อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ประวัติพระ และบุคคลตัวอย่าง

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 31-01-11, 11:37
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,131
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,848
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,950 ครั้ง ใน 77,950 ข้อความ
พลังบุญ: 56685
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile เมณฑกเศรษฐี

เมณฑกเศรษฐี
พระศาสดา เมื่อทรงอาศัยภัททิยนครประทับอยู่ในชาติยาวัน ทรงปรารภเมณฑกเศรษฐี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "สุทสฺสํ วชฺชมญฺเญสํ" เป็นต้น
ได้ยินว่า พระศาสดา เมื่อเสด็จเที่ยวจาริกไปในอังคุตตราปถชนบททั้งหลาย ทรงเห็นอุปนิสัยโสดาปัตติผลของคนเหล่านี้ คือเมณฑกเศรษฐี ๑, ภรรยาของเศรษฐีนั้น ชื่อว่านางจันทปทุมา ๑, บุตรชื่อธนัญชัยเศรษฐี ๑, หญิงสะใภ้ชื่อนางสุมนเทวี ๑, หลานสาวชื่อวิสาขา ๑, ทาสชื่อปุณณะ ๑ จึงเสด็จไปสู่ภัททิยนคร ประทับอยู่ในชาติยาวัน เมณฑกเศรษฐีได้สดับการเสด็จมาของพระศาสดาแล้ว
เหตุที่ได้นามว่าเมณฑกเศรษฐี ได้ยินว่า แพะทองคำทั้งหลายประมาณเท่าช้าง ม้าและโคอุสภะชำแรกแผ่นดิน เอาหลังดุนหลังกันผุดขึ้นในที่ประมาณ ๘ กรีส ที่ข้างหลังเรือนของเศรษฐีนั้น บุญกรรมใส่กลุ่มด้าย ๕ สีไว้ในปากของแพะเหล่านั้น เมื่อมีความต้องการด้วยเภสัชมีเนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยเป็นต้น หรือด้วยวัตถุมีผ้าเครื่องปกปิด เงินและทองเป็นต้น ชนทั้งหลายย่อมนำกลุ่มด้ายออกจากปากของแพะเหล่านั้น เนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ผ้าเครื่องปกปิด เงินและทอง ย่อมไหลออกจากปากแพะแม้ตัวหนึ่ง ก็เป็นของเพียงพอแก่ชาวชมพูทวีป จำเดิมแต่นั้นมา เศรษฐีนั้นจึงปรากฏว่า เมณฑกเศรษฐี
บุรพกรรมของท่านเศรษฐี ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี เศรษฐีนั้นเป็นหลานของกุฎุมพีชื่ออวโรชะ ได้มีชื่อว่า อวโรชะ ซึ่งมีชื่อพ้องกับลุง
ครั้งนั้น ลุงของเขาปรารภเพื่อจะสร้างพระคันธกุฎีเพื่อพระศาสดา เขาไปสู่สำนักของลุงแล้ว กล่าวว่า "ลุง แม้เราทั้งสองจงสร้างรวมกันทีเดียว" ในเวลาที่ถูกลุงนั้นห้ามว่า "เราคนเดียวเท่านั้นจักสร้างไม่ให้สาธารณะกับด้วยชนเหล่าอื่น" จึงคิดว่า "เมื่อลุงสร้างคันธกุฎีในที่นี้แล้ว, เราควรได้ศาลารายในที่นี้" จึงให้คนนำเครื่องไม้มาจากป่า ให้ทำเสาอย่างนี้ คือ "เสาต้นหนึ่งบุด้วยทองคำ, ต้นหนึ่งบุด้วยเงิน, ต้นหนึ่งบุด้วยแก้วมณี" ให้ทำขื่อ พรึง บานประตู บานหน้าต่าง กลอน เครื่องมุงแลอิฐ แม้ทั้งหมดบุด้วยวัตถุมีทองคำเป็นต้นเทียว ให้ทำศาลารายสำเร็จด้วยรัตนะ ๗ ประการ แด่พระตถาคตในที่ตรงหน้าพระคันธกุฎี ในเบื้องบนแห่งศาลารายนั้นได้มีจอมยอด ๓ ยอด อันสำเร็จแล้วด้วยทองคำอันสุกเป็นแท่ง แก้วผลึกและแก้วประพาฬ, ให้สร้างมณฑปประดับด้วยแก้ว ในที่ท่ามกลางแห่งศาลารายให้ตั้งธรรมาสน์ไว้ เท้าธรรมาสน์นั้นได้สำเร็จด้วยทองคำสีสุกเป็นแท่ง, แม่แคร่ ๔ อันก็เหมือนกัน แต่ให้กระทำแพะทองคำ ๔ ตัวตั้งไว้ในภายใต้แห่งเท้าทั้ง ๔ แห่งอาสนะ, ให้กระทำแพะทองคำ ๒ ตัวตั้งไว้ภายใต้ตั่งสำหรับรองเท้า, ให้กระทำแพะทองคำ ๖ ตัวตั้งแวดล้อมมณฑป ให้ถักธรรมาสน์ด้วยเชือกเส้นเล็กสำเร็จด้วยด้ายก่อนแล้ว จึงให้ถักด้วยเชือกอันสำเร็จด้วยทองคำในท่ามกลาง แล้วให้ถักด้วยเชือกสำเร็จด้วยแก้วมุกดาในเบื้องบน พนักแห่งธรรมาสน์นั้น ได้สำเร็จด้วยไม้จันทน์
ครั้นให้ศาลารายสำเร็จอย่างนี้แล้ว เมื่อจะกระทำการฉลองศาลา จึงนิมนต์พระศาสดาพร้อมด้วยภิกษุ ๖ ล้าน ๘ แสน ได้ถวายทานตลอด ๔ เดือน. ในวันสุดท้ายได้ถวายไตรจีวร บรรดาภิกษุเหล่านั้น จีวรมีค่าพันหนึ่ง ถึงแก่ภิกษุผู้ใหม่ในสงฆ์แล้ว
เขาทำบุญกรรมในกาลแห่งพระวิปัสสีพุทธเจ้าอย่างนั้นแล้ว เคลื่อนจากอัตภาพนั้น ท่องเที่ยวไปในเทวดาและในมนุษย์ทั้งหลาย ในภัทรกัปนี้ เกิดในสกุลเศรษฐีมีโภคะมากในกรุงพาราณสี ได้มีนามว่า
พาราณสีเศรษฐี

เศรษฐีประสบฉาตกภัย(ภัยความอดอยาก)
วันหนึ่ง เศรษฐีไปสู่ที่บำรุงพระราชา พบปุโรหิต จึงกล่าวว่า "ท่านอาจารย์ ท่านตรวจดูฤกษ์ยามหรือ?"
ปุโรหิต. ขอรับ ผมตรวจดู, เราทั้งหลายจะมีการงานอะไรอื่น?
เศรษฐี. ถ้าอย่างนั้น ความเป็นไปในชนบทจักเป็นเช่นไร?
ปุโรหิต. ภัยอย่างหนึ่ง จักมี.
เศรษฐี. ชื่อว่าภัยอะไร?
ปุโรหิต. ฉาตกภัย ท่านเศรษฐี.
เศรษฐี. จักมี เมื่อไร?
ปุโรหิต. จักมี โดยล่วงไป ๓ ปี แต่ปีนี้
เศรษฐีฟังคำนั้นแล้วให้บุคคลทำกสิกรรมเป็นอันมาก รับ (ซื้อ) จำเพาะข้าวเปลือกแม้ด้วยทรัพย์ที่มีอยู่ในเรือน ให้กระทำฉาง ๑,๒๕๐ ฉาง บรรจุฉางทั้งหมดให้เต็มด้วยข้าวเปลือก เมื่อฉางไม่พอก็บรรจุภาชนะมีตุ่มเป็นต้นให้เต็มแล้ว ขุดหลุมฝังข้าวเปลือกที่เหลือในแผ่นดิน ให้ขยำข้าวเปลือกที่เหลือจากที่ฝั่งไว้กับด้วยดิน ฉาบทาฝาทั้งหลาย
โดยสมัยอื่นอีก เศรษฐีนั้นเมื่อภัยคือความอดอยากถึงเข้าแล้ว ก็บริโภคข้าวเปลือกตามที่เก็บไว้ เมื่อข้าวเปลือกที่เก็บไว้ในฉางและในภาชนะมีตุ่มเป็นต้นหมดแล้ว จึงให้เรียกชนผู้เป็นบริวารมาแล้ว กล่าวว่า "พ่อทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงไป จงเข้าไปสู่ภูเขาแล้วเป็นอยู่ ประสงค์จะมาสู่สำนักของเรา ก็จงมาในเวลาที่มีภิกษาอันหาได้ง่าย ถ้าไม่อยากจะมา ก็จงเป็นอยู่ในที่นั้นเถิด" ชนเหล่านั้นได้กระทำเหมือนอย่างนั้นแล้ว
ส่วนทาสผู้ทำการรับใช้คนหนึ่ง ชื่อว่าปุณณะ เหลืออยู่ในสำนักของเศรษฐีนั้น รวมเป็นคน ๕ คนเท่านั้นคือ เศรษฐี ภรรยาของเศรษฐี บุตรของเศรษฐี บุตรสะใภ้ของเศรษฐีกับนายปุณณะนั้น (ที่ยังคงเหลืออยู่)
ชนเหล่านั้น แม้เมื่อข้าวเปลือกที่ฝังไว้ในหลุมในแผ่นดินหมดสิ้นแล้ว พังดินที่ฉาบไว้ที่ฝาแล้ว แช่น้ำ ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยข้าวเปลือกที่ได้แล้วจากฝานั้น
ครั้งนั้น ภรรยาของเศรษฐีนั้น เมื่อความหิวครอบงำอยู่ เมื่อดินสิ้นไปอยู่ พังดินที่เหลืออยู่ในส่วนแห่งฝาทั้งหลายลงแล้ว แช่น้ำได้ข้าวเปลือกประมาณกึ่งอาฬหกะ ตำแล้ว ถือเอาข้าวสารประมาณทะนานหนึ่ง ใส่ไว้ในหม้อใบหนึ่ง เพราะความกลัวแต่โจรว่า "ในเวลาเกิดฉาตกภัย พวกโจรมีมาก" ปิดแล้วฝังตั้งไว้ในแผ่นดิน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
  #2  
เก่า 31-01-11, 11:52
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,131
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,848
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,950 ครั้ง ใน 77,950 ข้อความ
พลังบุญ: 56685
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile เมณฑกเศรษฐี ( 2 )

ลำดับนั้น เศรษฐีมาจากที่บำรุงแห่งพระราชาแล้ว กล่าวกะนางว่า "นางผู้เจริญ ฉันหิว อะไรๆ มีไหม?" นางนั้นไม่ได้กล่าวถึงสิ่งที่มีอยู่ว่า "ไม่มี" กล่าวว่า "นาย ข้าวสารมีอยู่ทะนานหนึ่ง"
เศรษฐี. ข้าวสารทะนานหนึ่งนั้น อยู่ที่ไหน?
ภรรยา. ฉันฝั่งตั้งไว้ เพราะกลัวแต่โจร
เศรษฐี. ถ้ากระนั้น หล่อนจงขุดมันขึ้นมาแล้ว หุงต้มอะไรๆ เถิด
ภรรยา. ถ้าเราจักต้มข้าวต้ม ก็จักเพียงพอกัน ๒ มื้อ, ถ้าเราจักหุงข้าวสวย ก็จักเพียงพอเพียงมื้อเดียวเท่านั้น. ฉันจักหุงต้มอะไรล่ะ? นาย
เศรษฐี. ปัจจัยอย่างอื่นของพวกเราไม่มี พวกเราต่อบริโภคข้าวสวยแล้วก็จักตายหล่อนจงหุงข้าวสวยนั่นแหละ
ภรรยาแห่งเศรษฐีนั้นหุงข้าวสวยแล้ว แบ่งให้เป็น ๕ ส่วนคดข้าวสวยส่วนหนึ่งวางไว้ข้างหน้าของเศรษฐี

เศรษฐีถวายภัตแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า
ในขณะนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งที่ภูเขาคันธมาทน์ ออกจากสมาบัติ ทราบว่า ในภายในสมาบัติ ความหิวย่อมไม่เบียดเบียน เพราะผลแห่งสมาบัติ แต่ว่า เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายออกจากสมาบัติแล้ว ความหิวมีกำลังย่อมเกิดขึ้น เป็นราวกะว่าเผาพื้นท้องอยู่ เพราะฉะนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นตรวจดูฐานะที่จะได้ (อาหาร) แล้ว จึงไป
ก็ในวันนั้น ชนทั้งหลายถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นแล้ว ย่อมได้สมบัติ บรรดาสมบัติมีตำแหน่งเสนาบดีเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าแม้นั้นตรวจดูอยู่ด้วยทิพยจักษุ ดำริว่า ฉาตกภัยเกิดขึ้นแล้วในชมพูทวีปทั้งสิ้น และในเรือนเศรษฐี เขาหุงข้าวสุก อันสำเร็จด้วยข้าวสารทะนานหนึ่งเท่านั้นเพื่อคน ๕ คน ชนเหล่านั้นจักมีศรัทธา หรืออาจเพื่อจะทำการสงเคราะห์แก่เราหรือหนอแล?" เห็นความที่ชนเหล่านั้นเป็นผู้มีศรัทธา ทั้งสามารถเพื่อจะทำการสงเคราะห์ จึงถือเอาบาตรจีวรไปแสดงตนยืนอยู่ที่ประตู (เรือน) ข้างหน้าของเศรษฐี
เศรษฐีนั้น พอเห็นท่านเข้าก็มีจิตเลื่อมใส คิดว่า "เราประสบฉาตกภัยเห็นปานนี้ เพราะความที่เราไม่ให้ทานแม้ในกาลก่อน ก็แลภัตนี้พึงรักษาเราไว้สิ้นวันเดียวเท่านั้น, ส่วนภัตที่เราถวายแล้วแก่พระผู้เป็นเจ้า จักนำประโยชน์เกื้อกูลมาแก่เราหลายโกฏิกัป" แล้วนำถาดแห่งภัตนั้นออกมา เข้าไปหาพระปัจเจกพุทธเจ้า ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ นิมนต์ให้เข้าไปสู่เรือน
เมื่อท่านนั่งบนอาสนะแล้ว จึงล้างเท้า (ของท่าน) วาง (ถาดภัต) ไว้บนตั่งทอง แล้วถือเอาถาดภัตนั้น มาตักลงในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อภัตเหลือกึ่งหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าเอามือปิดบาตรเสีย ทีนั้น เศรษฐีจึงกล่าวกะพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นี้เป็นส่วนหนึ่งแห่งข้าวสุกที่เขาหุงไว้เพื่อคน ๕ คน ด้วยข้าวสารทะนานหนึ่ง, กระผมไม่อาจเพื่อจะแบ่งภัตนี้ให้เป็น ๒ ส่วน, ขอท่านจงอย่ากระทำการสงเคราะห์แก่กระผมในโลกนี้เลย, กระผมใคร่เพื่อจะถวายไม่ให้มีส่วนเหลือ" แล้วได้ถวายภัตทั้งหมด

ก็แลครั้นถวายแล้วได้ตั้งความปรารถนาว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าอย่าได้ประสบฉาตกภัยเห็นปานนี้ ในที่ข้าพเจ้าเกิดอีกเลย ตั้งแต่บัดนี้ไป ข้าพเจ้าพึงสามารถเพื่อจะให้ภัตอันเป็นพืชแก่ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น ไม่พึงทำการงานเลี้ยงชีพด้วยมือของตนเอง ในขณะที่ข้าพเจ้าใช้ให้คนชำระฉาง ๑,๒๕๐ ฉางแล้ว สนานศีรษะนั่งอยู่ที่ประตูแห่งฉางเหล่านั้นแล้ว แลดูในเบื้องบนเท่านั้น ธารแห่งข้าวสาลีแดง พึงตกลงมายังฉางทั้งหมดให้เต็มเพื่อข้าพเจ้า และผู้นี้นั่นแหละจงเป็นภรรยา ผู้นี้นั่นแหละจงเป็นบุตร ผู้นี้นั่นแหละจงเป็นหญิงสะใภ้ ผู้นี้นั่นแหละจงเป็นทาสของข้าพเจ้า ในสถานที่ข้าพเจ้าเกิดแล้วๆ
ฝ่ายภรรยาของเศรษฐีนั้น ก็คิดว่า "เมื่อสามีของเราถูกความหิวเบียดเบียนอยู่ เราก็ไม่อาจเพื่อจะบริโภคได้" จึงถวายส่วนของตนแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ตั้งความปรารถนาว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ จำเดิมแต่นี้ ดิฉันไม่พึงประสบฉาตกภัยเห็นปานนี้ ในสถานที่ดิฉันเกิดแล้ว อนึ่ง แม้เมื่อดิฉันวางถาดภัตไว้ข้างหน้า ให้อยู่ซึ่งภัตแก่ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น, ดิฉันยังไม่ลุกขึ้นเพียงใด, ที่แห่งภัตที่ดิฉันตักแล้วๆ จงเป็นของบริบูรณ์อยู่อย่างเดิมเพียงนั้น ท่านผู้นี้แหละจงเป็นสามี ผู้นี้แหละจงเป็นบุตร ผู้นี้แหละจงเป็นหญิงสะใภ้ ผู้นี้แหละจงเป็นทาส (ของดิฉัน)"
แม้บุตรของเศรษฐีนั้นก็ถวายส่วนของตนแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ตั้งความปรารถนาว่า "จำเดิมแต่นี้ไป ข้าพเจ้าไม่พึงประสบฉาตกภัยเห็นปานนี้, อนึ่ง เมื่อข้าพเจ้าถือเอาถุงกหาปณะหนึ่งพัน แม้ให้กหาปณะ แก่ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นอยู่ ถุงนี้จงเต็มอยู่อย่างเดิม ท่านทั้งสองนี้นั่นแหละจงเป็นมารดาบิดา หญิงคนนี้จงเป็นภรรยา ผู้นี้จงเป็นทาสของข้าพเจ้า"
แม้ลูกสะใภ้ของเศรษฐีนั้นถวายส่วนของตนแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ก็ตั้งความปรารถนาว่า "จำเดิมแต่นี้ไป ดิฉันไม่พึงพบเห็นฉาตกภัยเห็นปานนี้ อนึ่ง เมื่อดิฉันตั้งกระบุงข้าวเปลือกกระบุงหนึ่งไว้ข้างหน้า แม้ให้อยู่ซึ่งภัตอันเป็นพืชแก่ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น ความหมดสิ้นไปอย่าปรากฏ, ท่านทั้งสองนี้นั่นแหละจงเป็นแม่ผัวและพ่อผัว ผู้นี้นั่นแหละจงเป็นสามี ผู้นี้นั่นแหละจงเป็นทาส (ของดิฉัน)"
แม้ทาสของเศรษฐีนั้นก็ถวายส่วนของตนแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ก็ตั้งความปรารถนาว่า
"จำเดิมแต่นี้ไป ข้าพเจ้าไม่พึงพบเห็นฉาตกภัยเห็นปานนี้ คนเหล่านี้ทั้งหมดจงเป็นนาย และเมื่อข้าพเจ้าไถนาอยู่ รอย ๗ รอยประมาณเท่าเรือโกลน คือ "ข้างนี้ ๓ รอย ข้างโน้น ๓ รอย ในท่ามกลาง ๑ รอย จงเป็นไป"
นายปุณณะนั้นปรารถนาตำแหน่งเสนาบดีก็สามารถจะได้ในวันนั้นเทียว แต่ว่า ด้วยความรักในนายทั้งหลาย เขาจึงตั้งความปรารถนาว่า "คนเหล่านี้นั่นแหละจงเป็นนายของข้าพเจ้า"
ในที่สุดแห่งถ้อยคำของชนทั้งหมด พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า "จงเป็นอย่างนั้นเถิด" แล้วกระทำอนุโมทนาด้วยคาถาของพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วคิดว่า "เรายังจิตของชนทั้งหลายเหล่านี้ให้เลื่อมใส ย่อมควร" จึงอธิษฐานว่า "ชนเหล่านี้จงเห็นเราจนถึงภูเขาคันธมาทน์" ดังนี้แล้วก็หลีกไป แม้ชนเหล่านั้นได้ยืนแลดูอยู่เทียว
พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นไปแล้วแบ่งภัตนั้นกับด้วยพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ ด้วยอานุภาพแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ภัตนั้นเพียงพอแล้วแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหมด ชนแม้เหล่านั้นได้ยืนแลดูอยู่ทีเดียว

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
  #3  
เก่า 31-01-11, 11:57
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,131
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,848
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,950 ครั้ง ใน 77,950 ข้อความ
พลังบุญ: 56685
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile เมณฑกเศรษฐี ( 3 )

อานิสงส์ของการถวายทาน
ก็เมื่อเวลาเที่ยงล่วงไปแล้ว ภรรยาเศรษฐีล้างหม้อข้าวแล้วปิดตั้งไว้
ฝ่ายเศรษฐีถูกความหิวบีบคั้น นอนแล้วหลับไป เศรษฐีนั้นตื่นขึ้นในเวลาเย็น กล่าวกะภรรยาว่า "นางผู้เจริญ ฉันหิวเหลือเกิน ข้าวตัง ก้นหม้อมีอยู่บ้างไหมหนอ?"
ภรรยานั้น แม้ทราบความที่ตนล้างหม้อตั้งไว้แล้ว ก็ไม่กล่าวว่า "ไม่มี" คิดว่า "เราเปิดหม้อข้าวแล้วจึงจะบอก" ดังนี้แล้ว จึงลุกขึ้นไปสู่ที่ใกล้หม้อข้าว แล้วเปิดหม้อข้าว
ในขณะนั้นเอง หม้อข้าวเต็มด้วยภัต มีสีเช่นกับดอกมะลิตูม ได้ดุนฝาละมีตั้งอยู่แล้ว ภรรยานั้นเห็นภัตนั้นแล้ว เป็นผู้มีสรีระอันปิติถูกต้องแล้ว
กล่าวกะเศรษฐีว่า "จงลุกขึ้นเถิดนาย ดิฉันล้างหม้อข้าวปิดไว้ แต่หม้อข้าวนั้นนั่นเต็มด้วยภัต มีสีเช่นกับด้วยดอกมะลิตูม ชื่อว่าบุญทั้งหลายควรที่จะกระทำ ชื่อว่าทานควรจะให้ ขอท่านจงลุกขึ้นเถิด นาย บริโภคเสียเถิด"
ภรรยานั้นได้ให้ภัตแก่บิดาและบุตรทั้งสองแล้ว เมื่อบิดาและบุตรนั้นบริโภคเสร็จแล้ว นางนั่งบริโภคกับด้วยลูกสะใภ้แล้ว ได้ให้ภัตแก่นายปุณณะ ที่แห่งภัตอันชนเหล่านั้นตักแล้วๆ ย่อมไม่สิ้นไป ปรากฏเฉพาะตรงที่ตักด้วยทัพพีคราวเดียวเท่านั้น
ในวันนั้นนั่นแล ฉางเป็นต้นก็กลับเต็มแล้วโดยทำนองที่เต็มในก่อนนั่นแล
นางให้กระทำการโฆษณาในเมืองว่า "ภัตเกิดขึ้นแล้วในเรือนของเศรษฐี ผู้มีความต้องการด้วยภัตอันเป็นพืช จงมารับเอา"
มนุษย์ทั้งหลายถือเอาภัตอันเป็นพืชจากเรือนของเศรษฐีนั้นแล้ว
แม้ชาวชมพูวีปทั้งสิ้นก็อาศัยเศรษฐีนั้น ได้ชีวิตแล้วนั่นแล
เศรษฐีและคณะไปเกิดที่ภัททิยนคร
เศรษฐีนั้นเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว บังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในสกุลเศรษฐีในภัททิยนคร แม้ภรรยาของเขาบังเกิดในสกุลมีโภคะมาก เจริญวัยแล้ว ก็ได้ไปสู่เรือนของท่านเศรษฐีนั้นนั่นเอง แพะทั้งหลายมีประการดังกล่าวแล้ว อาศัยกรรมในกาลก่อนของเศรษฐีนั้นผุดขึ้นแล้วที่ภายหลังเรือน, แม้บุตรก็ได้เป็นบุตรของท่านเหล่านั้นแหละ, หญิงสะใภ้ก็ได้เป็นหญิงสะใภ้เหมือนกัน, ทาสก็ได้เป็นทาสเทียว
ต่อมาวันหนึ่ง ท่านเศรษฐีใคร่จะทดลองบุญของตน จึงให้คนชำระฉาง ๑,๒๕๐ ฉาง สนานศีรษะแล้ว นั่งที่ประตู แหงนดูเบื้องบน ฉางแม้ทั้งหมดเต็มแล้วด้วยข้าวสาลีแดงมีประการดังกล่าวแล้ว
เศรษฐีนั้นใคร่จะทดลองบุญแม้ของชนที่เหลือ จึงกล่าวกะภรรยาและบุตรเป็นต้นว่า "เธอทั้งหลายจงทดลองบุญ แม้ของพวกเธอเถิด"
ลำดับนั้น ภรรยาของเศรษฐีนั้นประดับแล้วด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เมื่อมหาชนกำลังแลดูอยู่นั่นแล ใช้ให้คนตวงข้าวสารทั้งหลาย ให้หุงข้าวสวยด้วยข้าวสารเหล่านั้น นั่งบนอาสนะอันเขาปูลาดแล้วที่ซุ้มประตู ถือทัพพีทองคำแล้วให้ป่าวร้องว่า "ผู้มีความต้องการด้วยภัตจงมา" แล้วได้ให้จนเต็มภาชนะที่ชนผู้มาแล้วๆ รับเอา
เมื่อนางนั้นให้อยู่แม้จนหมดวัน ก็ปรากฏเฉพาะตรงที่ตักด้วยทัพพีเท่านั้น
ก็ปทุมลักษณะเกิดเต็มฝ่ามือข้างซ้าย จันทรลักษณะเกิดเต็มฝ่ามือข้างขวา เพราะนางจับหม้อข้าวด้วยมือซ้าย จับทัพพีด้วยมือขวา แล้วถวายภัตจนเต็มบาตรของภิกษุสงฆ์ แม้ของพระพุทธเจ้าในปางก่อนทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้แล ก็เพราะเหตุที่นางถือเอาธมกรกกรองน้ำถวายแก่ภิกษุสงฆ์ เที่ยวไปๆ มาๆ ฉะนั้น จันทรลักษณะจึงเกิดเต็มฝ่าเท้าเบื้องขวาของนาง, ปทุมลักษณะจึงเกิดจนเต็มฝ่าเท้าเบื้องซ้ายของนางนั้น. เพราะเหตุนี้ ญาติทั้งหลายจึงขนานนามของนางว่า "จันทปทุมา" (มีลักษณะเหมือนพระจันทร์และดอกปทุม)
แม้บุตรของเศรษฐีนั้นสนานศีรษะแล้ว ถือเอาถุงกหาปณะพันหนึ่ง กล่าวว่า "ผู้มีความต้องการด้วยกหาปณะทั้งหลายจงมา" แล้วได้ให้จนเต็มภาชนะที่ชนผู้มาแล้วๆ รับเอา กหาปณะพันหนึ่งก็คงมีอยู่ในถุงนั่นเอง
แม้ลูกสะใภ้ของเศรษฐีนั้นประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง ถือเอากระบุงข้าวเปลือกแล้ว นั่งที่กลางแจ้ง กล่าวว่า "ผู้มีความต้องการด้วยภัตอันเป็นพืช จงมา" แล้วได้ให้จนเต็มภาชนะที่ชนผู้มาแล้วๆ รับเอา. กระบุง (ข้าวเปลือก) ก็คงเต็มอยู่ตามเดิมนั่นเอง.
แม้ทาสของเศรษฐีนั้นประดับแล้วด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เทียมโคทั้งหลายที่แอกทองคำด้วยเชือกทองคำถือเอาด้ามปฏักทองคำ ให้ของหอมอันบุคคลพึงเจิมด้วยนิ้วทั้ง ๕ แก่โคทั้งหลาย สวมปลอกทองคำที่เขาทั้งหลาย ไปสู่นาแล้วขับไป. รอย ๗ รอยคือ "ข้างนี้ ๓ รอย ข้างโน้น ๓ รอย ในท่ามกลาง ๑ รอย" ได้แตกแยกกันไปแล้ว
ชาวชมพูทวีปถือเอาสิ่งของบรรดาภัต พืช เงินทองเป็นต้น ตามที่ตนชอบใจจากเรือนของเศรษฐีเท่านั้น
เศรษฐีผู้มีอานุภาพมากอย่างนั้น สดับว่า "ได้ยินว่า พระศาสดาเสด็จมาแล้ว" จึงคิดว่า "เราจักกระทำการรับเสด็จพระศาสดา" ออกไปอยู่ พบพวกเดียรถีย์ในระหว่างทาง แม้ถูกพวกเดียรถีย์เหล่านั้นห้ามอยู่ว่า "คฤหบดี ท่านเป็นผู้กิริยวาทะจะไปสู่สำนักของพระสมณโคดมผู้เป็นอกิริยวาทะ เพราะเหตุไร? ก็มิได้เชื่อถ้อยคำของพวกเดียรถีย์เหล่านั้น เทียวไปแล้ว ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว นั่ง ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง
โทษของคนอื่นเห็นได้ง่าย
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสอนุบุพพีกถาแก่เศรษฐีนั้น ในเวลาจบเทศนา เศรษฐีนั้นบรรลุโสดาปัตติผล แล้วกราบทูลความที่ตนถูกพวกเดียรถีย์กล่าวโทษแล้วห้ามไว้แด่พระศาสดา.
ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสกะท่านเศรษฐีนั้นว่า "คฤหบดี ขึ้นชื่อว่าสัตว์เหล่านี้ย่อมไม่เห็นโทษของตนแม้มาก, ย่อมโปรยโทษของชนเหล่าอื่นแม้ไม่มีอยู่ กระทำให้มีราวกะบุคคลโปรยแกลบลงในที่นั้นๆ ฉะนั้น"
ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
สุทสฺสํ วชฺชมญฺเญสํ อตฺตโน ปน ทุทฺทสํ
ปเรสํ หิ โส วชฺชานิ โอปุนาติ ยถาภุสํ
อตฺตโน ปน ฉาเทติ กลึว กิตวา สโฐ
โทษของบุคคลเหล่าอื่นเห็นได้ง่าย, ฝ่ายโทษของตนเห็น
ได้ยาก เพราะว่า บุคคลนั้นย่อมโปรยโทษของบุคคลเหล่า
อื่น เหมือนบุคคลโปรยแกลบ, แต่ว่า ย่อมปกปิด (โทษ)
ของตน เหมือนพรานนกปกปิดอัตภาพด้วยเครื่องปกปิด
ฉะนั้น
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล พระธรรมเทศนายังประโยชน์แก่หมู่ชนและสรรพสัตว์ทั้งหลายเป็นอันมากตราบจนในปัจจุบันนี้

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
  #4  
เก่า 31-01-11, 12:14
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,131
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,848
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,950 ครั้ง ใน 77,950 ข้อความ
พลังบุญ: 56685
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile เมณฑกเศรษฐี ( 4 )

อภิญญา-เมณฑกเศรษฐี-imagesca4cd5gc-jpg
ในสมัยเมื่อองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ยังทรงพระชนม์อยู่ สมัยนั้นปรากฎว่า สาวกขององค์สมเด็าจพระบรมครูตระกูลหนึ่งที่เราทราบกันว่า ตระกูลของนางวิสาขา แต่ความจริงนางวิสาขานี้เป็นหลาน ต้นตระกูลจริง ๆ ก็คือ ท่านเมณฑกเศรษฐี ผู้เป็นปู่ และดูเหมือนว่าในตระกูลนี้ ท่านกล่าวว่ามีคนที่มีบุญจริง ๆ อยู่ 5 คน ด้วยกัน คือ 1. ท่านเมณฑกเศรษฐี 2. ภรรยาท่านเมณฑกเศรษฐี 3. พ่อของนางวิสาขา 4. นางวิสาขา 5. นายบุญ ผู้เป็นทาสอยู่เดิม
นายบุญเป็นทาสอยู่เดิมนี่ ความจริงเธอเป็นทาสในตระกูลนี้มานาน แต่ทว่าในสมัยที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงอุบัติขึ้นมาแล้วในโลก ปรากฎว่าวันหนึ่ง นายบุญเธอไปไถนา นายใช้ไปไถนา ตอนสายภรรยาก็เอาข้าวไปส่งให้ ขณะที่จะกินข้าวนั่นเอง ก็ปรากฎว่า พระมหากัสสปออกจากนิโรธสมาบัติ เธอก็คิดว่า การที่เราจะกินข้าวเข้าไป ความจริงมันก็หิว เหนื่อยก็เหนื่อย แต่คนอย่างเราเป็นทาสเขา โอกาสที่จะทำบุญไม่มี วันนี้ปรากฎว่าสาวกขององค์สมเด็จพระชินสีห์มาโปรด (ไม่รู้ว่าท่านออกจากสมาบัติหรือเปล่า ออกจากนิโรธสมาบัติหรือเปล่านี่แกไม่ทราบ) ก็นึกในใจว่า ชีวิตเราโอกาสที่จะทำบุญมันไม่มี แต่วันนี้เขาเอาข้าวมาส่งให้กับเรา ข้าวนี้เป็นสิทธิ์ของเรา เราจะกินเข้าไปมันก็อิ่ม ถ้าเราจะไม่กิน เราจะทำบุญเสียวันนี้มันก็คงจะยังไม่ตาย จะหิวหน่อยก็ไม่เป็นไร ขอให้ภรรยาไปหุงมาใหม่ จึงได้ตัดสินใจถวายข้าวกับพระมหากัสสป ในเวลาที่พระออกจากนิโรธสมาบัติ ย่อมมีผลปัจจัยไปในปัจจุบัน
ฉะนั้น เมื่อแกถวายข้าวกับพระมหากัสสปเสร็จ เวลานั้นมันก็สาย หิวก็หิว พระมหากัสสปรับบาตรแล้วก็ให้พรว่า เอวํ โหตุ แกตั้งมโนปณิธานปรารถนาว่า“ธรรมใดที่พระผู้เป็นเจ้าเห็นแล้ว ขอให้เห็นธรรมนั้นด้วยเถิด” พระมหากัสสปก็ให้พรว่า เอวํ โหตุ ซึ่งแปลว่า เจ้าปรารถนาสิ่งใดขอให้ได้สิ่งนั้นสมปรารถนา แล้วท่านก็หลีกไป ภรรยาเห็นเขาไม่ได้กินข้าว จึงได้บอกว่า ประเดี๋ยวฉันจะกลับไปนำข้าวมาจากบ้านมาใหม่ เมื่อเธอกลับเข้าไปในบ้านมหาเศรษฐีเป็นเวลาที่คนอื่นเขากินหมด ข้าวมันก็หมด ต้องหุงใหม่ นายบุญก็นอนคอยข้าว ความเหนื่อยก็เหนื่อย หิวก็หิว สายก็สาย ก็เลยม่อยหลับไป
เวลาตื่นขึ้นมา ต่อเมื่อภรรยานำข้าวมาให้ในตอนนั้นเอง เมื่อลืมตาขึ้นมามองกราดไปดูขี้ไถที่ไถไว้แล้ว นาตั้งหลายสิบไร่ ปรากฎว่าเห็นก้อนดินทั้งหมดที่ไถขึ้นมาแล้ว มันกลายเป็นทองคำไปทั้งหมด จึงได้ไปถามภรรยาว่า “เธอ ไอ้ขี้ไถที่ฉันไถเมื่อกี้ เมื่อตอนเช้าหรือหลายวันมาแล้ว สีมันเหลืองผิดปกติ มันเป็นทองหรืออะไรกันแน่” สองตายายจึงเข้าไปดู เนื้อแท้จริง ๆ มันเป็นทองจริง ๆ เป็นอันว่าทั้งสองคนสามีและภรรยา หรือชายกับหญิง เลยไม่ต้องกินข้าว อีตอนนี้เกิดอิ่มเพราะทองคำ ก็กลับไปบอกท่านมหาเศรษฐีว่า ทรัพย์ใหญ่ของท่านเกิดขึ้นแล้ว คือที่นาที่ข้าพเจ้าไปไถได้กลายเป็นทองคำไปแล้ว ท่านมหาเศรษฐีว่า “ไอ้ที่นาของฉันมันเป็นดิน (นี่พ่อของนางวิสาขานะ ว่าที่นาของฉันมันเป็นดิน) ถ้ามันเป็นทองคำก็เป็นเรื่องของเธอ ไม่ใช่เรื่องของฉัน มันต้องเป็นบุญของเธอ” ก็พากันไปดูนา เห็นขี้ไถทั้งหมดกลายเป็นทองคำเต็มนาไปหมด
ท่านเศรษฐีจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศล บรมกษัตริย์ กราบทูลว่า “เวลานี้ ทรัพย์ของหลวงเกิดขึ้นแล้วพระเจ้าข้า” พระราชาจึงถามว่า “ทรัพย์ของหลวงคืออะไร” ท่านเมณฑกเศรษฐีจึงกราบทูลว่า “ทรัพย์ของหลวงคือไอ้ขี้ไถในนาของข้าพระพุทธเจ้า มันกลายเป็นทอง” พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงถามว่า “ต้องการภาชนะเท่าไรจึงจะพอ” ท่านมหาเศรษฐีจึงกราบทูลว่า “ต้องใช้เกวียนประมาณ 500 เล่ม เพราะทองคำมันหนัก”
พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงส่งเกวียน 500 เล่ม ไปรับทอง ขนทองทั้งหมดใส่เกวียนได้ 5000 เล่ม แล้วก็ให้มาเทที่พระลานหลวง จึงได้ป่าวประกาศว่า “ใครบ้านไหนมีทองคำขนาดนี้บ้าง” ก็เป็นอันว่ามหาเศรษฐีต่างมาประชุมกัน ก็ไม่มีใครมีทองคำเหมือนท่าน จึงได้บอกว่า “ถ้าอย่างนั้นทองคำนี้จะต้องเป็นของเจ้าของเดิม คือของท่านมหาเศรษฐี” ท่านมหาเศรษฐีก็บอก่วา “ไม่ใช่ของข้าพระพุทธเจ้า เป็นของนายบุญทาสาที่เป็นทาส”
พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงประกาศแต่งตั้งให้นายบุญเป็นมหาเศรษฐี มอบฉัตร 3 ชั้น ให้ ให้บ้านสวย 100 หลัง ให้บ้านสำหรับเก็บส่วย 100 หมู่บ้าน (ไม่ใช่ 100 หลัง) และข้าทาสหญิงชายอย่างละ 100, ช้าง 100, ม้า 100, โค 100, กระบือ 100 เป็นต้น เป็นอันว่า นายบุญ จากความเป็นทาสกลายเป็นมหาเศรษฐี แต่เธอก็คิดว่าความเป็นมหาเศรษฐีของเราได้อาศัยบิดาของนางวิสาขาเป็นเหตุ ฉะนั้น ท่านผู้นี้จึงไม่ยอมย้ายไปจากบ้านของนางวิสาขา ขอย้อนกล่าวไปว่า ตระกูลนี้เป็นตระกูลที่มีความร่ำรวยมากที่สุด ไม่มีตระกูลไหนจะรวยเท่า เรื่องคนมีบุญ 5 คน เข้ามาร่วมกัน ขณะที่นางวิสาขาแต่งงาน พ่อให้ของไปใช้ชั่วคราว คือ 1. ทองคำ 500 เล่มเกวียน 2. เงิน 500 เล่มเกวียน 3. ภาชนะใส่ของกินของใช้เป็นทองคำ 500 เล่มเกวียน 4. เป็นนาค 500 เล่มเกวียน 5. เป็นเงิน 500 เล่มเกวียน 6. เป็นทองแดง 500 เล่มเกวียน เป็นต้นแกบอกว่า ถ้าของเหล่านี้ไม่พอ ลูกเอาไปใช้ชั่วคราวก่อนนะลูกนะ เอาไปเล็กน้อย ถ้าไม่พอมาเอาที่บ้านได้ ต้องการเท่าไรได้เลย นี่ของชั่วคราวนะ แต่เนื้อแท้จริง ๆ ต้นตระกูลนี้ก็คือ ท่านเมณฑกเศรษฐี
ต้องย้อนถอยหลังไปสมัยพระพุทธกัสสปทศพล ตอนนั้นสมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก แต่ว่ายังมีตระกูล ๆ หนึ่ง ความจริงตระกูลนี้ต้องถอยหลังอีกจุดจึงจะถูกต้อง สำหรับตระกูลนี้เกิดขึ้นมาในภายหลัง ในสมัยนั้นเขาบอกว่าเป็นคนร่ำรวย ถอยหลังจากชาตินั้นไปอีกชาติหนึ่ง ตระกูลนี้เป็นคนยากจนมาก ปรากฎว่ามีพระพุทธศาสนา แต่ท่านไม่ได้บอกว่าพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าอะไร เวลานั้นเธอจนแสนจน แต่ทว่าเป็นคนที่มีจิตศรัทธา
วันหนึ่ง ปรากฎว่าเขาสร้างส้วมถวายพระ ตามนี้เธอก็ไม่มีปัจจัยจะเข้าไปทำบุญกับเขา มีทองคำบาง ๆ ที่เราเรียกกันว่าทองคำเปลว เขาว่าบางเท่าปีกลิ้น มีอยู่ชิ้นหนึ่ง เธอถามว่า “จะทำบุญสร้างส้วมได้ไหม”
ชาวบ้านเขาก็บอกว่า “เขาทำกันด้วยแรงงาน เธอทำไมไม่มาช่วย” เธอก็บอกว่า “ฉันเป็นคนจน ออกไปป่าแต่เช้ากลับมามันก็เย็น ทำด้วยแรงงานไม่มีโอกาส”
เวลานั้นเขาขุดหลุมสำหรับถ่ายอุจจาระ ชาวบ้านก็บอกว่า “ไอ้ทองคำนี้จะไปซื้อไปหาอะไรมันก็ไม่เหมาะสม เธอจะทำยังไงก็ได้” เธอจึงได้วางไว้ก้นหลุม ยกให้เป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ก็เป็นอันว่าหลังจากนั้น ตายจากคราวนั้นมา อาศัยเจตนาที่เป็นกุศล ก็ไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก พอสมัยพระพุทธกัสสปเธอก็มาเกิดใหม่
ตอนนั้นก็เป็นคหบดี ไม่ใช่อนุเศรษฐี มีฐานะเป็นคหบดี ก็บังเอิญเป็นการบังเอิญอย่างยิ่ง อาศัยความแห้งแล้งปรากฎขึ้นกับชาติ ข้าวยาก หมากแพง ฝนมันแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาล สำหรับท่านคหบดีคนนี้ ในสมัยก่อนหน้านั้นท่านทำข้าวได้ดีมาก เอาข้าวมาขนใส่ยุ้ง ยุ้งมันก็เต็ม ไม่มีที่เก็บ นี่เพราะอาศัยทองนิดเดียว ตายไปเป็นเทวดา เกิดมาเป็นคหบดี ทำข้าวมันก็แสนดีทุกปีไม่เคยเสีย ปีนั้นก็ดีเป็นพิเศษ ใส่ยุ้งไม่พอเก็บ
ทีนี้ก็เอาใส่พ้อมใส่ที่ต่าง ๆ มันก็ไม่พอเก็บ ข้าวมันมีมากมีเยอะ ท่านคหบดีเมื่อคนใช้มาบอกว่า ที่เก็บมันไม่พอขอรับ มีเท่าไรมันก็ไม่พอ ท่านก็บอกว่า “ไอ้ส่วนที่เหลือเอายังงี้ก็แล้วกันนะ ไปขุดดินเหนียวมา เอาข้าวที่เหลือขยำกับดินเหนียวเข้า ทานอกยุ้ง ทาในยุ้ง ทาฝาบ้าน ทาฝาเรือน ทาให้มันหมดให้ได้” เป็นวิธีเก็บข้าวประเภทหนึ่ง ทำให้ข้าวไม่เสีย ผลที่สุดข้าวก็หมด
เมื่อระยปลายปีต่อมา ปรากฎวาฝนแล้งจัด ชาวบ้านไม่มีข้าวจะกินกัน ไอ้ข้าวเก่ามันหมดไป ข้าวใหม่มันก็ไม่ได้ ทำยังไง ท่านคหบดีผู้นี้ก็เป็นคนใจบุญ จึงได้นำข้าวในพ้อมในกระบุงในกระสอบต่าง ๆ ที่มีอยู่ภายนอกฉาง แบ่งปันส่วนให้แก่คนเอาไปกิน เมื่อชาวบ้านกินข้าวหมดแล้วไม่มีใหม่ ก็มาขอใหม่ ท่านก็แบ่งข้าวในฉางให้ไป ต่อมาข้าวในฉางมันก็ใกล้จะหมดนี่ ชาวบ้านก็บอกว่า มันใกล้จะหมด ผมก็ต้องขอนะขอรับ ท่านก็เลยให้ ให้ไปจนหมดยุ้งหมดฉาง ก็กล่าวว่า
“ต่อไปนี้ไม่มีจะให้อีกแล้วนะ ข้าวชุดนี้หมด แกตายฉันก็ตาย” ก็เป็นการพอดีที่ข้าวเอาไปชุดหลังนี้ ชาวบ้านได้ข้าวใหม่พอดี แต่ว่าอีตอนที่เขาเอาข้าวไปหมดแล้วนี่ ท่านคหบดีทำยังไง ข้าวในบ้านจะกินมันไม่มี จึงได้บอกให้คนใช้ไปเคาะเอาที่ฉาบทาฝายุ้งฉาง ฝาในที่ต่าง ๆ เข้าไว้ เอาลงมาขยำกับน้ำ ดินมันก็ละลายไปหมด เหลือแต่เม็ดข้าว ก็เอาข้าวมาซ้อมมาตำพอประทังชีวิตไป ได้รับข้าวใหม่พอดี เป็นอันว่าอันดับแรก ผลของการบำเพ็ญกุศลแค่ทองคำไปฝังไว้ก้นส้วมพระ มาชาตินี้ท่านได้เป็นคหบดี เมื่อตายจากชาตินี้ไปแล้ว ด้วยอาศัยจิตที่เป็นกุศล ท่านก็ไปเกิดเป็นเทวดาใหม่ กลับลงมาจากความเป็นเทวดาคราวนี้รวยใหญ่ ไอ้บ้านเมืองที่เขามีความเจริญแล้วไม่ไปเกิด เป็นคนรวยคนมีบุญมาก ดันไปเกิดเป็นลูกชาวป่าในป่าลึกที่มันจนแสนจน
อานิสงส์ผลที่เอาทองไปวางก้นส้วมพระ กับให้ข้าวแม้แต่ตัวก็จะไม่มีกิน อานิสงส์นี้ ลงจากเทวดาไปเกิดเป็นลูกคนจนแสนจน เป็นชาวป่า ซึ่งหาเช้าไม่พอจะกินค่ำ แล้วปรากฎเป็นกรณีพิเศษ พอเวลาที่เด็กเข้าสู่ปฏิสนธิในครรภ์มารดาเป็นวันแรก ในวันแรกขณะที่เด็กจะเข้าสู่ครรภ์มารดา ตอนกลางคืนมารดาก็ฝัน ฝันว่ามีเด็กน้อยลอยลงมาจากอากาศ มีรูปร่างหน้าตาสวยสดงดงาม เครื่องประดับแพรวพราวไปทั้งตัว เข้ามาขออาศัยอยู่ด้วย แกก็ตื่นขึ้นมา ตื่นขึ้นมาก็เป็นการแสดงสัญญลักษณ์ว่า เด็กคนนี้มาขอเกิดเข้าไปอยู่ในครรภ์ม่ ไม่รู้เข้าไปเมื่อไร แต่ว่าสิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็คือตอนเช้า ท่านแม่ตื่นขึ้นมาก็เข้าครัวหุงข้าว เวลาที่จะเข้าครัวนี่ คนจนนี่เป็นเรื่องธรรมดา ๆ ก็ลงไปเก็บฟืน ชาวป่าชาวเขาไม่ค่อยจะสะสมฟืนกันนัก เพราะฟืนมันมาก ต้องการเท่าไรมันก็ได้ ประเภทไหนมันก็ได้ เพราะอยู่ในป่าลึก บ้านก็เป็นกระท่อมไม่คุ้มฝน ลงไปจะเก็บฟืนไอ้รอบ ๆ บ้านก็เป็นป่าไผ่ มองลงไปในป่าแต่เช้าตรู่ เห็นหน่อไม้มันขึ้นสะพรั่งผิดปกติ ไอ้วันก่อนมันก็มีหน่อ แต่หน่อมันไม่ดกขนาดนี้ แต่วันนั้นปรากฎไอ้ไผ่รอบบ้านมันเป็นดงใหญ่ หน่อมันขึ้นสะพรั่งท่วมศีรษะ หน่อสูงมาก แต่สีของหน่อมันเป็นสีเหลือง แปลกใจจึงเข้าไปดู ปรากฎว่า ไอ้หน่อไม้ทั้งหมดมันกลายเป็นทองคำ จึงเข้ามาบอกพ่อบ้าน พ่อบ้านก็เข้ามาดู วันนั้น ทั้งสองตายายเลยไม่ต้องกินข้าว เห็นหน่อไม้กลายเป็นทองคำนับไม่ได้ จึงเข้าไปเฝ้าพระราชา กราบทูลให้ทรงทราบว่า ทรัพย์สมบัติอันเป็นของหลวงได้เกิดขึ้นแล้ว พระราชาก็ทำตามเดิมว่าเกิดในบ้านของเธอ ก็ต้องเป็นของของเธอ มีเหตุอัศจรรย์ได้หน่อไม้ทองคำ ถ้าเจ้าของเขาจะต้องการเท่าไรหักมันก็ง่าย เด็ดมันก็ง่าย แต่ว่าคนอื่นต้องการเท่าไร เอาช้างไปลากมันยังไม่ขึ้นเลย เพราะอาศัยบุญของเด็กที่อยู่ในครรภ์ ต่อมาเมื่อเด็กคนนั้นคลอดออกมาแล้ว ก็ปรากฎว่ามีแพะทองคำเกิดขึ้นรอบๆ บ้าน หลายสิบตัว เป็นแพะทองคำน่ะ มันเดินไม่ได้ แต่ว่าในปากของแพะทองคำมีสายไหมห้อยออกมา ตัวเป็นทองคำทั้งหมด ท่านพ่อบ้านแม่บ้านก็สงสัย ไปดึงเชือกเล่น เงินมันก็ไหลพรวดออกมา แกก็ลอง ๆ เล่น ๆ ต้องการทองคำรึ จิตนึกต้องการทองคำ ไอ้ทองคำก็ไหลออกมา ต้องการเพชรนิลจินดาของมีค่าอย่างแก้วมณี เป็นต้น ดึงเอา ต้องการอะไรดึงอย่างนั้นก็ไหล ต้องการผ้าผ่อนท่อนสไบดึงออกมา ผ้ามันก็ไหล รวมความว่า ตัวแพะเป็นทองคำ สายไหมเป็นสายสารพัดนึก นึกอะไรได้อย่างนั้นสมความปรารถนา ก็ปรากฎว่าในตระกูลนี้เป็นมหาเศรษฐีใหญ่ มันก็ใหญ่จริง ๆ ต้องการเท่าไรก็ได้ ต่อมาเมื่อลูกโตขึ้นมา ลูกก็คงจะดึง แล้วต่อมาภายหลังหลานโต หลานก็คงจะดึง คนอดคนยากจนที่ไหปรากฎเข้ามา ต้องการผ้า เธอก็ดึงสายในปากแพะเอาผ้ามาให้ ต้องการเงินให้เงิน ต้องการทองให้ทอง เป็นอันว่ายาจกสมัยนั้นกลายเป็นเศรษฐี และก็เป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญใจกุศล ทั้งนี้เพราะว่าสองคนสามีภรรยาคงจะสร้างบำเพ็ญกุศลและบารมีร่วมกันกับ ท่านเมณฑกเศรษฐี ผู้เป็นลูก ต่อมา ท่านเมษฑกเศรษฐีแต่งงานแล้วก็มีลูก ซึ่งเป็นบิดาของนางวิสาขา บิดาของนางวิสาขาก็เป็นคนมีบุญมาก เป็นเศรษฐีเดิม มาผสมกันเข้ากับนายบุญผู้เป็นทาสก็เป็นเศรษฐี นางวิสาขาก็บำเพ็ญบารมีในทานกองการกุศลมาก รวมความว่าตระกูลนี้เป็นคนที่ร่ำรวยนับไม่ได้ ในสมัยนั้น คนที่จะเป็นอนุเศรษฐี ต้องมีทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 40 โกฏิ เขาตั้งให้เป็นอนุเศรษฐี เขาตั้งกันนะ ถ้ามีทรัพย์ตั้งแต่ 40 โกฏิขึ้นไป ไม่ถึง 80 โกฏิ ให้เป็นอนุเศรษฐี ต่ำกว่า 40 โกฏิ เป็นคหบดี ตั้งแต่ 40 โกฏิขึ้นไปไม่ถึง 80 โกฏิ แค่อนุเศรษฐี ถ้า 80 โกฏิขึ้นไปก็เป็นมหาเศรษฐี แต่ว่าตระกูลนี้มีทรัพย์นับไม่ได้ จะนับเป็นโกฏิก็นับไม่ไหว เขาจะนับของแกยังไง ถ้าแกไม่มีแกก็ดึงปากแพะ และการให้ทานของตระกูลนี้ไม่มีจำกัด ใครอดอยากเท่าไรไปแบ่งกัน
รวมความว่าท่านเมณฑกเศรษฐี ต้นตระกูลของนางวิสาขามหาอุบาสิกา นี่แกร่ำรวยขึ้นมาและมีความดีได้ เพราะอาศัยจากการบำเพ็ญกุศลจากความเป็นคนจน คือมีทองคำเปลวอยู่แค่แผ่นเดียว เอาไปลองก้นหลุมของพระที่จะถ่าย เกิดมาอีกชาติอานิสงส์นี้บันดาลให้ท่านเป็นคหบดี กำลังใจที่บำเพ็ญกุศลบุญราสีของท่านก็ไม่ถอย ให้ทานคนกระทั่งหมดตัว จนต้องเอาข้าวที่ผสมกับดินมาล้าง ล้างดินเอาข้าวมาซ้อมกันกัน ภายหลังในชาตินี้นั้น ปรากฎว่าท่านเป็นมหาเศรษฐีใหญ่ แล้วทุกคนไปนิพพานหมด

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
  #5  
เก่า 31-01-11, 12:35
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,131
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,848
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,950 ครั้ง ใน 77,950 ข้อความ
พลังบุญ: 56685
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile เมณฑกเศรษฐี ( 5 )

อภิญญา-เมณฑกเศรษฐี-imagescasan6b9-jpg
นี่แหละบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ในฐานะที่ท่านทั้งหลายเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระบรมสุคต วันนี้ท่านมาทำบุญกัน มันเป็นแรม 8 ค่ำของเดือน 11 แต่ว่าทุกคนที่มานี่ก็มาคิดว่า มาด้วยความยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายก็เหมือนท่านเมณฑกเศรษฐีชาติที่สอง หรือว่าชาติที่หนึ่ง ทำด้วยแผ่นทองคำเปลว ชาติที่สองแจกเสียจนตัวจะไม่มีกินเวลานี้ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายยังไม่ถึงซึ่งพระนิพพานในชาตินี้ ถ้าสิ้นชีวิตตินทรีย์ ด้วยกำลังความดีของบรรดาท่านพุทธบริษัท อย่างน้อยที่สุดก็เป็นเหมือนกับท่านเมณฑกเศรษฐีตายจากคนไปเป็นเทวดา และถ้าจำจะต้องลงมา ถ้ายังจะไม่ไปนิพพาน ทรัพย์สมบัติทั้งหลายเหล่านั้น ก็จะปรากฎว่าเป็นคนร่ำรวยคล้ายท่านเมณฑกเศรษฐี แต่ว่า ชาตินั้น การบำเพ็ญกุศลราศี ไม่ห่วงต่อชีวิตของตัวประเภทนี้ องค์สมเด็จพระมหามุนีกล่าวว่า เป็นปรมัตถทาน และกล่าวว่าเป็นปรมัตถบารมี ถ้าจิตใจของบรรดาท่านทั้งหลายเป็นปรมัตถบารมี ก็ดูตระกูลของท่านเมณฑกเศรษฐี เกิดมาในชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ทุกคนไปนิพพานหมด ฉะนั้น บรรดาสาวกขององค์สมเด็จพระบรมสุคตที่ตั้งใจบำเพ็ญกุศลขนาดใหญ่ในคราวนี้ ก็คงจะมีความดีเช่นเดียวกับท่านเมณฑกเศรษฐี ขอแต่เพียงว่า
ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เมื่อตั้งใจทำความดี เมื่อกลับไปถึงบ้านนั่งอยู่ ยืนอยู่ เดินอยู่ ทำงานอยู่ จงนึกถึงความดีทั้งหลายเหล่านี้ไว้เพื่อเป็นอนุสสติ ที่จะทำให้ท่านทั้งหลายไม่ถอยหลังลงอบายภูมิ คือเราทำบุญด้วยดีเข้ามาในวัดเข้าถึงพระรัตนตรัย และยังมีความเคารพในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระอริยสงฆ์ ใจก็นึกถึงพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งที่เราชอบใจไว้ แล้วใจก็คิดว่าพระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระจอมไตร เราเคยฟัง เราเคารพ และบรรดาพระอริยสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีคุณใหญ่ จรรโลงพระพุทธศาสนาไว้ เราก็เคารพ และก็ประการต่อไป ศีลที่เคยรักษาสมาทานไว้ เราเคยสมาทานแล้ว เราคารพในศีล บางวันจะบกพร่องบ้างก็เป็นของธรรมดา แต่ใจของเรานี่เคารพในศีลเข้าไว้ ประการต่อไป
ทานใดที่เคยถวายในศาสนาขององค์สมเด็จพระจอบไตร ด้วยความเหนื่อยยากด้วยความลำบาก และข้าวยากหมากแพง ฝนไม่แล้ง มันตกมาก มันไม่เป็นตามฤดูกาล ทำให้จิตใจของเรานี้นั้นขาดแคลนจากวัตถุที่จะพึงเลี้ยงตน แต่ก็ยังมีความเลื่อมในในองค์สมเด็จพระทศพล หามาเท่าที่มันจะพึงหามาได้ ใจนึกถึงเรื่องนี้ไว้ ถ้ากำลังใจของบรรพาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย นึกถึงเรื่องนี้ไว้จะเป็นอนุสสติ คือนึกถึงพระพุทธเจ้าก็ดี พระธรรมก็ดี พระอริยสงฆ์ก็ดี นึกถึงศีลที่เคยรักษาก็ดี นึกถึงทานที่ในการให้ก็ดี และนึกไม่ได้ทั้งหมด นึกได้อย่างใดอย่างหนึ่ง อานิสงส์คุณบุญราศีที่ท่านทำไว้ นึกไว้อย่างน้อยที่สุดกันนรกได้ ตายจากความเป็นคนเมื่อไร เป็นเทวดาเมื่อนั้น แล้วอาศัยที่บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน มีบารมีครบถ้วนบริบูรณ์ มีกำลังใจสูง ถ้าพบพระพุทธเจ้าหรือพบพระอรหันต์เมื่อไร สดับพระธรรมเทศนานี้จบเดียวก็ได้เป็นพระอริยเจ้า หลังจากนั้นก็ได้บรรลุพระอรหันต์ไปพระนิพพาน
อาตมาภาพในฐานะพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ขอตั้งสัตยาธิษฐาน อ้างคุณพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ และพระสังฆรัตนะ ทั้ง 3 ประการ ขอจงอภิบาลบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายทุกท่าน ให้มีแต่ความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล และจงเจริญไปด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง 4 ประการ มีอายุ วรรณะ สุขะ และปฏิภาณ หากทุกท่านมีความประสงค์ใด ก็ขอให้ได้สิ่งนั้นสมความปรารถนาจงทุกประการ
อาตมาภาพรับประทานวิสัชนามาใน ปุญญาภิกถา ก็ขอยุติพระสัทธรรมเทศนาลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
ตอบ

Tags
บุญญฤทธิ์, พระนิพพาน, อภิญญา, ตามรอยพระบาท


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 14:15


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่