อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ประวัติพระ และบุคคลตัวอย่าง

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #21  
เก่า 23-06-10, 13:30
Banned Users
 
วันที่สมัคร: Dec 2009
ข้อความ: 1,241
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 11,432
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 9,185 ครั้ง ใน 9,185 ข้อความ
พลังบุญ: 0
Rich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished road
Smile พระปัจเจกพุทธเจ้า

คาถาที่ ๖

ได้ยินว่า อำมาตย์ทั้งหลาย เข้าไปเฝ้าในสมัยเป็นที่บำรุงใหญ่ของพระเจ้าพาราณสี บรรดาอำมาตย์นั้น อำมาตย์คนหนึ่งกราบทูลว่า
ข้าแต่สมมติเทพ มีสิ่งที่ควรจะทรงสดับ จึงทูลขอให้เสด็จไป ณ ส่วนข้างหนึ่ง พระราชาได้เสด็จลุกจากอาสนะแล้วเสด็จไป
อีกคนหนึ่งทูลขอให้ประทับนั่งในที่บำรุงใหญ่อีก
อำมาตย์คนหนึ่งทูลขอให้ประทับนั่งบนคอช้าง
อำมาตย์คนหนึ่งทูลขอให้ปรทับนั่งบนหลังม้า
อำมาตย์คนหนึ่งทูลขอให้นั่งบนรถทอง
อำมาตย์คนหนึ่งทูลขอให้ประทับนั่งบนวอเสด็จไปอุทยาน พระราชาได้เสด็จลงจากวอนั้นเสด็จไป อำมาตย์อื่นอีกทูลขอให้เสด็จจาริกชนบท พระราชาทรงสดับคำของอำมาตย์แม้นั้น จึงเสด็จลงจากคอช้าง แล้วไดเสด็จไป ณ ส่วนข้างหนึ่ง
เมื่อเป็นอย่างนั้นพระองค์ทรงระอาพวกอำมาตย์เหล่านั้นจึงทรงผนวช อำมาตย์ทั้งหายจึงเจริด้วยความเป็นใหญ่
บรรดาอำมาตย์เหล่านั้น อำมาตย์คนหนึ่งกราบทูลพระราชาว่าข้าแต่มหาราช ขอระองค์โดประทานชนบทชื่อโน้นแก่ข้าพระบาท
พระราชาตรัสกับอำมาตย์นั้นว่า คนชื่อโน้นกินอยู่
อำมาตย์นั้นไม่เอื้อเฟื้อพระดำรัสขอพระราชากราบทูลว่า ข้าพระบาทจะไปยึดเอาชนบทนั้นกิน ดังนี้แล้ว ไปในชนบทนันก่อการทะเลาะกัน
คนทั้งสองพากันมายังสำนักของพระราชาอีก แล้วกราบทูลโทษของกันและกัน
พระราชาทรงดำริว่า เราไม่อาจให้พวกอำมาตย์เหล่านั้นยินดีได้ ทรงเห็นโทษในความโลภของอำมาตย์เหล่านั้น เห็นแจ้งอยู่กระทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ พระองค์ได้กล่าวอุทานคาถานี้ โดยมีนัยอันมีในการก่อน

อามนฺตนา โหติ สหายมชฺเฌ
วาเส ฐาเน คมเน จาริกาย
อนภิชฺฌิตํ เสริตํ เปกฺขมาโน
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

การปรึกษาในที่อยู่ ที่ยืน ในการไป
ในการเที่ยว ย่อมมีในท่ามกลางแห่งสหาย
บุคคลเพ่งความประพฤติ ตามความพอใจ
ที่พวกบุรุษชั่วไม่เพ็งเล็งแล้ว
พึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Rich ในข้อความนี้
Apinya (23-06-10), พรรณวดี (23-06-10), พุทธรักษา (24-06-10), มณีนพรัตน์ (05-08-10), อภิญญา (07-07-10), ปาริฉัตรมณี (23-06-10), เพิ่มบุญ (03-11-11), เดชะบุญ (02-07-10), Drew (26-03-11), rathanakit (27-06-10)
  #22  
เก่า 24-06-10, 23:09
Banned Users
 
วันที่สมัคร: Dec 2009
ข้อความ: 1,241
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 11,432
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 9,185 ครั้ง ใน 9,185 ข้อความ
พลังบุญ: 0
Rich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished road
Smile พระปัจเจกพุทธจ้า

คาถาที่ ๗
(พระเอกปุตตกปัจเจกพุทธเจ้า)
ได้ยินว่า ในนครพาราณสี ได้มีพระราชาพระนามว่า เอกปุตตกพรหมทัต พระราชานั้มีพระโอรสผู้เดียวเป็นที่โนเสมอด้วยชีวิต พระราชาทรงพาเอาแต่พระโอรสน้อยเสด็จไปในทุกพระอิริยาบท
วันหนึ่งเสด็จไปยังพระาชอุทยาน ทรงเว้นพระโอรสนั้นเสียเสด็จไปแล้ว ฝ่ายกุมารสิ้นพระชนม์ด้วยพยาธิที่เกิดขึ้นแล้ว ในวันนั้นเอง
อำมาตย์ทั้งหลายปรึกษากันว่า แม้พรทัยของพระราชาก็จะแตกเพราะความเสน่หาพระโอรส จึงไม่กราบทูลให้ทรงทราบพากันเผาพระกุมารนั้น
ลำดับนั้น พระราชาเสวยแล้วประทับนั่งอยู่ ทรงระลึกถึงรับสั่งว่า พวกท่านจงนำลูกชายของเรามา อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่งราวนั้นแก่พระราชา โดยวิธีอันเหมาะสม
ลำดับนั้น พระองค์ถูกความเศร้าโศกครอบงำประทับนั่ง ทรงทำไว้ในพรทัยโดยอุบายอันแยบคายอย่างนี้ว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมีเพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด
พระองค์ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาททั้งอนุโลมและปฏิโลมโยลำดับอยู่อย่งนี้ ได้ทรงทำให้แจ้งในพระปัจเจกสัมโพธิญาณ คำที่เหลือเช่นกับที่กล่าวแล้วในวรรณนาแห่งสังสัคคคาถานั่นแหละ

ขิฑฺฑา รตี โหติ สหายมชฺเฌ
ปุตฺเตสุ จ วิปูลํ โหติ เปมํ
ปิยวิปฺปโยคํ วิชิคุจฺฉมาโน
เอโก จเร ขคฺควิสากปฺโป

ในท่ามกลางสหายย่อมมี การเล่น มีความยินดี
และความรักในบุตรย่อมมีความรักอันไพบูลย์
บุคคลเมื่อรังเกียจความพลัดพลากจากสิ่งที่รัก
จึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Rich ในข้อความนี้
Apinya (25-06-10), พรรณวดี (25-06-10), พุทธรักษา (25-06-10), มณีนพรัตน์ (05-08-10), อภิญญา (07-07-10), ปาริฉัตรมณี (25-06-10), เพิ่มบุญ (03-11-11), เดชะบุญ (02-07-10), Drew (26-03-11), rathanakit (27-06-10)
  #23  
เก่า 24-06-10, 23:42
Banned Users
 
วันที่สมัคร: Dec 2009
ข้อความ: 1,241
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 11,432
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 9,185 ครั้ง ใน 9,185 ข้อความ
พลังบุญ: 0
Rich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished road
Smile พระปัจเจกพุทธจ้า

คาถาที่ ๘
ในการก่อน พระปัจเจกพโพธิสัตว์ ๔ พระองค์ บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสป บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรอยู่สองหมื่นปีแล้วบังเกิดในเทวโลก จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว
พระโพธิสัตว์องค์ใหญ่ ได้เป็นพระเจ้าพาราณสี พระปัจเจกโพธิสัตว์ที่เหลือได้เป็นพระราชาตามปกติ
ฝ่ายพระราชาทั้ง ๔ องค์นั้น เรียนกรรมฐานแล้วทรงสละราชสมบัติออกบวช ได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าโดยลำดับ แล้วอยู่ที่เงื้อมเขานันทมูลกะ
วันหนึ่ง ออกจากสมาบัติแล้วรำพึงถึงกรรมและสหายของตนโดยกล่าวดังกล่าวแล้วในวังสกฬีรคาถา (คาถาที่ ๔)ครั้นรู้แล้วจึงหาโอกาส เพื่อจะแสดงอระเจ้าพาราณสีด้วยอุบายก็พระราชานั้นตกพระทัยในเวลากลางคืนถึง๓ครั้ง ทรงกลัวจึงทรงร้องด้วยความระทมพระทัย เสด็จวิ่งไปที่พื้นใหญ่ แม้ถูกปุโรหิตผู้ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ทูลถามถึงการบรรทมเป็นสุขสบายก็ตรัสว่า
ท่านอาจารย์ เราจะมีความสุขมาแต่ไหน แล้วทรงบอกเรื่องราวทั้งหมดนั้น
ฝ่ายปุโรหิตคิดว่า โรคนี้ใครๆไม่อาจแนะนำด้วยเภสัชกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง มีการถ่ายยาเบื้องสูงเป้นต้น แต่อุบายสำหรับกินเกิดขึ้นแก่เราแล้ว จึงกราบทูลว่า
ข้าแต่มหาราชเจ้านี้เป็นบุพนิมิตแห่งความเสื่อมราชสมบัติและอันตรายแห่งพระชนชีพเป็นต้น ทำให้พระราชาตกพระทัยมาขึ้นและกราบทูลว่า
เพือจะให้บุพนิมิตรนั้นสงบ พระองค์พึงประทานช้าง ม้า และรถเป็นต้นมีประมาณเท่านี้ๆกับทั้งเงินและทองให้เป็นทักษิณาบูชายัญ ดังนี้แล้วให้จัดแจงการบูชายัญ
ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย เห็นสัตว์ทั้งหลายพันที่เขานำมาเพื่อบูชายัญ จึงคิดว่า เมื่อพระราชาทรงการกระทำกรรมนี้ พระองค์จักเป็นผู้ที่ใครๆให้ตรัสรู้ได้ยาก เอาเถอะเราทั้งหลายจะล่วงหน้าไปคอยดูพระราชานั้น จึงมาเที่ยวบิณฑบาตได้ไปที่พระลานหลวงตามลำดับ โดยนัยดังกล่าวแล้วในวังสกฬีคาถา
พระราชาประทับยืนที่สีหบัญชร ทอดพระเนตรพระลานหลวงได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นและพร้อมกับการได้เห็นนั้นแหละ ยังความเสน่หาให้เกิดขึ้นแก่พระองค์
จากนั้น จึงรับสั่งนิมนต์พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นมานิมนต์ให้นั่งบนอาสนะที่ปูลาดแล้ว ณ พื้นที่กลางแจ้งให้ฉันโดยความเคารพแล้วตรัสถามพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้กระทำภัตกิจเสร็จแล้วว่า
ท่านทั้งหลายเป็นท่านใด
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าตอบว่า มหาบพิตรพวกอาตมาชื่อว่า จาตุทิศ
พระราชาถามว่า ท่านผู้เจริญ ความหมายของจาตุทิศนี้เป็นอย่างไร?
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าตอบว่า มหาบพิตร พวกอาตมาไม่มีความกลัว หรือวามสดุ้งใจในที่ไหนๆ จากที่ไหนๆในทิศทั้ง ๔
พระราชาถามว่า ท่านผู้เจริญ เพราะเหตุไร ความกลัวนี้จึงไม่มีแก่ท่านทั้งหลาย
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าถวายพระพรว่า มหาบพิตร อาตมาทั้งหลายเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ด้วยเหตุนั้น ความกลัวนั้นจึงไม่มีแก่พวกอาตมา แล้วลุกจากอาสนะไปยังที่อยู่ของตน
พระราชาทำริว่า สมณะเหล่านีพากันกล่าวว่า ไม่มีความกลัวเพราะ เจริญเมตตาเป็นต้น แต่พวกพราหมณ์พากันพรรณยาการฆ่าสัตว์หลายพันตัว คำของพวกไหนหนอเป็นจริง
พระองค์ได้มีความดำริดังนี้ว่า สมณะทั้งหลายล้างของไม่สะอาดด้วยของสอาด แต่พวกพราหมณ์ล้างของไม่สะอาดด้วยความไม่สะอาด ก็ใครๆ ไม่อาจล้างของไม่สะอาดด้วยขงไม่สะอาด คำของบรรพชิตเท่านั้นเป็นคำสัจจริง
พระองค์จึงเจริญพรหมวิหารทั้ง๔ มีเมตตาเป็นต้น โดยนัยมีอาทิว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นสุขๆเถิด ทรงมีพระทัยแผ่ประโยชน์เกื้อกูล ทรงสั่งอำมาตย์ทั้งหลายว่า พวกท่านจงปล่อยสัตว์ทั้งหมด สัตว์ทั้งหมดจงดื่มแต่น้ำเย็น กินแต่หญ้าเขียวสดและลมเย็นจงรำเพยสัตว์เหล่านั้น อำมาตย์เหล่านั้นได้กระทำตามรับสั่งทุกประการ
พระราชาดำริว่า เราพ้นจากกรรมชั่ว เพราะคำของกัลยาณมิตร จึงประทับนั่งอยู่ ณ ที่นั้นเอง เจริญวิปัสสนา ได้ทำให้แจ้งในพระปัจเจกโพธิญาณ
ก็ในเวลาเสวย เมื่อพวกอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงเสวย ถึงเวลาแล้วพระพุทธเจ้าข้า
พระองค์ได้ตรัสคำทั้งปวงอันมีนัยก่อนนั้นแล้วว่า
เรามิใช่พระราชา ดังนี้เป็นต้น แล้วได้ตรัสอุทานคาถาและพยากรณ์คาถานี้ว่า

จาตุทฺทิโส อปฺปฏิโฆ จโหติ
สนฺตุสฺสมาโน อิตรีตเรน
ปริสฺสยานํ สหิตา อฉมฺภี
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

บุคคลย่อมเป็นอยู่ตามสบายในสี่ทิศ
ไม่เดือดร้อน ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้
เป็นผู้อททนต่ออันตรายทั้งหลายได้ ไม่หวาดเสียว
จึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Rich ในข้อความนี้
Apinya (25-06-10), พรรณวดี (25-06-10), พุทธรักษา (25-06-10), มณีนพรัตน์ (05-08-10), อภิญญา (07-07-10), ปาริฉัตรมณี (25-06-10), เพิ่มบุญ (03-11-11), เดชะบุญ (02-07-10), Drew (26-03-11), rathanakit (27-06-10)
  #24  
เก่า 25-06-10, 18:59
Banned Users
 
วันที่สมัคร: Dec 2009
ข้อความ: 1,241
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 11,432
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 9,185 ครั้ง ใน 9,185 ข้อความ
พลังบุญ: 0
Rich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished road
Smile พระปัจเจกพุทธเจ้า

คาถาที่ ๙
พระอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสีสวรรคตแล้ว เมื่อวันที่โศกเศร้าล่วงเลยไป วันหนึ่ง อำมาตย์ทั้งหลายทูลอ้อนวอนว่า ธรรมดาพระราชาทั้งหลายจำต้องปรารถนาพระอัครมเหสีในราชกิจนั้นๆ อย่างแน่นอน ดังพวกข้าพรบาท ขอสมมติเทพทรงนำพระเทวีองค์อื่นมา
พระราชาตรัสว่า นี่แน่ะพนาย ถ้าย่งนั้นท่านทั้งหลายจงรู้กันเองเถิด
อำมาตย์ทั้งหลายเหล่านั้นพากันแสวงหาอยู่ พระราชาในราชอาณาจักรใกล้เคียงสวรรคต พระเทวีของพระราชานั้นปกครองราชสมบัติและพระเทวีนั้นไดมีครรภ์ อำมาตย์ทั้งหลายรู้ว่าพระเทวีนี้เหมาะแก่พระราชา จึงทูลอ้อนวอนพระนาง
พระนางตรัสว่า ธรรมดาหญิงมีครรภ์ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจของคนทั้งหลาย ถ้าพวกท่านจะรอจนกว่าเราจะคลอดเมื่อเป็นอย่างนั้นย่อมเป็นการดี ถ้าไม่รอ พวกท่านก็จงพาหญิงอื่นไปเถิด
อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลความนั้นแก่พระราชา
พระราชาตรัสว่า พระนางแม้มีครรภ์ก็ช่างเถอะพวกท่านจงนำมาเถิด
อำมาตย์เหล่านั้นจึงนำมา พระราชาทรงอภิเษกพระเทวีนั้นแล้ว ได้ประทานเครื่องใช้สอยสำหรับพระมเหสีทุกอย่าง ทรงสงเคราะห์พระนางและบริวาร ด้วยเครื่องบรรณาการ มีอย่างต่างๆ
พระมหาสีนั้นประสูติพระโอรสตามกาลเวลา พระราชาทรงกระทำโอรสขอพระนางนั้นไว้ที่พระเพลาและพระอุระในพระอิริยาบทดุจพระโอรสของพระองค์
ครั้งนั้น บริวารของพระเทวีนั้นพากันคิดว่า พระราชาทรงสงเคราะหือย่างยิ่ง ทรงกระทำความคุ้นเคยเป็นล้นพ้นในพระกุมารเอาเถอะพวกเราจักยุยงพระกุมารนั้นให้แตกกัน
แต่นั้นจึงพากันทูลพระกุมารว่า ข้าแต่พ่อ พระองค์เป็นโอรสแห่งพระราชาของข้าพระบาททั้งหลาย ไม่ได้เป็นโอรสของพระราชาองค์นี้ พระองค์อย่าทรงวางพระทัยพระราชาองค์นี้
ทีนั้น เมื่อพระราชาตรัสว่า มาซิลูก ดังนี้ก็ดี เอาพระหัตถ์ดึงมาก็ดี พระกุมารก็ไม่ทรงติดพระราชาเหมือนแต่ก่อน พระราชาทรงพิารณาอยู่ว่า เพราะเหตุใดกัน ทรงทราบเรื่องราวนั้น ทรงเบื่อหน่ายว่าคนเหล่านั้นแม้เราจะสงเคราะห์อยู่ ก็ยังมีควาประพฤติวิปริตอยู่ั่นเอง จึงทรงละราชสมบัติออกผนวช
ฝ่ายอำมาย์และบริวารทั้งหลายทราบว่า พระราชาทรงผนวช ก็พากันผนวชตามพระองค์เป็นอันมาก พระราชาพร้อมด้วยบริวาร แม้บวชแล้วคนทั้งหลายก็ยังน้อมนำปัจจัยอันปราณีตเข้าไปถวายพระราชาทรงให้ปัจจัยปราณีตนั้น ตามลำดับแด่ผู้แก่พรรษากว่า
คนที่ได้ของดีกพากันยินดี คนที่ได้ของไม่ถูกใจก็พากันยกเหตุแห่งโทษว่า พวกเรากวาดบริเวณที่ประทับเป็นต้น กระทำกิจการทั้งปวง ก็ได้เพียงภัตตาหารเศร้าหมองและของเก่าๆ
พระราชานั้นทรงทราบเรื่องดังนั้น จึงดำริว่า
พวกเหล่านี้แม้เราให้อยู่ตามลำดับผู้แก่กว่า ก็ยังยกเอาเหตุแห่งโทษขึ้นมาทะเลาะแย่งของกัน บริษัทนี่สงเคราะห์ยาก จึงทรงถือเอาบาตรและจีวรพระองค์เดียวเสด็จเข้าป่า ปรารถวิปัสสนาธุระ ได้ทรงทำให้แจ้งในพระปัจเจกโพธิญาณและถูกคนที่มาในที่นั้นถามถึงกรรมฐาน จึงได้ตรัสคาถานี้ คำที่เลอพึงทราบโดยนัยก่อนแล้ว

ทุสฺสงฺคหา ปพฺพชิตาปิ เอเก
อโถ คหฏฺฐา ฆรมาวสนฺตา
อปฺโปสฺสุโก ปรปุตฺเตสุ หุตฺวา
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

แม้บรรชิตบางพวกก็สงเคราะห์ได้ยาก
อนึ่งคฤหัสถ์อยู่ครองเรือนสงเคราะห์ได้ยาก
บุคคลเป็นผู้ความขวนขวายน้อยในบุตรของผู้อื่น
พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Rich ในข้อความนี้
Apinya (25-06-10), พรรณวดี (25-06-10), พุทธรักษา (27-06-10), มณีนพรัตน์ (05-08-10), อภิญญา (07-07-10), ปาริฉัตรมณี (25-06-10), เพิ่มบุญ (03-11-11), เดชะบุญ (02-07-10), Drew (26-03-11), rathanakit (27-06-10)
  #25  
เก่า 27-06-10, 07:25
rathanakit
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default

ขอโมทนาบุญด้วยนะคะ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (27-06-10), พรรณวดี (23-09-10), มณีนพรัตน์ (05-08-10), อภิญญา (07-07-10), ปาริฉัตรมณี (30-06-10), เพิ่มบุญ (03-11-11), เดชะบุญ (02-07-10), Drew (26-03-11), Rich (28-06-10)
  #26  
เก่า 27-06-10, 23:18
Banned Users
 
วันที่สมัคร: Dec 2009
ข้อความ: 1,241
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 11,432
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 9,185 ครั้ง ใน 9,185 ข้อความ
พลังบุญ: 0
Rich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished road
Smile พระปัจเจกพุทธเจ้า

อภิญญา-พระปัจเจกพุทธเจ้า อัครทักขิไณยบุคคล-1249917694-jpgอภิญญา-พระปัจเจกพุทธเจ้า อัครทักขิไณยบุคคล-_4_187-jpgอภิญญา-พระปัจเจกพุทธเจ้า อัครทักขิไณยบุคคล-1275147440-jpg
อภิญญา-พระปัจเจกพุทธเจ้า อัครทักขิไณยบุคคล-1275147463-jpgอภิญญา-พระปัจเจกพุทธเจ้า อัครทักขิไณยบุคคล-resize_of_buddha2-jpgอภิญญา-พระปัจเจกพุทธเจ้า อัครทักขิไณยบุคคล-1275147577-jpg
อภิญญา-พระปัจเจกพุทธเจ้า อัครทักขิไณยบุคคล-dokjarn18-jpgอภิญญา-พระปัจเจกพุทธเจ้า อัครทักขิไณยบุคคล-20080227154617byrd5575-1-jpgอภิญญา-พระปัจเจกพุทธเจ้า อัครทักขิไณยบุคคล-1275147593-jpg

คาถาที่ ๑o
( พระจาตุมาสิกปัจเจกพุทธเจ้า )

พระราชาในนครพาราณสี พระนามว่า จาตุมาสิกพรหมทัเสด็จไปพระราชอุทยานในเดือนแรกของฤดูคิมหันต์ทรงเห้ต้นทองหลางเต็มไปด้วยใบเขียวและแน่นทึบ ในภูมิภคอันน่ารื่นรมย์ในพระราชอุทยานนั้นจึงตรัสว่า
ท่านทั้งหลายจงปูลาดที่นอนของเราที่โคนต้นทองหลางแล้วทรงเล่นในพระราชอุทยาน เวลาเย็น ทรงสำเร็จการบรรทมอยู่ ณ โคนต้นทองหลางนั้น
ในเดือนกลางฤดูคิมหันต์ ได้เสด็จไปยังพระราชอุทยานอีกในคราวนั้น ต้นทองหลางกำลังออกดอก แม้ในคราวนั้น ก้ได้ทรงกระทำเหมือนครั้งแรก ทรงบรรทมใต้ต้นทองหลาง
ในเดือนท้ายฤดูคิมหันต์ ได้เสด็จไปอีก ในคราวนั้นต้นทองหลางสลัดใบ เป็นเหมือนต้นไม้แห้ง แม้ในคราวนั้นพระราชาไม่ทันดูต้นไม้นั้น ด้วยความคุ้นเคยในกาลก่อน จึงรับสั่งให้ปูลาดที่บรรทม ณ ที่โคนต้นทองหลางนั้นนั่นเอง
อำมาตย์ทั้งหลายแม้จะรู้อยู่ ก็ให้ปูลาดที่บรรทมที่โคนต้นทองหลางนั้น ตามคำสั่งของพระราช พระองค์ทรงเล่นในพระราชอุทยาน
พอเวลาเย็น เมื่อจะทรงบรรทม ณ ที่แห่งนั้น ทรงเห็นต้นไม้นั้นเข้า จึงทรงดำริว่า ร้ายจริง ต้นไม้นี้ เมื่อก่อนมีใบเต็ม ได้เป็นต้นไม้งามน่าดูประดุจสำเร็จด้วยมณี จากนั้น ได้มีสง่าราศีน่าดุด้วยดอกไม้ทั้งหลาย เช่นกับหน่อแก้วประพาฬอันวางอยู่ระหว่างกิ่งไม้มีสีแดงแก้วมณี และภูมิภาคภายใต้ต้นไม้นี้ก็เกลี่ยด้วยทราย เช่นกับข่ายแกดาษด้วยดอกอันหล่นจากขั้ว ได้เป็นดุจลาดไว้ด้วยผ้ากัมพลแดง วันนี้ ต้นไม้ชื่อนั้นเหมือนต้นไม้แห้ง เหลือสักว่ากิ่งยืนต้นอยู่ โอ! ต้นทองหลางก้ยังถูกชราทำร้ายแล้ว

ทรงได้เฉพาะอนิจจสัญญาว่า แม้สิ่งที่ไมมีวิญญาณครงก็ยังถูกชรานั้นเบียดเบียน จะป่วยกล่าวไปไยถึงสิ่งที่มีวิญญาณเล่า
พระองค์ทรงเห็นแจ้งสังขารทั้งปวงตามแนวนั้นแล โดยความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา ทรงปรารถนาอยู่ว่า
โอ หนอ! แม้เราก็พึงเป็นผู้ปราศจากเครื่องหมายคฤหัสถ์เหมือนดันต้นทองหลางสลัดใบฉันนั้น ทรงบรรทมอยู่โดยข้างขวา ณ พื้นที่บรรทมนั้น โดยลำดับ เจริญวิปัสสนาทรงทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณแล้ว
ในเวลาเสด็จไปจากที่นั้น เมื่อพวกอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ได้เวลาเสด็จแล้วพระเจ้าข้า
ก็ตรัสคำมีอาทิว่า เราไม่ใช่พระราชา แล้วได้ตรัสคาถานี้โดยนัยก่อนั่นแหละ

โอโรปยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานิ
สญฺฉินฺนปตฺโต ยถา โกวิฬาโร
เฉตฺวาน ธีโร คิหิพนฺธนานิ
เอโก จเร คฺควิสาณกปฺโป

นักปราชญ์ละเหตุอันเป็นเครื่องแห่งคฤหัสถ์
ดุจต้นทองหลางมีใบร่วงหล่น
ตัดเครื่องผูกแห่งคฤหัสถ์ได้แล้ว
พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Rich ในข้อความนี้
Apinya (30-06-10), พรรณวดี (28-06-10), พุทธรักษา (28-06-10), มณีนพรัตน์ (05-08-10), อภิญญา (07-07-10), ปาริฉัตรมณี (30-06-10), เพิ่มบุญ (03-11-11), เดชะบุญ (02-07-10), Drew (26-03-11), rathanakit (14-07-10)
  #27  
เก่า 29-06-10, 15:35
Banned Users
 
วันที่สมัคร: Dec 2009
ข้อความ: 1,241
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 11,432
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 9,185 ครั้ง ใน 9,185 ข้อความ
พลังบุญ: 0
Rich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished road
Smile พระปัจเจกพุทธเจ้า


คาถาที่ ๑๑-๑๒
ในกาลก่อน พระปัจเจกโพธิสัตว์ ๒ พระองค์ บวชในศาสนาของสมเด็จพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรอยู่สองหมื่นปีแล้วบังเกิดในเทวโลก จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว
พระปัจเจกโพธิสัตว์องค์พี่ใหญ่ได้เป็นพระโอรสของพระเจ้าพาราณสี องค์น้องชายได้เป็นบุตรของปุโรหิต
พระปัจเจกโพธิสัตว์ทั้งสองนั้นถือปฏิสนธิวันเดียวกันออกจากท้องมารดาวันเดียวกัน ได้เป็นสหายเล่นฝุ่นด้วยกัน
บุตรปุโรหิตได้เป็นผู้ปัญญา เขากราบทูลพระราชบุตรว่าข้าแต่พระสหาย เมื่อพระราชบิดาล่วงลับไปแล้ว พระองค์จักได้ราชสมบัติ ข้าพระองค์จักได้ตำแหน่งปุโรหิตอันคนผู้ศึกษาดีแล้วอาจปกครองราชสมบัติได้ พระองค์จงมา พวกเราจักเรียนศิลปศาสตร์
แต่นั้น คนทั้งสองได้เป็นผู้สร้างสมยัญ (คล้องสายยัญ) เที่ยวภิกขาจรไปในคามและนิคมเป็นต้น ไปถึงบ้านปัจจันตชนบทพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕ พระองค์ เข้าไปนั้นในเวลาภิกขาจาร
คนทั้งหลายในบ้านนั้นเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายแล้ว เกิดความอุตสาหะ พากันปูลาดอาสนะ น้อมของเคี้ยวและของบริโภคอันประณีตเข้าไปบูชาอยู่
คนทั้งสองมีความคิดดังนี้ว่า ชื่อว่าคนผู้มีตระกูลสูงเช่นกับพวกเราย่อมไม่มี ก็อีกอย่างหนึ่ง หล่านี้ถ้าต้องการก็จะให้ภิกษาแก่พวกเรา ถ้าไม่ต้องการก็จะไม่ให้ จะกระทำสักการะเห็นปานนี้แก่บรรพชิตเหล่านี้ บรรพชิตเหล่านี้่อมรู้ศิลปศาสตร์ไรๆเป็นแน่ เอาเถอะ พวกเราจักเรียนศิลปศาสตร์เหล่านั้นในสำนักของบรรชิตเหล่านี้
เมื่อพวกคนกลับไปกันแล้ว คนทั้งสองนั้นได้โอกาส จึงพูดอ้อนวอนกับพระปัจเจกพุทธเจ้าว่า
ท่านผู้เจริญ ขอท่านทั้งหลายจงให้พวกกระผมศึกษาศิลปะที่ท่านทั้งหลายทราบเถิด
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่า พวกเราไม่อาจให้คนที่ไม่ใช่บรรพชิตศึกษา
คนทั้งสองนั้นจึงขอบรรพชาแล้วบวช
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงบอกอภิสมาจาริกวัตรแก่คนทั้งสองนั้น โดยนัยมีอาทิว่า ท่านทั้งหลายพึงนุ่งอย่างนี้ พึงห่มอย่างนี้ แล้วกล่าวว่า ความยินดีในความเป็นผู้เดียว เป็นความสำเร็จแห่งศิลปะนี้ เพราะฉะนั้น พึงนั่งผู้เดียว พึงจงกรมผู้เดียว พึงยืนผู้เดียว พึงนอนผู้เดียว
แล้วได้ให้บรรณศาลาแยกกัน
แต่นั่น บรรชิตทั้งสองนั้น จึงเข้าไปยังบรรณศาลาของ ตนๆ แล้วนั่งอยู่
จำเดิมแต่กาลที่นั่งแล้ว บุตรปุโรหิตได้ความตั้งมั่นแห่งจิตได้ฌานแล้ว พอชั่วครู่เดียวพระราชบุตรรำคาญ จึงมายังสำนักของบุตรปุโรหิต
บุตรปุโรหิตเห็นดังนั้นจึงถามว่า อะไรกันสหาย
ราชบุตรกล่าวว่า เรารำคาญเสียแล้ว
บุตรปุโรหิตกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงนั่งที่นี่
ราชบุตรนั้นนั่งในที่นั้นได้ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า นี่แน่ะสหาย ได้ยินว่า ความยินดีในความเป็นผู้เดียวเป็น ความสำเร็จแห่งศิลปนี้
บุตรปุโรหิตตอบว่า อย่างนั้นสหาย ถ้าอย่างนั้น ท่านจงไปยังโอกาสที่ตนนั่งเท่านั้น เราจักเรียนเอาความสำเร็จของศิลปะนี้
ราชบุตรนั้นจึงไป พอครู่เดียวเท่านั้นก็รำคาญอีก จึงกลับมาโดยนัยก่อนนั้นแลถึง ๓ ครั้ง บุตรปุโรหิตจึงส่งราชบุตรนกลับไปเหมือนเดิมอย่างนั้น เมื่อราชบุตรนั้นไปแล้ว จึงคิดว่า ราชบุตรนี้ทำกรรมของตนและกรรมของเราให้เสื่อมเสีย มาในที่นี้เนืองๆ
บุตรปุโรหิตนั้นจึงออกจากบรรณศาลาเข้าป่า
ฝ่ายราชบุตรนั่งอยู่ในบรรณศาลานั่นแหละ พอชั่วครู่เดียวก็รำคาญขึ้นอีก จึงมายังสำนักของบุตรปุโรหิตนั้น แม้หาไปรอบๆก็ไม่เห็นบุตรปุโรหิตนั้น จึงคิดว่า
ผู้ใดแม้พาเอาเครื่องบรรณาการในคราวเป็นคฤหัสถ์มาก็ไม่ได้เห็นเรา บัดนี้ ผู้นั้น เมื่อเรามาแล้วประสงค์จะไม่ให้แม้แต่การเห็นจึงหลีกไป โอ เจ้าจิตร้าย เจ้าไม่ระอา เราถูกเจ้านี่ครอบงำมาถึง ๔ วาระ เราจักไม่เป็นไปในอำนาจของเจ้าอีกแล้ว โดยที่แท้เราจักให้เจ้านั่นแหละเป็นไปในอำนาจของจิตเรา แล้วเข้าไปยังเสนาสนะของตนเริ่มวิปัสสนาทำให้แจ้งปัจเจกโพธิญาณ แล้วได้ไปยังเงื้อมเขานันทมูลกะทางอากาศ
ฝ่ายบุตรปุโรหิตเริ่มเข้าป่าแล้ววิปัสสนา ทำให้แจ้งในปัจเจกโพธิญาณ แล้วได้ไปในที่นั้นเหมือนกัน พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งสองนั้นนั่งอยู่ที่พื้นมโนศิลา ได้กล่าวอุทานคาถา เหล่านี้โดยแยกกันว่า
สเจ ลเภถ นิปกท สหายํ
สทฺธึจรํ สาธุวิหาร ธีรํ
อภิภุยฺย สพฺพานิ ปริสฺสยานิ
จเรยฺย เตนตฺตมโน สตีมา

ถ้าว่าบุคคลพึงได้สหายมีปัญญา
เครื่องรักษาตน ผู้เที่ยวไปร่วมกันได้ มีปกติ
อยู่ด้วยกันด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ไซร้
พึงครอบงำอันตรายทั้งปวง เป้นผู้มีใจชื่นชม
มีสติ เที่ยวไปกับสหายเหล่านั้น

โน เจ ลเภถ นิปกท สหายํ
สทฺธึจรํ สาธุวิหาริ ธีรํ
ราชาว รฏฺฐํ วิชิตํ ปหาย
เอโก จเร มาตงฺครญฺเณว นาโค

หากว่าบุคคลไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญา
เครื่องรักษาตนผู้เที่ยวไปร่วมกันได้
มีปกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ไซร้
พึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียว ดุจพระราชาทรงละแว่นแคว้น
อันพระองค์ทรงชนะแล้วเสด็จไปแต่ผู้เดียว
ดุจพญาช้างชื่อมาตังคะ ละโขลงเที่ยวอยู่ใน
ป่าแต่ตัวเดียว ฉะนั้น ดังนี้

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Rich ในข้อความนี้
Apinya (30-06-10), พรรณวดี (29-06-10), พุทธรักษา (30-06-10), มณีนพรัตน์ (05-08-10), อภิญญา (07-07-10), ปาริฉัตรมณี (30-06-10), เพิ่มบุญ (03-11-11), เดชะบุญ (02-07-10), Drew (26-03-11), rathanakit (14-07-10)
  #28  
เก่า 14-07-10, 22:22
Banned Users
 
วันที่สมัคร: Dec 2009
ข้อความ: 1,241
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 11,432
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 9,185 ครั้ง ใน 9,185 ข้อความ
พลังบุญ: 0
Rich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished road
Smile พระปัจเจกพุทธเจ้า

คาถาที่ ๑๓

พระอนวัชชโภชีปัจเจกพุทธเจ้า
เรื่องนี้เหมือนกับเหตุเกิดขึ้น แห่งจาตุททิสคาถา ( คาถาที่ ๘ ) จนถึงที่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายนั่งบนอาสนะที่ลาดไว้ในพื้นที่โล่งแจ้ง ส่วนความแปลกกันมีดังต่อไปนี้
พระราชานี้ไม่ตกพระทัย เหมือนพระราชานั้นตกพระทัยถึง ๓ ครั้ง ในตอนกลางคืน พรราชานี้มิได้ทรงเข้าไปตั้งยัญ พระองค์นิมนต์ให้พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย นั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ในพื้นที่โล่งแจ้ง แล้วตรัสถามว่า
ท่านทั้งหลายเป็นใคร?
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้หลายทูลว่า
มหาบพิตร พวกอาตมา ชื่อว่า อนวัชชโภชี
พระราชาตรัสถามว่า
ท่านผู้เจริญ คำว่า อนวัชชโภชี นี้มี ความหมายว่าอย่างไร
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายทูลว่า
มหาบพิตรพวกอาตมา ได้ของดีหรือไม่ดี ไม่มีอาการผิดแผกบริโภคได้
พระราชาได้สดับดังนั้นระดำริดังนี้ว่า
ถ้ากระไร เราควรจะได้พิสูจน์ดูท่านเหล่านี้ว่า เป็นผู้เช่นนี้หรือไม่
วันนั้น พระองค์จึงทรงอังคาสด้วยข้าวปลายเกรียนและน้ำผักดอง พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีอาการผิดแผก ฉันข้าวปลายเกรียน นั้นดุจเป็นของอมฤต
พระราชาทรงดำริว่า ท่านเหล่านี้เป็นผู้ไม่มีอาการผิดแผกในวันเดียว เพราะปฏิญญาไว้ พรุ่งนี้เราจักรู้อีกจึงนิมนต์ เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้
แม้ในวันที่ ๒ ก็ได้ทรงกระทำเหมือนอย่างนั้น แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นก็ยังฉันเหมือนอย่างนั้น
พระราชาดำริว่า เราจักถวายของดีทดลองดู จึงนิมนต์อีก ทรงทำมหาสักการะถึง ๒ วัน วันอังคาสด้วยของเคี้ยวของฉันอันวิจิตรปราณีตยิ่ง แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ก็ไม่ได้มีอาการผิดแผก ฉันเหมือนอย่างนั้นแหละ กล่าวมงคลแก่พระราชา แล้วหลีกไป
เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นหลีกไปไม่นาน พระราชาทรงดำริว่า
ท่านเหล่านี้เป็นอนวัชชโภชีมีปกติฉันหาโทษมิได้ โอหนอ แม้เราก็ควรเป็น อนวัชชโภชีบ้าง
จึงสละรสมบัติใหญ่ สมาทานการบรรพชา เรื่อมวิปัสสนา แล้วได่เป็นประปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อจะชี้แจงอารมณ์ของตนในท่ามกลางพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ณ ควงต้นไม้สวรรค์ ได้กล่าวคาถานี้

อทฺธา ปสํสาม สหายสมฺปทํ
เสฏฐา สมา เสวิตพฺพา สหายยา
เอเต อลทฺธา อนวชฺชโภคี
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

เราย่อมสรรเสริญสหายผู้ถึงพร้อมด้วยศีลขันธ์เป็นต้น
พึงคบสหายผู้ประเสริฐสุด ผู้เสมอกัน
กุลบุตรไม่ได้สหายผู้ประเสริฐสุดและเสมอกันเหล่านั้นแล้ว
พึงเป็นผู้บริโภคโภชนะไม่มีโทษ
เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Rich ในข้อความนี้
Apinya (24-09-10), พรรณวดี (15-07-10), พุทธรักษา (30-09-10), มณีนพรัตน์ (05-08-10), ปาริฉัตรมณี (15-07-10), เพิ่มบุญ (03-11-11), Drew (26-03-11), rathanakit (14-07-10)
  #29  
เก่า 14-07-10, 23:04
rathanakit
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default

ขออนุโมทนาบุญด้วยนะคะ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 6 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (15-07-10), มณีนพรัตน์ (05-08-10), ปาริฉัตรมณี (25-08-10), เพิ่มบุญ (03-11-11), Drew (26-03-11), Rich (18-08-10)
  #30  
เก่า 22-09-10, 21:34
Banned Users
 
วันที่สมัคร: Dec 2009
ข้อความ: 1,241
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 11,432
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 9,185 ครั้ง ใน 9,185 ข้อความ
พลังบุญ: 0
Rich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished road
Smile

คาถาที่ ๑๔
พระราชาในนครพาราณสีองค์หนึ่ง ได้เสด็จเข้าบรรทมกลางวันในฤดูร้อนและนางวัณณทาสีในสำนักของพระราชานั้นกำลังบดจันทน์แดงอยู่
ที่แขนข้างหนึ่งของนางวัณณทาสีนั้น มีกำไลมือทองคำอันหนึ่ง ที่แขนอีกข้างหนึ่งมีสองอัน กำไลทอง ๒ อันนั้นกระทบกัน ส่วนกำไลทองอันเดียวนั้นไม่กระทบอะไร พระราชาทรงเห็นดังนั้นจึงดำริว่า นัยเพราะการอยู่เป็นคณะอย่างนี้แหละ จึงมีการกระทบกัน นัยเพราะการอยู่โดดเดี่ยว จึงไม่มีการกระทบกัน แล้วทอดพระเนตรดูนางทาสีบ่อยๆ
ก็สมัยนั้น พระเทวีประดับประดาด้วยเครื่องอลังการทุกชนิดยืนถวายการพัดอยู่ พระเทวีนั้นทรงดำริว่า พระราชาเห็นจะมีพระทัย ปฏิพัทธ์นางวัณณทาสี จึงรับสั่งให้นางทาสีนั้นลุกขึ้นแล้วเริ่มบดจันทน์แดงด้วยพระองค์เอง
ก็ครั้งนั้น ที่พระพาหาทั้งสองข้างของพระนาง มีกำไลทองคำมิใช่น้อย กำไลทองเหล่านั้นกระทบกัน ทำให้เกิดเสียงดังลั่น พระราชาทรงเบื่อหน่ายระอายิ่งนัก จึงทรงบรรทมโดยพระปรัศว์เบื้องขวาเท่านั้น ทรงเริ่มวิปัสสนาแล้วกระทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ
พระเทวีถือจันน์เข้าไปหาพระราชานั้นผู้บรรทมสบายสุขอันเยี่ยมยอด แล้วกราบทูลว่า
ข้าแต่มหาราช พระองค์ทรงลูลไล้
พระราชาทรงตรัสว่า จงหลีกไป อย่าลูบไล้
พระเทวีกล่าวว่า ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันจะลูบไล้ให้แก่ใคร
พระราชาตรัสว่า เราไม่ใช่พระราชา
อำมาตย์ทั้งหลายได้ฟังถ้อยคำปราศรัยของพระราชาและพระเทวีนั้นอย่างนั้น จึงพากันเข้าไปเฝ้าพระองค์แม้อำมาตย์เหล่านั้นร้องทูลด้วยวาทะว่าพระราชา ก็ตรัสว่า
เราไม่ใช่พระราชาดอกพนาย
คำที่เหลือเช่นกับที่กล่าวแล้วในคาถาแรก นั่นแหละ ส่วนคาถาที่ท่านกล่าวมีดังนี้ว่า

ทิสฺวา สุวณฺณสฺส ปภสฺสรานิ
กมฺมารปุตุเตน สุนิฏฺฐิตานิ
สงฺฆฏฺฏมานานิ ทุเว ภุชสุมึ
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

บุคคลแลดูกำไลทองสองอันงามผุดผ่อง
ที่บุตรแห่งนายช่างทองให้สำเร็จด้วยดีแล้ว
กระทบกันอยู่ในข้อมือ
พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 6 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Rich ในข้อความนี้
Apinya (24-09-10), พรรณวดี (23-09-10), พุทธรักษา (30-09-10), ปาริฉัตรมณี (22-09-10), เพิ่มบุญ (03-11-11), Drew (26-03-11)
ตอบ

Tags
พระปัจเจกพุทธเจ้า, อภิญญา, อภิญญาธรรม, อภิญญาใหญ่


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 18:53


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่