อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ประวัติพระ และบุคคลตัวอย่าง

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 26-01-10, 14:42
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,096
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,841
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,797 ครั้ง ใน 77,797 ข้อความ
พลังบุญ: 56497
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile หลวงพ่อเขียน วัดถ้ำขุนเณร พิจิตร

อภิญญา-หลวงพ่อเขียน วัดถ้ำขุนเณร พิจิตร-k%5B1%5D-jpg
ชาติกำเนิด
เกิดเมื่อ วันเสาร์ เดือน ๔ ปีขาล พ.ศ. ๒๓๙๙ ที่บ้านตลิ่งชัน ตำบลชอนไพร อำเภอเมือง จังหวัด เพชรบูรณ์ บิดาชื่อ ทอง มารดาชื่อ ปลิด มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน ๕ คน เป็นชาย ๓ หญิง ๒ ตัวท่านเป็นบุตรคนที่ ๓ เมื่อยังครั้งเยาว์วัย หลวงพ่อเป็นเด็กที่เฉลียวฉลาด เมื่ออายุได้ ๑๒ ปี เกิดศรัทธาอยากบวชเป็น สามเณร จึงขออนุญาตจากบิดามารดา ท่านจึงได้เข้าบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๑ ที่วัด ทุ่งเรไร ในขณะที่เป็นสามเณร ได้ศึกษาอักขรสมัยกับท่านสมภาร พออ่านออกเขียนได้ และได้เรียน ภาษาขอม ควบคู่ไปกับภาษาไทย และเนื่องด้วยท่านมีความขยันหมั่นเพียร ในการเขียนอ่าน ท่าน สมภารจึง ได้เปลี่ยนชื่อจาก เสถียรมาเป็น เขียนนับแต่บัดนั้น สามเณรเขียนอยู่ในสมณเพศ จนอายุใกล้จะอุปสมบท ท่านได้สึกออกมาเป็นฆราวาส อยู่ระยะหนึ่ง จน อายุได้ ๒๐ ปีบริบูรณ์ (พ.ศ. ๒๔๒๐) ท่านได้เข้าอุปสมบท ณ วัดภูเขาดิน ใกล้กับแม่น้ำป่าสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีพระอาจารย์ประดิษฐ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และ พระอาจารย์สอน กับพระอาจารย์ ทองมี เป็นพระกรรมวาจาจารย์

เมื่อ หลวงพ่อเขียน อุปสมบทได้ หนึ่งพรรษา บิดามารดา ได้รบเร้าให้ท่านสึก เพื่อจะได้แต่งงานกับ หญิงสาวผู้หนึ่ง ที่บิดามารดาอยากได้มาเป็นสะใภ้ แต่หลวงพ่อท่านปฏิเสธ และเพื่อให้พ้นความยุ่งยาก ท่านจึงได้ออกเดินทาง ไปเยี่ยมญาติที่บ้านวังตะกู อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ในเวลาต่อเวลา ระยะนั้น ทางวัดวังตะกูขาด พระภิกษุที่จะจำพรรษา ในปีนั้น กำนันตำบลวังตะกูจึงนิมนต์ ให้ท่านจำ พรรษา ณ ที่นั้น ต่อมาท่านได้ไปศึกษา ปริยัติธรรม ที่วัดเสาธงทอง จังหวัดลพบุรี มี พระอาจารย์ทอง เป็นครูสอน ท่านอยู่วัดเสาธงทองถึง ๙ พรรษา หลวงพ่อก็อำลาพระอาจารย์ทอง เพื่อไปศึกษาต่อ ที่วัดรังษี กรุงเทพฯ มี เจ้าคุณธรรมกิตติ เป็นเจ้าอาวาส ท่านได้ศึกษาเล่าเรียน ทั้งคันถธุระ และวิปัสสนา ธุระ อย่างเคร่งครัด นานถึง ๑๖ พรรษา แต่เมื่อวัดรังษี จะโอนจากวัดมหานิกาย เข้าเป็นวัด ธรรมยุตนิกาย ท่านไม่เต็มใจ จะเปลี่ยนนิกาย จึงได้ออกจากวัดรังษี มาจำพรรษาที่ วัดเสาธงทอง จังหวัดลพบุรี อีกครั้งหนึ่ง ท่านกลับมาจำพรรษาที่วัดเสาธงทอง ได้ ๙ พรรษา กำนันตำบลวังตะกู และชาวบ้าน จึงได้เดินทาง ไปนิมนต์หลวงพ่อ ให้มาจำพรรษาที่วัด วังตะกู อีกวาระหนึ่ง หลวงพ่อ ก็รับนิมนต์ และได้ออกเดิน ทางมาจำพรรษาอยู่ที่วัดวังตะกู ตั้งแต่บัดนั้น

อ้ายยักษ์เขียวกัดหลวงพ่อ
หลวงพ่อเขียน มาอยู่วัดวังตะกูได้ไม่กี่ปี ผู้ใหญ่พลาย บ้านห้วยเวียงใต้ ได้นำม้าตัวเมียมาถวายหลวง พ่อตัวหนึ่ง และต่อมานายทอง บ้านเขาอีแร้ง ก็ได้นำม้าตัวผู้สีเขียว ค่อนข้างดุ ชื่อ อ้ายเขียวยักษ์ มาถวายหลวงพ่ออีก วันหนึ่ง หลวงพ่อเขียน จูงอ้ายเขียวยักษ์ ไปกินน้ำที่สระข้างวัด อ้ายเขียวยักษ์ เห็นสระน้ำอยู่เบื้องหน้าก็ออกวิ่งไปด้วยความคึกคะนอง แล้วนึกอย่างไรไม่ทราบ มันกลับวิ่งหวนเข้า มาหาหลวงพ่อ ตรงเข้าโขก และกัดท่านที่หน้าผาก ไหล่ขวา และหน้าอก จนหลวงพ่อล้มกลิ้งไป แต่ จะหารอยแผลสักน้อยก็ไม่มี มีแต่รอยเขียวช้ำเท่านั้น ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ พากันคว้าไม้จะเข้าไป ไล่ตี เจ้าเขียวยักษ์ แต่หลวงพ่อรีบลุกขึ้นและร้องห้ามไม่ให้ตีมัน ท่านบอกว่า อ้ายเขียว มันลอง หลวงพ่อน่อวันรุ่งขึ้น หลวงพ่อได้นำหญ้าอ่อนไปกำมือหนึ่ง แล้วเป่าคาถา อึดใจเดียวก็ยื่นให้ เจ้าเขียวยักษ์กิน แล้วท่านยังยกข้าวเปลือกที่แช่ในถังน้ำ มาให้มันเป็นของแถมเสียอีก หลังจากเจ้าเขียวยักษ์ กินหญ้า อ่อน และข้าวเปลือกแล้ว มันก็ยืนนิ่งเฉย ปล่อยให้หลวงพ่อ ลงอักขระ ที่กีบเท้าทั้งสี่ข้าง อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าเขียวยักษ์เกิดหลุดเชือก ไปกินข้าวในนา ของมรรคทายกนวม มรรคทายกเกิด โมโห คว้าปืนลูกซองยาว ยิงเจ้าเขียวยักษ์ด้วยลูกเก้า (ลูกแบบแตกปลาย) ลูกปืนถูกเจ้าเขียวยักษ์ อย่างจัง แต่ไม่ระคายผิวเจ้าเขียวยักษ์เลย นางมา เมียมรรคทายกนวม เห็นดังนั้น ก็เกิดความ โมโหหนักขึ้น ถึงกับไปยืนด่าว่า หลวงพ่อด้วยถ้อยคำหยาบคาย ต่างๆ นานา หาว่าหลวงพ่อเลี้ยงม้า ไม่ดี ปล่อยให้ไปรบกวนชาวบ้าน ให้เดือดร้อนเสียข้าวเสียของ หลวงพ่อท่านนิ่งฟังพักใหญ่ ก็บอกว่า เอ็งทำเป็นด่าข้าดีไปเถอะ ระวังปากเอ็งจะเน่าต่อมาอีกไม่ กี่วัน นางมาได้เกิดป่วยเป็นโรคปากเปื่อย ถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ จมขี้จมเยี่ยว เป็นที่น่าเวทนาแก่ผู้ ที่พบเห็น แต่เมื่อมีคนไปบอกหลวงพ่อ ท่านก็เมตตาสงสาร ได้ใช้ให้คนไปบอกนางมา ให้หาดอกไม้ธูป เทียน มาขอขมาท่านเสีย นางมาทราบแล้ว ก็รีบปฏิบัติตามทันที มิช้าก็หายป่วย ม้าของหลวงพ่อเขียน ที่เดิมมีเพียงตัวเมีย กับตัวผู้ คือเจ้าเขียวยักษ์นั้น ต่อมาก็ได้ผสมพันธุ์กัน จนถึง ปี ๒๔๗๗ ม้าก็เพิ่มจำนวนถึง ๗๐ ตัว ในจำนวนนี้ มันได้แบ่งพวกออกเป็น ๓ ฝูงๆ ละเกือบ เท่าๆ กัน ในฤดูแล้งม้า จะถูกปล่อยให้ไปหากินตามชายป่า หัวหน้าฝูงจะเป็นผู้นำ แต่ละฝูงจะอยู่ห่างกันไม่ เกิน ๑ เส้น (๔๐ เมตร) พอตกเวลาเย็น มันก็จะทยอยกันกลับวัด เข้าคอกเองโดยไม่ต้องมีคนไป ไล่ต้อน ถ้าเป็นฤดูฝน หรือฤดูหนาว หลวงพ่อจะเอาข้าวเปลือกแช่น้ำ มากองหลายๆ กองให้ม้ากินบางทีท่านก็เอาน้ำตาลปี๊บ ไปป้อนลูกม้า ท่านทำเช่นนี้เกือบจะเป็นประจำ ด้วยความเมตตา
หลวงพ่อเล่าเรื่องหลวงพ่อเขียนให้หวย
“พูดถึงพระให้หวย ทำให้นึกถึง หลวงพ่อเขียน ขึ้นมาได้ สำหรับองค์นี้ท่านให้หวยจนมีชื่อ วันหนึ่งไปเยี่ยมท่าน มีโยมผู้หญิงคนหนึ่ง เอากล้วยน้ำว้าสุกมาถวายท่าน ๒ หวี ความจริงแกตัดมา ๒ เครือแต่ทิ้งไว้ข้างนอกห้อง พอถวายกล้วยแล้วแกก็นั่งคุย สักพักหนึ่งหลวงพ่อเขียนบอกว่า
“โยม ... อย่าคุยนาน เดี๋ยวหมามันจะกินกล้วย”
โยมคนนั้นแกรีบลาออกมาข้างนอก ก็จริงของท่าน เห็นหมามันล้อมกันแล้ว แหม ... ตัวอยู่ในห้อง แต่ตามองออกมาเห็นข้างนอกได้
คราวหนึ่งมีคนเข้าไปขอหวยท่าน ท่านก็เขียนให้ทันที
“เรามันชื่อเขียน เขียนเสียอย่าง ... เขียนมันดะ ใครขอเรา เราก็เขียนเรื่อย ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง”
ท่านเคยบ่นให้ฟังอย่างนั้น อันที่จริงแล้ว เวลาไปขอหวย หลวงพ่อเขียนต้องขอให้เป็น ถ้าขอเป็นรับรองว่าถูก
“หลวงพ่อครับ ขอหวยให้ผมสักงวดเถอะครับ ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วครับ จะไม่มารบกวนหลวงพ่ออีกแล้ว”
ถ้าขอแบบนี้ รับรองว่าถูกแน่นอน แต่ท่านไม่ได้ให้ชุดเดียวนะ อาจจะให้มาสองสามชุด ถ้าลาภน้อยก็ถูกน้อยหน่อย ถ้าลาภมาก ท่านให้มาชุดเดียวถูกเลยแบบนี้จะได้เงินมาก ส่วนไอ้คนที่ไม่มีลาภถึงจะให้มาหยั่งไงๆ เวลาเอาไปเล่นก็ไม่ตรงตามนั้น นั่นเป็นเพราะลาภของเขายังไม่มี
มีอยู่คราวหนึ่ง ท่านเกิดให้ตรงๆ ขึ้นมา เวลาไปขอท่านก็บอกว่า
“ไข่ เจ็ด เจ็ด ๆ”
ไข่ นี่มันหมายถึงศูนย์ ส่วนอีกองค์หนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กัน ท่านก็ให้ “ศูนย์ จอ จอ” (แสดงว่าวัดแถวนั้น มีอาจารย์ให้หวยแม่นอีกองค์หนึ่ง เหมือนกัน แต่หลวงพ่อท่านไม่ได้บอกไว้ว่าชื่ออะไร) แหม ... ไอ้จอนี่มันจะเป็นแปดไปได้ยังไงใช่มั้ย โอ๊ะ ... ถูกกันหนักเลยคราวนั้น ไอ้คนเป็นเจ้ามือ มันก็โกรธเอาซี คิดฆ่าหลวงพ่อเขียน เขาก็มานิมนต์ท่านไปฉันเพลที่บ้านของเขา หลวงพ่อเขียนก็สั่งลูกศิษย์ว่า
“แกเอายาหมู่ไปด้วยนะ พอข้าลงมือฉันข้าว เอ็งก็ฝนยาทันทีเลยนะ พอข้าจะกินน้ำ เอ็งก็ส่งยามาให้ข้า”
ท่านสั่งแค่นั้น ไม่ได้บอกใครเลยว่าท่านจะถูกวางยาพิษ พอไปแล้วเขาก็ให้กินยาพิษจริงๆ ท่านฉันเสร็จแล้วก็เดินกลับ พอมาถึงวัดก็นอนไป ๓ วัน มันลุกไม่ไหว มีคนเข้าไปถาม
“หลวงพ่อรู้ไหม ว่าเขาจะวางยาพิษ” “รู้”
“ก็เมื่อรู้แล้ว ทำไมหลวงพ่อถึงไปล่ะครับ”
“เอ้า ! ก็เขาให้ไปนี่ ... เขาให้ไป ข้าก็ไป”
“แบบนี้ เขาจะบาปไหมครับ หลวงพ่อ”
“ข้าไม่รู้ บาปหรือไม่บาป เอ็งต้องไปถามไอ้คนทำซี”
“ถ้าอย่างนั้น แบบนี้จะมีโทษถึงไหน”
“โน่นแหละ ... มันเอาไฟเผาบ้านเอง”
อีก ๒ วัน ไฟไหม้โรงสี นี่ ! โทษแบบนี้โดนไฟเผาบ้าน นี่ท่านไม่ได้แช่งนะ แต่โทษมันเป็นไปตามนั้น ถ้าท่านจะแช่งก็มีอยู่คำเดียว ใครต่อใครเขากลัวกันมาก “ใครอย่าฝ่าฝืนนะ ถ้าใครฝ่าฝืนตาแตก” แค่นั้นแหละ ถ้าท่านคิดจะแช่ง และถ้าจะดูกันจริงๆ แล้ว ก็ไม่ใช่คำแช่งอะไร เป็นคำสำหรับปรามคนมากกว่า
พูดถึงวาจาสิทธิ์ของท่าน ก็เห็นมีอีกเรื่องหนึ่ง ปกติท่านมีม้าอยู่ตัวหนึ่ง มีคนเขาถวายให้ท่าน ไอ้ม้าตัวนี้มันก็เที่ยวกินหญ้ากินฟางไปตามภาษาของมัน วันหนึ่งมันคงจะเพลินไปหน่อย จึงไปกินเอาข้าวของเขาเข้า เจ้าของข้าวจึงเอาปืนมายิงเข้าให้ ไอ้ม้ามันถูกยิงมันก็วิ่งมาถึงหน้ากุฏิท่าน ยืนเลือดท่วมตัวทำท่าจะตาย ท่านโผล่หน้ามาพูดว่า
“เออ ... เอ็งจะมาตายตรงนี้ได้เร๊อะ ใครเขายิงเอ็ง เอ็งก็ไปตายหน้าบ้านเขาซิ ใครเขาทำเอ็งหยั่งไง ก็เป็นอย่างนั้นแหละ”
ท่านพูดเท่านั้นเอง ไอ้ม้าก็วิ่งกลับไป พอไปถึงหน้าบ้านกำนันมันก็ล้ม ..ตาย แหม ... ดีเหมือนกันแฮะ สั่งให้วิ่งกลับไปก็ได้ ต่อมาอีก ๒ วันกำนันก็ถูกยิงตาย เราเลยถามท่านว่า
“หลวงพ่อไปแช่งเขารึ”
“ก็กรรมมันเป็นอย่างงั้น แล้วเอ็งจะให้ข้าพูดยังไงล่ะ”
ก็เป็นอันว่าหมดเรื่องกันไป สาเหตุที่รู้จักกับท่านก็เพราะเลขท้าย ๓ ตัว รางวัลที่ ๑ นั่นแหละ ไอ้เรื่องการพนันนี่ ฉันไม่ได้เล่นเลย จึงนึกสงสัยว่า เขาเล่นกันยังไงนะ ก็รางวัลที่ ๑ มันมีตั้งหกตัว แล้วนี่เล่นกันแค่ ๓ ตัวเท่านั้น นั่นเรามันฉลาดถึงขนาดนั้น
ต่อมา ก็ขึ้นไปทางมโนรมย์นี่แหละ เขาก็คุยกันถึงเรื่องเลขท้าย ๓ ตัวกันอีก ทนเก็บความสงสัยหนักเข้าไม่ไหว จึงถามนายตำรวจคนหนึ่งที่นั่งคุยอยู่ด้วย เขาก็อธิบายให้ฟัง
“แถวนี้ พระที่ให้หวยแม่นๆ น่ะ มีบ้างไหม”
“มีครับ หลวงพ่อเขียน วัดบางสำเนียง” นายอำเภอที่นั่งคุยอยู่ด้วยตอบ
“แกรู้จักมั้ย” หันไปถามผู้กอง
“รู้จักครับ”
“พรุ่งนี้ไปด้วยกันไหมล่ะ หวยออกพอดี”
วันรุ่งขึ้น มีนายอำเภอคนหนึ่ง ผู้กองคนหนึ่ง แต่งกายนอกเครื่องแบบ และเราอีกคนหนึ่ง ไปถึงอำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร แล้วจ้างมอเตอร์ไซด์ไปอีกต่อหนึ่ง กว่าจะถึงเกือบ ๔ โมงเย็นแล้ว สมัยนั้นหวยออก ๕ โมงเย็น พอขึ้นไปก็เห็นชาวบ้านนั่งล้อมหลวงพ่อเขียนอยู่เกือบ ๒๐๐ คนมั้ง หวยมันจวนออกแล้วนี่ ใช่ไหม ชาวบ้านเขาก็มานั่งฟังกันซี พอเราโผล่หน้าขึ้นไปเท่านั้นแหละ
“เฮ้ย ! พวกเรา วันนี้จะมีคนดี เขามาลองดีเราโว้ย ... เอาซิเราก็มีดีจะอวดเหมือนกัน” ท่านว่าเข้านั่น ฮึ ! เอากับท่านซิ นักเลงจริงๆ นะเนี่ย พอเราเข้าไปกราบๆ ท่านก็ถามว่า
“มาธุระอะไร”
“หลวงพ่อทราบแล้วก็ไม่ต้องพูดกันมาก กระผมมาตามที่หลวงพ่อทราบ”
“เฮ้ย ! เล่นทันมั้ยเนี่ย” ท่านหันไปถามคนข้างๆ
“ไม่ทันแล้วครับ ใกล้จะออกแล้ว ไม่มีเจ้ามือ”
“เออ ... งั้นดีละ ! เอ้า ! ทุกคนที่อยู่ในนี้ห้ามลุกไปไหนนะ ถ้าใครลุกก่อนหวยออก ให้ตาแตก”
พวกชาวบ้านนั่งกันจ๋องไม่กล้าลุกไปไหน เพราะกลัวตาแตก
“เอ้า ! ต้องการรางวัลอะไร” ท่านหันมาถาม
“รางวัลที่ ๑ ครับ”
“จะเอากี่ตัว”
“เอา ๓ ตัวครับ”
“ฮื่ย ! ... หกตัว รางวัลที่ ๑ ไม่มี ๓ ตัว” ท่านว่าแล้วก็เขียนให้ทั้งหกตัว
“เอารางวัลที่ ๒ มั้ย”
“ไม่เอาครับ ขอรางวัลเลขท้าย ๓ ตัว”
“เอา ๒ ตัวอีกมั้ย ข้าแถมให้”
ว่าแล้วท่านก็เขียนเลขท้าย ๓ ตัวทั้งหมด และ เลขท้าย ๒ ตัวให้อีกอีกรางวัลหนึ่ง
ตอนนั้น เราเอาวิทยุติดตัวไปด้วย ก็เปิดฟังดู พอหวยออกปรากฏว่า ถูกหมดทุกตัว ไม่มีผิดเลยซักตัวเดียว ออกตรงหมดเลย รุ่งขึ้นก็เข้าไปลาท่านกลับ ท่านจึงถามอีกว่า
“เออ แกอยากได้อีกไหม”
“จะเอาไปทำไมครับ”
“เอ้า ก็เอาไปเล่นน่ะซี”
“พระเล่นได้หรือครับ”
“อื่อ ... จริงฮิ ! พระเล่นไม่ได้ เอ้า ! เล่นไม่ได้ข้าเขียนไปให้ดูซัก ๒๐ งวด” ว่าแล้วท่านก็เขียนเลขรางวัลที่ ๑ ครบทั้งหกตัว เลขท้าย ๒ ตัว เขียนให้จนครบทั้ง ๒๐ งวดเลย แล้วท่านก็ส่งให้
“เอ้า ! เอาไปดู ๒๐ งวด แต่ห้ามให้คนอื่นดูนะ ถ้าให้ใครดูแกตาแตก”
ซวยเลยเรา ... แหม ที่จริงน่าจะให้คนแอบดูตาแตก เราจะไม่ว่าซักคำ ถ้าเราโกรธใครจะได้ให้มันดูซ๊ะตาแตกเลย นี่ดันบอกให้เราตาแตกถ้าให้คนอื่นดู ฮื่อ ! เป็นงั้นไป
“ถ้าแกต้องการจะรวย แกมาเอาเลย งวดที่ ๒๑ ฉันจะให้ แกจะรวยงวดนั้น”
“ผมไม่เอาหรอกครับ ถ้าผมต้องการจะรวย ผมสึกดีกว่า ถ้าผมยังนุ่งสบงห่มจีวรอยู่ ผมไม่ยอมเล่นแน่”
“เออ ... ดีๆ”
“หลวงพ่อครับ ! แล้วมันรู้ได้ยังไงครับ”
“โอ้ ... โอ้แกมันระยำ ... สตางค์มีอยู่ในกระเป๋าใช้ไม่เป็นนี่หว่า เขาใช้อนาคตังสญาณ แหม ... ไม่น่าจะโง่บัดซบเลย”
ที่จริงน่าจะชมว่าเราฉลาดนะ
“ใช้ยากไหมครับหลวงพ่อ”
“ไม่ยงไม่ยากอะไรหร๊อก อย่าใช้มันหนัก ให้ใช้เบาๆ”
พอเราลาท่านกลับ เจ้าสองคนนั่นก็รายงานเลย
“หลวงพ่อครับ ผมมาเนี่ย ค่ารถไฟผมก็เสีย ค่าอาหารผมก็เสีย ค่ารถมอเตอร์ไซด์ผมก็เสีย ส่วนพระไม่ได้เสียสตางค์เลย”
“โฮะ ! กูไม่ได้ใช้ให้มึงมานี่หว่า ไอ้ห่า ... ไอ้นี่เป็นนายอำเภอใช่มั้ย แล้วก็ไอ้นี่ เป็นผู้กองใช่มั้ย ... มึงจะมาจับกูเร๊อะ”
“ครับ ! ผมตั้งใจมาจับ แต่ไม่ได้จับหลวงพ่อ ผมตั้งใจมาจับตัวเลข”
“เออ ... มึงพูดถูกฮิ พระต้องการอยากจะรู้จริง ว่าคนรู้จริงมันเป็นอย่างไร แต่นี่มึงมันมาคนละงานคนละเรื่องเลยนี่หว่า กูให้ไม่ได้หรอก เดี๋ยวพวกมึงไปทำพวกเจ้ามือเขาฉิบหายหมด”
ไอ้เจ้าสองตัวนั่นทำหน้าซีด
“ให้มันไปเถอะครับหลวงพ่อ ไอ้สองตัวนี่มันก็ได้แค่เงินเดือน แล้วก็ได้ไม่ครบด้วยเพราะมันคอยช่วยผมอยู่เรื่อยๆ” เราก็เลยบอกท่านไปตามตรง
“เอ้า ! ถ้าแกยืนยันอย่างนั้น ข้าก็จะให้ ... ๓ ตัวเนี่ยรางวัลที่ ๑ นะโว้ย มึงเอาไปไม่ต้องกลับ เล่นตามนี้เลย”
เท่านั้นแหละ ... เจ้าสองตัวนั่น ดีอกดีใจกันยกใหญ่ หน้าตาผ่องใสรีบก้มลงกราบๆ พอเงยหน้าขึ้นมา
“เฮ้ย ห้ามเล่นเกินคนละ ๒๐ บาทนะโว้ย ใครเล่นเกิน ๒๐ บาทให้ตาแตก” เท่านั้นเอง หน้าที่มีเลือดฝาดก็ซีดเป็นไก่ต้มเหมือนเดิม
“เฮ่ย ๒๐ บาท มึงก็ได้เลยทุนที่ออกไปให้พระแล้วนะโว้ย”
ขณะที่นั่งกันมาในรถไฟ ไอ้สองตัวนั่นก็บ่นกันหงุงหงิงๆ หาว่าได้แค่ ๒๐ บาทเท่านั้นไม่พอกิน
“พวกมึงได้เงินเดือนเท่าไหร่วะ ๑๒๐ บาทใช่ไหม นี่ท่านให้แทง ๒๐ บาทก็ได้ตั้ง หมื่นกว่าแล้ว มึงรับเงินเดือนกี่ปีวะ ถึงจะได้เท่านี้”
“แหม ... หลวงพี่เก๊าะ หนี้สินพวกผมมันก็มีเสียด้วย”
แน่ะ ! ฟังมัน ดันงัดหนี้ขึ้นมาอวดซ๊ะแล้ว เราจึงถามมันว่า “เมื่อกี้หลวงพ่อท่านสั่งมาว่ายังไงวะ”
“ห้ามเล่นเกินคนละ ๒๐ บาทครับ”
“ทุด ! ไอ้พวกมึงนี่ควรจะลาออกได้แล้ว”
“อ้าวทำไมล่ะครับ” เจ้าสองตัวนั่นตีหน้าเหรอหรา
“ก็โง่บัดซบหยั่งงี้ ... ราษฎรบรรลัยหมดซิ” “ทำไมละครับ” ยังไม่ยอมฉลาดอีก
“ไอ้ขี้หมาเอ้ย ... ก็ท่านไม่ได้จำกัดว่าให้มึงเล่นคนเดียวนี่หว่า ท่านสั่งไม่ให้เล่นเกินคนละ ๒๐ บาทเท่านั้น ก็ไปให้เมียมึงเล่นซิ ๒๐ บาท มีลูกกี่คนๆ ก็คนละ ๒๐ บาทๆ ...”
แหม ... มันดีอกดีใจกันยกใหญ่ พอกลับไปถึงบ้าน มันมีลูกกี่คนๆ เล่นแทนหมด มีเมียมีคนในบ้านเท่าไหร่ พวกมันเล่นแทนหมด ไอ้คนถูกเล่นแทนไม่รู้เรื่องเลย
พอหวยออก ปรากฏว่าถูกกันคนละหลายแสน มันให้คนที่เล่นแทนคนละร้อยมั่ง สองร้อยมั่ง ไอ้พวกที่ถูกเล่นแทนดีใจกันใหญ่ที่อยู่ๆ ก็ได้รับแจกคนละตั้งร้อยสองร้อย ที่ไหนได้ไอ้ระยำสองตัวนั่นมันซัดซะไม่รู้เท่าไหร่ สมัยนั้นร้อยสองร้อยก็มากโขแล้วนะ พอเจอหน้ากันมันบอก
“จะให้ผมออกงานเมื่อไหร่ก็ได้”
แน่ ! ฟังมันคุยมั่ง คราวนั้นเล่นเอารวยกันจมไปเลย แต่ว่าไอ้ตัวนายอำเภอ มันได้มากกว่าเขาหน่อย เพราะมันมีลูกมากกว่าเขา
“เฮ้ย ... แล้วพวกมึงได้เล่นแทนหมากันมั่ง หรือเปล่าวะ”
“โอ้โฮ ... ผมลืมไปครับ”
“ทุด !... ไอ้ระยำ ... ควรจะแทนหมาอีกตัวละ ๒๐ บาท แมวกี่ตัวๆ ก็ตัวละ ๒๐ บาท จิ้งจกตุ๊กแกมีกี่ตัวๆ จดไว้ แล้วเล่นแทนให้หมด ตัวละ ๒๐ บาทๆ” ไอ้สองตัวนั่นตบอกผาง ครางดังเฮ้อ ...
แหม ! มันไม่ฉลาดเหมือนพระเลยนิ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จบแล้ว เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ สวัสดี ...
มรรคยักยอกเงินก่อสร้าง
ขณะที่หลวงพ่อเขียน จำพรรษาอยู่ที่วัดวังตะกู ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ นั้น หลวงพ่อพร้อมด้วยพุทธบริษัท ได้ชวนกันสละทุนทรัพย์ ตามกำลัง และศรัทธา และได้ช่วยกันหาปัจจัย สร้างโบสถ์ กำแพงแก้ว ซุ้ม ประตู และเจดีย์ ตัวพระอุโบสถนั้นเพียงแต่ก่ออิฐ แต่ยังมิได้ฉาบปูน แต่ในระหว่างการก่อสร้าง มรรคทายกผู้หนึ่งเป็นผู้รักษาเงิน และบัญชี ได้ยักยอกเอาเงินก่อสร้าง อุโบสถไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว โดยนำเงินไปซื้อไร่นา และปลูกบ้านเรือนใหญ่โต ทั้งได้ทำลายหลัก ฐานบัญชีเดิม แล้วทำบัญชีใหม่ปลอมแปลงแทน ครั้นถึงวันจ่ายค่าแรงงานก่อสร้างแก่นายช่าง หลวงพ่อ ก็เรียกปัจจัยจากมรรคทายกผู้นั้น แต่กลับได้รับคำปฏิเสธอย่างหน้าตาเฉย ว่าเงินที่ตนเก็บไว้ได้ถูก เบิกจ่ายไปหมดแล้ว เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น การก่อสร้างอุโบสถจึงได้หยุดชะงักลงทันที ชาวบ้านที่รู้เรื่องก็พากันมาถาม หลวงพ่อ ท่านบอกแก่พวกเขาเหล่านั้นว่า ใครโกงปัจจัยสร้างโบสถ์ ไม่ว่ารายไหนก็รายนั้น เป็น ต้องคลานขี้คลานเยี่ยว มันจะต้องฉิบหายวายวอด ถือกะลาขอทานเขากิน ไม่จำเริญสักคนน่ออยู่ต่อมาไม่นาน ความวิบัติก็บังเกิดขึ้นแก่มรรคทายกผู้นั้น กับภรรยา ตลอดจนลูกสาว ลูกชาย ด้วย เกิดการเจ็บป่วยได้ไข้ ขึ้นมาพร้อมกันในวาระเดียว เริ่มด้วยเกิดคันลูกนัยน์ตา รักษาอย่างไรก็ไม่ หาย จนในที่สุด ตาบอดหมดทุกคน แม้หลานของมรรคทายกผู้นั้น ก็เกิดมาเสียลูกนัยน์ตาไปคนละข้าง ต้องทนทุกข์ทรมาน คลานขี้คลานเยี่ยว ดังหลวงพ่อท่านว่าไว้ไม่มีผิด ทองที่มีอยู่ ก็ถูกนำมาใช้จ่าย ในการรักษาจนหมดตัว ถึงกับขายไร่นา เพื่อนำเงินมาบำบัดรักษา และพลอยหมดสิ้นลงอีก ถึงกับต้อง จูงกันไปเที่ยวขอทานเขากิน ในที่สุด ก็ล้มหายตายจากกันไป ที่มีชีวิตอยู่ ก็ร่อนเร่ระเหระหน ไปคน ละทิศละทาง จนสิ้นวงศ์วานหว่านเครือ ไม่มีเชื้อสายเหลือในตำบลวังตะกู แม้แต่คนเดียว !

สมัยหนึ่ง มหาบุญเหลือ เจ้าอาวาส วัดชัยมงคล กับ มหาชั้น เจ้าอาวาส วัดท่าฬ่อ เดินทางไปเทศน์ ที่บ้านห้วยพุก เมื่อเทศน์จบ ก็ได้เวลาประมาณ ๔ โมงเย็นเศษๆ เข้าไปแล้ว จึงรีบออกเดินทางจาก บ้านห้วยพุก ฝ่าป่าฝ่าดงเรื่อยมา เพราะสมัยนั้นการสัญจรไปมา ต้องอาศัยการเดินเท้าเป็นพื้น ท่าน เจ้าอาวาสทั้งสอง ไม่คุ้นกับเส้นทาง จึงเดินวกวนอยู่ในดงช้านาน บ้านช่องผู้คนก็ไม่ค่อยจะมี นานๆ จึงจะพบสักหลังหนึ่ง เมื่อชาวบ้านป่าช่วยชี้หนทางให้ ก็เดินกันจนเท้าระบมแทบจะไปไม่ไหว จนถึงเวลากลางคืน ก็ไปถึงตำบลวังตะกู ท่านมหาบุญเหลือ จึงบอกท่านมหาชั้นว่า คงจะต้องนอนพัก ค้างคืนกับหลวงพ่อเขียนก่อน เพราะจะเดินทางต่อไปจนถึงบางมูลนากไม่ไหว ท่านมหาบุญเหลือรู้จัก กับ หลวงพ่อเขียนดี เมื่อไปถึงวัด ได้พากันตรงไปกุฏิหลวงพ่อ ก็เห็นประตูหน้าต่างปิดหมด แลเห็น แสงไฟทางช่องลมสลัวๆ ท่านมหาทั้งสองจึงกระซิบกระซาบกันว่า อย่าไปเรียกท่านเลย จะเป็นการ รบกวนท่านเปล่าๆ เรานอนข้างนอกหน้ากุฏิท่านนี่แหละท่านมหาชั้นจึงเอนกายลงนอน ด้วยความ อ่อนเพลีย แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียง หลวงพ่อเขียน ร้องทักมาจากในห้องว่าโธ่เอ๋ย มหา ! เดิน หลงทางกันมาซิน่อ แย่เลยหนอ พักนอนกันเสียที่นี่ ไม่ต้องเกรงใจน่อพลางท่านก็เปิดประตูออกมาต้อนรับ
เมื่อครั้งหลวงพ่ออยู่วัดวังตะกูนั้น ได้มีผู้นำสัตว์ป่าทั้งหลาย มาถวายอยู่เนืองๆ อาทิเช่น ลิง ชะนี เก้ง กวาง วัวแดง จระเข้ เป็นต้น โดยเฉพาะลูกกวางนั้น หลวงพ่อได้เอาเศษจีวรผูกคอไว้ เพื่อ ให้คนทั้งหลายได้รู้ ว่าเป็นกวางของวัด เจ้ากวางตัวนี้เติบโตขึ้นมา และเชื่องมาก มันมักจะติดตาม หลวงพ่อไปไหนๆ อยู่เสมอ บางคราวมันก็จะหนีท่านไปกินข้าว หรือเหยียบย่ำข้าวในนา ของชาวบ้าน เสียหายบ่อยๆ หลวงพ่อจึงนำไปให้ ท่านอาจารย์เทิน วัดสำนักขุนเณร เลี้ยงดูแทนท่าน ท่านได้บอก กับมันว่า เอ็งไปอยู่กับ อาจารย์เทิน วัดสำนักขุนเณรน่อ แล้วไม่ต้องกลับมาหาข้าอีกน่อเมื่อหลวง พ่อให้ลูกศิษย์นำกวางไปให้ท่านอาจารย์เทินแล้ว ปรากฏว่าเจ้ากวางไม่เคยกลับมาที่วัดวังตะกูอีกเลย ทั้งๆ ที่วัดทั้งสองไม่ได้อยู่ห่างไกลกันเท่าใดนัก เมื่อกวางไปอยู่กับท่านอาจารย์เทินแล้ว ไม่ว่าท่านจะรับนิมนต์ไปที่บ้านใคร มันจะออกไปตามหาท่าน ถูกทุกครั้ง แม้ว่าบางครั้ง ท่านจะออกไปจากวัด ขณะที่มันไม่ได้อยู่ในวัด แต่เมื่อมันกลับมา ก็จะออก ตามหาท่านอาจารย์ได้ถูกต้องทุกครั้ง อยู่มาวันหนึ่ง กวางออกไปหากินไกลวัด ในหมู่บ้านที่มันเคยไป ชาวบ้านไม่รู้ว่าเป็นกวางวัด นึกว่า เป็นกวางป่า จึงเอาปืนมาไล่ยิง แต่ไม่ถูกสักนัดเดียว เผอิญพวกนั้นเหลือบไปเห็นเศษจีวร ที่หลวงพ่อ เขียนผูกคอมันไว้ จึงรู้ว่าเป็นกวางวัด ก็ร้องบอกห้ามปรามกัน แต่กวางตกใจเสียงปืน มันก็วิ่งเตลิด ผ่านหน้าบ้านของชายคนหนึ่ง ชายคนนั้นไม่รู้เรื่องราว ก็คว้าปืนลูกซองยิงสกัดออกไป ลูกปืนไปถูกลูก นัยน์ตาขวาของกวาง ถึงแก่ตาบอด แต่ต่อมาไม่ช้านาน เขาผู้นั้นไปตัดฟืนในป่า ถูกกิ่งไม้วัดเข้าที่ตา ข้างขวา ถึงกับตาแตก และบอดในเวลาต่อมา เป็นที่น่าอัศจรรย์... (ที่กรรมตามทันอย่างรวดเร็ว)
หลวงพ่อไปๆมาๆ
หลวงพ่อได้อยู่วัดวังตะกู เป็นเวลานาน จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้มีอาจารย์รูปหนึ่ง เดินทาง มาจากจังหวัดนครราชสีมา ได้มาขอพักอยู่ที่วัดวังตะกู ครั้นอยู่นานเข้าก็มีประชาชนนับถือมาก เลยถือ โอกาสตั้งตัวเป็นเจ้าอาวาส โดยมีทายกบางคนให้การสนับสนุน จึงได้รื้อกุฏิปลูกใหม่ ให้เรียงเป็น แถว เป็นระเบียบ ดูจะเป็นการขับไล่หลวงพ่อเขียนทางอ้อม โดยเว้นกุฏิของหลวงพ่อ ทิ้งไว้ให้โดด เดี่ยวอยู่องค์เดียว นอกจากนั้นยังได้สร้างเชิงตะกอนเผาศพ ไว้ด้านทิศตะวันออก ใกล้ๆ กับกุฏิของ หลวงพ่อ เวลาเผาศพ กระแสลมก็จะพัดควัน และกลิ่นเข้าหากุฏิหลวงพ่อ จนตลบอบอวลไปหมด ทำ ให้ท่านได้รับความเดือดร้อนมาก เพราะการเผาศพในสมัยนั้น กว่าจะไหม้หมดก็กินเวลาหลายชั่วโมง ถึงแม้หลวงพ่อจะได้รับความทุกข์ทรมานเพียงใด ท่านก็ทนอยู่ได้โดยใช้ขันติธรรมไม่ยอมไปไหน อีกทั้ง ในขณะนั้น ทายกเก่าๆ ก็ตายเกือบหมดแล้ว ท่านจึงขาดที่พึ่ง ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๙๑ กำนันเถาว์ ทิพย์ประเสริฐ บ้านสำนักขุนเณร ขณะนั้นยังเป็น กำนันตำบลวังงิ้ว เป็นผู้มองเห็นการณ์ไกล ทั้งมีความเคารพนับถือหลวงพ่อมาก จึงพร้อมกับ คณะทายก อุบาสก อุบาสิกา ได้พากันมานิมนต์หลวงพ่อ ขอให้ไปจำพรรษาที่วัดสำนักขุนเณร ซึ่งอยู่ห่างไกลจากวัดวังตะกู ประมาณ ๕ กิโลเมตร คณะที่ไปนิมนต์หลวงพ่อได้รับปากกับท่านว่า จะช่วยสร้างกุฏิให้พอเพียงกับพระ ภิกษุสงฆ์ ที่ติดตามท่านไปด้วย ทั้งจะสร้างคอกม้าให้กว้างขวาง พอที่จะบรรจุม้าทั้ง ๗๐ ตัวของหลวง พ่อ ได้อย่างสบาย หลวงพ่อได้มองเห็นเจตนาดี และเสียอ้อนวอนมิได้ ก็รับนิมนต์ไปอยู่วัดสำนักขุน เณร แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ระหว่างวัดสำนักขุนเณร กับวัดวังตะกู มิได้ขาด ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๔๙๓ หลวงพ่อจึงตัดสินใจที่จะไปจำพรรษาอยู่ที่วัดสำนักขุนเณร แต่ก่อนท่านจะจาก ไป หลวงพ่อได้ไปยืนทำสมาธิ ที่ต้นไม้ทุกต้น ภายในบริเวณวัดวังตะกู เสมือนหนึ่งท่านจะอำลา เทพยดา ที่ต้นไม้เหล่านั้น เพราะท่านอยู่ที่นี้มาถึง ๓๐ พรรษา เมื่อหลวงพ่อไปอยู่วัดสำนักขุนเณรแล้ว คณะทายกทายิกา วัดวังตะกู มีความอาลัย
หลวงพ่อไม่เปียกฝน

เมื่อหลวงพ่อไปอยู่วัดสำนักขุนเณรแล้ว คณะทายกทายิกา วัดวังตะกู มีความอาลัย ก็พากันมานิมนต์หลวงพ่อให้กลับไปจำพรรษา ที่วัดวังตะกู ตามเดิม ด้วยความเมตตา ท่านก็กลับไปอยู่วัดวังตะกูอีก ๑ สัปดาห์ แล้วท่านก็ขอตัวกลับมาอยู่ วัด สำนักขุนเณร แต่นั้นมา สมัยหนึ่ง ท่านอาจารย์ประทุม สุนทรเกล้า เจ้าอาวาสวัดวังตะกูสมัยหนึ่ง ได้ไปกราบนมัสการหลวง พ่อเขียน ที่สำนักวัดขุนเณร ได้ขออนุญาตท่านหล่อรูป และสร้างเหรียญหลวงพ่อ โดยจะจัดพิธีพุทธา ภิเษก ให้ประชาชนบูชา เพื่อหารายได้บูรณปฏิสังขรณ์ วัดวังตะกู หลวงพ่อก็อนุญาต ในพิธีพุทธาภิเษกครั้งนั้น ทางคณะกรรมการได้นิมนต์ พระอาจารย์สำคัญๆ หลายรูปมาร่วมพิธีปลุกเสก เป็นอันมาก ในขณะประกอบพิธีอยู่นั้น ทั้งๆ ที่ท้องฟ้าแจ่มใส ปราศจากเมฆหมอก ก็ปรากฏว่า... สายฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก พระอาจารย์ต่างๆ ที่กำลังทำพิธีต้องหนีขึ้นกุฏิหมด เหลือแต่หลวงพ่อองค์เดียว กรรมการก็รีบเข้าไปนิมนต์ท่าน ขึ้นกุฏิหลบฝน แต่ท่านกลับบอกว่า ถ้าท่านลุกจากที่นี้อีกองค์หนึ่ง พิธีก็ เสียหมด ทั้งยังกล่าวต่อไปว่าฝนมันตกไม่นานหรอกน่อ เพียง ๕ นาทีเท่านั้นก็หาย เทวดาเขาให้ ฤกษ์ดีน่อบรรดากรรมการทั้งหลาย ได้ฟังหลวงพ่อบอกเช่นนั้น ก็คอยจับเวลาดู ครั้นได้เวลาครบ ๕ นาที ฝนก็หยุดตก ขาดเม็ดทันที ! ท่านอาจารย์ประทุมคิดว่า สายฝนกระหน่ำอย่างนี้ หลวงพ่อคงจะเปียกฝน โชกไปทั้งตัว จึงนำเอาผ้า ไตรไปถวายหลวงพ่อ เพื่อให้ครองใหม่แทนผืนเก่า แต่หลวงพ่อบอกว่า ไม่ เปลี่ยนน่อปรากฏว่า ผ้าไตรที่หลวงพ่อครองอยู่นั้น ไม่เปียกฝนแม้แต่น้อย และบริเวณที่ท่านนั่งอยู่ ไม่มีแม้แต่ละอองฝน ประดุจมีคนมากางกลดเฉพาะตัวท่านฉะนั้น ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ฝนตกแต่ในบริเวณวัดเท่า นั้น นอกเขตวัดออกไป ไม่มีฝนตกเลย แม้แต่เม็ดเดียว
หลวงพ่อถูกร้องเรียน
เนื่องจากสัตว์ป่า ที่ชาวบ้านเขานำมาถวายหลวงพ่อ มีจำนวนมากขึ้นทุกที และสัตว์เหล่านั้นมักจะไป เหยียบย่ำพืชผลของชาวบ้าน ได้มีบุคคลบางคนเขียนบัตรสนเท่ห์ ร้องเรียนไปยังนายอำเภอ บางมูลนาก ทางอำเภอจึงส่งเรื่องให้เจ้าคณะจังหวัดพิจิตรพิจารณา ทางเจ้าคณะจังหวัด ได้รับหนังสือจากนายอำเภอแล้ว จึงได้ตั้งคณะกรรมการไปสอบสวนหลวงพ่อ เขียน ประกอบด้วยผู้ช่วยเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ และมีปลัดอำเภอบางมูลนากร่วมด้วย ทาง คณะสงฆ์ ได้มอบหมายให้คณะกรรมการ ไปสอบสวนให้ได้ตัวเจ้าทุกข์ ว่าเป็นความจริงตามคำร้อง เรียนหรือไม่ และให้สอบถามชาวบ้าน หากจะปลดหลวงพ่อเขียน จากตำแหน่งเจ้าอาวาส แล้วให้ พระที่อาวุโสรองลงมาเป็นเจ้าอาวาสแทน จะขัดข้องหรือไม่ เมื่อคณะกรรมการเดินทางไปถึงวัด ได้เรียกประชุมชาวบ้าน ในเบื้องต้น ปลัดอำเภอฯได้สอบถาม หลวงพ่อเขียนว่า หลวงพ่อเลี้ยงสัตว์ และผสมพันธุ์ จนมีเป็นจำนวนมาก ใช่หรือไม่ ? ” หลวงพ่อตอบว่า อาตมาไม่ได้เลี้ยง ชาวบ้านเขาพากันนำมาถวาย ขัดศรัทธาไม่ได้ก็รับไว้น่อ ทั้ง อาตมาก็ไม่ได้ผสมมัน พวกมันผสมกันเองน่อจากนั้น คณะกรรมการได้สอบถามหาตัวเจ้าทุกข์ผู้ร้องเรียน แต่ไม่มีผู้ใดแสดงตัวออกมา ครั้นคณะ กรรมการสอบถามชาวบ้าน ถึงเรื่องจะเปลี่ยนตัวเจ้าอาวาส ว่าเห็นสมควรให้พระอาวุโสองค์ใด เป็นเจ้าอาวาสแทนหลวงพ่อเขียน ก็ไม่มีผู้ใดเสนอ เมื่อสอบถามต่อไปว่า ผู้ใดเห็นควรให้หลวงพ่อ เขียนเป็นเจ้าอาวาสต่อไป ปรากฏว่าชาวบ้านสนับสนุนเป็นเอกฉันท์ ในที่สุดคณะกรรมการก็เอาผิด หลวงพ่อเขียนไม่ได้ และจำต้องให้ท่านเป็นเจ้าอาวาสต่อไป
สร้างโรงเรียน
หลวงพ่อเขียน พร้อมด้วยกำนันเถาว์ ทิพย์ประเสริฐ พร้อมด้วยอุบาสก อุบาสิกา และประชาชน ได้ ช่วยกันก่อสร้าง ถาวรวัตถุไว้ในพระพุทธศาสนา ณ วัดสำนักขุนเณร หลายอย่าง ดังนี้ ๑. กุฏิหอสวดมนต์ ๒. หอประชุมสงฆ์ ๓. สร้างสะพานข้ามคลอง เชื่อมวัดกับหมู่บ้าน ๔. สร้างพระประธาน ๑ องค์ ๕. สร้างศาลาหลังใหญ่ กว้าง ๑๒ วา ยาว ๑๕ วา ๖. สร้างพระอุโบสถ ๑ หลัง เนื่องจาก กำนันเถาว์ ทิพย์ประเสริฐ ได้ยกที่ดินให้ เพื่อทำการก่อสร้างอาคารเรียน หลวงพ่อเขียน ท่านได้มองเห็นความสำคัญของการศึกษา จึงได้มอบปัจจัยจำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาทแก่ทางราชการ เพื่อสมทบในการก่อสร้างอาคารเรียนแห่งนี้ เมื่อโรงเรียนสร้างเสร็จทางราชการจึงได้ตั้งชื่อว่า โรงเรียนวัดสำนักขุนเณร(หลวงพ่อเขียนอุทิศ)เพื่อเป็นอนุสรณ์ แห่งคุณความดีของหลวงพ่อ โรงเรียนแห่งนี้ เปิดทำการสอน ตั้งแต่ชั้น ประถมปีที่ ๑ ถึง ประถมปีที่ ๗ (ปัจจุบันเหลือแค่ ประถม ปีที่๖) นับว่าหลวงพ่อได้ช่วยสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนของชาติ ให้เจริญก้าวหน้า ด้วยเมตตา ธรรมของท่านเป็นอย่างยิ่ง การเจริญกรรมฐานของหลวงพ่อนั้น ท่านมักจะปฏิบัติในเวลาดึกสงัด ปราศจากสรรพสำเนียงรบกวน ชาวบ้านจำนวนมากไม่มีผู้ใดทราบ ว่าหลวงพ่อใช้เวลาเจริญกรรมฐานตอนไหน เพราะในยามค่ำคืน จะมีแสงไฟสลัวๆ ในกุฏิของหลวงพ่อเสมอๆ และมักจะดับเอาตอนรุ่งสางแล้ว ตามปกติในเวลากลางวัน ท่านก็ต้องออกมานั่งปัดเป่าความทุกข์ให้แก่ชาวบ้าน ที่พากันหลั่งไหลมา นมัสการไม่ขาดสาย ตั้งแต่เช้าจรดเย็นเป็นประจำ
ท่านถึงแก่การมรณภาพ
แม้กระทั่ง เมื่อสังขารของท่าน ทรุดโทรมมาก แล้วก็มิได้เว้น หลวงพ่อเขียน มีโรคประจำตัวท่านอยู่โรคหนึ่ง นั่นก็คือ โรคหืด ซึ่งเป็นโรคที่ทรมานท่านเป็นอย่าง มาก เมื่อเวลาโรคกำเริบ แต่หลวงพ่อจะไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา เพราะท่านระงับด้วยขันติธรรม ต่อมา เมื่อท่านชราภาพมากขึ้นทุกขณะ ท่านฉันภัตตาหารไม่ค่อยจะได้ ทำให้เรี่ยวแรงหมดไปทุกที คณะกรรมการวัด และศิษยานุศิษย์ จึงได้นำหลวงพ่อไปรักษา ที่สถานพยาบาลในตลาดบางมูลนาก แต่ เนื่องจากความชรา และโรคกำเริบ สุดความสามารถของแพทย์จะรักษาท่านได้ ท่านก็ถึงแก่มรณภาพ ด้วยอาการสงบ ในคืนวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๗ เวลา ๒๓.๕๐ น. สิริรวมอายุได้ ๑๐๘ ปี
หนีไม่พ้น
หลวงพ่อเขียนท่านศักดิ์สิทธิ์ แม้เมื่อท่าน มรณภาพไปแล้ว ดังเช่นเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ เวลาประมาณ ๐๓.๐๐ น. ได้มีคนร้าย ไม่ทราบจำนวนนำรถยนต์มาขน พระโมคคัลลาน์ และ พระสารีบุตรที่หลวงพ่อเขียนได้หล่อไว้ ซึ่งประดิษฐานในพระอุโบสถ วัดวังตะกู ประมาณ ๔๐ กว่าปี มาแล้ว ต่อมา พระอุโบสถพัง ทางวัดจึงย้ายไปประดิษฐานไว้ ในพระวิหารวัดวังตะกู พร้อมด้วยพระ ประธาน และรูปหล่อของหลวงพ่อ คนร้ายจำนวนดังกล่าว ได้ลอบไขกุญแจเข้าไปหามเอาพระโมคคัลลาน์ และพระสารีบุตร ออกมาได้แล้ว แต่ยังไม่พ้นเขตวัด คนร้ายอีกจำนวนหนึ่ง เตรียมติดเครื่อง ยนต์คอยอยู่นอกวัด แต่กลุ่มที่อยู่ในวัด หาทางออกนอกวัดไม่ได้ รถที่อยู่นอกวัดก็เกิดขัดข้อง แก้ไข เท่าใดก็ไม่สามารถติดเครื่องยนต์ได้ คนร้ายที่ช่วยกันหามพระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร จึงจำเป็น ต้องนำพระทั้งสององค์ไปซุ่มไว้ ข้างที่บรรจุอัฐิ นายมานพ จันทร์พวง เหล่าคนร้ายทั้งหมด ได้กลับมา ที่รถ และ ช่วยกันแก้ไขรถ อยู่นานหลายชั่วโมง จนฟ้าเริ่มสาง เป็นเวลาที่ชาวบ้านจำนวนมาก มา ตักน้ำในสระของวัด พอชาวบ้านมากันมากเข้า รถก็ติดพอดี คนร้ายไม่กล้าวกกลับไปขนเอาพระที่ซ่อน ไว้ จึงจำต้องขับรถหนีไป เมื่อคนร้ายไปแล้ว ชาวบ้านเห็นประตูวิหารเปิดอยู่ และไม่เห็นพระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร จึงนำ ความไปแจ้งแก่เจ้าอาวาส และช่วยกันหาอยู่นานก็ไม่พบ ในที่สุดเจ้าอาวาสวัดวังตะกู ได้จุดธูปเทียน บอกกล่าวแก่หลวงพ่อเขียน จึงได้พบพระ ถูกซ่อนไว้ในที่บรรจุอัฐิ... อำนาจจิตอันมหัศจรรย์ของหลวงพ่อเขียน ยังมีอีกมากมาย และเป็นเรื่องเล่าขานสืบต่อกันไป ควบคู่ กับคุณงามความดีของท่าน ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะ ของชาวบ้านบางมูลนาก จนตราบเท่าทุกวัน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 12 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (26-01-10), พรรณวดี (26-01-10), พุทธรักษา (04-02-10), สัพพัญญู (18-05-10), จิตประภัสสร (27-06-10), ปาริฉัตรมณี (25-02-10), นิมมานรดี (26-02-10), เดชะบุญ (11-02-10), FaRuXue (09-08-10), rathanakit (27-06-10), Rich (26-01-10), suwaphat (26-01-10)
  #2  
เก่า 27-06-10, 08:01
rathanakit
Guest
 
ข้อความ: n/a
Smile

ถ้าจำได้ไม่ผิดแม่เคยพาไปกราบหลวงพ่อที่วัดตอนนั้นอายุคงไม่เกิน1ขวบ.ดีใจที่ได้อ่านชีวประวัติของท่าน.ขอร่วมโมทนาบุญกะคุณแอลด้วยนะคะ. ป.ล เกิดที่พิจิตรจ้า.

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 6 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (27-06-10), พรรณวดี (27-06-10), มณีนพรัตน์ (05-08-10), จิตประภัสสร (27-06-10), เดชะบุญ (02-07-10), FaRuXue (09-08-10)
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 21:42


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่