนั้นทรงพาระภิกษุสงฆ์เสด็จออกจากพระนคร เสด็จประทับยืนอยู่หน้าเมืองเสาลี เยื้องพระกายผินพระพักตร์ มาทอดพระเนตรเมืองเวสาลีประหนึ่งว่าทรงอาลัยเมืองเวสาลีเป็นที่สุด พร้อมกับรับสั่งกับพระอานนท์ผู้ซึ่งเป็นพระอุปัฏฐากประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้าความว่า
"อานนท์ การเห็นเมืองเวสาลีของตถาคตครั้งนี้เป็นปัจฉิมทัศนา" คือเป็นการเห็นครั้งสุดท้าย แล้วพระบรมศาสดาเสด็จกลับไปประทับยังกูฏาคารในป่ามหาวัน
สถานที่เสด็จประทับยืนทอดพระเนครโดยพระอาการที่แปลกจากเดิมพร้อมทั้งรับสั่งเป็นนิมิตเช่นนั้นเป็นเจดีย์สถานอันสำคัญเรียกว่า "นาคาวโลกเจดีย์" นาคาวโลกคือ การเหลียวมองอย่างพญาช้าง มองอย่างข้างเหลียวหลัง คือเหลียวดูโดยหันกายกลับมาทั้งหมด ซึ่งเป็นอาการที่พระพุทธเจ้าทรงทำเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว
ในลำดับกาลต่อมา พระบรมศาสดาทรงเสด็จพาพระภิกษุสงฆ์ออกจากกูฏาคาร เสด็จไปยังบ้านภัณฑุคาม บ้านหัตถีคาม บ้านอัมพะคาม บ้านชัมพูคาม และโภคนครโดยลำดับ ภายหลังจากแสดงธรรมโปรดพุทธบริษัทชาวเมืองโภคนครและ พระพุทธเจ้าทรงเสด็จไปยังเมืองปาวานคร เสด็จเข้าประทับพำนักอยู่ที่อัมพวันสวนมะม่วงของนายจุนกัมมารบุตรซึ่งอยู่ใกล้เมืองปาวานั้น
ครั้นนายจุนทะได้ทราบข่าว รีบเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาฟังพระธรรมเทศนาโปรด นายจุนทะได้กราบทูลนิมนต์พระพุทธเจ้ากับทั้งพระภิกษุสงฆ์ ให้เข้าไปรับอาหารบิณฑบาตยังนิเวศน์ของตน ครั้นรุ่งเช้าเมื่อได้เสด็จไปยังนิเวศน์ของนายจุนทะ พระพุทธเจ้าทรงตรัสแก่นายจุนทะว่าสุกรมัททวะซึ่งท่านตกแต่งไว้นั้น จงอังศาสเฉพาะคถาคตผู้เดียวที่เหลือนั้นให้ขุดหลุมฝังเสีย และจงอังคาสภิกษุสงฆ์ทั้งหลายด้วยอาหารอย่างอื่น ๆ เถิด
ครั้นกลับสู่อัมพวัน พระบรมศาสดาทรงประชวรพระโรคโลหิตปักขัณทิกาพาธ คือโรคท้องร่วงเป็นโลหิต มีพระกำลังล้าลงเกิดทุกขเวทนามาก ทรงตรัสสั่งสอนพระอานนท์ว่า "อานนท์ มาเราจะไปเมืองกุสินารา" พระอานนท์รับพระบัญชาแล้ว จึงรีบแจ้งให้พระสงฆ์ทั้งหลายเตรียมตามเสด็จไว้พร้อม
ระหว่างทางที่เสด็จไปยังนครกุสินาราพระพุทธเจ้าทรงกระหายน้ำ ตรัสเรียกพระอานนท์ไปตักน้ำในแม่น้าสายเล็กมีน้ำน้อยและกองเวียน ๕๐๐ เล่มเพิ่งผ่านข้ามไป ครั้นพระอานนท์ไปตักน้ำที่ขุ่นข้นได้กลับกลายเป็นน้ำใสสะอาดปราศจากมลทิน ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่พระบรมศาสดาทรงขอน้ำเสวยในขณะเดินทางยังไม่ถึงที่พัก
พระพุทธเจ้าทรงเสด็จพระพุทธดำเนินผ่านข้ามแม่น้ำกกุธานทุนีพระอานนท์ทูลเชิญให้เสวยและสรงชำระพระกายที่ตรากตรำมาในระยะทาง แล้วเสด็จขึ้นมาประทับยังร่มไม้และเสด็จบรรทม ลำดับต่อมาพระบรมศาสดาทรงเสด็จพระพุทธดำเนินต่อพร้มด้วยพระภิกษุสงฆ์ทรงเสด็จดำเนินข้ามแม่น้ำหิรัญวดี อันเป็นแม่น้ำสายสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าเสด็จข้าม มุ่งสู่สาลวโนทยานของมัลลกษัตริย์ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ
ในกาลนั้น เป็นเวลาใกล้ค่ำของวันเพ็ญ เดือน ๖ พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนมายุครบ ๘๐ พรรษา พระบรมศาสดาทรงรับสั่งให้พระอานนท์ปูลาดที่บรรทมระหว่างต้นสาละใหญ่ ๒ ต้น ทรงเอนพระวรกายลงโดยหันพระเศียรไปทางทิศเหนือ ประทับไสยาสน์ แบบสีหไสยาเป็นอนุฏฐานไสยา คือการนอนครั้งสุดท้ายไม่แปรเปลี่ยนจนกระทั่งสังขารดับ
ครั้งนั้น ต้นสาละทั้งคู่พลันผลิดอกออกบานเต็มต้น ร่วงหล่นลงมายังพระพุทธสรีระบูชาพระตถาคตเจ้าเป็นอัศจรรย์ แม้ดอกมณฑาในเมืองสวรรค์ตลอดจนทิพยสุคนธชาติก็ตกลงมาจากอากาศยังเทพเจ้าทั้งหลายก็ประโคมดนตรีทิพย์บันลือลั่นเป็นมหานฤนาท บูชาพระตถาคตในอวสานกาล
ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าได้ประทานโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายว่า "อานนท์ เมื่อตถาคตปรินิพานและหากจะมีภิกษุบางรูปดำริว่า พระศาสนาของเราปรินิพพานแล้ว อานนท์ท่านทั้งหลายไม่ควรดำริอย่างนั้นไม่ควรเห็นอย่างนั้น แท้จริง วินัยที่เราได้บัญญัติแก่ท่านทั้งหลายก็ดี เมื่อเราล่วงไป ธรรมและวินัยนั้น ๆแลจักเป็นศาสดาของท่านทั้งหลาย"
ลำดับต่อมา พระบรมศาสดาได้ประทานปัจฉิมโอวาทความว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั่งหลายจงบำเพ็ญไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิปัญญา ให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด"
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสพระโอวาทประทาน เป็นวาระสุดท้ายเพียงเท่านี้แล้วก็หยุด มิได้ตรัสอะไรอีกเลย ทรงทำปรินิพพานบริกรรมด้วยอนุปุพพวิหารสมาบัติทั้ง ๙ โดยอนุโลมลำดับ จนกระทั่งทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติที่ ๙ จากนั้นทรงเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนะ ถอยออกจากสมาบัตินั้น โดยปฏิโลมเป็นลำดับจนถึงปฐมฌาน ออกจากปฐมฌาน และทรงเข้าทุติยฌาน อีกวาระหนึ่ง ออกจากทุติยฌานแล้วทรงเข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้วทรงเข้าจตุตถฌาน
เมื่อออกจากจตุตถฌานแล้ว พระพุทธเจ้าก็เสด็จปรินิพาน ณ ปัจฉิมยามแห่งราตรีสาขปรุณมี เพ็ญ เดือน ๖ มหามงคลสมัย ครั้นพระบรมศาสดาเสด็จปรินิพพานแล้วก็บังเกิดมหัศจรรย์แผ่นดินไหวสั่นกลองทิพย์บัยลือลั่น กึกก้องสัททสำเนียงเสียงสนั่นในอากาศเป็นมหาโกลาหลในปัจฉิมกาล ดอกไม้ทิพย์มณฑารพ ดอกไม้ในเมืองสวรรค์ ตกโปรยปรายละลิ่วลงมาจากฟากฟ้า ดารดาษทั่วนครกุสินารา พร้อมกับขณะเวลาปรินิพพานของสมเด็จพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นนาถะของโลก
ปล.บางส่วนคัดลอกมาจากเว็บธรรมไทยและหนังสือพุทธกิจ 45 พรรษาของสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรฯ
__________________
"สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา"

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Apinya ในข้อความนี้
พรรณวดี (05-11-09), พุทธรักษา (10-11-09), ก้อนดิน (03-03-12), อภิญญา (05-11-09), ปาริฉัตรมณี (08-11-09), นาคน้อย (10-11-09), เดชะบุญ (05-11-09), Gorn (29-12-09), lekmungchon (28-12-16), Rich (19-04-10), suwaphat (18-11-09)
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 03:48


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่