อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ประวัติพระ และบุคคลตัวอย่าง

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 29-01-11, 10:49
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,096
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,841
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,797 ครั้ง ใน 77,797 ข้อความ
พลังบุญ: 56497
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile หลวงปู่พระสุพรหมยานเถระ(พรหมา พรมจักโก) วัดพระบาทตากผ้า ลำพูน

อภิญญา-หลวงปู่พระสุพรหมยานเถระ(พรหมา พรมจักโก) วัดพระบาทตากผ้า ลำพูน-imagesca623h2r-jpg
ครูบามีนามเดิมว่า พรหมา พิมสาร ถือกำเนิดเมื่อวันอังคารที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๑ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๐ (เดือน ๑๒ เหนือ ปีจอ พ.ศ. ๒๔๔๑) ณ บ้านป่าแพ่ง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน (ป่าซางปัจจุบัน) เป็นบุตรของคุณพ่อเป็ง และคุณแม่บัวถา มีพี่น้องร่วมกัน ๑๓ คน โดยท่านเป็นคนที่ ๗ โดยพี่น้องของครูบาต่อมาได้บวชเป็นพระตลอดชีวิตจำนวน ๓ ท่าน ได้แก่ พี่ชายคนที่ ๖ ของท่านคือ พระสุธรรมยานเถร (ครูบาอินทรจักรรักษา) และ น้องชายคนที่ ๘ คือ พระครูสุนทรคัมภีรญาณ (ครูบาคัมภีระ วัดดอยน้อย)
บิดามารดาเป็นผู้มีฐานะพอมีอันจะกิน มีอาชีพทำนา ทำสวน ประกอบสัมมาอาชีวะ ไม่มีการยิงนกตกปลา ไม่เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ และไม่มีการเลี้ยงหมูขาย มีความขยันถี่ถ้วนในการงาน ปกครองลูกหลานโดยยุติธรรม ไม่มีอคติ หนักแน่นในการกุศล ไปนอนวัดรักษาศีลอุโบสถเป็นประจำทุกวันพระ บิดาท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ได้ถึงแก่กรรมในสมณเพศเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๔ อายุ ๙๐ ส่วนมารดาของท่านได้นุ่งขาวรักษาอุโบสถศีลทุกวันพระตลอดอายุได้ถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๗ อายุ ๗๐
เมื่อเด็กชายพรหมาวัยพอสมควรได้ช่วยพ่อแม่ทำงาน งานประจำคือตักน้ำ ตำข้าว ปัดกวาดทำความสะอาดบ้านเรือนเป็นการตอบแทนบุญคุณของบิดามารดาเท่าที่พอจะทำได้ตามวิสัยของเด็ก ครูบาพรหมมาได้เรียนหนังสืออักษรลานนาและไทยกลางที่บ้านจากพี่ชายที่ได้บวชเรียนแล้วได้สึกออกไป เพราะสมัยนั้นตามชนบทยังไม่มีโรงเรียนสอนกันอย่างปัจจุบันแม้แต่กระดาษจะเขียนก็หายาก ผู้สอนคือพี่ชายก็มีงานมาก ไม่ค่อยได้อยู่สอนเป็นประจำ จึงเป็นการยากแก่การเล่าเรียน อาศัยความตั้งใจและความอดทนเป็นกำลังจึงพออ่านออกเขียนได้
ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา
เมื่ออายุ ๑๕ ปี ครูบาได้ขอบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดป่าเ**ยง ตำบลแม่แรง อำเภอปากบ่วง (ป่าซางในปัจจุบัน) จ.ลำพูน โดยมีเจ้าอธิการแก้ว ขัตติโย เป็นพระอุปัชฌาย์ และเมื่ออายุครบบวช จึงได้ทำการอุปสมบท ณ วัดป่าเ**ยง เมื่อวันที่ ๑๖ ม.ค. ๒๔๖๑ เจ้าอธิการแก้ว ขัตติโย (ครูบาขัตติยะ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ฮอน โพธิโก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์สม สุวินโท เป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้รับฉายาว่า"พรหมจักโก" ซึ่งท่านได้หมั่นศึกษาเล่าเรียน และได้สอบผ่านนักธรรมในปี พ.ศ.๒๔๖๒
ลุถึงอายุ ๒๔ พรรษาที่ ๔ วันอังคารที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๔ เดือนเพ็ญ ๘ (เดือน ๑๐ทางหนือ) ซึ่งเป็นวันเข้าพรรษา ครูบาพรหมาได้ตัดสนใจกราบลาพระอุปัชฌาย์ โยมพ่อ โยมแม่ พร้อมทั้งญาติพี่น้องเพื่อออกไปอยู่ป่าบำเพ็ญสมณธรรม เมื่อเดินทางออกจากวัด ท่านได้มุ่งตรงสู่ดอยน้อย ซึ่งตั้งอยู่ฝากแม่น้ำปิง เขต อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ระยะทางประมาณ ๑๒ กิโลเมตร มีสามเณรอุ่นเรือน (ต่อมาเป็นพระอธิการอุ่นเรือน โพธิโก วัดบ้านหวาย) ติดตามไปด้วย วันต่อมาก็มีท่านพระครูพิทักษ์พลธรรม (ครูบาหวัน วัดป่าเ**ยง) ได้กรุณาติดตามไปอีกท่าหนึ่ง โดยได้พักจำพรรษาอยู่ในศาลาเก่าคนละหลัง บำเพ็ญสมณธรรมได้รับความอุปถัมภ์จากญาติโยมที่อยู่แถวนั้นเป็นอย่างดี พอออกพรรษาท่านครูบาพร้อมคณะที่ติดตามได้พากันเดินทางกลับมาคาราวะพระอุปัชฌาย์ พักอยู่ ๓ คืนก็ได้กราบลาท่านพระอุปัชฌาย์เพื่อเดินทางสู่ป่า พอได้เวลาประมาณตี ๓ ก็ถือเอาบาตร จีวรกับหนังสือ ๒-๓ เล่ม พร้อมทั้งกาน้ำและผ้ากรองน้ำและออกเดินทางเข้าสู่ป่า เพื่อแสวงหา ความสงบ บำเพ็ญสมณธรรมให้เต็มความสามารถน้อมจิตไปในทางปฏิบัติ
ครูบาท่านออกธุดงค์ ไปตามป่าเขาเกือบทุกจังหวัดในภาคเหนือ เดินทางเข้าไปเขตพม่าและจำพรรษาอยู่ในเขตพม่าเป็นเวลานาน ๕ ปี หรือตามหมู่บ้านกระเหรี่ยงชาวเขา จนท่านครูบาสามารถพูดภาษากระเหรี่ยงได้เป็นอย่างดี
เมื่อคราวจำพรรษาอยู่ในที่ต่างๆ ท่านถือธุดงค์วัตร อยู่ป่าเป็นวัตร ออกบิณฑบาตเป็นกิจวัตร ฉันภัตตาหารวันละ ๑ มื้อ นุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ภายหลังจากที่ท่านครูบาพรหมาได้ออกจาริกธุดงค์ไปตามป่า ตามนิคมต่างๆ หลายแห่งเป็นเวลา ๒๐ พรรษา ท่านได้ต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคได้รับความสุข ความทุกข์ ความลำบาก บางครั้งไม่ได้ฉันท์ภัตตาหาร ๑-๒ วัน ท่านเพียรพยายามอดทนด้วยวัตรปฏิบัติอันเคร่งครัดที่สุด
หลังจากที่ท่านได้เดินธุดงค์ไปตามป่าและตามนิคมหลายที่หลายแห่งเป็นเวลานานหลายสิบปี ได้รับความสุข ความทุกข์ทรมาน ได้ผ่านประสบการณ์มามากต่อมากแล้ว ท่านก็ได้มาพักอยู่วัดป่าหนองเจดีย์ ตำบลท่าตุ้ม อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นวัดร้างมาหลายร้อยปี ตามคำนิมนต์ของครูบาอาจารย์ญาติโยม ได้มาประจำอยู่ที่นั้น ๔ พรรษา หลังจากนั้นก็ได้ย้ายมาอยู่วัดพระพุทธบาทตากผ้า อันเป็นปูชนียสถานสำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นวัดร้างมาตั้งพันกว่าปีได้ อยู่ได้พรรษาเดียวก็ได้ย้ายไปอยู่ป่าม่อนมะหิน ประจำอยู่ที่นั่น ๒ พรรษาแล้วได้ย้ายไปอยู่วัดป่าหนองเจดีย์อีก ๒ พรรษา
พ.ศ.๒๔๙๑ ท่านจึงได้กลับมาจำพรรษา ณ วัดพระพุทธบาทตากผ้า และได้จำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม้ท่านจะชราภาพและได้จำพรรษาในวัดเป็นประจำแล้ว แต่ท่านยังถือธุดงค์ศรัทธาเป็นประจำ ในฤดูแล้งปีไหนมีโอกาส ท่านก็อุตส่าห์พาภิกษุสามเณรไปเดินธุดงค์อยู่ตามป่าหรือป่าช้าเป็นครั้งคราว เพื่อให้ลูกศิษย์ลูกหาได้ทราบปฏิปทาในการเดินธุดงค์ แล้วกลับมาจำพรรษาที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ยังวัด
ท่านพร่ำสอนลูกศิษย์ลูกหาให้อยู่ในศีลธรรม จัดตั้งสำนักโรงเรียนพระปริยัติ นักธรรมบาลี จัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมวิปัสสนากัมมัฏฐาน พัฒนาวัดพระพุทธบาทตากผ้าให้เจริญรุ่งเรืองจนได้รับการยกย่องว่าเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างที่มีความสำคัญทางศาสนาแห่งหนึ่งของจังหวัดลำพูน และด้วยการสั่งสมบุญบารมี คุณงามความดีของท่านนี้เองทำให้ ท่านได้รับความเคารพศรัทธาจากพระภิกษุสงฆ์ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ศรัทธาประชาชนทุกเพศทุกวัยทั้งในประเทศ และนานาประเทศ พระครูบาเจ้าพรหมา พรหมจักโก ทรงไว้ซึ่งคุณแห่งพระสุปฏิปันโน พระอริยสงฆ์ ผู้มีความบริสุทธิ์ ปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิงมีจริยาวัตรอันงดงาม มีวัตรปฏิบัติเคร่งครัด มีปฏิปทาอันอุดมและมั่นคง บำเพ็ญสมณธรรมอยู่เนืองนิจ คือผู้นำประโยชน์ความสุข ความสงบให้เกิดแก่หมู่คณะ ทรงไว้คือสังฆรัตนะคุณควรบูชาสักการะแก่มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย
มรณภาพ
ครูบาเจ้าพรหมจักรได้บำเพ็ญสมณธรรมจนเข้าสู่วัยชราภาพ สังขารของท่านชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา อาการเจ็บไข้ได้ป่วยจึงเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ท่านครูบาเจ้าได้เข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ ก่อนที่ท่านครูบาท่านจะละสังขาร ท่านครูบาได้ตื่นจากจำวัด แต่เช้าปฏิบัติธรรมตามกิจวัตร เมื่อถึงเวลาท่านลุกนั่งสมาธิ สำรวมจิตตั้งมั่นสงบระงับ ครูบาเจ้าพรหมจักรได้ดับขันธ์ (มรณภาพ) ในท่านั่งสมาธิภานา เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๒๗ เวลา ๐๖.๐๐ น.อายุ ๘๗ ปี ๖๗ พรรษา คณะศิษยานุศิษย์ได้ตั้งศพบำเพ็ญกุศลเป็นเวลา ๓ ปี ได้รับพระราชทานเพลิงศพ วันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๑ ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จมาพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงครูบาเจ้าพรหมจักรด้วยพระองค์เอง หลังจากพระราชทานเพลิงเสร็จสิ้นแล้วได้เก็บอัฐิ ปรากฏว่าอัฐิของครูบาเจ้าพรหมจักรได้กลายเป็นพระธาตุ มีวรรณะสีต่างๆ หลายสี
ธรรมโอวาท
๑. คนโง่เอาใจไว้ที่ปาก คนฉลาดเอาปากไว้ที่ใจ
๒. "ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอให้ท่านทั้งหลายจงเก็บกำข้อธรรมะไว้ประจำจิตประจำใจ ธรรมะที่ควรตั้งไว้ในจิตในใจนั้น ท่านแสดงไว้ ๔ ประการด้วยกัน
ข้อ ๑. ปัญญา ความรอบรู้
ข้อ ๒. สัจจะ ความจริงใจ คือประพฤติสิ่งใดก็ให้ได้จริง
ข้อ ๓. จาคะ สละสิ่งเป็นข้าศึกแก่ความจริงใจ และ
ข้อ ๔. อุปปสมะ สงบใจจากสิ่งเป็นข้าศึกแก่ความสงบรวมเป็น ๔ ประการด้วยกัน
ท่านทั้งหลาย ธรรมะ ๔ ประการนี้ ท่านเรียกว่า อธิษฐานธรรม คือ ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ มี ๔ อย่างตามใจความที่ได้กล่าวมานี้"

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
พรรณวดี (30-01-11), พุทธรักษา (06-02-11), ก้อนดิน (12-07-11), จิตประภัสสร (29-01-11), ปาริฉัตรมณี (29-01-11), Nakamura (30-01-11), Pual_J (14-02-13), Rich (29-01-11)
  #2  
เก่า 29-01-11, 10:58
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,096
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,841
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,797 ครั้ง ใน 77,797 ข้อความ
พลังบุญ: 56497
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile คนโง่เอาใจไว้ที่ปาก คนฉลาดเอาปากไว้ที่ใจ

คนโง่เอาใจไว้ที่ปาก คนฉลาดเอาปากไว้ที่ใจ, คนฉลาดเอาปากไว้ที่ใจจะปากหนัก (ไม่ค่อยจะพูดมาก) คนโง่เอาใจไว้ที่ปาก ใจมันไม่อยู่ที่ตัวใจมันไปอยู่ที่ปาก มันจึงพูดไปวันยังค่ำ คนฉลาดเอาปากไว้ที่ใจ ความสำคัญของตัวเองที่จะเข้าใจกันไว้
ตัวของคนเราแต่ละคนมีความสำคัญ ๆ อย่างไร? สุดแท้แต่จะพิจารณา ความคิดพิจารณาต่างๆ กันตามทัศนะของใครของมัน ความสำคัญที่ตัวเอง……ส่วนมากผู้ที่ไม่ได้รับการศึกษา และอบรมมักจะสำคัญมั่นหมายตนเองว่า เป็นผู้รู้ เป็นผู้เก่งกว่าเขา เป็นผู้ที่มีมั่งมีกว่าเขา เป็นผู้ที่มียศถาบรรดาศักดิ์สูงกว่าเขา เห็นคนอื่นเป็นคนต่ำต้อยไปเสียหมดเห็นหน้าคน เป็นหน้าสัตว์ไปเสียหมด ! ความสำคัญอย่างนี้เป็นความสำคัญเข้าใจผิดๆ อย่างมากที่สุด
เพราะเป็นเหตุให้เกิดมานะ จองหอง ทะนงตัว เป็นไฝฝ้า หรือเป็นรั้วปิดบังความดี จะทำความดีไม่ได้ แล้วก็จะไม่ได้ความร่วมมือจากใคร ๆ ก็ไม่สอนอีกแล้ว การทะนงตัวการมีทิฐิมานะ ใครเห็นแล้วรู้แล้วก็ปล่อยเลยตามเลย ตายก็ปล่อยให้ตายไป ภาษาธรรมะว่าเป็นไฝฝ้าปิดบังความดี ความจริงน่าจะได้ดีแต่ก็ดีไม่ได้ การมีทิฐิมานะ การทระนงตัว ความจองหองมันไปปิดบังเอาไว้หมด ถือตัวเป็นใหญ่ ว่าเป็นผู้รู้ มั่งมี ผู้ดี มียศสูงศักดิ์ กว่าเขา สำคัญว่าคนอื่นต่ำต้อยกว่า เป็นความสำคัญผิด เป็นเหตุให้เกิดมานะทิฐิ จองหอง เป็นไฝฝ้าปิดหูบังตาไม่ได้บรรลุความดี
ผู้ใดเป็นดังนี้ คนทั้งหลายจะต้องตีตัวออกห่าง ใคร ๆ ก็ไม่อยากคบค้าสมาคมด้วย เรื่องนี้จึงอยากฝากให้ทุกคนจงคิดพิจารณาเห็นความสำคัญที่ตัวเอง ๆ ที่สำคัญว่าถ้าเราได้ดี ทำดี มันจะดีไปเสียทุกอย่าง ถ้าคิดผิดทาง สำคัญมั่นหมาย ตัวเรารู้ตัวเราดี ตัวเรามีอะไร ๆ ที่ยิ่งกว่าคนอื่น เห็นคนอื่นต่ำต้อยกว่า เป็นการสำคัญผิด เป็นเหตุให้เกิดมานะทิฐิจองหอง ไม่ยอมลดข้อให้ใครในที่สุดจะมีความได้อย่างไร
ใครคนใดที่เป็นอย่างนี้ ยากที่ใครจะชอบ ใครอยู่ใกล้ก็จะตีตัวออกห่างและไม่คิดจะอยู่ใกล้ แล้วเขาจะกลายเป็นคนที่เป็นปัญหาของสังคม เป็นที่น่ารังเกียจ ไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย ภาษาธรรมะเรียกว่า "เป็นกิเลสเครื่องเศร้าหมองหมักดองอยู่ในสันดานของเขา คนดีสละละเสียซึ่งความมั่นหมาย"
แต่ตรงกันข้าม ถ้าใครมาเห็นความสำคัญที่ตัวเองด้วยการพินิจพิจารณาตามหลักที่ว่า "อัตตัญญุตา" คือ ความรู้จักตนเองว่า มาด้วยชาติ ว่ามาด้วยตระกูล ๆ ไหน ? สูงหรือต่ำอย่างไร ? ว่าด้วยยศศักดิ์ เรามียศ มีวิทยฐานะอย่างไร เป็นกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน เป็นครูบาอาจารย์ เป็นมหาเปรียญ เป็นเจ้าคุณ หรือพระครู หรือเป็นลูกวัดเขา เป็นลูกน้องเขา อะไรเหล่านี้เป็นต้น แล้วมาตั้งตัวตั้งตนอยู่ดี ตามฐานะของตน อยู่พอดิบพอดี กิริยาเป็นระเบียบเรียบร้อย ละมุนละไมมีศีลาจารวัตร งดงาม ใครเห็นก็น่าดูน่ารัก พูดจาปราศรัยออกมาใครได้ยินก็น่าฟัง น่าเอ็นดู พวกเด็ก ๆ ก็มีความเคารพ มิตรสหายก็มีความรักใคร่ ผู้หลักผู้ใหญ่มีความกรุณาเอ็นดู …….คนที่วางตัวอย่างนี้ สำคัญมั่นหมายตัวอย่างนี้นับว่าเป็นคนดี ไม่มีข้าศึกศัตรูที่ไหนมา เด็ก ๆ ก็มีความเคารพ มิตรสหายรุ่นเดียวกัน หรือต่างรุ่นก็รักใคร่ ผู้ใหญ่ก็ให้ความเอ็นดู เขาก็จะได้อยู่เย็นเป็นสุข ไม่อยู่ร้อนนอนทุกข์ เป็นคนดีมีชื่อเสียง ใครเขาก็สรรเสริญเยินยอด้วยความจริงใจ
"อัตตัญญูตา" คือ ความรู้จักตน และก็ประพฤติปฏิบัติให้สมกับฐานะของตัว ว่าฐานะของเราเป็นอย่างไร? และวัด บ้าน โรงเรียน สถานที่ราชการ เราควรวางตัว ทำตัวอย่างไร มันมีคนพร้อมหมด เช่น พระเณร ก็มี ชาวบ้าน นักเรียนก็มี ทหารตำรวจ นายสิบนายพัน ปริญญาตรี โท เอก ก็มี นี่เป็นวิทยฐานะและใครก็ไม่ได้ถือตัวว่าเรามีวิทยฐานะอย่างไร อันนี้ขอฝากไว้เป็นข้อคิด อยู่พอเหมาะพอดีมีศีลาจารวัตรอันงดงาม สงบเสงี่ยมเจี่ยมตัว การพูดจาปราศัยก็พูดเฉพาะที่จะเป็น ที่ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องพูด การที่จะพูดจาอะไรจะต้องนึกคิดพิจารณาเสียก่อน ใช้สติสัมปชัญญะไตรตรองให้รอบคอบเสียก่อนว่าสมควรหรือไม่ อย่างนี้เป็นการดี จะทำอะไร อย่าให้ขาดสติสัมปชัญญะ อย่าทำอะไรเหมือนคนตาบอด อย่าให้เข้าทำนองที่กล่าวว่า "คนโง่เอาใจไว้ที่ปาก" คือ คิดอะไรก็ไหลออกปากทันที จะไม่ดี
ส่วน "คนฉลาดเขาเอาปากไว้ที่ใจ" คือ เวลาเขาจะพูด เขาจะคิดไตร่ตรอง ย้อนแล้วย้อนอีกว่าจะมีผลดี ผลเสีย และมีผลกระทบทั้งส่วนตนเองและคนรอบข้าง อย่างไร หรือไม่ ? ซึ่งเขาจะกลั่นกรองเสียก่อนจึงพูดออกมา อันนี้ให้จำใส่ใจเอาไว้ นี้คือ "อัตตัญญุตา" คือการรู้จักวางตนหรือทำตนอย่างไร?
นอกจากรู้จักตน ตั้งตนให้อยู่พอเหมาะพอดี แล้วก็จงพยายามพัฒนาตนเองให้เป็นที่พึ่งของตัวเองได้ด้วย อย่าได้คอยแต่จะพึ่งพาอาศัยคนอื่น เช่นว่าเราเป็นเด็กไม่รู้เดียงสา ตอนนั้น เราก็จะพึ่งพาอาศัยพ่อแม่เราอยู่ พอโตขึ้นมาเราก็พึ่งครูอาจารย์ เมื่อมีงานการอะไรเราก็พึ่งเจ้าของกิจการ และเพื่อน มิตรสหาย แต่ผู้ที่เป็นที่พึ่งของเราอย่างนั้นเป็นได้บางอย่าง และชั่วครั้ง ชั่วคราว พึ่งได้ตามแต่เขาจะกรุณา เช่นพ่อแม่ เราพึงท่านได้ ท่านให้ความอุปการะคุณเลี้ยงดูทุกอย่างก็แต่ในช่วงที่ท่านยังแข็งแรงหรือเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อไม่อยู่ในฐานะดังกล่าวแล้ว เราก็ไม่สามารถพึ่งได้ ครูอาจารย์ก็เหมือนกันเป็นที่พึ่งของเราก็ได้เพียงการแนะนำพร่ำสอน ถ้าเราเป็นนักเรียนที่ถูกดื้อถือรั้น สอนสั่งไม่ปฏิบัติตาม ครูอาจารย์ก็จะเอาเราคือ จะไม่เมตตา หรือถ้าท่านเมตตาก็เป็นได้ช่วงหนึ่งแห่งชีวิตของเราเมื่อยังเป็นนักเรียน แต่เมื่อเราจบมาแล้ว ๆ เรายังจะต้องพึ่งครูตลอดไปคงไม่ได้
ส่วนรายอื่น ๆ ก็เช่นกัน มีเพื่อน มิตรสหาย เจ้านายที่ทำงาน หรือผู้คนรอบข้างในสังคม ถ้าเราปฏิบัติตัวเป็นคนดี ใคร ๆ เขาก็อยากคบค้าสมาคม หรือเป็นที่พึ่งพาอาศัย ในยามที่เราเดือดร้อน บางคนแม้แต่คำแนะนำเขาก็ไม่อยากช่วยเหลือเพราะเราไม่เป็นคนดีนั่นเอง …..ดังนั้นการพึ่งที่ดีที่สุด และปลอดภัยที่สุดในชีวิตก็คือ "การทำตัวเองให้ดี และก็พึ่งตัวเอง"
ข้อสำคัญที่สุดคือ การรู้จักตนเอง ควรที่จะได้นึกเน้นให้มันลึกเข้าไป พยายามฝึกหัดดัดสันดานของตัวเอง พยายามปกครองตนเองให้มันได้ ให้ตนเองเป็นที่พึ่งของตนเองได้จริง ๆ
เมื่อเรารู้แล้วอย่างนี้ว่าเราจะทำอย่างไร? เราก็พินิจพิจารณาความสำคัญที่ตัวของเราเอง จึงขอฝากไว้เป็นที่พิจารณาว่าตัวของเราเป็นสิ่งที่สำคัญ อะไรที่ไหน ทุกสิ่งทุกอย่าง ร้ายดีถี่ห่างอยู่ที่ตัวของเราทั้งหมด เขาจะรักเรา หรือว่าชังเราก็อยู่ที่ตัวของเรานี่แหละ ….
จงมองดูที่ตัวของเราให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ถ้าหากว่าจะติคนอื่นก็ขอให้ติตัวเราเสียก่อน จะโทษคนอื่นก็จงโทษตัวเราก่อน ถ้าตัวเราดีแล้วใครเล่าเขาจะมาติ มาด่า มาว่าเรา ทำร้ายเรา ก็ไม่มีสิ่งต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้น กับเราเป็นผลที่สืบเนื่องมาจากตัวของเรานี่เอง จงพยายามโทษที่ตัวเอง จงอย่าลืม " คนโง่เอาใจไว้ที่ปาก คนฉลาดเอาปากไว้ที่ใจ" จงพยายามฝึกหัดดัดสันดานตัวเองเข้าไว้ ให้เด็กเห็นเกิดความเคารพรัก ให้เพื่อน ๆ เห็นก็รักใคร่ ให้ผู้ใหญ่เห็นก็เอ็นดู นี้จึงนับว่าได้ทำตัวเองให้มีคุณค่าของความเป็นคนขึ้นมา

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
พรรณวดี (30-01-11), พุทธรักษา (06-02-11), ก้อนดิน (12-07-11), จิตประภัสสร (29-01-11), ปาริฉัตรมณี (29-01-11), Nakamura (30-01-11), Pual_J (14-02-13), Rich (29-01-11)
  #3  
เก่า 29-01-11, 11:06
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,096
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,841
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,797 ครั้ง ใน 77,797 ข้อความ
พลังบุญ: 56497
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile เรื่องเล่าของลูกศิษย์

ช่างเขาเถอะ...เขาเอาไปบูชา
ในพ.ศ.2524 เป็นปีที่พวกมารพระพุทธศาสนาลุกฮือขึ้นมาทำลายล้างแทบทุกรูปแบบ ซึ่งในปีดังกล่าว แม้ท่านผู้อ่านย้อนนึกถอยหลังไป ก็คงจะจำได้ดีว่า ในปีนั้น มารพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นมาหลายรูปแบบ เช่น...เอาวิญญาณร้ายมาอ้างว่า เป็นพระภิกษุรูปนั้นองค์นี้มาเข้าทรง เอาพระเกียรติของพระมหากษัตริย์หลายพระองค์มาทรงเจ้าเข้าผีหมด นอกนี้แล้วยังมีพวกมารพระพุทธศาสนาออกไปอาละวาด ขโมยพระพุทธรูป.....ตัดเศียรพระพุทธรูประบาดไปทั่วประเทศทุกภาคของประเทศไทย เป็นปีที่พระผอม แต่ผีปีศาจอ้วนพี มีเอกลาภมากมาย ปีนั้นพระพุทธรูปในพระวิหารวัดพระพุทธบาทตากผ้า อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ก็ถูกมารพระศาสนาลักขโมยเอาไป
วันรุ่งขึ้นโยมวัดได้ทราบเหตุการณ์ จึงได้นำเรื่องนี้เข้ากราบเรียนให้หลวงปู่พระสุพรหมยานเถรทราบ เมื่อสิ้นคำบอกเล่าของโยมวัด หลวงปู่ก็มีความปกติ มิได้แสดงอาการอันใดออกมา เฉยนิ่งพร้อมกับพูดขึ้นว่า "อย่าไปตกใจอะไรเลย ดีแล้ว เขาเอาไปกราบไหว้บูชา ช่างเขาเถิดนะ..." ท่านพูดจบก็ยิ้มปลอบใจโยมวัดคนนั้น คล้ายกับจะพูดว่า "ช่างเถิด อะไรจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิด กฎของความไม่เที่ยงความทุกข์ และความไม่แน่นอนจะปรากฏอยู่เสมอ ๆ ทุกเวลานาที พระนิพพาน เท่านั้นเที่ยงแท้ในโลก" ผู้เขียน นี่ถ้าหลวงปู่ยังมีความยึดมั่นถือมั่นอยู่ ก็คงจะทำให้เป็นทุกข์มาก เมื่อพระพุทธรูปหายไป
พุทธปาฏิหาริย์
เมื่อหลายสิบปีก่อนโน้น วัดพระพุทธบาทตากผ้ายังเป็นวัดป่าที่จะหาความจำเริญหูจำเริญตาไม่ค่อยจะได้ ยิ่งเป็นที่วัดหนองเจดีย์ สมัยนั้นก็เป็นวัดรกร้างหาใครเข้าไปอยู่ได้ยาก กลัวงู กลัวเสือ กลัวผีไปทุก ๆ ชนิด ที่วัดหนองเจดีย์ มีพระเจดีย์ร้างอยู่องค์หนึ่ง พระเจดีย์องค์นี้อยู่ในลักษณะทรุดโทรมหักพัง กองอิฐถูกผู้โลภหวังจะหาทรัพย์สมบัติโบราณทำลายขุดจนดูไม่ออกว่า พระเจดีย์นี้มีรูปลักษณ์แบบใดกันแน่ ต่อมาเมื่อ หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร หรือ ท่านครูบาพรหมา ได้ผ่านไปทางพระเจดีย์ร้างนี้ ก็กำหนดรู้ด้วยวาระจิตว่า ใต้ฐานเจดีย์ทิศตะวันออกมีพระพุทธรูปสำคัญอยู่องค์หนึ่ง ทั้งยังมีพระบรมธาตุอันศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย ดังนั้น หลวงปู่จึงได้ให้ญาติโยมวัดผู้อุปัฏฐากไปขุดค้นตรงบริเวณดังกล่าว ก็ได้พบกับพระแก้วมรกตองค์หนึ่งงดงามมาก พร้อมกับพระบรมธาตุในผอบอีก 111 องค์
หลวงปู่พระสุพรหมยานเถรได้อัญเชิญมาวางในที่อันควร จากนั้นได้ทำการสรงน้ำ (คือล้างดินทรายออกจากองค์พระแก้วมรกต) ก็ปรากฏเป็นแสงสว่างเขียวงามตาไปทั่วบริเวณ ส่วนพระบรมธาตุ 111 องค์ หลวงปู่ได้ทำการอัญเชิญสรงน้ำด้วยเครื่องหอม น้ำอบ และแก่นจันทน์ พอตกกลางคืน ก็ปรากฏว่ามีแสงสีสว่างจ้าทุกคืน
อัญเชิญประดิษฐานไว้สักการะ
ความอัศจรรย์กับพระบรมธาตุศักดิ์สิทธิ์ จะเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน ผู้เขียนได้กราบเรียนถามศิษย์ใกล้ชิดของท่านคือ....ครูบาเขื่อนคำ อัตตสันโต เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ก็ได้รับคำยืนยันว่า.....
เป็นความจริงนะโยม ครูบาพรหมาท่านเก็บรักษาบูชาของทั้งสองอย่างอยู่ไม่นานนัก เพราะท่านกำหนดรู้ถึงความไม่ปลอดภัยของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองอย่างนี้ ดังนั้น ท่านครูบาพรหมาจึงได้นำอัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบรมธาตุทั้ง 111 องค์ ตรงไปยังวัดป่าเ**ยง เพื่อทำการอัญเชิญบรรจุในพระเจดีย์ พอไปถึงวัดป่าเ**ยง ท่านครูบาพรหมาต้องผิดหวัง เพราะว่าท่านเจ้าอาวาสท่านปฏิเสธที่จะรับของอันมีค่านี้ไว้
ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าเ**ยงก็ได้แนะนำให้ท่านครูบาพรหมาอัญเชิญไปบรรจุ ณ วัดหนองเงือกทันที เพราะขณะนั้นวัดหนองเงือกกำลังก่อสร้างพระเจดีย์ เมื่อครูบาพรหมารีบนำพระแก้วมรกต และพระบรมธาตุไปที่วัดหนองเงือก ท่านเจ้าอาวาสวัดหนองเงือก ก็รับเอาไว้ด้วยปีติยินดี
แล้วได้ทำการอัญเชิญประดิษฐานลง ณ พระเจดีย์ดังกล่าว เพื่อเป็นที่สักการบูชาของคณะศรัทธาญาติโยมต่อไป
เหตุที่เร่งด่วน
ความเป็นผู้มีญาณรู้ของท่านครูบาพรหมานั้น นับเป็นเรื่องอัศจรรย์มาก อาตมาเคยได้ประจักษ์มาแล้ว โยมคงสงสัยว่า ทำไมหนอท่านครูบาพรหมา จึงนำสิ่งอันล้ำค่านั้น รีบร้อนไปบรรจุไว้ แรก ๆ อาตมาก็สงสัยเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ประจักษ์ด้วยเหตุผลของท่าน.....
ท่านครูบาเขื่อนคำ อัตตสันโต ท่านได้กรุณาเล่าต่อไปว่า
ภายหลังจากท่านครูบาพรหมา อัญเชิญพระพุทธรูปแก้วมรกต และพระบรมธาตุ ไปบรรจุ ณ พระเจดีย์วัดหนองเงือกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อยู่ต่อมาเพียงสามวัน เรื่องการพบของอันมีค่าของครูบา ได้ยินเข้าหูของเจ้าหลวง ผู้ครองนครเมืองลำพูนว่า
"พระครูบาฯ ได้พบพระแก้วมรกต"
จึงได้สั่งให้คนรับใช้เดินทางมาบอกเจ้าอาวาสวัดหนองเงือก
"จงนำพระแก้วมรกต ที่ได้จากวัดหนองเจดีย์ ไปให้เจ้าหลวงลำพูนชมเป็นการด่วน"
(สมัยนั้นเจ้าหลวงเป็นใหญ่ มีอำนาจมาก)
ครั้นพอรุ่งเช้า ท่านเจ้าอาวาสวัดหนองเงือกพร้อมด้วยเด็กวัด ได้ออกเดินทางโดยเท้าเปล่า ไปพบเจ้าผู้ครองเมืองลำพูน ก็น่าสงสารท่านเจ้าอาวาสรถรามีที่ไหน เดินตัวปลิวไปถึงในเมือง ระยะทางจากบ้านหนองเงือก ถึงอำเภอป่าซาง ก็ประมาณ 15 กม. เมื่อมาถึงจวนเจ้าเมือง ก่อนจะเข้าคุ้มหลวง ก็ต้องหยุดพักเหนื่อยนุ่งห่มให้เรียบร้อย แล้วเดินเข้าคุ้มหลวงไปถึงบนบ้าน ท่านเจ้าหลวง ก็ออกมาต้อนรับทันที พร้อมนมัสการเอ่ยปากถามว่า
"ท่านครูบาได้พระแก้วมรกตจริงไหม"
ท่านเจ้าอาวาสวัดหนองเงือก ก็ตอบว่า
"เจริญพร เป็นความจริงแต่เวลานี้ได้อัญเชิญบรรจุในพระธาตุเจดีย์เสียแล้ว"
เจ้าหลวงก็พูดว่า
"ถ้าไม่เอาบรรจุก็จะขอมาดูชม เมื่อเอาบรรจุแล้ว ก็ไม่เป็นไร เรื่องของเรื่องที่ให้มาพบก็มีเท่านี้"
เสร็จแล้ว ท่านเจ้าอาวาสวัดหนองเงือก ก็เจริญพรลากลับในตอนเย็นวันนั้นเอง ในความคิดของอาตมา ก็คิดว่าท่านครูบาพรหมาท่านรีบร้อนอัญเชิญไปบรรจุก็ด้วยสาเหตุ ที่ท่านรู้ความจริงในข้อนี้ จากอำนาจจิต อนาคตังสญาณ คือ รู้ว่าอนาคตจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ดังนั้น ครูบาพรหมาจึงพยายามมองหาสถานที่อันมั่นคง เก็บรักษาองค์พระแก้วมรกตและพระบรมธาตุ มิให้ตกไปเป็นสมบัติของผู้ใดใครคนหนึ่ง ท่านประสงค์ที่จะให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของประชาชน โดยส่วนรวม
พระครูขี้เหนียว
ท่านผู้อ่านที่เคารพ ท่านทั้งหลายคงจะเคยได้อ่านประวัติอันดีงาม มีความเสียสละอย่างใหญ่หลวงของ ท่านพระครูขี้หอม ผู้บูรณะพระธาตุพนมมาแล้ว คราวนี้ลองมาอ่านปฏิปทาของ ท่านพระครูขี้เหนียว ดูบ้าง
ซึ่ง หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร ได้เล่าให้ ครูบาเขื่อนคำ อัตตสันโต ฟัง แล้วได้ขยายมาสู่ผู้เขียน...ผู้อ่านโดยลำดับดังนี้
"อาตมาได้รับฟังมาจากท่านครูบาพรหมา หลวงปู่ของเรา ได้เล่าว่า มีท่านพระครูรูปหนึ่ง ท่านก็อยู่ที่วัดในตัวเมือง ท่านพระครูรูปนี้ ท่านตระหนี่ถี่เหนียวมาก เป็นที่เล่าลือว่า ถ้าใครไปขอสิ่งของอะไรก็ตามจากท่าน แม้ผู้นั้นได้ของของท่านมาก็นับว่า ยอดเยี่ยมที่สุด ครูบาพรหมาของเรา รู้ข่าวก็อยากจะไปพิสูจน์ว่า "ดูซิว่าคนขี้เหนียวน่ะมันเป็นอย่างไร มีหน้าตายังไงกันหนอ" ท่านครูบาคิดอย่างนั้นแล้ว ก็สู้อุตส่าห์เดินทางไปยังวัดของท่านพระครูรูปนั้นทันที เมื่อเดินขึ้นไปบนกุฏิ ก็พบท่านพระครูขี้เหนียวท่านอยู่พอดี จึงเข้ากราบไหว้ตามธรรมเนียมพร้อมกับพูดขึ้นว่า.....
"วันนี้ขอเมตตาถุงย่ามกับท่านพระครูสักใบ"
ท่านพระครูได้ยินดังนั้น ก็ส่งเสียงดังใส่ครูบาพรหมาว่า....
"แม้แต่ถุงย่ามก็ไม่มีหรือ ?" ท่านพระครูพูดแล้วมองหน้า
ทันใดนั้น ท่านก็เดินเข้าห้องไป ขากลับมาในมือก็ถือถุงย่ามเก่ายื่นให้ 1 ใบ พร้อมกับในย่ามก็มีแปรงสีฟันและยาสีฟัน 1 หลอด เมื่อท่านครูบาพรหมารับเอาไว้แล้ว ก็ได้แสดงความขอบคุณพร้อมกับลากลับ"
นี่เป็นการแสดงให้เห็นได้ว่า ท่านหลวงปู่พระสุพรหมยานเถรสามารถเอาชนะคนขี้เหนียวตระหนี่ให้กลายเป็นคนเสียสละ รู้จักการให้ทานได้ อย่างเช่น ท่านพระครูขี้เหนียวรูปนี้ เป็นต้น
คนชอบขอ
ผู้ขออาจเป็นโรคจิตชนิดหนึ่งก็ว่าได้ เพราะเขาจะขอทุกอย่าง ไม่ว่าครูบาอาจารย์จะทำอะไรอยู่ ถืออะไรอยู่ จับอะไรอยู่ หรือจะห่มอะไรอยู่ ผู้มีนิสัยขี้ขอ ก็ขอทุกอย่างทุกชนิดไป ไม่เคยคิดพิจารณาว่า ควรหรือไม่ควร ดังสมัยหนึ่ง ครูบาเขื่อนคำ อัตตสันโต ท่านได้เล่าให้ฟังว่า
"มีพระทางภาคกลาง มีวัดอยู่ในกรุงเทพฯ มาถึงวัดพระพุทธบาทตากผ้า ก็ได้พยายามเมียงมองอยู่เป็นเวลาพอสมควร พอผู้คนเริ่มน้อยลง พระภิกษุรูปนั้น ก็ปราดเข้ามากราบท่านครูบา พร้อมกับพูดว่า
"กระผมมาจากกรุงเทพฯ ตั้งใจจะมาขอสิ่งที่ครูบามีอยู่ คือ จีวรที่ครูบาห่ออยู่นี้สักผืนหนึ่งขอรับ"
พอพูดจบคำว่า " ขอ....รับ" แล้ว ท่านครูบาพรหมาก็ได้ถามขึ้นว่า
"จะเอาไปทำไม ?"
พระภิกษุรูปนั้นก็พูดว่า
"จะนำไปตัดเป็นชิ้น ๆ เพื่อทำเป็นวัตถุมงคล"
ความจริงเรื่องอย่างนี้ ครูบาถูกขอมาแล้วจำนวนไม่น้อย บ้างก็เอาไปทำประโยชน์จริง ๆ แต่บางรายเอาไปทำประโยชน์ใส่ย่าม ใส่กระเป๋าก็ไม่น้อยเหมือนกัน.....
แต่ด้วยจิตใจเมตตาของท่าน ครูบาท่านไม่เคยขัดใครในเรื่องเช่นนี้ ท่านเมตตาสงเคราะห์ด้วยจิตใจยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะ ทาน ศีล ภาวนา เป็นแนวทางธรรมที่ท่านครูบาพรหมา พรหมจักโก ได้ตั้งใจดำเนินจิตใจมาอย่างมั่นคงจนวันสุดท้ายแห่งชีวิตของท่าน
ล่วงรู้เหตุการณ์
สำหรับความอัศจรรย์ที่เกิดกับจิตใจของผู้ประสบเหตุการณ์ได้นำมาเล่าเป็นที่น่าสนใจมาก หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร แห่งวัดพระพุทธบาทตากผ้า อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ท่านมีจิตสัมผัสรู้ด้วยปัจจุปปันนังสญาณ คือ กำหนดรู้ถึงเหตุปัจจุบันจนเป็นที่ยอมรับของพระภิกษุสามเณรเลยทีเดียว ดังมีเรื่องเล่าสู่กันฟังดังนี้
หลวงปู่พระสุพรหมยานเถรหรือหลวงพ่อวัดพระพุทธบาทตากผ้า จังหวัดลำพูน ท่านสามารถล่วงรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์มาก โดยเฉพาะภายในวัดพระพุทธบาทตากผ้านั้น พระภิกษุรูปใด จะทำอะไรที่ไหน มีความคิดอย่างไร จะทำอะไร ถูกหรือผิดพระวินัยแค่ไหน หลวงปู่จะล่วงรู้ได้จนหมดสิ้น จากนั้น ท่านจะให้พระเณรไปตามตัวมา เมื่อมานั่งตรงหน้าแล้ว หลวงปู่จะเอ่ยปากทักท้วงขึ้นทันที ตรงใจ และความคิดของพระรูปนั้น ๆ เลยทีเดียว
ความที่ครูบาพรหมา สามารถรู้เห็นเหมือนกับได้ไปเห็นมากับตาของท่านเองนี้ เป็นที่ยำเกรง และไม่มีพระเณรรูปใดกล้าทำความผิด ตรงกันข้ามพระเณรจะเคร่งครัด มีระเบียบวินัยมาก
หิวเหลือเกิน
ครั้งหนึ่งอาจารย์ปถัมภ์ เรียนเมฆ ได้ไปบวชอยู่ ณ วัดพระพุทธบาทตากผ้า เมื่อบวชแล้วหลวงปู่ได้จัดที่อยู่จำพรรษาให้ท้ายวัด จะมีกุฏิหลังหนึ่ง มีที่นั่งสมาธิภาวนา มีที่เดินจงกรม โดยไม่ให้เข้าหมู่ ให้บำเพ็ญภาวนาโดยตลอด สองวันล่วงไป ที่พระบวชใหม่ฉันอาหารเพียงมื้อเดียว ก็เห็นทีสุดจะทน เกิดความหิวขึ้นมา สิ่งแรกที่นึกคิดเวลานั้น
"แหม....หิวเหลือเกิน ถ้าได้น้ำหวานสักขวดสองขวด ก็คงจะช่วยบรรเทาเอาไว้ได้นะนี่..."
อาจารย์ปถัมภ์ หรือหลวงพี่ปถัมภ์ คิดแล้วก็แล้วไป นั่งสมาธิเดินจงกรมไปตามหน้าที่ สักพักเดียวเท่านั้น ท่านก็ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามายังกุฏิ พอมาถึงก็พบว่าเป็นพระภิกษุสองรูป ได้นำน้ำหวาน (น้ำอัดลม) ใส่ลังมาวางไว้ ทั้งได้พูดขึ้นว่า....
"ท่านหลวงพ่อครูบา ให้กระผมนำน้ำหวานมาถวาย ท่านว่าพระปถัมภ์หิวจะเป็นลมอยู่แล้ว อยากได้สองขวด เลยยกมาให้ทั้งลังเลยทีเดียว"
หลวงพี่ปถัมภ์ หรืออาจารย์ปถัมภ์ ได้ฟังถึงกับขนลุกซู่ ๆ เลยทีเดียว
รู้ลึกถึงจิตที่คิดนึก
เมื่อพระภิกษุปถัมภ์ บวชเป็นพระใหม่ ก็ตั้งใจจะปฏิบัติให้เต็มที่ เพราะเวลาการบวชนั้นน้อยมาก จึงพยายามนั่งสมาธิภาวนา เดินจงกรมตลอดเวลา ส่วนตอนเช้ามืดก็ปฏิบัติ ตอนเย็นค่ำ หลังจากสวดมนต์แล้ว ก็ปฏิบัติ ฟังธรรมะ ประกอบสติอารมณ์ไปด้วย หลังจากฟังธรรมะในตอนหนึ่ง ก็เกิดความสงสัย แต่ไม่กล้าถาม หลังจากแยกไปกุฏิของตนแล้ว พระปถัมภ์ก็เดินคิดไปเรื่อย ๆ ตอนกลับกุฏิว่า
"แหม เมื่อสักครูนี้ หลวงพ่ออธิบายธรรมะไม่กระจ่างเลย น่าจะอธิบายซ้ำอีกนิด จะได้เข้าใจได้ถูกต้อง"
นึกคิดไปแค่นั้นก็ปล่อยวาง พอดีเดินผ่านห้องน้ำ ก็เลยแวะเข้าห้องน้ำก่อน จากนั้นก็ตรงไปยังกุฏิท้ายวัด เดินไปได้หน่อย สายตาก็ไปสะดุดหยุดลงที่หน้ากุฏิ หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร เห็นท่านนั่งอยู่ก่อนแล้ว จึงเข้าไปกราบแล้วได้ถามขึ้นว่า....
"หลวงพ่อมีอะไร จะใช้กระผมหรือครับ"
หลวงปู่ท่านพูดขึ้นช้า ๆ และชัดเจนว่า
"อาตมามารออยู่ เพื่อจะอธิบายธรรมะที่สงสัยเมื่อสักครู่นี้ ให้คุณปถัมภ์คลายจิตใจ...!"
พูดจบ ท่านก็แสดงธรรมะอธิบายตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นเวลา 1 ชั่วโมงเศษ ๆ ขณะฟังธรรมจากหลวงปู่พระภิกษุปถัมภ์ หรือหลวงพี่ปถัมภ์ เรียนเมฆ นั่งหลับตานึกอัศจรรย์ใจ ทำให้เกิดปีติอย่างหนักที่หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร ท่านสามารถรู้วาระจิตของทุกคนที่คิดในปัจจุบันอย่างแม่นยำ
บังเกิดความเชื่อมั่นในคุณธรรมของท่านอย่างไม่มีข้อสงสัย ขนลุกเกรียว ๆ เลยทีเดียว เมื่อแสดงธรรมะจบแล้ว หลวงปู่ก็ได้ถามว่า
"เป็นไงคุณปถัมภ์ เข้าใจหรือยัง หายสงสัยหรือเปล่าล่ะ ?"
พระภิกษุปถัมภ์ตอบว่า....
"เข้าใจชัดเจนเลยครับผม...หายสงสัยแล้วขอรับ"
ครับนี่เป็นตอนหนึ่งที่ผู้เขียนเคยได้รับฟังจากอาจารย์ปถัมภ์ เรียนเมฆ บ.ก.คนพ้นโลก
คำเตือนของหลวงปู่
อดีต ปัจจุบัน อนาคต ถ้าจะพูดไปก็จะหาว่า ผู้เขียนยกย่อง หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร มากจนเกินไป แต่เท่าที่สายตาของคณะศรัทธาญาติโยมทั้งหลาย เคยได้ไปกราบ เคยได้สดับตรับฟังมา....
ประวัติความเป็นจริงของหลวงปู่พระสุพรหมยานเถร แห่งวัดพระพุทธบาทตากผ้า ไม่เคยมีอะไรด่างพร้อยและไม่เคยพูดอะไรให้เป็นเรื่องตลกพกลม ดังนั้น ผู้เขียนจึงกล้าเขียนด้วยหลักความจริง เพื่อเป็นอนุสรณ์ถวายแด่ท่านในครั้งนี้....
คำเตือนของหลวงปู่ ผู้เขียนถือเป็นคำอมตะ ท่านเคยสอนไว้ว่า....
"เธอเป็นนักเขียนธรรมะ จงพยายามพูดไปตามความจริงที่ครูบาอาจารย์ท่านสอน อย่าเกินเลยไปกว่านั้นนะ ไม่ดี อายุจะสั้น"
คำว่า อายุจะสั้น ก็คือ ความไม่เจริญนั่นเอง ท่านผู้อ่านที่เคารพ ลองอ่านเรื่องราวของหลวงปู่พระสุพรหมยานเถร แห่งวัดพระพุทธบาทตากผ้า อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน จากคณะศิษย์ของท่านบ้าง แต่.....ท่านต้องเข้าใจเสียก่อนนะครับว่า การที่หลวงปู่วัดพระพุทธบาทฯ ไม่ค่อยจะพูดอย่างโจ่งแจ้งก็เพราะไม่อยากให้ใครมาตำหนิว่าเป็นการโอ้อวด แต่สิ่งที่ท่านทักท้วงมักเจอเหตุการณ์เสมอ ๆ
เตือนแล้วยังเถียง
วันหนึ่ง หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร ได้ถูกนิมนต์ไปในงานศพ ขณะนั่งอยู่ในที่อันเป็นอาสนะ สายตาก็เหลือบเห็นเส้นลวดขนาดเขื่อง พาดผ่านมาตรงหน้า ท่านก็ได้เรียกเจ้าของงานมาถามว่า
"โยมเส้นลวดที่ผ่านมานี้ จะเอามาทำอะไรหรือ..."
ก็ได้รับคำตอบจากเจ้าภาพงานศพว่า....
"จะจุดบ้องไฟ (ลูกหนู) ผ่านมาทางนี้ครับ"
(หมายเหตุ ศพที่สำคัญ ๆ มีฐานะ จะมีการจุดลูกหนู ให้วิ่งไปตามสายลวด แล้วอาศัยแรงเหวี่ยงไปปะทะกับยอดปราสาทโลงศพ ก็จะคว้ารางวัลไปคือเป็นผู้ชนะ เป็นการละเล่นที่ตื่นเต้นชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นการเสี่ยงกับความตายอีกศพหนึ่ง)
เมื่อหลวงปู่พระสุพรหมยานเถรได้ฟังอย่างนั้น ก็ได้ทักท้วงขึ้นว่า
"ควรจะเอาผ่านไปทางอื่น อาตมากลัวว่า มันจะเกิดอันตรายเมื่อสายลวดมันขาด แล้วบ้องไฟมันจะวิ่งมาชนคนที่อยู่ข้างหน้า"
คำเตือนนี้ ได้รับคำปฏิเสธจากเจ้าภาพงานศพว่า
"คนที่ทำบ้องไฟ เขาเก่งมาก ไปจุดมาแล้วหลายงาน ไม่เคยปรากฏว่ามีอันตราย"
หลวงปู่พระสุพรหมยานเถรก็ว่า
"อะไรทุกสิ่งทุกอย่างเอาแน่นอนบ่ได้"
เมื่อเตือนไม่เชื่อ หลวงปู่ก็นั่งลงนิ่ง ผลที่สุด ! ก็ปรากฏว่า บ้องไฟ หรือ ลูกหนูนั้น ได้ถูกจุดขึ้นมา เป็นด้วยสาเหตุอันใดไม่ปรากฏเกิดเส้นลวดขาด บ้องไฟวิ่งฉิวตรงมาตกห่างจากอาสนะที่หลวงปู่นั่งอยู่ราว 2 ศอกเศษ ๆ แต่....ขณะบ้องไฟตกลงมากระทบพื้นไม่ไกลจากหลวงปู่นักก็เหมือนมีมือใครสักคนหนึ่งช่วยปัดให้กระเด็นขึ้นไปสู่ท้องฟ้า วิ่งไปทางอื่น ซึ่งไม่ถูกผู้คนให้บาดเจ็บ
แต่ชาวบ้านทุกคนต่างก็พากันตะลึง แม้เจ้าภาพเองก็หน้าซีดเหมือนไก่ต้มสามคืนสามวัน เพราะทุกคนนึกว่า ท่านครูบาของเขาได้รับอันตราย....ก็ท่านเตือนแล้วกลับเถียงก็ต้องมีสาเหตุอย่างนี้ ดีนะที่ไม่มีใครเป็นอันตราย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
พรรณวดี (30-01-11), พุทธรักษา (06-02-11), ก้อนดิน (12-07-11), จิตประภัสสร (29-01-11), ปาริฉัตรมณี (29-01-11), Nakamura (30-01-11), Pual_J (14-02-13), Rich (29-01-11)
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 21:31


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่