อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ประวัติพระ และบุคคลตัวอย่าง

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 17-05-10, 23:54
Peach's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 162
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 1,734
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,721 ครั้ง ใน 1,721 ข้อความ
พลังบุญ: 1292
Peach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished road
Smile พระอสีติมหาสาวก

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง
อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ
ข้าพเจ้าขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ อันมีสมเด็จองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหมด พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ตลอดจนพรหมเทพเทวาทั้งหลายที่ได้ปกปักรักษาพระศาสนา และครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบ ๆ กันมา มีหลวงปู่ปานและหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธรรมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ข้าพเจ้าขออาราธนาชีวประวัติ ”พระอสีติมหาสาวก” พระสาวกใหญ่ ๔๐ องค์ของพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในช่วงปฐมโพธิกาล
ขอบุญบารมีทั้งหลายนี้ จงดลบันดาลให้ท่านทั้งหลายมีจิตเข้าถึงคุณพระรัตนะตรัย มีความสุข สำเร็จ สมหวัง สมปรารถนาทุกประการด้วยเทอญ
พระยสเถระ
ท่านพระยสะเป็นพระอสีติมหาสาวก คือพระสาวกผู้ใหญ่องค์หนึ่งในจำนวนของพระมหาสาวก ๘๐ องค์ แม้จะไม่มีตำแหน่งอันเลิศแต่ก็เป็นพระมหาสาวก ผู้เป็นกำลังสำคัญในการช่วยประกาศพระพุทธศาสนาในตอนปฐมโพธิกาลที่มีความสามารถ ทั้งยังเป็นเหตุจูงใจสหายของท่านอีก ๕๔ คน ให้เข้ามาสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ จึงนับว่าท่านมีชีวประวัติที่น่าศึกษา
ชีวประวัติของพระยสเถระ มีกล่าวไว้ในบาลีคัมภีร์มหาวรรคพระวินัยปิฎกแห่งมหขันธกะ และคัมภีร์ปฐมสมโพธิกถา พระนิพนธ์ในสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรสว่า
ณ เมืองพาราณสี มีกุลบุตรผู้หนึ่งชื่อว่า “ยสะ” เป็นบุตรเศรษฐี มีมารดาชื่อ สุชาดา เป็นผู้มีความสุขมาแตกำเนิด มีปราสาทสำหรับอยู่ ๓ หลัง ใน ๓ ฤดู คือปราสาทสำหรับอยู่ในฤดูหนาว ๑ หลัง ปราสาทสำหรับอยู่ในฤดูร้อน ๑ หลัง และปราสาทสำหรับอยู่ในฤดูฝน ๑ หลัง ทั้งยังมีสตรีมาประโคมดนตรีขับกล่อมและคอยเฝ้าให้การบำรุงบำเรออยู่เป็นประจำ โดยไม่มีบุรุษมาร่วมอยู่ด้วยเลย มีเฉพาะพวกสตรีล้วนๆ
ในฎีกาแห่งคัมภีร์สารัตถทีปนี อธิบายลักษณะของปราสาททั้ง ๓ หลังนั้นไว้ว่า
ปราสาทสำหรับอยู่ในฤดูฝนของยสกุลบุตรนั้น ไม่สูงนัก ไม่ต่ำนัก ประตูหน้าต่างก็มีไม่มากนัก ไม่น้อยนัก เครื่องปูลาดและอาหารก็ปะปนกันหลายชนิด คือมีหลากรส
ปราสาทสำหรับอยู่ในฤดูหนาว มีเสาต่ำ ฝาต่ำ มีประตูหน้าต่างน้อย มีช่องเล็กๆอยู่ที่ฝา เพื่อให้ความร้อนผ่านเข้าไปได้ มีเครื่องปูลาดและเครื่องนุ่งห่มล้วนแต่สิ่งที่ทำให้เกิดความอบอุ่น เช่น ใช้ผ้ากัมพล เป็นตัน ส่วนอาหารก็มีรสสนิท มีรสเผ็ดร้อน
ปราสาทสำหรับอยู่ในฤดูร้อน มีเสาสูง ฝาสูง มีประตูหน้าต่างมาก ขึงตาข่ายไว้เต็มทุกประตูหน้าต่าง มีเครื่องปูลาดพื้นที่ล้วนแต่ที่มีความเย็น อาหารก็ล้วนแต่มีรสเย็น ตามประตูหน้าต่างนั้นมีอ่างน้ำสำหรับลอยดอกอุบล เป็นต้น ทั้งมีเครื่องยนต์เพื่อใช้พัดน้ำชึ้นไปบนหลังคาปราสาทให้ตกลงมารวมกับฤดูฝน
ที่ปราสาทของยสกุลบุตร ไม่มีบุรุษอยู่ร่วมด้วยเลย เพราะว่าท่านเศรษฐีบิดากลัวจะเกิดความระแวงสงสัย จึงให้มีสตรีเท่านั้นคอยบำรุงบำเรออยู่ใกล้ชิด แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายแก่ยสกุลบุตรขึ้นมาจนได้ ทั้งนี้เป็นด้วยบุรพวาสนาบารมีของท่าน
เหตุแห่งความเบื่อหน่ายและการออกบวชของยสกุลบุตรมีอยู่ในบาลีคัมภีร์สมโพธิกา กล่าวต่อไปว่า
ในฤดูฝน ยสกุลบุตรได้รับการบำรุงบำเรออยู่ด้วยพวกสตรีมาคอยบรรเลงดนตรีขับกล่อมไม่มีบุรุษเจือปนตลอด ๔ เดือน ในปราสาทสำหรับอยู่ในฤดูฝน ทั้งไม่ได้ลงจากปราสาทไปข้างล่างเลย
เมื่อยสกุลบุตรได้รับการบำเรอด้วยกามคุณ ๕ (กามคุณ ได้แก่ส่วนที่น่าปรารถนาน่าใคร่ มี ๕ อย่าง คือ รูป เสียง กลิ่น รถ และ โผฎฐัพพะ คือ สิ่งที่ถูกต้องด้วยกาย) อยู่เช่นนี้ คืนวันหนึ่ง เขาได้นอนหลับไปก่อน ฝ่ายพวกสตรีบริวารนอนในภายหลัง ที่ปราสาทของเขาจุดประทีปน้ำมันตามไว้มีแสงสว่างตลอดคืน
อภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-mzpcapcuhvzcaq9nbv3cakjjagrcalip5brcanizm5ccaemv9y6camwkkq1ca0hrp2rca9efkyxca79bdewca9sqbd4cazb9-jpg
ยสกุลบุตรตื่นขึ้นมาก่อน ได้แลเห็นพวกสตรีบริวารกำลังนอนหลับอยู่ มีอาการต่าง ๆ กัน เช่น สตรีบางคนก็มีพิณหล่นมาอยู่ที่รักแร้ บางคนมีตะโพนตกอยู่ที่คอ บางคนมีเปิงมางวางอยู่ที่อก บางคนก็นอนสยายผม บางคนก็นอนน้ำลายไหล บางคนก็นอนละเมอ ภายในปราสาทนั้นปรากฏแก่ยสกลบุตรประหนึ่งว่า ซากศพที่ทิ้งอยู่ในป่าช้า
ยสกุลบุตรได้แลเห็นโทษแห่งกามคุณอย่างนี้ จิตก็เกิดความเบื่อหน่าย จึงเปล่งอุทานว่า “ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ”
แล้วสวมรองเท้าทองคำเดินลงจากปราสาทไปที่ประตูนิเวศน์ อมนุษย์ผู้พิเศษทั้งหลายได้ช่วยกันเปิดประตูให้ด้วยคิดว่า อย่าให้ใครมาขัดขวางการบรรพชาของยสกุลบุตรเลย แล้วยสกุลบุตรก็เดินตรงไปที่ประตูเมือง อมนุษย์ทั้งหลายได้เปิดประตูเมืองให้ด้วยคิดว่า ใครๆอย่าได้มากระทำอันตรายแก่การบรรพชาของยสกุลบุตร และต่อจากนั้น ยสกุลบุตรจึงเดินตรงไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
ในเวลานั้นจวนสว่าง พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังทรงเดินจงกรมอยู่ในที่แจ้ง พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นยสกุลบุตรมาแต่ไกล จึงเสด็จลงจากที่จงกรมไปประทับนั่งบนอาสนะ
ยสกุลบุตรได้เดินเปล่งอุทานมาในสถานที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่นั้นว่า “ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ”
อภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-p-65b%5B1%5D-jpg
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับเสียงเปล่งอุทานของยสกุลบุตรดังนั้นจึงตรัสขึ้นว่า “นี่แน่ะยสะ ที่นี่ไม่
วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง เชิญเธอมานั่งในที่นี้ ตถาคตจะแสดงธรรมให้เธอฟัง”
ยสกุลบุตรได้ฟังพระพุทธดำรัสแล้ว มีใจฟูขึ้นด้วยได้ยินว่า “ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง” จึงถอดรองเท้าทองคำออกวางไว้ ไปเข้าเฝ้าถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่งลงในที่สมควรแก่ตน
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอนุปุพพิกถา คือถ้อยคำที่กล่าวไปโดยลำดับ มี ๕ ประการได้แก่
ทานกถา กล่าวถึงทาน ได้แก่ การให้ เพื่อละความเห็นแก่ตัว ละความตระหนี่ แล้วมีใจเอื้อเฟื้อแก่ผู้อื่นตามกำลังทรัพย์
สีลกถา กล่าวถึงการรักษากาย ว่าจาให้เรียบร้อยเป็นปกติ เว้นจากการเบียดเบียน มีศีล ๕ เป็นต้น
สัคคกถา กล่าวถึงสวรรค์ ผู้กระทำดีแล้วปรารถนาจะไปอยู่ในสวรรค์ชั้นต่างๆ
กามาทีนวกถา กล่าวถึงดทษแห่งกามว่า เป็นของไม่ยั่งยืน เป็นของต่ำทราม มีสุขน้อย แต่มีทุกข์มาก
เนกขัมมานิสังสกถา กล่างถึงอานิสงส์ของการออกบวชหรือการออกจากกาม

เมื่อทรงพิจารณาเห็นว่า ยสกุลบุตรมีจิตอันควรแก่การงานแล้ว มีจิตอ่อนโยน มีจิตปราศจากเบญจนิวรณ์ (กิเลสที่กั้นจิตใจไว้ไม่ให้บรรลุความดี ๕ อย่าง กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา) มีจิตสูงขึ้น มีจิตอันผ่องแผ้วแล้ว จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนาที่เรียกว่า “สามุกกังสิกธรรม” แปลว่า พระธรรมที่พระพุทธเข้าทรงเปิดหงายขึ้นเอง หรือพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นแสดงเอง คือ ไม่ต้องปรารภคำถามของผู้ฟัง หมายถึง “อริยสัจ ๔” ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
ผ้าที่บริสุทธิ์ปราศจากสีดำย่อมจะรับน้ำย้อมได้ดีฉันใด ธรรม จักษุ(ดวงตาคือปัญญาที่รู้เห็นธรรม) อันปราศจากธุลีมลทินได้เกิดขึ้นแก่ยสกุลบุตรในสถานที่นั้น ฉันนั้นว่า
“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดาฯ”
พอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาจบลง ยสกุลบุตรก็ได้ดวงตาเห็นธรรม คือได้เป็นพระโสดาบัน (ท่านผู้ถึงกระแสธรรม,เป็นผู้แน่นอนว่าจะได้เป็นพระอรหันต์ จัดเป็นอริยบุคคลชั้นต้นในจำนวน ๔ ชั้น)
จะขอนำคำอธิบายความหมายที่เกี่ยวกับเหตุผลของอนุปุพพิกถา ๕ ในฏีกาคัมภีร์สารัตทีปนีมากล่าวไว้ โดยเริ่มจากทานกถาเป็นต้นมากล่าวไว้ในที่นี้
ทาน ได้แก่ การสละของของตนให้แก่ผู้ควรรับทาน ด้วยใจอันมีเมตตา กรุณา หรือด้วยใจที่คิดจะบูชา ฉะนั้น จึงมีอานิสงส์ คือผลดีมากมาย เช่น ทาน เป็นต้นเหตุแห่งความสุขทั้งหลาย เป็นรากฐานแห่งโภคสมบัติทั้งหลาย เป็นที่พึ่งของผู้เดินทางไกลอันกันดาร ที่พึ่งที่จะเสมอกับทานย่อมไม่มีโลกนี้และโลกหน้า เพราะเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย
ทานนี้เป็นเช่นปฐพี เพราะเป็นที่ตั้ง เป็นเช่นกับเชือก เพราะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว เป็นเช่นกับเรือ เพราะช่วยให้ข้ามพ้นทุกข์ เป็นเช่นกับผู้แกล้วกล้าในสงคราม เพราะทำให้เกิดความดีใจ เป็นเช่นกับพระนครที่ป้องกันดี เพราะเป็นเครื่องป้องกันภัย เป็นเช่นกับดอกปทุม เพราะไม่เปรอะเปื้อนด้วยมลทิน คือความตระหนี่ เป็นต้น เป็นเช่นกับไฟ เพราะแผดเผาความตระหนี่เป็นต้นนั้นให้หมดไป ทานนี้เป็นวงศ์ของตถาคตเพราะพระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญมากที่สุดที่จะนับได้ ดังจะเห็นจากพระชาติที่ทรงบังเกิดเป็นพระเวสสันดรเป็นตัวอย่าง
ทานนี้ช่วยส่งผลให้ได้สักกสมบัติ (สมบัติของท้าวสักกะหรือพระอินทร์) ได้มารสมบัติในสวรรค์ ได้พรหมสมบัติในพรหมโลก ได้จักรพรรดิสมบัติ(พระราชาธิราช,ประมุขของจักรพรรดิ) ได้สาวกบารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณ สัมมาสัมโพธิญาณ เป็นต้น
ผู้มีใจดีบริจาคทานแก่ผู้อื่นย่อมฆ่าผู้อื่นไม่ได้ ลักขโมยสิ่งของของผู้อื่นไม่ได้ อาจรักษาศีลได้ และผลดีของทาน ๑.เป็นของเกื้อกูลแก่ผู้อื่น ๒.เป็นของกระทำง่าย ๓.เป็นอุบายให้ตั้งอยู่ในศีล
บุคคลผู้มีการให้ทานอยู่เป็นปรกติแล้ว ย่อมรักษาศีลและปฏิบัติตนตามข้อห้ามของศีลได้โดยง่าย พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงทานกถาไว้เป็นข้อที่หนึ่ง
สีลกถา ได้แก่ ถ้อยคำประกอบด้วยคุณประโยชน์ของศีล เป็นต้นว่าศีลเป็นที่พึ่งที่ตั้งที่ยึดเหนี่ยว (ช่วยรักษากายวาจาให้เรียบร้อยเป็นปกติ) เป็นคติ (ทางดำเนินที่ดี) ในภายหน้าและเป็นวงศ์ของตถาคต คือพระพุทธเจ้าทรงรักษาศีลมาในชาติต่างๆนับประมาณมิได้ ศีลเป็นเครื่องป้องกันสมบัติทั้งหลาย ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เครื่องอลงกรณ์(หรืออลังการ เครืองประดับตกแต่ง) เสมอด้วยเครื่องอลังการ คือศีลย่อมไม่มี ดอกไม้เสมอด้วยดอกไม้ คือศีล ย่อมไม่มี กลิ่นหอมเสมอด้วยกลิ่นศีลไม่มี เพราะฉะนั้น ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการ คือศีล ผู้ทัดทรงดอกไม้ คือศีล ผู้ลูบไล้ร่างกายด้วยของหอมคือศีล จึงไม่เป็นที่เบื่อหน่ายของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บุคคลจะไปสวรรค์ได้ก็เพราะอาศัยศีล
ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงทรงแสดงสัคคกถา คือเรื่องสวรรค์ต่อจากศีล
สัคคกถา ได้แก่เรื่องความสุขในสวรรค์ เป็นต้นว่าสวรรค์เป็นที่น่ารักใคร่พอใจ มีความสนุกสนานร่าเริงอยู่เป็นนิจ มีทิพยสมบัติอยู่เป็นประจำ เทพเจ้าในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาได้เสวยทิพยสุข (สุขอันเป็นทิพย์หรือสุขอันวิศษ) และทิพยสมบัติอยู่ตลอดกาล ๕ ล้านปี ส่วนทวยเทพเจ้าชายดาวดึงส์สวรรค์เสวยทิพยสุขอยู่ ๓ โกฏิ ๖ ล้านปี เป็นต้น
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเรื่องสวรรค์แล้ว จึงได้ทรงแสดงโทษที่เกิดจากกามสุข เรียกว่ากมาทีนวกถา เพื่อทรงแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าสวรรค์จะมีความสุขมากมายอย่างไรก็ตาม ก็ไม่มั่นคงยั่งยืน ไม่ควรมีความทะเยอทะยานปรารถนาจนเกินไป และเพื่อทรงแสดงให้เห็นว่ากามารมณ์ทั้งหลาย “ล้วนมีสุขน้อย แต่มีทุกข์มาก”
ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงเนกขัมมานิสังสกถา คืออานิสงส์ของการออกจากกามารมณ์ไปบรรพชาโดยอเนกประการ
ในวันที่ยสกุลบุตรหนีออกจากบ้านไปพบกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ป่าสิปตนมฤคทายวัน ได้มีเรื่องอยู่ในบาลีคัมภีร์มหาวรรคพระวินัยปิฏก แห่งมหาขันธกะ และคัมภีร์ปฐมสมโพธิกา เล่าต่อไปอีกว่า
รุ่งเช้าขึ้น ความโกลาหลได้เกิดขึ้นในบ้านของยสกุลบุตร เมื่อมารดาของยสกุลบุตรได้ขึ้นไปที่ปราสาทของยสกุลบุตร ไม่เห็นลูกชายจึงไปบอกท่านเศรษฐีสามีให้ทราบว่า ยสะลูกชายหายไปไหนเสียแล้ว
เศรษฐีจึงสั่งให้คนขึ้นม้าออกเที่ยวตามหากันใน ๔ ทิศ ส่วนตัวเศรษฐีเองได้ออกไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ครั้นท่านไปถึงที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันแล้ว ก็ได้เห็นรองเท้าทองคำของลูกชายถอดวางไว้ที่ประตูจึงเดินตามเข้าไป
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นเศรษฐีกำลังเดินทางมาแต่ไกล ทรงพระดำริว่า เราควรจะแสดงอิทธาภิสังขาร(ได้แก่การปรุ่งแต่งฤทธิ์ขึ้น หรือการบันดาลด้วยฤทธิ์) บังไว้ไม่ให้เศรษฐีแลเห็นยสกุลบุตรลูกชายผั้งอยู่ในสถานที่นี้ พอทรงพระดำริดังนี้แล้ว จึงทรงกระทำอิทธาภิสังขาร (การบันดาลด้วยฤทธิ์) บังยสกุลบุตรไว้
ครั้งนั้น เศรษฐีก็ได้ไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลถามว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงเห็นยสะลูกชายของข้าพระองค์บ้างหรือไม่ พระเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “เชิญท่านนั่งลงก่อนเถิด เมื่อท่านนั่งอยู่ในที่นี้ ถึงอย่างไรท่านก็จะได้เห็นยสะนั่งอยู่ในที่นี้”
เศรษฐีดีใจด้วยคิดว่าเรานั่งลงในที่นี้จะได้เห็นยสะลูกชายของเรานั่งอยู่ในที่นี้ จึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่งลงในที่อันสมควรแก่ตน
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ โปรดให้เศรษฐีได้ธรรมจักษุอันปราศจากธุลีมลทินอีก(คือได้สำเร็จพระโสดาบันเป็นพระอริยบุคคลขั้นต้นในพระพุทธศาสนา)
ครั้นเศรษฐีได้เป็นพระโสดาบันแล้ว จึงกราบทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนาว่า “การทรงแสดงธรรมของพระองค์ดียิ่ง พระเจ้าข้า บุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางให้แก่คนหลงทาง ส่องไฟในที่มืด ด้วยคิดหวังว่า คมมีตาดีจักเห็นสิ่งต่างๆได้ ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมมากมายหลายปริยาย ฉันนั้น ข้าพระองค์ขอนับถือพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึกขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรงจำข้าพระองค์ไว้ว่า เป็นอุบาสกตลอดชีวิต เริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พระเจ้าข้า”
เป็นอันว่าท่านเศรษฐีได้เป็นปฐมอุบาสกผู้นับถือพระรัตนตรัยคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นคนแรกในโลก
ในขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่เศรษฐีบิดาของยสกุลบุตรอยู่นั้น ยสกุลบุตรได้พิจารณาภูมิธรรมตามที่ตนได้รู้เห็นแจ้งแล้ว จิตก็หลุดพ้นจากอาสวกิเลสทั้งหลาย (ยสกุลบุตรได้ฟังธรรมะอย่างเดียวกันซ้ำ ๒ ครั้ง)
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบแล้ว จึงทรงพระดำริว่า ยสะจะไม่เวียนกลับไปบริโภคการอีกเหมือนเมื่อครั้งเป็นฆารวาสอยู่แต่ก่อน ตถาคตควรจะคลายฤทธิ์ คือระงับอิทธาภิสังาร แล้วจึงทรงคลายฤทธิ์นั้น
เศรษฐีได้แลเห็นยสะแล้ว แต่ไม่ทราบว่ายสะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว จึงกล่าวขึ้นว่า “ยสะ มารดาของเจ้าร้องไห้เศร้าโศกบ่นเพ้อถึงเจ้า เจ้าจงกลับไปเพื่อให้มารดาของเจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปเถิด”
ยสกุลบุตรก็แลดูพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสกับเศรษฐีว่า “ดูก่อนคฤหบดี ท่านเข้าใจยสะอย่างไร ยสะได้เห็นธรรมด้วยความรู้(ญาณทัสสนะ) ความเห็นชั้นผู้ศึกษาจบแล้ว เมื่อเธอพิจารณาภูมิธรรมตามที่ตนได้เห็นได้รู้แจ้งแล้ว จิตก็หลุดพ้นจากอาสวกิเลสทั้งปวง ยสะสมควรจะกลับไปบริโภคกามารมณ์เหมือนกับตอนเป็นฆราวาสในกาลก่อนนั้นหรือ”
เศรษฐีก็กราบทูลว่า “ไม่สมควร พระเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสรับรองว่า “ดูก่อนคหบดี ยสะได้เห็นธรรมด้วยความรู้ความเห็นชั้นผู้ศึกษาเหมือนกับคฤหบดีแล้ว แต่ยสะพิจารณาภูมิธรรมที่ตนเห็นแล้ว รู้แล้ว ก็มีจิตหลุดพ้นจากอาสวกิเลสทั้งหลาย ไม่สมควรกลับไปบริโภคกามารมณ์เหมือนเมื่อคราวเป็นฆราวาสอยู่ก่อนโน้น”
เศรษฐีจึงกราบทูลขึ้นว่า “ยสะมีจิตหลุดพ้นจากอาสวกิเลสทั้งปวงแล้ว จัดว่าได้ลาภอันประเสริฐแล้ว พระเจ้าข้า และขอพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปเสวยภัตตาหารที่บ้านของข้าพระองค์กับยสะเป็นปัจฉาสมณะ(พระผู้ติดตาม) ในวันพรุ่งนี้เถิด พระเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับการกราบทูลนิมนต์ด้วยทรงดุษณีภาพ
ฝ่ายเศรษฐีพอทราบว่าพระพุทธองค์ทรงรับแล้ว จึงลุกจากที่นั่งกราบถวายบังคมทูลลาพระผู้มีพระภาคเจ้า และกระทำประทักษิณ คือ เดินเวียนขวา ๓ รอบ แล้วก็กลับไปบ้านของตน
เมือเศรษฐีบิดาของยสกุลบุตรกลับไปแล้วไม่นาน ยสกุลบุตรจึงกราบทูลขอบรรพชาอุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ขอให้ข้าพระองค์ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด พระเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอนุญาติให้เป็นพระภิกษุด้วยพระวาจาว่า “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันตถาคตกล่าวไว้ดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด”
ในการประทานการบรรพชาอุปสมบท ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทาครั้งนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ตรัสอีกตอนหนึ่งว่า “เพื่อกระทำให้สิ้นทุกข์โดยชอบ” ทั้งนี้เพราะพระยสเถระได้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือได้บรรลุพระอรหัตผลเป็นพระอรหันต์แล้ว จึงรวมเป็นพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลกทั้งสิ้น ๗ องค์
ครั้นรุ่งเช้าวันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งสบง (อันตรวาสก) พระกรทรงประคองบาตรและทรงถือจีวร มีพระยสเถระเป็นปัจฉาสมณะตามเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปประทับในนิเวศน์ของท่านเศรษฐี
ในเวลานั้น มารดาและภรรยาเก่าของท่านพระยสเถระได้ไปเข้าเฝ้าถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่งลงในสถานที่อันสมควรแก่ตน
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอนุปุพพิกถาและสามุกกังสิกธรรมหมายถึงอริยสัจ ๔ โปรดสตรีทั้ง ๒ นั้น ให้ได้สำเร็จโสดาปัตติผล
ฝ่ายสัตรีทั้งสองจึงกราบทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนา และได้ประกาศถวายตัวเป็นอุบาสิกานับถือพระรัตนตรัย(พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) ก่อนกว่าสตรีใดๆในโลก
ต่อจากนั้น มารดาบิดาและภรรยาเก่าของพระยสะเถระ ได้ช่วยกันจัดอาหารอันประณีตนำมาถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้ากับพระยสเถระจนกระทั่งอิ่มหนำสำราญ
พอพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จ จึงทรงแสดงธรรมสั่งสอนบุคคลทั้ง ๓ แล้วเสด็จกลับไปประทับที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
เมื่อพระยสเถระได้บวชแล้ว ผลปรากฏเป็นสื่อสัมพันธภาพชักนำให้มีผู้เข้ามาเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนามากมาย ถ้าจะนับเป็นผลงานของท่านก็เห็นจะได้ เพราะนอกจากจะช่วยให้มารดาบิดาและภรรยาเก่าของท่านมีความเชื่อความเลื่อมใสจนเป็นอจลสัทธา คือความเชื่อที่ไม่หวั่นไหว แล้วยังมีสหายของท่าน ๔ คน ชื่อวิมละ สุพาหุ ปุณณชิ ควัมปติ ผู้เป็นบุตรของเศรษฐีและอนุเศรษฐีในเมืองพาราณสี ได้ทราบข่าวว่ายสะออกบวชแล้ว จึงคิดว่าพระธรรมวินัยที่ยสกุลบุตรออกบวชประพฤติตามนั้น ต้องไม่ต่ำทรามเป็นแน่ แล้วก็พากันไปหาพระยสเถระ ๆ จึงพาไปเข้าเฝ้ากราบทูลขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดสั่งสอน
ครั้นสหายทั้ง ๔ ได้ฟังอนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ แล้ว ก็ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน จึงได้กราบทูลขอบรรพชาอุปสมบท และได้รับพุทธานุญาต ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา พอบวชแล้วไม่ช้าก็ได้สำเร็จพระอรหันต์ เป็นอันว่าตอนนี้มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๑๑ องค์
ต่อมาได้มีสหายของพระยสเถระอีก ๕๐ คน ผู้เป็นบุตรของตระกูลทั้งหลาย อันเป็นตระกูลเก่าชาวชนบท พอทราบข่าวว่าพระยสเดระออกบวช ก็พากันคิดเห็นว่า “พระธรรมวินัยที่ยสกุลบุตรยอมปลงผมโกนหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาดออกบวชนั้นจะต้องไม่ต่ำช้าแน่” จึงพากันไปหาพระยสเถระๆ ได้พาไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า และได้ฟังอนุปุพพิกถากับอริยสัจ ๔ แล้วก็ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันพร้อมกันหมด หลังจากได้บวชด้วยวิธีเอหิภิกขุสัมปทาจากพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระองค์ก็ทรงสั่งสอนให้บรรลุธรรมพิเศษสูงสุด คือได้เป็นพระอรหันต์
อภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-56%5B1%5D-jpg
ในตอนนี้นับรวมพระอรหันต์ที่บังเกิดขึ้นในโลกทั้งหมดมี ๖๑ องค์ มูลเหตุที่พระยสะเถระก่อนออกบวช ได้มองเห็นปราสาทของท่านเต็มด้วยหมู่สตรีผู้กำลังนอนหลับอยู่ ดูเป็นราวกับป่าช้านั้นประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งที่พวกสหาย ๕๔ คน ได้ออกบวชตามท่านพร้อมกันนั้น มีอดีตประวัติเล่าไว้ในอรรถกถาคัมภีร์ตติสมันตปาสาทิกาและในอรรถกถาคัมภีร์ธรรมบทแห่งยมกวรรคในเรื่องสญชัย เป็นเรื่องที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสให้พระภิกษุทั้งหลายฟังว่า
ในอดีตกาลบุคคล ๕๕ คนเหล่านั้น เป็นสหายกันและได้กระทำบุญร่วมกัน พวกเขาได้พร้อมกันออกเที่ยวจัดแจงเผาศพคนอนาถา คือผู้ไม่มีที่พึ่งหรือผู้ยากเข็ญใจ
วันหนึ่งพวกเขาไปพบศพหญิงตายทั้งครรภ์หรือตายทั้งกลม (ตายทั้งแม่และลูก) จึงตกลงกันว่า จักเผาศพนั้น แล้วได้ช่วยกันหามศพไปที่ป่าช้า พอถึงป่าช้าแล้วก็ให้คนอยู่เฝ้าศพที่ป่าช้านั้น ๕ คน และสั่งให้บุคคลทั้ง ๕ คนนี้เป็นผู้จัดการเผาศพ ส่วนอีก ๕๐ คนพากันกลับไปบ้าน
ในจำนวนบุคคล ๕ คนนั้น มีพระยสะเถระรวมอยู่ด้วยผู้หนึ่ง ครั้นเวลาเผาศพ นายยสะเอาหลาวแทงศพนั้นพลิกกลับไปกลับมา และในเวลาที่เผาอยู่นั่นเอง เขาก็ได้อสุภสัญญา คือกำหนดรู้ว่าไม่สวยไม่งาม และได้บอกให้สหายทั้ง ๔ คนดูว่า “ท่านผู้เจริญ พวกท่านจงดูศพนี้ มีหนังลอกแล้วในที่ต่างๆ เป็นราวกับรูปโคด่าง ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียด สหายทั้ง ๔ คนพิจารณาไป ก็ได้อสุภสัญญาในศพนั้นเหมือนกัน และเขาทั้ง ๕ คนพากันเข้าไปบ้าน บอกแก่พวกสหายที่เหลือให้ทราบด้วย
ส่วนนายยสะกลับมาถึงบ้านของตนได้บอกมารดาบิดาและภรรยาบุคคลทั้งหมดเหล่านั้นก็เจริญอสุภสัญญาตามที่ได้รับทราบจากนายยสะ
เพราะฉะนั้น “สุสานสัญญา” คือความเข้าใจว่าเป็นป่าช้าในนางบำเรอ จึงได้เกิดขึ้นแก่พระยสเถระและด้วยอุปนิสัยสมบัติที่บุคคลเหล่านั้นได้สร้างร่วมกันมา การบรรลุธรรมพิเศษจึงเกิดขึ้นแก่บุคคลเหล่านั้น
ชีวประวัติของพระยสเถระที่ท่านได้สร้างคุณความดี เฉพาะตัวของท่านไว้ในอดีตชาติ ซึ่งมีกล่าวอยู่ในคัมภีร์ขุททกนิกาย อุปทาน โดยพระยสเถระหลังเป็นพระอรหันต์แล้ว จึงเล่าถึงอัตชีวประวัติของท่านว่า
ในอดีตชาติที่ตรงกับพระพุทธกาลของพระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้าข้าพจ้าได้เกิดเป็นพญานาค และพิภพของข้าพเจ้าอยู่ใต้มหาสมุทรลงไปซึ่งเป็นบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยความสุขทุกประการ มีพวกนักดนตรีประโคมขับกล่อมข้าพเจ้าอยู่ทั้งเช้าและเย็น วันละ ๖ หมื่น ข้าพเจ้าได้ออกจากพิภพขึ้นมาที่โลกมนุษย์ได้พบพระสุเมธพุทธเจ้าก็เกิดความเลื่อมใส จึงได้กราบทูลนิมนต์ให้เสด็จลงไปยังพิภพของข้าพเจ้า เพื่อรับไทยธรรม(ของทำบุญต่างๆ, ของถวายพระ) พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์หนึ่งแสนองค์ ข้าพเจ้าได้กระทำการต้อนรับด้วยดนตรีตั้งร้อย ได้กราบทูลนิมนต์ให้เสร็จขึ้นประทับบนตั่งทองคำ ที่มีเพดานกระทำด้วยทองคำ แล้วก็ถวายข้าวปลาอาหารและผ้าแด่พระภิกษุสงฆ์องค์ละ ๑ คู่ ถวายผ้าไตรจีวรแด่พระสุเมธพุทธเจ้า ๆ ทรงพยากรณ์ข้าพเจ้าไว้ว่าพญานาคนี้ จักได้เสวยสุขอยู่ในเทวโลกตลอด ๑๑๖กัป จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชอยู่ถึง ๑,๐๐๐ ชาติ ไม่ว่าจะเกิดเป็นเทพยา หรือมนุษย์ใดๆก็ตาม จักมีหลังคาปราสาทกระทำด้วยทองคำ
ในกัปที่ ๓ หมื่นในอนาคต จักมีพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคดม เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พญานาคนี้จักได้เป็นพระสาวกของพระโคดมพุทธเจ้า
ต่อแต่นั้นมาตลอด ๓ หมื่นกัป ข้าพเจ้าไม่เคยประสบทุคติเลย มาบัดนี้ข้าพเจ้าได้เผากิเลสให้สิ้นไป ได้ทำลายเครื่องผูกให้ขาดแล้ว การที่เข้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้านี้ เป็นการมาสู่ที่ดีแล้ว ข้าพเจ้าได้สำเร็จ วิชชา ๓ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ประการ ทั้งได้กระทำตามคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
ส่วนอรรถกถาคัมภีร์ปรมัตถทีปนี ที่ขยายความบาลีคัมภีร์ขุททกนิกาย เถรคาถา ได้กล่าวพรรณนาชีวประวัติอดีตชาติของท่านพระยสะเถระไว้ว่า
พระยสะเถระได้กระทำอธิการกุศลไว้ ในสำนักของพระพุทธเจ้า ทั้งหลายในบรรพกาลมาแล้วเหมือนกับพระเถระองค์อื่นๆ
แต่ในชาติหนึ่งท่านยังได้สร้างบุญกุศลอยู่ในภพต่างๆนั้น ก็ได้เกิดเป็นพญานาคผู้มีอานุภาพมาก ในชาติที่เกิดเป็นพญานาคนี้ พอดีมาตรงกับพุทธสมัยของพระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้า ๆ ได้ทรงนำพาพระภิกษุสงฆ์เสด็จลงไปในนาคพิภพ อันเป็นสถานที่อยู่ของพญานาค
พญานาค(ยสะ) ได้มีจิตเลื่อมใสในพระภิกษุสงฆ์มีองค์พระสุเมธพุทธเจ้าทรงเป็นองค์ประธาน แล้วได้ถวายมหาทานและไตรจีวรที่มีราคาแพงมาก ด้วยบุญกุศลนั้น ช่วยในพญานาคนั้นได้เวียนว่ายตายเกิดท่องเที่ยวอยู่ในเทพยดาและมนุษย์ตลอดกาลนาน
พอบรรลุมาถึงพุทธกาลแห่งพระสิทธัตถพุทธเจ้า ท่านพระยสะเถระ ได้มาเกิดเป็นบุตรเศรษฐี ได้บูชาต้นพระศรีมหาโพธิ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
ครั้นตกมาถึงพุทธสมัยของพระกัสสปพุทธเจ้า ท่านได้ออกบวชบำเพ็ญสมณธรรม แล้วเวียนว่ายตายเกิดอยู่เฉพาะแต่ในสุคติเท่านั้น
เมื่อเวลาผ่านมาถึงพุทธกาลนี้ ท่านได้มาเกิดเป็นบุตรเศรษฐีผู้มีสมบัติมากอยู่ในเมืองพาราณสี มีชื่อว่า ยสะ มีปราสาทอยู่ ๓ หลังใน ๓ ฤดู แล้วออกบวชในพระพุทธศาสนา ได้เป็นพระอรหันต์ผู้มีความสำคัญองค์หนึ่งในการเผยแพร่พระธรรมวินัยในตอนปฐมโพธิกาล (กาลแรกตรัสรู้ คือระยะเวลานับตั้งแต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้จนถึงทรงประดิษฐานพระพุทธศาสนาในแว่นแคว้นมคธ)
ท่านพระยสเถระ หลังจากได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ได้กล่าวธรรมอันเป็นคำประพันธ์ประเภทร้อยกรอง ซึ่งเรียกว่า “คาถา” ไว้ในบาลีคัมภัร์ขุททกนิกาย เถรคาถา ความว่า
สุวิลิตโต สุวะสะโน สัพพาภะระณะภูสิโต เป็นต้น
แปลว่า ข้าพเจ้าผู้ลูบไล้กายด้วยจันทร์แดง มีเครื่องนุ่งห่มอันงดงาม ประดับด้วยเครื่องสรรพภรณ์ ได้บรรลุวิชชา ๓ บำเพ็ญสมณกิจของพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว
การออกบวชของท่านพระยสเถระ เป็นการเสียสละความสุขอย่างใหญ่หลวง ยากที่ผู้อื่นจะพึงกระทำได้ เพราะบุคคลเราโดยทั่วๆ ไปมักจะติดอยู่ในทรัพย์สมบัติ ในความสุขที่ตนได้รับอยู่อย่างถอนไม่ขึ้น ดุจความที่ติดอยู่ในปลักตม หรือลิงติดตัง ฉะนั้น เมื่อใครต่อใครรู้ข่าวว่าท่านออกบวช ได้พากันออกบวชตาม จึงนับว่าการออกบวชของพระยสเถระอำนวนประโยชน์สุขอันสูงส่งแก่ผู้อื่นเป็นจำนวนมาก ดังจะเห็นได้จากหมู่ญาติและมวลมิตรสหายของท่านเป็นตัวอย่าง และท่านได้ช่วยพระบรมศาสดาประกาศพระศาสนาให้แพร่หลายไปในทิศานะทิศองค์หนึ่ง ครั้นท่านมีอายุสังขารมาพอสมควรกับสมัยที่จะนิพพาน ก็จึงดับขันธปรินิพพาน
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-1-jpg   อภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-1194282787%5B1%5D-jpg  

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 14 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Peach ในข้อความนี้
Apinya (18-05-10), พรรณวดี (18-05-10), พุทธรักษา (18-05-10), ก้อนดิน (23-12-10), สัพพัญญู (18-05-10), สุธัมมา (28-07-10), หญิงจัน (19-06-10), อภิญญา (18-05-10), จิตประภัสสร (24-12-10), ปาริฉัตรมณี (18-05-10), นำธรรม (10-09-10), เดชะบุญ (12-06-10), FaRuXue (01-10-10), Rich (09-10-10)
  #2  
เก่า 19-07-10, 01:34
Peach's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 162
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 1,734
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,721 ครั้ง ใน 1,721 ข้อความ
พลังบุญ: 1292
Peach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished road
Default พระอชิตเถระ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง
อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ
ข้าพเจ้าขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ อันมีสมเด็จองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหมด พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ตลอดจนพรหมเทพเทวาทั้งหลายที่ได้ปกปักรักษาพระศาสนา และครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบ ๆ กันมา มีหลวงปู่ปานและหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธรรมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ข้าพเจ้าขออาราธนาชีวประวัติ ”พระอสีติมหาสาวก” พระสาวกใหญ่ ๔๐ องค์ของพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในช่วงปฐมโพธิกาล
ขอบุญบารมีทั้งหลายนี้ จงดลบันดาลให้ท่านทั้งหลายมีจิตเข้าถึงคุณพระรัตนะตรัย มีความสุข สำเร็จ สมหวัง สมปรารถนาทุกประการด้วยเทอญ

พระอชิตเถระ
ท่านพระอชิตะ ผู้เป็นพระอริยมหาสาวกอยู่ในคณะของพระโสฬสภิกษุ และได้รับเกียรติให้อยู่ในคณะของพระอสีติมหาสาวก คือสาวกใหญ่ ๘๐ องค์ของพระพุทธเจ้าด้วยองค์หนึ่ง ท่านมีชีวประวัติปรากฏอยู่ทั้งในส่วนอดีตชาติและปัจจุบันชาติ
ชีวประวัติอดีตชาติของท่านพระอชิตะเถระ ตามที่มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ขุททกนิกาย อปทาน ได้แสดงถึงการสร้างสมคุณงามความดีต่างๆไว้ว่า

ในพุทธสมัยของพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงชนะแล้วซึ่งมารและเสนามาร ผู้ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวงแล้ว ผู้ทรงเป็นพระโลกนายก คือผู้นำชาวโลก ได้เสด็จล่วงเลยดินแดนของมนุษย์เข้าไปถึงป่าหิมพานต์ และประทับนั่งในสถานที่ที่สมควรแห่งหนึ่ง
ในกาลนั้น ท่านพระอชิตะได้บวชเป็นดาบส เที่ยวแสวงหาพฤกษาหาร(ผลไม้) เลี้ยงชีพอยู่ในป่า โดยท่านยังไม่เคยได้พบเห็นหรือได้ยินพระสุรเสียงของพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย แต่ในขณะที่ท่านออกเที่ยวแสวงหาผลไม้หัวมันอยู่ในป่านั้น ได้ไปเห็นพระปทุมตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงมีมหาบุรุษลักษณะอันประเสริฐครบ ๓๒ ประการ
เมื่อดาบส (อชิตะ) ได้เห็นแล้ว จึงคิดว่า "ท่านผู้นี้เป็นใครหนอ" แล้วพิจารณาดูพระลักษณะของพระองค์ท่าน และหวนนึกถึงความรู้ที่เล่าเรียนมาว่า "เราได้เคยรับฟังถ้อยคำของนักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวไว้ ทำให้แน่ใจว่า ท่านผู้ประกอบด้วยมหาบุรุษลักษณะเช่นนี้ ต้องเป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่แท้" พอคิดดังนี้แล้ว ก็คิดต่อไปว่า เราจักต้องกระทำสักการะบูชา พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ และจะต้องกระทำคติ(ทางดำเนิน) ของเราให้เป็นคติที่ดีต่อไป

เมื่อดาบสคิดดังนี้แล้ว จึงรีบกลับมาที่อาศรม นำเอากระบอกน้ำผึ้งและน้ำมันไปถวายแด่พระปทุมุตรสัมมาสัมพุทธเจ้า และพอถวายแล้ว ได้นำไม้ ๓ ท่อนมาวางลงในที่แจ้ง จุดประทีบให้สว่าง แล้วกราบลงถึง ๘ ครั้ง พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นอุดมบุรุษ (บุรุษผู้สูงสุด) ผู้ทรงเป็นพระโลกนายก ได้ประทับอยู่ในสถานที่นั้น ทรงเข้าสมาบัติอยู่ตลอดระยะเวลา ๗ ทิวาราตรี (๗ วัน ๗ คืน) พอพ้นเวลา ๗ ทิวาราตรีแล้ว ก็ทรงออกจากสมาบัติ ดาบสได้เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสโสมนัส ตามประทีปถวายบูชาแด่พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า อยู่ตลอดถึง ๗ วัน ๗ คืน ด้วยความศรัทธาปสาทะ คือมีความเชื่อและความเลื่อมใส บรรดาเครื่องหอมทั้งปวงที่มีในภูเขาคันธมาทน์ ได้มารวมกันเป็นเครื่องบูชาพระปทุมตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยพระพุทธานุภาพของพระองค์ มิใช่แต่เท่านั้น บรรดาดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมทั้งสิ้นที่เกิดอยู่บนแผ่นดิน ยังได้มารวมกันในสถานที่นั้นด้วยพระพุทธานุภาพ และมิใช่แต่เครื่องหอมกับดอกไม้หอมเท่านั้น พวกนาคและพวกครุฑทั้งสิ้น ที่มีอยู่ในแดนดินถิ่นป่าหิมพานต์ ก็ยังได้มาประชุมกันในสถานที่นั้น เพื่อจะฟัง
พระธรรมเทศนาของพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า และในเวลาเดียวกันนั้น "พระเทวลเถระ" ผู้เป็นพระอัครสาวก พร้อมทั้งพระภิกษุสงฆ์หนึ่งแสนองค์ ได้ไปประชุมห้อมล้อมพระปทุมมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ ณ ป่าหิมพานต์นั้น พระปทุมมุตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงล่วงรู้โลกอย่างชัดแจ้ง ผู้ทรงควรรับเครื่องสักการะบูชาแห่งเทพยาดาและมนุษย์ทั้งหลาย ได้ประทับนั่งในท่ามกลางพระภิกษุสงฆ์ แล้วพระองค์ตรัสว่า

"ผู้ใดได้จุดประทีบบูชาตถาคตด้วยความเลื่อมใส ตถาคตจะแสดงความเป็นไปของผู้นั้นให้เธอทั้งหลายฟัง เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟังถ้อยคำของตถาคต ดาบสผู้จุดประทีปบูชาตถาคต จะได้บังเกิดในเทวโลกตลอด ๖ หมื่นกัป และจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้ทรงมีพระราชกฏษดาภิหาร (อำนาจบุญบารมีที่ทำไว้) อยู่ถึง ๑.๐๐๐ ชาติ จะได้เป็นพระราชาผู้เป็นเอกราชาอยู่อีก ๗๐๐ ชาติ จะได้เป็นพระราชาในประเทศต่างๆจนนับชาติมิได้ จะเป็นผู้มีทิพยจักษุ (ตาทิพย์) เพราะอานิสงสื คือผลดี แห่งการบูชาด้วยประทีป การจุดประทีปถวายบูชาตถาคตในบัดนี้ ดาบสตนนี้ผู้ได้กระทำแล้วจักมีตาทิพย์ และสามารถแลเห็นได้โดยรอบ เป็นระยะทางไกลถึง ๒๐๐ ชั่วธนูอยู่ทุกเมื่อไป ในเวลาที่ดาบสนี้เกิดเป็นมนุษย์

เมื่อดาบสนี้เป็นมนุษย์ในชาติใดๆ จักมีผู้จัดประทีปให้ทั้งกลางวันและกลางคืน ด้วยอำนาจแห่งผลานิสงส์ของการจุดประทีปถวายบูชาตถาคตในครั้งนี้ ตลอดกระทั่งพระนครที่เขาอยู่นั้น ไม่ว่าจะเป็นของเทพยดาและเป็นของมนุษย์ มีประมาณกว้างใหญ่เท่าใดก็ตาม จะมีแสงโชติช่วงชัชวาลไปทั่วทั้งสิ้น และจะมีเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลายตามประทีปให้แก่ดาบสนี้ทุกชาติไป ทั้งนี้เป็นด้วยอำนาจผลานิสงส์แห่งการจุดประทีป ๘ ดวง เพื่อถวายบูชาตถาคต ผู้เป็นพระพุทธเจ้าในคราวนี้ ชนทั้งหลายจักบำรุงดาบสนี้"

พระปทุมตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสถึงผลดีที่ดาบสจะได้รับต่อไปอีกว่า "ในอีกหนึ่งแสนกัปข้างหน้า จักมีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า "พระโคดม" จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ดาบสนี้จักได้เป็นธรรมทายาทของพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า จักได้เป็นโอรสของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น จักละอาสวะ(กิเลสที่หมักดองอยู่ในสันดาน) ทั้งปวง ในพระศาสนาของพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า จักกระทำให้พระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าโปรดปราน และจักได้เป็นสาวกของพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น โดยมีนามว่า "พระอชิตเถระ"

ดาบสอชิตะในชาตินั้น เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้วขึ้นไปบังเกิดเสวยทิพยสมบัติในสรวงสวรรค์อยู่นานถึง ๖ หมื่นกัปเป็นประมาณ และในเวลาที่อชิตะเทวดาอยู่ในสรวงสวรรค์นั้น ได้มีประทีปจุดตามสว่างไสวไปทั่ววิมานของท่านตั้ง ๑๐๐ ดวง เป็นนิตยกาล ไม่ว่าท่านจะเกิดในสรวงสวรรค์หรือในเมืองมนุษย์ ทั้งเวลาที่ท่านจุติจากสรวงสวรรค์ชั้นดุสิตลงมาสู่ครรภ์ของมารดานั้น จักได้มีแสงสว่างเจิดจ้าปรากฏเป็นดวงใหญ่ขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์

ชีวประวัติในอดีตชาต์ของพระอชิตะเถระในชาติต่อมา ได้มีเรื่องราวกล่าวอยู่ในอรรถกถาคัมภีร์ปรมัตถทีปนี ที่ขยายความบาลีแห่งคัมภีร์ขุททกนิกาย เถระคาถาว่า

ในกัปที่ ๙๑ โดยนับถอยหลังไปจากภัทรกัปนี้ ท่านพระอชิตเถระได้บังเกิดขึ้นตรงกับพุทธกาลของพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า วันหนึ่งท่านได้เห็นพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า กำลังเสด็จจาริกบิณฑบาท เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงนำผลมะขวิดไปใส่บาตร และต่อมาได้กระทำบุญต่างๆไว้อีก ครั้นตายจากชาตินั้นแล้วได้เวียนว่ายตายเกิดเป็นเทวดาและมนุษย์อยู่ตลอดกาลนาน
ส่วนชีวประวัติอดีตชาติของพระอชิตะเถระ ที่กล่าวถึงการสร้างกุศลร่วมกับพราหมณ์พาวรีและมาณพ ๑๕ คน โดยนับเป็นลำดับเรื่องต่อจากชาติที่เคยบังเกิดขึ้นได้บำเพ็ญบารมีมาแล้ว ในพุทธกาลของ พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังมีเรื่องบันทึกอยู่ในอรรถกถาคัมภีร์ปรมัตถโชติกา ที่ขยายเนื้อความบาลีคัมภีร์ขุททกนิกาย สุตตนิบาตว่า

ในอดีตกาล ครั้งพุทธสมัยของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านพระอชิตะได้เกิดขึ้นในเมืองพาราณสี โดยได้เป็นลูกศิษย์หัวหน้าช่างไม้ผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ในทางช่างไม้ที่ไม่มีใครเทียมเป็นสองและหัวหน้าช่างไม้ผู้นี้มีลูกศิษย์อยู่ ๑๖ คน และศิษย์คนหนึ่งๆ มีลูกศิษย์กันอีกคนละ ๑ พันคน นับรวมทั้งลูกศิษย์และอาจารย์มี ๑๖,๐๑๗ คนด้วยกันบรรดาช่างไม้เหล่านั้นทั้งหมด ได้ทำมาหากินเลี้ยงชีพอยู่ในเมืองพาราณสี วิธีประกอบการงานของพวกช่างไม้เหล่านี้ โดยพวกเขาได้พากันไปตามที่ใกล้ภูเขา เพื่อหาตัดต้นไม้มากระทำเป็นปราสาทรูปต่าง ๆ และปรุงให้เสร็จเรียบร้อยดีในสถานที่นั้น แล้วรื้อออกนำลงบรรทุกบนแพล่องลงมาขายที่เมืองพาราณสี ถ้าหากพระราชาทรงต้องการปราสาทชั้นเดียว หรือ ๗ ชั้น พวกเขาจะช่วยกันประกอบ น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย แต่ถ้าพระราชาไม่ทรงประสงค์ พวกเขาจะขายให้แก่บุคคลเหล่าอื่น เพื่อนำเอาทรัพย์มาเลี้ยงบุตรและภรรยา

อยู่มาวันหนึ่ง อาจารย์ของพวกช่างไม้คิดว่า เราไม่อาจเลี้ยงชีวิตด้วยอาชีพที่เป็นช่างไม้อยู่เป็นนิตย์ได้ เพราะในเวลาที่เราแก่ลงแล้ว การเป็นช่างไม้นี้เป็นงานหนัก การทำได้ยากลำบาก จึงเรียกพวกลูกศิษย์มาบอกว่า "ลูกเอ๋ย พวกเธอจงพากันไปหาไม้ที่ไม่มีแก่น มีไม้มะเดื่อเป็นต้นมา"
พวกลูกศิษย์จึงรับปากว่า "ได้ ขอรับ" แล้วพากันไปหาไม้ที่ไม่มีแก่นมาเป็นจำนวนมาก
หัวหน้าช่างไม้ผู้เป็นอาจารย์ ได้นำเอาไม้เหล่านั้นมากระทำเป็นนกและกรทำเป็นเครื่องยนต์ไว้ภายในตัวนกนั้น นกไม้นั้นเวลาร่อนขึ้นในอากาศ มีลักษณาการเหมือนกับพญาหงส์แล้วร่อนไปลงในป่า ที่เป็นบริเวณข้างหน้าของพวกลูกศิษย์เหล่านั้น

ครั้งนั้น หัวหน้าช่างไม้ผู้เป็นอาจารย์บอกแก่พวกลูกศิษย์ว่า "ลูกเอ๋ย พวกเราสามารถกระทำพาหนะนกไม้เช่นนี้ แล้วขับขี่ไปยึดเอาราชสมบัติในชมพูทวีปทั้งสิ้นได้ ถึงพวกเธอก็จงช่วยกันกระทำพาหนะนกไม้อย่างนี้ พวกเราจักได้ยึดเอาราชสมบัติมาเป็นของพวกเรา เพราะการเลี้ยงชีพด้วยการเป็นช่างไม้นี้ นับเป็นการดำรงชีวิตที่ลำบาก" พวกลูกศิษย์ทั้งหมดได้กระทำตามคำแนะนำของอาจารย์ และพอกระทำเสร็จแล้ว จึงเรียนอาจารย์ให้ทราบ

ฝ่ายอาจารย์เอ่ยถามพวกลูกศิษย์ว่า "พวกเราจะยึดราชสมบัติในเมืองไหนก่อนดีเล่า"
พวกลูกศิษย์เรียนตอบว่า "ควรยึดเอาสมบัติในเมืองพาราณสีก่อน ขอรับ"
อาจารย์กล่าวห้ามว่า "อย่าเลยลูกเอ๋ย พวกเธออย่าพอใจที่จะยึดเอาราชสมบัติในเมืองพาราณสีเลย เพราะถึงแม้พวกเราจะยึดเอาราชสมบัติในเมืองพาราณสีไว้ได้แล้ว คำว่า "ช่างไม้" จักไม่พ้นจากพวกเราไปบุคคลทั้งหลายจะพากันเรียกว่า "พระราชาช่างไม้ พระยุพราชช่างไม้" ดูก่อนลูกทั้งหลาย ชมพูทวีปยังกว้างใหญ่ไพศาลนัก พวกเรามาพากันไปที่อื่นเถอะ

เมื่อพวกช่างไม้หารือกันเป็นที่เข้าใจดีแล้ว จึงพร้อมด้วยบุตรและภรรยาพากันขึ้นพาหนะนกไม้ ผูกสอดอาวุธถ้วนทั่วทุกตัวคน แล้วพากันบ่ายหน้าไปในป่าหิมพานต์ และได้เข้าไปในเมืองๆหนึ่ง ที่อยู่ใกล้กับป่าหิมพานต์นั้น แล้วเลยเข้าพักในพระราชนิเวศน์พวกช่างไม้ยึดเอาราชสมบัติในเมืองนั้นได้แล้ว จึงอภิเษกอาจารย์ผู้เป็นหัวหน้าช่างไม้ขึ้นเป็นพระราชา ทรงมีพระนามปรากฏว่า "พระราชากัฏฐวาหนะ" แปลว่า พระราชาพาหนะไม้และเมืองนั้นได้มีชื่อว่า"เมืองกัฏฐวาหนะ" โดยยึดเอาพระนามพระราชาเป็นหลัก

พระราชากัฏฐวาหนะ ทรงเป็นผู้ตั้งอยู่ใน "ราชธรรม พระยุพราช คือ อุปราช หรือรัชทายาทก็เหมือนกัน ส่วนลูกศิษย์ทั้ง ๑๖ คน ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอำมาตย์อยู่ในราชสำนัก
ด้วยพระราชาทรงมีราชธรรม จึงช่วยให้แว่นแคว้นมั่งคั่งมั่นคงอย่างต่อเนื่อง และไม่มีอุปัทวันตราย คืออันตรายร้ายแรงใดๆเกิดขึ้นเลยทั้งชาวเมืองและชาวชนบทได้มีความจงรักภักดี มีความเคารพนับถือในพระราชากัฏฐวาหนะ ตลอดถึงข้าราชบริพารเป็นอันดีว่า พวกเราได้พระราชาที่ทรงมีความดีเป็นเลิศ และข้าราชบริพารก็มีคุณความดีแท้

ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง มีพวกพ่อค้านำสินค้าจากเมืองพาราณสี อันเป็นเมืองในเขตมัชฌิมประเทศถึงเมืองกัฏฐวาหนะ แล้วได้นำเครื่องบรรณาการไปเข้าเฝ้าทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแด่พระราชากัฏฐวาหนะ แล้วได้นำเครื่องบรรณาการไปเข้าเฝ้าทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแด่พระราชากัฏฐวาหนะพระราชากัฏฐวาหนะจึงตรัสถามว่า "พวกท่านมาจากไหน"
พวกพ่อค้ากราบบังคมทูลว่า "ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าฯ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายมาจากเมืองพาราณสี พระพุทธเจ้าข้า"
พระราชาทรงซักถามถึงความเป็นมาของพวกพ่อค้า และตรัสว่า"พวกท่านจงกระทำมิตรไมตรีของข้าพเจ้ากับพระราชาของพวกท่าน"
พระราชากัฏฐวาหนะทรงพอพระทัยพวกพ่อค้า รับสั่งให้พระราชทานเสบียงอาหารแก่พวกพ่อค้าเหล่านั้น และเวลาต่อมาเมื่อพวกพ่อค้าจะกราบทูลบังคมลากลับ ทรงปราศรัยด้วยความเอื้อเฟื้ออีก ทำให้พวกพ่อค้ามีความพอใจในการทรงมีน้ำพระทัยของพระราชา

ครั้นพวกพ่อค้ากลับถึงเมืองพาราณสีแล้ว ได้เข้าเฝ้ากราบบังคมทูลพระเจ้าพาราณสีให้ทรงทราบ ในความทรงมีพระไมตรีของพระราชากัฏฐวาหนะ
พระเจ้าพาราณสีทรงทราบถึงความปรารถนาดีนั้น จึงรับสั่งให้ตีกลองร้องป่าวประกาศว่า "จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป จงเว้นการเก็บภาษีอากรให้แก่พวกพ่อค้าผู้มาจากแว่นแคว้นก้ฏฐวาหนะ และพระราชากัฏฐวาหนะได้ทรงเป็นมิตรสหายแก่ข้าพเจ้า"
เป็นอันว่าพระราชาทั้งสองพระองค์ ได้ทรงเป็นพระสหายกัน โดยไม่เคยทรงพบเห็นกันเลย แต่ด้วยทรงอาศัยพวกพ่อค้าเป็นสื่อสานสัมพันธไมตรีให้

ฝ่ายพระราชากัฏฐวาหนะ ก็ได้ตรัสสั่งให้ตีกลองป่าวร้องในบ้านเมืองของพระองค์ว่า "นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป จงยกเว้นภาษีอากรให้แก่พวกพ่อค้าผู้ที่มาจากเมืองพาราณสี" ทั้งมีพระบรมราชโองการว่า "พวกเราต้องให้ความช่วยเหลือแก่พวกพ่อค้าผู้มาจากเมืองพาราณสี"

ทางด้านพระเจ้าพาราณสีทรงมีพระราชสาสน์ส่งไปถวายพระราชากัฏฐวาหนะว่า "ถ้ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งอัศจรรย์สมควรดูหรือสมควรฟังบังเกิดขึ้นในบ้านเมืองของพระองค์ ขอให้ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ดูได้ฟังด้วย" ส่วนพระราชากัฏฐวาหนะก็ทรงตอบพระราชสาสน์ไปเช่นเดียวกัน

เมื่อพระราชาทั้งสองพระองค์ ทรงกระทำพระกติกากันไว้อย่างนี้ กาลต่อมาได้มีผ้ากัมพลเนื้อละเอียดอย่างยอดเยี่ยมที่สุด มีค่ามากอย่างยิ่ง และมีสีดังรัศมีของด้วยอาทิตย์แรกอุทัย ได้บังเกิดขึ้นแก่พระราชากัฏฐวาหนะ ๆ ทอดพระเนตรเห็นแล้ว ทรงพระดำริว่า "เราจะส่งผ้ากัมพลเหล่านี้ไปถวายพระสหายของเรา จึงรับสั่งให้พวกช่างงามากลึงกล่องงาขึ้น ๔ กล่องแล้วให้ใส่ผ้ากัมพลเหล่านั้นลงในกล่องงา ให้พวกช่างครั่งใช้ครั่งหุ้มภายนอกให้เหมือนกับก้อนครั่ง แล้วใส่ก้อนครั่งทั้น ๘ ก้อนลงในผอบ ให้ใช้ผ้าพันทับและให้ประทับตราแผ่นดิน แล้วทรงมอบให้พวกอำมาตย์พร้อมกับพระราชหัตถเลขา ทั้งตรัสสั่งว่า "พวกท่านจงนำของเหล่านี้ไปถวายพระเจ้าพาราณสี และจงกราบทูลว่า เครื่องบรรณาการเหล่านี้ พระราชาต้องทอดพระเนตรในท่ามกลางพระนครที่ห้อมล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ราชเสวก"

พวกอำมาตย์ได้นำไปทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระเจ้าพาราณสี ๆ ทรงอ่านพระราชหัตถเลขาแล้ว โปรดให้ประชุมหมู่อำมาตย์ราชเสวก แล้วตรัสสั่งให้ทุบตราแผ่นดินออก ณ บริเวณพระลานหลวงในท่ามกลางพระนคร ให้แก้ห่อผ้าออก แล้วทรงเปิดผอบออกดู ได้ทอดพระเนตรเห็นก้อนครั่ง ๘ ก้อน ทรงเกิดพระอาการเก้อเขินด้วยทรงพระดำริว่า "พระสหายของเราได้ส่งก้อนครั่งมาให้เรา ดูเหมือนกับส่งมาให้พวกเด็กๆที่ชอบเล่นก้อนครั่ง" จึงทรงขว้างก้อนครั่งก้อนหนึ่งลงไปใกบ้ที่ประทับของพระองค์ก้อนครั่งก้อนนั้นพลันแตกกระจายออก กล่องงาที่อยู่ภายในก้อนครั่งได้ปรากฏออกมาเป็น ๒ ส่วน พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นผ้ากัมพลผืนหนึ่งอยู่ในกล่องงานั้น แล้วทรงเปิดกล่องอื่นๆอีก ถึงแม้กล่องอื่นๆ ก็มีผ้ากัมพลบรรจุอยู่เหมือนกันหมด
เมื่อพระเจ้าพาราณสีทอดพระเนตรเห็นผ้ากัมพลที่สูงค่า ก็ทรงเก้อเขิน
ผ้ากัมพลผืนหนึ่งมีความยาวถึง ๑๖ ศอก กว้าง ๘ ศอก พอคลี่ผ้ากัมพลออก บริเวณพระลานหลวงเป็นเหมือนสว่างด้วยแสงแห่งดวงอาทิตย์ มหาชนได้แลเห็นผ้ากัมพล ต่างพากันยกมือและใช้โบกต่างธงแสดงความยินดีว่า "พระราชากัฏฐวาหนะ ผู้ทรงเป็นพระสหายของพระราชาแห่งพวกเรา ได้ทรงส่งเครื่องบรรณาการล้ำค่านี้มาถวาย การเป็นมิตรกับบุคคลดีเช่นนี้ย่อมเป็นการสมควรยิ่ง"

พระเจ้าพาราณสีรับสั่งให้พวกพ่อค้ามาตีราคาผ้ากัมพลผืนหนึ่งๆว่า มีราคาเท่าไร ผลปรากฏว่า ผ้ากัมพลทั้งหมดเป็นผ้าที่ไม่สามารถตีราคาได้ เพราะเป็นผ้าที่สูงค่าจนประเมินราคาไม่ถูก พระราชาจึงทรงพระดำริว่า "เราจะส่งบรรณาการไปถวายในภายหลัง ควรส่งไปให้ยิ่งกว่าเครื่องบรรณาการที่พระสหายส่งมาให้แก่เรา โดยจะจัดหาเครื่อง"อนรรฆบรรณาการ" คือบรรณาการที่ประมาณค่ามิได้ แต่เราจะส่งสิ่งใดดีหนอไปให้แก่พระสหายของเราจึงจะคู่ควรค่ากัน"

ในสมัยนั้น พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลก แล้วเสด็จไปประทับอยู่ที่เมืองพาราณสี
พระเจ้าพาราณสีทรงพิจารณาใครครวญดูว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งจะสูงค่ากว่าพระรัตนตรัยเป็นอันไม่มีแน่ เราควรจะส่งข่าวเรื่องพระรัตนตรัยบังเกิดขึ้นไปให้แก่พระสหายของเราจึงจะเป็นการดี ทรงพิจารณา เช่นนี้แล้วจึงตรัสสั่งให้จารึกพระคาถาว่า

พุทโธ โลเก สมุปปันโน หิตายะ สัพพะปาณินัง
ธัมโม โลเก สมุปปันโน สุขะเย สัพพะปาณินัง
สังโฆ โลเก สมุปปันโน ปญญักเขตตัง อะนุตตรัง
แปลว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก เพื่อประโยชน์แก่บุคคลทั้งปวง พระธรรมได้อุบัติขึ้นแล้วในโลก เพื่อความสุขแก่บุคคลทั้งปวง พระสงฆ์ผู้เป็นนาบุญอันเยี่ยมได้อุบัติขึ้นแล้วในโลก
ทั้งพระองค์ตรัสสั่งให้จารึกข้อปฏิบัติของพระภิกษุองค์หนึ่งๆ ซึ่งส่งผลให้ถึงเป็นพระอรหันต์ด้วยชาดหรดาล(ธาติสารหนูและกำมะถันสีแดงอมเหลือง) ลงในแผ่นทองคำ และให้บรรจุในผอบ ๗ชนิดถึง๗ชั้น โดยให้เริ่มบรรจะในผอบแก้วมณีก่อน แล้วให้ใส่ผอบแก้วมณีในผอบแก้วลาย ให้ใส่ผอบแก้วในผอบแก้วแดง ให้ใส่ผอบแก้วแดงในผอบทองคำ ให้ใส่ผอบทองคำในผอบเงิน ให้ใส่ผอบเงินลงในผอบงา ให้ใส่ผอบงาในผอบแก่นไม้ ให้ใส่ผอบแก่นไม้ในกระโปรง ให้พันกรโรงด้วยผ้า ให้ตีตราปรทับ และให้ประดับตกแต่งช้างพระที่นั่งด้วยธงทองคำ เครื่องประดับทองคำ ให้ใช้ตาข่ายทองคำคลุมกระพอง ให้ตั้งบัลลังก์บนหลังช้าง ให้ยกกระโปรงนั้นขึ้นวางบนบัลลังก์ ใช้เศวตฉัตรกางกั้นในเบื้องบนและรับสั่งให้บูชาด้วยดอกไม้ของหอม เป็นต้น ทั้งให้บรรดานักดนตรีจำนวนร้อยๆแก่แหนไปจนสุดพระราชอาณาเขตของพระองค์ แล้วรับสั่งให้ส่งเครื่อบรรณาการไปถวายพระราชา ผู้ทรงมีพระราชอาณาเขตใกล้เคียงกันว่า "ขอพระราชาทั้งหลายทรงช่วยส่ง "มหรรฆบรรณาการ" นี้ต่อไปด้วยเครื่องสักการบูชาอย่างยิ่งใหญ่ ให้เหมือนกับที่พระองค์
ทรงกระทำแล้ว"

พระราชาทั้งหลายผู้ทรงอยู่ตามระยะทางผ่าน แต่ละพระองค์ทรงช่วยส่งมหรรฆบรรณาการนั้นเป็นลำดับไป จนระทั่งถึงพระราชอาณาเขตของพระราชากัฏฐวาหนะ

ฝ่ายพระราชากัฏฐวาหนะ ได้ทรงกระทำการสักการบูชาเช่นเดียวกันกับพระเจ้าพาราณสี และพระราชาตามเมืองต่างๆ ที่เครื่องมหรรฆบรรณาการนั้นได้รับการแห่แหนผ่านมาดดยตลอด แล้วทรงนำเข้าในพระนคร โปรดให้ประชุมบรรดาอำมาตย์และชายพระนคร พร้อมกันที่พระลานหลวง แล้วตรัสสั่งให้เปลื้องผ้าคลุมเปิดผอบเป็นชั้นๆ จนกระทั่งได้ทอดพระเนตรเห็นแผ่นทองคำที่จารึกพระคาถาไว้ ทรงดีพระทัยเป็นอย่างยิ่งว่า"พระสหายของเราได้ทรงส่งรัตนะเป็ฯเครื่องบรรณาการที่หาได้แสนยากตลอดกาลหลายแสนกัป" แล้วรับสั่งว่า "เรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลกเป็นเรื่องที่เราไม่เคยได้ยิน เราก็ได้ยินแล้ว" ทั้งทรงพระดำริอีกว่า"

เราจะต้องไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และไปฟังพระะรรมให้จงได้" จึงตรัสสั่งพวกอำมาตย์ว่า "รัตนะ คือ แก้ว ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ได้อุบัติขึ้นในโลกแล้ว พวกท่านจะกระทำอย่างไร" พวกอำมาตย์กราบบังคมทูลว่า "ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ขอพระองค์ทรงยับยั้งอยู่ในพระนครนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจักไปสืบดูให้รู้เรื่อง แล้วจะกลับมากราบบังคมทูลให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้าข้า"

เมื่อพวกอำมาตย์ ๑๖ คน จึงพร้อมกับบริวารคนละ ๑,๐๐๐ คน รวมเป็น ๑๖,๐๑๖ คน กราบบังคมทูลพระราชาว่า "ถ้าหารพระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลกแล้ว การกลับมาเฝ้าพระองค์อีกอาจจะไม่มี แต่ถ้าพระพุทธเจ้า ยังไม่เสด็จอุบัตขึ้นในโลก ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายคงจะได้กลับมาเฝ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทอีก พระพุทธเจ้าข้า" พอกราบบังคลทูลดังนี้แล้ว พร้อมกันกราบถวายบังคมลา
ส่วนอำมาตย์ผู้เป็นพระเจ้าหลานของพระราชากัฏฐวาหนะ ก็ได้กราบบังคมทูลขึ้นในภายหลังว่า "ข้าพระพุทธเจ้าจะขอกราบถวายบังคมลาไปด้วย พระพุทธเจ้าข้า"
พระราชากัฏฐวาหนะตรัสสั่งอำมาตย์ผู้เป็นพระเจ้าหลานว่า"ถ้าหากหลานไปสืบทราบว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้ว จงกลับมาบอกแก่เราให้จงได้"
อำมาตย์ผู้เป็นพระเจ้าหลานกราบบังคมทูลรับว่า "พระพุทธเจ้าข้า"แล้วกราบถวายบังคมลาไป

อำมาตย์ทั้งปวงได้ออกเดินทางไป โดยพักค้างคืนแห่งละหนึ่งคืนจนกระทั่งไปถึงเมืองพาราณสี แต่เมื่อพวกอำมาตย์เหล่านั้นเดินทางไปยังไม่ทันถึง พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันะปรินิพพานไปเสียก่อน พอพวกอำมาตย์ไปถึง จึงได้เที่ยวเดินถามหาไปตลอดวิหารว่า "ท่านผู้ใดเป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน" เพียงได้พบแต่พระสาวกที่เป็นผู้รับสนองพระพุทธฎีกา (พระวาจาของพระพุทธเจ้า)
แล้วกราบเรียนถามถึงความเป็นไปต่างๆกับพระสาวกทั้งหลาย พระสาวกทั้งหลายตอบชี้แจงว่า "พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานเสียแล้ว" พวกอำมาตย์และบริวารทั้งสิ้นต่างพากันบ่นเพ้อรำพันว่า "พวกข้าพเจ้ามาจากที่ไกล ไม่ทันได้เห็นพระพุทธองค์"แล้วกราบเรียนถามว่า"มีพระพุทโธวาทใดๆบ้าง ที่พระพุทธเจ้าโปรดประทานไว้ ขอรับ"

พระสาวกเหล่านั้นตอบว่า "มี พระพุทธเจ้าโปรดประทานพระโอวาทไว้ว่า "บุคคลควรตั้งอยู๋ในพระไตรสรณาคมน์ รักษาศีล ๕ ควรสมาทานอุโบสถศีลอันมีองค์ ๘ ประการ ควรให้ทาน และควรบรรพชา"

บุคคลเหล่านั้นได้ฟังคำแนะนำของพระสาวกทั้งหลายแล้วจึงพากันพรรพชาทั้งหมด ยกเง้นเฉพาะอำมาตย์ผู้เป็นพระเจ้าหลานของพระราชากัฏฐวาหนะผู้เดียวเท่านั้น แต่อำมาตย์ผู้เป็นพระเจ้าหลาย
ได้ถือเอาบริโภคธาตุ (บริโภคธาตุ ได้แก่ บาตร จีวร และเครื่องใช้สอยของพระพุทธเจ้า รวมทั้งต้นโพธิ์ เป็นต้น) นำกลับไปแว่นแคว้นกัฏฐวาหนะ

อำมาตย์ผู้เป็นพระเจ้าหลาน ได้ถือเอากระบอกกรองน้ำของพระพุทธเจ้าทั้งได้นิมนต์พระวินัยธร คือพระเถระผู้ทรงจำพระวินัย กับพระธรรมธร คือพระเถระผู้ทรงจำพระธรรมกลัมมาด้วย และพอกลับมาถึงแว่นเคว้นแล้ว เข้าเฝ้ากราบบังคมทูลพระราชาว่า "ขอเดชะ พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลกจริง แต่ได้เสด็จดับขันปรินิพพานแล้ว พระพุทธเจ้าข้า"

ฝ่ายพระเถระได้ถวายพระพรให้ทรงสดับพระดอวาทของพระพุทธเจ้าที่โปรดประทานไว้
พระราชากัฏฐวาหนะ ทรงสดับพระธรรมจากพระเถระนั้น โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างพระวิหาร สร้างพระเจดีย์ ให้ปลูกต้นโพธิ์และพระองค์ทรงนับถือพระไตรสรณาคมน์ และรักษาศีล ๕ กับทรงสมาทานอุโบสถศีล อันประกอบด้วย "อัษฎางคิกสิกขาบท" (สิกขาบทมีองค์ ๘ ประการ ทั้งทรงถวายทานอยู่จนตลอดพระชนมายุของพระองค์ครั้นหลังจากพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว ได้เสด็จขึ้นไปบังเกิดในเทวโลก ส่วนอำมาตย์กับบริวารทั้ง ๑๖,๐๐๐ คน ผู้ที่บรรพชาแล้วทั้งหมดได้ถึงมรณภาพลง แต่ยังเป็นปุถุชน (คนที่ยังมีกิเลสหนา) อยู่แล้วได้ขึ้นไปบังเกิดอยู่ในเทวโลกตลอด ๑ พุทธันดร

กาลเมื่อพระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายยังมิได้ทรงอุบัติขึ้นในโลกแต่บุคคลท้งหลายเหล่านั้นที่ขึ้นไปบังเกิดในเทวโลก ได้จุติจากเทวดลกมาบังเกิดเป็นมนุษย์ขึ้นก่อน
อาจารย์หรือพระราชากัฏฐวาหนะ ได้กลับมาเกิดเป็นบุตรของพราหมรณ์ราชปุโรหิตแห่งพระราชบิดาในพระเจ้าปเสนทิโกศล อยู่ในเมืองสาวัตถี แว่นเคว้นโกศล มีชื่อว่า "พาวรี"
พราหมณ์พาวรี เป็นผู้มีบุคคลิกที่ประกอบด้วยมหาบุรุษลักษณะ ๓ ประการ คือ
๑.มีลิ้นยาวใหญ่ สามารถแลบลิ้นปิดหน้าได้
๒.มีขนขาวยาวละเอียด ม้วนเป็นก้นหอย เกิดขึ้นที่ระหว่างคิ้ว (เรียกว่า อุณาโลม)
๓.มีของลับอยู่ในฝัก
ทั้งเป็นผู้เรียนจบวิชาไตรเพท ต่อมาเมื่อบิดาตายแล้ว ได้รับหน้าที่เป็นราชปุโรหิตแทนบิดา
ฝ่ายศิษย์บริวาร ๑๖,๐๐๐ คนเหล่านั้น ได้มาเกิดขึ้นในตระกูลพราหมณ์ ในเมืองสาวัตถีเช่นเดียวกับอาจารย์

ฝ่ายศิษย์ผู้ใหญ่ทั้ง ๑๖ คน ได้มาศึกษาศิลปวิทยาอยู่ในสำนักอาจารย์พราหมณ์พาวรี และศิษย์อีก ๑๖,๐๐๐ คน ได้มาเป็นลูกศิษย์แห่งศิษย์ผู้ใหญ่ทั้ง ๑๖ คน เหล่านั้นอีก

เมื่อพระเจ้ามหาโกศลเสด็จสวรรคตแล้ว ประชาชนและพวกอำมาตย์ข้าราชบริพาร พร้อมใจกันราชาภิเษกพระปเสนทิโกศลราชกุมารขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ สืบสันตติวงศ์แทนพระราชบิดา ทรงพระนามว่า"พระเจ้าปเสนทิโกศล"และพราหมณ์พาวรียังได้รับตำแหน่งราชปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศลต่อมาอีก พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้พระราชทานตำแหน่งและทรัพย์สมบัติให้แก่พราหมณ์พาวรี ตามเยี่ยงอย่างของพระราชบิดา แต่ทว่าพระเจ้าปเสนทิโกศล เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์อยู่ได้ทรงศึกษาศิลปศาสตร์ในสำนักของพราหมณ์พาวรี

ในเวลาต่อมา พราหมณ์พาวรีได้กราบบังคมทูลกับพระราชาว่า"ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะออกบรรพชาพระพุทธเจ้าข้า"
พระราชาตรัสว่า "ท่านอาจารย์เมื่อท่านอาจารย์ยังอยู่ในที่นี้ ก็เป็นเหมือนกับพระราชบิดาของข้าพเจ้ายังอยู่ ขอท่านอาจารย์อย่าออกบรรพชาเลย"
พราหมณ์พาวรีกราบบังคมทูลว่า"ข้าแต่มหาราช ขอใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทอย่าทรงห้ามเลย ข้าพระพุทธเจ้าตั้งใจไว้แล้วว่า จักออกบรรพชา พระพุทธเจ้าข้า"
เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลไม่อาจทรงห้ามไว้ได้ จึงรับสั่วว่า "ขอให้ท่านอาจารย์พรรพชาอยู่ที่พระราชอุทยาน เพื่อให้ข้าพเจ้าได้เห็นทั้งเย็นและเช้า และฝ่ายศิษย์ผู้ใหญ่ ๑๖ คน กับศิษย์ของศิษย์ผู้ใหญ่อีก๑๖,๐๐๐คนหลังจากบรรพชาแล้วก็ขอให้พักอยู่ที่พระราชอุทยานเช่นเดียวกัน"
พราหมณ์พาวรีกับศิษย์ผู้ใหญ่ ๑๖ คน พร้อมด้วยศิษย์ของศิษย์ผู้ใหญ่ทั้ง ๑๖,๐๐๐ คน พอบวชเป็นดาบสแล้ว ได้เข้าพักอยู่ในพระราชอุทยานตามพระราชประสงค์ พระราชาทรงบำรุงด้วยปัจจัย ๔ และเสด็จไปหาทั้งเวลาเย็นและเวลาเช้า

อยู่ต่อมาวันหนึ่ง บรรดาศิษย์ (อันเตวาสิก) บอกแก่ท่านอาจารย์พราหมณ์พาวรีว่า "ท่านอาจารย์ ครับ การอยู่ใกล้กับบ้านเรือนย่อมทำให้มีความกังวลมาก พวกกระผลจะพากันไปอยู่ในสถานที่ที่ปราศจาก ผู้คนที่พลุกพล่านอื้ออึง เพราะการอยู่ในเสนาสนะที่เงียบสงัดย่อมมีประโยชน์แก่บรรพชิตทั้งหลาย ขอรับ"
พราหมณ์พาวรีกล่าวอนุญาติ และพอใจที่จะไปด้วย แล้วจึงถวายพระพรลาพระเจ้าปเสนทิโกศล ๆ ทรงทราบได้ตรัสห้ามถึง ๓ ครั้ง แต่มิอาจทรงห้ามได้ และในที่สุดพระราชาพระราชทานพระราชทรัพย์ ๒ แสนกหาปณะ ทั้งตรัสสั่งพวกอำมาตย์ว่า "หมู่ฤาษีมีความประสงค์จะอยู่ในสถานที่ใด พวกท่านจงสร้างอาศรมถวายในสถานที่นั้น"

พราหมณ์พาวรีกับหมู่ศิษย์ทั้งหมด โดยมีพวกอำมาตย์คอยติดตามไปด้วย ได้พากันออกจากอุตรชนบท คือบ้านเมืองทิศเหนือ บุรีแห่งชาวโกศล บ่ายหน้าไปทักขิณาชนบท คือบบ้านเมืองทิศไต้ จนไปถึงริมฝั่งแม่น้ำโคธาวารี และเมื่อได้เห็นบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโคธาวารี เป็นสถานที่อันเหมาะสมแก่บรรพชิต จึงบอกให้พวกอำมาตย์ทราบ

อนึ่ง ที่แม่น้ำโคธาวารีนี้ สมัยก่อนเคยเป็นที่อยู่ของดาบสทั้งหลายมีสรภังคดาบสเป็นต้น แม่น้ำโคธาวารีนั้นได้แยกออกเป็น ๒ แคว มีเกาะกว่างประมาณ ๓ โยชน์ บนเกาะเต็มไปด้วยต้นมะขวิด พราหมณ์พาวรี

เห็นว่าเป็นสถานที่อันเหมาะสมกับสมณภาวะ จึงแจ้งความประสงค์แก่พวกอำมาตย์ที่พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงส่งมาพวกอำมาตย์นำเงินหนึ่งแสนกหาปณะทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระเจ้าอัสสกะ พระราชาแห่งแว่นเคว้นอัสสกะ และอีกหนึ่งแสนกหาปณะทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระเจ้ามูฬกะ พระราชาแห่งเมืองมาหิสสดีแว่นแคว้นมูฬกะ เพื่อขอซื้อที่ดินบริเวณนั้น ที่ดินแห่งนั้นตั้งอยู่พรมแดนของพระราชอาณาเขตแห่งพระราชาทั้ง ๒ พระองค์แล้วพระราชาทั้ง ๒ พระองค์พระราชทานสถานที่ให้พระองค์ละ ๒ โยชน์เศษ รวมแล้วเป็นเนื้อที่ ๕ โยชน์

พวกอำมาตย์จัดการสร้างอาศรมสำนักขึ้นบนที่ดินแห่งนั้น แล้วให้นำทรพัย์อีกจำนวนหนึ่งมาจากเมืองสาวิตถี เพื่อเอามาใช้เป็นค่าสร้างบ้านเรื่องขึ้นไว้ให้เป็นสถานที่โคจรคามแห่งฤาษีเหล่านั้น
พราหมณ์พาวรีและพวกบริวาร ได้อาศัยหมู่บ้านนั้นเป็นที่โคจรภิกขาจาร กับเที่ยวแสวงหาผลไม้มาเลี้ยงชีพ
ชาวบ้านในหมู่บ้านนั้นมีรายได้จากการกสิกรรม เป็นต้น ทำให้มีค่าส่วยอาหารเกิดขึ้นจากชาวบ้าน ๑ แสนกหาปณะ ชาวบ้านได้นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแด่พระเจ้าอัสสกะ แต่พระองค์ก็ไม่ทรงรับกลับตรัสสั่งว่า "พวกท่านจงนำไปถวายแก่อาจารย์พราหมณ์พาวรี เพราะเมื่ออาจารย์ได้รับส่วยอากรจำนวนนี้แล้ว ท่านจะได้ให้ทาน"

พราหมณ์พาวรีรับเงินจำนวนดังกล่าวไว้ แต่ท่านไม่ได้รับไว้เพื่อประโยชน์ส่วนตน เมื่อรับไว้แล้ว ท่านได้นำไปบริจาคทานเป็นประจำทุกปี จนทำให้ข่าวนี้รู้กันไปทั่วชมพูทวีปว่า พราหมณ์พาวรีกระทำมหายัญโดยการบริจาคทาน

ครั้นพราหมณ์พาวรีบริจาคทานเสร็จในปีหนึ่งๆ แล้วออกจากหมู่บ้านกลับไปอาศรม พอไปถึงอาศรมก็เข้าไปนั่งพิจารณาถึงทานของตนอยู่ที่บรรณศาลา โดยนั่งนึกทบทวนไปมาอยู่ว่า เราได้บริจาคทานเป็นอันดีแล้ว

ครั้งนั้น มีนางพราหมณีภรรยาของพราหมณ์ชราผู้เกิดในสกุลวงศ์ของ"ชูชก" ที่อยู่ในหมู่บ้าน "ทุนนวิฏฐคาม" ในแว่นแคว้นกลิงครัฐ นางได้ทราบข้าวการบริจาคทานของพราหมณ์พาวรี จึงได้ลุกขึ้นกล่าวข่มขี่พราหมณ์ชราผู้สามีว่า "ได้ยินว่า อาจารย์พราหมณ์พาวรีได้สละทรัพย์เพื่อบริจาคทานปีละประมาณหนึ่งแสนกหาปณะ อยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ท่านจงไปขอมาสัก ๕๐๐ กหาปณะเถิด"
พราหมณ์ชรา ผู้มีเท้าพิการ มูลฟันเขรอะ ทั้งมีศีรษะเปรอะเปื้อนธุลี ได้ถูกนางพราหมณีภรรยาสาวผู้คิดจะทำชั่วลับหลัง ในเวลาที่ผัวไม่อยู่ เอ่ยปากใช้เช่นนั้น ไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้ จึงออกเดินทางไป จนกระทั่ง เกิดเท้าแตก ส้นเท้าแตก เข่าแตก เพราะการกระทบกันของข้อเท้าและเข่า ในกาลที่มุ่งหน้าดุ่มเดินงกงันไปโดยไม่ชักช้า และได้ไปถึงสำนักของพราหมณ์พาวรีในขณที่พราาหมณ์พาวรีให้ทานเสร็จเรียบร้อย แล้วเข้าไปนั่งพิจารณาถึงทานของตนที่ให้ไปแล้วอยู่ที่บรรณศาลา (โรงที่มุงและบังด้วยใบไม้)

เมื่อพราหมณ์พาวรีแลเห็นพราหมณ์ชราเข้ามาหา จึงเชื้อเชิญให้นั่ง และถามถึงความสุขสบาย แต่พราหมณ์ชราได้กล่าวขอทรัพย์ ๕๐๐ กหาปณะจากพราหมณ์พาวรี ๆ บอกชี้แจงว่า "เราได้ให้ทานเสียหมดแล้ว
ทรัพย์ ๕๐๐ กหาปณะที่ท่านขอมานั้น เราไม่มีให้"
พราหมณ์ชรากล่าวขึ้นด้วยความไม่พอใจว่า "ถ้าท่านไม่ให้แก่ข้าพเจ้า ผู้เอ่ยปากขอแล้ว ศีรษะของท่านจะต้องแตกออกเป็น ๗ เสี่ยง" หลังจากกล่าวข่มขู่แล้ว จึงคิดกระทำพิธีหลอกลวงขึ้น โดยไปเก็บเอาขี้โคสด ดอกไม้ หญ้าคา เป็นต้น มาจัดการทาพื้นที่ที่ประตูอาศรมของพราหมณ์พาวรีด้วยขค้โคสด โปรยดอกไม้ ปูหญ้าคา แล้วยกเท้าซ้ายขึ้นรดด้วยน้ำในเต้าน้ำ เสร็จแล้วถอยออกไปยืนอยู่ห่างประมาณ ๗ ก้าว ใช้มือลูบหลังเท้าของตน กระทำเป็นเล่ห์กลหลอกลวงให้เห็นว่าเป็นพิธีสำคัญจริงๆ และกล่าวขึ้นว่า "ถ้าท่านไม่ให้แก่ข้าพเจ้า ศีรษะของท่านจะแตกออกเป็น ๗ ภาคในอีก ๗ วันข้างหน้านี้"

พราหมณ์พาวรีได้เห็นพิธีและฟังถ้อยคำของพราหมณ์ชราแล้ว เข้าใจว่าเป็นจริง จึงเกิดความทุกข์ขึ้น เป็นผู้เต็มเปี่ยมด้วยลูกศร คือ ความเศร้าใจ มีร่างกายซูบผอม เพราะบริโภคอาหารไม่ได้ และขณะที่พราหมณ์พาวรีเป็นทุกข์อยู่อย่างนี้ ใจก็ไม่ยินดีในฌาน

ในครั้งนี้มีเทวดาองค์หนึ่ง ซึ่งสิงสถิตอยู่ที่อาศรมของพราหมณ์พาวรีนั้นเป็นผู้มีความหวังดีและมุ่งให้เกิดประโยชน์แก่พรามหณ์พาวรีมื่อได้เห็นพรามหณ์พาวรีมีความสะดุ้งตกใจกลัว มีความทุกข์ใจอยู่อย่างนั้น จึงเข้าไปหาแล้วบอกพราหมณ์พาวรีว่า "พราหมณ์ชรานั้นไม่รู้เรื่องศีรษะและธรรมะที่จะกระทำให้ศีรษะแตกหรือตกไป ขอท่านจงบอกแก่ข้าพเจ้าถ้วยเถิด" เทวดาตอบว่า "ถึงข้าพเจ้าก็ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ ความรู้ในเรื่องศีรษะและธรรมะที่จะกระทำให้ศีรษะแตกหรือศีรษะตกไปนั้น เป็นความรู้ของท่านผู้ชนะแล้วทั้งปวง"

พราหมณ์พาวรีถามต่อไปว่า "ถ้าอย่างนั้นใครเล่าในพื้นปฐพีนี้รู้เรื่องศีรษะและธรรมะที่จะกระทำให้ศีรษะแตกหรือตกไป ขอเทวดาจงบอกแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด" เทวดากล่าวตอบชึ้แจงว่า"ท่านผู้ทรงเป็นพระโลกนายก คือเป็นผู้นำของชาวโลก ผู้ทรงเป็นเหล่ากอของพระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ทรงเป็นพระโอรสของศากยราช ผู้ทรงกระทำความสว่าง ได้เสด็จออกจากเมืองกบิลพัสดุ์ ดูก่อนฤาษี ท่านผู้นั้นแหละ ทรงเป็นผู้รู้ดีเอง ทรงเป็นผู้สำเร็จธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้ถึงกำลังแห่งอภิญญาทั้งปวง ทรงเป็นผู้มีดวงตาปัญญาแลเห็นธรรมทั้งสิ้น ทรงเป็นผู้ถึงความสิ้นกรรมทั้งหมด ทรงเป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นอุปธิ(กิเลส) แล้ว ท่านผู้นั้นแหละทรงเป็นพระพุทธเจ้าในโลก เป็นผู้ทรงแสดงธรรม ทรงเป็นผู้มีพระจักษุญาณ ท่านจงไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นพระองค์จะทรงแก้ไขในเรื่องนี้ให้ท่านฟัง"

พราหมณ์พาวรีได้ฟังคำว่า "พระพุทธเจ้า" ก็มีใจฟูขึ้น มีใจเบิกบาน คลายความเศร้าโศกลง และบังเกิดปิติอันไพบูลย์ เมื่อพราหมณ์พาวรีมีจิตใจดีขึ้นแล้ว จึงถามเทวดาว่า "ท่านผู้ทรงเป็นพระโลกนายก พระองค์ทรงอยู่ในคามนิคมชนบทไหน ข้าพเจ้าจักไปในสถานที่นั้น ถึงจะได้นอบน้อมท่านผู้รู้ดี ผู้สูงสุดกว่าบรรดาสัตว์ ๒ เท้า"
เทวดากล่าวชี้แจงว่า "พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงอยู่ในเมืองสาวัตถี ประเทศโกศล"

พราหมณ์พาวรีได้เรียกฤาษีทั้งหลาย ผู้เป็นศิษย์ที่สำเร็จมนต์มาและบอกแก่ศิษย์ทั้งหลายว่า "นี่แน่ะท่านทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงฟังถ้อยคำของเรา คือ ความปรากฏเกิดขึ้นเนืองๆของท่านผู้นั้นได้ทรงอุบัติขึ้นในโลกแล้ว โดยปรากฏพระนามว่า พระพุทธเจ้า พวกท่านจงรีบไปที่เมืองสาวัตถี ไปดูท่านผู้สูงสุดกว่าเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย"
พวกศิษย์เรียนถามว่า "ข้าแต่ท่านอาจารย์ ทำอย่างไรเมื่อพวกกระผมเห็นแล้ว จะรู้ได้อย่างไรว่าพระพุทธเจ้า ขอท่านอาจารย์จงบอกข้าพิสูจน์แกพวกกระผมด้วยเถิด ขอรับ"
พราหมณ์พาวรีตอบอธิบายว่า "มหาบุรุษลักษณะ ๓๒ ประการ ได้มีกล่าวไว้ในมนต์ทั้งหลายของพวกเราพร้อมอยู่แล้ว ท่านผู้ใดมีมหาบุรุษลักษณะครบทั้ง ๓๒ ประการ ท่านผู้นั้นย่อมมีคติเพียง ๒ เท่านั้น
ไม่ถึง ๓ คือ
๑. ถ้าอยู่ครองเรือนจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จักเป็นผู้ชนะในแผ่นดินนี้ มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต จะทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม ไม่ต้องใช้อาชญาและศาสตรา
๒.ถ้าท่านผู้นั้นออกจากเรือนไปบรรพชา จักได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ดี ผู้ทรงเปิดเครื่องมุงบัง คือ กิเลส ผู้ทรงเป็นพระอรหัตน์ จักทรงเป็นศาสดาเอกในโลก
ถ้าหากท่านผู้นั้นเป็นพระพุทธเจ้าจะทรงแก้ไขปัญหาที่พวกเธอทูลถามด้วยใจให้แจ่มแจ้งด้วยพระวาจา"

มาณพผู้เป็นศิษย์ของพราหมณ์พาวรีทั้ง ๑๖ คนเหล่านั้น มีชื่อว่า ๑.อชิตะ ๒.ติสสเมตเตยยะ ๓.ปุณณกะ ๔.เมตตคู ๕.โธตกะ ๖.อุปสีวะ ๗.นันทกะ ๘.เหมกะ ๙.โตเทยยะ ๑๐.กัปปะ ๑๑.ชตุกัณณี ๑๒.ภัทราวุธ ๑๓.อุทยะ ๑๔.โปสาละ ๑๕.โมฆราช ๑๖.ปิงคิยะ

พวกมาณพทั้งหมดได้ออกเดินทางผ่านเมืองต่างๆเหล่านี้ไป ได้แก่ เมืองมาหิสสดี ที่เป็นเมืองแรก แล้วไปถึงเมืองอุชเชนี เมืองโคนันทะ เมืองวนสวหยะ เมืองโกสัมพี เมืองสาเกต เมืองสาวัตถี เมืองเสตัพพยะ เมืองกบิลพัสดุ์ เมืองกุสินารา เมืองปาวา เมืองโภคะ เมืองเวสาลี และเมืองมคธ จึงไปถึงปาสาณเจดีย์อันเป็นสถานที่ที่น่ารื่นรมย์ยินดี
เมื่อมาณพผู้ใหญ่ ๑๖ คน ออกเดินทางไปในคราวนั้น พวกลูกศิษย์มาณพทั้ง ๑๖,๐๐๐ คน ได้ร่วมเดินทางไปเพื่อเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบล่วงหน้า และทรงระลึกว่า "พวกศิษย์ของพราหมณืพาวรีจะพากันมาที่นี่ แต่ว่าอันทรีย์ของพวกเขายังไม่มาถึงความแก่กล้า ทั้งสถานที่นี้ก็ไม่เป็นที่สบายใจแก่พวกเขา ส่วนปาสาณเจดีย์ ในแว่นแคว้นมคธ เป็นสถานที่ที่สบายใจแก่พวกเขา และเมื่อตถาคตแสดงธรรมอยู่ในสถานที่นั้น การได้สำเร็จมรรคผลจักมีแก่มหาชน ครั้นตถาคตดำเนินผ่านพระนครทั้งปวงมา จักมีมหาชนตามมาเป็นจำนวนมากครั้นพระองค์ทรงเห็นเหตุดังนี้แล้ว จึงพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์เสด็จออกจากเมืองสาวัตถี ทรงมุ่งพระพักตร์ตรงไปยังเมืองราชคฤห์

ฝ่ายศิษย์ของพราหมณ์พาวรีทั้งปวง พอเดินทางไปถึงเมืองสาวัตถีได้พากันเข้าไปในวิหารเที่ยวค้นหาว่า พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ไหนหนอได้ไปพบรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า พิจารณาดูตามตำราของพวกตนแล้วลงความเห็นว่า
ธรรมดารอยเท้าของผู้มีราคะ (ความกำหนัด)ย่อมเว้ากลางเท้า รอยเท้าของผู้มีโทสะ(ความโกรธ) ย่อมหนักตรงส้น รอยเท้าของผู้มีโมหะ (ความหลง) ย่อมหนักปลายเท้า
ส่วนรอยเช่นนี้ เป็นรอยเท้าของผู้ไม่มีกิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ ท่านผู้นี้ต้องเป็นพระสัพพัญญู คือผู้รู้สิ่งทั้งปวง ต้องเป็นพระพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้ธรรมทั้งปวงอย่างแน่แท้

ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จผ่านเมืองต่างๆ มีเมืองเสตัพพยะและเมืองกบิลพัสดุ์เป็นต้น ไปโดยลำดับมรรคา ได้มีหมู่มหาชนติดตามไปเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งไปถึงปาสาณเจดีย์และเข้าประทับนั่งอยู่ในมหามณฑปที่ท้าวสักกเทวราช ทรงเนรมิตขึ้นถวายที่ปาสาณเจดีย์นั้น
ส่วนพวกฤาษีเหล่านั้นพากันออกจากเมืองสาวัตถี ผ่านเมืองทั้งปวงไปจนถึงปาสาณเจดีย์
ในเวลาที่พวกฤาษีทั้งปวงไปถึงที่ปาสาณเจดีย์ ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงสมบูรณ์ด้วยพระคุณธรรมทั้งปวง ผู้ทรงมีพระภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมอยู่ กำลังทรงแสดงธรรมแก่พระภิกษุทั้งหลาย ด้วยพระอาการองอาจเหมือนกับราชสีห์ ที่บันลือเสียงอยู่ในป่า ฉะนั้นอชิตมาณพได้แลเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงมีพระรัศมีดังดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำผู้ทรงสมบูรณ์แล้วทุกประการ มีใจเบิกบานร่าเริง นึกทูลถามปัญหาขึ้นด้วยใจว่า "ขอพระองค์จงทรงบอกชาติตระกูลพร้อมลักษณ์และความสำเร็จในมนตร์ทั้งหลายของพาวรีฤาษีแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด และพาวรีฤาษีมีศิษย์อยู่เท่าไร พระเจ้าข้า"

เมื่ออชิตมาณพนึกทูลถามปัญหาขึ้นด้วยใจดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกล่าวแก้ด้วยพระวาจาว่า "พราหมณืพาวรีมีอายุได้ ๑๒๐ ปี ชื่อพาวรีตามโคตร เกิดในตระกูลพราหมณ์ พราหมณ์พาวรีมีมหาบุรษลักษณะอยู่ในตัว ๓ ประการ เป็นผู้สำเร็จวิชาไตรเพท เป็นผู้มีบารมี คือการได้มาประสบกับความสำเร็จในธรรมของตน และได้สั่งสอนมาณพ ๕๐๐ คนอยู่"

อชิตมาณพได้ฟังพุทธดำรัสตอบนี้แล้ว นึกทูลถามด้วยใจขึ้นอีกว่า"ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงสูงสุดในมวลมนุษย์ ข้าพระองค์ผู้สอดส่องดูลักษณะของอาจาร์พราหมณ์พาวรีอยู่ ขอพระองค์จงทรงตัดความสงสัยของข้าพระองค์อย่าให้ข้าพระองค์มีความสงสัยต่อไปอีกเลยว่า อาจารย์พราหมณ์พาวรีมีมหาบุรุษลักษณะ ๓ ประการนั้น ได้แก่อะไรบ้าง พระเจ้าข้า"

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า "พราหมณ์พาวรีมีลิ้นยาวใหญ่ใช้แลบปิดหน้าได้ ๑ มีขนยาวละเอียดอ่อน ม้วนเป็นก้นหอย เกิดขึ้นอยู่ที่ระหว่างคิ้ว ๑ มีของลับอยู่ในฝัก ๑ เธอจงรู้อย่างนี้"
อชิตมาณพกราบทูลสรรเสริญขึ้นว่า "ท่านผู้นี้เป็นเทวดา เป็นพรหมหรือพระอินทร์อย่างไรหรอ จึงทรงรู้แจ่มแจ้งในปัญหาที่เรานึกทูลถามด้วยใจได้ แล้วนึกตั้งปัญหาทูลถามต่อไปอีกว่า อาจารย์พราหมณ์พาวรี ขอฝากทูลถามปัญหาถึงศีรษะ และสิ่งที่จะกระทำให้ศีรษะแตกหรือตกไปขอพระองค์ทรงแก้ไขให้สิ้นสงสัยด้วยเถิด พระเจ้าข้า"

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้ปัญหานี้ด้วยพระวาจาว่า "เธอจงรู้เถอะ ศีรษะนั้นได้แก่ อวิชชา คือ ความไม่รู้ และสิ่งที่ทำให้ศีรษะแตกหรือตกไปนั้น ได้แก่ วิชชา คือ ความรู้แจ้ง ที่ประกอบด้วย ศรัทธา ความเชื่อสติ ความระลึกได้ สมาธิ ความตั้งใจมั่น ฉันทะ ความพอใจ วิริยะ ความเพียร

อชิตะมาณพ ฟังพุทธดำรัสตอบถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ด้วยปิติโสมนัสอย่างแรงกล้า ลดผ้าห่มหน้งเสือลงจากบ่าข้างหนึ่ง หมอบลงแทบพระยุคลบาท และกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงหาทุกข์มิได้ ผู้ทรงมีพระจักษุญาณ พราหมณ์พาวรีพร้อมด้วยศิษย์ทั้งปวงได้มีจิตร่าเริงยินดี ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์ พระเจ้าข้า"

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสประทานพรว่า"ขอพราหมณ์พาวรีตลอดถึงศิษย์ทั้งหมดจงมีความสุข ถึงตัวเธอก็จงมีความสุข จงมีอายุยืนยาวนาน" แล้วตรัสอนุญาตว่า "ตถาคตให้โอกาสที่เธอจะถามปัญหาเพื่อถามถึงความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์พาวรี และของเธอกับบุคคลทั้งหลายได้ตามความประสงค์ เธอมีใจประสงค์จำนงหมายจะถามปัญหาอะไรก็จงถามเถิด"

อชิตมาณพ ผู้ได้รับการประทานวโรกาสจากพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้แล้ว จึงลุกขึ้นนั่งประนมมือกราบทูลถามปัญหาเป็นคนแรกต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าขึ้นในสถานที่นั้นปัญหาที่อชิตมาณพนำขึ้นกราบทูลถามเป็นลำดับแรก มีว่า

เกสัสสุ นิวุโต โลโก แปลว่า โลกถูกอะไรหุ้มห่อไว้ พระเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
อะวิชชยะ นิวุโต โลโก แปลว่า โลกถูกอวิชชาหุ้มห่อไว้

คำกราบทูลถามของอชิตมาณพ และพระวาจาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบแล้ว มีคำอธิบายดังนี้
คำว่า โลก ความหมายตามพยัญชนะแปลได้เป็น ๒ นัย นัยที่หนึ่ง โลก แปลว่า ภพอันเป็นที่เห็น คือ เป็นที่ปรากฏแก่สัตว์ นัยที่สอง โลก แปลว่า สภาพที่แตกย่อยยับไป คำว่า "โลก" ความหมายโดยอรรถ (เนื้อความ) ได้แก่ สิ่งที่มีเกิดขึ้นในเบื้องต้น แล้วมีดับในเบื้องปลาย

"ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า คำที่เรียกว่า "โลกๆดังนี้ เรียกด้วยเหตุเพียงไร พระเจ้าข้า"
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า "ดูก่อนอานนท์? สิ่งใดมีความย่อยยับไปเป็นธรรมดา สิ่งนั้นท่านเรียกว่า"โลก" ในอริยวินัย"

อชิตะมาณพกราบทูลถามปัญหาข้อที่ ๒ ต่อมาอีกว่า
เกนัสสุ นัปปะกาสะติ แปลว่า โลกไม่สว่างเพราะสิ่งใด
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
เววิจฉา ปะมาทา นัปปะกาสะติ แปลว่า โลกไม่สว่างเพราะ ความตระหนี่และความประมาท

อชิตะมาณพกราบทูลถามปัญหาที่ ๓ ต่อมาอีกว่า
กิสสาภิเลปะนัง พรูหิ แปลว่า อะไรเป็นเครื่องฉาบทาโลก
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ชัปปาภิเลปะนัง พรูมิ ตถาคตกล่าวว่า ตัณหา เป็นเครื่องฉาบทาโลกไว้

อชิตะมาณพกราบทูลถามปัญหาที่ ๔ ว่า
กิงสุ ตัสสะ มะหัพภะยัง แปลว่า อะไรเป็นมหาภัย (ภัยใหญ่) ของโลกนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ทุกขะมัสสะ มะหัพภะยัง แปลว่า ทุกข์เป็นมหาภัยของโลกนั้น
"ทุกข์" ได้แก่ สภาพที่ทนได้โดยยาก โดยแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ
๑.ทุกข์ประจำ เรียกว่า สภาวทุกข์ ได้แก่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย หิว กระหาย
๒.ทุกข์จร เรียกว่า อาคันตุกทุกข์ ได้แก่ โสกะ ความเศร้างใจ ปริเทวะ ความพิไรรำพัน โทมนัส ความเสียใจ อุปายาส ความคับแค้นใจ หรืออึดอัดใจ

อชิตมาณพฟังพุทธดำรัสตอบนั้นแล้ว กราบทูลถามปัญหาข้อต่อไปว่า
สะวันติ สัพพะธิ โสตา ตานัง กิ นิวาระณัง
โสตานัง สังวะรัง พรูหิ เกนะ โสตา ปิถิยยะเร
แปลว่ากระแสเหล่าใดมีอยู่ในโลก สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น ตถาคตกล่าวธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลายว่า ได้แก่ สติ กระแสเหล่านี้ จะปิดกั้นได้ด้วยปัญญา
คำว่า "โสตา" แปลว่า กระแส เป็นคำกลางๆ สามารถรวมกับคำที่มีความหมายดี ก็เป็นเครื่องบอกลักษณะดี เช่น โสตาปันนะ หรือ ภาษาไทยใช้ว่า โสดาบัน เป็นคำสำหรับใช้เรียกพระอริยบุคคลขั้นต้นโดยแปลว่า ผู้ถึงกระแสแห่งธรรม หรือกระแสพระนิพพาน

"ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงหาทุกข์มิได้ ปัญญา สติ นามรูป ดับไปในที่ไหน ขอพระองค์ตรัสบอกปัญหาที่ข้าพระองค์กราบทูลถามแล้วแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า"

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
"ดูก่อนอชิตะ ตถาคตจะตอบปัญหาที่เธอถามนี้แก่เธอ นามและรูปย่อมดับไปโดยไม่มีส่วนเหลือในที่ใด ปัญญาและสติก็ดับไปโดยไม่มีส่วนเหลือในที่นั้น เพราะความดับไปแห่งวิญญาณ
ปัญหาที่อชิตมาณพกราบทูลถามและพุทธพยากรณ์ที่ทรงกล่าวแก้ตามที่มีแสดงมาแล้วนั้น ล้วนแต่เป็นธรรมธิษฐาน คือ ถามและตอบเป็นธรรมะล้วนๆ ไม่ได้กล่าวถึงบุคคลเลย อชิตมาณพต้องการจะทราบลักษณะของบุคคล จึงกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นบุคลาธิษฐานต่อไปว่า
"พระอรหันตสาวกเหล่าใดผู้มีสังขตะรรม(ธรรมอันนับพร้อมแล้ว)และพระเสขบุคคล (ผู้ศึกษาอยู่) เป็นจำนวนมาก ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงไม่มีทุกข์ ข้าพระองค์กราบทูลถามแล้ว ขอพระองค์ผู้ทรงมีพระปรีชาญาณ โปรดตรัสบอกการดำเนินของพระอรหันตสาวก และพระเสขบุคคลเหล่านั้นแก่ข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า"

พระอรหันตสาวกหรือพระอเสขะ (ผู้ไม่ต้องมาศึกษาอีก) ได้ชื่อว่า ผู้มีธรรมอันนับพร้อมแล้ว ผู้สิ้นอาสวะแล้ว และสาเหตุที่เรียกว่า ผู้มีธรรมอันนับพร้อมแล้ว เพราะพระอรหันตสาวกหรือพระอเสขะทั้งปวง รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน รู้ธรรมแจ่มแจ้งว่า อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร เป็นต้น รู้ธรรมแจ่มแจ้งว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา"

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบคำกราบทูลถามของอชิตมาณพว่า
ดูก่อนอชิตะ ภิกษุไม่พึงติดใจในกามทั้งหลาย เป็นผู้มีใจไม่ขุ่นมัวเป็นผู้ฉลาดในธรรมทั้งปวง ควรเป็นผู้มีสติละเว้นโดยรอบ

จิตของอชิตมาณพได้หลุดพ้นแล้วจากอาสวกิเลสทั้งหลาย เพราะไม่มีอุปาทาน คือหมดความยึดมั่นถือมั่น และพร้อมกับการที่อชิตมาณพได้สำเร็จเป็นพระอรหัตน์นั้น หนังสือ ชฎา หญ้าคากรอง ไม้เท้า เต้าน้ำ อันเป็นบริขารของฤาษี กับอีกทั้งผมปละหนวดก็หายไปทันที และอชิตมาณพได้เป็นพระภิกษุ กับอีกทั้งผมและหนวดก็หายไปทันที และอชิตมาณพได้เป็นบริขารของพระภิกษุ แล้วนั่งประนมมือนอบน้อมต่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าประกาศว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระศาสนาของข้าพระองค์ ส่วนข้าพระองค์เป็นสาวกของพระองค์ พระเจ้าข้า"

เรื่องตามอรรถกถามีกล่าวต่อไปว่า ในเวลาจบพระธรรมเทศนาลง อชิตมาณพพร้อมด้วยอันเตวาสิก ๑,๐๐๐ คนเหล่านั้น ได้สำเร็จพระอรหัตผล
ส่วนธรรมจักษุ ได้เกิดแก่เทพยดา และมนุษย์เป็นจำนวนมากมายหลายพัน

ในที่สุดแห่งโสฬสปัญหา (ปัญหา ๑๖ ข้อ) ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก้แล้ว อชิตมาณพพร้อมด้วยมาณพอีก ๑๕ คน และบริวารทั้งสิ้นกราบทูลขอบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาติ การบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ด้วยวิธี "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" เป็นวิธีการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทานการบวชด้วยพระองค์เอง และพระภิกษุผู้บวชวิธีนี้เรียกว่า "เอหิภิกขุ"

การที่ข้าพเจ้ามาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงเป็นนักปราชญ์ใหญ่ ทำให้ประสบผลอันดีแล้ว คือ ข้าพเจ้าได้สำเร็จวิชชา ๓ ประการ ได้กระทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว
ด้วยอานิสงส์ที่ข้าพเจ้าจุดประทีปถวายบูชาพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ในระยะเวลาหนึ่งแสนกัปล่วงมาแล้วนั้น ช่วยให้ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติเลย

บัดนี้ ข้าพเจ้าได้เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ได้ถอนภพทั้งปวงได้ตัดกิเลสเครื่องผูกพันเช่นกับช้างสลัดปลอกออกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวกิเลส

การที่ข้าพเจ้าเข้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้านี้ เป็นการมาดีแล้วเพราะเป็นเหตุให้สำเร็จวิชชา ๓ ประการ ปฎิสัมภิทา ๔ ประการ วิโมกข์ ๘ ประการ และอภิญญา ๖ ประการแล้ว ทั้งได้กระทำตามพระพทุโธวาท ครบถ้วนกระบวนธรรมพิเศษสูงสุดแล้ว

จบชีวประวัติพระอชิตเถระ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 13 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Peach ในข้อความนี้
Apinya (19-07-10), พรรณวดี (19-07-10), พุทธรักษา (26-08-10), ก้อนดิน (23-12-10), สุธัมมา (28-07-10), อภิญญา (19-07-10), จิตประภัสสร (24-12-10), ปาริฉัตรมณี (25-08-10), นำธรรม (10-09-10), FaRuXue (01-10-10), Nakamura (26-12-10), rathanakit (19-07-10), Rich (19-07-10)
  #3  
เก่า 19-07-10, 22:55
rathanakit
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default

โมทนาบุญด้วยนะคะ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (26-12-10), พุทธรักษา (30-09-10), ก้อนดิน (23-12-10), สุธัมมา (28-07-10), อภิญญา (28-07-10), จิตประภัสสร (24-12-10), ปาริฉัตรมณี (29-07-10), นำธรรม (10-09-10), FaRuXue (01-10-10), Peach (26-07-10), Rich (09-10-10)
  #4  
เก่า 28-07-10, 00:19
Peach's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 162
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 1,734
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,721 ครั้ง ใน 1,721 ข้อความ
พลังบุญ: 1292
Peach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished road
Default พระเหมกเถระ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง
อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ
ข้าพเจ้าขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ อันมีสมเด็จองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหมด พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ตลอดจนพรหมเทพเทวาทั้งหลายที่ได้ปกปักรักษาพระศาสนา และครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบ ๆ กันมา มีหลวงปู่ปานและหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธรรมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ข้าพเจ้าขออาราธนาชีวประวัติ ”พระอสีติมหาสาวก” พระสาวกใหญ่ ๔๐ องค์ของพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในช่วงปฐมโพธิกาล
ขอบุญบารมีทั้งหลายนี้ จงดลบันดาลให้ท่านทั้งหลายมีจิตเข้าถึงคุณพระรัตนะตรัย มีความสุข สำเร็จ สมหวัง สมปรารถนาทุกประการด้วยเทอญ

พระเหมกเถระ

ท่านพระเหมกะ เป็นพระอริยสาวกผู้ได้บรรลุถึงแดนแห่งบรมศานติธรรมอยู่ในยุคปฐมโพธิกาล ท่านเป็นผู้ร่วมอยู่ในคณะของพระอสีติมหาสาวกด้วยองค์หนึ่ง แต่เดิมทีก่อนจะมาบวช ท่านได้เป็นศิษย์ผู้ใหญ่ของพราหมณ์พาวรี ที่เป็นกลุ่มศิษย์ ๑๖ คน และท่านเป็นผู้เรียนจบมนตร์ทั้งหลายของพราหมณ์ทั้งท่านเป็นศิษย์ผู้หนึ่งที่ได้รับหน้าที่ให้นำปัญหามากราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วท่านได้เรียนจนจบ "ชีวิตศาสตร์" ตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา

ท่านพระเหมกะ เป็นบุตรของพราหมณ์ในเมืองสาวัตถี พอเจริญเติบโตแล้ว ได้เข้าไปมอบตัวเป็นศิษย์ของพราหมณ์พาวรี เพื่อขอศึกษาศิลปวิทยาการที่เหมกมาณพ ได้ยอมสมัครเข้าเป็นศิษย์ของพราหมณ์พาวรีนั้น เพราะพราหมณ์พาวรีเป็นผู้รู้เจนจบในวิชาไตรเพท และร่างกายมีลักษณะพิเศษของมหาบุรุษลักษณะ ๓ ประการ ทั้งมีตำแหน่งเป็นราชปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศลอีกด้วย

อนึ่งชีวประวัติของท่านพระเหมกะเถระที่เกิดขึ้นตรงกับพุทธกาลของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วได้กระทำบุญกุศลร่วมกับพราหมณ์พาวรีและมาณพทั้งหลาย มีอยู่ในอรรถกถาคัมภีร์ปรมัตถโชติกา ที่ขยายความบาลีคัมภีร์ขุททกนิกาย สุตตนิบาตแห่งปารายนวรรคนั้น ได้นำมากล่าวไว้ในชีวประวัติของพระอชิตเถระแล้ว

เหมกมาณพผู้เป็นหนึ่งในพรรดามาณพ ๑๖ คนเหล่านั้น จึงได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปเฝ้าพระผู้มทีพระภาคเจ้า ณ ปาสาณเจดีย์ แว่นแคว้นมคธ และได้เป็นผู้กราบทูลถามปัญหาเป็นคนที่ ๘ เมื่อท่านได้รับพระพุทธานุญาติแล้วจึงได้กราบทูลถามปัญหาว่า

"ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ในกาลก่อนแต่พระศาสนาของพระองค์ อาจารย์ทั้งหลายได้กล่าวยืนยันว่า เรื่องนั้นได้เคยมีมาแล้ว เรื่องนี้จักมีต่อไปข้างหน้า คำทั้งหมดนั้นเป็นแต่คำกล่าวสืบๆ กันมา คำทั้งหมดนั้นมีแต่จะทำให้เกิดความนึกคิดให้เกิดความฟุ้งซ่านมากขึ้น ข้าพระองค์ไม่ยินดีในคำนั้นเลย ขอพระองค์ทรงแสดงธรรมะเป็นเครื่องกำจัดตัณหา ที่ข้าพระองค์ทราบแล้ว จะพึงเป็นคนมีสติข้างล่วงตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ที่ทำให้ติดอยู่ในโลก แก่ข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า"

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า "ดูก่อนเหมกะ บท คือนิพพานที่เป็นเครื่องกำจัดความต้องการพอใจในปิยรูป คือสิ่งที่น่ารัก ที่บุคคล ได้เห็น ได้ฟัง ได้ดม ได้ลิ้มรส ได้ถูกต้องแล้ว และเป็นธรรมะไม่เปลี่ยนแปลง พระอรหันตขีณาสพเหล่าใด รู้ทั่วถึงบท คือนิพพานนั้นแล้ว เป็นผู้มีสติ มีธรรมะที่เห็นแล้ว ดับแล้ว พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น เป็นผู้เข้าไปสงบแล้วทุกสมัย เป็นผู้ข้ามพ้นตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ที่ทำให้ติดอยู่ในโลกได้"

ในเวลาจบลงแห่งพระคาถา ที่เป็นพระดำรัสตอบปัญหาของพระผู้มีพระภาคเจ้า "ธรรมจักษุ" ได้แก่ ดวงตาคือปัญญาที่รู้เห็นธรรม อันปราศจากธุลีมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่เทพยดาและมนุษย์นับจำนวนเป็นพันๆว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา" และมาณพทั้งปวงผู้เป็นบริวารของเหมกมาณพ มีฉันทะคือความพอใจเป็นอันเดียวกัน และมีการประกอบเป็นอันเดียวกัน มีความประสงค์เป็นอันเดียวกัน และมีการอบรมวาสนาเป็นอันเดียวกันกับเหมกมาณพ ได้มีจิตหลุดพ้นแล้วจากอาสวกิเลส (กิเลสที่หมักดองในสันดาน) ทั้งหลาย เพราะไม่มีความยึดมั่นถือมั่น (ไม่มีอุปาทาน)

พร้อมกับการได้สำเร็จเป็นอรหันต์นั้น หนังเสือ ชฏา หญ้าคา กรอง ไม้เท้า เต้าน้ำ อันเป็นบริขารของดาบส กับทั้งผมและหนวดพลันหายไปทันที เหมกมาณพได้ครองผ้าจีวร ผ้าสังฆาฏิ บาตรและเครื่องบริขารของพระภิกษุแทน และได้นั่งประนมมือนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกราบทูลว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระศาสดาของข้าพระองค์ ส่วนข้าพระองค์เป็นสาวกของพระองค์ พระเจ้าข้า

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบโสฬสปัญหา (ปัญหา ๑๖ ข้อ) จบลงแล้ว เหมกมาณพ พร้อมด้วยมาณพ ๑๕ คน และบริวารทั้งสิ้นพากันกราบทูลขอบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาติการบรรพชาอุปสมบทด้วยวิธี "เอหิภิกขุอุปสัมปทา"

พระเหมกเถระ หลังจากได้เป็นอรหันต์แล้ว ท่านได้เล่าอัตชีวประวัติของท่านไว้ ตามที่มีมาในคัมภีร์ขุททกนิกาย อปทานว่า

ในพุทธกาลพระปิยทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้เป็นดาบสชื่อ "อโนมะ" สร้างบรรณศาลาอยู่ใต้เงื้อมภูเขาแห่งหนึ่งในป่าหิมพานต์

การบำเพ็ญตบธรรม (ธรรมเป็นเครื่องเผาผลาญกิเลส) ได้สำเร็จแก่ข้าพเจ้าผู้เป็นดาบส ข้าพเจ้าได้มีความสำเร็จในกำลังของตน ล่วงพ้นกำลังของสามัญชน ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความเพียร มีปัญญาเป็นนักปราชญ์

ในคราวนั้น ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความแกล้วกล้าในลักธิของตน เป็นผู้ฉลาดในฤกษ์ล่าง ฤกษ์บน และสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นผู้ไม่มีความเศร้าโศก ไม่มีการทะเลาะวิวาทกับผู้อื่น เป็นผู้ไม่โลภในอาหาร เป็นผู้มีความสันโดษ (สันโดษ แปลว่า ความยินดี คือมีความยินดีด้วยปัจจัย ๔ ได้แก่ผ้านุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และยาตามที่ตนหาได้ หรือการมีความสุขความพอใจในเครื่องเลี้ยงชีพที่หามาได้ด้วยความเพียรพยายามอันชอบธรรมของตน ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น ไม่ริษยาใคร) ในความมีลาภ และความเสื่อมลาภ เป็นผู้ยินดีในการเจริญฌาน

ในครั้งนั้น มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นนักปราชญ์ อันล้ำเลิศประเสริฐด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ทรงพระนามว่า "ปิยทัสสี"
พระองค์ทรงเป็นผู้โปรดสัตว์ทั้งหลาย ให้บรรลุมรรคผลตลอด ๑,๐๐๐ จักรวาล
พระปิยทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระประสงค์จะโปรดข้าพเจ้าผู้เป็นดาบส จึงเสด็จไปที่บรรณศาลาอาศรมของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่เคยเห็น และไม่เคยได้ยินพระประวัติของพระปิยทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก่อนเลย แม้แต่การฝันถึงก็ยังไม่เคย แต่ลักษณะทั้งหลาย ข้าพเจ้ารู้ดีก่อนเลย แม้แต่การฝันถึงก็ยังไม่เคย แต่ลักษณะทั้งหลาย ข้าพเจ้ารู้ดีข้าพเจ้าฉลาดในฤกษ์ล่าง
ฤกษ์บนและดวงดาว ข้าพเจ้าไปได้ทั้งบนพื้นดินและในอากาศ ข้าพเจ้าได้ฟังข่าวของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำใจให้เลื่อมใสในพระพุทธองค์ทุกขณะ ไม่ว่าจะยืนหรือนั่งอยู่ก็ตาม ได้ระลึกถึงอยู่ตลอดเวลา เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงบรรณศาลาอาศรมของข้าพเจ้า

ครั้นพระองค์เสด็จมาถึงแล้ว ข้าพเจ้าไม่รู้จักว่าพระองค์ทรงเป็นพระพุทธเจ้า ทรงเป็นนักปราชญ์ใหญ่ (มหามุณี) แต่พระปิยทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณา ได้ตรัสบอกแก่ข้าพเจ้าว่า พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า
เมื่อข้าพเจ้ารู้ว่า พระองค์ทรงเป็นพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า"ปิยทัสสีมหามุนี"แล้ว จึงกระทำจิตของข้าพเจ้าให้เลื่อมใส แล้วกราบทูลขึ้นว่า "ขอพระองค์ประทับนั่งบนบันลังก์และบนอาสันทิ (ม้าสี่เหลี่ยมนั่งได้คนเดียว) อันเป็นอาสนะงามเลิศนี้เถิด พระเจ้าข้า" พอข้าพเจ้ากราบทูลดังนี้แล้ว ข้าพเจ้าเนรมิตตั่งที่สำเร็จด้วยแก้วทั้งปวงขึ้นด้วยฤทธิ์ถวายเป็นอาสนะสำหรับพระปิยทัสสีมหามุนี

หลังจากพระปิยทัสสีมหามุนีประทับบนตั่งที่ข้าพเจ้าเนรมิตด้วยฤทธิ์ถวายนั้นแล้ว ข้าพเจ้าได้น้อมนำผลหว้าโตประมาณเท่าหม้อข้าวเข้าไปถวายทันที

พระปิยทัสสีมหามุณี จึงเสวยเพื่อทำให้ข้าพเจ้าเกิดความเลื่อมใส ข้าพเจ้าทำจิตให้เลื่อมใสแล้ว กราบถวายบังคมพระปิยทัสสีผู้ทรงเป็นพระศาสดาของโลก

อภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89-jpgอภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87-jpgอภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89-jpg

ส่วนพระปิยทัสสีมหามุนี ผู้ทรงเป็นพระศาสดาของโลก ผู้ทรงประเสริฐในโลก ผู้ทรงองอาจกว่านรชาติหญิงชาย ได้ตรัสขึ้นในเวลาที่ประทับบนตั่งแก้วนั้นว่า "ผู้ใดได้ถวายตั่งแก้วและผลไม้แก่ตถาคต ตถาคตจักพยากรณ์คติของผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังคำพยากรณ์ของตถาคต
กล่าวคือ ดาบสผู้จัดตั่งแก้วให้ตถาคตนั่งและถวายผลหว้าใหญ่แก่ตถาคตจักได้เสวยทิพยสมบัติอยู่ในเทวโลกตลอด ๗๗ กัป จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิถึง ๗๕ ชาติ จัดได้เป็นเทวราชาเสวยทิพยสมบัติในเทวโลก ๓๒ ชาติ จักได้เป็นพระราชาในประเทศต่างๆ นับชาติมิได้ จักมีบัลลังก์ทอง บัลลังก์แก้วทับทิมบัลลังก์รัตนะเป็นอันมากที่กระทำอย่างสวยงาม ปราสาทอันเป็นเรือนยอดและที่นอนที่มีค่ามากเสมอไป

เวลาดาบสนี้เกิดเป็นมนุษย์ จะมีช้างพลาย ๖ หมื่นเชือก ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีอลังการแก้วและทองคำ เป็นต้น มีสายประคนพานหน้าและพานหลังและเครื่องประดับศีรษะและข่ายล้วนเป็นทองคำ พร้อมด้วยควาญขึ้นขับขี่
ทั้งจักมีม้าสินธพชาติอาชาไนย ๖ หมื่นม้า พร้อมด้วยคนขึ้นขี่
จักมีรถม้าถึง ๖ หมื่นคัน จักมีแม่โคนม ๖ หมื่นตัว
จักมีสนมนารี ผู้สวยงามถึง ๑๖,๐๐๐ คน ที่ประดับด้วยเครื่องประดับทั้งปวง มีผ้าอาภรณ์อันวิจิตร ประดับด้วยแก้วมณีและกุณฑล มีใบหน้าเบิกบาน ยิ้มแย้ม ตะโพกผึ่งผาย เอวเล็กเอวบาง จักคอยแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแก้ว

ใน ๑,๘๐๐ กัปข้างหน้า จักมีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า "โคดม" เสด็จบังเกิดขึ้นในโลก ดาบสนี้จักได้เข้าเฝ้าพระโคดมพุทธเจ้าและได้ฟังธรรมะของพระองค์แล้ว จักละอาสวะกิเลสทั้งปวง

บัดนี้ ข้าพเจ้าผู้ได้เป็นดาบสในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเหมกะในคราวนี้ ข้าพเจ้าผู้ชื่อว่าเหมกะนี้ ได้บำเพ็ญเพียรสำเร็จประโยชน์สูงสุดในพระพุทธศาสนาแล้ว ภพนี้เป็นภพสุดท้ายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสิ้นอาสวกิเลสทั้งปวงได้ทำลายภพทั้งปวง ทั้งสลัดเครื่องผูกคือกิเลสได้แล้ว เหมือนช้างสลัดปลอกออกไป ฉะนั้น ไม่มีอาสวะกิเลสแล้ว

อภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%99-jpgอภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%8C-jpgอภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%99-jpg

การที่ข้าพเจ้าเข้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้านี้ เป็นการมาดีแล้วข้าพเจ้าได้สำเร็จคุณวิเศษเหล่านี้ คือ วิชชา ๓ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ประการแล้ว ทั้งได้
ทำตามพระพุทธศาสนธรรมเสร็จแล้ว

จบชีวประวัติพระเหมกเถระ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Peach : 02-08-10 เมื่อ 23:49

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 12 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Peach ในข้อความนี้
Apinya (29-07-10), พรรณวดี (28-07-10), พุทธรักษา (30-09-10), ก้อนดิน (23-12-10), สุธัมมา (28-07-10), อภิญญา (28-07-10), จิตประภัสสร (24-12-10), ปาริฉัตรมณี (25-08-10), นำธรรม (10-09-10), FaRuXue (01-10-10), Nakamura (26-12-10), Rich (28-07-10)
  #5  
เก่า 02-08-10, 23:38
Peach's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 162
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 1,734
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,721 ครั้ง ใน 1,721 ข้อความ
พลังบุญ: 1292
Peach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished road
Default พระติสสเมตเตยยเถระ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง
อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ
ข้าพเจ้าขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ อันมีสมเด็จองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหมด พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ตลอดจนพรหมเทพเทวาทั้งหลายที่ได้ปกปักรักษาพระศาสนา และครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบ ๆ กันมา มีหลวงปู่ปานและหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธรรมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ข้าพเจ้าขออาราธนาชีวประวัติ ”พระอสีติมหาสาวก” พระสาวกใหญ่ ๔๐ องค์ของพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในช่วงปฐมโพธิกาล
ขอบุญบารมีทั้งหลายนี้ จงดลบันดาลให้ท่านทั้งหลายมีจิตเข้าถึงคุณพระรัตนะตรัย มีความสุข สำเร็จ สมหวัง สมปรารถนาทุกประการด้วยเทอญ

พระติสสเมตยยเถระ

ท่านพระติสสเมตตยะ ผู้ทรงอุดมธรรมดำรงสภาวะร่วมอยู่ในคณะของพระโสฬสเถระ และได้รับการนับเนื่องเข้าร่วมอยู่ในคณะของพระอสีติมหาสาวก คือ สาวกใหญ่ ๘๐ องค์ของพระพุทธเจ้าด้วยทั้งได้เป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนาในยุคปฐมโพธิกาล จึงนับว่าท่านเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระธรรมวินัยองค์หนึ่ง

ชีวประวัติการณ์ของท่านพระติสสเมตยยเถระ มีกล่าวไว้ทั้งอดีตชาติและปัจจุบัน โดยมีบันทึกไว้ในคัมภีร์ขุททกนิกาย มีกล่าวไว้ทั้งอดีตชาติและปัจจุบันชาติ โดยมีบันทึกไว้ในคัมภีร์ขุททกนิกาย
อปทานในบาลีคัมภีร์ขุททกนิกายจูฬนิทเทส และในอรรถกถาปรมัตถโชติกา

ในเบื้องต้นนี้ จะขอนำชีวะประวัติในอดีตชาติตามที่มีมาในคัมภีร์ขุททกนิกาย อปทาน ที่กล่าวถึงการสร้างบุพจรรยาของท่านไว้เป็นพื้นฐาน ในการที่จะได้ประสบผลตามความมุ่งหวังในอนาคตกาล
เหมือนการหว่านพืชในวันนี้เพื่อหวังผลในวันหน้า โดยจะเล่าตามแนวเนื้อเรื่องที่ท่านได้เป็นพระอรหัตนสาวกแล้วนี้

ในพุทธสมัยพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าจะนับด้วยระยะเวลาได้ประมาณหนึ่งแสนกัป โดยนับถอยหลังกลับไปจากภัทรกัปนี้ ท่านพระติสสเมตเตยยเถระ ได้เกิดเป็นกุลบุตร มีชื่อว่า "ติสสเมตเตยยะ"เช่นเดียวกับชาติปัจจุบันนี้

กาลต่อมา ติสสเมตเตยยะได้ออกบวชเป็นดาบสอยู่ในสำนักของอาจารย์โสภิตดาบส ผู้บำเพ็ญพรตพักอาศัยอยู่ในเงื้อมภูเขาแห่งหนึ่ง และเลี้ยงชีวิตด้วยการแสวงหาผลไม้ในพนาสณฑ์

ติสสเมตเตยยดาบส ตั้งใจบำเพ็ญพรตเพื่อแสวงหาทางที่จะให้ดำเนินไปยังพรหมโลก ได้นำเอาฟืนมาก่อไฟกระทำพิธีบูชายัญ

ในคราวนั้น พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นโลกวิทู (ผู้รู้แจ้งโลก) ผู้ควรทรงรับการกราบไหว้และสักการบูชา พระองค์ทรงมีพระประสงค์จะโปรดติสสเมตเตยยดาบส แล้วพระองค์เสด็จไปยังที่อยู่ของดาบสและตรัสถามว่า
"นี่แน่ะท่านผู้มีบุญมาก ท่านกระทำอะไรอยู่ในที่นี้ท่านจงให้ไม้สำหรับบูชาไฟแก่ตถาตคบ้างเถิด"
ติสสเมตเตยยดาบสกราบทูลตอบว่า
อภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F2-jpg
"ข้าพระองค์บูชาไฟเพราะเข้าใจว่าความบริสุทธิ์จะมีแก่ข้าพระองค์ด้วยการบูชาไฟ พระเจ้าข้า"
พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับดาบสว่า
"นี่แน่ะดาบส เธอเป็นผู้มีเจตนาดี เธอจงรู้จักเทวดาทั้งหลาย เธอจงบูชาไปเถิด นี่ไม้สำหรับบูชาไฟของเธอ
ครั้นพระองค์ตรัสดังนี้แล้ว ทรงหยิบไม้ส่งให้แก่ติสสเมตเตยยดาบาเพื่อให้ใส่ในกองไฟ
ในเวลาที่ติสสเมตเตยยดาบสนำไม้ใส่ในกองไฟ แต่ปรากฏว่าไฟไม่ติดไม้นั้น ทั้งนี้เป็นด้วยอานุภาพของพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
"ไฟที่เธอจุดไม่ลุกโพลงขึ้น แสดงว่าผู้รับการบูชาของเธอย่อมไม่มี การบูชาไฟของเธอย่อมไม่มีประโยชน์ เธอจงบูชาไฟของตถาคตเถิด"

ติสสเมตเตยยดาบสจึงกราบทูบถามว่า
"ข้าแต่พระมหาวีระ การบูชาไฟของพระองค์เป็นเช่นไร พระองค์ทรงแสดงการบูชาไฟไว้อย่างไร ขอพระองค์ทรงแสดงการบูชาไฟนั้นแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ข้าพระองค์มีความประสงค์จะกระทำการบูชาตามพระวาจาของพระองค์ พระเจ้าข้า"

พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอธิบายว่า
"การดับเหตุแห่งธรรม ๑ การเผากิเลส ๑ การละอิสสา (ความริษยา) และละมัจฉริย (ความตระหนี่) ๑ ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นการบูชาไฟของตถาคต"

ติสสเมตเตยยดาบสได้กราบทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า
"ข้าแต่พระมหาวีระ พระองค์ทรงเป็นอะไร มีโตคร คือตระกูลอย่างไร พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ประสงค์จะปฏิบัติพระองค์ ในฐานะที่ทรงเป็นพระอาจารย์ของข้าพระองค์อย่างเต็มกำลังความสามารถ พระเจ้าข้า"

พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสตอบว่า
"ตถาคตเกิดในตระกูลกษัตริย์ ตถาคตได้ถึงฝั่งแห่งอภิญญา (ความรู้ยิ่ง)แล้ว ตถาคตหมดอสวกิเลสทั้งปวงแล้ว การเกิดของตถาคตไม่มีอีกต่อไปแล้ว"

ติสสเมตเตยยดาบสฟังพุทธดำรัสตอบแล้ว ก็กราบทูลขึ้นว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงกระทำไฟให้เกิดแสงสว่าง คือ ปัญญา ผู้ทรงกำจัดความมืด คือ โมหะ (ความหลง) อวิชชา (ความไม่รู้) ถ้าพระองค์ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้ธรรมทั้งปวงแล้ว ข้าพระองค์ขอนอบน้อมพระองค์ด้วยความเคารพยิ่ง พระองค์ทรงกระทำให้สิ้นทุกข์แล้ว พระเจ้าข้า"

เมื่อติสสเมตเตยยดาบสได้กราบทูลดังนี้แล้ว จึงปูหนังเสือเหลืองให้เป็นที่ประทับนั่งบนอาสนะนี้เถิด ข้าพระองค์จะปฏิบัติพระองค์ พระเจ้าข้า"

พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ประทับนั่งบนหนังเสือเหลืองที่ติสสเมตเตยยดาบสปูเป็นอาสวะถวาย และพอพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งแล้ว ติสสเมตเตยยดาบสจึงไปที่ภูเขา
เที่ยวแสวงหาผลมะพลับมาผสมกับน้ำผึ้ง แล้วนำมาถวายแด่พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า
หลังจากติสสเมตเตยยดาบสถวายแล้ว ก็นั่งดูพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยอยู่ จิตใจของดาบสบพอได้เห็นเช่นนั้น ทวีความเลื่อมใสในการบริจาคทาน และได้เพ่งดูพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นโลกนายกอยู่ด้วยความเลื่อมใสอย่างยิ่ง

อภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD-jpgอภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A-jpgอภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9C%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%87-jpg

พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงรู้แจ้งโลก (โลกวิทู) ผู้ควรทรงรับเครื่องสักการบูชา ประทับนั่งอยู่ในอาศรมของดาบสนั้นตรัสขึ้นว่า "ดาบสใดได้ทำให้ตถาคตอิ่มหนำด้วยผลไม้ ด้วยความเลื่อมใสตถาคต คือดาบสนั้นจะได้เป็นเทวราชาอยู่ ๒๕ ชาติ จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิอยู่ ๑,๐๐๐ ชาติ ข้าว น้ำ เครื่องนุ่งห่ม ที่นอน ล้วนเป็นสิ่งของที่มีค่ามาก จะเกิดขึ้นแก่ดาบสตนนั้น ผู้เพียบพร้อมด้วยบุพจรรยาสมกับความประสงค์ สิ่งของที่ประกอบด้วยบุญกรรามจะบังเกิดขึ้นแก่ดาบสตนนั้นทุกเมื่อไป ดาบสตนนั้นจะมีความสุขทุกกาลสมัย จะเป็นผู้ไม่มีโรคภัย ดาบสตนนั้นจะเกิดในกำเนิดใดๆ
ไม่ว่าจะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ก็จะมีความสุขทุกกำเนิด และในเวลาที่เกิดเป็นมนุษย์ จะได้เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในคัมภีร์ จะเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความรู้ จะได้สำเร็จวิชาไตรเพท จะได้เข้าเฟ้าพระสัมมา
สัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันวิเศษ ทั้งจะได้เป็นพระอรหันต์"

ติสสเมตเตยยดาบสหลังจากฟังพระพุทธพยากรณ์แล้ว ได้กระทำความดีสืบต่อมา และเมื่อสิ้นชีวิตแล้วได้ไปเกิดในสถานที่ที่มีความสุขความสบายต่างๆ มีสวรรค์ เป็นต้น และกลับมาเกิดเป็นมนุษย์
จนนับชาติไม่ได้

เรื่องของท่านพระติสสเมตเตยยะนี้เป็นเรื่องที่กล่าวถึงการสร้างคุณงามความดีโดยเฉพาะตัวของท่าน ที่มีมาแล้วในอดีตชาติ

ส่วนการสร้างกุศลบุญราศีของท่านพระติสสเมตเตยยะที่กระทำร่วมกับผุ้อื่นนั้นยังมีอยู่อีก โดยมีเรื่องกล่าวไว้ในอรรถกถาคัมภีร์ปรมัตถโชติกา ที่ขยายความบาลีคัมภีร์ขุททกนิกาย สุตตนิบาต แห่งปารายนวรรค และในอรรถกถาคัมภีร์ในรถปูรณี ที่มีอยู่ในเรื่องของพระโมฆราชเถระว่า ท่านได้เคยกระทำความดีร่วมกับพราหมณ์พาวรีและมาณพทั้ง ๑๕ คน พร้อมทั้งบริวารทั้งหลายของท่านมาแล้วว่า (ตามที่ได้กล่าวแล้วในประวัติพระอชิตะเถระ)

ส่วนเรื่องของท่านพระติสสเมตเตยยเถระนี้ จะขอกล่าวเฉพาะเรื่องการกราบทูลถามปัญหาของท่านเป็นลำดับไปต่อจากท่านพระอชิตะเถระดังนี้

ติสสเมตเตยยมาณพได้กราบทูลถามปัญหากับพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นลำดับที่ ๒ คือหลังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์แก้ปัญหาของพระอชิตะเถระจบแล้ว ติสสเมตเตยยมาณพกราบทูลถามขึ้นว่า

"ใครชื่อว่าเป็นผู้มีความสันโดษในโลกนี้ ใครไม่มีความหวั่นไหวใครรู้จักส่วนสุดทั้ง ๒ แล้ว ไม่ติดอยู่ในท่ามกลางด้วยปัญญา พระองค์ตรัสเรียกว่า ใครเป็นมหาบุรุษ ใครข้ามพ้นตัณหาเครื่องผูกมัดใจสัตว์ไว้ในโลกนี้ไปได้ พระเจ้าข้า"

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบแก้ปัญหานั้นว่า
"ดูก่อน ติสสเมตเตยยะ ภิกษุผู้ประพฤติพรหมจรรย์ สำรวมระวังในกามทั้งหลาย ผู้ปราศจากตัณหาแล้ว ผู้มีสติทุกเมื่อ พิจารณาเห็นธรรมโดยชอบแล้ว ดับกิเลิสเครื่องเล่าร้อนกระวนกระวายได้แล้ว
ชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ (ความยินดีหรือความพอใจเท่าที่ตนมีอยู่หรือเป็นอยู่ มีความเพียรโดยชอบธรรมเป็นผู้มีความดำริเต็มความประสงค์บริบูรณ์แล้ว และไม่คิดแย่งชิงกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น) ในโลกนี้
ความหวั่นไหวของภิกษุนั้นไม่มี ภิกษุนั้นรู้ยิ่งถึงส่วนสุดทั้ง ๒ (คืออดีตกับอนาคต) แล้วไม่ติดอยู่ในท่ามกลาง (คือปัจจุบัน) ด้วยปัญญา ตถาคตกล่าวสรรเสริญภิกษุนั้นว่าเป็น "มหาบุรุษ" ภิกษุนั้นข้ามพ้นตัณหาเครื่องผูกมัดใจสัตว์ไว้ในโลกนี้ได้แล้ว"

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบแก้ปัญหาจบลงแล้ว "ธรรมจักษุ" (ดวงตาคือปัญญาที่รู้เห็นธรรม หรือเรียกว่าโสดาปัตติมรรค) อันปราศจากธุลีมลทินได้เกิดขึ้นแล้วแก่เทวดาและมนุษย์หลายพัน

ผู้มีฉันทะคือความพอใจร่วมกัน ผู้มีการประกอบ ผู้มีความประสงค์และมีการอบรมวาสนาร่วมกันกับติสสเมตเตยยมาณพนั้นว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา"
อภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2-jpg

และจิตของติสสเมตเตยยมาณพได้หลุพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่มีอุปาทาน คือหมดความยึดมั่นถือมั่น

ท่านพระติสสเมตเตยยเถระ ได้เล่าถึงอัตชีวประวัติของท่านไว้อีกตอนหนึ่งว่า

ข้าพเจ้าผู้ชื่อว่า ติสสเมตเตยยะระลึกถึงตนเมื่อใด และความรู้เดียงสาเมื่อใด ความบกพร่องในทรัพย์สมบัติของเราไม่มี นี้เป็นอานิสงส์แห่งการถวายผลมะพลับผสมน้ำผึ้งในครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ถึงธรรมะอันประเสริฐ ได้ถอนราคะ โทสะ โมหะ ออกแล้ว ได้สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้วบัดนี้ ข้าพเจ้าสิ้นความเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ข้าพเจ้าได้เผากิเลสทั้งหลาย ได้ถอนภพทั้งปวงแล้ว ได้ตัดกิเลสเครื่องผูกให้ขาดไปเหมือนช้างสลัดปลอกออกแล้ว ข้าพเจ้าไม่มีอาสวะแล้ว การที่ข้าพเจ้าเข้ามาในพระพุทธศาสนานี้ เป็นการมาดีแล้ว เพราะข้าพเจ้าได้สำเร็จวิชา ๓ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์๘ และสำเร็จอภิญญา ๖ ประการแล้ว ข้าพเจ้าได้กระทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จสิ้นแล้ว

ผลงานของท่านพระติสสเมตเตยยเถระ หลังจากเป็นพระอรหันต์แล้ว งานของพระอรหัตน์ที่เป็นงานส่วนตนจบลงแล้ว ท่านกระทำเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นหน้าที่ที่สำคัญ และท่านกระทำมาอยู่จนตลอดชีวิต แล้วท่านจึงดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน

จบชีวประวัติพระติสสเมตเตยยเถระ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 12 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Peach ในข้อความนี้
Apinya (03-08-10), พรรณวดี (09-10-10), พุทธรักษา (30-09-10), ก้อนดิน (23-12-10), สุธัมมา (10-12-10), อภิญญา (03-08-10), จิตประภัสสร (24-12-10), ปาริฉัตรมณี (25-08-10), นำธรรม (10-09-10), FaRuXue (01-10-10), Nakamura (26-12-10), Rich (03-08-10)
  #6  
เก่า 09-10-10, 12:57
Peach's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 162
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 1,734
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,721 ครั้ง ใน 1,721 ข้อความ
พลังบุญ: 1292
Peach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished road
Default พระปุณณกเถระ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง
อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ
ข้าพเจ้าขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ อันมีสมเด็จองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหมด พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ตลอดจนพรหมเทพเทวาทั้งหลายที่ได้ปกปักรักษาพระศาสนา และครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบ ๆ กันมา มีหลวงปู่ปานและหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธรรมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ


ข้าพเจ้าขออาราธนาชีวประวัติ ”พระอสีติมหาสาวก” พระสาวกใหญ่ ๔๐ องค์ของพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในช่วงปฐมโพธิกาล ขอบุญบารมีทั้งหลายนี้ จงดลบันดาลให้ท่านทั้งหลายมีจิตเข้าถึงคุณพระรัตนะตรัย มีความสุข สำเร็จ สมหวัง สมปรารถนาทุกประการด้วยเทอญ

พระปุณณกเถระ

ท่านพระปุณณกะผู้บรรลุถึงที่สุดในพุทธศาสนธรรม เป็นพระมหาสาวกผู้ได้รับยก่องให้อยู่ในคณะของพระอสีติมหาสาวก คือ สาวกใหญ่ ๘๐ องค์ของพระพุทธเจ้าด้วยองค์หนึ่ง และท่านเป็นผู้หนึ่งในบรรดามาณพ ๑๖ คน ผู้เป็นศิษย์ของพราหมณ์พาวรี ที่ได้เรียนจบมนตร์ทั้งหลายในลัทธิของพราหมณ์มาก่อนบวช โดยได้นำมาเล่าไว้ในเรื่องของพระอชิตเถระนั้นแล้ว

ปุณณกมาณพผู้เป็นหนึ่งในบรรดามาณพ ๑๖ คนเหล่านั้น จึงได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ปาสาณเจดีย์แว่นแคว้นมคธ และได้เป็นผู้กราบทูลถามปัญหาเป็นคนที่ ๓ เมื่อท่านได้รับพระพุทธานุญาตแล้ว จึงได้กราบทูลถามปัญหาว่า
"บัดนี้ ข้าพระองค์มีปัญหามาถามพระองค์ จึงมาเข้าเฝ้าพระองค์ผู้ไม่ทรงมีตัณหาเครื่องหวั่นไหว ผู้ทรงเห็นรากเหง้าแล้ว ฤาษี มนุษย์ และพราหมณ์เป็นจำนวนมากในโลกนี้อาศัยอะไร จึงพากันบูชายัญ บวงสรวงแก่เทวดาทั้งหลาย ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์จงทรงแก้ไขปัญหาข้อนี้ของข้าพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า"

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบปัญหาว่า "ดูก่อนปุณณกะ ฤาษีมนุษย์ กษัตริย์ และพราหมณ์ พวกใดพวกหนึ่งมีเป็นจำนวนมากในโลกนี้ ด้วยหวังอยากได้ของที่ตนปรารถนา ที่มีชราความทรุดโทรม จึงพากันบูชายัญพวงสรวงแก่เทวดาทั้งหลาย" (ยัญ ได้แก่ ไทยธรรม มีปัจจัย ๔ คือเครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย ยาแก้โรค เป็นต้น)
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบปัญหานั้นจบแล้ว ปุณณกมาณพจึงกราบทูลถามปัญหาอีกว่า
"ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ฤาษี มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์พวกใดพวกหนึ่งมีเป็นอันมากในโลกนี้ ถ้าไม่ประมาทในการบูชายัญของเขาเขาจะข้ามพ้นชาติชราได้หรือไม่ พระเจ้าข้า"พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบปัญหาข้อนี้ว่า

"ดูก่อนปุณณกะ ชนเหล่านั้นมุ่งลาภที่ตนหวัง จึงกล่าวสรรเสริญการบูชายัญ รำพันถึงสิ่งที่ตัวต้องการนั้นๆ เพราะอาศัยลาภ ตถาตคกล่าวว่า ชนผู้บูชายัญเหล่านั้น ยังเป็นคนกำหนัดยินดีในภพ ไม่ข้ามพ้นชาติและชราไปได้"

ปุณณกมาณพกราบทูลถามปัญหาข้อต่อไปว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ถ้าพวกชนผู้บูชายัญไม่ข้ามพ้นชาติและชราได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครเล่าในเทวโลก มนุษย์โลกจะข้ามพ้นชาติและชราได้พระเจ้าข้า"

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบแก้ปัญหาในข้อนี้ว่า
"ดูก่อนปุณณกะ ผู้ใดไม่มีความหวั่นไหวดิ้นรน(ด้วยอำนาจตัณหา ทิฐิ กิเลส กรรม) ในโลกไหนๆ เพราะได้พิจารณาเห็นธรรมะที่ยิ่งและหย่อนในโลก ผู้นั้นเป็นผู้สงบแล้ว ไม่มีทุจริต คือ ความประพฤติชั่ว ที่จะกระทำให้มัวหมองดุจควันไฟที่จับเป็นเขม่า ไม่มีกิเลสที่จะกระทบจิตใจ เป็นผู้ไม่มีความหวัง(ปรารถนา)แล้ว ตถาคตกล่าวว่า ผู้นั้นข้ามพ้นชาติและชราไปได้แล้ว"

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกล่าวแก้ปัญหาจบแล้ว เทพยดาและมนุษย์เป็นจำนวนมาก ได้บรรลุธรรมจักษุอันปราศจากธุลีมลทิน โดยเห็นได้ว่า "สิ่งใดสิงหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา"

ชีวประวัติของพระปุณณกเถระในช่วงหลังจากสำเร็จอริยธรรมชั้นสูงสุด โดยได้เป็นพะรอรหันต์แล้ว ท่านกล่าวถึงอัตชีวประวัติในอดีต ตามที่มีเรื่องอยู่ในบาลีคัมภีร์ขุททกนิกาย อปทานว่า

มีพระสยัมภู (ผู้เป็นเอง,ผู้ตรัสรู้เอง) ไม่ทรงแพ้อะไรๆ ทรงอาศัยอยู๋ที่เงื้อมภูเขา ประทับอยู่ในระหว่างภูเขาแห่งหนึ่ง พระองค์ทรงประชวร ขณะนั้นได้มีเสียงบันลือลั่นโดยรอบอาศรมของเราผู้บวชเป็นดาบส เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ได้มีแสงสว่างเกิดขึ้นในขณะนั้น หมี หมาป่า เสือดาว เนื้อร้าย และราชสีห์ทั้งสิ้น ที่อาศัยอยู่ในไพรสณฑ์ ได้ส่งเสียงร้องดังกึกก้องขึ้นในทันทีทันใด

ข้าพเจ้าได้เห็นนิมิตอันอัศจรรย์เช่นนั้น ได้ไปที่เงื้อมภูเขา จึงได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่ทรงแพ้อะไรๆ เสด็จดับขันธปรินิพพานอยู่ในสถานที่นั้น เหมือนพญรังมีดอกบานสะพรั่ง เช่นกับพระอาทิตย์อุทัย ดังถ่านเพลิงปราศจากเปลวไฟ และข้าพเจ้าจึงเก็บเอาหญ้าและไม้แห้งมากองให้เต็มแล้วได้ประทำจิตกาธาน (เชิงตะกอนที่เผาศพ) ขึ้นบนนั้น และพอกระทำจิตกาธานดีแล้ว ข้าพเจ้าได้จัดการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ

อภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%A1-jpgอภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-buddha_life_31-jpgอภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%A1-jpg

ครั้นถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้ว ข้าพเจ้าจึงนำน้ำหอมมาประพรมลงบนพระบรมสารีริกธาตุนั้น

ในครั้งนั้น มีเทวดาองค์หนึ่งยืนอยู่ในอากาศกล่าวสรรเสริญว่า"การที่ท่านได้กระทำฌาปนกิจ คือ ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของท่านผู้ทรงเป็นพระสยัมภูแล้ว เป็นการบำเพ็ญกรณียกิจที่ประเสริฐ แท้ในกาลใด ท่านได้สำเร็จเป็นมุณี (นักปราชญ์) ในกาลนั้นท่านจะมี
ชื่อว่าปุณณกะ" (ปุณณกะ หมายถึง เต็ม หรือครบถ้วน) ข้าพเจ้าจุติจากกายในชาตินั้นแล้ว ได้ขึ้นไปบังเกิดในเทวโลกและเวลาที่เราอยู่ในเทวโลกนั้น ได้มีน้ำหอมทิพย์ตกลงมาจากอากาศเพื่อบูชาข้าพเจ้า แม้ในกาลที่ข้าพเจ้าอยู่ในเทวโลกนั้น ข้าพเจ้าก็มีชื่อว่า "ปุณณกะ" เหมือนกัน ถึงในปัจฉิมชาตินี้ ข้าพเจ้าก็มีชื่อว่า "ปุณณกะ" อีก และไม่ว่าข้าพเจ้าจะเป็นเทวดาหรือมนุณย์ ย่อมยังความดำริให้เต็มบริบูรณ์

ข้าพเจ้าได้ทำให้พระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าโปรดปราน กำหนดรู้อาสวกิเลสทั้งปวง และได้ละอาสวกิเลสทั้งปวงแล้ว

ในกัปที่ ๙๑ นับถอยหลังไปจากภัทรกัปนี้ ข้าพเจ้าได้กระทำบุญกุศลใดไว้ ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติเลย ด้วยอำนวจแห่งบุญกุศลนั้น

บัดนี้ ข้าพเจ้าได้เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ได้ถอนภพทั้งปวง ได้ตัดกิเลสเครื่องผูกให้ขาดไปเหมือนช้างสลัดปลอกให้ขาดไป ฉะนั้น เป็นผู้ไม่มีอาสวกิเลส การที่ข้าพเจ้าเข้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้านี้

เป็นการมาดีแล้ว วิชชา ๓ ประการ ข้าพเจ้าได้บรรลุโดยลำดับ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ ประการ และอภิญญา ๖ ประการ ข้าพเจ้ากระทำให้รู้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสโนวาทข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จสิ้นแล้ว

จบชีวประวัติพระปุณณกเถระ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Peach ในข้อความนี้
Apinya (10-10-10), พรรณวดี (09-10-10), พุทธรักษา (09-10-10), ก้อนดิน (23-12-10), สุธัมมา (24-12-10), อภิญญา (23-12-10), จิตประภัสสร (24-12-10), ปาริฉัตรมณี (11-10-10), Nakamura (26-12-10), Rich (09-10-10)
  #7  
เก่า 11-10-10, 23:55
Peach's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 162
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 1,734
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,721 ครั้ง ใน 1,721 ข้อความ
พลังบุญ: 1292
Peach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished road
Default พระเมตตคูเถระ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง
อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ
ข้าพเจ้าขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ อันมีสมเด็จองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหมด พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ตลอดจนพรหมเทพเทวาทั้งหลายที่ได้ปกปักรักษาพระศาสนา และครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบ ๆ กันมา มีหลวงปู่ปานและหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธรรมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

พระเมตตคูเถระ

ท่านพระเมตตคู ผู้เป็นพระอริยะเถระที่ทรงเกียรติอยู่ในคณะของพระอสีติมหาสาวก คือ สาวกใหญ่ ๘๐ องค์ของพระพุทธเจ้าและเป็นศิษย์ผู้ใหญ่คนหนึ่งในจำนวนศิษย์ ๑๖ คน ของพราหมณ์พาวรีผู้เป็นคณาจารย์(อาจารย์ของหมู่คณะ) ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น ทั้งท่านเองมีบริวารในตอนก่อนบวชถึง ๑,๐๐๐ คนชีวประวัติของท่านพระเมตตคู มีกล่าวไว้ทั้งในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ และมีปรากฏอยู่ในหลายคัมภีร์ด้วยกัน แต่จะขอกล่าวถึงชีวประวัติในอดีตชาติของท่านเป็นอันดับแรก

ในกัปที่ ๓ หมื่น โดยนับย้อนหลังไปจากภัทรกัปนี้ มีภูเขาอยู่ลูกหนึ่ง ชื่อว่า "อโศกบรรพต" ตั้งอยู่ไม่ไกลจากป่าหิมพานต์ วิสสุกรรมเทพบุตร ได้เนรมิตอาศรมให้แก่ดาบสเมตตคู ณ ภูเขาอโศกบรรพต ในคราวนั้น พระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นผู้ประเสริฐพิเศษในโลก ได้เสด็จเข้าไปบิณฑทาตที่อาศรมของดาบสเมตตคู ๆ ได้เห็นพระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นมหาวีรบุรุษ ผู้ทรงเป็นพระโลกนายกเสด็จมาถึงแล้ว ดาบสเมตตคูรับบาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้ามาใส่เนยใสและน้ำมันจนเต็ม แล้วน้อมเข้าไปถวายแด่พระพุทธเจ้า

ครั้นแล้วดาบสเมตตคูประนมมือขึ้นแสดงความยินดีต่อพระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงประเสริฐสุดในโลก ผู้ทรงเป็นพระโลกนายกว่า
"ด้วยการถวายเนยใสและน้ำมันก็ดี ด้วยการตั้งจิตเจตนาอันดีของข้าพระองค์ก็ดี ข้าพระองค์จักเกิดเป็นเทพยดาหรือมนุษย์ก็ตามที ขอให้ข้าพระองค์ได้ความสุขอันไพบูลย์เกิด และในเวลาที่ข้าพระองค์บังท่างเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ จงให้พฃข้าพระองค์หลีกเว้นอยาย ทุคติ วินิบาต นรก ขอให้ได้แต่ความสุขเสมอไป"

เมื่อดาบสกราบทูลดังนี้แล้ว พระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "ดูก่อนพราหมณ์ การที่ท่านได้เห็นตถาคตนี้ เป็นลาภอันดีที่ท่านได้แล้วด้วยว่าบุคคลได้เห็นตถาคตแล้ว จะได้บรรลุถึงพระอรหัตผล ท่านจงเบาใจเถิด อย่ากลัวเลย ท่านจะได้ยศใหญ่ จะบังเกิดในชาติตระกูลสูง เพราะท่านได้ถวายเนยใสแก่ตถาคตในครั้งนี้" ด้วยอานิสงส์คือผลดี ที่ท่านได้ถวายเนยใสและน้ำมันแก่ตถาคตในครั้งนี้ พร้อมด้วยการตั้งจิตเจตนาอันดีของท่าน ท่านจะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม ก็จะได้ความสุขอันไพบูลย์ และด้วยอธิการกุศลนี้ กับด้วยกรที่ท่านมีจิตเมตตา ท่านจะได้เสวยทิพยสมบัติอยู่ในเทวโลกตลอด ๑,๖๐๐ กัป ทั้งจะได้เป็นพระราฃาแห่งเทวดาอยู่ ๑๘ ชาติ จะได้เป็นพระราชาในประเทศราชอันไพบูลย์จนคณนา คือนับชาติไม่ได้ จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ทรงปกครองแผ่นดินที่มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต จะขนะพิเสษต่อข้าศึกศัตรูทั้งปวง โดยจะได้เป็นใหญ่ยิ่งในชมพูทวีปมณฑล ๕๑ ชาติ เปรียบเหมือนทะเลหลวงและแผ่นปฐพีทั้งหมด
ตามเรื่องที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นว่า ท่านพระเมตตคูได้กระทำการสร้างบุญกุศลในส่วนเฉพาะตนไว้ แต่สำหรับเรื่องการสร้างบุญกุศลร่ามกับผู้อื่น ได้มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ปรมัตถโชติกา อันเป็นอรรถกถาที่ขยายเนื้อความบาลีคัมภีร์ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ให้พิสดารออกไป โดยได้นำมาเล่าไว้แล้วในชีวประวัติของพระอชิตเถระนั้น

เมตตคูมานพ ผู้เป็นหนึ่งในจำนวนมาณพ ๑๖ คนเหล่านั้น จึงได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ปาสาณเจดีย์ แวนแคว้นมคธด้วย และได้เป็นผู้กราบทูลถามปัญหาเป็นคนที่ ๔ เมื่อท่านได้รับพระพุทธานุญาติแล้ว ก็ได้กราบทูลถามปัญหาว่า

"ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอกราบทูลถามปัญหากับพระองค์ ขอพระองค์ทรงพระกรุณาตรัสบอกแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทราบว่า พระองค์ผู้ทรงถึงที่สุดแห่งเวท (คือพระนิพพาน) มีจิตได้อบรมเจริญดีแล้ว ทุกข์ในโลกมีหลายประการ มิใช่มีแต่เพียงอย่างเดียว ทุกข์เกิดมาจากอะไรพระเจ้าข้า"

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบแก้ปัญหานี้ว่า "ดูก่อนเมตตคู เธอถามถึงต้นเหตุแห่งทุกข์กับตถาคต ตถาคตจะบอกแก่เธอตามที่ตถาคตรู้เห็นทุกข์ต่างๆในโลกนี้ ย่อมเกิดมาจากต้นเหตุคือ "อุปธิ" ทั้งนั้น (ตัณหาทิฐิ กิเลศ กรรม เป็นต้น)
ผู้ใดเป็นคนเขลาไม่รู้อยู่ แล้วทำอุปธินั้นให้เกิดขึ้น ผู้นั้นย่อมถึงทุกข์อยู่ร่ำไป ฉะนั้น เมื่อรู้เหตุว่าอุปธิเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์ อย่าทำให้เกิดขึ้น"

เมตตคูมาณพกราบทูลถามปัญหาข้อต่อไปว่า "ข้าพระองค์กราบทูลถามปัญหาข้อใด พระองค์ก็ทรงแก้ปัญหาข้อนั้นประทานแก่ข้าพระองค์แล้ว ข้พระองค์จะขอถามปัญหาข้ออื่นอีก ขอเชิญพระองค์ตรัสบอกปัญหานั้น ธีรชนทั้งหลายยอ่มข้ามพ้นโอฆะ(ห้วงน้ำ คือสงสาร) ได้แก่ ชาติ ชรา โสกะ และปริเทวะ ได้อย่างไรหนอ พระองค์ทรงเป็นพระมุนี ขอทรงแก้ปัญหานั้นแก่พระองค์ เพราะธรรมะนั้น พระองค์ทรงทราบแล้วพระเจ้าข้า"

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า "ดูก่อนเมตตคู ตถาคตจักบอกธรรมะที่พึงแจ้งด้วยตนเองในปัจจุบันนี้ อันเป็นธรรมะที่บคคลรู้แจ้งแล้ว จะเป็นผู้มีสติ จะข้าพ้นตัณหา คือความทะยานอยากที่เกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่างๆ ในโลกเสียได้แก่เธอ"
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังนี้แล้ว เมตตคูมาณพจึงกราบทูลว่า "ข้าพระองค์ยินดียิ่งซึ่งธรรมะอันสูงสุด ที่บุคคลฟังแล้วจะเป็นผู้มีสติจะข้ามพ้นตัณหา คือความทะยานอยาก ที่เกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่างๆในโลกเสียได้พระเจ้าข้า"
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

"ดูก่อนเมตตคูมาณพ เธอรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง ในส่วนเบื้องบน(อนาคต) ในส่วนเบื้องต่ำ (อดีต) ในส่วนท่านกลาง (ปัจจุบัน) จงบรรเทาความเพลิดเพลิน ความยึดมั่นถือมั่นในส่วนเหล่านั้นเสีย วิญญาณของเธอจังจะไม่ตั้งอยู่ในภพ ภิกษุผู้มีสติอยู่อย่างนี้ ผู้ไม่ประมาทอยู่อย่างนี้ ได้ทราบแล้ว ละการถือว่าของเราเสียได้แล้ว จะข้ามพ้นทุกข์ คือชาติ ชรา โสกะ ปริเทวะ ในโลกนี้ได้"
เมตตคูมาณพกราบทูลขึ้นว่า
"ข้าพระองค์ยินดีต่อพระวาจาของพระองค์ผู้แสวงหาคุณที่ยิ่งใหญ่ธรรมะอันไม่มีอุปธิ ที่พระองค์ตรัสไว้ชอบแล้ว พระองค์คงทรงละทุกข์ได้แน่แล้ว เพราะว่าพระองค์ได้ทรงทราบธรรมะนี้อย่างแจ่มแจ้ง พวกที่พระองค์ทรงสั่งสอนแล้วจะต้องละทุกข์ได้เป็นแน่แท้ ขอพระองค์จงทรงสั่งสอนข้าพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า"

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
"บุคคลพึงรู้จักผู้ใดว่าเป็นพราหมณ์ ผู้ถึงเวท (ความรู้ หรือแสงสว่าง) ไม่มีกิเลสที่เป็นเครื่องกังวล ไม่ติของอยู่ในกามภพ ผู้นั้นข้ามล่วงเหตุแห่งทุกข์ดุจห้วงน้ำใหญ่ได้แล้ว ครั้นข้ามถึงฝั่งแล้ว เป็นคนไม่มีตะปู คือ กิเลส อันตรึงจิต สิ้นความสงสัย
นรชนใดในศาสนานี้ มีความรู้ เป็นเวทคู (ผู้บรรลุถึงความรู้ คือ พระอรหัตน์) สลัดบาปธรรมเป้นเครื่องข้องนี้แล้ว ในภพน้อยภพใหญ่ นรชนนั้นเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง ตถาตคกล่าวว่า นรชนนั้นได้ข้ามพ้นชาติและชราแล้ว"

เมื่อจบการทรงตอบปัญหาของพระผู้มีพระภาคเจ้า เทพยดาและมนุษย์หลายพันด้วยกันได้บรรลุ "ธรรมจักษุ" ได้แก่ ดวงตา คือปัญญาที่รู้เห็นธรรม อันปราศจากธุลีมลทิลว่า
"สิ่งใดสิ่งหนีงมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ้งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา"

การได้บรรลุเป็นพระอรหัตน์ของเมตตคูมาณพ มีพร้อมกับมาณพ ๑๕ คน และบริวารทั้งสิ้น และกรบรรพชาอุปสมบทของท่านเหล่านั้น มีขึ้นหลังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวิสัชนาโสฬสปัญหาจบแล้ว โดยพระผุ้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาติให้บวชด้วยวิธิ "เอหิภิกขุอุปสัมปทา"

การที่ท่านได้เครื่องนุ่งห่ม ของหอม เนยใส หรือได้สิ่งอื่น ๆ และท่านได้นิพพานในชาตินี้นั้น เป็นผลมาจากการถวายเนยใสและน้ำมันในคราวนั้น และท่านพระเมตตคูเถระได้เล่าว่า บัดนี้ ท่านได้เผากิเลสทั้งปวงแล้ว ได้ถอนภาพทั้งปวง ได้ตัดเครื่องผูกเหมือนกันช้างสลัดปลอกออกแล้ว การที่ท่านเข้ามาในพระพุทธศาสนานี้เป็นการมาดีแล้ว เพราะทำให้ท่านได้สำเร็จวิชชา ๓ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ประการ ทั้งได้กระทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว

จบชีวประวัติพระเมตตคูเถระ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Peach ในข้อความนี้
พรรณวดี (23-11-10), ก้อนดิน (23-12-10), อภิญญา (23-12-10), จิตประภัสสร (24-12-10), ปาริฉัตรมณี (15-10-10), Nakamura (26-12-10), Rich (26-12-10)
  #8  
เก่า 23-12-10, 17:44
Peach's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 162
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 1,734
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,721 ครั้ง ใน 1,721 ข้อความ
พลังบุญ: 1292
Peach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished road
Default พระโธตกะเถระ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง
อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ
ข้าพเจ้าขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ อันมีสมเด็จองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหมด พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ตลอดจนพรหมเทพเทวาทั้งหลายที่ได้ปกปักรักษาพระศาสนา และครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบ ๆ กันมา มีหลวงปู่ปานและหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธรรมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

พระโธตกะเถระ
ในพุทธการของพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า มีแม่น้ำคงคาชื่อ ภาคีรสี ไหลมาจากภูเขาในป่าหิมพานต์ แล้วไหลผ่านไปทางประตูพระนครหงสวดี

มหาชนได้สร้างอารามชื่อ “โสภิตะ” ไว้อย่างสวยงาม อยูใกล้ฝั่งแม่น้ำภาคีรสี พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นพระดลกนายก ประทับอยุ่ในโสภิตารามนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้ามีหมู่มนุษย์แวดล้อมอยู่ ประทับนั่งในอารามนั้น ดั่งพระอินทร์มีหมูเทพเจ้าชาวดาวดึงส์ห้อมล้อมอยู่ ทั้งทรงองอาจเหมือนดังไกรสรสีหราช
ท่านพระโธตกเถระเล่าถึงตัวท่านว่า ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นพราหมณ์ชื่อ “ฉฬังคะ” อยู่ในพระนครหงสวดีนั้น ในกาลนั้นศิษย์ ๑,๖๐๐ คน แวดล้อมข้าพเจ้าอยู่ ข้าพเจ้าพร้อมด้วยศิษย์เหล่านั้นเข้าไปยังฝั่งแม่น้ำตรงที่นั้น ข้าพเจ้าได้เห็นพระภิกษุหลายองค์ ผู้ไม่คดโกง ผู้ชำระบาปแล้ว กำลังข้ามแม่น้ำภาศิรสีอยู่
ขณะนั้น ข้าพเจ้าคิดอย่างนี้ว่า “บุตรแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงมียศมากเหล่านี้ ข้ามแม่น้ำทั้งเวลาเย็นและเช้า ย่อมได้รับความลำบากเดือดร้อน บัณฑิตย่อมกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่า ทรงเป็นผู้ล้ำเลิศทั้งในโลกนี้และเทวโลก เรายังไม่ได้กระทำทักขิณาทาน อันจะเป็นทางนำไปในคติที่ดีข้างหน้า ถ้าเช่นนั้นเราพึงให้พวกศิษย์กระทำสะพานข้ามแม่น้ำถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐสุดเถิด จะได้เป็นสะพานสำหรับข้ามภพสงสารต่อไป” ครั้นคิดดังนี้แล้ว ข้าพเจ้าจึงให้สร้างสะพานขึ้นด้วยทรัพย์ประมาณ ๑๐๐ ถึง ๑,๐๐๐ กหาปณะ ด้วยข้าพเจ้าเชื่อว่า“กุศลที่เรากระทำแล้วนี้จักมีผลไพบูลย์แก่เราเป็นแน่แท้”
หลังจากข้าพเจ้าให้พวกศิษย์กระทำสะพานนั้นเสร็จแล้ว จึงไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นพระโลกนายก ประนมกรอัญชลีขึ้นเหนือเศียร แล้วกราบทูลดังนี้ว่า “ข้าพระองค์ใช้ทรัพย์นับประมาณเป็นแสนกหาปณะ แล้วให้สร้างสะพานขึ้นเพื่อถวายแด่พระองค์ ข้าแต่พระมหามุณี ขอพระองค์โปรดทรงรับสะพานใหญ่นี้ไว้ เพื่อประโยชน์แก่ข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า”
พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นโลกวิทู ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

อภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-9qac4ca30e39ocaghoi4hcapp46mtcagt2z58ca7d438qcaqhdgmrcatig31zcadazzrxcaxcl2x1car9xb3dca8l1yxqcah-jpg
“ผู้ใดมีความเลื่อมใส ได้ให้พวกชนกระทำสะพานถวายแด่ตถาคต ตถาคตจะพยากรณ์ผู้นั้น เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟัง ผู้นี้แม้ตกลงไปในเหวก็ตาม ตกจากภูเขาหรือตกจากต้นไม้ก็ตาม เขาจะได้ที่พึ่งที่อาศัย จะไม่ถึงซึ่งความตาย นี้เป็นผลแห่งการสร้างสะพาน ข้าศึกศัตรูทั้งหลายทำร้ายไม่ได้ เปรียบเหมือนลมทำลายต้นไทรที่มีรากแพร่กระจายงอกงามไม่ได้นี้เป็นผลของการสร้างสะพาน พวกโจรข่มเหงไม่ได้ กษัตริย์ทั้งหลายย่อมไม่ดูหมิ่น ผู้นี้จักรอดพ้นข้าศึกศัตรูทั้งปวง นี้เป็นผลของการสร้างสะพาน
ผู้นี้ประกอบด้วยบุญกรรม ถึงจะอยู่ในที่กลางแจ้ง ถูกแดดกล้าจัดแผดเผา ก็จักไม่ได้รับทุกขเวทนา หรืออยู่ในเทวโลกก็ดี ในมนุษย์โลกก็ตาม จักมียานช้างที่ตกแต่งดีแล้ว ราวกับจะรู้ถึงความดำริของผู้นั้น จักบังเกิดขึ้นในทันที ม้าสินธพ ๑,๐๐๐ ม้า อันเป็นพาหนะมีกำลังวิ่งเร็วดังลม จักคอยรับใช้ทั้งเวลาเย็นและเช้า นี้เป็นผลแห่งการสร้างสะพาน
ผู้นี้มาเกิดเป็นมนุษย์อีก จักเป็นผู้มีแต่ความสุข และแม้ในการเกิดเป็นมนุษย์นี้ ก็จักมียานช้างเป็นพาหนะสำหรับใช้ขับขี่ไปมา
ในหนึ่งแสนกัปแต่กัปนี้ไป พระศาสดาพระนามว่า “โคดม” ทรงสมภพในราชวงศ์ของพระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ผู้ที่สร้างสะพานนี้ จักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นพุทธบุตรอันธรรมะเนรมิตขึ้น จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวกิเลสแล้วนิพพาน

(โธตกมาณพผู้เป็นหนึ่งในบรรดามาณพ ๑๖ คนเหล่านั้น จึงได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ปาสาณเจดีย์ แว่นแคว้นมคธ และได้เป็นผู้กราบทูลถามปัญหาเป็นคนที่ ๕ และได้บรรลุสำเร็จเป็นพระอรหันต์)
จบประวัติพระโธตกเถระ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Peach ในข้อความนี้
พรรณวดี (24-12-10), ก้อนดิน (23-12-10), อภิญญา (23-12-10), จิตประภัสสร (24-12-10), ปาริฉัตรมณี (23-12-10), Nakamura (26-12-10), Rich (26-12-10)
  #9  
เก่า 24-12-10, 23:02
Peach's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 162
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 1,734
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,721 ครั้ง ใน 1,721 ข้อความ
พลังบุญ: 1292
Peach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished road
Default พระอุปสีวเถระ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง
อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ
ข้าพเจ้าขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ อันมีสมเด็จองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหมด พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ตลอดจนพรหมเทพเทวาทั้งหลายที่ได้ปกปักรักษาพระศาสนา และครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบ ๆ กันมา มีหลวงปู่ปานและหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธรรมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

พระอุปสีวเถระ


การสร้างบุพกุศลกรรมของท่าน ได้มีขึ้นในพุทธกาลของพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่า “อโนมะ” ที่ตั้งปรากฏอยู่ใกล้กับป่าหิมพานต์ ข้าพเจ้าได้บวชเป็นดาบส สร้างอาศรมบรรณศาลาเป็นอันดีไว้ในที่ใกล้ภูเขาอโนมบรรพต และมีแม่น้ำที่มีท่าน้ำราบเรียบเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ และน้ำในแม่น้ำไหลผ่านมาทางอาศรมของข้าพเจ้า
บริเวณสถานที่ริมแม่น้ำนั้น มีกอบทุมและกออุบลเป็นจำนวนมากและแม่น้ำนั้นเต็มไปด้วยหมู่ปลาหลายหลากมาชนิด และมีเต่าชุกชุมแหวกว่ายอยู่ไปมา มีดอกไม้พรรณต่างๆ เช่น ดอกทานตะวัน ดอกอโศก ดอกโมกมัน ดอกเข็ม ดอกบุนนาค ดอกหงอนไก่ ดอกมะลิซ้อน ดอกจำปา ดอกราชพฤกษ์ ดอกคัดเค้า ดอกประยงค์เป็นต้น อยู่ล้อมรอบอาศราของข้าพเจ้า
เรื่องตอนต่อไปนี้ เป็นคำพรรณนาถึงบริเวณรอบๆอาศรมนั้นว่ามีดอกไม้ต้นไม้ชื่อต่างๆ สัตว์น้ำและสัตว์ป่านานาชนิด หากจะนำมากล่าวไว้ในที่นี้เห็นว่าไม่ค่อยจะมีประโยชน์เท่าไหร่นัก จึงของดไม่นำมาเล่าไว้ในที่นี้ แต่จะขอเล่าต่อไปถึงตอนที่กล่าวถึงพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จไปถึงอาศรมของดาบสนั้น
ดาบส (อุปสีว) พอได้และเห็นแล้วก็เกิดความเลื่อมใส จึงจัดหาใบไม้ใบหญ้ามาปูเป็นอาสนะ แล้วโปรยดอกสาละลงข้างบน กราบทูลนิมนต์พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ประทับนั่ง
ครั้นพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งแล้ว ดาบสนั้นมีความดีใจ จึงได้รีบขึ้นไปบนภูเขา นำเอากฤษณามา เก็บขนุนผลใหญ่ประมาณเท่าหม้อ มีกลิ่นหมอ มีรสโอชา ยกขึ้นบ่าแบกมาถวายแด่พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วไล้ทาด้วยกฤษณา

อภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-jackfruit1-jpgอภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-jackfruit1-jpgอภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-jackfruit1-jpg
พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยเสร็จ ได้ทรงพยากรณ์ขึ้นว่าดาบสผู้ได้ถวายอาสนะ ขนุน และกฤษณาแก่ตถาคต ไม่ว่าดาบสนี้จะอยู่ในบ้านหรือในป่า ในเงื้อมภูเขา หรือภูหาก็ตาม จักมีโภชนาหารเกิดขึ้นให้บริโภคสมกับความประสงค์ ดาบสนี้จะเกิดเป็นเทพยดาหรือมนุษย์ก็ตามจะบริบูรณ์ด้วยโภชนาหาร และวัตถาลักการ(เครื่องประดับคือผ้า) และดาบสนี้จะได้เสวยทิพยสมบัติอยู่ในเทวโลกตลอดหนึ่งแสนกัป จะได้เป็นพระอินทร์อยู่โดยตลอด ๗๑ ชาติ จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ๑,๐๐๐ ชาติ จะเป็นพระราชาแห่งประเทศราชจนนับชาติไม่ได้ แล้วจะได้เป็นพระสาวกของพระโคดมในกับที่หนึ่งแสนข้างหน้า และมีชื่อว่า “อุปสีวะ”
ข้าพเจ้าผู้ชื่ออุปสีวะ ผู้ได้มาพบพระพุทธเจ้าในคราวนี้ จัดว่าเป็นลาภอันดีของข้าพเจ้าแล้ว เพราะข้าพเจ้าได้บรรลุวิชชา ๓ ประการแล้วโดยลำดับ พระศาสนธรรม คือ พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าจะอยู่ในบ้านหรือในป่าก็ตาม อยู่ที่เงื้อมภูเขาหรือในถ้ำก็ตาม ก็มีโภชนาหารเกิดขึ้นทุกเมื่อ ข้าพเจ้าได้เผากิเสลทั้งหลายแล้ว ได้ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ได้สลัดเครื่องผูก คือ กิเลส เหมือนช้างสลัดปลอกให้หลุดไปแล้ว ฉะนั้น ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวกิเลสอยู่ในบัดนี้ การที่ข้าพเจ้าเข้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้านี้ จัดได้ว่าเป็นการมาดีแล้ว
อุปสีวมานพ ผู้เป็นหนึ่งในบรรดามาณพ ๑๖ คนเหล่านั้น จึงได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ปาสาณเจดีย์ แว่นแคว้นมคธ และได้เป็นผู้กราบทูลถามปัญหาเป็นคนที่ ๖ เมื่อท่านได้รับพระพุทธานุญาติแล้วก็ได้กราบทูลถามปัญหาว่า
“ข้าแต่พระองค์ผุ้ทรงเป็นสักกะ ลำพังข้าพระองค์ผู้เดียวไม่ได้อาศัยอะไรแล้ว ไม่อาจข้ามโอฆะ คือห้วงน้ำใหญ่ท่วมใจสัตว์ได้ ขอพระองค์บอกอารมณ์ที่เป็นเครื่องหน่วงเหนี่ยว ที่ข้าพระองค์จะควรอาศัยข้ามโอฆะ คือห้วงน้ำใหญ่นี้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิดพระเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนอุปสีวะ เธอจงเป็นผู้มีสติเพ่งอากิญจัญญายตนฌาน คืออาศัยการเพ่งอารมณ์ว่า “ไม่มีๆ” ดังนี้ก็จะข้ามห้วงน้ำใหญ่คือสงสารได้ เธอจงละกาม(ความใคร่) ทั้งหลายเสียจงเป็นคนเว้นจากความสงสัย จงเห็นธรรมะที่สิ้นไปแห่งตัณหา (ความดิ้นรนทะยานอยาก) ให้ปรากฏชัด ทั้งกลางคืนกลางวันเถิด”
อุปสีวมาณพกราบทูลว่า “ผู้ใด้ไม่มีความกำหนัดยินดีในกามทั้งหลายแล้ว อาศัยอากิญจัญญายตนฌาน ละสิ่งอื่น น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์ คือ เป็นธรรมที่เปลื้องสัญญาอันประเสริฐสุด ผู้นั้นจะตั้งอยู่ในอากิญจัญญายตนฌานสมาบัตินั้น จะไม่รู้จักเสื่อมบ้างหรืออย่างไร พระเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ผู้ใดไม่มีความกำหนัดยินดีในกามทั้งหลาย ละสมาบัติอื่น แล้วอาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์อย่างยิ่ง ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในสัญญาวิโมกข์”
อุปสีวมาณพกราบทูลถามว่า “ถ้าหากผู้นั้นจะตั้งอยู่ในอากิญจัญญายตนฌานนั้น โดยไม่รู้จักเสื่อม นับจำนวนปีได้เป็นอันมาก (ตลอดหกหมื่นปี) เขาจะเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในอากิญจัญญายตนฌานนั้น หรือจะดับขันธปรินิพพาน วิญญาณของคนเช่นนั้นจะเป็นอย่างไร พระเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนอุปสีวะ เปลวไฟที่ดับไปด้วยกำลังลม ย่อมนับไม่ได้ว่า ไปแล้วในทิศไหน ฉันใด มุนี (ผู้รู้) พ้นไปแล้วจากกองนามรูป ดับโดยไม่มีเชื้อเหลือ (คือดับพร้อมทั้งกิเลสทั้งขันธ์) จึงนับไม่ได้ว่า ไปเกิดเป็นอะไร ฉันนั้น”
เมื่ออุปสีวมาณพได้ฟังพระพุทธดำรัสดังนี้ จึงกราบทูลถามต่อไปอีกว่า “ท่านผู้นั้นดับไปแล้ว หรือว่าเป็นแต่ไม่มีตัวตน หรือว่าเป็นผู้ไม่มีโรคันตราย (อันตรายที่เกิดจากโรค) ด้วยความเป็นผู้เที่ยง ขอพระองค์ผู้ทรงเป็นพระมุนี จงตรัสบอกความข้อนั้นแก่ข้าพระองค์ เพราะว่าธรรมะนั้น พระองค์ได้ทรงทราบแล้ว พระเจ้าข้า”
พระผุ้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบคำถามของอุปสีวมาณพว่า “บุคคลผู้ดับเบญจขันธ์(นิพพาน) ไปแล้ว ย่อมประมาณไม่ได้ กิเลสนั้นก็ไม่มีอยู่ในบุคคลนั้น การไปเกิดเป็นอะไรของผู้นั้นก็ไม่มี เมื่อผู้นั้นถอนธรรมะทั้งปวง (มีขันธ์ เป็นต้น) แล้วจึงเป็นอันตัดทางแห่งถ้อยคำที่จะพูดถึงผู้นั้นว่า เป็นอะไรเสียทั้งหมด”
ในกาลจบลงแห่งพระคาถา ที่เป็นพระดำรัสตอบปัญหาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ธรรมจักษุ ดวงตาคือปัญญาที่รู้เห็นธรรม อันปราศจากธุลีมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่เทพยดาและมนุษย์นับจำนวนเป็นพันๆว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” พร้อมกับการได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์
จบประวัติของพระอุปสีวเถระ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Peach ในข้อความนี้
พรรณวดี (25-12-10), อภิญญา (26-12-10), ปาริฉัตรมณี (25-12-10), Nakamura (26-12-10), Rich (26-12-10)
  #10  
เก่า 25-12-10, 23:34
Peach's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 162
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 1,734
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 1,721 ครั้ง ใน 1,721 ข้อความ
พลังบุญ: 1292
Peach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished roadPeach is on a distinguished road
Default พระนันทกเถระ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง
อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ
ข้าพเจ้าขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ อันมีสมเด็จองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหมด พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ตลอดจนพรหมเทพเทวาทั้งหลายที่ได้ปกปักรักษาพระศาสนา และครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบ ๆ กันมา มีหลวงปู่ปานและหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธรรมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
พระนันทกเถระ
เมื่อชาติก่อน ข้าพเจ้าได้เป็นนายพรานเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ เที่ยวแสวงหาเนื้อฟาน (อีเก้ง) อยู่ ได้พบกับพระสยัมภูพุทธเจ้า

พระสยัมภูพุทธเจ้า ผู้ทรงไม่แพ้แก่อะไรๆ ทรงพระนามว่า “พระอนุรุทธะ” ผู้ทรงเป็นนักปราชญ์ ทรงมีพระประสงค์สถานที่ที่วิเวก คือเงียบสงัด ได้เสด็จเข้าไปป่าในเวลานั้น
ข้าพเจ้าถือเอาท่อนไม้ ๔ ท่อนมาปักลงเป็นเสาในที่ ๔ มุม กระทำเป็นปะรำมุงด้วยดอกปทุม ครั้นมุงเสร็จเรียบร้อย จึงถวายบังคมพระสยัมภูพุทธเจ้า ทิ้งธนูลงไว้ในที่นั้นนั่นเอง แล้วออกบรรพชาเป็นบรรพชิต

อภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-20081203_c11-jpgอภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-struc-viharn01-jpgอภิญญา-พระอสีติมหาสาวก-20081203_c11-jpg
เมื่อข้าพเจ้าบรรพชาแล้วไม่นาน โรคร้ายก็ได้เกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าระลึกถึงกุศลที่กระทำไว้แล้วได้ แล้วตายลงสถานท่นั้นนั่นแหละ
ข้าพเจ้าผู้ประกอบด้วยบุพกุศลกรรม จึงได้ขึ้นไปเกิดในเทวโลกชั้นดุสิต มีวิมานทองเกิดขึ้นแก่เราตามปรารถนา
ข้าพเจ้าอธิษฐานยาน ยานที่เป็นทิพย์เทียมด้วยม้า ๑,๐๐๐ ม้า ออกไปเที่ยวเล่นตามประสงค์
ขณะที่ข้าพเจ้าเป็นเทพบุตรอยู่สวรรค์ชั้นดุสิตนั้น ได้มีปะรำสูง ๑๐๐ โยชน์ และที่ปะรำได้มีที่นอนปูด้วยผ้าทิพย์อย่างดี แล้วลาดด้วยดอกไม้ มีดอกปทุมทั้งหลายตกลงมาเป็นนิตยกาล
เมื่อมีพยับแดดเต้นระยิบระยับอยู่ ทั้งที่มีแสงแดดกล้าแผดเผาอยู่ แสงแดดนั้นไม่แผดเผาข้าพเจ้าเลย นี้เป็นผลแห่งการกระทำปะรำถวายพระสยัมภูพุทธเจ้า
ข้าพเจ้าล่วงพ้นจากทุคติแล้ว ได้ปิดอบายทั้งหลายเสีย ไม่มีความร้อนเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า ในเวลาที่ข้าพเจ้าอยู่ที่ปะรำหรือที่โคนต้นไม้ ข้าพเจ้าอธิษฐานสัญญาว่า เป็นแผ่นดินแล้วข้ามน้ำทะเลไป ข้าพเจ้าเหาะไปในนภากาศก็ได้ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า เพราะข้าพเจ้าได้กระทำกุศลกรรมไว้แล้ว
ข้าพเจ้าระลึกในชาติก่อนๆได้ ข้าพเจ้ามีตาทิพย์ อาสวกิเลสทั้งหลายของข้าพเจ้าสิ้นแล้ว ข้าพเจ้าได้ละชาติก่อนได้แล้ว ข้าพเจ้าเป็นโอรสของพระพุทธเจ้า และได้เป็นธรรมทายาท ได้กระทำให้ให้พระโคดมพุทธเจ้าโปรดปราน ได้เป็นผู้ทรงธรรมไว้ นี้เป็นอานิสงส์แห่งพุทธบูชา
นันทกมาณพ ผู้เป็นหนึ่งในบรรดามาณพ ๑๖ คนเหล่านั้น จึงได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ปาสาณเจดีย์ แว่นแคว้นมคธ และได้เป็นผู้กราบทูลถามปัญหาเป็นคนที่ ๗ เมื่อท่านได้รับพระพุทธานุญาตแล้ว ก็ได้กราบทูลถามปัญหาว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าชนทั้งหลายกล่าวว่า มุนีมีอยู่ในโลกนี้ ข้อนี้เป็นอย่างไร เขาเรียกบุคคลผู้ประกอบด้วยญาณ หรือบุคคลผู้ทำการเลี้ยงชีวิตว่าเป็นมุนี พระเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนนันทกะ ผู้ฉลาดทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่กล่าวว่า บุคคลเป็นมุนีด้วยความเห็นด้วยการได้ฟัง หรือด้วยความรู้ ตถาคตกล่าวว่า บุคคลใด ทำตนให้ปราศจากกองกิเลส เป็นผู้ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวังทะยานอยากเที่ยวไปอยู่ บุคคลผู้นั้นแหละชื่อว่า “มุนี”
นันทกมาณพกราบทูลถามว่า “สมณพราหมณ์เหล่าใด ย่อมกล่าวว่ามีความบริสุทธิ์ด้วยการได้เห็น ได้ฟัง ด้วยศีลและวัตร และด้วยมงคลต่างๆอีกมาก ข้าแตพระผู้มีพระภาคเจ้า สมณพราหมณ์เหล่านั้นประพฤติในทิฐิเหล่านั้น ตามที่ตนเห็นว่าเป็นเครื่องบริสุทธิ์ ข้ามพ้นชาติและชราได้บ้างหรือไม่ ข้าพระองค์กราบทูลถาม ขอพระองค์ตรัสบอกความข้อนั้นแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบคำถามว่า “ดูก่อนนันทกะ สมณพราหหมณ์เหล่านั้น แม้ถึงประพฤติอย่างนั้น ตถาคตกล่าวว่า ก็ข้ามพ้นชาติ และชราไปไม่ได้”
นันทกมาณพกราบทูลถามต่อไปว่า “สมณพราหมณ์เหล่าใด กล่าวว่ามีความบริสุทธิ์ด้วยการได้เห็นได้ฟังก็ดี ด้วยศีลและวัตรก็ดี ด้วยมงคลชนิดต่างๆก็ดี ถ้าสมณพราหมณ์เหล่านั้น ข้ามพ้นโอฆะไปไม่ได้แล้ว ใครเล่าในเทวโลก หรือในมนุษยโลก ข้ามพ้นชาติและชราได้พระเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกล่าวแก้ปัญหาว่า “ตถาคตไม่กล่าวว่าสมณพราหมณ์ถูกชาติและชราครอบงำแล้วหมดทุกคน แต่ตถาคตกล่าวว่า สมณพราหมณ์เหล่าใดในโลกนี้ละอารมณ์ที่ตนได้เห็น ได้ฟัง ได้รู้ ทั้งศีลและวัตรทั้งสิ้น และละมงคลชนิดต่างๆ ได้ทั้งหมด กำหนดรู้ “ตัณหา” ว่าเป็นโทษควรละ เป็นผู้ไม่มีอาสวะแล้ว ตถาคตกล่าวว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นนั้นแหละว่า ผู้ข้ามพ้นโอฆะ คือ ห้วงกิเลสได้แล้ว”
ครั้นนันทกมาณพฟังพุทธดำรัสตอบนี้แล้ว ได้กราบทูลเพื่อแสดงความยินดีขึ้นว่า “ข้าพระองค์มีความชอบใจยิ่งต่อพระวาจาของพระองค์ผู้ทรงแสวงหาคุณธรรมอันประเสริฐ พระองค์ทรงแสดงธรรมอันไม่มีอุปธิ(กิเลส) ไว้ดีแล้ว ถึงแม้ข้าพระองค์ก็เรียกสมณพราหมณ์เหล่านั้นว่า ข้ามพ้นโอฆะทั้ง ๔ ได้ เหมือนกับที่พระองค์ตรัสแล้วนั้น”
ในเวลาจบลงแห่งพระคาถาอันเป็นพระดำรัสตอบปัญหาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ธรรมจักษุ ได้แก่ ดวงตาคือปัญญาที่รู้เห็นธรรม อันปราศจากธุลีมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่เทพยาดาและมนุษย์นับจำนวนเป็นพันๆว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” พร้อมกับการได้สำเร็จเป็นพระอรหัตน์

จบประวัติของพระนันทกเถระ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 6 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Peach ในข้อความนี้
พรรณวดี (26-12-10), อภิญญา (26-12-10), จิตประภัสสร (27-12-10), ปาริฉัตรมณี (26-12-10), Nakamura (26-12-10), Rich (26-12-10)
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 21:30


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่