อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ประวัติพระ และบุคคลตัวอย่าง

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 06-09-09, 22:41
leklek
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default ชีวประวัติพุทธสาวิกา

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา
ขอน้อมนำเสนอชีวประวัติพระภิกษุณี หรือพระเถรี แด่ท่านทั้งหลาย เพื่อยังประโยชน์แห่งพระพุทธศาสนา ขอผลบุญทั้งหลายจงมีแด่ทุกท่านโดยทั่วกันเทอญ
(ตอนที่ 1 กล่าวถึงการถวายทานของพระนางมหาปชาบดีโคตมีถวายทานแด่พระพุทธเจ้า ซึ่งประกอบด้วย 3 ตอนย่อย)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระนางมหาปชาบดีโคตมีเลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายผู้เป็นสาวิกาของตถาคต ในฝ่าย"ผู้รู้ราตรีนาน"

ประวัติโดยย่อของพระนางมหาปชาบดีโคตมีในสมัยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม มีดังนี้
พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าอัญชนะกับพระนางยโสธราและทรงเป็นพระกนิษบภคินีของพระนางมหามายา
พวกพราหม์ผู้ทำนายลักษณะได้กราบบังคมทูลถวายคำทำนายพระนางมหามายาและพระนางโคตมีว่า"พระราชกุมารผู้เสด็จมาประทับในพระครรภ์ของพระนางทั้งสองพระองค์จะได้ทรงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ"
ในเวลาที่พระนางทั้งสองทรงพระเจริญวัยแล้วพระเจ้าสุทโธทนมหาราชได้ทรงทำการสู่ขอพระนางทั้งสองพระองค์ให้เสด็จมาประทับอยู่ ณเมืองกบิลพัสดุ์
เมื่อพระมหาบุรุษประสูติจากพระครรภ์ได้ ๗ วัน พระนางมหามายาก็เสด็จสวรรคตแล้วทรงไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต
พระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงสถาปนาพระนางมหาปชาบดีโคตมีเป็นพระอัครมเหสี และทรงมอบพระสิทธัตถราชโอรสให้พระนางทรงเลี้ยงดูต่อมาภายหลังพระนางประสูติพระนันทกุมารพระนางได้ทรงมอบพระนันทกุมารให้แก่พระพี่เลี้ยงนางนมรับเป็นธุระเลี้ยงดูส่วนพระนางทรงบำรุงเลี้ยงพระสิทธัตถราชกุมารด้วยพระองค์เอง(พระนางมีพระราชธิดาอีกพระองค์คือพระรูปนันทากุมารี)

กาลต่อมาพระสิทธัตถราชกุมารได้เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ แล้วได้ตรัสรู้พระสัพพัญญู ทรงกระทำการอนุเคราะห์ชาวโลก ได้เสด็จถึงพระนครกบิลพัสดุ์ และทรงกระทำญาตัตถจริยา คือทรงประพฤติสงเคราะห์พระประยูรญาติ
ครั้งนั้นพระเจ้าสุทโธทนมหาราชได้ทรงสดับธรรมกถาในระหว่างที่ประทับอยู่ระหว่างหนทาง ก็ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน ในวันที่สอง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้พระนันทกุมารทรงผนวชและวันที่ ๗ ทรงอนุญาตให้พระราหุลกุมารทรงบรรพชาเป็นสามเณร (ถือเป็นสามเณรองค์แรก)
อีกสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จกลับมาที่พระนครกบิลพัสดุ์ เป็นวาระที่สอง และเสด็จเข้าประทับในพระวิหารนิโครธาราม
ในกาลนั้นพระนางมหาปชาบดีโคตมี มีพระราชดำริว่า นับตั้งแต่พระลูกเจ้าเสด็จลงมาสู่พระนครนี้ เรายังมิได้ถวายวัตถุสิ่งใดสิ่งหนึ่งเลย ส่วนโภชนาหารอันประณีต มีบรรดาราชตระกูลต่างๆ เป็นผู้คอยถวายอยู่แล้ว ฉะนั้นเราควรจะถวายจีวรสาฎกแก่พระลูกเจ้า แท้จริงผ้าท้งหลายที่มีอยู่ในเมืองนี้ ผ้าที่สูงค่าจนประมาณราคาไม่ได้ก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่เป็นที่ยินดีเต็มที่กับศรัทธาของเรา ควรเราจะปั่นฝ้ายด้วยมือเราเอง
ครั้นพระนางทรงดำริดังนั้นแล้ว จึงรับสั่งให้ช่างทองทำอ่างทองคำที่สุกปลั่งขึ้น ๗ใบ และให้ถูทองคำด้วยตะใบให้เป็นผงปนกับดินเหนียว เปลือกของหอมใส่ลงในอ่างทองคำนั้น แล้วเพาะเมล็ดฝ้ายในอ่างทองคำ รดด้วยน้ำนมโคผสมกับทองคำที่ตะไบละเอียด ปุยฝ้ายที่ได้มีสีเหลืองทองดังทองคำหรือสีดอกกรรณิการ์ พระนางทางเก็บฝ้ายในผอบทอง ทรงเลือกสรร ทรง**บ ทรงดีด ทรงปั่นด้วยพระองค์เองทุกอย่าง เส้นด้ายแต่ละเส้นเสมอเท่ากันเป็นอันดีและละเอียดยิ่งนัก ทั้งมีสีเหลืองเหมือนทองคำ
พระนางเจ้าทรงให้หาช่างทอหูกฝีมือเอกมาแล้วให้ช่างบริโภคโภชนาหารที่ปรุงผสมด้วยจตุมธุรส ให้ตกแต่งร่างกายด้วยอาภรณ์ภัณฑ์ต่าง ๆ ที่โรงทอหูกให้ดาดเพดานห้อยพวงดอกไม้ และทรงทอดพระเนตรการทอผ้านั้นเป็นนิตย์ทุกวันมิได้ขาด

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 12 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
  #2  
เก่า 07-09-09, 14:02
leklek
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default ตอนที่ 1 (ตอนย่อยที่ 2) ประวัติพระนางมหาปชาบดีโคตมี

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา
ขอเชิญทุกท่าน ได้อ่านประวัติของพระนางมหาปชาบดีโคตมีต่อ (หากท่านจับภาพตามจะรู้สึกเหมือนได้เห็นเหตุการณ์ที่พระนางอยู่ต่อหน้าพระพักต์ของพระพุทธองค์ด้วย)

ครั้นการทอผ้าสำเร็จแล้ว ได้ผ้าสองผืน ทรงจินตนาการด้วยความดีพระทัยว่า ผ้าสาฎกทั้งสองผืนนี้ เป็นผ้าที่ประเมินค่ามิได้ สมควรกับพระสัพพัญญูพุทธเจ้าที่จะทรงนุ่งห่ม ทรงพับผ้าใส่ลงในผอบแก้ว แล้วทรงยกขึ้นไว้เหนือพระเศียรเสด็จไปโดยมีหมู่นางศากยราชกัญญาถือธูปเทียนและของหอม พร้อมด้วยผ้าราคาผืนละหนึ่งแสนกหาปณะ (สี่แสนบาท) อีกจำนวนหนึ่งแสนผืนใส่ในผอบทองหนึ่งแสนผอบ และผ้าราคาผืนละหนึ่งพันกหาปณะจำนวนหนึ่งพันผืนใส่ผอบเงินหนึ่งพันผอบ
เมื่อพระนางเสด็จมาถึง ในขณะนั้นพระพุทธองค์ทรงสถิตบนบัลลังก์ มีพระสงฆ์สาวกแวดล้อมอยู่ ประดุจเดือนที่แวดล้อมด้วยหมู่ดาวที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า พระนางเสด็จเข้าไปในรัศมี ๖ประการ ทรงอภิวาทด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ทรงทอดทัศนาพระวรกายพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรงบังเกิดพระปีติ ๕ ประการ ทรงเปิดฝาผอบแก้วออก และทรงหยิบคู่พระภูษาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อันว่าคู่ภูษาสีสุวรรณนี้ เป็นผ้าใหม่ที่หม่อมฉัน**บ ดีด และปั่นฝ้ายเอง ตั้งใจอุทิศถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระกรุณาอนุเคราะห์รับคู่พระภูษาใหม่นี้ เพื่อประโยชน์และความสุขแก่หม่อมฉันสิ้นกาลนานเทอญ พระเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนพระนางโคตรมี พระนางจงถวายคู่พระภูษานี้แก่สงฆ์เถิด จะมีอานิสงค์มากยิ่งกว่าถวายแก่ตถาคต เมื่อพระนางถวายแก่สงฆ์ ย่อมได้ชื่อว่าพระนางบูชาทั้งตถาคต และสงฆ์ทั้งปวงด้วยพระนางทรงกราบทูลเป็นครั้งที่สอง และสามพระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสเหมือนดังที่ตรัสมาแล้ว
สาเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงรับผ้าของพระนางมหาปชาบดีโคตรมี มีเหตุผลกล่าวไว้ในอรรถกถาคัมภีร์ปปัญจสูทนีความว่า

เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระกรุณาจะอนุเคราะห์แก่พระแม่น้า เพื่อจะให้อานิสงส์มาก โดยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า พระนางมีเจตนา ๓ ประการคือ ๑.บุพพเจตนา คือตั้งใจไว้ก่อนให้ ๒.มุญจนเจตนา คือตั้งใจขณะกำลังให้ ๓.อปราปรเจตนา คือตั้งใจหลังจากให้แล้ว ได้บังเกิดขึ้นโดยตั้งใยเฉพาะต่อตถาคตแล้ว บัดนี้จะให้เจตนาทั้ง ๓ นั้น บังเกิดแก่พระนางโดยตั้งเฉพาะต่อพระภิกษุสงฆ์อีก เมื่อรวมเจตนาทั้ง ๖ แล้ว วัตถุทานนั้นจะมีผลมาก และเพื่อจะทรงกระทำให้บุคคลทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นในภายหลังได้มีจิตคิดเคารพยำเกรงในพระสงฆ์

อีกประการหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่าตถาคตจะมีชีวิตอยู่ในโลกได้ไม่นานเท่าไร แต่คำสั่งสอนของตถาคตจะตั้งอยู่กับพระสงฆ์ ประชาชนภายหลังจะได้เกิดความเคารพพระสงฆ์พระสงฆ์เป็นทักขิไณยบุคคล คือบุคคลผู้ควรรับของทำบุญ หรือบุคคลผู้ทำให้ผลทานเจริญไพบูลย์ เมื่อพระสงฆ์ไม่ลำบากฝืดเคือง ก็จะได้เล่าเรียนพระพุทธวัจนะ ปฏิบัติสมณธรรมตามสบาย ศาสนาของตถาคตก็จะได้ตั้งอยู่ตลอด ๕,๐๐๐ พระวัสสา

ในพระบาลีคัมภีร์มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ และคัมภีร์ปฐมสมโพธิกถา มีกล่าวต่อไปอีกว่า
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสให้พระนางมหาปชาบดีโคตรมีทรงถวายผ้าแก่พระสงค์ พระนางก็ทรงเสียพระทัย จึงเสด็จไปสำนักของพระอานนทเถระ ทรงอภิวาทแล้วตรัสวิงวอนว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้ามีความผิดประการใดหรือพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ทรงรับภูษาของข้าพเจ้า ขอนิมนต์พระคุณเจ้าจงช่วยอนเคราะห์กราบทูลถามให้พระผู้มีพระภาคเจ้าให้รู้แจ้งในเรื่องนี้ด้วยเถิด เจ้าค่ะ

พระอานนทเถระจึงไปเข้าเฝ้า ถวายบังคมแล้วทูล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสอธิบายเรื่องการถวาย ปาฏิปุคคลิกทาน ๑๔ ประการ ได้แก่

๑. ทานที่ถวายแด่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
๒. ทานที่ถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า
๓. ทานที่ถวายแด่พระอรหันตสาวก
๔. ทานที่ถวายแด่ผู้ปฏิบัติเพื่อจะให้สำเร็จอรหัตผล
๕. ทานที่ถวายแด่พระอนาคามี
๖. ทานที่ถวายแด่ผู้ปฏิบัติเพื่อจะให้สำเร็จอนาคามิผล
๗. ทานที่ถวายแด่พระสกทาคามี
๘. ทานที่ถวายแด่ผู้ปฏิบัติเพื่อจะให้สำเร็จสกทาคามิผล
๙. ทานที่ถวายแด่พระโสดาบัน
๑๐. ทานที่ถวายแด่ผู้ปฏิบัติเพื่อจะให้สำเร็จโสดาปตติผล
๑๑. ทานที่ถวายแด่บรรพชิตนอกพระพุทธศาสนาผู้ปราศจากความกำหนัดยินดีในกามารมณ์ทั้งหลาย
๑๒. ทานที่ให้แก่ปุถุชนผู้มีศึล
๑๓. ทานที่ให้แก่ปุถุชนผู้ไม่มีศึล
๑๔. ทานที่ให้แก่สัตว์เดียรัจฉาน

บุคคลให้ทานแก่สัตว์เดียรัจฉานย่อมได้อานิสงส์ร้อยเท่า
ให้ทานแก่ปุถุชนผู้ไม่มีศีลรับอานิสงส์พันเท่า
ให้แก่ผู้มีศีลได้อานิสงส์หนึ่งแสนเท่า
ให้ทานแก่บรรพชิตนอกพระพุทธศาสนาที่ปราศจากความกำหนัดยินดีในกามารมณ์ทั้งหลาย ย่อมได้อานิสงส์หนึ่งแสนโกฏิเท่า
ถ้าถวายทานแก่ผู้ปฏิบัติเพื่อจะให้สำเร็จโสดาปัตติผลย่อมได้อานิสงส์อันนับประมาณมิได้ และทานในลำดับสูงต่อไปย่อมมีอานิสงส์มากยิ่งขึ้นไปโดยลำดับตามคุณธรรมอันพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปเป็นชั้น ๆ

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเรื่อง สังฆทาน ๗ ประการ
๑. ถวายแก่สงฆ์ ๒ ฝ่าย มีพระพุทธเจ้าทรงเป็นองค์ประทาน
๒. ถวายแก่สงฆ์ ๒ ฝ่าย ในเวลาตถาคตปรินิพพานแล้ว
๓. ถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ฝ่ายเดียว
๔. ถวายแก่พระภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายเดียว
๕. ถวายแก่พระสงฆ์ ๒ ฝ่าย ด้วยนิมนต์สงฆ์ว่า ขอท่านทั้งหลายจงจัดพระภิกษุ หรือพระภิกษุณี เท่านี้รูปให้แก่ข้าพเจ้า
๖. ถวายแก่พระสงฆ์ที่ขอมาจากพระภิกษุสงฆ์ ด้วยกล่าวนิมนต์ว่า ขอท่านจงจัดพระภิกษุเท่านี้รูปจากพระภิกษุสงฆ์ให้แก่ข้าพเจ้า
๗. ถวายแก่พระสงฆ์ที่ขอมาจากพระภิกษุณีสงฆ์ ด้วยกล่าวนิมนต์ว่า ขอท่านจงจัดพระภิกษุณีเท่านี้รูปจากพระภิกษุณีสงฆ์ให้แก่ข้าพเจ้า

ดูก่อนอานนท์ ในอนาคตกาล จะมีภิกษุทั้งหลายที่เป็น โคตรภูสงฆ์ (ผู้ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างปุถุชนที่ยังมีกิเลสหนากับพระอริยเจ้า เป็นพระสงฆ์ที่มีอยู่ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อจะสิ้นพระพุทธศาสนา) บุคคลทั้งหลายจะถวายทานแก่สงฆ์ผู้ทุศีลเหล่านั้น ด้วยตั้งใจเฉพาะต่อสงฆ์ (ไม่เจาะจงผู้รับ) ตถาคตก็กล่าวว่ามีผลนับประมาณไม่ได้ สังฆทานมีผลมากกว่าปาฏิปุคคลิกทานโดยแน่แท้


พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเรื่อง ทักขิณาทานบริสุทธิ์ ๔ ประการ
๑. ทานที่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก (ผู้ให้) ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก (ผู้รับ)
๒. ทานที่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก
๓. ทานที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก
๔. ทานที่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายากและฝ่ายปฏิคาหก
ผู้ใดมีศีล ได้สิ่งของมาโดยชอบธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ได้ให้ทานแก่ผู้ทุศีล ทักขิณาทานของผู้นั้นชื่อว่า บริสุทธิ์ฝ่ายทายก

ผู้ใดทุศีล ได้สิ่งของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานแก่ผู้มีศีล ทักขิณาทานของผู้นั้นชื่อว่า บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก

ผู้ใดทุศีล ให้ทานแก่ผู้ทุศีล ตถาคตกล่าวว่า ทานนั้นมีผลไม่ไพบูลย์

ผู้ใดมีศีล ให้ทานแก่ผู้มีศีล ตถาคตกล่าวว่า ทานนั้นมีผลไพบูลย์

ผู้ใดปราศจากราคะ ได้ให้ทานแก่ผู้ปราศจากราคะ ทานของผู้นั้นแหละเลิศกว่าอามิสทานทั้งหลาย

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมีกถาด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะเสนาะโสต ดุจเสียงแห่งท้าวมหาพรหมจบลงแล้ว พระนางมหาปชาบดีโคตมี ทรงบังเกิดพระปรีดาปราโมทย์เป็นล้นพ้น

(ขอเชิญติดตามตอนย่อยที่ ๓ เป็นการจบตอนที่ ๑ เรื่องพระนางฯ ถวายทาน)

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (07-09-09), พรรณวดี (08-09-09), พรหมโชติ (28-12-09), พุทธรักษา (10-09-09), อภิญญา (08-09-09), ปาริฉัตรมณี (07-09-09), นาคน้อย (08-09-09), นิมมานรดี (07-09-09), เดชะบุญ (11-09-09), FaRuXue (21-09-09), Rich (07-06-10)
  #3  
เก่า 08-09-09, 18:40
leklek
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default ตอนที่ 1 (ตอนย่อยที่ 3) ประวัติพระนางมหาปชาบดีโคตมี

พระนางมหาปชาบดีโคตรมีได้ทรงสดับพระธรรมเทศนาก็ทรงบังเกิดพระปรีดาปราโมทย์เป็นล้นพ้น จึงทรงน้อมเข้าไปประเคนแด่พระสารีบุตรเถระ พระสารีบุตรกล่าวห้ามว่า ขอถวายพระพร พระราชเทวีจะถวายอาตมภาพนี้ไม่สมควร ขอถวายพระพร จึงทรงน้อมถวายแด่พระมหาโมคคัลลานเถระ ซึ่งก็ทรงกล่าวห้ามเช่นกัน รวมถึงพระอสีติมหาสาวก (สาวกผู้ใหญ่ ๘๐ รูป) จนกระทั่งถึงพระอชิตะ ผู้เป็นพระนวกะ (ภิกษุใหม่) นั่งอยู่ในที่สุดของพระสงฆ์ จึงยอมรับผ้าสาฎกนั้นไว้

พระนางทรงโทมนัสจนน้ำพระเนตรไหลนองและทรงจินตนาการว่า เรานี้มีบุญน้อยนัก สู้อุตส่าห์กระทำคู่ผ้านี้ ตั้งจิตเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ก็ไม่ทรงรับ หรือแม้แต่พระอัครสาวก ตลอดกระทั่งพระอสีติมหาเถระ มีแต่พระภิกษุหนุ่มผู้เป็นพระนวกะรับคู่ผ้าของเรา
พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรเห็น จึงทรงดำริว่า ตถาคตจะกระทำให้พระมหาปชาบดีโคตรมีทรงบังเกิดพระโสมนัสในวัตถุทานนี้ จึงตรัสให้พระอานนท์ไปนำบาตรของพระองค์มา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำพุทธาธิษฐานว่า พระสาวกทั้งปวง จงอย่าถือเอาบาตรนี้ได้เลย ให้พระอชิตะภิกษุหนุ่มผู้นี้ จงถือเอาบาตรของตถาคตได้เพียงรูปเดียว แล้วทรงโยนบาตรขึ้นไปบนอากาศ

พระสารีบุตรกราบทูลเป็นรูปแรกว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์จะขออาสาถือบาตรทรงนั้นมาให้ได้พระเจ้าข้า และก็ได้รับพุทธานุญาต แต่ก็หาบาตรไม่พบ ลำดับต่อจากนั้น พระอสีติมหาเถระทั้งหลายที่ทรงเอตทัคคะ ได้กราบทูลรับอาสาแต่ไม่มีท่านรูปไหนสามารถนำบาตรมาด้วยอานุภาพของตนได้เลย

ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสส่วนท่านพระอชิตะว่า ดูก่อนอชิตะ เธอจงถือเอาบาตรของตถาคตมาเถิด
พระอชิตะเพ่งมองดูนภากาศแล้วตั้งสัตยาธิษฐานว่า ข้าพเจ้าไม่ได้บรรพชาในพระพุทธศาสนาด้วยปรารถนาจตุปัจจัยลาภและหาใช่ว่าจะเลี้ยงชีพในฆราวาสไม่ได้ แต่ข้าพเจ้าตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อประโยชน์ที่มุ่งหมายจะได้ตรัสรูธรรมทั้งปวง ซึ่งสามารถจะช่วยนำสัตว์ให้ข้ามพ้น จตุรโอฆสงสาร (ห้วงน้ำคือการเวียนว่ายตายเกิด ๔ ประการ กาม ภพ ทิฐิ อวิชชา) ทั้งสิ้น และถ้าหากว่าศีลของข้าพเจ้าไม่ขาด ไม่ด่างพร้อย และยังบริสุทธิ์อยู่ ขอให้บาตรทรงของพระผู้มีพระภาคเจ้าจงลงมาประดิษฐานในมือของข้าพเจ้าแล้วท่านก็เหยียดมือออกไปรับบาตรทรงนั้น

บาตรทรงของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้แสดง สัพพัญญุตญาณนิมิต แก่พระอชิตะที่จะได้ตรัสรูอริยธรรมในอนาคตกาล ได้บันดาลตกจากนภากาศลงมาตั้งอยู่ในมือของท่านพระอชิตะ นับเป็นศุภนิมิตมหัศจรรย์คล้ายกับจะบอกท่านพระอชิตะว่า ข้าพเจ้าไม่มาสู่หัตถ์ของพระมหาสาวกทั้งหลาย เพราะข้าพเจ้าไม่ได้เป็นบริขารของพระสาวก แต่เป็นบาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐสุด และพระคุณเจ้ารูปนี้ไม่ได้เป็นพระสาวกและไม่ได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า แต่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ฉะนั้น

เมื่อพระนางมหาปชาบดีโคตรมีได้ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ทรงบังเกิดพระปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง พระศรัทธาปสาทะที่มีกำลังอันยิ่ง ได้บังเกิดขึ้นในพระทัยของพระนาง จนทำให้พระอัสสุชลไหลออกจากพระเนตรด้วยเหตุแห่งวัตถุทานที่ได้ชื่อว่าบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเหมือนกัน ทรงอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วเสด็จกลับพระราชนิเวศน์

ในตอนต่อไปจะเสนอ มูลเหตุที่พระนางมหาปชาบดีโคตมีเสด็จออกทรงผนวชในพระพุทธศาสนา ขอทุกท่านโปรดติดตาม

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (12-09-09), พรรณวดี (08-09-09), พรหมโชติ (28-12-09), พุทธรักษา (10-09-09), อภิญญา (08-09-09), ปาริฉัตรมณี (08-09-09), นาคน้อย (08-09-09), นิมมานรดี (09-09-09), เดชะบุญ (11-09-09), FaRuXue (21-09-09), Rich (07-06-10)
  #4  
เก่า 09-09-09, 20:26
leklek
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default ตอนที่ ๒ พระนาง ฯ ทรงผนวช (ตอนย่อยที่ ๑)

พระนางมหาปชาบดีโคตมี เสด็จออกผนวชในพระพุทธศาสนา


หลังจากที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระเจ้าสุทโธทนมาหราช ยังประทับอยู่ ณ พระวิหารนิโครธาราม เขตกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ

พระนางฯ เสด็จเข้าไปเฝ้า ทรงกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ขอประทานวโรกาส พระเจ้าข้า ขอให้สตรีได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศไว้แล้วเถิด พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามรวมถึง ๓ ครั้ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเสด็จจาริกต่อไปทางพระนครเวสาลี ทรงประทับ ณ กูฏาคารศาลาในป่ามหาวัน พระนครเวสาลี (บางแห่งเรียก ไพศาลี) ครั้งนั้น พระนาง ฯ ทรงนุ่งห่มผ้ากาสวพัสตร์ ตั้งเจตนาบรรพชา พร้อมกับนางสากิยานีเป็นจำนวนมาก ทรงเสด็จจากกรุงกบิลพัสดุ์ไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้า พระบาททั้งสองพอง พระวรกายเต็มไปด้วยธุลี มีพระพักตร์นองด้วยน้ำพระเนตร ประทับยืนอยู่ที่ซุ้มประตูภายนอกพระวิหาร

พระอานนทเถระเห็นและทรงถามจึงทราบและไปกราบทูลขออนุญาตให้พระนาง ฯ แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามว่า อย่าเลยอานนท์ เธออย่าพอใจให้สตรีบรรพชาในพระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้เลย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามถึง ๓ ครั้ง พระอานนทเถระจึงคิดใคร่ครวญและกราบทูลถามว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า สตรีออกจากเรือนบรรพชาเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยของพระตถาคตที่ทรงประกาศไว้แล้ว อาจทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตผลได้หรือไม่ พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตอบว่าได้ พระอานนทเถระจึงทรงกราบทูลขออีกครั้ง
(มีคำถามว่า เหตุใดพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสห้าม ทั้งที่พุทธบริษัทของพระองค์ย่อมมี ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา มีคำตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีประราชประสงค์จะทรงกระทำให้พระนางฯ ได้รับความยากลำบากเสียก่อน แล้วจึงทรงอนุญาต เพื่อกระทำให้เห็นเป็นสำคัญว่า สตรีทั้งหลายจะได้คิดว่าบรรพชานี้ เราได้มาโดยยาก แล้วจะรักษาไว้โดยชอบเพราะเราได้วิงวอนขอร้องมาแล้วมากครั้ง จึงทรงอนุญาต)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามพระอานนทเถระว่า ดูก่อนอานนท์ ถ้าพระนางฯ ทรงยอมรับ ครุธรรม (ธรรมอันหนัก หรือหลักความประพฤติสำหรับภิกษุณีที่จะพึงถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยต้องปฏิบัติด้วยความเคารพ ไม่ละเมิดตลอดชีวิต) ๘ ประการเหล่านี้ จงเป็นอุปสมบท คือการบวชของพระนาง คือ
๑. ภิกษุณีแม้บวชแล้วได้ ๑๐๐ พรรษา ก็ต้องกราบไหว้ภิกษุแม้บวชเพียง วันเดียว
๒. ภิกษุณีจะอยู่จำพรรษาในวัดที่ไม่มีภิกษุไม่ได้
๓. ภิกษุณีต้องไปถามวันอุโบสถ และไปรับฟังโอวาทจากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน
๔. ภิกษุณีอยู่จำพรรษาแล้วต้องปวารณาในสงฆ์ ๒ ฝ่าย (ภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์)
๕. ภิกษุณีต้องอาบัติหนัก ต้องประพฤติมานัต ในสงฆ์ ๒ ฝ่ายหนึ่งปักษ์ (๑๕ วัน)
๖. ภิกษุณีต้องแสวงหาอุปสมบทในสงฆ์ ๒ ฝ่าย เพื่อนางสิกขมานา ผู้ศึกษาธรรม ๖ ประการสิ้น ๒ ปีแล้ว
๗. ภิกษุณีไม่พึงด่า ไม่บริภาษภิกษุ ไม่ว่าจะโดยปริยายอย่างใดอย่างหนึ่ง
๘. ภิกษุณีจะว่ากล่าวภิกษุไม่ได้ แต่ภิกษุว่ากล่าวภิกษุณีได้
ดูก่อนอานนท์ ถ้าหากพระนางฯ ทรงยอมรับ ครุธรรม ๘ ประการนี้ได้ ก็จะเป็นการอุปสมบทของพระนาง

พระอานนทเถระทรงจำและกลับไปบอกพระนาง ฯ และพระนางฯ ตรัสตอบว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์ดิฉันยัมรับครุธรรม ๘ ประการนี้ ไม่ละเลยตลอดชีวิต เปรียบเหมือนหญิงสาวหรือชายหนุ่มที่ชอบแต่งตัว อาบน้ำสระศีรษะแล้ว ได้ดอกบัว พวงดอกมะลิ หรือพวงดอกลำดวนแล้ว พึงประคองมือทั้งสองขึ้นรับตั้งไว้บนศีรษะด้วยความยินดีฉันใด ดิฉันก็ยินดีรับครุธรรมทั้ง ๘ ประการฉันนั้น เจ้าค่ะ

(พระนางได้ถือบวชแล้วหลังจากที่พระนางทรงรับครุธรรม ๘ ประการ)

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (12-09-09), พรรณวดี (10-09-09), พรหมโชติ (28-12-09), พุทธรักษา (10-09-09), อภิญญา (13-09-09), ปาริฉัตรมณี (10-09-09), นิมมานรดี (09-09-09), เดชะบุญ (11-09-09), FaRuXue (21-09-09), Rich (07-06-10)
  #5  
เก่า 10-09-09, 23:03
leklek
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default ตอนที่ ๒ พระนาง ฯ ทรงผนวช (ตอนย่อยที่ ๒) สำเร็จพระอรหัตผล

คำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องครุธรรม ๘ และการดำรงอยู่แห่งพระสัทธรรม (ธรรมที่แท้หรือธรรมของคนดี)

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรีบบัญญัติครุธรรมเหล่าใดไว้ เพื่อไม่ให้ภิกษุณีล่วงละเมิด เป็นการป้องกันให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ครบตามอายุพระพุทธศาสนา หากไม่ได้ตั้งไว้อายุพระศาสนาจะลดลงครึ่งหนึ่ง

หลังจากที่ทรงอนุญาตให้พระนาง ฯ อุปสมบทแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสสั่งภิกษุทั้งหลายว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตอนุญาติให้ภิกษุทั้งหลายให้อุปสมบทแก่ภิกษุณีทั้งหลาย


ครั้งนั้นภิกษุณีทั้งหลายได้ทูลกับพระนาง ฯ ว่าพระแม่เจ้ายังไม่ได้อุปสมบทกับภิกษุ จึงไม่นับเป็นภิกษุณี พระนางฯ จึงไปบอกกับพระอานนทเถระ และพระอานนทเถระได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า และพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่า
ดูก่อนอานนท์ พระนาง ฯ ทรงรับครุธรรม ๘ ประการแล้วในกาลใด พระนางชื่อว่าได้อุปสมบทแล้วในกาลนั้น
ตถาคตเป็นอาจารย์ เป็นอุปัชฌายะของพระนางฯ พวกเธอไม่ควรทำความรังเกียจในพระขีณาสพ (ผู้สิ้นกิเลส) ทั้งหลาย ผู้เว้นจากทุจริตทั้งหลาย มีกายทุจริตเป็นต้น และเมื่อพระพุทธองค์จะทรงแสดงธรรมจึงตรัสพระคาถาธรรมว่า
ความชั่วทางกายทางวาจา และทางใจของบุคคลใดไม่มี ตถาคตเรียกบุคคลนั้นผู้สำรวมแล้วโดยฐานะ ๓ ว่าเป็นพราหมณ์
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระคาถาธรรมจบ ประชาชนเป้นจำนวนมากได้บรรลุอริยผล มีพระโสดาปัตติผล เป็นต้น (สาธุ...)
ครั้งหนึ่งพระนางฯ เสด็จไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทรงกราบทูลว่า ขอประทานพระวโรกาส พระเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงแสดงธรรมแต่โดยย่อ พอที่หม่อมฉันฟังพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จะหลีกออกจากหมู่อยู่แต่ผู้เดียว เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร เป็นผู้เผากิเลสให้พินาศไป เป็นผู้มีใจตั้งมั่นพระเจ้าข้า
ดูก่อนพระนางโคตมี ท่านพึงรู้จักธรรมเหล่าใดว่า
ธรรมเหล่านี้
เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด ไม่ใช่เพื่อความกำหนัด
เป็นไปเพื่อความพรากสัตว์ออก ไม่ใช่เพื่อความประกอบสัตว์ไว้
เป็นไปเพื่อความไม่สะสมกิเลส ไม่ใช่เพื่อความสะสมกิเลส
เป็นไปเพื่อความมักน้อย ไม่ใช่เพื่อมักมาก
เป็นไปเพื่อความสันโดษ ไม่ใช่เพื่อความไม่สันโดษ
เป็นไปเพื่อความสงัด ไม่ใช่เพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
เป็นไปเพื่อความเพียร ไม่ใช่เพื่อความเกียจคร้าน
เป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย ไม่ใช่เพื่อความเลี้ยงยาก

ดูก่อนพระนางโคตมี ท่านพึงทรงจำธรรมเหล่านั้นไว้ให้แน่นอนว่า นั่นเป็นธรรม นั่นเป็นวินัย นั้นเป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา
พระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรี ได้ทรงสดับพระพุทโธวาท ที่ทรงแสดงลักษณะพระธรรมวินัย และได้เล่าเรียนพระกรรมฐานในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงได้ทรงนำไปปฏิบัติ และก็ได้สำเร็จพระอรหัตผลเป็นพระอรหันตสาวิกาในพระพุทธศาสนา
ส่วนสากิยานีภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูป ได้สำเร็จพระอรหัตผลเป็นพระอรหันต์ ในเวลาที่ได้ฟัง นันทโกวาทสูตรจบลง (สูตรที่ว่าด้วยพระนันทกเถระให้โอวาส)
สาธุ...สาธุ

โปรดติดตามตอนที่ ๓ เหตุที่ได้รับประทานตำแหน่งเอตทัคคะ

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (12-09-09), พรรณวดี (12-09-09), พรหมโชติ (28-12-09), พุทธรักษา (16-09-09), อภิญญา (13-09-09), ปาริฉัตรมณี (10-09-09), นิมมานรดี (11-09-09), เดชะบุญ (11-09-09), FaRuXue (21-09-09), Rich (07-06-10)
  #6  
เก่า 11-09-09, 23:12
leklek
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default ตอนที่ ๓ เหตุที่ได้รับพุทธพยากรณ์ (ตอนย่อยที่ ๑)

สมัยหนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ที่พระเชตวันมมหาวิหาร เมืองสาวัตถี ได้ทรงตั้งพระภิกษุณีทั้งหลายไว้ในตำแหน่งอันเป็นผู้เลิศต่าง ๆ และได้สถาปนาพระนางฯ โคตมีเถรีไว้ในตำแหน่งทีเลิศที่สุดกว่าพระภิกษุณีทั้งหลาย ฝ่ายรัตตัญญู คือ ผู้รู้ราตรีนาน หมายความว่า ทรงบรรพชาก่อนพระภิกษุณีทั้งหลาย

นอกจากเรื่องราวในปัจจุบันแล้ว ยังมีกุศลเหตุในอดีตชาติที่พระนางทรงบำเพ็ญบุญญาบารมีมาอีกเป็นอันมาก

ในสมัยพระปทุมุตรพุทธเจ้า นับย้อนไปจากภัทรกัปนี้ได้หนึ่งแสนกัป พระนางฯ ทรงถือปฏิสนธิในตระกูลอำมาตย์ มั่งคั่งร่ำรวย อยู่ในพระนครหงสวดี
วันหนึ่งนางกุลธิดา พร้อมบิดาและหมู่ทาสี ได้ไปเข้าเฝ้าพระปทุมตตรพุทธเจ้า ได้ฟังธรรมและเกิดเลื่อมใส ทั้งได้เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระภิกษุณีผู้ทรงเป็นพระมาตุจฉาไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพระภิกษุณีทั้งหลาย ฝ่ายผู้รู้ราตรีนาน
นางกุลธิดานึกพอใจในตำแหน่งนั้น จึงถวายมหาทานและปัจจัยเป็นอันมาก แด่พระปทุมุตตรพุทธเจ้า พร้อมพระสงฆ์สาวกอยู่ตลอด ๗ วัน แล้วหมอบลงแทบพระยุคลบาทพระบรมศาสดา ได้ปรารถนาตำแหน่งนั้น
พระปทุมุตตรพุทธเจ้า ตรัสขึ้นในทางกลางประชุมชนหมู่ใหญ่ว่า สตรีใดได้นิมนต์ตถาคตพร้อมด้วยพระสงฆ์ให้ฉันอาหารอยู่ตลอด ๗ วัน ตถาคตจะพยากรณ์สตรีนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังถ้อยคำของตถาคต
ในกัปที่หนึ่งแสนจากกัปนี้ จะมีพระโคดมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลก สตรีผู้นี้จะได้เป็นธรรมทายาทของพระโคดมพุทธเจ้าพระองค์นั้น จะได้เป็นธิดาอันธรรมเนรมิต จะได้เป็นพระสาวิกาของพระโคดมพุทธเจ้ามีพระนามว่า พระนางโคตมี จะได้เป็นพระน้านางบำรุงเลี้ยงชีวิตของพระโคดมพุทธเจ้า และจะได้เป็นผู้เลิศกว่าพระภิกษุณีทั้งหลาย ฝ่ายผู้รู้ราตรีนาน
นางกุลธิดาได้ฟังพระพุทธพยากรณ์ ก็มีความดีใจ ได้อุปัฏฐากพระปทุมุตตรพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ด้วยปัจจัยทั้งหลายอยู่จนตลอดชีวิต
ครั้นสิ้นชีวิต ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้เป็นผู้มีสิ่งที่น่าใคร่เหนือทวยเทพอื่น ๆ ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส ผัสสะ อายุ วรรณะ สุข ยศ ความเป็นใหญ่ และได้เป็นมเหสีของท้าวสักกเทวราชในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

สาธุ...สาธุ

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (12-09-09), พรรณวดี (12-09-09), พรหมโชติ (28-12-09), พุทธรักษา (16-09-09), อภิญญา (13-09-09), ปาริฉัตรมณี (14-09-09), นิมมานรดี (14-09-09), เดชะบุญ (11-09-09), FaRuXue (21-09-09)
  #7  
เก่า 11-09-09, 23:23
leklek
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

ขอยกเหตุการเล่าประวัติ ที่ค่อนข้างจะยาว เนื่องจากข้าพเจ้า เมื่ออ่านแล้วอยากให้ทุกท่านได้โมทนาบุญที่พระนาง ฯ ได้บำเพ็ญมา ทั้งในอดีตชาติ และในชาติปัจจุบันของพระนาง ประหนึ่งเหมือนอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย ต้องขอโมทนาบุญทุกท่าน ที่ได้ติดตาม
สาธุ...สาธุ

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (12-09-09), พรรณวดี (12-09-09), พรหมโชติ (28-12-09), พุทธรักษา (16-09-09), อภิญญา (13-09-09), ปาริฉัตรมณี (14-09-09), นิมมานรดี (14-09-09), เดชะบุญ (11-09-09), FaRuXue (21-09-09)
  #8  
เก่า 12-09-09, 17:41
leklek
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default ตอนที่ ๓ เหตุที่ได้รับพุทธพยากรณ์ (ตอนย่อยที่ ๒) ทำบุญกับพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์

เมื่อนางจุติจากสวรรค์ ในระหว่างที่ว่างจากพระพุทธเจ้า ได้มาเกิดในบ้านของพวกทาสในพระนครพาราณสี ด้วยบาปที่กระทำในชาติก่อน ๆ และต่อมาได้เป็นภรรยาของหัวหน้าทาส นางจึงได้เป็นหัวหน้าทาสี มีทาสีเป็นบริวารถึง ๕๐๐ คน (น่าจะหมายถึงสากิยานีภิกษุณีทั้ง ๕๐๐ รูปในปัจจุบัน)

ในวันเข้าพรรษา มีพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ รูป เหาะมาจากเงื้อมภูเขานันทมูลกะ ซึ่งตั้งอยู่ในป่าหิมพานต์ (ป่าที่มีหิมะปกคลุม) มาลงที่ป่าอิสิปตนะ (ที่อยู่ของฤาษี) ใกล้เมืองพาราณสี และมีความเห็นร่วมกันว่า จะขอแรงชาวบ้านเพื่อสร้างกุฏิเล็ก ๆ อยู่จำพรรษา
(การที่พระปัจเจกพุทธเจ้าทรงเข้าจำพรรษาในฤดูฝน ตรงกับที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายไม่ควรเข้าจำพรรษาโดยไม่มีเสนาสนะอยู่ ภิกษุรูปใดฝ่าฝืน ภิกษุรูปนั้นต้องอาบัติทุกฏ (เป็นชื่ออาบัติเบาอย่างหนึ่ง) แต่ถ้าไม่ได้ต้องขอแรงชาวบ้านกระทำขึ้น หรือต้องกระทำเอง)
พระปัจเจกพุทธเจ้ามาที่บ้านท่านเศรษฐี แต่ท่านเศรษฐีบอกว่าไม่ว่าง ฝ่ายหัวหน้าทาสีเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายกำลังเดินออกจากเมือง จึงเข้าไปหา และอาสาสร้างกุฏิถวายในวันพรุ่งนี้
หัวหน้าทาสีได้บอกถึงให้เหล่าทาสีบอกกับสามี และพากันมาประชุมกันที่บ้านห้วหน้าทาสี ห้วหน้าทาสีเล่าอานิสงส์ให้เหล่าทาสีฟัง ส่วนบุคคลใดไม่ยินดี นางก็กล่าวสั่งสอนด้วยถ้อยคำที่หนัก ๆ จนให้บุคคลพวกนั้นรับคำยินดีกระทำ
รุ่งเช้า บุคคลเหล่านั้นก็ได้รวบรวมเครื่องก่อสร้างมาปลูกกุฏิ ๑ คน ต่อ ๑ หลัง พร้อมทั้งบริเวณจงกรม และเมื่อสร้างเสร็จก็จัดเครื่องใช้ เช่น เตียง ตั่ง น้ำใช้ น้ำดื่มไปถวาย และนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหมดจำพรรษาอยู่ในสถานที่นั้น และอาราธนาบิณฑบาตที่หมู่บ้านของพวกตนตามวาระที่แบ่งหน้าที่กัน หากผู้ใดไม่สามารถใส่บาตรได้ หัวหน้าทาสีก็จัดไปใส่แทนทาสีผู้นั้น
เมื่อครบ ๓ เดือน หัวหน้าทาสีเรี่ยไรผ้าขาวเนื้อไม่ดีได้ ๕๐๐ ผืน นำไปแลกผ้าขาวเนื้อดีมาทำผ้าไตรจีวรถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง ๕๐๐ รูป เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าทรงรับแล้วจึงเหาะไปสู่ภูเขาคันธมาทน์
นางทาสีเหล่านั้นกระทำบุญกุศลอยู่จนตลอดชีวิต ได้ไปเกิดในเทวโลก หัวหน้าทาสีได้เป็นหัวหน้าเทพธิดา และได้เสวยทิพยสมบัติอยู่ในเทวโลกตลอดกาลนาน


สาธุ...สาธุ

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (13-09-09), พรรณวดี (13-09-09), พรหมโชติ (28-12-09), พุทธรักษา (16-09-09), อภิญญา (13-09-09), ปาริฉัตรมณี (14-09-09), นิมมานรดี (14-09-09), เดชะบุญ (15-09-09), FaRuXue (21-09-09)
  #9  
เก่า 13-09-09, 12:13
leklek
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default ตอนที่ ๓ เหตุที่ได้รับพุทธพยากรณ์ (ตอนย่อยที่ ๓) ทำบุญกับพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์

บรรดาเทพธิดาเหล่านั้น เวลาจุติจากเทวโลกแล้ว หัวหน้าเทพธิดา (พระนางฯ) ได้มาบังเกิดในเรือนของช่างทอผ้า ผู้เป็นหัวหน้าช่างในเขตเมืองพาราณสี

ธิดาหัวหน้าช่างได้ทำบุญจัดหาอาหารใส่บาตรพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ รูป ผู้เป็นราชบุตรของ พระนางปทุมวดีเทวี และกระทำกุศลอยู่จนตลอดชีวิต แล้วได้เวียนตายเวียนเกิด เป็นเทวดาและมนุษย์อยู่นับเป็นเวลานาน และก่อนพระพุทธเจ้าจะทรงบังเกิดขึ้น นางได้มาถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางยโสธรา พระอัครมเหสีของพระเจ้ามหาสุปปพุทธะ แห่งโกลิยวงศ์ ในพระนครเทวทหะ ทรงได้รับประทานพระนามว่า โคตมี ดังนี้แล

สาธุ...สาธุ


(โปรดติดตาม ตอนที่ ๔ จะนำเสนอเบื้องปลายแห่งพระชนมชีพของพระนางฯ)

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (13-09-09), พรรณวดี (14-09-09), พรหมโชติ (28-12-09), พุทธรักษา (16-09-09), อภิญญา (13-09-09), ปาริฉัตรมณี (14-09-09), นิมมานรดี (14-09-09), เดชะบุญ (15-09-09), FaRuXue (21-09-09)
  #10  
เก่า 15-09-09, 01:41
leklek
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default ตอนที่ ๔ เบื้องปลายแห่งพระชนมชีพของพระนางฯ (ตอนที่ ๑)

ครั้งหนึ่งพระนางมหาปชาโคตมีเถรี ประทับอยู่ในสำนักของภิกษุณี ในพระนครเวสาลีอันรื่นรมณ์นั้น พร้อมด้วยพระภิกษุณีทั้ง ๕๐๐ รูป ซึ่งล้วนแต่หลุดพ้นจากกิเลสแล้วทั้งสิ้น

พระนางฯ ทรงตรึกนึกคิดว่า การปรินิพพานของพระพุทธเจ้าก็ดี ของพระอักครสาวกทั้งคู่ ของพระราหุลเถระ และพระนันทะเถระก็ดี เราคงไม่ได้เห็น เพราะเราจะต้องสละอายุสังขารแล้วนิพพานไปก่อน
ฝ่ายพระภิกษุณี ๕๐๐ รูป มีพระเขมาเถรีเป็นต้นก็ได้ตรึกนึกคิดอย่างนั้นเหมือนกัน
ในคราวนั้น แผ่นดินก็เกิดไหว ฟ้าก็ร้อง กลองทิพย์ดังขึ้นเอง ทวยเทพที่สิงสถิตอยู่ในสำนักของพระภิกษุณี ก็โศกเศร้าเสียใจ บ่นเพ้อรำพันอยู่อย่างน่าสงสาร หลั่งน้ำตาลงในสถานที่นั้น
พระภิกษุณีทั้งปวงก็ร้องไห้ พร้อมกับทวยเทพเหล่านั้น เข้าไปหาพระนางฯ พากันกราบลงที่พระยุคลบาทแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า หม่อมฉันทั้งหลายอยู่ในที่สงัดในที่นี้ ก็ได้เห็นแผ่นดินไหว ฟ้าร้อง กลองทิพย์ดังขึ้นเอง และได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญรำพัน ข้าแต่พระแม่เจ้าจะต้องมีเหตุอะไรเกิดขึ้นเป็นแน่ เพคะ

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (01-08-10), พรรณวดี (15-09-09), พรหมโชติ (28-12-09), พุทธรักษา (16-09-09), อภิญญา (15-09-09), ปาริฉัตรมณี (15-09-09), นิมมานรดี (16-09-09), เดชะบุญ (15-09-09), FaRuXue (21-09-09)
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 13:04


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่