อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ประวัติพระ และบุคคลตัวอย่าง

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 02-08-09, 20:40
ปาริฉัตรมณี
Guest
 
ข้อความ: n/a
Smile อุบาสิกาทั้ง ๑๐ ผู้เป็นเลิศที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง

อภิญญา-อุบาสิกาทั้ง ๑๐ ผู้เป็นเลิศที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง-1237060574%5B1%5D-jpg
๑.นางสุชาดา ผู้เป็นเลิศฝ่ายถึงพระรัตนตรัยก่อน
เมื่อบุคคลที่นางศรัทธายินดีน้อมถวายข้าวมธุปายาสที่ปรุงเองอย่างดีเลิศ พร้อมถาดทองคำก่อนใคร คือ พระโพธิสัตว์สิทธัตถะ มหาบุรุษผู้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในคืนนั้น มหากุศลนี้ส่งผลให้นางและครอบครัวได้พบพระพุทธเจ้าและได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลก่อนฆราวาสอื่น
นางสุชาดาเป็นธิดาของกุฎุมพี(เศรษฐี)ชื่อเสนียะ อาศัยอยู่ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสี นางเคยบวงสรวงรุกขเทวดาที่ต้นไทรใหญ่ใกล้บ้าน อธิษฐานขอให้ได้สามีที่มีฐานะเท่าเทียมกัน และมีบุตรคนแรกเป็นชาย หากสมหวังจะพลีกรรม (สังเวย) ด้วยเครื่องบูชาราคาแสนกหาปณะ ต่อมานางสมปรารถนาทั้ง ๒ ข้อ แต่ยังไม่ได้ทำพิธีพลีกรรมทันทีจนบุตรชายชื่อยสะมีภรรยาแล้ว จนเช้ามืดวันหนึ่งซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ พอดีนางจึงเตรียมหุงข้าวมธุปายาส (ข้าวหุงกับน้ำนม) อย่างดีเลิศใส่ถาดทองคำราคาแสนกหาปณะ สั่งนางสาวใช้ชื่อปุณณทาสี ไปปัดกวาดบริเวณใต้ต้นไทรใหญ่
ขณะน้ัน เจ้าชายสิทธัตถะซึ่งแม้เสด็จออกบรรพามา ๖ ปีแล้ว ยังไม่ได้ตรัสรู้จึงทรงเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยา คือการทรมานร่างการด้วยวิธีต่างๆ เช่น การอดอาหาร แล้วหันมาเสวยอาหารตามปกติเพื่อมุ่งบำเพ็ญเพียรทางจิตแทน โดยประทับใต้ต้นไทรใหญ่ใกล้บ้านนางสุชาดา หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก พระวรกายแลดูสง่างามมาก จนนางปุณณทาสีเห็นแล้วคิดว่าเป็นรุกขเทวดา จึงรีบไปบอกนางสุชาดา
นางสุชาดาเมื่อพบพระสิทธัตถะที่ดูสง่างามน่าเลื่อมใสยิ่งนัก เกิดความศรัทธาทันทีน้อมถวายข้าวมธุปายาสพร้อมถาดทองคำด้วยความปิติยินดี หลังจากที่พระองค์เสวยข้าวมธุปายาสของนางสุชาดา ทรงลอยถาดทองคำนั้นในแม่น้ำเนรัญชราพร้อมอธิษฐานเสี่ยงทายการตรีสรู้และพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในคืนนั้นเอง เมื่อพระองค์ประทับเสวยวิมุติสุข (ความสุขจากการหลุดพ้นกิเลสทั้งปวง) ๗ สัปดาห์แล้ว ได้เสด็จไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวันเพื่อเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ (นักบวชสาวก ๕ คนแรก) ฝ่ายยะสะ บุตรชายคนเดียวของนางสุชาดาได้รับการบำรุงบำเรอด้วยความสุขสมบูรณ์ (ทางรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส) แวดล้อมด้วยหญิงนักร้องนักดนตรีในปราสาท ๓ ฤดูตลอดมา จนคืนหนึ่งยสะตื่นขึ้นมากลางดึก มองเห็นหญิงเหล่านั้นหลับใหลอยู่ดูเหมือนซากศพ เกิดความสลดหดหู๋เบื่อหน่ายถึงที่สุด จึงเดินออกจากบ้านไปอย่างไร้จุดหมายพร้อมบ่นว่า"ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ" บังเอิญยสะเดินมาทางป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พบพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ตรัสว่า "ที่นี่ไม่ขัดข้อง ที่นี่ไม่วุ่นวาย"แล้วทรงแสดงธรรมให้ยสะฟังจนบรรลุเป็นพระโสดาบัน
ขณะนั้นเศรษฐีบิดายสะออกติดตามหาบุตรชายมาพบพระพุทธองค์ซึ่งทรงบันดาลให้บุตรและบิดายังไม่เห็นกันก่อน แล้วทรงแสดงธรรมโปรด เมื่อทรงแสดงธรรมจบเศรษฐีได้บรรลุเป็นพระโสดาบันขอน้อมรับพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต ส่วนยสะซึ่งนั่งฟังพระธรรมเทศนาในครั้งนี้ด้วยได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทันที พระพุทธองค์จึงทรงคลายฤทธิ์ให้บุตรและบิดาเห็นกัน เศรษฐีเห็นบุตรชายดีใจมากขอร้องให้กลับบ้าน แต่พอรู้ว่ายสะเป็นพระอรหันต์แล้วก็อนุโมทนา แล้วอาราธนาพระพุทธองค์พร้อมยสะไปรับบิณฑบาตที่บ้านเช้านั้น ยสะขอบวชกับพระพุทธองค์หลังบิดากลับแล้ว รุ่งเช้าวันนั้น พระพุทธองค์เสด็จพร้อมพระยสะไปบ้านเศรษฐี นางสุชาดาและบุตรสะใภ้ช่วยกันถวายภัตตาหารด้วยความศรัทธา เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาจบต่างบรรลุเป็นพระโสดาบันทันที ขอน้อมรับพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งตลอดชีวิตเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ นางสุชาดาจึงได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็นอุบาสิกาผู้เป็นเลิศฝ่ายถึงพระรัตนตรัยก่อนอุบาสิกาอื่น

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ปาริฉัตรมณี : 23-09-09 เมื่อ 13:00

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 13 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (06-08-09), พรรณวดี (03-08-09), พุทธรักษา (03-08-09), ศิษย์โมคคัลลานะ (03-08-09), อภิญญา (23-09-09), ปาร์ค (24-11-09), นาคน้อย (02-09-09), นิมมานรดี (02-08-09), เดชะบุญ (05-08-09), FaRuXue (29-09-10), Jira (13-06-10), leklek (07-09-09), Rich (07-06-10)
  #2  
เก่า 03-08-09, 14:58
ปาริฉัตรมณี
Guest
 
ข้อความ: n/a
Smile อุบาสิกาทั้ง ๑๐ ผู้เป็นเลิศที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง

๒.พระนางสามาวดี ผู้เป็นเลิศฝ่ายอยู่ด้วยเมตตา
แม้ชีวิตจะพลิกผันจากสามัญชนมาเป็นมเหสีพระราชา พระนางก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาทเสมอ ด้วยจิตใจที่เมตตาผู้อื่นและให้อภัยแก่ทุกคน แม้มีผู้ประทุษร้ายพระนางถึงขั้นเผาพระนางทั้งเป็น พระทัยของพระนางก็ไม่มัวหมองเป็นทุกข์เลย เพราะยึดมั่นในธรรมะของพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งจนวาระสุดท้าย พระนางสามาวดีเดิมมีชื่อว่า"สามา"เป็นธิดาเศรษฐีเมืองภัททวดี เมื่อเกิดอหิวาต์ระบาดอย่างหนักครอบครัวของนางจึงอพยพออกจากเมือง ตั้งใจไปขออาศัยกับโมสกเศรษฐีที่เป็นเพื่อนพ่อค้าที่ไม่เคยเห็นหน้ากัน แต่เคยส่งของให้กันเสมอในเมืองโกสัมพี แต่โชคร้ายเมื่อถึงเมืองโกสัมพี ด้วยความหิวโหยและอ่อนเพลีย บิดามารดาเสียชีวิตก่อนที่จะได้พบกับโมสกเศรษฐี โชคดีท่ี่ี่มิตตกุฎุมพีผู้มีหน้าที่แจกทานในโรงทานของโมสกเศรษฐีทราบเรื่องของนาง เกิดความสงสารจึงรับนางมาเป็นธิดาของตน นางช่วยจัดระเบียบโรงทานใหม่ โดยให้ทำรั้วมีประตูทางเข้าและทางออก ให้ทุกคนเรียงแถวตามลำดับรับทาน ทำให้โรงทานสงบเรียบร้อยไม่มีเสียงอึกทึกจากการยื้อแย่งทานเหมือนก่อน จนโมสกเศรษฐีประหลาดใจ เมื่อทราบเรื่องของสามาจึงเมตตารับนางเป็นธิดาของตน ให้มีหญิงรับใช้ ๕๐๐ คน ตั้งแต่นั้นมานางก็มีชื่อว่า"สามาวดี"(วดี แปลว่า รั้ว) วันหนึ่งพระเจ้าอุเทน พระราชาเมืองโกสัมพีพอพระทัยสามาวดี จึงมาสู่ขอกับเศรษฐีและแต่งตั้งให้นางเป็นอัครมเหสี ทรงมอบปราสาทให้และรับหญิงบริวารทั้ง ๕๐๐ คนนั้นเข้ามารับใช้พระนางด้วย หญิงบริวารคนหนึ่งชื่อขุชชุตตรา มีโอกาสได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์จนได้เป็นพระโสดาบัน จึงเลิกยักยอกเงินค่าซื้อดอกไมัครึ่งหนึ่งที่เคยทำทุกวันและสารภาพผิดต่อพระนาง พระนางไม่โกรธหรือว่ากล่าวนางขุชชุตตรา แต่กลับขอให้แสดงธรรมที่ได้ฟังมาแก่พระนางและบริวารอื่นจนได้เป็นพระโสดาบันกันทุกคน ต่างศรัทธาในพระรัตนตรัย ให้ทาน รักษาศีล ฟังธรรมเสมอมา พระมเหสีอีกพระองค์หนึ่งของพระเจ้าอุเทนชื่อพระนางมาคันทิยา เคยโกรธแค้นพระพุทธองค์ที่ครั้งหนึ่งทรงปฏิเสธพราหมณ์บิดามารดาของนางที่ยกนางให้เป็นคู่ครอง และยังกล่าวคำพูดที่ทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกดูหมิ่นไว้ นางจึงอาฆาตพระพุทธองค์ตั้งแต่นั้นมา เมื่อบิดามารดาของนางออกบวชได้นำนางมาฝากไว้กับอาชื่อมาคันทิยะ ซึ่งต่อมาได้นำนางไปถวายเป็นมเหสีพระเจ้าอุเทน ขณะนั้น พระพุทธองค์เสด็จมาเมืองโกสัมพี พระนางมาคันทิยาจึงจ้างพวกทาสและอันธพาลไปตามด่าพระพุทธองค์ทั่วเมือง เพื่อให้พระองค์เสด็จออกจากเมืองนี้ไปแต่ไม่สำเร็จ พระนางคิดว่าคงเป็นเพราะพระนางสามาวดีอุปถัมภ์อยู่จึงคิดกำจัดพระนางสามาวดี ครั้งแรกพระนางวางแผนใส่ความพระนางสามาวดีว่านอกพระทัยพระเจ้าอุเทนฝักใฝ่พระพุทธเจ้า โดยใช้ไก่เป็นและไก่ตาย ๘ ตัวเป็นอุบายให้พระเจ้าอุเทนเข้าพระทัยผิดว่าพระนางไม่ยินดีปรุงถวายพระองค์แต่กลับยินดีปรุงถวายพระพุทธเจ้า เมื่อเห็นว่าพระเจ้าอุเทนทรงอดกลั้นนิ่งเฉยอยู่ จึงอุบายใส่ความพระนางสามาวดีว่าคิดลอบปลงพระชนม์พระเจ้าอุเทนด้วยงูพิษพระเจ้าอุเทนตกพระทัยและพิโรธมาก มิทันได้สอบสวนก่อน ทรงโก่งธนูเล็งลูกศรอาบยาพิษฤทธิ์ร้ายแรงมหาศาลมายังพระนางสามาวดีและบริวาร พระนางสอนบริวารให้แผ่เมตตาให้พระเจ้าอุเทนและพระนางมาคันทิยา แล้วทำใจวางเฉยไม่โกรธเกลียดใคร ด้วยอานุภาพแห่งความเมตตาปรากฎว่าลูกศรนั้นเปลี่ยนทิศกลับมาสู่พระเจ้าอุเทน ทรงตกพระทัยมากที่ลูกศรแม้ไม่มีชีวิตยังรู้คุณไม่ทำร้ายพระนางสามาวดี จึงทรงทิ้งธนูกราบแทบพระบาทพระนางสามาวดี ในที่สุดทรงถือพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งตามพระนางสามาวดี ทรงศรัทธาและอุปถัมภ์พุทธศาสนาร่วมกับพระนางสามาวดี พระนางมาคันทิยายิ่งเพิ่มความโกรธแค้นจนคิดแผนสุดท้ายให้อามาคันทิยะขังพระนางสามาวดีและบริวารในปราสาทของพระนางสามาวดีก่อนจุดไฟเผาทั้งปราสาท ในขณะที่พระเจ้าอุเทนมิได้ประทับในพระราชวัง พระนางสามาวดีมีสติมั่นคงไม่หวั่นไหว ทรงสอนบริวารให้แผ่เมตตาให้ทุกคนรวมทั้งพระนางมาคันทิยาและกำหนดเวทนา(รู้เท่าทันสุข-ทุกข์)ตามคำสอนของพระพุทธองค์ จนได้บรรลุเป็นพระสกิทาคามีบ้าง พระอนาคามีบ้างก่อนตายได้ไปเกิดในสุคติทุกคน กรรมเก่าที่ส่งผลให้นางเหล่านี้ถูกเผาทั้งเป็นนั้น พระพุทธองค์ทรงเล่าว่า อดีตชาติหนึ่งนางเหล่านี้อยู่ในพระราชวังของพระเจ้าพรหมทัตแห่กรงพาราณสี ผู้ถวายภัตตาหารแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์เป็นประจำ วันหนึ่งพระราชาพานางเหล่านี้ไปเล่นน้ำทั้งวันจนหนาว นางเหล่านี้จึงจุดไฟผิงกายให้อบอุ่นที่กอหญ้า พอไฟมอดได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ซึ่งเข้าฌานสมาบัติอยู่ ๗ วันถูกไฟคลอก ด้วยความตกใจกลัวความผิดจึงช่วยกันขนฟืนมาท่วมองค์พระแล้วจุดไฟเผาโดยคิดว่าคงไหม้จนไม่เหลือร่องรอยไว้เป็นหลักฐานแน่นอน แต่พอครบ ๗ วันพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ลุกไปอย่างสบาย เพราะปกติแม้ฟืน ๑,๐๐๐ เล่มเกวียนก็ไม่อาจทำให้พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้อยู่ในฌานสมาบัติรู้สึกอุ่นขึ้นเลย แต่เจตนาอกุศลต่อพระปัจเจกพุทธเจ้านี้มีโทษหนักมาก นางเหล่านี้ต้องตกนรกหลายพันปี และเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ต้องรับเศษกรรมถูกไฟคลอกตายอีกนับร้อยชาติ พระเจ้าอุเทนทรงโศกเศร้าในเคราะห์กรรมของพระนางสามาวดีมาก จึงออกอุบายเพื่อจับตัวคนทำผิดมาลงโทษให้ได้ พระนางมาคันทิยาหลงอุบายพระเจ้าอุเทนรับสารภาพเพราะหวังรับพระราชทานบำเหน็จรางวัลความดีความชอบพร้อมหมู่ญาติแท้และญาติเทียมผู้โลภมาก แต่กลับต้องถูกจับทั้งหมด และถูกทรมานจนตายอย่างน่าเวทนายิ่งนัก ไปเกิดในทุกคติทุกคน พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า "ผู้ประมาทได้ชื่อว่าผู้ตาย ส่วนผู้ไม่ประมาท แม้ตายแลัวก็ได้ชื่อว่าไม่ตาย" พระนางมาคันทิยาได้ชื่อว่าผู้ตาย ส่วนพระนางสามาวดีได้ชื่อว่าผู้ไม่ตาย ด้วยเหตุนี้ พระนางสามาวดีจึงได้รับยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็นอุบาสิกาผู้เป็นเลิศฝ่ายอยู่ด้วยเมตตา

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ปาริฉัตรมณี : 23-09-09 เมื่อ 12:58

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 12 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (06-08-09), พรรณวดี (04-08-09), พุทธรักษา (09-08-09), ศิษย์โมคคัลลานะ (03-08-09), อภิญญา (23-09-09), นาคน้อย (02-09-09), นิมมานรดี (03-08-09), เดชะบุญ (05-08-09), FaRuXue (29-09-10), Jira (13-06-10), leklek (07-09-09), Rich (07-06-10)
  #3  
เก่า 05-08-09, 10:58
ปาริฉัตรมณี
Guest
 
ข้อความ: n/a
Smile อุบาสิกาทั้ง ๑๐ ที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง

๓.นางขุชชุตตรา ผู้เป็นเลิศฝ่ายพหูสูต
แม้ชาติกำเนิดต่ำต้อย สาวใชัพิการหลังค่อมผู้เคยยักยอกเงินเจ้านายทุกวัน กลับสามารถบรรลุเป็นพระโสดาบัน พลิกผันชะตาชีวิตตัวเองด้วยธรรมปัญญา จนได้เป็นพระอาจารย์ผู้แตกฉานรอบรู้แสดงธรรมถวายพระนางสามาวดีและบริวาร นางขุชชุตตราเป็นบุตรสาวของหญิงแม่นมในบ้านของโฆสกเศรษฐีแห่งกรุงโกสัมพี เป็นหญิงพิการหลังค่อม ต่อมาเมื่อโฆสกเศรษฐีมอบหญิง ๕๐๐ คนเป็นบริวารของนางสามาวดี นางขุชชุตตราก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย เมื่อนางสามาวดีได้รับการอภิเษกเป็นมเหสีของพระเจ้าอุเทนแห่งกรุงโกสัมพี หญิงบริวารทั้ง ๕๐๐ คนนี้ก็ได้ติดตามเข้าไปรับใช้พระนางในพระราชวังด้วย พระเจ้าอุเทนได้พระราชทานเงินวันละ ๘ กหาปณะให้นางขชชุตตราเพื่อซื้อดอกไม้ให้แก่พระนางสามาวดีทุกวัน แต่นางขุชชุตตรายักยอกทรัพย์ไว้ครึ่งหนึ่งตลอดมา ปกตินางขุชชุตตราจะซื้อดอกไม้จากนายสุมนะ ผู้ได้ชื่อวว่า "สุมนมาลาการ" ผู้เชี่ยวชาญการตกแต่งสวนดอกไม้ให้สามเศรษฐีใหญ่ในกรุงโกสัมพี วันหนึ่งนายสุมนะขอโอกาสท่านเศรษฐีอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาเสวยภัตตาหารที่บ้านของตนบ้าง ขณะที่เขากำลังเตรียมการอยู๋นั้น นางขุชชุตตรามาเพื่อซื้อดอกไม้ตามปกติ นายสุมนะขอให้นางรอก่อนและอยู่ช่วยจัดภัตตาหารถวายพระพุทธองค์ด้วย ซึ่งนางก็ตอบรับด้วยความยินดี หลังจากเสร็จภัตกิจแล้ว นางขุชชตตราได้มีโอกาสฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์ด้วย ครั้นฟังจบนางได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน จึงสำนึกผิดที่ยักยอกเงินวันละ ๔ กหาปณะ วันนี้นางจึงซื้อดอกไม้กลับไปด้วยเงิน ๘ กหาปณะ เมื่อนางขุชชุตตราสารภาพผิด พระนางสามาวดีก็มิได้ว่ากล่าวติเตียนเลย กลับขอให้นางแสดงธรรมที่ได้ฟังมาจากพระพุทธองค์แก่พระนางและบริวารอื่นๆบ้าง ซึ่งนางขุชชุตตรายินดีอย่างยิ่ง แต่ขออาบน้ำชำระล้างร่างกายให้สะอาด แต่งกายพอเหมาะสมแล้วนั่งบนอาสนะที่สูงกว่าทุกคนแสดงธรรมจนทุกคนบรรลุเป็นพระโสดาบันพร้อมกัน ตั้งแต่นั้นมา นางขุชชุตตราได้รับการยกฐานะให้อยู่ในตำแหน่งพระมารดาและพระอาจารย์ของพระนางสามาวดี มีหน้าที่ไปรับฟังพระธรรมเทศนาจากพระบรมศาสดา แล้วกลับมาแสดงให้พระนางสามาวดีและบริวารฟัง นางขุชชุตตราทำเช่นนี้เรื่อยมาจนในที่สุดนางมีความแตกฉานในพระธรรมเป็นอย่างยิ่ง บุพกรรมของนางขุชชุตตราที่ทำให้เกิดมาหลังค่อม เพราะอดีตชาติหนึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่งซึ่งหลังค่อมเล็กน้อยมาฉันภัตตาหารในราชสำนักเป็นประจำ นางขุชชุตตราเกิดเป็นกุมาริกาแสดงท่าทางล้อเลียนพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยความคึกคะนองต่อหน้าเพื่อนหญิงทั้งหลาย จึงส่งผลให้นางเกิดมาหลังค่อมในชาตินี้ การที่นางเกิดมาเป็นหญิงรับใช้เพราะอดีตชาติหนึ่งที่นางเกิดเป็นธิดาเศรษฐีในกรุงพาราณสี สมัยพระพุทธเจ้านามว่า"กัสสปะ" ภิกษุณีอรหันต์ที่คุ้นเคยกับตระกูลของนางได้มาเยี่ยมเยียนที่บ้าน นางได้ออกปากใช้ภิกษุณีนั้นให้ช่วยส่งตระกร้าเครื่องประดับให้ ภิกษุณีนั้นเห็นว่าหากตนไม่ทำตามจะทำให้นางโกรธ ซึ่งจะมีผลทำให้นางต้องตกนรก ภิกษุณีนั้นจึงช่วยหยิบของให้ตามที่เธอออกปาก เพื่อช่วยให้นางรับผลกรรมที่เบากว่า คือการเกิดเป็นหญิงรับใช้ การที่นางเกิดมามีปัญญามากและบรรลุเป็นพระโสดาบัน เพราะในชาติที่เกิดเป็นธิดาเศรษฐีนั้น นางเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์ต้องเปลี่ยนมือถือบาตรที่ร้อนจัดกลับไปกลับมา จึงถอดกำไลงา ๘ อันถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นเพื่อรองบาตรกันความร้อน ผลบุญในครั้งนั้นทำให้นางเกิดมามีปัญญามาก ต่อมานางขุชชุตตราจบชีวิตพร้อมพระนางสามาวดี เพราะบุพกรรมที่เคยสร้างร่วมกันมาในอดีตชาติ(ตามที่กล่าวมาแล้วในประวัติของพระนางสามาวดี) ด้วยความที่นางมีปัญญาจดจำพระธรรมที่ฟังได้มาก สามารถแสดงธรรมได้ลึกซึ้งกว่าอุบาสิกาอื่นๆ พระพุทธองค์จึงทรงยกย่องนางขุชชุตตราเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายในฝ่ายพหูสูต

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (06-08-09), พรรณวดี (05-08-09), พุทธรักษา (09-08-09), อภิญญา (23-09-09), นาคน้อย (02-09-09), นิมมานรดี (09-08-09), เดชะบุญ (05-08-09), FaRuXue (29-09-10), leklek (07-09-09), Rich (07-06-10)
  #4  
เก่า 08-08-09, 21:59
ปาริฉัตรมณี
Guest
 
ข้อความ: n/a
Smile อุบาสิกาทั้ง ๑๐ ผู้เป็นเลิศที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง

๔.นางอุตตรา ผู้เป็นเลิศฝ่ายยินดีในฌาน
ภรรยาใจประเสริฐผู้ยินดีเสียเงินจ้างหญิงอื่นมาปรนเปรอสามีตนเอง เพื่อแลกกับการได้รับอนุญาตให้รักษาอุโบสถศีลและถวายทานนาน ๑๕ วันซ้ำเมื่อถูกหญิงนั้นทำร้ายด้วยการตักน้ำมันเนยเดือดราดศรีษะ ยังไม่ถือโทษโกรธเคืองกลับเข้าฌานแผ่เมตตาและให้อภัยจนสามารถชนะใจและชักจูงหญิงนั้นสู่พุทธศาสนาจนบรรลุเป็นพระโสดาบันได้ นางอุตตราเป็นบุตรสาวของนายปุณณะคนรับใช้ของสุมนเศรษฐีแห่งกรุงราชคฤห์ นายปุณณะเป็นคนยากจนมากแต่ขยันทำงานแม้ในวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันหนึ่งพระสารีบุตรออกจากนิโรธสมาบัติ เมื่อตรวจดูเห็นว่าควรสงเคราะห์นายปุณณะ จึงเดินถือบาตรไปสู่ทุ่งนาที่นายปุณณะกำลังไถนาอยู่ นายปุณณะเห็นพระสารีบุตรจึงวางคันไถแล้วเข้ามากราบ เมื่อพระสารีบุตรถามถึงน้ำ นายปุณณะคิดว่าท่านคงต้องการไม้สีฟัน น้ำล้างหน้า และน้ำดื่ม จึงได้จัดหามาถวาย เขาคิดว่าขอให้ภรรยาได้พบท่านและใส่บาตรด้วยอาหารที่เตรียมให้ตนด้วยเถิด ฝ่ายภรรยาได้พบพระสารีบุตรระหว่างทาง นางคิดว่าบางครั้งพบพระเถระแต่ไม่มีของถวาย และบางครั้งมีของถวายแต่ไม่พบพระเถระ วันนี้มีของถวายและพระเถระพร้อม นางจึงน้อมถวายอาหารที่เตรียมมานั้นแก่พระสารีบุตรจนหมดด้วยความตั้งใจดี ๓ เวลา คือ ตั้งใจดีก่อนให้ ขณะกำลังให้ และหลังให้แล้ว โดยอธิษฐานขอให้นางพ้นจากความยากจนอย่างท่ีเป็นอยู่ และขอให้เห็นแจ้งธรรมะที่พระคุณเจ้าเห็นแล้วนั้น พระสารีบุตรอนุโมทนานาง ภรรยานายปุณณะกลับไปเตรียมอาหารมาให้สามีใหม่ นางกลัวสามีโกรธที่มาสายและอาจทำร้ายนางด้วยความโมโหหิว ซึ่งจะทำให้บุญที่นางทำไปเศร้าหมอง จึงรีบชิงบอกให้สามีทำจิตใจให้ผ่องใสด้วยการบอกบุญที่นางทำแล้วนั้นก่อน นายปุณณะไม่เพียงแต่ไม่โกรธยังกล่าวชมนาง ทั้งสองต่างมีจิตใจเป็นกุศลตรงกัน นายปุณณะกินอาหารอิ่มแล้วงีบหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมาเห็นก้อนดินที่ตนไถกลายเป็นทองคำเต็มทั่วท้องนา เพราะบุญที่ทำกับพระที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติจะเห็นผลทันที เขาและภรรยาตื่นเต้นดีใจมากตักทองคำใส่ถาดเป็นตัวอย่างนำไปถวายพระราชา พร้อมกราบทูลให้พระองค์ส่งเกวียนไปขนทองคำทั้งหมดนั้นมา ทองคำที่ขนมากองสูงถึง ๘๐ ศอก ชาวพระนครต่างเห็นว่าควรตั้งนายปุณณะเป็เศรษฐี พระราชาจึงมีพระราชโองการตั้งนายปุณณะเป็นเศรษฐี พระราชทานฉัตรตำแหน่งเศรษฐี และโภคทรัพย์อีกมากมายรวมทั้งที่ดินสำหรับปลูกบ้านแก่เขา ปุณณะเศรษฐีทำการฉลองฉัตรและทำบุญขึ้นบ้านใหม่พร้อมกันโดยถวายทานพระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขติดต่อกัน ๗ วันโดยวันสุดท้ายปุณณะเศรษฐีพร้อมภรรยาและบุตรสาวคือนางอุตตรา ได้สำเร็จเป็นอริยบุคคลขั้นพระโสดาบัน ต่อมาราชคหเศรษฐีในกรุงราชคฤห์ได้มาสู่ขอนางอุตตราให้แก่บุตรชายตน แม้ปุณณะเศรษฐีไม่ยินดีในตอนแรก เพราะบุตรชายของราชคหเศรษฐีไม่ได้นับถือพุทธศาสนา แต่ในที่สุดก็ยอมเพราะทนการรบเร้าของสหายไม่ได้ ปกตินางอุตตราจะรักษาอุโบสถศีลเดือนละ ๘ วันเป็นประจำ ตั้งแต่นางอุตตรามาอยู่ตระกูลของสามี นางไม่ได้รับอนุญาตให้มีโอกาสรักษาอุโบสถศีลแม้แต่วันเดียว ครั้นถึงช่วงท้ายของฤดูเข้าพรรษา นางจึงส่งข่าวถึงบิดามารดาขอให้ช่วยส่งเงินมาให้นางจำนวน ๑๕,๐๐๐ กหาปณะนางนำเงินนั้นไปจ้างนางสิริมา ซึ่งเป็นหญิงงามเมืองที่มีชื่อเสียง เพื่อมาปรนนิบัติสามีแทนนาง ๑๕ วัน เขาจึงอนุญาตให้นางรักษาอุโบสถศีลได้ตามความปรารถนา นางอุตตราถวายภัตตาหารพระพุทธเจ้าและคณะสงฆ์ที่บ้านตลอด ๑๕ วันสุดท้ายของฤดูเข้าพรรษา โดยนางและบริวารช่วยกันจัดเตรียมของเคี้ยวฉันต่างๆ นางถืออุโบสถศีลครบ ๑๕ วัน ในวันสุดท้ายขณะที่นางอุตตรากำลังขวนขวายจัดเตรียมภัตตาหารในโรงครัวอยู่นั้น สามีและนางสิริมายืนมองดูที่หน้าต่างบนปราสาท สามีของนางคิดว่า"นางอุตตราหญิงโง่คนนี้ แม้มีสมบัติมากมายกลับชอบทำงานเหมือนหญิงรับใช้" แล้วยิ้มแย้มเป็นเชิงเยาะเย้ย ฝ่ายนางอุตตราก็คิดว่า"บุตรเศรษฐีสามีเราช่างประมาทและโง่เขลา คิดว่าทรัพย์สมบัติของตนเหล่านี้เป็นของยั่งยืนถาวรตลอดไป" แล้วนางจึงยิ้มแย้มบ้าง นางสิริมาเห็นสามีภรรยายิ้มให้กันและกันเกิดความหึงหวง ลืมไปว่าตนเป็นเพียงคนนอกที่เขาว่าจ้างมาอยู่ในบ้านนี้ชั่วคราว จึงรีบลงมาจากปราสาทเข้าไปในโรงครัวตักเนยใสที่กำลังเดือดพล่าน ตรงเข้าไปหมายทำร้ายนางอุตตรา ฝ่ายนางอุคคราเห็นกิริยาท่าทางนางสิริมาก็รู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น จึงเข้าฌานทั้งที่ยึนอยู่แผ่เมตตาถึงนางสิริมาว่า"บุญคุณของหญิงคนนี้ยิ่งใหญ่มาก นางทำให้เรามีโอกาสถวายทาน ฟังธรรมและรักษาอุโบสถศีล หากเราโกรธนางขอเนยใสเดือดจงลวกเรา หากเรามิได้โกรธนางขอเนยใสนั้นอย่าลวกเราเลย" ด้ายอานุภาพแห่งเมตตาฌาน บันดาลให้เนยใสเดือดที่รดราดบนศีรษะนางอุตตราปราศจากความร้อน นางสิริมาคิดว่า เนยใสนั้นคงไม่ร้อน จึงตักเนยใสที่กำลังเดือดพล่านใหม่อีกกระบวยหนึ่งมาเพื่อราดซ้ำ เหล่าบริวารเห็นจึงลุกฮือเข้ามาขัดขวาง ด่าสั่งสอนและรุมทำร้ายนางสิริมา นางอุตตรารีบเข้ามาห้ามบริวารและช่วยดูแลนางสิริมาให้อาบน้ำอุ่นและทาน้ำมันที่ฟกช้ำ นางสิริมาได้สติสำนึกผิด กราบแทบเท้าขอขมาโทษ นางอุตตรากล่าวว่าจะยกโทษให้นางสิริมาก็ต่อเมื่อบิดาของนางอันหมายถึงพระพุทธเจ้ายกโทษให้นางก่อน เมื่อพระพุทธองค์ทรงยกโทษให้แล้ว นางจึงไปขอโทษต่อนางอุตตรา นางก็ยกโทษให้ พระพุทธองค์ตรัสเป็นคำสอนว่า"พึงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ พึงชนะคนไม่ดีด้วยความดี พึงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ พึงชนะคนพูดเหลวไหลด้วยคำจริง" เมื่อจบพระธรรมเทศนา นางอุตตราได้บรรลุเป็นพระสกิทาคามี ส่วนสามี บิดามารดาของสามี นางสิริมาและบริวารของนางอุตตรา ๕๐๐ คนได้เป็นพระโสดาบัน เมื่อนางอุตตราสิ้นชีวิตไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเทพธิดาที่มีผิวงามส่องแสงสว่างไปทั่วทุกทิศเหมือนดาวประกายพรึก ด้วยผลบุญแห่งความไม่ริษยา ไม่ตระหนี่ ไม่ตีเสมอ ไม่โกรธ ไม่ประมาท รักษาอุโบสถ รู้อริยสัจ ให้ทานและสำรวมในศีลตลอดเวลา นางอุตตราเป็นผู้มีน้ำใจเปี่ยมล้นด้วยความเมตตา สามารถเอาชนะความชั่วของนางสิริมาด้วยเมตตาฌาน พระพุทธองค์จึงทรงยกย่องนางอุตตราเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายฝ่ายยินดีในฌาน

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (22-09-09), พุทธรักษา (09-08-09), อภิญญา (23-09-09), นาคน้อย (02-09-09), นิมมานรดี (09-08-09), เดชะบุญ (10-08-09), FaRuXue (29-09-10), leklek (07-09-09)
  #5  
เก่า 10-08-09, 14:09
ปาริฉัตรมณี
Guest
 
ข้อความ: n/a
Talking อุบาสิกาทั้ง ๑๐ ผู้เป็นเลิศที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง

๕.พระนางสุปปวาสา ผู้เป็นเลิศฝ่ายถวายของมีรสอันประณีต
พระนางสามารถอดกลั้นต่อความทุกข์ทรมานจากการทรงครรภ์อันยาวนานกว่า ๗ ปีได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการใช้ปัญญาตรึกตรองตามพุทธธรรม ครั้นประสูติพระโอรสอย่างง่ายดายและปลอดภัยตามพระพรของพระพุทธเจ้ายิ่งเพิ่มความศรัทธาเลื่อมใส ถวายภัตตาหารพระพุทธองค์และสงฆ์สาวกครบครันด้วยของควรเคี้ยวควรฉันอันประณีตเลิศรสกว่าใครด้วยพระหัตถ์ของพระนางเองตลอด ๗ วันหลังประสูติพระโอรสทันที พระนางสุปปวาสาเป็นพระธิดาของกษัตริย์นครโกลิยะ ทรงอภิเษกสมรสกับศากยราชกุมารพระองค์หนึ่ง จากนั้นไม่นานนักก็ทรงครรภ์ผิดจากหญิงอื่น คือทรงครรภ์อยู่ถึง ๗ ปี ๗ เดือนและ ๗ วัน จึงประสูติพระโอรสทรงพระนามว่า "สีวลี" (พระนางสำเร็จเป็นพระโสดาบันตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ทรงสดับฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์) ตั้งแต่พระนางสุปปวาสาเริ่มทรงครรภ์ พระนางได้รับลาภสักการะมากมาย มีผู้ถวายเครื่องบรรณาการทั้งเช้าและเย็นวันละ ๕๐๐ อย่าง คงเพราะทารกในพระครรภ์เป็นผู้มีลาภมากพระบุญญาบารมียังแผ่ไปถึงบุคคลอื่น เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าวที่พระนางได้จับต้องภาชนะที่ใส่แล้ว ออกรวงมากมายถึง ๕๐-๖๐ เกวียนต่อไร่ พระนางต้องทนทุกข์ทรมานด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสในช่วง ๗ วันสุดท้ายก่อนประสูติ แต่ทรงอดกลั้นไว้ได้ ด้วยการใช้ปัญญาตรึกตรอง ๓ ข้อ คือ ๑.พระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ทรงแสดงธรรมเพื่อให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์ของรูปกายนี้ ๒.พระสงฆ์สาวกผู้ปฎิบัติดีแล้ว ได้ปฎิบัติเพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์ของรูปกายนี้ ๓.พระนิพพานย่อมไม่มีความทุกข์เช่นนี้ พระนิพพานย่อมเป็นแดนที่มีความสุขโดยแท้จริง พระนางได้ทูลขอให้พระราชสวามีไปกราบทูลพระพุทธองค์ถึงทุกขเวทนาของพระนาง และทูลถามความเป็นผู้มีความเจ็บป่วยน้อย ความกระปรี้กระเปร่า มีพละกำลังและความอยู่สุขสบาย เมื่อพระสวามีได้เฝ้าและกราบทูลพระพุทธองค์แล้ว พระองค์ทรงตรัสประทานพรว่า ขอให้พระนางสุปปวาสาจงเป็นผู้มีความสุข ไม่มีโรคภัย จงประสูติพระโอรสผู้ไม่มีโรคภัยเถิด ขณะพระราชสวามียังเสด็จกลับไม่ถึงพระราชวัง ทรงได้รับรายงานว่าพระนางสุปปวาสาประสูติพระโอรสแล้วอย่างง่ายดายเหมือนเทน้ำออกจากกระบอก ครั้นเห็นพระนางมีความสุข ไม่ทรงพระประชวรประสูติพระโอรสไม่มีโรคตามพรของพระพุทธองค์ ต่างปลื้มพระทัยในพุทธานุภาพยิ่งนัก ทรงขนานนามพระโอรสว่า "สีวลี" (มีความหมายว่า ผู้ทำพระทัยอันทุกข์ร้อนของพระประยูรญาติทั้งปวงให้สงบลง) พระนางสุปปวาสาทูลขอพระราชสวามีให้ไปกราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์พร้อมสงฆ์สาวกมารับมหาทานอาหารบิณฑบาตในพระราชนิเวศน์ นางได้ถวายอาหารที่ควรเคี้ยวและควรฉันอันประณีตเลิศรสด้วยพระหัตถ์ของพระนางเองตลอด ๗ วัน แล้วให้พระโอรสสีวลีผู้แข็งแรงเท่าพระชนมายุ ๗ ปีถวายบังคมพระพุทธองค์และพระสาวก พระพุทธองค์ทรงอนุโมทนาว่า ผู้ให้อาหารแก่ปฏิคาหก(ผู้รับทาน) ผู้ปฏิบัติชอบ ย่อมทำให้เป็นผู้มีอายุยืน ผิวพรรณสวย มีความสุขล้ำเลิศ มีกำลังวังชา และมีปฏิภาณไหวพริบดี ในวันสุดท้าย พระโอรสสีวลีผู้ทรงรับรู้ทุกขเวทนาขณะอยู่ในครรภ์พระมารดามาโดยตลอด ได้สนทนาธรรมกับพระสารีบุตร แล้วมีพระประสงค์จะบรรพชา พระนางสุปปวาสามีความปิติยินดียิ่งนัก จึงทรงอนุญาตให้บรรพชาในสำนักของพระสารีบุตร พระสีวลีต่อมาทรงสำเร็จเป็นพระอรหันต์ และได้รับยกย่องว่าเป็นผู้เลิศฝ่ายมีลาภมาก บุพกรรมของพระนางสุปปวาสาและพระสีวลีที่ทำให้ทรงได้รับทุกขเวทนาแห่พระครรภ์ยาวนานถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน คือ ในอดีตชาติพระสีวลีเป็นพระราชากรุงพาราณสีได้ทรงปิดล้อมพระนครหนึ่งไว้ แล้วส่งพระราชสาสน์ให้เจ้านครนั้นเลือกระหว่างการยินยอมมอบราชสมบัติโดยดีหรือจะทำการสู้รบ เจ้านครนั้นไม่ยินยอมรับข้อเสนอทั้งสองข้อ พระเจ้าพาราณสีจึงสั่งให้เฝ้าประตูใหญ่ของพระนครนั้นไว้ แต่ชาวพระนครได้เข้าออกทางประตูเล็กแทนจนระยะเวลาล่วงเลยมาถึง ๗ ปี ๗ เดือนพระนางสุปปวาสาซึ่งเป็นพระราชมารดาของพระเจ้าพาราณสีทราบความจึงทรงแนะให้ปิดล้อมประตูเล็กด้วย ทำให้ชาวพระนครนั้นสู้ทนเดือดร้อนหนักอู่ได้ ๗ วันก็ทนต่อไปไม่ไหว จึงพร้อมใจกันสำเร็จโทษเจ้านครของตน แล้วยกราชสมบัติให้พระเจ้าพาราณสีในวันที่ ๗ นั้นเอง พระสีวลีและพระนางสุปปวาสาจึงต้องรับผลจากอกุศลกรรมนั้นในชาตินี้ การที่พระนางสุปปวาสาทรงถวายภัตตาหารอันประณีตแด่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยพระหัตถ์ของพระนางเองตลอด ๗ วัน พระพุทธองค์จึงทรงยกย่องพระนางสุปปวาสาว่าเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายฝ่ายถวายของมีรสอันประณีต

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (22-09-09), พุทธรักษา (20-08-09), อภิญญา (23-09-09), นาคน้อย (02-09-09), นิมมานรดี (15-08-09), เดชะบุญ (10-08-09), FaRuXue (29-09-10), leklek (07-09-09)
  #6  
เก่า 07-09-09, 20:48
ปาริฉัตรมณี
Guest
 
ข้อความ: n/a
Smile อุบาสิกาทั้ง ๑๐ ผู้เป็นเลิศที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง

๖.นางสุปปิยา ผู้เป็นเลิศฝ่ายบำรุงภิกษุเจ็บป่วย
ศรัทธาของนางน่าอัศจรรย์อย่างหาใครเสมอเหมือนได้ยาก ที่ยินดีสละเนื้อขาของตนเองแทนเนื้อสัตว์ในวันพระที่หาซื้อเนื้อสัตว์ไม่ได้ เพื่อปรุงเป็นอาหารถวายบำรุงภิกษุเจ็บป่วย ตามสัจจะที่ได้ให้ไว้
นางสุปปิยาเกิดในกรุงพาราณสี มีสามีที่มีฐานะใกล้เคียงกัน ครั้งหนึ่งนางได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้วบรรลุเป็นพระโสดาบัน ทั้งสุปปิยอุบาสกและสุปปิยาอุบาสิกา สองสามีภรรยาเป็นผู้เลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง เป็นผู้อุปัฏฐากบำรุงภิกษุสงฆ์ทั้งหลายในเรื่องปัจจัยสี่ที่ควรในกรุงพาราณสี วันหนึ่งนางสุปปิยาไปวัดเพื่อเยี่ยมเยียนพระภิกษุ จึงกราบเรียนถามว่ามีสมณะอาพาธ (เจ็บป่วย) รูปใดต้องการให้นางนำอะไรมาถวายบ้าง พระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งฉันยาถ่ายแล้วรู้สึกอ่อนเพลียมาก ปรารถนาน้ำต้มเนื้อ นางสุปปิยาอุบาสิกาจึงรับอาสานำมาถวาย นางสุปปิยาสั่งคนรับใช้ไปซื้อเนื้อในตลาดมา แต่ไม่ได้เนื้อเลย เพราะเป็นวันพระ นางวิตกทุกข์ร้อนใจว่า ได้รับคำภิกษุป่วยนั้นแล้ว และหากภิกษุนั้นไม่ได้ฉันน้ำต้มเนื้อ ความเจ็บป่วยอาจกำเริบหรือถึงตาย นางจึงตัดสินใจใช้มีดเฉือนเนื้อขาของตนเอง ส่งให้สาวใช้นำไปต้มน้ำปรุงถวายภิกษุรูปนั้น หากใครถามถึง ให้บอกว่านางนอนป่วยอยู่ในห้อง นางเองพันแผลแล้วนอนบนเตียงในห้องนอน ฝ่ายสามีเมื่อรู้ความจริง สรรเเสริญว่านางช่างมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างน่าอัศจรรย์จริงๆ ยังไม่มีใครทำได้ถึงขนาดที่ยอมสละเลือดเนื้อของตนได้ สุปปิยอุบาสกได้กราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์พร้อมพระภิกษุสงฆ์เพื่อมารับภัตตาหารที่บ้านตนในวันรุ่งขึ้น เมื่อทรงเสด็จถึงบ้านสุปปิยอุบาสก ทอดพระเนตรไม่เห็นสุปปิยาอุบาสิกา ครั้นทรงทราบว่านางป่วยนอนพักอยู่ในห้องไม่อาจมาเฝ้าได้ จึงทรงตรัสให้พยุงนางมาเฝ้าพระองค์ ฝ่ายนางสุปปิยาปลื้มปิติที่พระพุทธองค์รับสั่งเรียกหานาง จึงลึมความเจ็บปวดรีบลุกจากเตียงเพื่อเข้าเฝ้า ทันทีที่ได้เห็นพระองค์ก็เกิดเหตุอัศจรรย์ด้วยพุทธานุภาพคือ บาดแผลที่ขาของนางหายสนิท เนื้องอกเต็มเป็นปกติ ผิวราบเรียบไร้ร่องรอยบาดแผล ผิวพรรณผ่องใสขึ้น นางเกิดความปิติศรัทธายิ่งขึ้น รีบกราบถวายบังคม เมื่อพระพุทธองค์ตรัสถาม นางจึงตอบกราบทูลเหตุการณ์ทั้งปวงแก่พระพุทธองค์ พระองค์ทรงติเตียนภิกษุรูปนั้นเป็นอย่างมากที่มิได้พิจารณาก่อนฉันเนื้อที่เขานำมาถวาย ภิกษุไม่ควรฉันเนื้อมนุษย์ แม้ผู้เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาจะสละเนื้อของเขาได้ พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุฉันเนื้อมนุษย์ตั้งแต่นั้น ต่อมาพระพุทธองค์ทรงบัญญัติห้ามฉันเนื้ออื่นๆ อีก รวมแล้วมี ๑๐ ชนิดคือ เนื้อมนุนษย์ ช้าง ม้า สุนัข งู ราชสีห์ เสือเหลือง เสือโคร่ง เสือดาว และหมี และภิกษุต้องพิจารณาก่อนฉัน คุณความดีของนางสุปปิยาผู้มีศรัทธาแรงกล้า สละแม้เนื้อขาของตนปรุงอาหารถายภิกษุเจ็บป่วยด้วยความตั้งใจถวาย ความอุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุอย่างดี จึงได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาให้เป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายฝ่ายบำรุงภิกษุเจ็บป่วย

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (22-09-09), พุทธรักษา (10-09-09), อภิญญา (23-09-09), นิมมานรดี (07-09-09), เดชะบุญ (11-09-09), FaRuXue (29-09-10), leklek (07-09-09)
  #7  
เก่า 09-09-09, 20:15
ปาริฉัตรมณี
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default อุบาสิกาทั้ง ๑๐ ผู้เป็นเลิศที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง

๗.นางนกุลมารดา ผู้เป็นเลิศฝ่ายมีความคุ้นเคยกับพระพุทธเจ้า
นางเคยเกิดเป็นญาติสนิทของพระพุทธองค์มาหลายร้อยหลายพันชาติ มีความรักความผูกพันที่ลึกซึ้งข้ามภพชาติอันยาวนาน แม้มิได้เป็นพระญาติกันในชาตินี้ แต่ความคุ้นเคยจากอดีตชาติทำให้มีศรัทธาเต็มเปี่ยมจนสามารถบรรลุเป็นพระโสดาบันอย่างง่ายดาย เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์
นางนกุลมารดาเป็นภรรยาของนกุลบิดาคฤหบดี (เศรษฐี) อาศัยอยู่ในเมืองสุงสุมารคีรี แคว้นภัคคะ มีบุตรสาวชื่อนกุล คนจึงเรียกนางว่า "นกุลมารดา" ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จเมืองสุงสุมารคีรี ประทับที่เภสกฬาวัน แขวงภัคคะชนบท นกุลมารดาพร้อมนกุลบิดาและชาวเมืองสุงสุมารคีรีพากันไปเฝ้าพระพุทธองค์ ทันทีที่สองเศรษฐีสามีภรรยาได้พบเห็นพระพุทธองค์ก็เกิดความรักเหมือนพระองค์เป็นบุตรของตนเอง จึงหมอบแทบพระยุคลบาท กราบทูลว่า"ข้าแต่พระลูกเอ๋ย พระองค์ทรงทอดทิ้งบิดามารดามานานถึงเพียงนี้ แล้วจะเสด็จไปไหนพระเจ้าข้า" ทำให้หมู่สงฆ์และพุทธบริษัทประหลาดใจมาก พระพุทธองค์ทรงห้ามการประณามสองสามีภรรยา เพราะทรงทราบว่า ในอดีตชาตินกุลบิดาและนางนกุลมารดาเคยเกิดเป็นบิดาและมารดาของพระองค์มา ๕๐๐ ชาติ เป็นปู่และย่ามา ๕๐๐ ชาติ เป็นลุงและป้ามา ๕๐๐ ชาติ และเป็นน้าและอามา ๕๐๐ ชาติ ด้วยความรักและความผูกพันที่ต่อเนื่องมานานแสนนาน เมื่อได้เห็นพระพุทธองค์จึงเกิดความรู้สึกรักและสนิทสนม จนไม่อาจคุมสติไว้ได้ จึงกราบทูลเช่นนั้น เมื่อสองสามีภรรยาได้สติกลับคืนมาแล้ว พระองค์จึงทรงแสดงธรรมโปรด ทำให้ทั้งคู่ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันในครั้งนั้น สองสามีภรรยาผู้มีจิตศรัทธาได้ตั้งอาสนะในบ้านตน ๕๐๐ ที่สำหรับพระภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูปที่มาประจำทุกวัน ครั้งหนึ่งนกุลบิดาป่วยหนัก นางนกุลมารดาสามารถพูดโน้มนำด้วยพุทธดำรัสตักเตือนสามีไม่ให้มีความห่วงใยในสังขารใดๆ จนในที่สุดความเจ็บไข้ของนกุลบิดาก็ทุเลาลงอย่างรวดเร็วจนหายได้ เมื่อเวลาผ่านไปจนทั้งคู่เข้าสู่วัยชรา พระพุทธองค์ได้เสด็จสู่แคว้นภัคคะอีกครั้งหนึ่ง สองสามีภรรยานกุลเศรษฐีกราบทูลอาราธนาพระองค์พร้อมสงฆ์สาวกมารับภัตตาหารที่เรือนตน ทั้งคู่ซึ่งเป็นสามีภรรยาที่มีความซื่อสัตย์ต่อกันมากตลอดมาตั้งแต่หนุ่มสาว กราบทูลพระพุทธองค์ว่า ต่างปรารถนาจะได้พบกันและกันอีกเช่นนี้ในชาติหน้า พระองค์จึงทรงตรัสว่า ถ้าสามีและภรรยามุ่งหวังจะพบกันอีกในชาติหน้า บุคคลทั้งสองต้องเป็นผู้มีศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาเสมอกัน พระพุทธองค์ทรงยกย่องนางนกุลมารดาว่าเป็นเลิศฝ่ายมีความคุ้นเคยกับพระพุทธเจ้ายิ่งกว่าอุบาสิกาทั้งหลาย

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (22-09-09), พุทธรักษา (10-09-09), อภิญญา (23-09-09), นิมมานรดี (09-09-09), เดชะบุญ (11-09-09), FaRuXue (29-09-10), leklek (10-09-09)
  #8  
เก่า 21-09-09, 23:06
ปาริฉัตรมณี
Guest
 
ข้อความ: n/a
Unhappy อุบาสิกาทั้ง ๑๐ ผู้เป็นเลิศที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง

๘.นางกาฬี ผู้เป็นเลิศฝ่ายเลื่อมใสด้วยการฟังธรรมจากผู้อื่น
ความเลื่อมใสพระพุทธองค์ของนางเกิดขึ้นเมื่อพิจารณาตามด้วยสติปัญญาในสิ่งที่ได้ยินจากเสียงสนทนาธรรมของยักษ์ ๒ ตนเท่านั้น ก็สำเร็จเป็นพระโสดาบันได้ทันที ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เคยพบหรือฟังพระธรรมเทศนาโดยตรงจากพระพุทธองค์เลย
นางกาฬีเกิดในครอบครัวผู้มีฐานะดีในเมืองราชคฤห์ แต่งงานกับเศรษฐีเมืองกุรรมระ ในแคว้นอวันตีและตั้งครรภ์ในเวลาต่อมา เมื่อใกล้คลอดบุตร นางขอกลับไปคลอดที่บ้านเกิดในกรุงราชคฤห์ เวลานั้นพระพุทธองค์ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญานแล้ว ทรงแสดงปฐมเทศนาธรรมจักกัปปวัตนสูตร โปรดปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เหล่าเทวดาในหมื่นจักรวาลมาประชุมพร้อมหน้ากันเพื่อฟังพระธรรมเทศนาครั้งนี้ด้วย
ยักษ์ตนหนึ่งชื่อ สาตาคิรยักษ์ มาร่วมฟังพระปฐมเทศนาด้วยจนสำเร็จเป็นพระโสดาบัน สาตาคิรยักษ์อยากให้เพื่อนท่ี่ชื่อ เหมวตยักษ์ ซึ่งไม่ได้มาร่วมฟังธรรมครั้งนี้ได้เห็นธรรมเช่นตนบ้าง จึงพาบริวารเหาะผ่านกรุงราชคฤห์ไปหาเหมวตยักษ์ทันที
ฝ่ายเหมวตยักษ์เห็นป่าหิมพานต์ที่กว้างใหญ่ ๓,๐๐๐ โยชน์ เต็มไปด้วยดอกไม้บานสะพรั่งนอกฤดูกาลผิดสังเกต ทำให้คิดถึงสาตาคิรยักษ์เพื่อนรักอยากชวนไปเที่ยวป่าหิมพานต์ด้วยกัน จึงพาบริวารเหาะมา บังเอิญพบกันระหว่างทางกลางอากาศเหนือบ้านที่นางกาฬีอาศัยในกรุงราชคฤห์ เหมวตยักษ์ชวนสาตาคิรยักษ์ไปเที่ยวชมความงามของป่าหิมพานต์ที่เต็มไปด้วยดอกไม้บานสะพรั่งนอกฤดูกาลโดยไม่รู้สาเหตุ สาตาคิรยักษ์จึงบอกให้เพื่อนรู้ว่าความจริงมิใช่เพียงป่าหิมพานต์ที่ดอกไม้บานสะพรั่งนอกฤดูกาลในเวลานี้ แต่ต้นไม้ในหมื่นจักรวาลกำลังออกดอกทั่วไปหมดประหนึ่งพวงมาลัยที่ร้อยไว้เพื่อสักการะบูชาพระมหาบุรุษพุทธเจ้าที่เกิดขึ้นแล้วขณะนี้ เมื่อสาตาคิรยักษ์ยืนยันว่าตนได้ไปพบพระพุทธองค์ ได้ฟังพระธรรมเทศนา และดื่มอมตธรรมด้วยตนเองมาแล้วจริง จึงอยากชวนเพื่อนรักไปเฝ้าพระพุทธองค์ในคืนนี้ ซึ่งเป็นคืนอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ เหมวตยักษ์ซักถามถึงมหาบุรุษพุทธเจ้าจนสิ้นสงสัยแล้ว และส่งกระแสจิตไปตามธรรมที่สาตาคิรยักษ์กล่าว ในที่สุดก็สำเร็จเป็นพระโสดาบัน
ฝ่ายนางกาฬีนอนอยู่ได้ยินเสียงสนทนาธรรมกันในอากาศ พิจารณาว่าเป็นเสียงอมนุษย์แล้วจึงส่งกระแสจิตตามไปพิจารณาด้วยปัญญาในเสียงสนทนาธรรมนั้นตามลำดับก็พลอยสำเร็จเป็นพระโสดาบัน โดยที่ยังไม่เคยพบเห็นพระพุทธองค์เลย การสำเร็จมรรคผลของนางกาฬีเหมือนกับการได้กินอาหารที่เขาเตรียมไว้สำหรับคนอื่นมิใช่อาหารที่เตรียมไว้สำหรับตน
นางคลอดบุตรในคืนนั้นเอง ตั้งชื่อว่า โสณะ แปลว่าทองคำ เนื่องจากมีผิวเปล่งปลั่ง ต่อมามีชื่อต่อท้ายว่า กุฏิกัณณะ (แปลว่า ผู้มีต่างหูราคาหนึ่งโกฏิ) ภายหลังได้ขอบวชในพระพุทธศาสนา มีชื่อว่า พระโสณกุฏิกัณณเถระ นางกาฬีได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายฝ่ายเลื่อมใสด้วยการฟังธรรมจากผู้อื่น

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (22-09-09), พุทธรักษา (24-09-09), อภิญญา (23-09-09), นิมมานรดี (22-09-09), เดชะบุญ (23-09-09), FaRuXue (29-09-10), leklek (21-09-09)
  #9  
เก่า 23-09-09, 12:55
ปาริฉัตรมณี
Guest
 
ข้อความ: n/a
Smile อุบาสิกาทั้ง ๑๐ ผู้เป็นเลิศที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง

๙.นางกาติยานี ผู้เป็นเลิศฝ่ายเลื่อมใสมั่นคง
ความเลื่อมใสที่มั่นคงในการฟังธรรม นอกจากจะทำให้นางได้อริยทรัพย์ บรรลุเป็นพระโสดาบันแล้ว ยังสามารถรักษาชีวิตของนางเองและทรัพย์สมบัติในบ้านจากโจรนับร้อย ๆ ไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ และยังทำให้เหล่าโจรศรัทธาขอบวชจนได้เป็นพระอรหันต์ทั้งหมด
นางกาติยานีเกิดในเมืองกุรรมระ แคว้นอวันตี เป็นเพื่อนสนิทกับนางกาฬี ซึ่งเป็นโยมมารดาของพระโสณกุฏิกัณณเถระ (พระอรหันตเถระผู้เป็นเลิศฝ่ายมีวาจาไพเราะ) คืนหนึ่งนางกาฬีอุบาสิกาได้นิมนต์พระโสณกุฏิกัณณเถระพระลูกชายมาแสดงธรรม นางกาติยานีได้ไปร่วมฟังธรรมในสถานที่จัดเตรียมไว้ในเมือง โดยยืนอยู่ตอนท้ายของที่ประชุม ในครั้งนั้นพวกโจรประมาณ ๙๐๐ คน ช่วยกันขุดอุโมงค์ตามแผนที่ทำไว้ตอนกลางวัน จากมุมหนึ่งของเมืองไปถึงบ้านนางกาติยานี ฝ่ายหัวหน้าโจรไม่ได้อยู่กับบริวาร แต่มาสถานแสดงธรรมเพื่อตรวจดูว่าประชาชนมาประชุมอะไรกัน โดยยืนอยู่หลังนางกาติยานี
นางกาติยานีอยากให้โรงธรรมสว่างไสว จึงสั่งนางทาสีกลับไปเอาน้ำมันที่บ้านมาเติมประทีป นางทาสีมาถึงบ้านพบโจรขุดอุโมงค์ รีบกลับมาบอกนางกาติยานีด้วยความตกใจ หัวหน้าโจรซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ ได้ยินนางทาสีพูดกับนางกาติยานีแล้วคิดว่า หากหญิงนี้เชื่อคำนางทาสีรีบกลับบ้านตนจะฟันนางให้ขาดเป็น ๒ ท่อน แต่ถ้านางฟังธรรมต่อไปไม่กลับบ้าน ตนจะคืนทรัพย์สินสิ่งของที่พวกโจรขโมยไปให้นาง ฝ่ายนางกาติยานีห้ามนางทาสีส่งเสียงเอะอะไป บอกนางว่าแม้โจรขโมยได้ก็เพียงทรัพย์สินสิ่งของภายนอกที่เขาพบเท่านั้น ส่วนเวลาแห่งการฟังธรรมอย่างเช่นคืนนี้หาได้ยาก อย่ามาทำลายเวลาฟังธรรมของนางเลย
หัวหน้าโจรได้ยินแล้วฉุกคิดได้ว่า พวกตนกำลังทำกรรมหนัก คือขโมยของของหญิงผู้ตั่งมั่นในธรรม อาจถึงกลับถูกธรณีสูบได้ จึงไปสั่งให้โจรบริวารคืนทรัพย์สินสิ่งของของนางไว้ตามเดิม แล้วพากันมาฟังธรรม เมื่อจบธรรมเทศนาของพระโสณกุฏิกัณณเถระ นางกาติยานีได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน
เช้าวันรุ่งขึ้นหัวหน้าโจรพาบริวารทั้งหมดมากราบแทบเท้าขอขมาโทษต่อนางกาติยานี สารภาพความผิดที่ทำเมื่อคืนจนหมด ครั้นนางให้อภัยแล้วพวกโจรขอให้นางพาไปบวชในสำนักของพระโสณกุฏิกัณณเถระ ซึ่งต่อมาภายหลังจากที่พวกโจรบวชแล้วได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทุกรูป
การที่่นางกาติยานีตั้งใจฟังธรรมด้วยความศรัทธาที่มั่นคงในพระพุทธศาสนาโดยไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดแม้ภัยจากโจร จึงได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ในตำแหน่งอุบาสิกาผู้เป็นเลิศฝ่ายเลื่อมใสมั่นคง

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (24-09-09), พุทธรักษา (24-09-09), อภิญญา (23-09-09), นาคน้อย (12-10-09), นิมมานรดี (23-09-09), เดชะบุญ (23-09-09), FaRuXue (29-09-10), leklek (23-09-09)
  #10  
เก่า 12-10-09, 12:07
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,181
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,855
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 78,006 ครั้ง ใน 78,006 ข้อความ
พลังบุญ: 56791
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile ระนางสุชาดาและบุพกรรมในอดีต กับกิจที่คณะเราจะถวายพุทธทาน เป็นพุทธบูชาฯ

อภิญญา-อุบาสิกาทั้ง ๑๐ ผู้เป็นเลิศที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง-sujata_04%5B1%5D-gif
นางสุชาดาเป็นธิดาของเสนียะ ( เสนานิกุฏุมพี) ผู้มีทรัพย์ซึ่งเป็นนายใหญ่แห่งชาวบ้านเสนานิคม ตำบลอุรุเวลา เมื่ออายุย่างเข้าสู่วัยสาวนางได้ทำพิธีบวงสรวงต่อเทพยดาที่สิงสถิต ณ ต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งใกล้บ้านของนาง โดยได้ตั้งปณิธาน
ความปรารถนาไว้ ๒ ประการ คือ:-
๑. ขอให้ข้าพเจ้าได้สามีที่มีบุญ มีทรัพย์สมบัติ และมีชาติสกุลเสมอกัน
๒. ขอให้ข้าพเจ้ามีบุตรคนแรกเป็นชาย
ถ้าความปรารถนาของข้าพเจ้าทั้ง ๒ ประการ สำเร็จสมบูรณ์แล้ว ข้าพเจ้าจะทำพลีกรรม แก่ท่านด้วยของอันมีค่าหนึ่งแสนหกปณะ
ครั้นการต่อมา ความปรารถนาของนางสำเร็จทั้งสองประการ โดยได้สามีเป็นเศรษฐีมีฐานะเสมอกัน และได้บุตรคนแรกเป็นชายนามว่า “
ยสะ ” นางได้ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปจนลูกชายแต่งงานแล้ว จึงปรารภที่จะทำพลีกรรมบวงสรวงสังเวยเทพยดาด้วยข้าวมธุปายาส
ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ โดยนางได้ประกอบพิธีหุงข้าวมธุปายาสแล้วให้นางทาสีสาวให้ไปปัดกวาดทำความสะอาดบริเวณโคนต้นไทรนั้น
ในอดีตกาล ครั้งพระพุทธเจ้านามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดใน เรือนสกุล กรุงหังสวดี ต่อมา นางฟังธรรมกถาของพระศาสดา เห็นพระศาสดา ทรงสถาปนาอุบาสิกาผู้หนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าพวกอุบาสิกาผู้ถึงสรณะก่อนอุบาสิกาทั้งปวง จึงทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป ปรารถนาตำแหน่งนั้น
นางเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ถึงแสนกัป บังเกิดในครอบครัวของกุฎุมพีชื่อเสนียะ ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ก่อนพระศาสดาของเราบังเกิด เจริญวัยแล้วได้ทำความปรารถนาไว้ ณ ต้นไทรต้นหนึ่งว่า ถ้านางไปมีเหย้าเรือนกะคนที่เสมอๆ กัน ได้บุตรชายในท้องแรกจักทำพลีกรรมประจำปี ความปรารถนาของนางก็สำเร็จ
เมื่อพระมหาสัตว์ทรงทำทุกรกิริยาครบปีที่ ๖ ในวันวิสาขปุณณมี นางมีความประสงค์จะทำพลีกรรมในวันเพ็ญเดือน ๖ และก่อนหน้านั้นแหละ ได้ปล่อยแม่โคนมพันตัวให้เที่ยวไปในป่าชะเอม ให้แม่โคนม ๕๐๐ ตัว ดื่มน้ำนมของแม่โคนม ๑ ,๐๐๐ ตัวนั้น แล้วให้แม่โคนม ๒๕๐ ตัว ดื่มน้ำนมของแม่โคนม ๕๐๐ ตัวนั้นรวมความว่า นางต้องการความข้นความหวาน และความมีโอชะของน้ำนมจึงได้กระทำการหมุนเวียนไป จนกระทั่งแม่โคนม ๘ ตัวดื่มน้ำนมของแม่โคนม ๑๖ ตัว ด้วยประการฉะนี้ ในวันเพ็ญเดือน ๖ นางคิดว่า จักทำพลีกรรม
ตั้งแต่เช้าตรู่ จึงลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่งของราตรี แล้วให้รีดนมแม่โคนม ๘ ตัวนั้น ลูกโคทั้งหลายยังไม่ทันมาใกล้เต้านมของแม่โคนม แต่เมื่อพอนำภาชนะใหม่เข้าไปที่ใกล้เต้านม ธารน้ำนมก็ไหลออกโดยธรรมดาของตน นางสุชาดาเห็นความอัศจรรย์ดังนั้น จึงตักน้ำนมด้วยมือของตนเองใส่ลงในภาชนะใหม่ แล้วรีบก่อไฟด้วยมือของตนเอง เมื่อนางกำลังหุงข้าวปายาสนั้นอยู่ ฟองใหญ่ๆ ผุดขึ้นไหลวนเป็นทักษิณาวัฏ น้ำนมแม้จะแตกออกสักหยาดเดียว ก็ไม่กระเด็นออกไปข้างนอก ควันไฟแม้มีประมาณน้อยก็ไม่ตั้งขึ้นจากเตาไฟ
สมัยนั้น ท้าวจตุโลกบาลมาถือการอารักขาที่เตาไฟ ท้าวมหาพรหมกั้นฉัตร ท้าวสักกะทรงนำดุ้นฟืนมาใส่ไฟให้ลุกโพลงอยู่ เทวดาทั้งหลายรวบรวมเอาโอชะ ที่สำเร็จแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในทวีปใหญ่ทั้ง ๔ มีทวีปน้อยสองพันเป็นบริวารมาใส่ลงในข้าวปายาสนั้น ด้วยเทวานุภาพของตนๆ เสมือนคั้นรวงผึ้งซึ่งติดอยู่ที่ท่อนไม้ถือเอาต้นน้ำหวานฉะนั้นจริงอยู่ ในเวลาอื่นๆ เทวดาทั้งหลายใส่โอชะในทุกๆ คำข้าว แต่ในวันบรรลุพระสัมโพธิญาณ และวันปรินิพพานใส่ลงในหม้อเลยทีเดียว นางสุชาดาได้เห็นความอัศจรรย์มิใช่น้อย ซึ่งปรากฏแก่ตนณ ที่นั้น ในวันเดียวเท่านั้น จึงเรียกนางปุณณาทาสีมาพูดว่า นี่แน่ะแม่ปุณณา วันนี้เทวดาของพวกเราน่าเลื่อมใส่ยิ่งนัก เพราะว่าเราไม่เคยเห็นความอัศจรรย์เห็นปานนี้ ในเวลามีประมาณเท่านี้ เธอจงรีบไปปัดกวาดเทวสถานโดยเร็ว นางปุณณาทาสีรับคำของนางแล้วรีบด่วนไปยังโคนไม้ ในตอนกลางคืนวันนั้น แม้พระโพธิสัตว์ก็ได้ทรงเห็นมหาสุบิน ๕ ประการ เมื่อทรงใคร่ครวญดู จึงทรงกระทำสันนิษฐานว่า วันนี้ เราจักได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย เมื่อราตรีนั้นล่วงไป จึงทรงกระทำการปฏิบัติพระสรีระ ทรงคอยเวลาภิกขาจาร พอเช้าตรู่ จึงเสด็จมาประทับนั่งที่โคนไม้นั้น ยังโคนไม้ทั้งสิ้นให้สว่างไสวด้วยพระรัศมีของพระองค์
ลำดับนั้น นางปุณณาทาสีนั้นมาได้เห็นพระโพธิสัตว์ประทับนั่งที่โคนไม้ มองดูโลกธาตุด้านทิศตะวันออกอยู่ และต้นไม้ทั้งสิ้นมีวรรณดุจทองคำ เพราะพระรัศมีอันซ่านออกจากพระสรีระของพระองค์ นางปุณณาทาสีนั้นได้เห็นแล้วจึงมีความคิดดังนี้ว่า วันนี้ เทวดาของเราเห็นจะลงจากต้นไม้มานั่งเพื่อคอยรับพลีกรรมด้วยมือของตนเอง จึงเป็นผู้มีความตื่นเต้น รีบมาบอกเนื้อความนั้นแก่สุชาดา นางสุชาดาได้ฟังคำของนางปุณณาทาสีนั้นแล้วมีใจยินดีพูดว่า ตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าจงตั้งอยู่ในฐานะเป็นธิดาคนโตของเรา แล้วได้ให้เครื่องอลังการทั้งปวงอันสมควรแก่ธิดา ก็เพราะเหตุที่ในวันจะได้บรรลุความเป็นพระพุทธเจ้า ควรจะได้ถาดทองใบหนึ่งซึ่งมีราคาหนึ่งแสน ฉะนั้นนางสุชาดานั้นจึงทำความคิดให้เกิดขึ้นว่า เราจักใส่ข้าวปายาสในถาดทองนางมีความประสงค์จะให้นำถาดทองราคาหนึ่งแสนมาเพื่อ ใส่ข้าวปายาสในถาดทองนั้น จึงรำพึงถึงโภชนะที่สุกแล้ว ข้าวปายาสทั้งหมดได้กลิ้งมาตั้งอยู่เฉพาะในถาด เหมือนน้ำกลิ้งมาจากใบปทุมฉะนั้น ข้าวปายาสนั้นได้มีปริมาณเต็มถาดหนึ่งพอดี
นางจึงเอาถาดใบอื่นครอบถาดใบนั้นแล้วเอาผ้าขาวพันห่อไว้ ส่วนตนประดับประดาร่างกายด้วยเครื่องประดับทุกอย่างเสร็จแล้ว ทูนถาดนั้นบนศีรษะของตนไปยังโคนต้นไทรด้วยอานุภาพใหญ่ เห็นพระโพธิสัตว์แล้วเกิดความโสมนัสเป็นกำลัง สำคัญว่าเป็นรุกขเทวดา จึงโน้มตัวเดินไปตั้งแต่ที่ที่ได้เห็น ปลงถาดลงจากศีรษะแล้วเปิด (ผ้าคลุม) ออก เอาสุวรรณภิงคาร คนโทน้ำทองคำ ตักน้ำที่อบด้วยดอกไม้หอมแล้วได้เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ยืนอยู่
บาตรดินที่ฆฏิการมหาพรหมถวาย ไม่ได้ห่างพระโพธิสัตว์มาตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ ขณะนั้นได้หายไปพระโพธิสัตว์ไม่ทรงเห็นบาตร จึงเหยียดพระหัตถ์ขวาออกรับน้ำ นางสุชาดาจึงวางข้าวปายาสพร้อมทั้งถาดลงบนพระหัตถ์ของพระมหาบุรุษๆ ทรงแลดูนางสุชาดาๆ กำหนดพระอาการได้ทูลว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ดิฉันบริจาคแก่ท่านแล้ว ท่านจงถือเอาถาดนั้นไปกระทำตามความขอบใจเถิด ถวายบังคมแล้วทูลว่า มโนรถของดิฉันสำเร็จแล้ว ฉันใด แม้มโนรถของท่านก็จงสำเร็จ ฉันนั้น นางบริจาคถาดทองซึ่งมีราคาตั้งหนึ่งแสน เหมือนบริจาคใบไม้เก่าไม่เสียดายเลย แล้วหลีกไป
พระโพธิสัตว์เสด็จไปยังฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงวางถาดทองไว้ริมฝั่ง ลงสรงสนานแล้วเสด็จขึ้น ทรงปั้นเป็นก้อนได้ ๔๙ ก้อน เสวยข้าวมธุปยาสแล้ว ทรงลอยถาดทองลงในแม่น้ำ เสด็จขึ้นสู่โพธิมัณฑสถานตามลำดับ ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ประทับ ณ โพธิมัณฑสถานล่วงไป ๗ สัปดาห์ ทรงประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐโปรดแก่ปัญจวัคคีย์แล้ว ณ ป่าอิสิปตนมิคทายวัน ทรงเห็นอุปนิสัยของเด็กชื่อ ยสะ บุตรของนางสุชาดา จึงเสด็จไปประทับนั่ง ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง
ไม่ไกลจากป่าอิสิปตนมฤคทายวันมากนัก ตระกูลครอบครัวของนางสุชาดา ได้ตั้งอยู่บริเวณนั้น เพราะเป็นตระกูลเศรษฐีมีทรัพย์
สมบัติมาก แต่มีบุตรชายเพียงคนเดียว จึงเอาอกเอาใจบำรุงบำเรอบุตรด้วยกามคุณ ๕ อย่าง พร้อมสรรพ ด้วยหวังจะให้บุตรชายเป็น
ทายาทสืบสกุล ได้สร้างปราสาท ๓ หลัง สำหรับเป็นที่อยู่ใน ๓ ฤดู อีกทั้งมีสาวงามคอยขับร้องประโคมดนตรีขับกล่อมตลอดเวลา
คืนหนึ่ง ยสะนอนหลับก่อนบริวารและสาวขับร้อง ท่ามกลางแสงประทีปส่องสว่างอยู่ บรรดาหญิงนักขับร้องประโคมดนตรีทั้งหลาย
เห็นยสะนอนหลับแล้วจึงคิดว่า บัดนี้เจ้านายก็หลับแล้วพวกเราจะขับร้องประโคมดนตรีกันไปเพื่อประโยชน์อะไร จึงพากันเอนกายลงนอน
หลับใหลไม่ได้สติ สยะตื่นขึ้นมายามดึกเห็นอาการอันวิปริตต่าง ๆ ของหญิงนักดนตรีเหล่านั้นนอนกันไม่เป็นระเบียบ บ้างก็นอนบ่น
ละเมอเพ้อพึมพำ บ้างก็นอนกรน ดังดูจเสียงกา บ้างก็นอนเปิดร่างในลำดับต่อจากครึ่งราตรี บ้างก็อ้าปากน้ำลายไหล ฯลฯ ไม่เป็นที่เจริญจิต
เจริญใจดังแต่ก่อน ภาพเหล่านี้ปรากฏแก่ ยสะดุจซากศพ ในป่าช้าผีดิบ เกิดความรู้สึกสลดรันทดใจ พูดว่า วุ่นวายหนอ ขัดข้องหนอ และเบื่อหน่ายรำคาญเป็นที่สุด จึงเดินออกจากห้องเดินพลางบ่นพลางออกจากห้องลงบันไดเดิน ไปอย่างไม่มีจุดหมาย บังเอิญได้เดินไปทาง ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งขณะนั้นพระพุทธองค์ เสด็จเดินจงกรมอยู่ ได้สดับเสียงของยสะเดินบ่นมาเช่นนั้น จึงตรัสว่า"ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัด ข้อง เธอจงเข้ามาที่นี่เราจะแสดงธรรมให้ฟัง"ยสะจึงถอดรองเท้าแล้วเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ ได้สดับ พระธรรมเทศนาอนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ จบแล้วได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน
ฝ่ายทางบ้าน พอรู้ว่าลูกชายหายไปจึงรีบส่งคนออกติดตามทั่วทุกทิศ บิดาเองก็ออกติด ตามด้วยและบังเอิญเดินไปทางป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เห็นรองเท้าลูกชายก็จำได้จึงเข้าไปกราบ ทูลถามพระพุทธองค์ว่าเห็นลูกชายมาทางนี้บ้างหรือไม่พระพุทธองค์ทรงดำริว่า “ ถ้าพ่อลูกได้ เห็นหน้ากันก็จะเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุธรรม” จึงทรงบันดาลด้วยฤทธิ์มิให้พ่อลูกเห็นกัน ตรัสแก่เศรษฐีว่า “ ท่านจงนั่งลงก่อนแล้วท่านจะได้เห็นลูกชายของท่าน” แล้วทรงแสดง อนุปุพพิกถา และอริยสัจ ๔ ให้ท่านเศรษฐี ฟังส่วน ยสะก็ได้ฟังอีกครั้งหนึ่ง เมื่อจบลงเศรษฐีได้ บรรลุพระโสดาบัน ส่วนยสะได้บรรลุพระอรหัตผล พระพุทธองค์ทรงทราบว่า ยสะได้บรรลุพระอรหัต ไม่หวนกลับไปครองเพศฆราวาสอีกต่อไปแล้ว จึงทรงคลายฤทธิ์ให้พ่อลูกได้เห็นกัน เศรษฐีเห็น ยสะลูกชายก็ดีใจ อ้นวอนให้กลับบ้าน ด้วยคำว่า “ ยสะ มารดาของเจ้าเศร้าโศกยิ่งนัก เจ้าจงให้ชีวิตแก่มารดาของเจ้าด้วยเถิด” แต่พอทราบว่ายสะบรรลุพระอรหัตแล้วก็อนุโมทนา และขอแสดงคนเป็นอุบาสก ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึก ตลอดชีวิต ได้ชื่อว่า “ เป็น อุบาสกคนแรก ที่ถึงพระรัตนตรัย” แล้วกราบทูลอาราธนาพระบรมศาสดาพร้อมด้วยยสะให้ไปรับอาหารบิณฑบาตที่เรือนของตนในเช้าวันนั้น และเมื่อทราบว่าพระพุทธองค์ทรงรับอาราธนาแล้ว จึงกราบทูลลากลับบ้านแจ้งแก่ภรรยาและบริวารในบ้านให้จัดเตรียมอาหาร เพื่อถวายพระ บรมศาสดาและ ยสะ ฝ่ายยสะ เมื่อบิดากลับไปแล้วกราบทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์ทรง ประทานด้วยพระดำรัสว่า “ เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้วเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด” โดยไม่มีคำว่า “ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบ” เหมือนกับที่ประทานแก่พระปัญจวัคคีย์ เพราะว่ายสะได้สำเร็จเป็น พระอรหันต์ ตั้งแต่ก่อนบวชนั่นเอง การอุปสมบทแบบนี้เรียกว่า“ เอหิภิกขุอุปสัมปทา” เช้าวันนั้น พระบรมศาสดาพร้อมด้วยพระยสะเสด็จไปยังเรือนของเศรษฐีตามคำอาราธนา ประทับ บนอาสนะที่จัดเตรียมไว้ มารดาและภรรยาเก่าของพระยสะได้ช่วยกันถวาย ภัตตาหาร เมื่อเสร็จภัตกิจแล้ว พระพุทธองค์ทรงแสดงอนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ ให้สตรีทั้งสองฟัง เมื่อจบลงเธอทั้งสองก็ได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุเป็นพระโสดาบันในพระพุทธศาสนา แสดง ตนเป็นอุบาสิกา ขอถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต เธอทั้งสองได้ชื่อว่า “ เป็นอุบาสิกาคนแรกหรือรุ่นแรกที่ถึงพระรัตนตรัยในพระพุทธศาสนา”ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงทรงยกย่องนางสุชาดา (มารดาของพระยสะ) ในตำแหน่งเอตทัคคะ ว่าเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลาย ในฝ่าย ผู้ถึงพระรัตนตรัยก่อนอุบาสิกาทั้งปวง ผู้ถึงสรณะ แล

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 11:16


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่