อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ประวัติพระ และบุคคลตัวอย่าง

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #11  
เก่า 10-06-10, 22:11
Banned Users
 
วันที่สมัคร: Dec 2009
ข้อความ: 1,241
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 11,432
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 9,185 ครั้ง ใน 9,185 ข้อความ
พลังบุญ: 0
Rich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished road
Smile พระปัจเจกพุทธเจ้า

๑o. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้กล้าหาญ
ปลงเครื่องปรากฏ ละเพศคฤหัสถ์แล้ว
ตัดกามอันเป็นเครื่องผูกของคฤหัสถ์แล้ว
ดุจต้นทองหลางมีใบร่วงหล่นแล้ว
จึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น

๑๑.-๑๒. (พระปัจเจกพุทธเจ้า ๒ องค์ได้กล่าวองค์ละ ๑ คาถาว่า)
ถ้าบุคคลพึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน
เที่ยวไปด้วยกัน มีปกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์
ครอบงำอันตรายทั้งสิ้นเสียแล้ว
พึงดีใจ มีสติเที่ยวไปกับสหายนั้น
ถ้าบุคคลไม่ได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน
เที่ยวไปด้วยกัน มีปกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์
พึงเที่ยวไปผู้เดียวเถิด
เหมือนพระราชาทรงละทิ้งแว่นแคว้นที่ทรงชนะแล้ว
เสด็จไปแต่ผู้เดียว ดังช้างมาตังคะ
ละทิ้งโขลงเที่ยวอยู่ในป่าแต่ตัวเดียว ฉะนั้น

๑๓. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
เราย่อมสรรเสริญสหาย ผู้ถึงพร้อมด้วยศีลขันธ์เป็นต้นแท้
พึงคบสหายที่ประเสริฐกว่า หรือที่เสมอกัน
เมื่อไม่ได้สหายเหล่านี้
ก็พึงเป็นผู้บริโภคโภชนะอันไม่มีโทษ
เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น

๑๔. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
บุคคลใดเห็นกำไลมือทองสองวงอันสุกปลั่ง
ที่ช่างทองทำสำเร็จสวยงาม
กระทบกันอยู่ที่ข้อมือทั้งสอง
จึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

๑๕. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
การที่เราจะพึงพูดจากับพระกุมารที่สอง
หรือการข้องอยู่ด้วยอำนาจแห่งความเยื่อใย
พึงมีได้ด้วยอย่างนี้
บุคคลเล็งเห้นภัยนี้ในอนาคต
จึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

๑๖. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
ก็กามทั้งหลายอันวิจิตร มีรสอร่อย เป็นที่รื่นรมย์ใจ
ย่อมย่ำยีจิตด้วยสภาพต่างๆ
บุคคลเห็นโทษในกามคุณทั้งหลายแล้ว
จึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

๑๗. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
คำว่า กาม นี้เป้นอันตราย เป็นดุจฝี
เป็นความอุบาทว์ เป็นโรค เป็นดุจลูกศร เป็นภัย
บุคคลเห็นภัยนี้ในกามคุณทั้งหลาย
จึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

๑๘. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
บุคคลพึงครอบงำอันตรายทั้งปวงแม้เหล่านี้ คือ
ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย
ลม แดด เหลือบ ยุง และ สัตว์เลื้อยคลานแล้ว
พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น


....to be continue

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Rich ในข้อความนี้
พรรณวดี (11-06-10), พุทธรักษา (11-06-10), มณีนพรัตน์ (05-08-10), อภิญญา (07-07-10), ปาริฉัตรมณี (12-06-10), เพิ่มบุญ (03-11-11), เดชะบุญ (12-06-10), Drew (26-03-11), Jira (01-07-10), rathanakit (21-06-10)
  #12  
เก่า 11-06-10, 14:45
Banned Users
 
วันที่สมัคร: Dec 2009
ข้อความ: 1,241
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 11,432
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 9,185 ครั้ง ใน 9,185 ข้อความ
พลังบุญ: 0
Rich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished road
Smile พระปัจเจกพุทธเจ้า

๑๙. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
บุคคลพึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด
เปรียบเหมือนช้างใหญ่ ที่เกิดในตระกูลปทุม มีขันธ์เกิดดีแล้ว
ละโขลงอยู่ในป่าตามอภิรมย์ ฉะนั้น

๒o. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
บุคคลใคร่ครวญถ้อยคำของพระปัจเจกพุทธเจ้า
ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ว่า
การที่บุคคลยินดีแล้ว ด้วยการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
จะพึงสัมผัสวิมุติอันมีในสมัย นั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้
จึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

๒๑. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
เราล่วงทิฏฐิอันเป็นข้าศึกได้แล้ว
ถึงความเป็นผู้เที่ยง ได้มรรคแล้ว
เป็นผู้มีญาณเกิดขึ้นแล้ว
อันบุคคลอื่นไม่ต้องแนะนำ
จึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

๒๒. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
บุคคลเป็นผู้ไม่โลภ ไม่หลอกลวง ไม่กระหาย
ไม่มีลบหลู่ มีโมหะดุจน้ำาดอันกำจัดแล้ว
เป็นผู้ไม่มีตัณหาในโลกทั้งปวง
จึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

๒๓. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
บุคคลพึงเว้นสหายชั่ว
ผู้ชี้บอกความฉิบหาย ผู้ตั้งอยู่ในธรรมที่ผิด
ไม่พึงคบผู้ขวนขวายและผู้ประมาทด้วยตนเอง
พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

๒๔. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
บุคคลพึงคบมิตรผู้เป็นพหูสูต ทรงธรรม
มีคุณยิ่ง มีปฏิภาณ
รู้ประโยชน์ทั้งหลาย กำจัดความสงสัยได้แล้ว
พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

๒๕. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
บุคคลไม่พอใจในการเล่น
ความยินดีและกามสุขในโลก ไม่ใส่ใจ
เว้นจากฐานะแห่งการประดับตกแต่ง มีปกติกล่าวคำสัย์
จึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

๒๖. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
บุคคลละบุตร ภริยา บิดา มารดา
ทรัพย์ ธัญชสติ พวกพ้อง
และกามทั้งหลายตามส่วนตัวแล้ว
จึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

๒๗. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
กามนี้เป็นเครื่องข้อง มีสุขน้อย
ในกามนี้ มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก
บัณฑิตรู้ว่า กามนี้ ดุจหัวฝีแล้ว
พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

....to be continue

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Rich ในข้อความนี้
พรรณวดี (14-06-10), พุทธรักษา (11-06-10), มณีนพรัตน์ (05-08-10), อภิญญา (07-07-10), ปาริฉัตรมณี (12-06-10), เพิ่มบุญ (03-11-11), เดชะบุญ (12-06-10), Drew (26-03-11), Jira (01-07-10), rathanakit (21-06-10)
  #13  
เก่า 11-06-10, 17:11
Banned Users
 
วันที่สมัคร: Dec 2009
ข้อความ: 1,241
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 11,432
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 9,185 ครั้ง ใน 9,185 ข้อความ
พลังบุญ: 0
Rich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished road
Smile พระปัจเจกพุทธเจ้า

๒๘. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
บุคคลพึงทำลายสังโยชน์ทั้งหลาย
เหมือนปลาทำลายข่าย แล้วหนีไป
เหมือนไหม้เชื้อ ลามไปแล้วไม่กลับมา
พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

๒๙. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
บุคคลผู้มีจักษุทอดลงแล้ว ไม่คะนองเท้า
มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว มีใจอันรักษาแล้ว
มีราคะไม่รั่วลด อันไฟกิเลสไม่เผาลน
จึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น

๓o. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
บุคคลพึงละเครื่องเพศคฤหัสถ์
เหมือนต้นทองหลางมีใบร่วงหล่นแล้ว
ครองผ้ากาสาวะ ออกบวชเป็นบรรพชิต
เที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

๓๑. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
ไม่พึงทำความยินดีในรสทั้งหลาย ไม่โลเล
ไม่ต้องเลี้ยงผู้อื่น มีปกติเที่ยวบิณฑบาตไปตามลัดับตรอก
มีจิตไม่ข้องเกี่ยวในสกุล
พึงเที่ยวไปผูเดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

๓๒. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
บุคคลพึงละนิวรณ์เครื่องกั้นจิต ๕ ประการ
บรรเทาอุปกิเลสทั้งปวงแล้ว
ไม่อาศัยตัณหาและทิฐถิ ตัดโทษคือความเยื่อใยได้แล้ว
จึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

๓๓. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
บุคคลละสุข ทุกข์
โสมนัสและโทมนัสก่อนๆ ได้แล้ว
ได้อุเบกขาและสมถะ อันบริสุทธิ์แล้ว
พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

๓๔. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
บุคคลปรารถ ความเพียรเพื่อบรรลุพระนิพพาน
มีจิตไม่หดหู่ ไม่ประพฤติเกียจคร้าน
มีความบากบั่นมั่นคง
ถึงพร้อมแล้วด้วยกำลังกายและกำลังญาณ
พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

๓๕. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
บุคคลผู้ไม่ละการหลีกเร้นและณาน
ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมเป็นนิตย์
พิจารณาเห็นโทษในภพทั้งหลายแล้ว
พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

๓๖. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
บุคคลเมื่อปรารถนาความสิ้นตัณหา ไม่ประมาท
ไม่โง่เขลา มีการสดับ มีสติ
มีธรรมกำหนดรู้แล้ว เป็นผู้เที่ยง มีความเพียร
จึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

๓๗. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
บุคคลไม่สะดุ้งในเพราะเสียง เหมือน ราชสีห์
ไม่ติดตาข่ายเหมือนลม
ไม่เปียกน้ำเหมือนบัว
พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น

๓๘.(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
พญาราชสีห์มีเขี้ยวเป้นกำลัง
ข่มขี่ ครอบงำ เนื้อทั้งหลายเที่ยวไป ฉันใด
บุคคลพึงเสพเสนาสนะอันสงัด
พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

๓๙. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
บุคคลเสพอยู่ซึ่งเมตตาวิมุติ กรุณาวิมุติ
มุทิตาวิมุติ และอุเบกขาวิมุติในกาลอันสมควร
ไม่ยินร้ายด้วยโลกทั้งปวง
จึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

๔o. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
บุคคลละราคะ โทสะและโมหะ
ทำลายสังโยชนืทั้งหลายได้แล้ว
ไม่สะดุ้งในเวลาสิ้นชีวิต
จึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนรอแรด ฉะนั้น

๔๑. (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)
มิตรทัมีประโยชน์เป็นเหตุ จึงคบหาสมาคมกัน
มิตรทั้งหลายที่ไม่มุ่งประโยชน์หาได้ยากในทุกวันนี้
มนุษย์ทั้งหลายมีปัญญามุ่งประโยชน์ตน ไม่สะอาด
บุคคลจึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

( พระพุทธเจ้าตรัสต่อไปว่า )
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายมีศีลบริสุทธิ์ มีปัญญาหมดจดดี มีจิตตั้งมั่น ประกอบความเพียร เจริญวิปัสสนา มีปกติเห็นธรรมวิเศษ พึงรู้แจ้งธรรมอันสัมปยุคด้วยองค์มรรคและโพชฌงค์ ธีรชนเหล่าใดเจริญสุญญตวิโมกข์ บรรลุความเป็นพระสาวกในศาสนาพระชินเจ้า ธีรชนเหล่านั้นย่อมเป็นพระสยัมภูปัจเจกชินเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายมีธรรมยิ่งใหญ่ มีธรรมกายมาก มีจิตเป้นอิสระ ข้ามห้วงทุกข์ทั้งมวลได้แล้ว มีใจเบิกบาน มีปกติเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง เปรียบดังราชสีห์ เหมือนกับนอแรด พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้มีอินทรีย์สงบแล้ว มีใจสงบแล้ว มีจิตมั่นคงแล้ว มีปกติประพฤติด้วยความกรุณาในเหล่าสัตว์ ที่อยู่ในปัจจันชนบท ดุจดวงประทีป สว่างไสวอยู่ในโลกนี้ และโลกหน้า เกื้อกูลสัตว์โลกอยู่เป็นนิตย์ พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้ เป็นผู้สูงสุดในหมู่ชน ละกิเลสเครื่องกั้นทั้งปวงหมดแล้ว เป้นประทีปส่องโลกให้สว่าง มีรัศมีเช่นกับทองชมพูนุท เป็นพระทักขิไณยบุคคลชั้นดีของโลก โดยไม่ต้องอาศัย เป็นผู้บริบูรณ์อยู่เนืองนิตย์ คำสุภาษิตของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมเป็นไปในโลกพร้อมทั้งเทวโลกชนเหล่ใดผู้เป็นพาลได้ฟังแล้ว ไม่ทำเหมือนดังนั้น ชนเหล่านั้นต้องเที่ยวไปในสังขารทุกข์บ่อยๆ คำสุภาษิตของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นคำไพเราะ ดังน้ำผึ้งรวงอันหลั่งออกอยู่ชนเหล่าใดได้ฟังแล้วว ปฏิบัติตามนั้น ชนเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้มีปัญญา เห้นสัจจะ คาถาอันโอฬารอันพระปัจเจกสัมพุทธชินเจ้ากล่าวแล้ว คาถาเหล่านั้น อันพระศากยสีหะผู้สูงสุดว่านรชนเสด็จออกผนวชทรงประกาศแล้ว เพื่อให้เวไนยสัตว์รู้แจ้งธรรม คาถาเหล่านี้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่าน้น รจนาไว้อย่างวิเศษ เพื่อความอนุเคราะห์สัตว์โลก อันพระสยัมภูผู้สีหะทรงประกาศแล้วเพื่อยังเพิ่มพูนความสลดสังเวช ความไม่คลุกคลีและปัญญา ฉะนี้แล

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Rich : 13-06-10 เมื่อ 15:23

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Rich ในข้อความนี้
พรรณวดี (14-06-10), พุทธรักษา (13-06-10), มณีนพรัตน์ (05-08-10), อภิญญา (07-07-10), ปาริฉัตรมณี (12-06-10), เพิ่มบุญ (03-11-11), เดชะบุญ (12-06-10), Drew (26-03-11), Jira (01-07-10), rathanakit (21-06-10)
  #14  
เก่า 11-06-10, 19:15
Banned Users
 
วันที่สมัคร: Dec 2009
ข้อความ: 1,241
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 11,432
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 9,185 ครั้ง ใน 9,185 ข้อความ
พลังบุญ: 0
Rich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished road
Smile พระปัจเจกพุทธเจ้า

คาถาที่ ๑

พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นี้ หยั่งลงสู่ภูมิปัจเจกโพธิสัตว์ บำเพ็ญบารมีอยู่ ๒ อสงไขแสนกัป บวชในศาสนาของสมเด็จพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร บำเพ็ญ คตปัจจาคตวัตร อยู่สองหมื่นปี ได้กระทำกาละแล้วบังเกิดขึ้นในกามาวจรเทวโลกจุติจากนั้นแล้วได้ถือปฏิสนธิในพระอัครมหาสีของพระเจ้าพาราณสี

หมายเหตุ : คตปัจจาคตวัตร แปลว่า การนำกรรมฐานทั้งไปทั้งกลับ โดยไม่ทอดทิ้งอารมณ์กรรมฐานเลยจนกว่าจะบรรลุธรรม

ก็พระอัครมเหสีนั้นเป็นสตรีผู้ฉลาดคนหนึ่ง รู้การตั้งครรภ์ได้ในวันนั้นเอง ดังนั้น พระอัครมเหสีจึงกราบทูลการตั้งครรภ์นั้นแด่พระราช
การที่สัตว์ผู้มีบุญมาเกิดขึ้นในครรภ์แล้ว มาตุคามย่อมได้การบริหารครรภ์นั้น นั่นเป้นของธรรมดา เพราะฉะนั้น พระราชาจึงทรงพระราชทานการบริหารครรภ์แก่พระอัครมเหสีนั้น
ตั้งแค่นั้นมาพระนางไม่ได้กลืนกินอะไรๆที่ร้อนจัด เย็นจัด เปรี้ยวจัด เย็นจัด เค็มจัด เผ็ดจัด และขมจัด เพราะเมื่อมารดากลืนกินของร้อนจัด ัตว์ที่เกิดในครรภ์ย่อมเหมือนอยู่ในโลหกุมภี เมื่อกลืนกินของเย็นจัด ย่อมเป้นเหมือนโลกันตนรก บริโภคของเปรี้ยวจัด เค็มจัด เผ็ดจัด ขมจัด อวัยวะทารกย่อมมีเวทนากล้า เหมือนถูกผ่าด้วยมีดแล้วราดด้วยของเปรี้ยวเป็นต้น
ผู้บริหารครรภ์ทั้งหลายย่อมห้ามพรนางจากการเดินมากยืนมาก นั่งมาก นอนมาก ด้วยหวังว่า ทารกที่อยู่ในครรภ์อย่าได้มีความลำบากเพราะการเคลื่อนไหว
พระนางได้การเดินเป้นตภาคพื้นที่ลาดด้วยเครื่องดันนุ่มโดยพอประมาณ ย่อมได้เสวยข้าวน้ำอันเป็น สัปปายะ อร่อย สมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นเป้นต้น ผู้บริหารครรภ์กำหนดให้พระนางเดิน ให้ประทับ นั่งและให้ออกไป
พระนางได้รับบริหารพระครรภ์อยู่อย่างนี้ ในเวลาพระครรภ์แก่ เสด็จเข้าเรือนประสูติ ในเวลาใกล้รุ่ง ประสูติพระโอรสซึ่งพร้อมด้วยธัญญลักษณะ บุญลักษณะ เช่นกับก้อนมโนศิลาที่เคล้าด้วยนก
ในวันที่ ๕ จากวันนั้นราชบุรุษทั้งหลาย ก้นำพาพระโอรสนั้นซึ่งตกแต่งประดับประดาแล้วถวายแด่พระราชา พระราชาทรงดีพระทัย ทรงให้พระพี่เลี้ยง ๖๖ คนเลี้ยงดูพระกุมารนั้นเจริญด้วยสมบัติทั้งปวง ไม่นานนักก็ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา
เมื่อพระโอรสนั้นมี พระชันษาเพียง ๑๖ ปีเท่านัน พระราชาก็ทรงอภิเษกไว้ในราชสมบัติ และให้บำรุงบำเรอด้วยนางฟ้อนต่างๆ พระราชโอรสผู้อภิเษแล้ว ทรงพระนามว่าพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในสองหมื่นนครในสกลชมพูทวีป
เมื่อก่อนในชมพูทวีป มีนครอยู่แปดหมื่นสี่พันนคร นครเหล่านั้นเสื่อมไปเหลืออยู่หกหมื่นนคร แต่น้น เสื่อมไปเหลืออยู่สี่หมื่นนคร ก็ในเวลาเสื่อมทุกอย่างมีเหลืออยู่สองหมื่นนครก็พระเจ้าพรหมทัตนี้อุบัติขึ้นในเวลาเสื่อมทุกอย่าง
เพราะฉะนั้น พระเจ้าพรหมทัตทรงมีสองหมื่นนคร มีปราสาทสองหมื่นองค์ มีช้างสองหมื่นเชือก มีม้าสองหมื่นต้ว มีรถสองเหมือนคัน มีพลเดินเท้าสองหมื่นคน มีสตรีสองหมื่นนาง คือนางสนมและหญิงฟ้อน มีอำมาตย์สองหมื่นคน
พระเจ้าพรหมทัตนั้น ทรงครองมหาราชสมบัติอยู่ ก็ทรงทำกสินบริกรรม ทรงทำอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้เกิดขึ้น
เป็นธรรมดาที่พระราชาผู้อภิเษกแล้ว ต้องประทับนั่งในศาลเป็นประจำ เพราะฉะนั้น ในวันหนึ่งพระองค์เสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว ประทับนั่งในที่วินิจฉัย พวกคนได้ทำเสียงดังลั่นเอ็ดจอึงในที่นั้น พระองค์ทรงดำริว่า เสียงนี้เป็นอุปกิเลสแก่สมาบัติ จึงเสด็จขึ้นสู่พื้นปราสาทประทับนั่งด้วยความหวังจะเข้าสมาบัติ ก็ไม่อาจเข้าได้สมาบัติเสื่อมไปเพราะความยุ่งยากในราชสมบัติ
พระองค์จึงทรงดำริว่า "ราชสมบัติประเสริฐ หรือสมณธรรมประเสริฐ " แต่นั่น ทรงทราบว่า ความสุขในราชสมบัติมีนิดหน่อยมีโทษมาก แต่ความสุขในสมณธรรมมีอานิสงส์มากไพบูลย์ และคนประเสริฐซ่องเสพ
จึงทรงสั่งอำมาตย์คนหนึ่งว่า เธอจงปกครองราชสมบัตินี้โดยธรรมสม่ำเสมอ อย่าครอบครองโดยไม่เป็นธรรม ทรงมอบราชสมบัติทั้งหมดให้แก่อำมาตย์นั้น แล้วเสด็จขึ้นปราสาท ทรงยับยั้งอยู่ด้วยความสุขในสมาบัติ ใครๆ จะเข้าไปเฝ้าไม่ได้ เว้นแต่มหาดเล็กผู้ถวายน้ำล้างพระพักตร์และไม้ชำระพระทนต์กับผู้นำพรกระยาหารไปถวาย เป็นต้น
ต่อมา เมื่อล่วงเวลาไปประมาณกึ่งเดือน พระมเหสีตรัสถามว่า "พระราชาไม่ปรากฏในที่ไหนๆ ในการเสด็จไปอุทยานการทอดพระเนตรกำลังพล และการฟ้อน เป็นต้น พระราชาเสด็จไปไหน ?" อำมาตย์ทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้นแก่พระมเหสี พระนางท้ส่งข่าวแก่อำมาตย์ (ผู้รับมอบราชสมบัติ) ว่าเมื่อท่านรับราชสมบัติ แม้เราก็เป็นอันท่านรับมอบด้วย ท่านจงมาสำเร็จการอยู่ร่วมกับเรา อำมาตย์นั้นปิดหูทั้งสองข้างเสีย แล้วห้ามว่า "คำนี้ไม่น่าฟัง" พระนางจึงให้ส่งข่าวไปอีก ๒-๓ ครั้ง ทรงคุกคามอำมาตย์ผู้ไม่ปรารถนาว่า "ถ้าท่านไม่ทำเราจะปลดท่านออจากตำแหน่งเสีย หรือจะฆ่าท่านเสีย"
อำมาตย์นั้นกลัว คดว่าธรรมดามาตุคามเป็นผู้ตัดสินใจได้เด็ดเดี่ยว บางทีอาจกระทำอย่างที่ตรัสนั้นได้ ในวันหนึ่งได้ไปในที่ลับ สำเร็จการอยู่ร่วมกันบนที่บรรทมอันทรงสิริกับพระนาง พระนางเป็นหญิงมีบุญ มีสัมผัสสบาย อำมาตย์นั้นกำหนัดแล้วด้วยความกำหนัดในสัมผัสของพระนางก็ได้แอบไปที่ตำหนักของพระนางบ่อยๆ ต่อมาเขาหมดความระแวง เริ่มเข้าไปดุจเป็นเจ้าของเรือน
ต่อมา คนของพระราชาได้กราบทูลเรื่องราวนั้นแก่พระราชา พระราชาทรงไม่เชื่อ จึงพากันกราบทูลครั้งที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๓ แต่นั้นพระราชาทรงแอบไป ได้ทรงเห็นด้วยพระองค์เองจึงสั่งให้ประชุมอำมาตย์ทั้งหมแจ้ให้ทราบ อำมาตย์เหล่านั้นกราบทูลว่า "อำมาตย์ผู้นี้ผิดต่อพระราชา ควรตัดมือตัดเท้า" แล้วชี้กรรมกรณ์การลงโทษทางกายทั้งหมด จนกระทั่งถึงการเสียบหลาว
พระราชาตรัสว่าการฆ่า การจองจำ และการทุบตีผู้นี้ เป็นการเบียดเบียนก็จะพึงเกิดขึ้นแก่ ในการปลงชีวิตปาณาติบาตก็จะพึงเกิด ในการริบทรัพย์อทินนาทานก็จะพึงเกิด ไม่ควรทำกรรมอย่างนี้ พวกท่านจงขับไล่อำมาตย์ผู้นี้ออกไปเสียจากอาณาจักรของเรา อำมาตย์ทั้งหลายได้กระทำเขาให้เป็นคนที่ไม่มีเขตแดน เขาจึงพาอาทรัพย์และบุตรของตนที่พอจะนำเอาไปได้ไปยังเขตแดนของพระราชาอื่น พระราชาในเขตนั้นได้ทรงทราบเข้าจึงตรัสถามว่า "ท่านมาทำไม"
อำมาตย์นั้นจงกราบทูลว่า "ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ปรารถนาจะคอยรับใช้พระองค์ พระราชานั้นจึงยอมรับไว้ พอล่วงไป ๒ ๓ วัน อำมาตย์นั้นได้ควมคุ้นเคยแล้วได้กราบทูลว่า " ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์เห็นน้ำผึ้งไม่มีตัวอ่อน คนผู้จะเคี้ยวกินน้ำผึ้งนั้นก็ไม่มี " พระราชาทรงดำริว่า "อะไรนี่" คนที่จะประสงค์จะเย้ยจึงจะกล่าว จึงไม่ทรงเชื่อฟัง อำมาตย์นั้นได้ช่องจึงได้กราบทูลพรรณนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก พระราชาตรัสถามว่า "นี่อะไร?" อำมาตย์นั้นกราบทูลว่า "ข้าแต่สมมติเทพ ราชสมบัติในเมืองพาราณสีพระเจ้าข้า"
พระราชานั้นตรัสว่า "ท่านประสงค์จะนำเราไปฆ่าให้ตายหรือ"
อำมาตย์กล่าวว่า พระองค์อย่างได้ตรัสอย่างนั้น ถ้าพระองค์ไม่ทรงเชื่อ ขอพระองค์จงส่งคนไป"
พระราชาจึงส่งคนทั้งหลายไป คนเหล่านั้นไปถึงแล้วจึงขึดซุ้มประตูแล้วโผล่ขึ้นในตำหนกที่บรรทมของพระราชา
พระราชาทรงเห็นแล้สตรัสถามว่า "พวกท่านมากันเพื่อ อะไร?"
คนเหล่านั้นกราบทูลว่า "พวกข้าพระองค์เป็นโจรพระเจ้าข้า"
พระราขาได้ให้ทรัพย์แก่คนเหล่านั้นแล้วตรัสสอนว่า พวกท่านอย่าได้กระทำอย่างนี้อีก แล้วปล่อยตัวไป คนเหล่านั้นกลับมากราบทูลให้พระราชาอีกของตนทรงทราบ
พระราชาผู้มีมิจฉาทิฐถินั้นทรงทดลองอย่างนั้นแหละครั้งที่สองอีก ทรงทราบว่า พระราชาผู้นี้มีศีล จึงคุมกองทัพมีองค์ ๔ ข้าประชิดนครหนึ่งในระหว่างแดน แล้วให้ส่งข่าวแก่อำมาตย์ในนครนั้นว่าท่านจะให้นครแก่เราหรือว่าจะรบ
อำมาตย์นั้นจึงให้คนกราบทูลเนื้อความนั้นแก่พระเจ้าพรหมทัตว่า "ขอพระองค์ผู้เป้นดังสมมติเทพจงสั่งมาว่า จะรบหรือจะให้นคร" พระราชาผู้มีศีลตรัสตอบไปว่า ไม่จำเป้นต้องรบ ท่านจงให้นครแล้วพากันมายังนครพาราณสีนี้ ฝ่ายพระราชาผู้เป็นมิจฉาหลังจากยึดนครนั้นได้แล้วทรงส่งทูตทั้งหลายไปแม้ในนครที่เหลือเหมือนอย่างเก่า
อำมาตย์เหล่านั้นก็กราบทูลแก่พระเจ้าพรหมทัตอย่างนั้นเหมือนกัน อันพระเจ้าพรหมทตนั้นตรัวตอบว่าไม่จำเป็นต้องรบพึงมา ณ ที่นี่ จึงพากันมาในเมืองพาราณสี
ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลพระเจ้าพรหมทัตว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พวกข้าพระองค์จักรบกับพระราชาผู้โลภมากนี้
พระราชาทรงห้ามว่า ปาณาตบาตจักมีแก่เราแลพวกท่าน
อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้าพวกข้าจะจับเป็นพระราชานั้นแล้วนำมาในที่นี่ทีเดียว ทำให้พระราชาทรงยินยอมด้วยอุบายต่างๆ
แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่มหาาชขอพระองค์จงเสด็จมา แล้วเริ่มจะไป
พระราชาตรัสว่า ถ้าท่านทั้งหลายจะไะทำสัตว์ทั้งหลายให้ตายด้วยดารประหารและปล้นเราจะไป อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พวกข้าพะรองค์จะไม่ทำ พวกข้าพระองค์จะแสดงภัยแล้วให้หนีไป" แล้วจึงคลุมจตุรงคเสนา ใส่ดวงประทีปในหม้อ แล้วไปในตอนกลางคืน
วันนั้น พระราชาที่เป็นข้าศึกยึดนครในที่ใกล้เมืองพาราณสีได้แบ้ส ทรงดำริว่า "บัดนี้มีอะไร" จึงให้ปลดเครื่องเวรยามผูกสอดในตอนกลางคืนเป็นผู้ประมาท จึงก้าวลงสู่ความหลับพร้อมกับหมู่พล
ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายได้พาพระเจ้าพรหมทัตไปถึงค่ายของพระราชาผู้เป้นข้าศึก จึงให้นำประทีปออกจากหม้อทุกหม้อ ทำให้โชติช่วงเป็นอันเดียวกัน แล้วกระทำการโห่ร้อง
อำมาตย์ของพระราชาที่เป้นข้าศึก เห็นหมู่พลมามากมายก็กลัวจึงเข้าไปเฝ้าพระราชาของตนแล้วได้กล่าวเสียงลั่นว่าพระองค์จงลุกขึ้นเคี้ยวกินน้ำผึ้งที่ไม่มีตัวอ่อนเถิด
แม้ครั้งที่สอง แม้ครั้งที่สาม ก็ได้กระทำเหมือนอย่างนั้น พระราชาผู้เป็นข้าศึกทรงตื่นขึ้นด้วยเสียงนั้น ถึงความกลัว หวาดสะดุ้ง เสียงโห่ร้องตั้งร้อยลั่นไปแล้ว พระราชานั้นทรงดำริว่า
"เราเชื่อคำของคนอื่น จึงตกไปอยู่ในมือของศัตรู"
ทรงบ่นถึงเรื่องนั้นตลอดคืน
ในวันรุ่งขึ้น ทรงดำริว่า พระราชาทรงตั้งอยู่ในธรรมคงไม่กระทำการขัดขวาง เราจะไปให้พระองค์อดโทษ จึงเข้าไปเฝ้าพระราชา คุกเข่าลงแล้วกราบทูลว่า" ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จโทษผิดของหม่อมฉัน"
พระราชาทรงตรัสว่า จงลุกขึ้นเถิด หม่อมฉันอดโทษแก่พระองค์ พระราชาข้าศึกนั้นเมื่อพระราชาสักว่าตรัสอย่างนั้นเท่านั้นก็ ทรงโล่งพระทัยอย่างยิ่ง ได้ราชสมบัติในชนบทใกล้เคียงพระเจ้าพาราณสีนั่นเอง พระราชาทั้งสองต่อมาได้เป็นพระสหายกันและกัน
พระเจ้าพรหมทัตทอดพระเนตรเสนาทั้งสองฝ่ายรื่นเริงบันเทิงยืนร่วมกันได้ จึงทรงดำริว่า เพราะเราผู้เดียวเท่านั้นตามรักษาจิต หยาดโลหิสักเท่าแมลงวันเล็กๆ ดื่มได้ จึงไม่เกิดขึ้นในหมู่ชนทั้งหลายนี้ โอ สาธุ โอ ดีแล้สว สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจึงมีความสุข อย่าได้มีเวรแก่กัน อย่าเบียดเบียนกัน แล้วทรงทำเมตตาฌานให้เกิดขึ้น ทรงทำเมตตาฌานนั้น นั่นแหละให้เป็นบาท พิจารณสังขารทั้งหลาย กระทำให้แจ้งในปัจเจกโพธิญาณ บรรลุความเป็นพระสยัมภูแล้ว
อำมาตย์ทั้งหลายหมอบกราบลงแล้ว กราบทูลพระเจ้าพรหมทัตผู้มีความสุขด้วยสุขในมรรคและผล ซึ่งประทับนั่งบนคอช้างว่ ข้าแต่มหาราชาเจ้า การที่จะเสด็จไป พึงทำสักการะแก่หมู่พลผู้ชนะ พึงให้เสีบยงคือภัตแด่ผู้แพ้
พระเจ้าพรหมทัตนั้นตรัสว่า นี่แน่ะพนาย เราไม่ได้เป็นพระราชา เราชื่อว่าพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า
อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า พระองค์ผู้ประเสริฐตรัสอะไร พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่เป็นเช่นนี้
พระราชาตรัสว่า พนายทั้งหลาย พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเช่นไร
อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ธรรมดาพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นผู้มีผมและหนวดยาว ๒ นิ้ว ประกิบด้วยบรขาร ๘
พระราชาจึงเอาพระหัตถ์ขวาลูบพระเศียร ทันใดนั้นเพศคฤหัสถ์อันตธทานหายไป เพศบรรพชิตปรากฏขึ้น พระองค์มีพระเกสาและพระมัสสุประมาณ 2 นิ้วประกิบดวย บริขาร ๘ เช่นกับพระเถระ ๑oo พรรษา
พระราชาทรงเข้าจตุตถฌานเหาะจากคอช้างขึ้นสูเวหาสประทับนั่งบนดอกบัว
อำมาตย์ทั้งหลายถวายบังคมแล้วทูลถามว่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรเป็นกรรมฐาน พระองค์บรรลุได้ อย่างไร?
พระราชานั้น เพราะเหตุที่พระองค์มีกรรมฐาน มีเมตตาฌานเป็นอารมณ์ และทรงเห็นแจ้งวิปัสสนานั้นจึงได้บรรลุ ฉะนั้นเมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนั้น จึงได้ตรัสคาถานี้แหละอันเป็น อุทานคาถาและพยากรณ์คาถาว่า

สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํส
อวิเหฐยํ อญญตรมฺปิ เตสํ
น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย กุโต สหายํ
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป
แปลว่า

บุคคลวางอาญาในสัตว์ทั้งปวง
ไม่เบียดเบียนแม้ผู้หนึ่ง ในบรรดาสัตว์เหล่านั้น
ไม่ปรารถนาบุตร ที่ไหนจะปรารถนาสหาย
พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

เมื่อพระราชาตรัสอย่างนี้แล้ว อำมาตทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พรอคง์ผู้เจริญ บัดนี้พระองค์จะเสด็จไปไหน ลำดับนั้น เมื่อพระองค์ทรงรำพึงว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ทั้งหลายในปางก่อน อยู่ ณ ที่ไหน ทรงรู้แล้วจึงตรัสว่า
"เราจะอยู่ที่ภูเขาคันธมาทน์"
อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลอีกว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้พระองค์จะละพวกข้าพระองค์จึงไม่พึงประสงค์พวกข้าพระองค์"
ครั้นตรัสอย่างนื่อคนทั้งหลายเห้นอยู่นั่นแล ได้เหาะขึ้นในอากาศไปยังภูเขาคันธมาทน์
ชื่อว่าภูเขาคันธมาทน์นี้ได้มีอยู่เลยภูเขา ๗ ลูกไปคือ
จูฬกาฬบรรพต
มหากาฬบรรพต
นาคปลิเวฐนบรรพต
จันทคัพภบรรพต
สุริยคัพภบรรพต
สุวัณณปัสสบรรพต
หิมวันตบรรพต
ในป่าหิมพานต์ ณ ภูเขาคันธมาทน์ มีเงื้อมเขาชื่อว่านันทมูลกะ เป้นสถานที่อยู่ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายและมี คูห คูหา คือ
สุวรรณคูหา ๑
มณีคูหา ๑
รัชตคูหา ๑
บรรดาคูหาทั้ง ๓ นั้นที่ประตูมณีคูหา มีต้นไม้ชื่อว่า มัญชูสกะ ต้นไม้สวรรค์ สูงหนึ่งโยชน์ กว้างหนึ่งโยชน์ ต้นไม้นั้นย่อมผลิดอกในน้ำหรือบนบกทั่วไป โดยพิเศษ ในวันที่พระปัจเจกพุทธเจ้าเสด็จมา
เบื้องบนต้นไม้นั้น มีโรงรัตนะทุกชนิด ในโรงรัตนะนั้น ลมที่กวาดก็ปัดกวาดหยากเยื่อทิ้ง ลมที่กระทำที่ให้เรียบ ก็กระทำทรายอันล้วนแล้วด้วยรัตนะทั้งปวงให้เรียบ ลมที่รดน้ำก็นำน้ำจากสระอโนดาตมารดน้ำ ลมที่กลิ่นหอม ก็นำกลิ่นหอมของต้นไม้ที่มีกลิ่นหอมมาจากป่าหิมพานต์ ลมที่โปรยก็โปรยดอกไม้ทั้งหลายให้ตกลงมา ลมที่ลาดก็ลาดที่ทั้งปวง และในโรงนั้นปูลาดด้วยอาสนะไว้เรียบร้อยเป้นประจำ สำหรับเป็นที่ ที่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งปวงนั่งประชุม ในวันที่พระปัจเจกพุทธเจ้าอุบัติขึ้นและในวันอุโบสถนี้เป็นปกติในที่นั้น
พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นี้ไปในที่นั้นแล้ว นั่งบนอาสนะที่ลาดไว้แล้ว ลำดับนั้น ถ้าในเวลานั้นมีพระปัจเจกพุทธเจ้าประทับอยู่ พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ก็จะมาประชุม ณที่แห่งนั้นทันที แล้วก็ต่างนั่งบนอาสนะที่ลาดไว้แล้ว
ก็แล ครั้นนั่งแล้ว จะพากันเข้าสมาบัติบางสมาบัติ แล้วจึงออกจากสมาบัติ แต่นั้น เพื่อที่จะให้พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งปวง อนุโมทนา พระสังฆเถระจะถามกรรมฐานกะพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มาไม่นานอ่า ท่านบรรลุอย่างไร แม้ในกาลนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ยังมาไม่นานนั้น ก็จะกล่าวอุทานคาถาและพยากรณ์คาถาของตนนั้นนั่นแหละ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าถูกท่านพระอานนท์ตรัสถามก็ตรัสคาถานั้นแหละซ้ำอีก แม้พระอานนท์ก็กล่าวคาถานั่นแหละในคราวสังคายนา
รวมความว่า คาถาหนึ่งๆย่อมเป็นอันกล่าว ๔ คราวคือ
ในที่ ที่ตรัสรู้พระปัจเจกสัมโพธิญาณ ๑
ในโรงบนต้นไม้สวรรค์ ๑
ในเวลาที่พระอานนท์ทูลถาม ๑
ในคราวสังคายนา ๑
ด้วยประการอย่างนี้

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Rich : 17-06-10 เมื่อ 20:52

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Rich ในข้อความนี้
พรรณวดี (14-06-10), พุทธรักษา (14-06-10), อภิญญา (07-07-10), ปาริฉัตรมณี (12-06-10), เพิ่มบุญ (03-11-11), เดชะบุญ (12-06-10), Drew (26-03-11), rathanakit (21-06-10)
  #15  
เก่า 13-06-10, 17:07
Banned Users
 
วันที่สมัคร: Dec 2009
ข้อความ: 1,241
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 11,432
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 9,185 ครั้ง ใน 9,185 ข้อความ
พลังบุญ: 0
Rich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished road
Smile พระปัจเจกพุทธเจ้า

คาถาที่ ๒

พระปัจเจกโพธิสัตว์องค์นี้ ก็กระทำสมณธรรมโดยนัยเรื่องก่อน ในศาสนาของสมเด็จพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า อยู่สองหมื่นปี กระทำกสินบริกรรมยังปฐมฌานให้บังเกิดแล้ว กำหนดนามและรูป พิจารณาลักษณะ ยังไม่บรรลุอริยมรรค จึงบังเกิดในพรหมโลก
พระปัจเจกโพธิสัตว์นั้น จุติจากพรหมโลกนั้นแล้ว อุบัติในครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี เจริญวัยขึ้นโดยนัยก่อนนั้นแล อาศัยกาลจำเดิมแต่ที่ได้รู้ความแปลกกันว่าผู้นี้เป็นผู้หญิง ผู้นี้เป็นผู้ชายแล้ว ไม่ชอบอยู่ในมพวกผู้หญิง ไม่ยินดีแม้มาตรว่าการอบ การอาบน้ำ และการประดับเป็นต้น บุรุษเท่านั้นเลี้ยงดูพระปัจเจกโพธิสัตว์นั้น ในเวลาจะดื่มนม แม่นมทั้งหลายสวมเสื้อปลอมเพศเป็นชายให้ดื่มนม
พระปัจเจกโพธิสัตว์นั้นได้สูดกลิ่นหรือได้ยินเสียงของหญิงทั้งหลายเข้าก็ร้องไห้ แม้รู้เดียงสาแล้วก็ไม่ปรารถนาพบเห็นผู้หญิงทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้น คนทั้งหลายจึงให้สมญานามพระโพธิสัตว์นั้นว่า อนิตถิคันธกุมาร
เมื่ออนิตถิคันธกุมารนั้นมีพระชนม์ ๑๖ พรรษา พระราชาทรงดำริว่าจักให้สืบสันนติวงศ์สกุล จึงให้นำสาวน้อยผู้มีวัยเหมาะแก่พระกุมารนั้นมา แล้วทรงสั่งอำมาตย์ผู้หนึ่งว่า ท่านจงทำให้พระกุมารยินดี
อำมาตน์นั้นมีความประสงค์จะให้พระกุมารนันยินดีด้วยอุบายจึงให้แวดวงปราการม่านในที่ไม่ไกลพระกุมารนั้น แล้วให้พวกผู้หญิงฟ้อนรำประกอบการแสดง พระกุมารได้ฟังเสียงขับร้องและเสียงประโคมดนตรี จึงตรัสถามว่า "นี่เสียงของใคร"
อำมาตน์กราบทูลว่า "นี่เป็นเสียงของพวกผู้หญิงงฟ้อนรำของพระองค์ ผู้มีบุญทั้งหลายจึงจะมีการฟ้อนรำเช่นนี้ ข้าแต่เทวะ ขอพระองค์จงอภิรมย์เถิด พระองค์เป็นผู้มีบุญมาก"
พระกุมารให้เฆี่ยนอำมาตย์นั้นด้วยไม้แล้วใ้ลากตัวออกไป อำมาตย์นั้นจึงกราบทูลแก่พระราชา พระราชาเสด็จไปพร้อมกับพระชนนีของพะกุมารให้พระกุมารขอโทษและทรงสั่งอำมาตย์อีก พระกุมารถูกพระบิดาเป็นต้นเหล่านั้นบีบคั้นหนักเข้า จึงให้ทองคำเนื้อดีเยี่ยมแล้วสั่งพวกช่างทองว่า พวกท่านจงทำรูปหญิงให้งดงาม ช่างทองเหล่านั้นกระทำรูปหญิงประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง ประดุจพระวิสสกรรมเทวบุตรเนรมิตด้วยพระองค์เอง แล้วให้พระกุมารทอดพระเนตร
พระกุมารทรงเห็นแล้ว ทรงสั่นพระเศียรด้วยความประหลาดพระทัย นัยว่ามีหญิงใดงามเพียงนี้ด้วยหรือ แล้วให้ส่งไปถวายพระชนกและพระชนนีด้วยคำทูลว่าถ้าหม่อมฉันได้สตรีผู้นี้ จักรับเอาไว้
พระชนกและชนนีตรัสกันว่า บุตรของเรานมาก ทาริกา บางนางผู้ได้ทำบุญร่วมกับบุตรของเรานั้น จักเกิดขึ้นในโลกแล้วอย่างแน่นอน จึงให้ยกรูปทองนั้นขึ้นรถ ได้สั่งไปแก่พวกอำมาตย์ว่าท่านทั้งหลายจงไปเที่ยวแสวงหาทาริกาผู้เช่นรูปทองนี้
อำมาตย์เหล่านั้นพารูปทองนั้นเที่ยวไปในชนบทใหญ่ๆ ๑๖ ชนบท ไปถึงบ้านนั้นๆ เห็นหมู่ชนในที่ใดๆ มีท่าน้ำเป้นต้น จึงตั้งรูปทองเหมือนหนึ่งเทวดาไว้ในที่นั้นๆ ทำการบูชาด้วยดอกไม้ ผ้าและเครื่องประดับต่างๆ ดาดเพดานแล้วยืนอยู่ ณ ่วนข้างหนึ่งด้วยหวังใจว่า ถ้าใครๆ จักเคยเห็นทาริกาห็นปานนี้ เขาจักสั่งสนทนาขึ้น
อำมาตย์ทั้งหลายท่องเที่ยวไปทั่วทุกชนบทโดยอุบายนั้นยกเว้นแคว้นมัททราฐ ดูหมิ่นแคว้นมัททราฐนั้นว่าเป็นแคว้นเล็ก ครั้งแรกจึงไม่ไปในแคว้นนั้น พากันกลับเสีย อำมาตย์เหล่านั้นได้ความคิดดังนี้ว่า ก่อนอื่นแม้มัททราฐ พวกเราก็จะไป เราทั้งหลายแม้เข้าไปยังเมืองพาราณสี แล้วพระราชาจะได้ไม่ส่งไปอีก
ครั้นคิดกันดังนี้แล้ว อำมาตย์เหล่านั้นจึงได้ไปยังสาคลนครในแค้วนมัททราฐ ก้ในสาคลนครมีพระราชาพระนามัททวะธิดาของพระองค์พระชนมายุ ๑๖ พรรษา มีพระรูปโฉมงดงาม พวกนางวัณณทาสีของพระราชธิดานั้น พากันไปท่าน้ำนั้นเพื่อต้องการจะอาบน้ำ เห็นรูปทองนั้นที่พวกอำมาตย์ตั้งไว้ที่ท่าน้ำนั้นแต่ไกล พากันกล่าวว่า พระราชบุตรีส่งพวกเรามาเพื่อต้องการน้ำ แล้วยังเสด็จมาด้วยพระองค์เอง จึงไปใกล้ๆแล้วกล่าวว่า นี้ไม่ใช่เจ้านายหญิง เจ้านายหญิงของพวกเรามีรูปโฉมงดงามกว่านี้
อำมาตย์ทั้งหลายได้ฟังดังนั้นจึงเข้าไปเฝ้าพระราชาแล้วทูลขอทารกาโดยนัยอันเหมาะสม แม้พระราชาก็ได้ประทานให้ อำมาตย์ เหล่านั้นจึงส่งข่าวแก่พระเจ้าพาราณสีว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้นางกุมาริกาแล้ว พระองค์จะเสด็จมาเองหรือจะให้ข้าพระองค์ทั้งหลายนำมา
พระราชาทรงส่งพระราชสาสน์ไปว่า เมื่เรามา ความลำบากในเพราะชนบทจักเกิดมี พวกท่านั้นหละจงนำมา
ฝ่ายอำมาตน์ทั้งหลายพานางทาริกาออกจากนคร แล้วส่งข้าวแก้พระกุมารว่า ได้นางกุมาริกาผู้เช่นกับรูปทองแล้ว พระกุมารพอได้ฟังดังนั้นก็ถูกราคะครอบงำก็เสื่อมจากปฐมฌาน
พระกุมารนั้นจึงส่งข่าวไปโดยทยอยส่งทูตไปเรื่อยๆ ว่าพวกท่านจงรีบนำมา พวกท่านตงรีบนำมาโดยการพักแรมอยู่ในทีทุกแห่งเพียงคืนเดียว อำมาตย์เหล่านั้นก็ถึงเมืองพาราณสี จึงตั้งอยู่ภายนอกพระนคร ส่งข่าวถวายพระราชา ควรจะเข้าไปวันนี้หรือไม่
พระราชาตรัสว่า กุมาริกานำมาจากสกุลอันประเสริฐ พวกเรากระทำมงคลกิริยาแล้วจักให้เข้าไปด้วยสักการะยิ่งใหญ่ ท่านทั้งหลายจงนำนางไปยังอุทยานก่อน
อำมาตย์เหล่านั้นได้กระทำตามรับสั่งอย่างนั้น กุมาริกานั้นเป็นหญิงละเอียดอ่อนเกินไปบอบช้ำเพราะยานกระแทก เกิดโรคลมเพราะความลำบากในหาทางไกล เป็นประหนึ่งดอกไม้เ**่ยวจึงได้ตายไปในเวลาตอนกลางคืน
อำมาตย์ทั้งหลายพากันปริเทวนาการว่า พวกเราเป็นผู้พลาดจากสักการะเสียแล้ว
พระราชาและชาวพระนครต่างร่ำไรว่า สกุลวงศ์พินาศเสียแล้ว พระนครทั้งสิ้นได้เป็นโกลาหลวุ่นวาย ในเพราะเพียงแต่ได้ฟังข่าวเท่านั้น ความโศกอย่างมหันต์ก็เกิดขึ้นแก่พระกุมารแล้ว ลำดับนั้น พระกุมารเริ่มขุดรากของความโศกเศร้า พระองค์ทรงดำริอย่างนี้ว่า ชื่อว่าโศกนี้ ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่เกิด แต่สำหรับผู้เกิดแล้วย่อมมีความโศก เพราะฉะนั้น ความโศกมีเพราะอาศัยชาติก็ชาติมีเพราะอาศัยอะไร ทรงรู้ว่ามีโดยอาศัยภพ
เมื่อทรงมนสิการโดยแยบคาย ด้วยอานุภาพของการอบรมภาวนาในกาลก่อนด้วยประการอย่างนี้ จึงได้เห็นปฏิจจสมุปบาททั้งอนุโลมและปฏิโลม และเมื่อกลับการพิจารณาสังขารทั้งหลายเป็นอนุโลมอีก ประทับนั่งอยู่ในนั้นแหละ ได้กระทำให้แจ้งพระปัจเจกสัมโพธิญาณ
อำมาตย์ทั้งหลายเห็นพระกุมารนั้นมีความสุขด้วยสุขในมรรคและผล มีอินทรีย์สงบ มีใจสงบประทับนั่งอยู่ จึงกระทำการหมอบกราบแล้วทูลว่า
ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์อย่าได้ทรงเศร้าโศกเลย ชมพูทวีปใหญ่โตขพระองค์ทั้งหลายจักนำนางกัญญาอื่นซึ่งงามกว่านั้นมาถวาย
พระกุมารนั้นตรัสว่า เรามิได้เศร้าโศก เราหมดโศกเป้นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว
เบื้องหน้าแต่นี้ไปเรื่องทั้งปวงเป็นเช่นกับคาถาแรก ที่กล่าวมาแล้วนั้นแล

สํสคฺคชาตสฺส ภวนฺติ เสฺนหา
เสฺนหนฺวย ทุกฺขมิทํ ปโหติ
อาทีนวํ เสฺนหชํ เปกฺขมาโน
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปฯ

ความรักย่อมมีแก่ผู้มีความเกี่ยวข้อง
ทุกข์นี้ย่อมเกิดขึ้นตามความรัก
บุคคลเล็งเห็นโทษอันเกิดแต่ความรัก
จึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Rich : 14-06-10 เมื่อ 12:45

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Rich ในข้อความนี้
พรรณวดี (14-06-10), พุทธรักษา (14-06-10), มณีนพรัตน์ (05-08-10), อภิญญา (07-07-10), ปาริฉัตรมณี (18-06-10), เพิ่มบุญ (03-11-11), เดชะบุญ (02-07-10), Drew (26-03-11), Jira (11-09-10), rathanakit (21-06-10)
  #16  
เก่า 17-06-10, 21:19
Banned Users
 
วันที่สมัคร: Dec 2009
ข้อความ: 1,241
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 11,432
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 9,185 ครั้ง ใน 9,185 ข้อความ
พลังบุญ: 0
Rich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished road
Smile พระปัจเจกพุทธเจ้า


คาถาที่ ๓
พระปัจเจกโพธิสัตว์องค์นี้อุบัติขึ้นโดยนัยดังกล่าวในคาถาแรก ครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี ทำปฐมฌานให้บังเกิดแล้ว ทรงพิจารณาว่า สมณธรรมประเสริฐ หรือราชสบัติประเสริฐ จึงมอบราชบัติแก่อำมาตย์ทั้งหลายแล้ว ได้กระทำสมณธรรม
อำมาตย์ทั้งหลายแม้พระปัจเโพธิสัตว์ตรัสว่า พวกท่านจงกระทำโดย ธรรมโดยสม่ำเสมอ ก็รับสินบนกระทำโดยไม่เป็นธรรม อำมาตน์เหล่านั้นรับสินบนแล้ว ทำเจ้าของทรัพย์ให้แพ้คราวหนึ่งทำราชวัลลภคนหนึ่งให้แพ้
ราชวัลลภนั้นจึงเข้าไปพร้อมกับพวกปรุงพระกระยาหารของพระราชา แล้วกราบทูลเรื่องทั้งหมดให้ทรงทราบ
ในวันที่สองพระราชาจึงได้เสด็จไปยังสถานที่วินิจฉัยด้วยพระองค์เอง พวกคนต่างก็ส่งเสียงอื้ออึงขึ้นว่า ข้าแต่สมมตทพ พวกอำมาตย์กระทำเจ้าของไม่ให้เป็นเจ้าของ พระเจ้าข้า แล้วได้กระทำเหมือนจะรบเป็นการใหญ่
พระราชาจึงเสด็จลุกขึ้นจากที่วินิจฉัย แล้วเสด็จขึ้นยังปราสาท่งเข้าสมาบัติ มีจิตฟุ้งซ่านเพราะเสียงนั้น ไม่อาจเข้าสมาบัติได้
พระราชานั้นทรงดำริว่า เราจะประโยชน์อะไรด้วยราชสมบัติสมณธรรมประเสริฐ จึงทรงสละราชสมบัติ ทำสมาบัติ ให้บังเกิดึ้นอีก แล้วเจริญวิปัสสนาโดยนัยดังกล่าวแล้วในก่อนนั้นแล กระทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณแล้วและถูกพระสังฆเถระถามพระกรรมฐานแล้วจึงได้กล่าวคาถานี้ว่า

มิตฺเต สุหชฺเช อนุกมฺปมาโน
หาเปติ อตฺถํ ปฏิพทฺธจิตฺโต
เอตํ ภยํ สนฺถวเปกฺขมาโน
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปฯ

บุคคลอนุเคราะห์มิตรสหาย
เป็นผู้มีจิตปฏิพันธ์แล้ว
ชื่อว่าย่อมยังประโยชน์ให้เสื่อม
บุคคลเห็นภัยคือ
การยังประโยชน์ให้เสื่อมในการเชยชิดนี้
พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Rich ในข้อความนี้
พรรณวดี (22-06-10), พุทธรักษา (18-06-10), มณีนพรัตน์ (05-08-10), อภิญญา (07-07-10), ปาริฉัตรมณี (18-06-10), เพิ่มบุญ (03-11-11), เดชะบุญ (02-07-10), Drew (26-03-11), Jira (11-09-10), rathanakit (21-06-10)
  #17  
เก่า 18-06-10, 13:39
Banned Users
 
วันที่สมัคร: Dec 2009
ข้อความ: 1,241
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 11,432
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 9,185 ครั้ง ใน 9,185 ข้อความ
พลังบุญ: 0
Rich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished road
Smile พระปัจเจกพุทธเจ้า

คาถาที่ ๔
ในการ่อน พระปัจเจกโพธิสัตว์ ๓ องค์ บวชในพระศาสนาของสมเด็จพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรสิ้นสองหมื่นปี แล้วเกิดในเทวโลก จุติจากเทวโลกนั้น
พระปัจเจกโพธิสัตว์พระองค์ใหญ่ บังเกิดในราชสกุลของพระเจ้าพาราณสี ส่วนพระปัจเจกโพธิสัตว์อีก ๒ องค์นั้น บังเกิดในสกุลชายแดน
พระปัจเจกโพธิสัตว์ทั้งสองนั้น เรียนกรรมฐานแล้ว สละราชสมบัติออกบวช จึงได้บรรลุโลกุตรสุขนี้โดยลำดับ พิจารณาอยู่ก็ได้เห็นจริยาของตนๆ ในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า จากนั้น จึงรำพึงว่าองค์ที่ ๓ อยู่ที่ไหน ก็ได้เห้นครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสีระลึกถึงคุณทั้งหลายของพระปัจเจกโพธิสัตว์พระองค์นั้น คิดว่าพระปัจเจกโพธิสัตว์นั้นเป็นผู้ประกอบด้วยคุณอันมีความมักน้อยเป้นต้นตามปกติทีเดียว เป้นผู้โอวาทกล่าวสอนเฉพาะพวกเราอดทนต่อถ้อยคำ มีปกติติเตียนบาป เอาเถอะ เราจะแสดงอารมณืนั้นแล้วจึงจะบอก จึงหาโอกาสอยู่
วันหนึ่ง เห็นพระราชานั้นทรงประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เสด็จไปยังอุทยาน จึงมาทางอากาศแล้วได้ยืนอยู่ที่ควงพุ่มไม้ไผ่ใกล้ประตูอุทยาน
คนทั้งหลายไม่อิ่ม แหงนดูพระราชา โดยการมองดุพระราชา ลำดับนั้น พระราชาดำริว่ามีไหมหนอ ใครๆ ไม่กระทำความขวนขวายในการดูเรา จึงตรวจดูอยู่ ก้ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งสององค์ ก็ความเสน่หาในพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งสองนั้นเกิดขึ้นแก่พระองค์ พร้อมกับการเห็นทีเดียว พระองค์จึงเสด็ย แล้วตรัสถามว่า
ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายชื่ออะไร
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งสองทูลว่า มหาบพิตร อาตมภาพทั้งสองชื่ออสัชชมานะ
พระราชาตรัสถามว่า ท่านผู้เจริญ ชื่อว่าอสัชชมานะนี้มีความหมายว่าอย่างไร ?
พระปัจเจกพุทธเจ้าทูลว่า มีความหมายว่า ไม่ข้อง ถวายพระพร
ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงชี้ที่กอไม้ไผ่แล้วทูลว่า
มหาบพิตร กอไม้ไผ่นี้เอารากลำต้น กิ่งใหญ่ และกิ่งน้อยเกี่ยวก่ายกันอยู่โดยประการทั้งปวง บุรุษผู้มีดาบในมือตัดรากแล้วดึงออกอยู่ ก็ไม่อาจถอนออกมาได้ แม้ฉันใด พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูกชัฏภายในและภายนอกทำให้พันกันนุง พัวพันติดข้องอยู่ในอารมณ์นั้นก็ หรือว่า หน่อไม้ไผ่นี้แม้จะอยู่ท่ามกลางกอไผ่นั้น ตั้งอยู่อันอะไรๆไม่รัดติด เพราะยังไม่เกิดกิ่ง ก็แต่ว่าใครๆไม่อาจจะตัดยอดหรือโคนต้นแล้วดึงออกมา แม้ฉันใด อาตมภาพทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ข้องอยู่ในอะไรๆ ไปได้ทั้วทุกทิศาวดังนี้แล้ว พระปัจเจกโพธิทั้งสองก็เข้าจตุตถณาน เมื่อพระราชาทอดพระเนตรอยู่นั้นแล ได้ไปยังเงื้อมเขาชื่อว่า นันทมูลกะ ทางอากาศ
พระราชาทรงดำริว่า เมื่อไรหนอ แม้เราก็จะเป็นผู้ไม่ข้องอย่างนี้ ทั้งที่ประทับยืนอยู่ในที่นั้น นั่นเอง ทรงเห็นแจ้งอยู่ ได้กระทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณแล้ว
ท่านถูกถามพระกรรมฐานโดยนัยก่อนนั่นแหละ จึงได้กล่าวว่า

วํโส วิสาโล วยถา วิสตฺโต
ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺขา
วํสากฬีโร ว อสชชมาโน
เอโก จเร ขคสาณกปฺโป

ความเสน่หาในบุตรและภรรยา
เปรียบเหมือนไม้ไผ่กอใหญ่เกี่ยวพันกันอยู่
บุคคลเมื่อไม่ข้องในบุตรและภริยา ดังหน่อไม้ไผ่
พึงเที่ยวปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Rich ในข้อความนี้
  #18  
เก่า 21-06-10, 01:51
rathanakit
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default

ขอบคุณ คุณRich ที่ให้ความรู้เรื่องพระปัจเจกพุทธเจ้าขอร่วมอนุโมทนาบุญด้วยนะคะความปราถนาสิ่งไดที่คุณต้องการขอให้ได้สิ่งนั้นนะคะ.

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (22-06-10), มณีนพรัตน์ (05-08-10), อภิญญา (07-07-10), ปาริฉัตรมณี (21-06-10), เพิ่มบุญ (03-11-11), เดชะบุญ (02-07-10), Drew (26-03-11), Rich (21-06-10)
  #19  
เก่า 21-06-10, 11:16
Banned Users
 
วันที่สมัคร: Dec 2009
ข้อความ: 1,241
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 11,432
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 9,185 ครั้ง ใน 9,185 ข้อความ
พลังบุญ: 0
Rich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished road
Smile พระปัจเจกพุทธเจ้า

อ้างอิง:
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ rathanakit อ่านข้อความ
ขอบคุณ คุณRich ที่ให้ความรู้เรื่องพระปัจเจกพุทธเจ้าขอร่วมอนุโมทนาบุญด้วยนะคะความปราถนาสิ่งใดที่คุณมีฉันทะดีแล้วอันชอบแล้วขอให้ได้สิ่งนั้นนะคะ.

อภิญญา-พระปัจเจกพุทธเจ้า อัครทักขิไณยบุคคล-lotus-2-gif
อนุโมทนาคาถา
(อนุโมทนารัมภคาถา)
ยะถา วาริวะหา ปูระปะริปูเรนติ สาคะรัง ห้วงน้ำที่เต็มย่อมยังสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ฉันใด
เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ (อนุโมทนา)ทานที่ท่านให้แล้วในโลกนี้ ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปได้แล้วฉะนั้น
อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขออิฏฐิผล ผลบุญทั้งหลายที่ท่านปรารถนาแล้ว ตั้งใจทำเป็นพุทธบูชาฯแล้ว
ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ จงสำเร็จโดยฉับพลัน
สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา ขอความดำริทั้งปวงจงเต็มที่
จันโท ปัณณะระโส ยะถา เหมือนพระจันทร์ในวัญเพ็ญ
มะณิ โชติระโส ยะถา เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสวควรยินดียิ่ง
ฯลฯ เพ็ง เพ็ง พา พา หา หา ฤา ฤา สัมปจิตฉามิ ประสิทธิเม

อภิญญา-พระปัจเจกพุทธเจ้า อัครทักขิไณยบุคคล-a361-jpgอภิญญา-พระปัจเจกพุทธเจ้า อัครทักขิไณยบุคคล-21-jpgอภิญญา-พระปัจเจกพุทธเจ้า อัครทักขิไณยบุคคล-a361-jpg
อภิญญา-พระปัจเจกพุทธเจ้า อัครทักขิไณยบุคคล-lotus-2-gifอภิญญา-พระปัจเจกพุทธเจ้า อัครทักขิไณยบุคคล-lotus-2-gif

คาถาที่ ๕
พระมหาปทุมปัจเจกพุทธเจ้า
ภิกษุรูปหนึ่งเป็นพระโยคาวจรในพระศาสนาของสมเด้จพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า กระทำกาละแล้ว เกิดขึ้นในสกุลเศรษฐีในกรุงพาราณสี ซึ่งมั่งคั่ง มีทรัพย์มากมีโภคะมาก เขาได้เป็นผู้ถึงความงาม แต่นั้นได้เป็นผู้ผิดภรรยาผู้อื่น กระทำกาละแล้วบังเกิในโลหกุมภี ไหม้อยู่ในที่อโคจรนั้น ด้วยวิบากของกรรมที่เหลือจึงถือปฏิสนธิเป้นหญิงในท้องของภรรยาเศรษฐี
โดยปกติสัตว์ทั้งหลายที่มาจากนรก ย่อมมีความร้อนอยู่ด้วย ด้วยเหตุนั้น ภรรยาของเศรษฐี มีครรภ์ร้อน ทรงครรภ์นั้นโดยยากลำบาก คลอดทาริกาตามเวลา
ทาริกานั้นจำเดิมแต่วันที่เกิดมาแล้ว เป็นที่เกลียดชังของบิดามารดา และของพวกพ้องกับปริชนที่เหลือและ พอเจริญวัยขึ้นแล้วบิดามารดายกให้ในตระกูลใด ได้เป็นที่เกลียดชังของสามี พ่อสามีและแม่สามีในตระกูลแม้นั้น ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจเลย
ครั้งเมื่อเขาป่าวร้องงานนักขัตฤกษ์ บุตรของเศรษฐีไม่ปรารถนาจะเล่นกับทาริกานั้น จึงนำหญิงแพศยามาเล่นด้วย นางทาริกานั้นได้ฟังข่าวนั้นจากของพวกทาสี จึงเข้าไปหาบุตรของเศรษฐีและแนะนำด้วยประการต่างๆแล้วกล่าวว่า
ข้าแต่ลูกเจ้า ธรรมดาหญิง แม้เป็นพระกนิษฐาของพระราชา ๑o หรือเป็นพระธิดาของพระเจ้าจักรพรรดิก็ตาม ถึงอย่างนั้น จะต้องทำการรับใช้สามี เมื่อสามีไม่เรียกหา ก็ย่อมได้เสวยความทุกข์ เหมือนถูกเสียบไว้บนหลาว ถ้าดิฉันควรแก่การอนุเคราะห์ ก็ควรจะอนุเคราะห์ ถ้าไม่ควรอนุเคราะห์ ก็ควรปล่อยดิฉันไป ดิฉันจักได้ไปยังสกุลแห่งญาติของตน
บุตรของเศรษฐีกล่าวว่า ช่างเถอะ นางผู้เจริญ เธออย่าเสียใจจงเตรียมการเล่นเถิด พวกเราจักเล่นงานนักขัตฤกษ์
ธิดาของเศรษฐีเกิดความอุตสาหะ ด้วยเหตุว่า การเจรจามีประมาณเท่านั้น จักคิดว่า จักเล่นงานนักขัตฤกษ์พรุ่งนี้ จึงจัดแจงของขบเคี้ยวและของบริโภคมากมาย
ในวันที่สอง บุตรของเศรษฐีไม่ได้บอกเลย ได้ไปยังสถานที่เล่น นางนั่งมองดูหนทางด้วยใจหวังว่า ประเดี๋ยวเขาจักส่งคนมา เห็นพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว จึงส่งคนทั้งหลายไป
คนเหล่านั้นกลับมาแล้วบอกว่า บุตรของเศรษฐีนั้นไปแล้ว ธิดาของเศรษบีนั้นจึงถือเอาสิ่งของทั้งหมดนั้น ซึ่งจัดเตรียมไว้หมดแล้วยกขึ้นบรรทุกยาน เริ่มไปยังอุทยาน
พระปัจเจกพุทธเจ้าที่เงื้อมนันทมูลกะ ในวันที่ ๗ ออกสมาบัติ เคี้ยวไม้ชำระฟันชื่อนาคลดา ล้างหน้าที่สระอนดาตแล้วรำพึงว่า วันนี้เราจักเที่ยวภิกขาจรไปสู่ทิศไหนดี ได้บังเกิดเห็นธิดาของเศรษฐีนั้นรู้ว่า กรรมนั้นของธิดาเศรษฐีนี้จักถึงความสิ้นไป เพราะได้ทำสักการะด้วยศรัทธาในเรา จึงยืนที่พื้นมโนศิลาประมาณ ๖o โยชน์ ในที่ใกล้เงื้อม แล้วถือบาตรจีวรเข้าฌานมีอภิญญาเป้นบาทแล้วมาทางอากาศที่หนทาง
นางเดินสวนทางมา ได้บ่ายหน้าไปยังนครพาราณสี พวกทาสีเห็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นเข้า จึงบอกแก่ธิดาเศรษฐี นางจึงลงจากยานไหว้โดยความเคาระพ บรรจุบาตรให้เต็มด้วยของควรเคี้ยวของควรบริโภค อันสมบูรณ์ด้วยรสต่างๆแล้วเอาดอกปทุมปิด เอามือถือกำดอกปทุม โดยให้ดอกปทุมอยู่เบื้องล่าง ถวายบาตรในมือพะรปัจเจกพุทธเจ้าแล้วไหว้ มือถือกำดอกปทุมอยู่ ได้กระทำความปรารถนาว่า
ท่านผู้เจริญดิฉันอุปบิในภพใดๆพึงเป็นที่รัก ที่ชอบใจของมหาชนในภพนั้นๆเหมือนดอกปทุมนี้ ครั้นปรารถนาอย่างนี้แล้ว จึงยังคำปรารถนาที่สองว่า
ท่านผู้เจริญ การอยู่ในครรภ์ลำบาก พึงปฏิสนธิในดอกปทุมเท่านั้นโดย ไม่ต้องเข้าถึงการอยู่ในครรภ์ ปรารถนาแม้ครั้งที่สามว่า มาตุคามน่ารังเกียจ แม้ธิดาของพระเจ้าจักพรรดิ็ยังจะต้องไปสู่อำนาจของผู้อื่น เพราะฉะนั้นดิฉันอย่าได้เข้าถึงความเป็นผู้หญิง พึงเป็นบุรุษ
แม้ครั้งที่สี่ก็ปรารถนาว่า ท่านผู้เจริญ ดิฉันพึงล่วงพ้นสังสารทุกข์นี้ในที่สุด พึงบรรลุอมตธรรมที่ท่านได้บรรลุแล้วนี้
นางกระทำความปรารถนา ๔ ประการอย่างนี้แล้ว บูชาดอกปทุมกำหนึ่งนั้นแล้วไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ได้ทำความปรารถนาแล้ว ครั้งที่หนึ่งนี้ว่า กลิ่นและผิวของดิฉันจงเป็เนหมือนดอกไม้เท่านั้น
พระปัจเจกพุทธเจ้ารับบาตรและกำดอกไม้แล้วยืนในอากาศ กระทำอนุโมทนาแก่ธิดาของเศรษฐี ด้วยคาถานี้ว่า
สิ่งที่ท่านขออิฏฐิผล ผลบุญทั้งหลายที่ท่านปรารถนาแล้ว ตั้งใจทำเป็นพุทธบูชาฯแล้ว จงสำเร็จโดยฉับพลัน ขอความดำริทั้งปวงจงเต็มที่ เหมือนพระจันทร์ในวัญเพ็ญฯ
แล้วอธิฐานว่าธิดาของเสรษฐีจงเห้นเราไปอยู่ แล้วได้ไปยังเงื้อมเขานันทมูลกะทางอากาศ เมื่อธิดาของเศรษฐีเห็นดังนั้น เกิความปิติโสมนัสมากมาย อกุที่นางกระทำในอดีตได้หมดสิ้นไป เพราะไม่มีโอกาส นางเป็นผู้บริสุทธิ์ ดุจภาชนะทองแดงอันเขาขัดด้วยความเปรี้ยวของมะขามฉันนั้น
ทันใดนั้นเอง ชนทั้งปวงในตระกูลสามีและตระกูลญาติของนางยินดีแล้ว ส่งคำอันน่ารักและบรรณาการไปว่า จะให้พวกเราทำอะไรบ้าง
แม้สามีก็ส่งคนไปว่า ท่านทั้งหลายจงรีบนำเศรษฐีธิดามา เราลืมแล้วมาอุทยาน
ก็จำเดิมแต่นั้นมา คนทั้งหลายรักใคร่คอยบริหารดูแลนางดุจจันทน์อันไล้ทาที่หน้าอก ดุจแก้วมุกดาหารที่สวมใส่ แลยบดอกไม้ฉะนั้น นางเสวยสุขอันประกอบด้วยความเป็นใหญ่และโภคทรัพย์ ตลอดชั่วอายุ ตายแล้วเกิดในดอกปทุมในเทวโลกโดยภาวะเป็นบุรุษ
เทวบุตรนั้น แม้เมื่อเดินก็เดินไปในห้องดอกปทุมเท่านั้น จะยืนก็ดี นั่งก้ดี นอนก็ดี ก็ยืน นั่ง นอนในห้องแห่งดอกปทุมเท่านั้น และเทวดาทั้งหลายพากันเรียกเทวบุตรนั้นว่ามหาปทุมเทวบุตร
มหาปทุมเทวบุตรนั้นท่องเที่ยวไปในเทวบุตรทั้ง ๖ ชั้นฟ้าเท่านั้น เป็นอนุโลมและปฏิโลม ด้วยอิทธานุภาพนั้น ด้วยประการอย่างนี้
ก็สมัยนั้น พระเจ้าพณสีมีสตรีสองหมื่นนาง บรรดาสตรีเหล่านั้น แม้สตรีนางหนึ่งก็ไม่ได้บุตรชาย อำมาตย์ทั้งหลายจึงทำพระราชาให้แจ้งพระทัยว่า
ข้าแต่สมมติเทพ ควรปรารถนาพระโอรสผู้รักษาสกุลวงศ์เมื่อพระโอรสผู้เกิดในพระองค์ไม่มี แม้พระโอรสที่เกิดในเขตก็เป็นผู้ธำรงสกุลวงศ์ได้
พระราชาจึงตรัสว่า หญิงที่เหลือ ยกเว้นพระมเหสี จงกระทำการฟ้อนรำโดยธรรมตลอด ๗ วัน แล้วรับสั่งให้เที่ยวไปภายนอก ได้ตามความปรารถนา แม้ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้พระโอรส อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลอีกว่า
ข้าแต่มหาราชาเจ้า ธรรมดาพระมเหสี เป็นผู้เลิศกว่าหญิงทั้งปวง ด้วยบุญและปัญญา ทำอย่างไรเทพพึงได้พระโอรสในพระครรภ์ของพระมเหสี พระราชาจึงแจ้งเนื้อความนี้แก่พระมเหสี
พระมเหสีกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า สตรีผู้มีศีล มีปกติกล่าวคำสัจ พึงได้บุตร สตรีผู้ปราศจากหิริโอตตัปปะ จะมีบุตรมาแต่ไหน จึงเสด็จขึ้นสู่ปราสาท สมาทานศีล ๕ แล้วรำพึงถึงบ่อยๆ
เมื่อพระราชธิดาผู้มีศีลรำพึงถึงศีล ๕ อยู่ ตั้งพระทัยปรารถนาบุตรสักว่าเกิดขึ้นแล้ว อาสนะของท้าวสักกะจึงสั่นไหว
ลำดับนั้น ท้าวสักกะทรงรำพึงไป ได้ทรงรู้แจ้งเรื่องราวนั้นแล้วทรงดำริว่า เราจะให้บุตรผู้ประเสริฐแก่พระราชธิดาผู้มีศีล จึงเสด้จมาทางอากาศ ประทับยืนอยู่ต่อหน้าพระเทวีแล้วตรัสว่า
นี่แน่ะเทวี เธอปรารถนาอะไร
พระเทวีทูลว่า ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันปรารถนาพระโอรส
ท้าวสักกะตรัสว่า นี่แน่ะ เทวี เราจะให้โอรสแก่เธอ อย่าคิด(มาก)ไปเลย
แล้วเสด็จไปเทวโลก ทรงรำพึงว่า เทวบุตรผู้จะหมดอายุในเทวโลกนี้มีหรือไม่หนอ ทรงทราบว่ามหาปทุมเทวบุตรนี้ จักเป้นผุ้ใคร่ จะไปยังเทวโลกเบื้องบนด้วย จึงไปยังวิมานของมหาปทุมเทวบุตรนั้นแล้ว อ้อนวอนว่า
พ่อมหาปทุม เธอจงไปยังมนุษยโลกเถิด
มหาปทุมเทวบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์อย่าตรัสอย่างนี้ ข้าพระองคฺเกลียดมนุษยโลก
ท้าวสักกะตรัสว่า นี่แน่ะพ่อ เธอกระทำบุญไว้ในมนุษยโลกจึงได้อุบัติขึ้นในเทวโลกนี้ เธอตั้งอยู่ในมนุษยโลก นั้นนั่นแหละจะพึงบำเพ็ญบารมีได้ ไปเถอะพ่อ
มหาปทุมเทวบุตรทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า การอยู่ในครรภ์เป็นทุกข์ ข้าพระองค์ไม่อาจอยู่ในครรภ์นั้น
มหาปทุมเทวบุตรซึ่งถูกท้าวสักกะตรัสอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า
นี่แน่ะพ่อ การอยู่ในครรภ์จะไม่มีแก่เธอ เพราะเะอได้กระทำกรรมไว้ โดยประการที่จักบังเกิดเฉพาะในห้องแห่งดอกปทุมเท่านั้น จงไปเถิดพ่อ ท่านมหาปทุมเทวบุตรพอได้ฟังดังนี้จึงรับคำเชิญ
เทวบุตรนั้นจุติจากเทวโลก แล้วบังเกิดในห้องแห่งดอกปทุม ในสระโบกขรณีอันดาดด้วยแผ่นศิลา ในอุทยานของพระเจ้าพาราณสี
และคืนนั้น เวลาใกล้รุ่ง พระมเหสีทรงพระสุบินไปว่า พระองค์แวดล้อมด้วยสตรีสองหมื่นนาง เสด็จไปอุทยาน ได้พระโอรสในห้องปทุมในสระโบกขรณีอันดาดด้วยศิลา
เมื่อราตรีสว่างแล้ว พระนางทรงศีลอยู่ ได้เสด็จไปในพระอุทยานนั้นทรงเห็นดอกปทุมดอกหนึ่ง ดอกปทุมนั้นไม่ได้อยู่ริมตลิ่งทั้งไม่ได้อยู่ในที่ลึก ก้พร้อมกับที่พระนางทรงเห็นเท่านั้น ความรักประดุจดังบุตรเกิดขึ้นในดอกปทุมนั้น
พระนางเสด็จลงด้วยพระองค์เอง ได้เด็ดเอาดอกปทุมนั้นเมื่อดอกปทุมพอสักว่าพระนางทรงจับเท่านั้น กลีบทั้งหลายก็แย้มออก พระนางได้ทรงเห็นทารก ดุจรูปปฏิมาทองคำในดอกปทุมนั้น
ครั้นทรงเห็นเท่านั้นก็ทรงเปล่งพระสุรเสียงว่า
เราได้ลูกชาย แล้ว คนทั้งหลายได้เปล่งเสียงสาธุการถึงพันครั้ง ทั้งได้ส่งข่าวถึงพระราชาด้วย
พระราชาทรงสดับแล้วตรัสถามว่า ได้ที่ไหนอย่างไร
ได้ทรงสดับถึงสถานที่ได้ จงตรัสว่า อุทยานและดอกปทุมเป้นของเรา เพราะฉะนั้น บุตรนี้ชื่อว่าบุตรผู้เกิดในเขต เพราะเกิดในเขตของเรา จึงให้เข้ามายังนคร ให้สตรีสองหมื่นนางกระทำหน้าที่เป็นแม่นม
สตรีใดๆ รู้ว่าพระกุมารชอบ ก็ให้เสวยของเคี้ยวที่ทรงปรารถนาแล้วๆ สตรีนั้นๆย่อมได้ทรัพย์หนึ่งพัน เมืองพารารสีทั้งสิ้นร่ำลือกัน คนทั้งปวงได้ส่งบรรณาการตั้งพันไปถวายพระกุมาร พระกุมารไม่ทรงสนพระทัยถึงบรรณาการนั้นๆ อันพวกนางนมทูลว่า จงเคี้ยวกินสิ่งนี้ จงเสวยสิ่งนี้ ทรงเบื่อระอาอาการเสวย จึงเสด้จไปยังซุ้มประตู ทรงเล่นลูกกลมอันทำด้วยครั่ง
ในครั้งนั้นมี พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่ง อาศัยเมืองพารารสีอยู่ในป่าอิสิปตนะ ท่านลุกขึ้นแต่เช้ามืด กระทำกิจทั้งปวงมีเสนาสนวัตร บริกรรมร่างกาย และมนสิการกรรมฐานเป็นต้น แล้วออกจากที่เร้น รำพึงอยู่ว่า วันนี้เราจักรับภิกษาที่ไหน
ได้เห็นคุณสมบัติของพระกุมาร จึงใคร่ครวญว่า พระกุมารนี้เมื่อชาติก่อน ได้ทำกรรมอะไรไว้ ได้ทราบว่าพระกุมารนี้ได้ถวายบิณฑบาตแก่คนเช่นกับเรา แล้วปรารถนาความปรารถนา ๔ ประการ ในความปรารถนา ๔ ประการนั้น ๓ ประการสำเร็จแล้ว ความปรารถนาอีกหนึ่งข้อยังไม่สำเร็จ เราจักให้อารมณ์แก่พระกุมย
ครั้นคิดแล้วจึงได้ไปยังสำนักของพระกุมารนั้น ด้วยการภิกขาจาร พระกุมารเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นแล้วตรัสว่า
ข้าแต่สมณะ ท่านอย่ามาที่นี่ เพราะคนเหล่านี้จะกล่าวแม้กะท่านว่า จงเคี้ยวกินสิ่งนี้ จงบริโภคสิ่งนี้
โดยการกล่าวคำเดียวเท่านั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าก็กลับจากที่นั่น ได้ไปยังเสนาสนะของตนเอง พระกุมารจึงกล่าวกะบริวารนั้นว่า พระสมณะนี้เพียงแต่เรากล่าวเท่านั้นก็กลับไป ท่านโกรธเรากระมั้งหนอ
พระกุมารนั้นอันพวกบริวารเหล่านั้นทูลว่า
ธรรมดาบรรพชิตทั้งหลาย่อมไม่มุ่งหน้าที่จะโกรธ คนอื่นมีใจเลื่อมใสถวายสิ่งใดก้ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยสิ่งนั้น
จึงดำริว่า สมณะรูปนี้โกรธแล้ว เราจักให้ท่านอดโทษ จึงกราบทูลแก่พระชนกชนนี แล้วเสด็จขึ้นทรงช้างไปยังป่าอิสิปตนะด้วยราชานุภาพอันยิ่งใหญ่ ทอดพระเนตรเห็นฝูงเนื้อจึงตรัสถามว่า
พวกเหล่านี้ ชื่ออะไร
บริวารทูลว่า ข้าแต่เจ้านาย สัตว์เหล่านี้ชื่อว่าเนื้อ
พระกุมารตรัสว่า พวกคนผู้กล่าวแก่เนื้อเหล่านี้ว่า จงกินสินี้ จงบริโภคสิ่งนี้ จงลิ้มสิ่งนี้ ดังนี้แล้วปรนนิบัติอยู่ มีอยู่หรือ
บริวารทูลว่า ไม่มีพระเจ้าข้า เนื้อเหล่านี้มันอยู่ในที่ ที่มีหญ้าและน้ำอันหาได้ง่าย
พระกุมารดำริว่า เมื่อไหร่หนอ แม้เราก็ควรจะอยู่เหมือนพวกเนื้อเหล่านั้น ไม่มีใครรักษาเลยอยู่ในที่ ที่ปรารถนา แล้วถือเอาเรื่องนี้เป็นอารมณ์
ฝ่ายพระปัจเจกพุทธเจ้ารู้ว่า พระกุมารเสด็จมา จึงกวาดทางไปเสนาสนะและที่จงกรมทำให้เกลี้ยง แล้วเดินจงกลม ๑ ๒ ๓ ครั้งแสดงรอยเท้าไว้ แ้วกวาดสถานที่พักกลางวันและบรรณศาลากระทำให้เกลี้ยงแสดงรอยเท้าเข้าไป ไม่แสดงรอยเท้าที่ออก แล้วได้ไปเสียที่อื่น
พระกุมารเสด้จไปที่นั้นทรงเห้นสถานที่นั้นเขากวาดไว้เกลี้ยงได้ทรงสดับบริวารกล่าวว่า
พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เห้นจะอ่ที่นี่
จึงตรัสว่า สมณะนั้นแม้เช้าโกรธ ยิ่งมาเห้นสถานที่ของตนถูกช้างและม้าเป้นต้นเหยียบย่ำ จะโกรธมากขึ้น พวกท่านจงยืนอยู่ที่นี่แหละ แล้วเสด็จลงจากคอช้าง พระองค์เดียวเสด็จเข้าไปยังเสนาสนะ ทรงเห้นรอยเท้าในสถานที่ ที่วาดไว้อย่างดี โดยถูกต้องตามระเบียบ จึงทรงดำริว่า
บัดนี้ สมณะนี้นั้นจงกรมอยู่ในที่นี้ ไม่คิดเรื่องการค้าขาย เป็นต้น สมณะนี้เห้นจะคิดประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนถ่ายเดียวเป็นแน่
มีพระมนัสเลื่อมใส เสด้จขึ้นที่จงกรม ทรงทำวิตกอแน่นหนาให้ออกห่างไกล เสด็จไปประทับนั่งแผ่นหิน ทรงเกิดอารมณ์แน่วแน่ เสด็จเข้าไปยังบรรณศาลา ทรงบรรลุปัจเจกโพธิญาณถูกปุโรหิตถามกรรมฐานโดยนัยก่อนนั่นแหละ จึงประทับนั่งบนพื้นท้องฟ้า ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า

มิโค อรญํมฺหิ ยถา อพนฺโธ
เยนิจฺฉกํ คจฺฉติ โคจราย
วิญฺญ นโร เสริตํ เปกฺขมาโน
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

เนื้อในป่าที่บุคคลไม่ผูกแล้ว
ย่อมไปหากินตามความปรารถนา ฉันใด
นรชนผู้รู้แจ้ง
เพ่งความพระพฤติตามความพอใจของตน
พึ่งเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนอแรด ฉะนั้น
รูป
ชนิดของไฟล์: bmp ประทีปธรรม.bmp (406.3 KB, 265 views)

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Rich : 21-06-10 เมื่อ 11:26

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Rich ในข้อความนี้
  #20  
เก่า 22-06-10, 12:45
rathanakit
Guest
 
ข้อความ: n/a
Smile

ขอร่วมโมทนาบุญด้วยนะคะ

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
อภิญญา (07-07-10), ปาริฉัตรมณี (23-06-10), เพิ่มบุญ (03-11-11), เดชะบุญ (02-07-10), Drew (26-03-11)
ตอบ

Tags
พระปัจเจกพุทธเจ้า, อภิญญา, อภิญญาธรรม, อภิญญาใหญ่


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 21:22


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่