อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ประวัติพระ และบุคคลตัวอย่าง

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #11  
เก่า 26-12-10, 18:09
Peach's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 162
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 1,734
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,721 ครั้ง ใน 1,721 ข้อความ
พลังบุญ: 1292
Peach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished road
Default พระโตเทยยะเถระ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง
อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ
ข้าพเจ้าขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ อันมีสมเด็จองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหมด พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ตลอดจนพรหมเทพเทวาทั้งหลายที่ได้ปกปักรักษาพระศาสนา และครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบ ๆ กันมา มีหลวงปู่ปานและหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธรรมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

พระโตเทยยเถระ

ในอดีตชาติและครั้งพุทธสมัยพระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้เป็นพระราชาทรงพระนามว่า "วิชิตชัย" เป็นผู้แกล้วกล้าสามารถเสวยราชสมบัติอยู่ในเกตุมดีนคร
เมื่อพระราชาวิชิตชัยนั้นทรงประมาทอยู่ พวกราษฎรพากันก่อความวุ่นวายขึ้น พระราชาวิชิตชัยจึงตรัสสั่งให้ประชุมพลช้างพลม้า ทหารเสื้อเกราะผู้กล้าหาญ พลธนู มาประชุมกันทั้งหมด ทั้งโปรดให้ประชุมพ่อครัว ช่างกัลบก ช่างดอกไม้ผู้กล้าหาญ ที่เคยชนะสงครามมาแล้วมิใช่แต่เท่านั้น ทั้งยังโปรดให้ประชุมทหารดาบ ทหารธนู ทหารช้างทุกหมู่เหล่าด้วย
พระราชาวิชิตชัยผู้ไม่มีใครสู้ได้พระองค์นั้น ได้ทรงเครื่องสงครามมีเกราะ เป็นต้น เสด็จออกไปปราบปรามจลาจล จนพวกที่ก่อการจลาจลวุ่นวายถูกเสียบด้วยหลาวทั้งเป็นตั้ง ๖๐,๐๐๐ คน
บุคคลทั้งหลายต่างพากันแตกตื่นเป็นโกลาหลกล่าวกันขึ้นว่า "พระราชาพระองค์นี้ไม่ชอบธรรม เมื่อพระราชาพระองค์นี้ไปไหม้อยู่ในนรกเวลากาลนานเท่าไรหรอ จึงจะพ้นจากนรกได้"
ข้าพเจ้าผู้เป็นพระราชาวิชิตชัย ผู้นอนอยู่เหนือที่บรรทมในคราวนั้นก็แลเห็นแต่นรก หลับไม่ลงทั้งกลางวันและกลางคืน มีความร้อนใจประดุจว่าถูกเสียบด้วยหลาวในขณะนั้น ข้าพเจ้าจึงคิดว่า "ต้องการอะไรด้วยราชสมบัติและพวกหมู่พลพาหนะ ที่ก่อให้เกิดความประมาณเช่นนี้เพราะราชสมบัติและหมู่พลพาหนะเช่นนี้ไม่สามารถช่วยเราได้ ไม่สามารถให้ความสุขแก่เราได้ ทุกเมื่อ เราจะต้องการบุตรและภรรยาตลอดกระทั้งราชอาณาเขตทั้งสิ้นไว้เพื่อประโยชน์อะไร เราควรจะไปบรรพชากระทำทางไปข้างหน้าให้บริสุทธิ์" ข้าพเจ้าคิดดังนี้แล้ว จึงได้สละช้างทั้ง ๖ หมื่นช้างที่เป็นช้างสงคราม พื้นเพเดิมเป็นช้ามาตังคะ ทั้งม้าสินธพชาติอาชาไนย รถรัตนหัตถีอย่างละ ๖ หมื่นคัน สละแม่โคนม ๖ หมื่นตัว ที่มีถาดทองรองรีดน้ำนม สละทั้งหมู่สนมนารีที่มีรูปร่างสำอางค์องค์ทั้ง ๖ หมื่นคน และสละทั้งหมู่บ้าน ๖ หมื่นตำบลออกบรรพชา
เวลาข้าพเจ้าออกจากพระนครแล้ว ได้เข้าไปในป่าหิมพานต์ สร้างอาศรมอยู่ที่ริมแม่น้ำภาคีรสี พอสร้างอาศรมเสร็จแล้ว ได้สร้างโรงบูชาไฟขึ้น ตั้งใจบูชาไฟอยู่ในอาศรม เมื่อข้าพเจ้าตั้งใจบำเพ็ญพรตอยู่ที่มณฆปหรือโคนต้นไม้หรือในที่ว่าง ข้าพเจ้าไม่มีความสะดุ้งกลัวต่อสิ่งใดๆ
ในคราวนั้น มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า "พระสุเมธ" ทรงอุบัติขึ้นในโลก มียักษ์ผู้มีฤทธิ์มากตนหนึ่ง อยู่ในที่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า ได้บอกแก่ข้าพเจ้าว่า "พระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงวิเศษด้วยพระปรีชาญาณ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ได้โปรดประชาชน
ทั้งปวงให้ข้ามพ้นโลกสงสารไปเป็นจำนวนมาก พระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้าจะโปรดท่านให้ข้ามโลกสงสารได้ด้วย"
ข้าพเจ้าได้ฟังคำของยักษ์ดังนี้แล้ว ก็เกิดความเลื่อมใส ใจนึกถึงแต่พระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ แล้วได้เก็บเครื่องบริขารใว้ในอาศรมแล้วออกจากป่าหิมพานต์ไป
ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าผู้ตามค้นหาพระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ถือเอาผงจันทร์หอมอันมีค่าไปด้วย เมื่อเดินทางไปตามบ้านน้อยเมื่องใหญ่ก็ได้พบกับพระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้า กำลังทรงแสดงอริยสัจธรรมทั้ง ๔ อยู่ในท่ามกลางมหาชน ข้าพเจ้าผู้เป็นดาบส จึงประนมมือขึ้นนมัสการและกราบทูลว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงประเสริฐ พระองค์ทรงมีกลิ่นหอมคือพระคุณธรรมฟุ้งไปในทิศทั้งปวง ดอกไม้ทั้งหลาย คือดอกจำปา ดอกมะลิ ดอกอุโลก ดอกเกด ดอกสาละ ต่างมีกลิ่นหอมตลบไปได้แต่ตามลมเท่านั้น มีกลิ่นหอมทวนลมไปไม่ได้ ข้าพระองค์ได้ออกจากป่าหิมพานต์มาในที่นี้ เพราะได้สูดกลิ่นหอมของพระองค์
ข้าพระองค์ขอบูชาพระองค์ด้วยผงจันทร์หอมนี้ พระเจ้าข้า" กราบทูลดังนี้แล้ว ข้าพเจ้าขอลูบไล้พระวรกายของพระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยผงจันทร์หอม
อภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-67507548ry1-jpgอภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-67507548ry1-jpgอภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-67507548ry1-jpg
พระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงนิ่งเฉยอยู่ ด้วยมีพระประสงค์จะทรงรักษาความเลื่อมใสของจ้าพเจ้าไว้ ครั้นแล้วพระองค์ผู้ทรงประเสริฐเลิศในโลก จึงทรงประกาศขึ้นในท่าม
กลางพระภิกษุสงฆ์ว่า "ดาบสผู้ใดได้สรรเสริญตถาคตและได้บูชาตถาคตด้วยผงจันทร์หอม ตถาคตจะพยากรณ์คติของดาบสผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังคำของตถาคต
ดาบสตนนี้จะได้เกิดเป็นพรหมที่มีผู้เชื่อถือถ้อยคำ มีใจตรงต่อทางธรรม มีธรรมะเครื่องเผากิเลส มีรัศมีเป็นพิเศษอยู่ตลอดประมาณ ๒๕ กัป ดาบสตนนี้จะได้เสวยสุขสำราญอยู่ในเทวโลกตลอด ๒,๖๐๐ กัป จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ จะได้เป็นเทวราชอยู่ ๓๓ ชาติ จะได้เป็นพระราชาประเทศราชอยู่นับชาติไม่ได้
แล้วจะได้เกิดเป็นมนุษย์อยู่ในตระกูลพราหมณ์จะได้เป็นศิษย์ของพราหมณ์พาวรีผู้มีความรู้แตกฉานในวิชาไตรเพท ทั้งจะได้ไปเข้าเฝ้าพระโคดมโลกเชษฐ์ เพื่อกราบทูล
ถามปัญหาอันสุขุมคัมภีรภาพ แล้วจะสิ้นอาสวกิเลส"
โตเทยยมาณพ ผู้เป็นหนึ่งในบรรดามาณพ ๑๖ คนเหล่านั้น จึงได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ปาสาณเจดีย์ แว่นแคว้นมคธ
และได้เป็นผู้กราบทูลถามปัญหาเป็นคนที่ ๘
ก่อนที่โตเทยยมาณพจะกราบทูลถามปัญหาอีก แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามให้รอไว้ก่อน ต่อจากนั้นโตเทยมาณพจึงกราบทูลถามปัญหาขึ้นว่า "กามทั้งหลายไม่มีอยู่ในผู้ใด ตัณหาของผู้ใดไม่มีผู้ใดข้ามพ้นความสงสัยได้แล้ว ความหลุดพ้นของผู้นั้นเป็นเช่นไร พระเจ้าข้า"
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบปัญหาว่า "ดูก่อนโตเทยยะ กามทั้งหลายไม่มีอยู่ในผู้ใด ตัณหาของผู้ใดไม่มี ผู้ใดข้ามพ้นความสงสัยได้แล้ว วิโมกข์ คือความหลุดพ้นของผู้นั้น
ไม่แปรผันเป็นอย่างอื่น "
โตเทยยมาณพได้กราบทูลซักถามว่า "ผู้นั้นเป็นผู้หมดความหวังทะเยอทะยาน หรือยังมีความหวังทะเยอทะยานอยู่ ผู้นั้นเป็นผู้มีปัญญาแท้ หรือเป็นแต่ก่อตัณหาและทิฐิด้วยปัญญา
ข้าพระองค์จะรู้จักท่านผู้เป็นมุนีนั้นได้อย่างไร ขอพระองค์ตรัสบอกให้แจ้งชัดปัญญานั้นแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า"
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า "ผู้นั้นหมดความหวังทะเยอทะยานแล้ว จะเป็นผู้ไม่มีความหวังทะเยอทะยานอีก เป็นผู้มีปัญญาแท้ ไม่ใช่เป็นผู้ก่อตัณหาและทิฐิด้วยปัญญา เธอจงรู้จัก
มุนีว่า เป็นคนไม่มีกังวล ไม่ติดอยู่ในกามและภพแล้วด้วยอาการอย่างนี้"
บัดนี้ข้าพเจ้าชื่อ "โตเทยยะ" ได้ดับไฟทั้ง ๓ กอง ได้แก่ ราคัคคิ ไฟคือราคะ โทสัคคิ ไฟคือโทสะ โมหัคคิ ไฟคือโมหะได้แล้ว ได้ทำลายภพทั้งปวง และสิ้นอาสวกิเลสแล้ว ได้สำเร็จวิชชา ๓
ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ประการแล้ว พระพุทธศาสนธรรม ข้าพเจ้าได้กระทำตามเสร็จสิ้นแล้ว
จบประวัติของพระโตเทยยะเถระ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 6 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Peach ในข้อความนี้
  #12  
เก่า 27-12-10, 20:51
Peach's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 162
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 1,734
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,721 ครั้ง ใน 1,721 ข้อความ
พลังบุญ: 1292
Peach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished road
Default พระกัปปเถระ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ


นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง
อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ
ข้าพเจ้าขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ อันมีสมเด็จองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหมด พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ตลอดจนพรหมเทพเทวาทั้งหลายที่ได้ปกปักรักษาพระศาสนา และครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบ ๆ กันมา มีหลวงปู่ปานและหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธรรมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ



พระกัปปเถระ

กัปปมาณพผู้เป็นหนึ่งในบรรดามาณพ ๑๖ คนเหล่านั้น จึงได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ปาสาณเจดีย์ แว่นแค้วนมคธ และได้เป็นผู้กราบทูลถามปัญหาเป็นคนที่ ๑๐ เมื่อท่านได้รับพระพุทธานุญาติแล้ว จึงได้กราบทูลถามปัญหาว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอพระองค์ตรัสชี้แจงเกาะอันเป็นที่พึ่งแห่งสัตว์ทั้งหลาย ผู้ตั้งอยู่ในท่ามกลางสาคร (สงสาร) เมื่อเกิดคลื่นอันเป็นภัยใหญ่น่ากลัวมาถึง ผู้ถูกชรา คือความแก่และมัจจุ คือความตายครอบงำรอบข้างแล้ว อนึ่ง ของพระองค์ตรัสถึงเกาะอันเป็นที่พึ่งแก่ข้าพระองค์ อย่าให้ทุกข์นี้มีได้อีก พระเจ้าข้า"
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบปัญหาว่า "ดูก่อนกัปปะ ตถาคตขอบอกว่า พระนิพพานอันไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่มีตัณหาเครื่องถือมั่นเป็นทีสิ้นไปแห่งชราและมัจจุนี้แหละว่าเป็นประดุจเกาะ(ศีลธรรม) อันเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่ธรรมะอื่น ชนเหล่าใดรู้ทั่วถึงพระนิพพานนี้แล้ว เป็นผู้มีสติ มีธรรมอันเห็นแล้ว ดับกิเลสได้แล้ว ชนเหล่านั้นไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งมาร ไม่ต้องเดินไปในทางของมาร
ในเวลาจบพระคาถาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบ ธรรมจักษุ ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เทวดาและมนุษย์หลายพัน ผู้ที่มีวาสนาบารมีร่วมกันกับกัปปมาณพว่า
"สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา"
ส่วนจิตของกัปปมาณพพ้นแล้วจากอาสวกิเลสทั้งปวง คือ ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์
จบประวัติของพระกัปปเถระ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Peach ในข้อความนี้
พรรณวดี (27-12-10), ก้อนดิน (27-12-10), อภิญญา (27-12-10), ปาริฉัตรมณี (27-12-10), Nakamura (28-12-10)
  #13  
เก่า 28-12-10, 20:02
Peach's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 162
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 1,734
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,721 ครั้ง ใน 1,721 ข้อความ
พลังบุญ: 1292
Peach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished road
Default พระชตุกัณณีเถระ


นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง
อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ
ข้าพเจ้าขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ อันมีสมเด็จองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหมด พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ตลอดจนพรหมเทพเทวาทั้งหลายที่ได้ปกปักรักษาพระศาสนา และครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบ ๆ กันมา มีหลวงปู่ปานและหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธรรมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
พระชตุกัณณีเถระ

ในพุทธกาลแห่งพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ข้าพเจ้าได้เกิดเป็นบุตรของเศรษฐีอยู่ในเมืองหงสวดี มีความสุขสมบูรณ์ทุกประการ

ในกาลนั้น ข้าพเจ้ามีปราสาทเป็นที่อยู่ ๓ หลัง มีทรัพย์สมบัติเป็นจำนวนมาก บำรุงบำเรออยู่ด้วยการฟ้อนรำขับร้อง มีพวกนักดนตรีขับกล่อมข้าพเจ้าล้วนแต่หมู่นารี เพื่อกระทำให้ข้าพเจ้ามีใจเพลิดเพลินยินดีข้าพเจ้าไม่รู้ว่ากลางคืนกลางวัน เปรียบเหมือนพระอินทร์ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีพวกเดินทางไกล พวกกำพร้า พวกขอทาน มาขอทานที่บ้านของข้าพเจ้าเป็นนิตย์
ส่วนสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้เป็นนาบุญอันล้ำเลิศ ผู้จะกระทำให้เกิดบุญแก่ข้าพเจ้าก็ได้มาที่เรือนข้าข้าพเจ้า
ฝ่ายพวกช่างต่างๆ มีช่างไม้อ้อ ช่างเสื่อลำแพน ช่างหนัง ช่างไม้ คนทำการงาน ช่างปั้นภาชนะ ช่างแก้ว ช่างโลหะ ช่างทอง ช่างเย็บผ้า ช่างดีบุก ช่างศร ช่างกลึง ช่างย้อมผ้า เป็นต้น ตลอดจนถึงควาญช้างและคนเลี้ยงช้าง ก็ได้มาที่เรือนข้าข้าพเจ้า
ข้าพเจ้ามีแก้ว ๗ ประการเท่ากันกับพระราชาอรินทมราช พวกใดเป็นบริวารของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็เลี้ยงดูพวกนั้นให้อิ่มหนำสำราญ
ในคราวนั้น มีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ทรงพระนาม “ปทุมุตตระ” เสด็จอุบัติในโลก พระองค์ทรงมีพระอรหันตสาวกหนึ่งแสนองค์เป็นบริวาร
เวลาพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จไปตามมรรคา ได้มีพระรัศมีสว่างไปทั่วทิศทั้งปวง เมื่อพระองค์ผู้ทรงเป็นพระโลกนายก เสด็จไปในที่ใด มีเสียงกลองดังสนั่นหวั่นไหวไปในที่นั้น มีพระรัศมีแผ่ซ่านจากพระวรกายพระปทุมุตตรสัมมาสัมพพุทธเจ้าเหมือนกับรัศมีพระอาทิตย์แรกอุทัย ฉะนั้น และพระรัศมีของพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สว่างเข้าไปถึงตามบ้านเรื่อนของคนทั้งหลาย
ข้าพเจ้าได้เห็นพระรัศมีของพระองค์แล้ว จึงบอกแก่บริวารของข้าพเจ้าว่า “ผู้ที่เสด็จมาตามถนนนี้ต้องเป็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐดดยแน่แท้” ข้าพเจ้าบอกแก่บริวารแล้ว ได้รีบลงมาจากปราสาทเข้าไปกราบทูลพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “ขอพระองค์พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์หนึ่งแสนองค์ ขอจงทรงรับภัตตาหารของข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า”
ครั้นกราบทูลแล้ว ข้าพเจ้าจึงอัญเชิญพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระภิกษุสงฆ์หนึ่งแสนองค์เข้าไปในเรือนของข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าถวายโภชนาหารอันประณีต
ในเวลาที่พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์รับภัตตาหารอยู่นั้น ข้าพเจ้าให้พวกนักดนตรีประคมเพื่อเป็นพุทธบูชาและหลังจากเวลาฉันอาหารเสร็จแล้ว พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ขึ้นว่า “ผู้ใดบูชาตถาคตด้วยดนตรี ทั้งได้ถวายข้าวและน้ำแก่ตถาคต ตถาคตจะพยากรณ์คติของผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังคำของตถาคต”
อภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-111-gifอภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-222-jpgอภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-111-gif
ผู้ที่บูชาตถาคตด้วยดนตรีทั้งถวายข้าวและน้ำนี้ จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๔ ครั้ง เวลาที่เป็นพระเจ้าจักรพรรดิอยู่นั้น จักได้ชักชวนประชาชนให้ตั้งมั่นอยู่ในศีล ๕ และกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ จักมีพวกนักดนตรีขับกล่อมอยู่เป็นนิตย์ จักได้เสวยทิพยสมบัติอยู่ในเทวโลกตลอดเวลา ๓ หมื่นกัป จักได้เป็นจอมเทวดาเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๖๔ ครั้ง จักได้เป็นพระราชาประเทศราชอันไพบูลย์โดยนับชาติไม่ได้
ในกัปที่หนึ่งแสนข้างหน้า จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า “โคดม” เสด็จบังเกิดขึ้นในโลก บุตรเศรษฐีผู้นี้ จะเกิดเป็นเทพยดาหรือมนุษย์ก็ตาม จะมีทรัพย์สมบัติและบริวารไม่บกพร่องแล้วจะได้มาเกิดเป็นมนุษย์ มีความแตกฉานในวิชาไตรเพท แล้วจะได้ออกบรรพชาเป็นสาวกของพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า จะอบรมบารมีจนสิ้นกิเลสสำเร็จเป็นพระอรหันต์ จะยินดีอยู่ในพระศาสนธรรมของพระโคดมพุทธเจ้า เหมือนพญาเสือโคร่งไกรสรราชสีห์ มีความยินดีอยู่ในป่า ฉะนั้น”
ข้าพเจ้าชื่อ “ชตุกัณณี” ไม่เคยเป็นเทวดาหรืออมนุษย์ที่ขัดสนเลยไม่เคยได้เกิดในทุคติแม้แต่สักหนเดียว ด้วยอำนาจอานิสงส์ที่ได้บูชาพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยดนตรีตลอดทั้งถวายข้าวและน้ำในครั้งนั้น
ชตุกัณณีมานพ ผู้เป็นหนึ่งในบรรดามาณพ ๑๖ คนเหล่านั้น ได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ปาสาณเจดีย์แว่นแคว้นมคธ และได้เป็นผู้กราบทูลถามปัญหาเป็นคนที่ ๑๑ เมื่อท่านได้รับพระพุทธานุญาติแล้ว ก็ได้กราบทูลถามปัญหาว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงแกล้วกล้า ผู้ไม่ทรงมีความใคร่ในกาม ผู้ทรงข้ามพ้นห้วงกิเลสได้แล้ว ข้าพระองค์ได้ฟังแล้ว จึงมาเพื่อกราบทูลถามพระองค์ ผู้ไม่มีกาม ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงมีพระญาณดังดวงพระเนตรอันเกิดพร้อมกับการตรัสรู้ ขอพระองค์ทรงพระกรุณาตรัสบอก “สันตบท” (คืออมตนิพพาน) และธรรมอันแท้จริงแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิดพระเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงมีพระเดข พระองค์ทรงครอบงำกิเลสกามทั้งหลายให้เหือดแห้งหายได้แล้ว เหมือนพระอาทิตย์อันส่องแสงแผ่นดินให้เหือดแห้งไปด้วยรัศมี ของพระองค์ผู้ทรงมีพระปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน โปรดตรัสบอกธรรมะเครื่องละชาติและชราในอัตภาพนี้ ที่ข้าพระองค์พึงทราบได้ แก่ข้าพระองค์ผูมีปัญญาน้อยด้วยเถิด พระเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกว่า “ดูก่อนชตุกัณณี ท่านได้เห็นเนกขัมมะ (การออกจากกาม) แล้ว โดยความเกษม (ปลอดภัย) จงกำจัดความกำหนัดในกามทั้งหลายเสีย กิเลสเครื่องกังวลที่ท่านยึดถือไว้ ควรสลัดทิ้งไป อย่าได้เกิดแก่ท่านได้
กิเลสใด ในกาลที่แล้วมา ท่านจงเผากิเลสนั้นให้เหือดแห้งไป เครื่องกังวลในภายหลังอย่าให้มีแก่ท่าน ถ้าท่านจักไม่ถือเอากังวลในท่ามกลาง ท่านจักเป็นผู้สงบเที่ยวไป
ดูก่อนพราหมณ์ อาสวะ(กิเลสที่หมักดองอยู่ในสันดาน) ทั้งหลายที่เป็นเหตุให้ถึงอำนาจแห่งมัจจุ (ความตาย) ย่อมไม่มีแก่พระขีณาสบ (ผู้สิ้นอาสวะกิเลส) ผู้ปราศจากความกำหนัดในนามรูปโดยประการทั้งปวง”
ในเวลาจบลงแห่งพระคาถาอันเป็นพระดำรัสตอบปัญหาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ธรรมจักษุ ได้แก่ ดวงตาคือปัญญาที่รู้เห็นธรรม อันปราศจากธุลีมลทิน ได้เกิดแก่เทพยดาและมนุษย์นับจำนวน เป็นพันๆว่า
“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” พร้อมกับได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์
จบประวัติพระชตุกัณณีเถระ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 4 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Peach ในข้อความนี้
  #14  
เก่า 02-01-11, 22:26
Peach's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 162
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 1,734
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,721 ครั้ง ใน 1,721 ข้อความ
พลังบุญ: 1292
Peach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished road
Default พระภัทราวุธเถระ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต
อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต
อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ
ข้าพเจ้าทั้งหลายขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ อันมีสมเด็จองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหมด พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ตลอดจนพรหมเทพเทวาทั้งหลายที่ได้ปกปักรักษาพระศาสนา และครูบาอาจาร์ทั้งหลายสืบ ๆ กันมา มีหลวงปู่ปานและหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ


พระภัทราวุธเถระ
ภัทราวุธมาณพผู้เป็นหนึ่งในบรรดามาณพ ๑๖ คนเหล่านั้น จึงได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ปาสาณเจดีย์ แว่นแคว้นมคธ และได้เป็นผู้กราบทูลถามปัญหาเป็นคนที่ ๑๒ เมื่อท่านได้รับพระพุทธานุญาติแล้ว ก็ได้กราบทูลถามปัญหาว่า
"ข้าพระองค์ขออาราธนาพระองค์ ผู้ทรงละความอาลัยตัดตัณหาได้แล้ว ไม่มีความหวั่นไหว ทรงละความเพลิดเพลินได้แล้ว ข้ามโอฆะ(ห้วงน้ำคือกิเลสที่ท่วมท้นใจสัตว์) พ้นไปแล้ว ทรงละความดำริ(ไปต่างๆคือตัณหาและทิฐิได้แล้ว) ทรงมีพระปัญญาดี ชนทั้งหลายได้ฟังพระดำรัสของพระองค์ ผู้ทรงเป็นนาค(ผู้ประเสริฐ) แล้ว จะไปจากที่นี้
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงแกล้วกล้า ชนต่างๆมาจากชนบททั้งหลายประชุมกันแล้ว มุ่งหวังอยู่ถึงพระดำรัสของพระองค์ ขอพระองค์ทรงแก้ปัญหาเพื่อชนเหล่านั้น เพราะว่าธรรมะนั้น พระองค์ทรงทราบแล้วอย่างแท้จริง พระเจ้าข้า"
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า "ดูก่อนภัทราวุธ หมู่ชนควรกำจัดตัณหาที่เป็นเหตุถือมั่นเสียทั้งสิ้น ทั้งในเบื้องต้น เบื้องต่ำ ท่ามกลาง ทางขวาง เพราะชนทั้งหลายย่อมถือเอารูปาทิขันธ์ (ขันธ์มีรูป เป็นต้น) ใดๆในโลก มารย่อมตามหมู่ชนไปด้วยอำนาจอภิสังขาร คือกรรมนั้นนั่นแหละ
เพราะเหตุนั้น ภิกษุรู้อยู่ เมื่อเห็นหมู่สัตว์นี้ คือผู้ข้องอยู่ในบ่วงแห่งมัจจุ (ความตาย) ว่าเป็นผู้ติดอยู่ในรูปาทิขันธ์เครื่องยึดถือ พึงเป็นผู้มีสติ ไม่เข้าไปยึดถืออะไรๆในโลกทั้งปวง"
ขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสตอบปัญหาจบลง เทวดาและมนุษย์หลายพัน ผู้มีความพอใจร่วมกัน มีการประกอบร่วมกัน มีความประสงค์ร่วมกัน มีการอบรมวาสาร่วมกันกับภัทราวุธมาณพ ได้ธรรมจักษุ อันปราศจากธุลีมลทิน ได้เป็นพระโสดาบัน
ส่วนภัทราวุธมาณพมีจิตหลุดพ้นจากอาสวกิเลสทั้งหลาย เพราะไม่มีความยึดมั่นถือมั่น บริขารต่างๆของดาบสได้หายหมดไปตลอดทั้งผมและหนวด พร้อมกับการบรรลุพระอรหัตผลเป็นพระอรหันต์ และภัทราวุธมาณพ ก็เปลี่ยนสภาพมาเป็นพระภิกษุครองผ้ากาสาวพัสตร์มีบริขาร ๘ ครบบริบูรณ์ นั่งประนมมือนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกล่าวประกาศว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระศาสดาของข้าพระองค์ ส่วนข้าพระองค์เป็นสาวกของพระองค์ พระเจ้าข้า"

จบประวัติของพระภัทราวุธเถระ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 3 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Peach ในข้อความนี้
  #15  
เก่า 02-01-11, 23:01
Peach's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 162
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 1,734
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,721 ครั้ง ใน 1,721 ข้อความ
พลังบุญ: 1292
Peach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished road
Default พระอุทยเถระ

นะโมตัสสะภะคะวะโตอะระหะโตสัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะภะคะวะโตอะระหะโตสัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะภะคะวะโตอะระหะโตสัมมาสัมพุทธัสสะ
สัพพังอะปะราธังขะมะถะเมภันเต
อุกาสะทวารัตตะเยนะกะตัง
สัพพังอะปะราธังขะมะถะเมภันเต

อุกาสะขะมามิภันเตฯ
ข้าพเจ้าทั้งหลายขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุกพระองค์อันมีสมเด็จองค์ปฐมเป็นต้นพระปัจเจกพุทธเจ้าพระธรรมและพระอริยสงฆ์ทั้งหมดพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ตลอดจนพรหมเทพเทวาทั้งหลายที่ได้ปกปักรักษาพระศาสนาและครูบาอาจาร์ทั้งหลายสืบกันมามีหลวงปู่ปานและหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด
พุทธังสะระณังคัจฉามิ
ธัมมังสะระณังคัจฉามิ
สังฆังสะระณังคัจฉามิ

พระอุทยเถระ
อุทยมาณพผู้เป็นหนุ่งในบรรดามาณพ ๑๖ คนเหล่านั้น จึงได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ปาสาณเจดีย์ แว่นแคว้นมคธ และได้เป็นผู้กราบทูลถามปัญหาเป็นคนที่ ๑๓ เมื่อท่านได้รับพระพุทธานุญาตแล้ว ก็ได้กราบทูลถาม
ปัญหาว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์มีความประสงค์จะกราบทูลถามปัญหา จึงมาเข้าเฝ้าพระองค์ผู้ทรงมีฌาน ทรงปราศจากกิเลสดังธุลี ทรงกระทำจิตที่จะต้องทรงกระทำได้กระทำสำเร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง
ขอพระองค์โปรดตรัสบอกอัญญาวิโมกข์ (คืออรหัตวิโมกข์ คือความหลุดพ้นด้วยพระอรหัตธรรม) อันเป็นเครื่องทำลายอวิชชาด้วยเถิด พระเจ้าข้า"
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า "ดูก่อนอุทยะ ตถาคตขอบอกอัญญาวิโมกข์เป็นเครื่องละกามฉันทะ และโทมนัส ทั้ง ๒ อย่างเป็นเครื่องบรรเทาความง่วง และเป็นเครื่องกั้นความรำคาญ และอัญญวิโมกข์มีอุเบกขาและสติเป็นธรรมบริสุทธิ์
มีความนึกคิดประกอบด้วยธรรมเป็นเบื้องหน้าว่า เป็นเครื่องทำลายอวิชชา คือ ความไม่รู้เสีย"
อุทยมาณพกราบทูลถามปัญหาข้าต่อไปว่า "โลกมีอะไรผูกพันไว้อะไรเล่า เป็นเครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น พระองค์ตรัสว่า "นิพพาน" เพราะละอะไรได้ พระเจ้าข้า"
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบปัญหาว่า "โลกมีความเพลิดเพลินผูกพันไว้ วิตกเป็นเครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น ตถาคตกล่าวว่า "นิพพาน" เพราะละตัณหาเสียได้"
อุทยมาณพกราบทูลถามต่อไปอีกว่า "เมื่อบุคคลมีสติระลึกอย่างไร วิญญาณจึงดับ ข้าพระองค์ทั้งหลายมาเฝ้าเพื่อกราบทูลถามพระพุทธองค์ ขอให้ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ฟังพระดำรัสของพระองค์ พระเจ้าข้า"
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า " เมื่อบุคคลไม่เพลิเพลินต่อเวทนาทั้งภายในและภายนอก เป็นผู้มีสติระลึกอย่างนี้ วิญญาณจึงดับ"
ในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบปัญหาจบลง ธรรมจักษุ ได้บังเกิดแก่เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก พวกมาณพทั้ง ๑,๐๐๐ คน ผู้เป็นศิษย์ของอุทยมาณพ ได้มีความพอใจเป็นอันเดียวกัน มีการอบรมวาสนามาเป็นอันเดียวกันกับอุทยมาณพ
ก็ได้บรรลุพระอรหัตผลเป็นพระอรหันต์

จบประวัติพระอุทยเถระ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 4 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Peach ในข้อความนี้
  #16  
เก่า 03-01-11, 20:07
Peach's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 162
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 1,734
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,721 ครั้ง ใน 1,721 ข้อความ
พลังบุญ: 1292
Peach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished road
Default พระโปสาลเถระ

นะโมตัสสะภะคะวะโตอะระหะโตสัมมาสัมพุทธัสสะ

นะโมตัสสะภะคะวะโตอะระหะโตสัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะภะคะวะโตอะระหะโตสัมมาสัมพุทธัสสะ
สัพพังอะปะราธังขะมะถะเมภันเต
อุกาสะทวารัตตะเยนะกะตัง
สัพพังอะปะราธังขะมะถะเมภันเต
อุกาสะขะมามิภันเตฯ
ข้าพเจ้าทั้งหลายขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุกพระองค์อันมีสมเด็จองค์ปฐมเป็นต้นพระปัจเจกพุทธเจ้าพระธรรมและพระอริยสงฆ์ทั้งหมดพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์
ตลอดจนพรหมเทพเทวาทั้งหลายที่ได้ปกปักรักษาพระศาสนา และครูบาอาจาร์ทั้งหลายสืบ กันมา มีหลวงปู่ปานและหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ


พระโปสาลเถระ
โปสาลมาณพ ผู้เป็นหนึ่งในบรรดามาณพ ๑๖ คนเหล่านั้น จึงได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ปาสาณเจดีย์ แว่นแคว้นมคธ และได้เป็นผู้กราบทูลถามปัญหาเป็นคนที่ ๑๔
เมื่อท่านได้รับพระพุทธานุญาตแล้ว จึงกราบทูลถามปัญหาว่า "พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ไม่ทรงมีความหวั่นไหว ทรงตัดความสงสัยเสียแล้ว ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ย่อมทรงแสดงอดีต
ข้าพระองค์มีความต้องการจะกราบทูลถามปัญหา จึงมาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นสักกะ (ผู้ออกจากศากยตระกูล) ข้าพระองค์ขอกราบทูลถามถึงญาณของบุคคลผู้มีรูปสัญญา (คือความจำได้ของผู้เข้า
รูปาวจรสมาบัติ หรือของผู้อยู่เป็นสุขในธรรมที่เห็นแล้ว)
อันผ่านไปแล้ว ผู้ละกายทั้งปวง (ละรูปกายพร้อมกับปฏิสนธิ) เห็นอยู่ทั้งภายในภายนอกว่า อะไรๆ น้อยหนึ่งมิได้มี บุคคลอย่างนั้นควรแนะนำอย่างไร พระเจ้าข้า"
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า "ดูก่อนโปสาละ ตถาคตรู้ยิ่งซึ่งวิญญาณฐิติ (ภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ) ทั้งหมด ย่อมรู้จักบุคคลนั้น แม้ยังตั้งอยู่ในโลกนี้ พ้นวิเศษแล้ว มีสมาบัติเป็นไปในเบื้องหน้า บุคคลนั้นรู้ว่ากรรมเป็นเหตุให้เกิดในอากิญจัญญายตนภพ มีความเพลิดเพลินยินดีเป็นเครื่องประกอบ ดังนี้แล้ว ครั้นรู้จักกรรมอย่างนี้แล้วในลำดับนั้น ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในอากิญจัญญายตนะนั้นแจังชัดโดย ลักษณะ ๓ ประการ (คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน) ข้อนี้เป็นญาณอันถ่องแท้ของบุคคลนั้น ผู้เป็นพราหมณ์อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว"
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบปัญหานี้จบลง ธรรมจักษุ ได้แก่ดวงตาคือปัญญาที่รู้เห็นธรรม ที่ปราศจากธุลีมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่เทพยดาและมนุษย์มีจำนวนหลายพันว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา" และมาณพทั้ง ๑,๐๐๐ คนผู้เป็นศิษย์ของโปสาลมาณพ ผู้มีฉันทะ คือความพอใจเป็นอันเดียวกันตลอดกระทั่งมีการอบรมวาสนาบารมีเป็นอันเดียวกันกับโปสาลมาณพ
ได้บรรลุพระอรหัตผล

จบประวัติพระปาสาลเถระ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 4 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Peach ในข้อความนี้
  #17  
เก่า 07-01-11, 23:09
Peach's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 162
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 1,734
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,721 ครั้ง ใน 1,721 ข้อความ
พลังบุญ: 1292
Peach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished road
Default พระปิงคิยเถระ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต
อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต
อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ
ข้าพเจ้าทั้งหลายขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ อันมีสมเด็จองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหมด พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์
ตลอดจนพรหมเทพเทวาทั้งหลายที่ได้ปกปักรักษาพระศาสนา และครูบาอาจาร์ทั้งหลายสืบ ๆ กันมา มีหลวงปู่ปานและหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

พระปิงคิยเถระ
ปิงคิยมาณพผู้เป็นหนึ่งในบรรดามาณพ ๑๖ คนเหล่านั้น จึงได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ปาสาณเจดีย์ แว่นแคว้นมคธ และได้เป็นผู้กราบทูลถามปัญหาเป็นคนที่ ๑๖
เมื่อท่านได้รับพระพุทธานุญาตแล้ว ก็ได้กราบทูลถามปัญหาว่า
"ข้าแต่พระองค์เป็นคนแก่แล้ว มีกำลังน้อย มีผิวพรรณสิ้นไปแล้ว นัยน์ตาไม่แจ่มใส หูฟังไม่ชัดเจน ข้าพระองค์อย่าเป็นคนหลงพินาศเสียในระหว่างเลย ขอพระองค์ตรัสบอกธรรมะที่ข้าพระองค์รู้ เป็นเครื่องละชาติและชราในอัตภาพนี้เถิด พระเจ้าข้า"
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
"ดูก่อนปิงคิยะ ชนทั้งหลายผู้ประมาทมัวเมาย่อมเดือนร้อนเพราะรูปเป็นเหตุ ด้วยเหตุนั้น ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาท ละความพอใจในรูปเสียจะได้ไม่เกิดอีก"
ปิงคิยมาณพกราบทูลว่า "ทิศทั้ง ๑๐ นี้ คือทิศใหญ่ ๔ ทิศ ทิศน้อย ๔ ทิศ ทิศเบื้องบนและทิศเบื้องต่ำ พระองค์ไม่ทรงเห็นแล้วไม่มี ไม่ทรงได้ฟังแล้ว ไม่ได้ทรงทราบแล้ว หรือไม่ทรงรู้แจ้งแล้วเพียงน้อยหนึ่งมิได้มีในโลก ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรมะที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง เป็นเครื่องละชาติและชราในชาตินี้เสีย พระเจ้าข้า"
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า "ปิงคิยะ เมื่อท่านเห็นหมู่มนุษย์ผู้ถูกตัณหาครอบงำอยู่ มีความทุกข์ร้อนเกิดขึ้นแล้ว มีชราถึงรอบข้างแล้วเพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาท ละตัณหาเสีย จะได้ไม่เกิดอีก"
ในเวลาจบพระดำรัสตอบของพระผู้มีพระภาคเจ้า ธรรมจักษุอันปราศจากกิเลสธุลีมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีฉันทะเป็นอันเดียวกันกับปิงคิยมาณพ โดยมีความเห็นว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา"
ส่วนปิงคิยมาณพได้บรรลุธรรมาภิสมัย (การสำเร็จมรรคผล) ชั้นเสขภูมิ (ผู้มีพื้นฐานความรู้ที่ยังต้องศึกษาต่อ) เรียกว่า อนาคามิผล (ผลที่ได้รับจากการละสังโยชน์ ๕ หมายถึง ผลของท่านผู้ไม่มาเกิดอีก)
สาเหตุที่ปิงคิยมาณพได้สำเร็จเพียงพระอนาคามี เพราะเวลาฟังธรรมะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้ปัญหาอยู่นั้น ท่านมีจิตคิดฟุ้งซ่านถึงพราหมณ์พาวรีผู้เป็นอาจารย์ว่า "ลุงของเราไม่มีโอกาสได้ฟังพระธรรมเทศนาที่ไพเราะอย่างนี้" อาศัยโทษที่มีจิตคิดฟุ้งซ่าน เพราะความรักใคร่และห่วงใยอาจารย์จึงไม่อาจทำจิตให้สิ้นอาสวกิเลสได้
บริขารของดาบส ผลและหนวดได้หายไปพร้อมกับการได้บรรลุอนาคามิผล และในเวลาเดียวกันนั้น ปิงคิยมาณพได้เป็นพระภิกษุผู้ครองผ้ากาสาวพัสตร์ ตลอดทั้งมีบริขาร ๘ ครบถ้วน นั่งประนมมือนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้าและประกาศว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระศาสนาของข้าพระองค์ ส่วนข้าพระองค์เป็นสาวกของพระองค์ พระเจ้าข้า"
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบโสฬสปัญหาจบแล้ว ปิงคิยมาณพพร้อมกับมาณพอีก ๑๕ คน และศิษย์บริวารทั้งหมดกราบทูลขอบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา แล้วพระพุทธองค์ทรงอนุญาตการบวชเป็นพระภิกษุด้วยวิธี "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" หลังจากที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทานการบรรพชาอุปสมบทแก่มาณพเหล่านั้นเสร็จแล้ว จึงพร้อมด้วยพระภิกษุ ๑๖,๐๑๖ องค์ และบริวารอื่นๆ ได้เสด็จกลับไปที่เมืองสาวัตถี
พระปิงคิยเถระได้กราบทูลกับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าพระองค์จะไปบอกถึงความบังเกิดขึ้นแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแก่พราหมณ์พาวรีตามที่ข้าพระองค์รับปากไว้ พระเจ้าข้า"
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตแล้ว พระปิงคิยเถระจึงขึ้นยานพาหนะออกเดินทางไปจนกระทั่งถึงแม่น้ำโคธาวารี แล้วลงจากยานพาหนะเดินไปด้วยเท้า ตรงไปยังอาศรมของพราหมณ์พาวรี
ขณะนั้น พราหมณ์พาวรีนั่งมองดูต้นทางอยู่ ได้แลเห็นพระปิงคิยเถระ ไม่มีเครื่องบริขารของดาบสเหลืออยู่เลย และได้แลเห็นเป็นเพศของพระภิกษุกำลังเดินมา จึงลงความเห็นว่า "พระพุทธเจ้าได้ทรงอุบัติขึ้นในโลกแน่แล้ว พอพระปิงคิยเถระไปถึงจึงถามขึ้นว่า "ข้าแต่ท่านปิงคิยะ พระพุทธเจ้าได้ทรงอุบัติขึ้นในโลกแล้วหรือ"
อภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-88-jpg
พระปิงคิยเถระตอบว่า"ถูกแล้ว ท่านพราหมณ์ พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลกแล้ว และพระองค์ประทับนั่งทรงแสดงธรรมแก่พวกอาตมา ณ ปาสาณเจดีย์ ในแว่นแคว้นมคธ อาตมาจะแสดงธรรมให้ท่านฟังในบัดนี้"
พราหมณ์พาวรี พร้อมกับบริวารได้บูชาพระปิงคิยเถระด้วยเครื่องมหาสักการะแล้ว ให้แต่งตั้งอาสนะถวายแด่พระปิงคิยเถระ ๆ ขึ้นนั่งบนอาสนนั้นแล้ว ได้แสดงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วนั้น และมีเนื้อความตอนหนึ่งที่พระเถระแสดงแก่พราหมณ์พาวรีว่า
"พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมอันเป็นธรรมที่เห็นเอง เป็นธรรมที่ไม่จำกัดเวลา เป็นธรรมที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นธรรมะที่ไม่มีอันตรายแก่อาตมา พระนิพพานมิได้มีอุปมาในที่ไหนๆ"
พราหมณ์พาวรีถามขึ้นว่า "ข้าแต่ท่านปิงคิยะ เหตุไร ท่านจึงจากพระสมณโคดมผู้ทรงมีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ ผู้ทรงมีพระปัญญากว้างขวางดังแผ่นดินมาได้ชั่วครู่หนึ่งเล่า"
พระปิงคิยเถระตอบว่า "ท่านพราหมณ์ อาตมาไม่ได้อยู่ปราศจากพระสมณโคดมพุทธเจ้า ผู้ทรงมีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ ผู้ทรงมีพระปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน แม้ชั่วครู่เดียวเลย อาตมาเห็นพระสมณโคดมพุทธเจ้าด้วยใจเหมือนเห็นด้วยตา อาตมาไม่ประมาททั้งกลางวันและกลางคืน อาตมานอบน้อมพระสมณโคดมพุทธเจ้าอยู่ตลอดทั้งกลางคืนกลางวันด้วยเหตุนี้ อาตมาจึงว่า อาตมาไม่ได้อยู่ปราศจากพระสมณโคดมพุทธเจ้า
ธรรมเหล่านี้ คือ ศรัทธา ปิติ มนะ(ใจ) และสติของอาตมา ย่อมไม่หายไปจากศาสนาของพระสมณโคดมพุทธเจ้า พระสมณโคดมพุทธเจ้าผู้ทรงมีพระปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน เสด็จไปในทิศใดๆ อาตมาก็มีใจนอบน้อมไปในทิศนั้นๆ นั่นแหละ
กายของอาตมาผู้แก่แล้ว มีเรี่ยวแรงอ่อนแอลง ไม่ได้ไปในสำนักที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่นั้น แต่อาตมาย่อมไปถึงเป็นนิตย์ด้วยความดำริ ท่านพราหมณ์ ใจของอาตมาประกอบด้วยทิศภาคที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่นั้น
อาตมานอนอยู่ในเปือกตม (คือกาม) ผู้ดิ้นรนอยู่ (ด้วยตัณหา ทิฐิ กิเลส มานะ การประกอบวิบาก ทุจริต) ได้ไปพบเกาะ (ที่พึ่ง) จากเกาะแล้ว ภายหลังได้ไปพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงข้ามพ้นโอฆะ (ห้วงน้ำ คือกิเลส) ผู้ไม่มีอาสวะ (กิเลสที่หมักหมมหรือดองอยู่ในสันดาน)
อภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-post-15-1091431900-jpg
ข้อความตามอรรถกถามีกล่าวไว้ว่า เมื่อท่านพระปิงคิยเถระแสดงพระธรรมเทศนาให้พราหมณ์พาวรีฟังจบลง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทราบถึงความแก่รอบแห่งอินทรีย์ของท่านพระปิงคิยเถระ ทั้งพรามหณ์พาวรี จึงทรงเปล่งพระรัศมีสีทองไปจากวัดพระเชตะวันมหาวิหาร ใกล้เมืองสาวัตถี และในขณะที่ท่านพระปิงคิยเถระพรรณนาพระพุทธคุณให้พราหมณ์พาวรีฟังอยู่นั้น พลันได้แลเห็นพระพุทธรัศมี ในตอนแรกแลเห็นแล้วยังไม่ทราบว่าเป็นรัศมีอะไร พอพิจารณาดูต่อไป ก็ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าปรากฏเหมือนเสด็จมาประทับยืนอยู่ข้างหน้าของตน จึงบอกแก่พราหมณ์พาวรีว่า "พระพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว" พราหมณ์พาวรีรีบลุกขึ้นประนมมือไหว้
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแผ่พระรัศมีไปแล้ว ได้ทรงแสดงพระองค์แก่พราหมณ์พาวรี และทรงพิจารณาธรรมะอันเป็นที่สบายแก่บุคคลทั้ง ๒ นั้น แล้วตรัสพระคาถาที่มีอยู่ในบาลีคัมภีร์ขุททกนิกาย สุตตนิบาตและจูฬนิเทสว่า
"พระวักกลิ พระภัทราวุธ พระอาฬวิโคดมเป็นผู้มีศรัทธา ฉันใด เธอจงมีศรัทธา ฉันนั้น ดูก่อนปิงคิยะ เธอจักถึงฝั่ง (ปาระ แปลว่า ฝั่ง คือพระนิพพานแห่งธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุ ได้แก่ กิเลส ๑ ขันธ์ ๑)"
ในเวลาจบพระคาถานี้ลง พระปิงคิยเถระได้สำเร็จพระอรหัตผล พราหมณ์พาวรีได้สำเร็จพระอนาคามิผล และบริวารทั้ง ๕๐๐ คนของพราหมพาวรีได้สำเร็จพระโสดาปัตติผล
เมื่อพระปิงคิยเถระจะแสดงถึงความเลื่อมใสของตน จึงกล่าวว่า "ข้าพระองค์ได้ฟังพระวาจาของพระมุนีแล้วย่อมมีความเลื่อมใสยิ่งขึ้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้เปิดเครื่องมุง (ได้แก่ ตัณหา ทิฐิ กิเลส ทุจริต อวิชชา) แล้ว ทรงเป็นผู้ไม่มีตะปู (คือราคะ โทสะ โมหะ ความผูกโกรธ เป็นต้น) ทรงเป็นผู้มีพระปฏิภาณ (ปฏิภาณมี ๓ คือ ปริยัติปฏิภาณ ได้แก่การโต้ตอบในพระพุทธวจนะ มีสุตะ เคยยะ เป็นต้น ปฏิปุจฉาปฏิภาณ ได้แก่การมีปฏิภาณในการไต่ถามกลับ มีถามในอรรถ ในธรรม ในลักษณะ ในกาละ เป็นต้น อธิคมปฏิภาณ ได้แก่ การโต้ตอบถึงการได้สำเร็จ เช่น ได้รูอรรถ คือผลรู้ธรรม คือเหตุ และรู้นิรุตติ คือภาษา ก็รู้อย่างแจ่มแจ้ง และความรู้ใน ๓ อย่างนี้ เรียกว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา คือ ความแตกฉานในปฏิภาณ)
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงรู้เห็นธรรมะที่ทำให้เป็นอธิเทพ (เทพรู้ยิ่ง ได้แก่เทพ ๓ ประเภท) ได้ทรงทราบธรรมะทั้งปวง ที่ทำให้พระองค์และผู้อื่นเป็นผู้ประเสริฐ พระองค์ทรงกระทำส่วนที่สุด (ความจบ) แห่งปัญหาทั้งหลายแก่พวกที่มีความสงสัยให้กลับรู้ได้"
ในที่สุดพระปิงคิยเถระ ก็ได้ประกาศความหลุดพ้นของตนด้วย ศรัทธา คือ ความเชื่อ จึงกล่าวว่า
"พระนิพพาน" อันอะไรๆนำไปไม่ได้ (คือไม่ถูกราคะ โทสะ โมหะนำไปได้) ไม่กำเริบ (คือไม่แปรปรวน) ไม่มีอุปมาในที่ไหนๆ ข้าพระองค์จักถึง (อนุปานิเสสนิพพานธาตุ) โดยแท้ ความสงสัยในพระนิพพานนั้นของข้าพระองค์ไม่มี ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นผู้มีจิตน้อมไปแล้วอย่างนี้ (มีจิตน้อมไปนิพพาน)

จบประวัติพระปิงคิยเถระ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Peach ในข้อความนี้
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 00:46


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่