อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ประวัติพระ และบุคคลตัวอย่าง

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #11  
เก่า 27-08-09, 19:21
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 5 พระมโหสถ ตอนที่ 5

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

หากข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณพระรัตนตรัยและผู้มีคุณขอพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์และผู้มีคุณทุกท่านได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ

ข้าพเจ้าขออารธนาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ อันมีสมเด็จพระองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์พระธรรมพร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมด ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย สืบ ๆ กันมาอันมีหลวงปู่ปานหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด
ตอนนี้ก็มาถึงตอนที่ 5 ของพระมโหสถซึ่งเนื้อเรื่องจะเป็นการแสดงปัญญาในการตัดสินความให้ความเป็นธรรมแก่หมู่ชนให้เป็นที่ประจักษ์แม้ว่าจะอยู่ในช่วงวัยเยาว์ก็ตาม

เรื่องรถ


เนื่องจากพระเจ้าเทวิราชยังไม่รับมโหสถเข้าเฝ้าเนื่องจากถูกนักปราชญ์ทั้งสี่ทูลยับยั้งไว้ ท้าวสักกะเทวราชจึงอยากจะช่วยมโหสถ จึงได้เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อจะแสดงปัญญาของมโหสถให้ประจักษ์ ขณะนั้นได้มีชายคนหนึ่งขับรถเทียมม้า ผ่านมาทางสระน้ำของมโหสถ ก็เกิดกระหายน้ำ จึงได้กระโดดลงไปกินน้ำเพื่อแก้กระหาย สักพักท้าวสักกะก็แปลงกายเป็นชายชาวบ้านธรรมดา มาขับรถเทียมม้าหนีไป พอชายเจ้าของเห็นดังนั้นก็วิ่งตาม พร้อมตะโกนว่า “หยุดนะ เจ้าขโมย นั้นเป็นรถเทียมม้าของเรา” เนื่องจากพระอินทร์หรือท้าวสักกะเป็นขโมยมือใหม่ จึงหยุดรถแล้วกล่าวสนทนากันว่า รถคันนี้เป็นของท่านเอง ไม่ใช่ของชายผู้ที่กำลังกล่าวหา ประชาชนทั้งหลายก็เข้ามามุงดูตามเคย จึงได้พากันไปให้มโหสถทำการตัดสิน พอมโหสถเห็นท้งสองคนก็รู้ได้ทันทีว่าใครเป็นเจ้าของรถ เนื่องจากคนหนึ่งเมื่อชาวบ้านธรรมดา แต่อีกคนดูมีสง่าราศี ไม่เหมือนคนทั่ว ๆ ไป แต่ก็ต้องทำให้มหาชนทั้งหลายได้ประจักษ์ จึงได้ให้ทั้งสองคนจับท้ายรถม้าแล้วบอกว่า ใครสามารถจับรถม้าได้โดยไม่ปล่อยมือถือว่าเป็นเจ้าของ พอแรก ๆ ม้าเริ่มวิ่ง ชายทั้งสองก็จับได้อยู่สบาย ๆ แต่พอม้าวิ่งเร็วขึ้น ชายเจ้าของรถก็ไม่สามารถจะทนจับรถม้าได้อีกต่อไป เพราะความเหนื่อยล้า แต่พระอินทร์กับจับรถได้สบาย ๆ ไม่อากาศเหน็ดเหนื่อยแม้แต่ประการใด ม้าจะวิ่งแค่ไหน ก็สามารถจับรถม้าได้อย่างสบาย จนม้าวิ่งกลับมาหามโหสถ มโหสถจึงได้กล่าวว่า ชายที่จับรถม้าได้โดยไม่ปล่อยมือเป็นเทวเทพ เนื่องจากไม่มีอาการเหน็ดเหนื่อยเลย คนธรรมดาไม่สามารถจะกระทำได้ พระอินทร์จึงได้ยอมรับ และลาจากไป เจ้าของรถเทียมม้าก็ได้รถคืน มหาชนก็ชื่นชมในปัญญาของมโหสถ ราชบุตรก็นำความไปกราบทูลท้าววิเทหะราช นักปราชญ์ทั้งสี่ก็ทูลยับยั้งไม่ให้รับตัวมโหสถตามเดิม


ขอบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาแล้ว ณโอกาสนี้เป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าและท่านทั้งหลาย มีกำลังกายกำลังใจปฏิบัติตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ดีแล้วได้ล่วงทุกข์และมี
พระนิพพานเป็นที่ไปตามความปราถนาเทอญ

นิพพานัง ปรมัง สุขขังนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง


ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (27-08-09), พรรณวดี (01-09-09), พุทธรักษา (30-08-09), อภิญญา (27-08-09), ปาริฉัตรมณี (28-08-09), นิมมานรดี (30-08-09), เดชะบุญ (11-09-09), Gorn (29-12-09), leklek (22-09-09), rossukon (27-12-10), suwaphat (25-10-09)
  #12  
เก่า 31-08-09, 20:56
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 5 พระมโหสถ ตอนที่ 6

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

หากข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณพระรัตนตรัยและผู้มีคุณขอพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์และผู้มีคุณทุกท่านได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ

ข้าพเจ้าขออารธนาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์อันมีสมเด็จพระองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆพระองค์พระธรรมพร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมด ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย สืบ ๆกันมาอันมีหลวงปู่ปานหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด
ตอนนี้ก็มาถึงตอนที่ 6 ของพระมโหสถซึ่งเนื้อเรื่องจะเป็นการแสดงปัญญาในการแก้ไขปัญหาที่พระเจ้าเทวิราชนำมาทดสอบปัญญาของมโหสถ

1. เรื่องกระโหลกศรีษะ

เมื่อพระเจ้าวิเทหะราชได้ทราบถึงปํญญาของมโหสถ จึงได้คิดจะลองปัญญาของมโหสถ โดยทำการส่งกระโหลกมนุษย์คู่หนึ่ง แล้วให้ชาวบ้านทางทิศตะวันออกของเมือง (บริเวณที่มโหสถอาศัยอยู่) บอกว่า กระโหลกไหนเป็นผู้หญิงและกระโหลกอันไหนเป็นผู้ชาย ถ้าตอบไม่ได้จะปรับเป็นเงินหนึ่งพันกหาปณะ (สี่พันบาท) ชาวบ้านก็ไม่สามารถไขปัญหานี้ได้ จึงขอให้มโหสถช่วย ปัญหาก็ถูกแก้อย่างง่ายดาย โดยมโหสถบอกว่า กระโหลกของผู้ชายจะมีแสกกลางกระโหลกเป็นเส้นตรง ส่วนกระโหลกของผู้หญิงจะมีแสกคด ความไปถึงพระเจ้าวิเทหะราช พระองค์ก็มีอันปิติยินดีเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังมิได้รับมโหสถเข้าเฝ้า

2. เรื่องของงู
พระเจ้าเทวิหะราชให้ชาวบ้านแก้ปัญหาอีกหนึ่งเรื่อง โดยให้บอกเพศของงูสองตัว ว่าตัวเป็นตัวผู้ ตัวไหนเป็นตัวเมีย ถ้าแก้ปัญหานี้ไม่ได้ต้องถูกปรับหนึ่งพันกหาปณะ ชาวบ้านก็จนปัญญาเหมือนเดิม ความก็มาถึงมโหสถ ท่านก็แก้ปัญหาได้อย่างง่ายดายเช่นเดิม โดยมโหสถบอกว่า งูตัวผู้ จะมีหัวและหางใหญ่ นัยต์ตาใหญ่ และลวดลายที่ลำตัวจะติดกัน ส่วนงูตัวเมีย จะมีหัวและหางเรียว นัยต์ตาเล็ก และลวดลายลำตัวไม่ติดกัน เพียงเท่านี้ชาวบ้านก็สามารถแก้ปัญญาของพระราชาได้ เมื่อพระราชารู้ว่ามโหสถเป็นคนแก้ปัญหานี้ก็ดีใจ แต่ก็ถูกนักปราชญ์เสนนะทูลยับยั้งไว้เหมือนเดิม

3. เรื่องของไก่
พระเจ้าวิเทหะราชให้ชาวบ้านแก้ปัญหามาอีกเรื่อง นั่นคือให้ชาวบ้านนำวัวสีขาวที่มีกายขาวทั้งตัว มีเขาที่เท้า มีโหนกที่ศรีษะ ร้องเพียงสามเวลา ถ้าหามาไม่ได้ต้องถูกปรับหนึ่งพันกหาปณะ ชาวบ้านก็เริ่มน้อยใจว่าทำไมพระราชาถึงได้มีปัญหามาให้แก้บ่อยนะ สุดท้ายมโหสถก็เป็นผู้แก้ปัญหานี้เหมือนเคย นั่นคือ ให้นำไก่สีขาวไปถวายพระราชา มโหสถอธิบายว่า ไก่มีสีขาวทั้งตัว มีเขาที่เท้า มีโหนกที่ศรีษะ นั่นก็คือหงอนของไก่ แล้วไก่ขันสามเวลา พอท่านเศรษฐีนำไก่ขาวไปถวายพระราชาก็เป็นที่ถูกพระทัยพระราชาเป็นอันมาก เมื่อรู้ว่ามโหสถเป็นผู้แก้ปัญหานี้ พระราชาก็ทรงดีพระทัยเป็นอันมาก แต่ก็ถูกทูลยับยั้งไม่ให้มโหสถเข้าเฝ้าเหมือนเคย

4.เรื่องแก้วมณี
พระเจ้าวิเทหะราชสนใจในตัวมโหสถมากยิ่งขึ้นทุกวัน จึงได้หาปัญหามาทดลองปัญหาของมโหสถอีกครั้ง เนื่องจากในราชสำนักมีแก้วมณีลูกหนึ่งที่มีรูภายในคดเคี้ยวมาก ด้ายที่ใช้รอยก็เก่าและขาด พระองค์จะร้อยแก้วมณีด้วยด้ายใหม่แต่ก็ไม่ สามารถทำได้ ข้าราชบริพารในราชสำนักก็จนปัญญากันทุกคน จึงได้แต่บ่อยทิ้งให้ไร้ประโยชน์ไว้ พระองค์จึงได้ส่งแก้วนี้ให้กับชาวบ้านช่วยร้อยด้วยด้ายเส้นใหม่ ถ้าทำไม่ได้ก็จถูกปรับเป็นเงินพันกหาปณะ ชาวบ้าน คนแก่คนเฒ่าก็ไม่สามารถรอยได้ จนต้องมาเพิ่งมโหสถ มโหสถแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดาย นั่นคือ ทำการกำจัดด้ายเก่าที่คาอยู่ด้านในแก้วมณี โดยนำเอาแก้วน้ำผึ้งมาหยดในรูของแก้วมณีจนเปียกชุ่ม แล้วนำไปวางไว้ใกล้รังมด มดก็มารุมกินด้ายที่คาอยู่จนหมดสิ้น ชาวบ้านก็พากันอื้ออึงไปตาม ๆ กัน ส่วนการรอยด้วยด้ายเส้นใหม่ มโหสถก็นำเอาน้ำผิ้งมาชุบที่ปลายของด้าย แล้วไปสอดไว้ที่รูของแก้วมณี แล้วนำน้ำผึ้งไปหยดที่อีกทาง แล้วนำไปวางใกล้รังมดอีกครั้ง มดก็ออกมากินน้ำผึ้งแล้วก็ลากเส้นดาย จนโผล่ออกมาอีกด้านของลูกแก้วมณี ชาวบ้านก็ต่างพากันดีใจที่ไม่ต้องเสียทรัพย์ ความถึงพระราชา พระองค์ทรงมีความปีติยินดีมากยิ่งขึ้น อยากจะรับตัวของมโหสถเข้าเฝ้า แต่นักปราชญ์ทั้งสี่ก็กลัวจะเสียลาภ ก็ทูลขัดขวางไว้เช่นเดิม

5. เรื่องวัวออกลูก
พระเจ้าวิเทหะงัดปัญหาไม้ตายออกมา โดยให้ขุนวัวตัวผู้ให้อ้วนพลี คล้ายว่ามันกำลังท้องอยู่ แล้วให้ชาวบ้านทำให้วัวตัวนี้คลอดลูกให้ได้ ถ้าทำไม่ได้จะต้องถูกปรับเป็นเงินหนึ่งพันกหาปณะ ชาวบ้านก็พากันมืนงง ว่าวัวตัวผู้จะออกลูกได้อย่างไร เป็นปัญหาโลกแตกจริง ๆ จึงพากันไปหามโหสถเช่นเคย มโหสถก็อาสาช่วยแก้ปัญหานี้ให้ โดยหาชาวบ้านอาสาสมัครที่มีความกล้าพูดตอบโต้กับพระราชาได้ แล้วส่งให้เดินร้องให้เข้าไปในเขตพระราชฐาน และห้ามพูดกับใครนอกจะพระราชาเท่านั้น ครั้นผู้ใดถามก็ไม่ตอบ จนพระราชาเสด็จมาถามไถ่ถึงเหตุที่ร้องให้ไม่หยุด ชายคนก็ทูลกับพระราชาว่า หม่อมฉันมีทุกข์มาก เพราะบิดาของหม่อมฉันท้องมาได้เจ็ดเดือนแล้ว แต่ไม่สามารถคลอดได้ เมื่อพระราชาและบรรดาราชบริพารได้ยินก็ทรงสรวลและหัวเราะกันลั่น แล้วพระราชาก็ตรัสว่า มันจะเป็นไปได้อย่างไร ผู้ชายที่ไหนจะคลอดลูกได้ พอชายที่ร้องให้อยู่ได้ยินดังนั้นก็ทูลสวนกลับมาทันทีว่า “แล้ววัวตัวผู้ที่พระองค์ส่งมาให้ชาวบ้านทำคลอดจะออกลูกมาได้อย่างไร” พระราชาก็หยุดสรวลทันที จึงถามไปว่า ใครเป็นคนออกความคิด ชายคนนั้นก็บอกว่ามโหสถขอรับ พระราชาก็มีความยินดี อยากได้ตัวมโหสถมาเข้าเฝ้าเป็นอย่างมาก แล้วให้เงินแก่ชายคนนั้นพร้อมกันพรรคพวก แล้วให้นำวัวตัวนั้นกลับคืนมาที่ราชสำนัก นักปราชญ์ทั้งสี่ก็ช่วยกันทูลยับยั้งไม่ให้เข้าเฝ้าอีกวาระหนึ่ง


ขอบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาแล้วณโอกาสนี้เป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าและท่านทั้งหลายมีกำลังกายกำลังใจปฏิบัติตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ดีแล้วได้ล่วงทุกข์และมี
พระนิพพานเป็นที่ไปตามความปราถนาเทอญ

นิพพานัง ปรมัง สุขขังนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย นาคน้อย : 01-09-09 เมื่อ 12:58

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 12 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (01-09-09), พรรณวดี (01-09-09), พุทธรักษา (29-09-09), อภิญญา (31-08-09), ปาริฉัตรมณี (31-08-09), นิมมานรดี (31-08-09), เดชะบุญ (11-09-09), Gorn (29-12-09), leklek (22-09-09), Rich (21-04-10), rossukon (27-12-10), suwaphat (25-10-09)
  #13  
เก่า 01-09-09, 14:20
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 5 ตอนที่ 7

พุทธบูชา ธรรมบูชาสังฆบูชา

หากข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณพระรัตนตรัยและผู้มีคุณขอพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์และผู้มีคุณทุกท่านได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ

ข้าพเจ้าขออารธนาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์อันมีสมเด็จพระองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆพระองค์พระธรรมพร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมด ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย สืบๆกันมาอันมีหลวงปู่ปานหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด
ตอนนี้ก็มาถึงตอนที่ 7 เนื่องจากมโหสถสามารถแก้ไขปัญหาที่พระเจ้าวิเทหะราชส่งมาทดสอบได้ทุกอัน พระเจ้าวิเทหะราชอยากจะรับตัวมโหสถเข้ามาในราชสำนัก แต่ก็ถูกนักปราชญ์ทั้งสี่ โดยกันนำของเสนนะ (พระเทวทัต) ทูลยับยั้งไว้เสมอ จนพระเจ้าวิเทหะราชคิดปัญหาที่ยากขึ้นไปอีก เพื่อให้นักปราชญ์ทั้สี่ยอมรับในตัวของมโหสถให้ได้

1. เรื่องหุงข้าว
พระเจ้าวิเทหะราชได้ส่งปัญหาไปให้ชาวบ้านแก้กันอีกครั้ง ครั้งนี้มีข้อกำหนดให้ชาวบ้านหุ่งข้าวมาถวาย โดยการหุงข้าวครั้งนี้ มีเงื่อนไขในการหุง 8 ประการ ไดแก่
๑,ไม่หุงด้วยข้าวสาร๒.ไม่หุงด้วยน้ำ๓.ไม่หุงด้วยหม้อข้าว๔.ไม่หุงด้วยเตาหุ่งข้าว๕.ไม่หุงด้วยไฟ๖. ไม่หุงด้วยฟืน๗.ไม่ให้หญิงหรือชายยกมา๘.ไม่ให้นำมาในทาง
ถ้าชาวบ้านทำไม่ได้จะต้องถูกปรับเป็นเงินหนึ่งพันกหาปณะเช่นเคย และแล้วชาวบ้านก็จนปัญญา ต้องมาพึ่งมโหสถตามเคย พอมโหสถได้ยินปัญหานั้นก็ยิ้มเหมือนเดิม จนมโหสถพูดเล่นกับพ่อที่เป็นเศรษฐีว่า เรามีเงินตั้งมากมาย ให้พระราชาไปสักหน่อยก็ไม่น่าจะเป็นอะไร พ่อของมโหสถก็บอกว่า อย่าล้อเล่นกันสิ ทำถวายพระราชาไปเถอะ มโหสถก็บอกให้บิดาของตนว่าจะหุงข้าวตามเงื่อนไขต่าง ๆ อย่างไร นั่นก็คือ
๑.ท่านไม่ให้หุงข้าวสาร ก็ให้หุงด้วยข้าวป่นหรือว่าปลายข้าวแทน เพราะไม่มีคำว่าข้าวสาร
๒. ไม่หุงด้วยน้ำ ข้อนี้ลำบากหน่อย เพราะให้หุงด้วยน้ำค้างแทน
๓. ไม่หุงด้วยหม้อข้าว ก็ให้หุงด้วยกระทะแทน
๔. ไม่หุงด้วยเตาหุงข้าว ก็เอาหินมาวางเป็นสามเส้าแล้วค่อยหุง
๕. ไม่หุงด้วยไฟ ก็ให้นำแว่นขยายส่องด้วยแสงอาทิตย์เป็นการจุดไฟ หรือทำการสีให้ติดไฟก็ได้
๖. ไม่หุงด้วยฟืน ก็ให้หุงด้วยถ่านหรือว่าใบไม้แห้งก็ได้
๗. ไม่ให้หญิงหรือชายยกมา ก็ให้กระเทยยกไปแทน
๘. ไม่ให้นำมาในทาง ก็ให้ยกเดินนอกทาง เอามาถวาย
พอพระเจ้าวิเทหะราชได้รับข้าวหุงนั้นก็มีความปิติเป็นล้นโพ้น อยากจะได้ตัวมโหสถมาเข้าเฝ้ายิ่งขึ้น แต่ก็ถึงเสนนะทูลยับยั้งเอาไว้อีกเช่นเคย

2. เรื่องชิงช้าห้อยด้วยเชือกทราย
พระเจ้าวิเทหะราชอยากจะได้ตัวมโหสถมาเข้าเฝ้ามากขึ้นทุกที่ จึงได้คิดปัญหาที่ยากขึ้นไปเรื่อย ๆ ครั้งนี้พระราชาให้ชาวบ้านสร้างเชือกด้วยทราย เพื่อจะนำมาทำชิงช้า เนื่องจากท่านบอกว่าเชือกเส้นเก่ามันเก่าและขาดไปแล้ว ถ้าทำไม่ได้จะต้องถูกปรับเป็นเงินหนึ่งกหาปณะตามเคย มโหสถก็ต้องรับหน้าที่นี้อีกที แต่ปัญหานี้ถูกแก้ได้อย่างง่ายดาย โดยมโหสถให้ชาวบ้านไปเข้าเฝ้าพระเจ้าวิเทหะราชแล้วทูลขอตัวอย่างเชือกที่ขาดมาให้ดู แล้วชาวบ้านนำไปทำขึ้น พอพระเจ้าวิเทหะราชได้ยินก็บอกว่า “อุวะ ข้าจะมีตัวอย่างได้อย่างไร ก็ข้าไม่มีเชือกที่ทำด้วยทรายมาก่อน” พอได้สติก็ถามว่าใครใช้ให้มา ชาวบ้านก็บอกว่า มโหสถ นักปราชญ์ทั้งสี่ก็อึดอัดใจ ก้มหน้าตอบปฏิเสธให้นำตัวมโหสถมาเข้าเฝ้าตามเคย

3. เรื่องสวน
ในวันหนึ่งได้มาพายุใหญ่พัดเข้ามาในวิเทหะรัฐ ทำให้บ้านเรือน เรือกสวนไร่นา พังยับเยินไปตาม ๆ กัน และพระราชอุทยานของพระราชาก็พังเสียหายเช่นกัน พระราชาก็มีปัญหามาทดสอบปัญญาของมโหสถอีกระลอกหนึ่ง นั่นก็คือให้ชาวบ้านทำการสร้างอุทยานใหม่มาให้ภายใน 7 วัน ชาวบ้านที่เดือดร้อนอยู่แล้วก็อดเสียใจน้อยใจพระราชาไม่ได้ แต่มโหสถก็เป็นที่พึ่งให้ โดยให้พระราชาหาราชรถมารับอุทยานแห่งนี้ไป พระราชาก็พอพระทัยเป็นอันมาก ตั้งใจจะรับตัวมโสหถมาเข้าเฝ้าสักที แต่บังเอิญว่าม้าที่เทียมรถไปรับมโหสถนั่นเกิดกีบเท้าแตก ไม่สามารถวิ่งได้ นักปราชญ์ทั้งสี่ก็ได้ทีบอกว่ายังไม่ถึงวาระ พระราชาจึงต้องจำยอมต่อไป

4. เรื่องม้าอาชาไนย
บรรดานักปราชญ์ทั้งสี่ได้ประชุมกันว่า ปัญญาของมโหสนั่นปราดเปรื่องเหลือเกิน ครั้นจะไปทรงทูลยับยั้งพระราชาไม่ให้นำตัวมาเข้าเฝ้าก็เกรงว่า พระราชาจะไม่พอพระทัย จึงได้ออกอุบายให้นำตัวมโหสถมาเข้าเฝ้าให้จงได้ โดยทูลบอกกับพระเจ้าวิเทหะราชให้ส่งปัญหาไปให้กับเศรษฐีผู้เป็นบิดาของมโหสถ เนื่องคราวก่อนได้ส่งม้าไปรับตัวมโหสถแต่ม้าเกิดกีบเท้าแตก จึงให้หามาที่ประเสริฐกว่ามาถวาย พร้อมทั้งให้นำพ่อมาด้วย ความไปถึงบิดาของมโหสถ ท่านก็นำความมาปรึกษากับมโหสถเช่นเคย เพียงเท่านี้มโหสถก็ทราบได้ทันทีว่า พระราชาต้องการพบ จึงได้ให้บิดาพร้อมทั้งบริวารหนึ่งพันคนไปเข้าเฝ้าพระราชา แต่กำชับให้นำเอาของกำนันติดไม้ติดมือไปด้วย เพราะท่านบอกว่า การไปพบเจ้านาย พระอุปัชฌาย์ บิดามารดา หญิงที่เป็นที่รัก อย่างได้ไปมือเปล่า พร้อมกำฉับว่า ให้นั่งตามที่พระราชาบอก หลังจากนั้นมโหสถจะติดตามไปเข้าเฝ้าภายหลัง พอไปถึงให้พ่อของตนลุกออกไปนั่งอีกที่หนึ่ง แล้วมโหสถจะไปนั่งแทน ถือว่าเป็นอันเสร็จพิธี เมื่อบิดาของมโหสถไปถึงก็ทำตามคำบอกของลูกชายทุกอย่าง ระหว่างทางมโหสถได้เจอลาตัวหนึ่งก็ให้เด็กที่เป็นบริวารช่วยกันจับแล้วห่อด้วยเสื่ออย่างมิดชิด พอมโหสถไปถึงบิดาของมโหสถก็ลุกออกไปนั่งอีกที่แล้วมโหสถก็มานั่งแทน เพียงเท่านั้นนักปราชญ์ทั้งสี่ก็เยาะเย้ยมโหสถ เหล่าข้าราชบริพารทั้งหลายก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตาม ๆ กัน พระราชาถึงกับเศร้าไปในบัดดล เพราะเห็นว่ามโหสถทำไม่สมควรที่ไปนั่งที่แทนผู้เป็นบิดา ถือว่าไม่เคารพผู้เป็นบุพการี มโหสถดูสถานการณ์แล้วเป็นไปตามที่วางแผนไว้ จึงทูลกับพระเจ้าวิเทหะราชว่า “พระองค์ทรงส่งข่าวไปถึงหม่อมฉันว่าขอให้ส่งม้าอาชาไนยที่ประเสริฐกว่าม้าสามัญมาให้ พร้อมทั้งเอาพ่อมาด้วย”
ทูลได้เท่านั้นแล้วก็พยักหน้าให้บริวารนำลาที่หุ่มห่อมาเป็นอันดีเข้ามาหาหน้าที่นั่งให้มันนอนแทบปลายพระบาทของพระเจ้าวิเทหราชซึ่งกำลังสนพระทัยเต็มที่ว่านี่มันตัวอะไรกัน” บริวารมโหสถเปิดขึ้นก็ปรากฎว่ามันเป็นลาตัวหนึ่ง
“พระองค์โปรดตีราคาลาตัวนี้เถิดพระเจ้าค่ะ ว่าเป็นราคาสักเท่าไหร่ ?”
“อย่างมากก็ไม่เกิน ๒๐ บาท” ทรงรับสั่ง
“ถ้าเป็นม้าอาชาไนยจะมีราคาสักเท่าไหร่พระเจ้าค่ะ”
“หาค่าไม่ได้น่ะสิเจ้า”
“พระองค์เหตุไฉนจึงตรัสเช่นนั้น เมื่อกี้พระองค์ทรงตรัสว่าบิดาประเสริฐกว่าบุตรในทุกสถานมิใช่หรือ”
“ก็ใช่น่ะสิ”
“ถ้าเช่นนั้นพระองค์โปรดรับลาตัวนี้ไว้เถิด ข้าพระองค์ขอถวาย และมิแต่เท่านั้นขอพระองค์ได้โปรดรับท่านบิดาของกระหม่อมฉันไว้แทนกระหม่อมฉันด้วยเถิด”
“ทำไมเป็นงั้นล่ะ”
“เพราะเมื่อบิดาประเสริฐกว่าบุตรจึงควรจะรับบุตรไว้ดังนี้จึงจะควรพระเจ้าค่ะ”
“ว่าอย่างไรท่านปราชญ์” ทรงหันไปถามนักปราชญ์ทั้ง ๔
“จริงอย่างมโหสถว่าพระเจ้าค่ะ”
พระวิเทหราชทรงโสมนัสเป็นอย่างยิ่งแล้วทรงตรัสเรียกศิริวัฒกะเศรษฐีเข้าไปเฝ้าใกล้ ๆทรงหยิบพระคณทีทองหลั่งน้ำลงไปในมือของท่านเศรษฐี มอบให้ปกครองบ้านปาจีนวยมัชณคามและตรัสสั่งประชาชนทั้งหลายในบ้านนั้นอุปถัมภ์บำรุงท่านเศรษฐีได้ฝากของไปพระราชทานสุมนาเทวี ผู้มารดาของมโหสถด้วย และทรงรับสั่งว่า
“ท่านเศรษฐี ฉันยินดีมากที่ได้ปัญญาของเจ้ามโหสถฉันจะรับเจ้ามโหสถไว้เป็นบุตรบำรุงเลี้ยงรักษาต่อไป”
“ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า เจ้ามโหสถยังเล็กเกินไปพระเจ้าค่ะปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเลย”
“เราพอจะเลี้ยงได้อยู่ท่านรีบกลับบ้านเสียเถิด” ท่านเศรษฐีก็จำต้องกลับ แต่ก่อนจะกลับได้สวมกอดเจ้ามโหสถแล้วให้ข้อเตือนใจว่า
“พ่อมโหสถ เรื่องอะไรทั้งหลายพ่อก็ทราบดีแล้วทำอะไรอย่าได้ประมาทเป็นอันขาด”
ตรงนี้ขอนำเอาคำกล่อนบทหนึ่งของท่านน.ม.ส. มาเป็นคำเตือนของท่านเศรษฐี คำกลอนนั้นมีดังนี้

ขอบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาแล้วณโอกาสนี้เป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าและท่านทั้งหลายมีกำลังกายกำลังใจปฏิบัติตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ดีแล้วได้ล่วงทุกข์และมี
พระนิพพานเป็นที่ไปตามความปราถนาเทอญ

นิพพานัง ปรมังสุขขังนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย นาคน้อย : 03-09-09 เมื่อ 14:29

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 12 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (22-09-09), พรรณวดี (03-09-09), พุทธรักษา (29-09-09), อภิญญา (05-09-09), ปาริฉัตรมณี (01-09-09), นิมมานรดี (01-09-09), เดชะบุญ (11-09-09), Gorn (29-12-09), leklek (22-09-09), Rich (21-04-10), rossukon (27-12-10), suwaphat (25-10-09)
  #14  
เก่า 03-09-09, 15:07
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 5 ตอนที่ 8

พุทธบูชา ธรรมบูชาสังฆบูชา

หากข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณพระรัตนตรัยและผู้มีคุณขอพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์และผู้มีคุณทุกท่านได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ

ข้าพเจ้าขออารธนาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์อันมีสมเด็จพระองค์ปฐมเป็นต้นพระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆพระองค์พระธรรมพร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมดครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบๆกันมาอันมีหลวงปู่ปานหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด


ตอนนี้ก็มาถึงตอนที่ 8 ด้วยปัญญาอันเฉียบแหลมของเจ้ามโหสถ พระเจ้าวิเทหราชก็ทรงชื่นชมยินดี รับตัวมาอยู่ในราชสำนัก ทำหน้าที่เป็นนักปราชญ์ให้แก่พระราชา ความตอนนี้ก็จะเกี่ยวข้องกับการแสดงปัญญาของเจ้ามโหสถ ซึ่งนักปราชญ์ทั้งสี่ มีเสนกะเป็นหัวหน้าไม่สามารถกระทำได้

1. แก้วมณีในรังกา
ทางทิศใต้ของราชสำนัก ในสระน้ำอยู่แห่งหนึ่งบริเวณนั้นมีต้นตาลสูงอยู่ด้วย ได้มีเหตุประหลาดเกิดขึ้น นั่นคือเมื่อยามมีแสงพระอาทิตย์จะมีแสงประกายพรึกเจิดจ้าส่องออกมาจากสระน้ำนั้น ชาวเมืองบางคนก็อยากได้แก้วมณีนั้น ถึงกับดำน้ำลงไปเสาะแต่ก็หามีไม่ ทำให้ชาวเมืองทั้งหลายคิดว่าน่าจะมีแก้วมณีอยู่ในน้ำ และก็มีเรื่องเล่าลือว่า น้ำในสระนี้ผู้เป็นนำไปดื่มกินแล้วจะทำให้หายจากโรคภัยทั้งปวง จนมีความหัวใสนำภาชนะมาบรรจุน้ำในสระไว้ขาย แก่ผู้คนที่มีที่สระน้ำ นอกจากนั้นก็มีคนนำธูปเทียนมากราบไหว้บูชา จนกินธูปตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ พอความไปถึงพระเจ้าวิเทหราช พระองค์ก็ประสงค์อยากจะได้แก้วนั้นมาเชยชม จึงได้รับสั่งให้เสนกะเป็นคนไปหาแก้ววิเศษจากสระน้ำนั่นมาให้ได้ เสนกะก็รับเรื่องไว้อย่างมั่นใจ แล้วก็สั่งให้ทหารทำการวิดน้ำในสระออกมาให้หมด แต่ก็ไม่ปรากฏเห็นแก้วมณีนั้น พอน้ำมาเติมไว้เช่นเดิมก็ปรากฏแสงประกายพรึกเจิดจ้าส่องออกมาอีกครั้ง เมื่อเสนกะจนปัญญา พระราชาจึงได้สอบถามนักปราชญ์อีกสามท่านที่เหลือ แต่กลับหามีใครอาสาไม่ พระราชาจึงได้มอบหมายให้มโหสถเป็นผู้นำลูกแก้วนั้นมา มโหสถก็ทูลว่า “ข้าพระองค์ขอไปพิจารณาก่อนพระเจ้าค่ะ”
เมื่อมโหสถได้รับพระบรมราชานุญาติ ก็ไปพิจารณาที่สระน้ำนั้น มโหสถกลับเห็นแสงประการพรึกนั้น เป็นแสงที่ส่องกระทบผิวน้ำ จึงได้ให้ทหารนำขันใส่น้ำมาส่อง ก็ปรากฏแสงอยู่ในขันน้ำ ท่านจึงแน่ใจว่า แก้วไม่ได้อยู่ในสระน้ำ บริเวณนั้นมีต้นตาสูงใหญ่อยู่ตนหนึ่ง มโหสถจึงรู้ได้ในทันทีว่า แก้วมณีนั้นน่าจะอยู่ที่ยอดของต้นตาล จึงได้กลับมาทูลให้พระเจ้าวิเทหราชทราบว่า ในสระน้ำไม่มีแก้วมณีอยู่ แต่แก้วนั้นน่าจะอยู่ที่ยอดของต้นตาล ขอให้พระราชาสั่งทหารให้ไปนำมาเถิด ก็ปรากฏว่าเจอแก้วมณีที่ยอดต้นตาลจริงๆพระราชาก็ทรงโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง กล่าวเชยชมมโหสถเป็นการใหญ่ สี่นักปราชญ์ต้องขายหน้าแก่มโหสถไปอีกวาระหนึ่ง

2. กิ้งก่าได้ทอง
วันหนึ่งพระเจ้าวิเทหราชเสด็จประพาสพระราชอุทยาน ก็ปรากฏมีกิ้งก่าตัวหนึ่งวิ่งจากซุ้มประตู มามอบตัวอยู่เบื้องหน้า แล้วผงกหัวทำความเคารพพระเจ้าวิเทหราช พระเจ้าวิเทหราชก็เกิดสงสัย จึงได้ถามมโหสถว่า พฤติกรรมของเจ้ากิ้งก่าตัวเป็นอย่างไร มโหสถก็ทูลว่าเจ้ากิ้งก่าตัวนี้มาถวายตัวแก่พระองค์ ด้วยความนบน้อมของมันพระราชาก็มีพระราชประสงค์ประทานรางวัลแก่มัน พระราชาก็ถามมโหสถว่าจะให้อะไรแก่มันดี มโหสถก็ทูลว่า ควรจะให้รางวัลเป็นอาหาร ซึ่งก็คือเนื้อนั่นเอง แต่ควรให้เพียงหนึ่งเฟืองต่อวันก็พอ แต่พระราชาประสงค์จะให้เนื้อเป็นราคาหนึ่งบาทต่อวัน โดยให้คนเฝ้ารักษาอุทยานเป็นคนรับผิดชอบ มีอยู่วันหนึ่งคนเฝ้ารักษาอุทยานไม่สามารถหาซื้อเนื้อได้ ก็เลยเจาะรูที่เหรียญแล้วนำไปห้อยคอกิ้งก่าตัวนั้นแทน พอกิ้งก่าได้เงินก็เกิดทะนงตนว่าตัวของมีทรัพย์แล้ว จึงเกิดความหยิ่งพยองขึ้น ขึ้นไปชูคออยู่ทีซุ้มประตู ทำให้เป็นที่หมั่นไส้ของคนดูแลยิ่งนัก
ต่อมาพระราชาก็เสด็จมาประพาสพระราชอุทยานอีกครั้ง กลับเห็นเจ้ากิ้งก่าเชิดชูคอ ไม่มามอบเคารพพระองค์เช่นเคย จึงได้ถามมโหสถว่า ทำไมกิ้งก่าถึงมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เมื่อมโหสถเห็นเหรียญที่ห้อยคอกิ้งก่า ก็ทราบว่ากิ้งมันหยิ่งผยองเพราะมีมันคิดว่ามันมีทรัพย์เหมือนคนอื่น ๆ แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปนอบน้อมต่อใคร จึงทูลความแก่พระราชา เมื่อพระราชาทราบดังนั้นก็ทรงกริ้ว อยากจะลงโทษกิ้งก่าตัวนี้ จึงถามมโหสถว่าจะลงโทษอย่างไร มโหสถก็ทูลว่ากิ้งก่าเป็นสัตว์ไม่มีปัญญา จึงได้ถือสามัน เพียงแค่งดให้อาหารแก่มันก็เป็นการเพียงพอแล้ว ตั้งแต่บัดนั้นกิ้งก่าที่แสนจองหองก็ปราศจากลาภแต่นั้นมา

ขอบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาแล้วณโอกาสนี้เป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าและท่านทั้งหลายมีกำลังกายกำลังใจปฏิบัติตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ดีแล้วได้ล่วงทุกข์และมี
พระนิพพานเป็นที่ไปตามความปราถนาเทอญ

นิพพานัง ปรมังสุขขังนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (03-09-09), พุทธรักษา (29-09-09), อภิญญา (05-09-09), ปาริฉัตรมณี (06-09-09), นิมมานรดี (04-09-09), เดชะบุญ (11-09-09), Gorn (29-12-09), leklek (22-09-09), Rich (21-04-10), rossukon (27-12-10), suwaphat (08-11-09)
  #15  
เก่า 05-09-09, 13:49
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 5 พระมโหสถ ตอนที่ 9

พุทธบูชา ธรรมบูชาสังฆบูชา

หากข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณพระรัตนตรัยและผู้มีคุณขอพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์และผู้มีคุณทุกท่านได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ

ข้าพเจ้าขออารธนาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์อันมีสมเด็จพระองค์ปฐมเป็นต้นพระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆพระองค์พระธรรมพร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมดครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบๆกันมาอันมีหลวงปู่ปานหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด


ตอนนี้ก็มาถึงตอนที่ 9 ด้วยปัญญาอันเฉียบแหลมของเจ้ามโหสถ พระเจ้าวิเทหราชก็ทรงชื่นชมยินดี รับตัวมาอยู่ในราชสำนัก ทำหน้าที่เป็นนักปราชญ์ให้แก่พระราชา ความตอนนี้ก็จะเกี่ยวข้องกับการแสดงปัญญาของเจ้ามโหสถ ซึ่งนักปราชญ์ทั้งสี่ มีเสนกะเป็นหัวหน้าไม่สามารถกระทำได้

1. พระนางอุทุมพร
ปิงคุตตระได้ไปร่ำเรียนวิชาที่สำนักตักศิลา อันนับว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เยี่ยมที่สุดในสมัยนั้น บัณฑิตที่จบมาก็จะได้รับคัดเลือกให้ไปรับราชการในหน่วยงานต่าง ๆ ปิงคุตตระเป็นนักเรียนที่มีความสามารถมาก ท่านอาจารย์จึงให้บุตรีมาให้ เพราะเล็งเห็นว่าปิงคุตตระจะสามารถดูแลนางได้ แต่ก็มีเหตุที่ปิงคุตตระไม่สามารถเข้าใกล้หรือแตะต้องตัวนางได้ เนื่องจากตัวของนางจะร้อนขึ้นมา และปิงคุตตระก็ไม่ได้ชอบในตัวนางด้วย อาจจะเป็นเพราะเหตุของคนที่เป็นสิริกับกาลกิณีไม่สามารถครองคู่กันได้ เพราะคุณธรรมความดีต่างกันมาก ปิงคุตตระพานางผู้เป็นภรรยาเดินทางกลับมายังบ้านเกิดเมืองนอน พอมาถึงกลางทางเจอต้นมะเดื่อ ด้วยความหิวปิงคุตตระก็ปืนขึ้นไปเก็บผลมะเดื่อกิน โดยมิได้สนใจในนางผู้เป็นภรรยาเลย นางจึงได้กล่าวว่า “พี่จ๋า ช่วยส่งผลมะเดือมาให้น้องกินแก้หิวหน่อยเถอะจ๊ะ” ปิงคุตตระกลับตอบกลับมาว่า “มีมือ มีตีน เหมือนกัน ทำไมไม่ปืนขึ้นมาเก็บเอาเอง” นางจึงได้ปืนขึ้นไปเก็บเอาผมมะเดือเอง ปิงคุตตระก็รีบปืนลงแล้วนำหนามมาวางล้อมโคนต้นมะเดือ ทำให้นางผู้เป็นภรรยาไม่สามารถปืนลงมาได้ แล้วปิงคุตตระก็วิ่งหนี หายไป

สักพักพระเจ้าวิเทหะราชทรงเสด็จพร้อมขบวนผ่านมาเห็นเข้า เพียงเห็นครั้งแรกพระองค์ทรงตกหลุมรักเสียแล้ว จึงให้ราชบุตรไปถามว่า นางเป็นใครแล้วไปทำอะไรอยู่บนต้นมะเดือ พอทราบความ ว่านางไม่มีพันธะผูกผันกับผู้ใด จึงได้รับตัวนางมาอภิเษกเป็นอัครมเหสี ประชาชนก็ขนานนามพระนางว่า พระนางอุทมพร เพราะเป็นหญิงที่ได้มาจากต้นมะเดื่อ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความรักอยู่สองอย่าง ได้แก่ เคยเป็นคู่รักกันแต่ชาติปางก่อน หรือเคยเกื้อประโยชน์ให้กันในชาติปัจจุบัน จึงจะเกิดได้

วันหนึ่งพระเจ้าวิเทหะราชมีกำหนดการณ์จะเสด็จประพาสพระราชอุทยาน ชาวบ้านจึงได้มาช่วยกันจัดเตรียมถนนหนทางเพื่อต้อนรับพระราชา ปรากฏว่า ปิงคุตตระก็มาช่วยกันด้วย แต่ว่าพระเจ้าวิเทหะราชกับพระนางอุทุมพรเสด็จมาเร็วกว่ากำหนดได้จึงได้ประชาชนกำลังจัดเตรียมถนนอยู่ข้าง พร้อมทั้งเห็นนายปิงคุตตระด้วย จึงได้คิดในใจว่า สิริกับกาลกิณีมิอาจครองคู่กันได้ จึงได้แย้มสรวจขึ้นมาเล็กน้อย เป็นที่สังเกตของพระเจ้าวิเทหะราช พระองค์ทรงถามพระนางอุทุมพรว่า เหตุไฉนน้องหญิงถึงได้แย้มสรวลขึ้นมา พระนางจึงทูลว่า “เห็นนายปิงคุตตระผู้เป็นอดีตสามีผู้ที่ทอดทิ้งนาง มาจัดเตรียมถนนอยู่ข้างทาง จึงได้แย้มสรวลขึ้นมา” เนื่องจากพระนางเป็นหญิงที่สวยมาก ทำให้พระเจ้าวิเทหะราชไม่ทรงเชื่อ จึงได้ตรัสกลับไปว่า นางหญิงกำลังโกหกเราหรอ นางหญิงเป็นคนสวยจะถูกทอดทิ้งได้อย่างไร พระองค์พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่ พร้อมกำลังจะชักพระแสงดาบ พระนางจึงได้ตรัสว่า อย่าเพิ่งทรงกริ้วเลยพระเจ้าข้า ขอให้ถามนักปราชญ์ดูก่อน พระเจ้าวิเทหะราชก็ทรงถามเสนกะ ท่านเสนกะพิจารณาดูว่า พระนางเป็นหญิงที่สวยมาก ชายที่ไหนจะยอมทอดทิ้งได้ลงคอ จึงทูลพระเจ้าวิเทหะราชว่า พระนางกำลังปด เห็นสมควรให้ประหารเสีย พระนางก็ตกใจจึงทูลขึ้นอีกว่า “ขอให้ถามนักปราชญ์คนอื่น ๆ ด้วย” พระเจ้าวิเทหะราชก็ทรงถามมโหสภ มโหสถก็ทูลว่า “ พระนางมิได้โกหกแต่ประการ คนที่มีความดีแตกต่างกันมาก ก็ไม่อาจจะอยู่ครองคู่เป็นคู่ชีวิตกันได้ เหมือนกับอยู่กันคนละฟากทะเล ฟ้ากับดิน” พอพระเจ้าวิเทหะราชได้สดับดังนั้นก็ทรงละความกริ้วลง แล้วเชื่อคำของพระนาง พระนางก็รอดพ้นจากพระอาญาถึงชีวิตด้วยคำของมโหสถ พระนางจึงขอพระราชานุญาติรับมโหสถมาเป็นน้องชาย แล้วขอให้สามารถส่งของกำนัลไปให้โดยไม่จำกัดเรื่องเวลา พระราชาก็ทรงอนุญาติ ทำให้เสนกะเสียหน้าไปอีกหนึ่งรอบ

ขอบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาแล้วณโอกาสนี้เป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าและท่านทั้งหลายมีกำลังกายกำลังใจปฏิบัติตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ดีแล้วได้ล่วงทุกข์และมี
พระนิพพานเป็นที่ไปตามความปราถนาเทอญ

นิพพานัง ปรมังสุขขังนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 12 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (22-09-09), พรรณวดี (22-09-09), พุทธรักษา (29-09-09), อภิญญา (05-09-09), ปาริฉัตรมณี (06-09-09), นิมมานรดี (05-09-09), เดชะบุญ (11-09-09), Gorn (29-12-09), leklek (22-09-09), Rich (21-04-10), rossukon (27-12-10), suwaphat (08-11-09)
  #16  
เก่า 08-09-09, 15:37
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 5 พระมโหสถ ตอนที่ 10

พุทธบูชา ธรรมบูชาสังฆบูชา

หากข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณพระรัตนตรัยและผู้มีคุณขอพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์และผู้มีคุณทุกท่านได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ

ข้าพเจ้าขออารธนาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์อันมีสมเด็จพระองค์ปฐมเป็นต้นพระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆพระองค์พระธรรมพร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมดครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบๆกันมาอันมีหลวงปู่ปานหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด

ตอนนี้ก็มาถึงตอนที่ 10 ด้วยปัญญาอันเฉียบแหลมของเจ้ามโหสถ พระเจ้าวิเทหราชก็ทรงชื่นชมยินดี รับตัวมาอยู่ในราชสำนัก ทำหน้าที่เป็นนักปราชญ์ให้แก่พระราชา ความตอนนี้ก็จะเกี่ยวข้องกับการแสดงปัญญาของเจ้ามโหสถ ซึ่งนักปราชญ์ทั้งสี่ มีเสนกะเป็นหัวหน้าไม่สามารถกระทำได้


เรื่องแพะกับสุนัข


ในเมืองวิเทหะรัฐ ได้มีเหตุการณ์แปลก ๆ เกิดขึ้น นั้นคือ มีสุนัขตัวหนึ่งเข้าไปคาบหญ้าจากโรงเลี้ยงช้าง แล้วนำมาให้แพะกิน ส่วนเจ้าแพะก็นำเอาชิ้นเนื้อ เศษอาหาร ในโรงครัวมาให้สุนัขกิน ทั้งสองพึ่งพากันอย่างนี้ เหตุที่เกิดขึ้นนี้เนื่องมาจาก สุนัขเดิมอาศัยอยู่ในโรงครัวได้อาศัยเศษอาหารที่พ่อครัวแม่ครัว ให้เป็นอาหาร แต่อยู่มาวันหนึ่งไม่สามารถห้ามใจไปกินของภัตตราหารที่เตรียมไปถวายพระราชา จึงโดยขับไล่ทุบตีออกมาจากที่นั่น ส่วนเจ้าแพะเข้าไปลักขโมยกินฟางที่เก็บไว้เลี้ยงช้าง ทำให้คนเลี้ยงช้างทุบตีจนหลังคด เมื่อสัตว์ทั้งสองมาเจอก็เกิดความคิดที่จะให้สุนัขไปขโมยหญ้าแล้วนำมาให้แพะกิน เนื่องจากสุนัขไม่กินหญ้าก็ไม่เป็นที่สงสัย และแพะก็ไปขโมยชิ้น
เนือในโรงครัวมาให้สุนัขกิน เพราะไม่มีใครสงสัยเช่นกัน


วันหนึ่งพระเจ้าวิเทหะราชได้ทอดพระเนตรเห็นความสัมพันธ์ของสัตว์ทั้งสอง ก็นำมาคิดเป็นปัญหาเพื่อทดสอบปัญญาของนักปราชญ์ทั้งห้าที่รับใช้พระองค์อยู่ในราชสำนัก จึงได้ถามว่า " สัตว์ที่เป็นศัตรูกัน ไม่เคยคิดร่วมเดินทางกาน มาร่วมเดินทางกันได้อย่างไร" ถ้าวันนี้ใครตอบไม่ได้จะขับไล่ออกจากพระราชสำนัก มโหสถคิดในใจว่า วันนี้พระราชาน่าจะได้เห็นอะไรสักอย่าง จึงได้นำมาเป็นโจทย์ปัญหา ถ้าออกไปสืบหาน่าจะเจอ แต่ก็คิดว่า น่าจะรอให้นักปราชญ์ทั้งสี่ของผ่อนผันไปก่อนหนึ่ง และนักปราชญ์ทั้งสี่ซึ่งจนปัญญาก็ขอผ่อนผันจะให้คำตอบเป็นวันรุ่งขึ้นตามนั้น

มโหสถจึงได้ไปเข้าเฝ้าพระนางอุทุมพรแล้วถามว่า วันนี้พระราชาได้เสด็จไปที่ใดแล้วประทับที่ได้เป็นเวลานาน ๆ พระนางก็บอกว่าเสด็จไปที่โรงเลี้ยงช้างและโรงครัว มโหสถก็เลยไปสำรวจก็พบว่าความสัมพันธ์ของสัตว์ทั้งสอง สุนัขกับแพะที่พึ่งพาอาศัยกัน ก็สามารถแก้ปัญหาของพระราชาได้ ส่วนนักปราชญ์ทั้งสี่จนปัญญาจึงได้พากันมาหามโหสถขอให้มโหสถช่วย มโหสถจึงได้เรียกนักปราชญ์มาพอทีละคนแล้วให้คาถาไปท่อง เพื่อเป็นคำตอบ

พอวันรุ่งขึ้น นักปราชญ์ทั้งห้าก็ได้ให้คำตอบแก่พระราชา เสนกะเป็นคนตอบคนแรกก็ท่องคาถาด้วยความถนงตนว่า "เนื้อแพะเป็นที่โปรดปรานชาวเมือง แต่เนื้อสุนัขหาเป็นเช่นนั้นไม่ เหตุนี้แพะกับสุนัขจึงได้เป็นเพื่อนกัน" พระราชาก็พอพระทัย ต่อไปก็ไปถามปุกกุสะ ท่านก็ท่องคาถาที่มโหสถให้มาว่า "ธรรมเขาจะขี่ม้า เขาจะใช้หนังแพะเป็นเครื่องลาด แต่ไมใช้หนังสุนัขเป็นเครื่องลาด เหตุนี้แพะกับสุนัขจึงเป็นสหายกันได้" พระราชาก็พอพระทัย จึงได้ตรัสถามคนต่อไป นั่นก็คือ กามินทร์ ท่านกามินทร์ก็ตอบว่า " แพะมีเขาโค้งงอ แต่สุนัขไม่มีเขา เหตุนี้ทั้งแพะและสุนัขจึงเป็นเพื่อนกันได้" พระราชาก็ไปถามนักปราชญ์คนที่สี่คือท่านเทวินทร์ต่อไป ท่านก็ตอบว่า "แพะกินใบหญ้าหรือใบไม้ แต่สุนัขไม่กินหญ้าหรือใบไม้ แต่กลับจับกระต่ายหรือแมวกิน ประหลาดสุนัขกับแพะจึงเป็นเพื่อนกันได้" นักปราชญ์ทั้สี่ท่าน ท่องคาถาตามมโหสถแต่ก็ได้เข้าใจในคำตอบเหล่านั้นเลยแม้แต่คนเดียว มาถึงมโหสถ มโหสถก็ตอบว่า " แพะมี 4 เท้า สุนัขมี 4 เท้า แม้สัตว์ทั้งสองจะมีอาหารแตกต่างกัน แต่สัตว์ทั้งสองก็หาอาหารของอีกฝ่ายแล้วนำมาแลกเปลี่ยนกันกิน เหตุนี้สัตว์ทั้งสองจึงเป็นเพื่อนกัน" พระเจ้าวิเทหะราชก็เป็นที่พอพระทัยยิ่งนัก จึงได้พระราชทานเงินรางวัลให้กับนักปราชญ์ทั้ง 5 คนคนละ 5 ชั่ง

พระนางอุทุมพรเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ก็รู้สึกไม่พอพระทัยเนื่องจากรู้ว่ามโหสถเป็นคิดหาคำตอบแต่เพียงผู้เดียว จึงได้ไปบอกกับพระราชาถึงเหตุการณ์ทั้งหมด แต่ครั้นพระราชาให้เพิ่มรางวัลให้มโหสถก็อาจจะเป็นที่ครหาของประชาชน โดยเฉพาะนักปราชญ์ทั้งสี่ได้ จึงได้คิดปัญหาขึ้นมาอีกหนึ่งข้อ นั่นคือ "คนมีปัญญาแต่ไร้ทรัยพ์ กับคนที่มีทรัยพ์แต่ไร้ปัญญา คนไหนดีกว่ากัน"

เสนกะก็รีบตอบว่าคนมีทรัพย์ดีกว่า จะเห็นว่าคนมีปัญญาหรือนักปราชญ์ทั้งหลายก็เป็นข้ารับใช้ของผู้มีทรัพย์มาก มโหสถก็แก้ว่า คนที่มีปัญญาจะไม่ทำเรื่องที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน แต่ถ้าคนที่ไม่มีปัญญาจะแสวงหาทรัยพ์ก็อาจจะหาด้วยวิธีที่ผิด เพราะเห็นแก่ทรัพย์ได้ เสนกะก็เปรียบว่า ท่านเศรษฐีท่านหนึ่งมีทรัพย์มาก ถึงแม้เวลาพูดน้ำลายจะไหลย้อยต้องเอาดอกบบัวมารองแล้วทิ้งไป นักเลงบ้างคนยังนำไปล้างน้ำแล้วเอาบูชา เหตุนี้ทรัพย์จึงได้กว่าปัญญา มโหสถก็แก้ความต่อไปว่า "คนเห็นแก่ทรัพย์ ก็เหมือนกับคนที่หวั่นไหวไปกับทรัพย์ ตั้งหน้าตั้งตาจะได้ทรัพย์เพียงอย่างเดียว พอไดก็สุข พอทรัยพ์หมดก็ทุกข์ เหมือนปลาที่เขาโยนไปไว้บนบก ต้องดิ้นกระเสือกกระสน ปัญญาจึงดีกว่าทรัยพ์พระเจ้าข้า เสนกะก็แก้กลับมาว่า ปัญญาก็เหมือนแม่น้ำที่ต้องไหลไปรวมกันที่ทะเล ผู้มีทรัพย์ก็เหมือนทะเล จึงมีคนที่มีปัญญามารับใช้ มโหสถก็แก้ไปว่า คนมีทรัพย์เปรียบเหมือนทะเล แต่ทะเลก็มีคลื่นไม่มีความมั่นคง หวั่นไหวไปตามกระแสตลอด กลับกันคนที่มีปัญญากลับเปรียบเหมือนฝั่ง ถึงมีจะมีคลื่นสักเท่าใดก็ไม่สามารถจะสู้ฝั่งได้ เพราะฝั่งมั่นคงกว่า เหตุนี้ปัญญาจึงดีกว่าทรัพย์ เสนกะรีบตอบกลับมาว่า ก็ให้ดูที่พวกเรานักปราชญ์ทั้ง 5 คน เป็นผู้ที่มีปัญญามาก พวกก็ยังเป็นข้าราชบริพารในข้าพระองค์ ยังต้องให้พระองค์ผู้มีทรัพย์ค่อยชุบเลี้ยง เหตุนี้ทรัพย์จึงได้กว่าปัญญา และบอกว่าถ้ามโหสถแก้ความนี้ได้ก็จะยอมแพ้ มโหสถจึงแก้ว่า คนที่มีปัญญาจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ส่วนคนที่ไม่มีปัญญาก็จะทำงานถูก ๆ ผิด ๆ หรือไม่โปร่งใส อาจจะเห็นแก่ทรัพย์ จนไม่ได้สนใจในสิ่งใด อาจจะฉ้อราฏบังหลวงก็ได้ เหตุนี้ปัญญาจึงประเสริฐกว่าทรัพย์ พอมโหสถกล่าวจบพระราชาก็ทรงสรวลออกมา เป็นอันว่ามโหสถก็ชนะปัญญาของนักปราชญ์ทั้งสี่อีกวาระ พระราชาก็พระราชทานทรัพย์ให้มโหสถเป็นอันมาก จนทำให้นักปราชญ์ทั้งสี่เจ็บใจและแค้นมโหสถ

ขอบุญที่ได้ทำมาในครั้งนี้ ได้ดลบันดาลให้ข้าพระเจ้าและทุกท่านมีความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนมีพระนิพพานเป็นที่ไปในที่สุด

นิพพานัง ปรมัง สุขขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย นาคน้อย : 08-09-09 เมื่อ 16:15

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (22-09-09), พรรณวดี (22-09-09), พุทธรักษา (29-09-09), อภิญญา (22-09-09), ปาริฉัตรมณี (08-09-09), นิมมานรดี (09-09-09), เดชะบุญ (11-09-09), Gorn (29-12-09), leklek (22-09-09), rossukon (27-12-10), suwaphat (09-01-10)
  #17  
เก่า 22-09-09, 01:04
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 5 พระมโหสถ ตอนที่ 11

พุทธบูชา ธรรมบูชาสังฆบูชา

หากข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณพระรัตนตรัยและผู้มีคุณขอพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์และผู้มีคุณทุกท่านได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ

ข้าพเจ้าขออารธนาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์อันมีสมเด็จพระองค์ปฐมเป็นต้นพระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆพระองค์พระธรรมพร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมดครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบๆกันมาอันมีหลวงปู่ปานหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด

ตอนนี้ก็มาถึงตอนที่ 11 เมื่อมโหสถอายุได้ 16 ปี ก็ถึงวัยที่ต้องมีคู่ครอง พระนางอุทมพรพระมเหสีของพระเจ้าวิเทหะราชผู้เป็นเสมือนพี่สาวของมโหสถ ก็ได้ทูลให้พระราชาหาคู่ครองให้มโหสถ แต่มโหสถขอออกไปหาเอง ถ้าภายใน 2-3 วันไม่สามารถหาได้ก็จักขอแต่งงานกันหญิงสาวที่พระราชาหาให้ เรื่องราวจะเป็นเช่นไร สามารถหาคำตอบได้ในกระทู้นี้ครับ

มโหสถก็ได้ออกเดินทางไปทางทิศตะวันออกของพระนคร โดยปลอมตัวเป็นช่างชุนผ้า พอสักพักก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินสวนทางมา เธอมีรูปร่างหน้าตาดี พร้อมทั้งกิริยาท่าทาง มารยาทก็งาม นางผู้นั้นเห็นมโหสถก็เกิดความพอใจตั้งแต่แรกเจอเช่นกัน มโหสถคิดออกจะลองปัญญา ศึกษานางผู้นี้ว่าจะมีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร จึงได้ยืนมือไปกำมือของนางไว้ (เป็นคำถามว่า นางมีสามีหรือยัง) พอนางโดนจับมือก็แบมือออก (นางตอบว่ายังไม่มี) มโหสถจึงถามชื่อของนาง นางกลับตอบว่า “สิ่งที่ข้าพเจ้าไม่มีในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต ข้าพเจ้าถือสิ่งนี้เป็นที่พึ่ง” มโหสถจึงรู้ได้ทันทีว่านางชื่อ อมร ( อมรแปลว่า ไม่ตาย เพราะคำว่าไม่ตาย ไม่เคยมีใครมี ทุกคนต้องตายเหมือนกันหมด) มโหสถจึงพูดออกมาว่า “ชื่ออมรใช่ไม” นางก็ตอบว่าใช่ มโหสถจึงถามต่อไปว่า

“แล้วนางกำลังจะไปไหน” “ไปหาบุพเทพ”
“ไปหาบิดาหรือ” “ถูกต้อง”
“ท่านทำอะไรอยู่ล่ะ” “ทำสิ่งหนึ่งโดยสองส่วน”
“คงกำลังไถนา แล้วอยู่ที่ไหนล่ะ” “อยู่ที่คนไปแล้วไม่กลับ” “
อยู่แถว ๆ ป่าช้าหรอ” “ถูกต้อง”
“นางไปแล้วจะกลับหรือไม่กลับวันนี้” “ถ้ามาข้าพเจ้าจะไม่กลับ ถ้าไม่มาข้าพเจ้าจะกลับ”
มโหสถก็รู้ได้ทันทีว่า นาอยู่ริมแม่น้ำ ถ้าน้ำมานางก็ข้ามกลับมาไม่ได้ นางก็รับว่าถูกต้อง จึงได้เชื้อเชิญให้มโหสถกินข้าวที่นางเตรียมมาส่วนหนึ่ง มโหสถก็ถามว่าบ้านนางอยู่ตรงไหน พอกินเสร็จทั้งสองก็แยกกันไป มโหสถก็เดินไปจนถึงบ้านนาง เจอมารดาของนาง ท่านก็เชื้อเชิญให้มโหสถเข้าไปพักในบ้าน แล้วก็เชื้อเชิญให้มโหสถทานข้าว มโหสถก็ตอบว่า “ได้กินข้าวแล้ว พอดีนางอมรแบ่งอาหารส่วนหนิ่งมาให้ทาน” มารดาก็รู้ได้ทันทีว่าหนุ่มผู้นี้กำลังสนใจในตัวลูกสาวของนางอยู่ เนื่องจากครอบครัวนี้เป็นครอบครัวที่ยากจน มโหสถบอกว่า “นางมีเสื้อผ้าที่ชำรุดมาให้กระผมชุนให้หรือไม่ กระผมเป็นช่างชุนผ้า” นางก็ตอบว่ามี แต่ไม่มีเงินให้ มโหสถก็บอกว่าไม่เป็นไร ก็ทำการชุนให้ แต่ใช้เวลารวดเร็วมาก เพราะรู้ว่าควรจะทำตรงไหนยังไงก่อนหลัง ฝีมือออกมาปราณีต จึงได้มีชาวบ้านพากันนำผ้าที่ชำรุดมาให้มโหสถชุน ใช้เวลาเพียงไม่นานก็ได้เงินค่าจ้างมากถึง 4000 บาท

พอตกเย็นนางอมรก็กลับมา แต่พ่อของนางกลับมาช้ากว่านางอีก ครอบครัวของนางอมรก็ให้มโหสถผู้เป็นแขกได้ทานข้าวก่อนแล้วครอบครัวจึงได้กินต่อจากนั้น มโหสถพักอยู่ที่บ้านนี้ 2 -3 วัน เพื่อศึกษาอุปนิสัยของนางอมร ยิ่งใกล้ชิดยิ่งเห็นความดีของนาง จึงได้ออกอุบายขึ้นมาอันหนึ่ง โดยให้นางอมรไปหุ่งข้าวครึ่งทะนานหุ่งเป็น ข้าวสวย ต้มข้าวต้ม และทำขนมด้วย นางก็ตำข้าว โดยน้ำข้าวที่เป็นเม็ดดีไปต้มข้าวต้ม และนำข้าวที่บิดเบี้ยวไปหุ่งข้าว และนำส่วนปลายข้าวไปทำขนม รสชาติเป็นที่ถูกปากของมโหสถอย่างมาก แต่มโหสถก็แกล้งแสดงท่าทีว่า ข้าวที่หุ่งไม่อร่อยเลย จึงเทข้าวและขนมผสมกันทาตัวนางอมรตั้งหัวจรดเท้านางก็ไม่โกรธ ไล่นางออกไปข้างนอก นางก็ไม่โกรธ มโหสถจึงมีความพอใจในตัวนางมากขึ้น จึงได้เรียกนางมาหา แล้วให้ผ้าไป 1 ผืน ให้นางไปอาบน้ำแล้วผลัดใส่ชุดนี้มา ระหว่างนั้นมโหสถก็นำเงิน 8000 บาทไปให้กับบิดามารดาของนาง เพื่อขอรับตัวนางไปอยู่ด้วย

เมื่อทั้งสองเดินทางออกจากบ้าน นางอมรก็มีพฤติกรรมที่น่าพิศวง นั้นคือนางจะกางร่มเมื่อเดินทางที่มีต้นไม้ปกคลุม และหุบร่มในทางโล่งแจ้ง ซึ่งแดดร้อนมาก นางถอดรองเท้าเดินในที่ดอน แล้วสวมรองเท้าเดินข้ามแม่น้ำ ทำให้มโหสถสงสัยจึงถาม และได้คำตอบว่า ที่กางร่มในทางที่มีต้นไม้ปกคลุมเพราะอาจจะมีกิ่งไม้ผุตกลงมาประทุษร้ายตัวเราได้ และที่สวมรองเท้าเดินในน้ำ เนื่องจากมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ในน้ำ แต่บนที่ดอนสามารถมองเห็นได้ว่า กำลังเหยียบอะไรอยู่ เมื่อมาถึงบ้าน มโหสถก็ยังไม่แสดงตัว พานางไปฝากไว้ที่ประตู แล้วกระซิบบอกนายประตูให้ดูนางไว้ มโหสถก็ส่งคนหน้าดีไปจีบนาง นางก็ไม่สนใจ เสร็จแล้วมโหสถก็แต่งตัวเต็มยศ แล้วพาพรรคพวกไปหานาง เนื่องจากเสื้อผ้าของมโหสถที่ใส่นั้น มีสง่าราศีมาก จนทำให้นางอมรจำไม่ได้ ทำการฉุดนางไปแกล้งจะข่มขืนนาง นางก็ร้องไห้ แล้วหัวเราะ สลับกัน มโหสถจึงถาม นางก็ตอบว่า ที่หัวเราะก็เพราะดีใจที่ได้เห็นบ้านที่สวยงาม มั่งคั่งไปด้วยทรัพย์สมบัติ คงจะเป็นบุญที่เคยทำมาแต่ชาติปางก่อน เกื้อหนุน แต่ที่ร้องให้เพราะสงสัยท่านที่จะต้องตกนรกเนื่องจากตัวของเรามีเจ้าของแล้ว มโหสถก็แกล้งทำเป็นด่าท้อ แล้วนำนางไปไว้ที่ประตูเมืองเหมือนเดิม มโหสถจึงไปรับตัวนางมาอยู่ด้วย

ความก็ไปถึงพระนางอุทุมพร มโหสถกับนางอมรจึงได้แต่งงานกัน โดยมีพระราชาเป็นเจ้าภาพทุกอย่าง เป็นที่ปีติยินดีของชนทุกฝ่าย ยกเว้น 4 นักปราชญ์ที่เกิดความอิจฉา จึงช่วยกันออกอุบายกำจัดมโหสถไปให้พ้นทาง ซึ่งข้าพเจ้าจะนำมาเล่าให้ฟังในตอนต่อไป

ขอบุญที่ได้ทำมาในครั้งนี้ ได้ดลบันดาลให้ข้าพระเจ้าและทุกท่านมีความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนมีพระนิพพานเป็นที่ไปในที่สุด

นิพพานัง ปรมัง สุขขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย นาคน้อย : 23-09-09 เมื่อ 11:22

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 12 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (22-09-09), พรรณวดี (22-09-09), พุทธรักษา (29-09-09), อภิญญา (22-09-09), ปาริฉัตรมณี (22-09-09), นิมมานรดี (22-09-09), เดชะบุญ (23-09-09), Gorn (29-12-09), leklek (22-09-09), Rich (21-04-10), rossukon (27-12-10), suwaphat (09-01-10)
  #18  
เก่า 22-09-09, 16:48
Apinya's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 797
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 3,194
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 8,405 ครั้ง ใน 8,405 ข้อความ
พลังบุญ: 2884
Apinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these parts
Default

สมัยนี้จะหาคนแบบนางอมรได้ไหมนี่ หุหุ

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 12 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Apinya ในข้อความนี้
พรรณวดี (22-09-09), พุทธรักษา (29-09-09), อภิญญา (22-09-09), ปาริฉัตรมณี (22-09-09), นาคน้อย (22-09-09), นิมมานรดี (22-09-09), เดชะบุญ (23-09-09), Gorn (29-12-09), leklek (23-09-09), Rich (21-04-10), rossukon (27-12-10), suwaphat (09-01-10)
  #19  
เก่า 23-09-09, 13:27
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 5 พระมโหสถ ตอนที่ 12

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

หากข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณพระรัตนตรัยและผู้มีคุณขอพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์และผู้มีคุณทุกท่านได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ

ข้าพเจ้าขออารธนาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์อันมีสมเด็จพระองค์ปฐมเป็นต้นพระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์พระธรรมพร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมดครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบๆกันมาอันมีหลวงปู่ปานหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด

ตอนนี้ก็มาถึงตอนที่ 12 เมื่อมโหสถได้นางอมรมาเป็นคู่ครอง ก็เป็นชื่นชมของชนทั้งหลาย และได้รับความเอ็นดูจากพระเจ้าวิเทหะราชมากขึ้น อย่างไรก็ตามนักปราชญ์ทั้ง 4 เห็นคนมโหสถได้ดีกว่าตนก็เกิดความอิจฉา ประกอบกับนางอมรเป็นผู้หญิงที่สวยมากและเป็นคนฉลาด เป็นที่พอใจของนักปราชญ์ทั้ง 4 ด้วย นักปราชญ์เหล่านั้นอันมีเสนกะเป็นหัวหน้าจึงวางแผนจะกำจัดมโหสถให้พ้นทาง พอสิ้นมโหสถก็หวังจะครอบครองนางอมรมาให้ใครคนใดคนหนึ่งใน 4 นักปราชญ์แทน มาดูกันครับว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นไร ดังต่อไปนี้ครับ


นักปราชญ์ทั้ง 4 ได้วางแผนที่จะขโมยพระราชสมบัติแล้วนำไปซ่อนไว้ที่บ้านมโหสถ แล้วกล่าวหาว่ามโหสถเป็นขโมย แค่นี้มโหสถก็ต้องถูกประหารชีวิตหรืออย่างน้อยก็ถูกเนรเทศ ส่วนนางอมรก็คงจะหนีไม่พ้น คงต้องตกเป็นของใครคนใดคนหนึ่งในพวกเรา เมื่อตกลงแผนกันเสร็จ เสนกะก็ไปขโมยปิ่นปักผมของพระราชา ปุสสกะก็ขโมยดอกไม้ทองคำ กามินทร์ขโมยผ้าคลุมบรรทม เทวินทร์ขโมยฉลองพระบาททองคำ แล้วให้คนเอาไปขายที่บ้านมโหสถ เสนกะก็ให้นางทาสีนำเปรียงใส่ไหไปขายให้ที่บ้านมโหสถ โดยซ่อนปิ่นทองคำไว้ที่ก้นไห และสั่งว่า ห้ามขายให้ใคร นอกจากคนของบ้านมโหสถ นางทาสีก็เดินป่าวประกาศ และเดินวนไปวนมาอยู่หน้าบ้านมโหสถ นางอมรเห็นเช่นก็เกิดสงสัย จึงสั่งให้คนรับใช้ทั้งหลายหลบออกไป นางจะเป็นคนไปดูเอง นางจึงเข้าไปเจรจาและอาศัยช่วงที่นางทาสีเผลอล่วงมือเข้าไปในไห ก็พบว่าเป็นปิ่นทองคำ ก็เลยรับซื้อมา นางทาสีก็แกล้งบอกว่าขี้เกียจแบกไหกลับ ก็ให้ไหไปด้วยเลย แต่นางอมรก็จดบันทึกทุกถ้อยคำของนาทาสีคนนั้น วันต่อมาก็มีนางทาสีของท่านปุสสกะเอากระเช้าดอกไม้มาขายแล้วเอาดอกไม้ทองคำซ่อนไว้ที่ก้นกระเช้า นางอมรก็รับซื้อไว้และจดบันทึกถ้อยคำของนางทาสีไว้เช่นเคย วันต่อมาก็มีนางทาสีของท่านกามินทร์เอาผ้ามาให้ขายให้ โดยเอาผ้าคลุมบรรทมซ่อนมาด้วย นางทาสีของท่านเทวินทร์ก็นำเอารองเท้าทองคำซ่อนมาในมัดข้าวโพด นางอมรก็รับเป็นธุระรับซื้อและจดบันทึกไว้ทุกครั้ง


เมื่อแผนการที่นักปราชญ์ทั้ง 4 วางไว้ได้บรรลุผลไปเกือบครึ่ง ก็คิดว่า คราวนี้มโหสถคงจะต้องตายแน่ ๆ รอเวลาสักระยะ เสนกะก็เริ่มทูลถามพระราชาว่า ทำไมไม่เป็นพระราชาทรงประดับปิ่นทองคำเลย พระราชาก็ทรงคิดว่า เสนกะช่างเป็นผู้รอบคอบ เป็นห่วงเป็นใยพระองค์ จึงทรงสั่งให้ข้ารับใช้ไปนำมา พอสักพักมหาดเล็กก็กลับมาทูลว่า หาไม่พบ ก็เป็นอันว่าพระราชาเริ่มกริ้ว จึงให้สำรวจว่ามีอะไรหายไปอีก ก็พบว่า ดอกไม้ทองคำ ผ้าคลุมบรรทม และ ฉลองพระบาททองคำหายไป จึงได้ปรึกษากับนักปราชญ์ทั้ง 4 นักปราชญ์ทั้งสี่ก็ทูลว่า ไม่น่าจะเป็นนอกที่เอาไปน่าจะเป็นคนในมากกว่า และที่น่าสงสัยน่าจะเป็นมโหสถเป็นคนเอาไป จึงขอให้พระราชาส่งคนไปค้นที่บ้านมโหสถ พระราชาก็ทรงเชื่อตามนั้นทุกประการ ไม่ทรงฟังความทางด้านมโหสถเลย แม้มโหสถจะมาขอเข้าเฝ้าก็ไม่ยอมให้พบ มโหสถจึงได้รู้ตัวทันทีว่า ต้องหลบหนีไปก่อน เพราะพระราชาทรงปักใจเชื่อแน่ว่าตนเป็นขโมย เมื่อพระราชาไม่พบตัวมโหสถก็สั่งให้ทหารไปจับตัวมโหสถมาให้ได้ นักปราชญ์ทั้ง 4 ก็ดีใจที่แผนการชั่วร้ายของตนนั้นบรรลุผลสำเร็จ ต่อแต่นี้ไปมโหสถก็จะไม่สามารถกลับมาที่นี่ได้อีกแล้ว งานชิ้นต่อไปของนักปราชญ์ทั้งสี่ก็คือการครอบครองตัวนางอมร ผู้หญิงที่สวยและฉลาด คู่ครองของมโหสถ จึงได้ปรึกษากันในกลุ่มว่า ใครจะเป็นคมไปหานางอมรก่อน แต่ก็ไม่ได้ตกลงอะไรกัน เพราะทั้งสี่กะว่าจะไปหานางอมรเอง จึงได้ส่งความไปติดต่อนางอมร นางอมรทราบเข้าก็รู้ได้ทันทีว่าจะจัดการกับนางปราชญ์ทั้งสี่ยังไง นางก็นัดแนะนักปราชญ์แต่ละคนมาในเวลาที่ต่างกัน ไม่ให้พบกัน และทำกระดานหกบนหลุมอุจจาระไว้ พอเสนกะมาถึงนางอมรก็ให้สาวใช้พาท่านเสนกะไปอาบน้ำจะได้คุยกันได้สะดวก แล้วสาวใช้ก็พาท่านเสนกะไปที่กระดานหก พอท่านเสนกะเหยียบก็ตกลงไปในหลุมอุจจาระไม่มีทางขึ้น มองอะไรไม่เห็นด้วย นักปราชญ์ทั้ง 3 ก็ติดตามมาและก็ถูกหลอกให้ตกลงไปในหลุมเช่นกัน ถูกขังอยู่ในนั้นจนถึงรุ่งเช้า นางอมรก็ให้คนรับใช้ ช่วยขึ้นมาและพาไปอาบน้ำชำระร่างกาย และให้เอาแป้งมาผสมน้ำแล้วทาตัวของนักปราชญ์ทั้งสี่ และเอานุ่มมาติดทั่วตัว ยังไม่พอให้โกนหัวด้วย ทำให้เป็นที่อับอายของประชาชนที่พบเห็น


นางอมรก็ไปขอเข้าเฝ้าพระราชาและนำเอานักปราชญ์ทั้งสี่ที่ตอนนี้ขาวโพนไปทั้งตัว ไปถวายพระราชาและก็นำพระราชสมบัติที่ถูกลักขโมยไปมาถวายคืน และเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากบันทึกของนางแก่พระราชา แต่โชคร้ายพระราชากลับไม่ทรงเชื่อ และไม่ให้อภัยมโหสถ เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป คงต้องติดตามในคราวต่อไปนะครับ


ขอบุญที่ได้ทำมาในครั้งนี้ได้ดลบันดาลให้ข้าพระเจ้าและทุกท่านมีความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนมีพระนิพพานเป็นที่ไปในที่สุด

นิพพานัง ปรมัง สุขขังนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (26-09-09), พุทธรักษา (29-09-09), อภิญญา (23-09-09), ปาริฉัตรมณี (24-09-09), นิมมานรดี (23-09-09), เดชะบุญ (23-09-09), Gorn (29-12-09), leklek (23-09-09), Rich (21-04-10), rossukon (27-12-10), suwaphat (09-01-10)
  #20  
เก่า 26-09-09, 09:10
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 5 พระมโหสถ ตอนที่ 13

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

หากข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณพระรัตนตรัยและผู้มีคุณขอพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์และผู้มีคุณทุกท่านได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ

ข้าพเจ้าขออารธนาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์อันมีสมเด็จพระองค์ปฐมเป็นต้นพระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์พระธรรมพร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมดครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบๆกันมาอันมีหลวงปู่ปานหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด

ตอนนี้ก็มาถึงตอนที่ 13 มโหสถต้องกรรมต้องหลบลี้หนีพ้นจากการถูกใส่ร้ายของนักปราชญ์ทั้งสี่ นางอมรผู้เป็นศรีภรรยาก็เป็นที่หมายปองของนักปราชญ์ทั้งสี่ด้วย แต่ก็ด้วยปัญญาของนางอมรก็จัดการกับนักปราชญ์เหล่านั้นได้อยู่มัด แต่ก็ด้วยกรรมหรือความอยุติธรรมของพระเจ้าวิเทหะราช พระองค์ก็ยังไม่ทรงพระราชทานอภัยโทษให้มโหสถ แต่ก็ด้วยบุญของมโหสถเทวดาที่ประจำอยู่ที่กัมพูฉัตรในพระราชวัง ไม่สามารถปล่อยให้บ้านเมืองไม่มีขือไม่มีแปได้อย่างนี้อีกต่อไป ต้องออกมาแสดงตนช่วยมโหสถ

คืนหนึ่งในห้องบรรทมของพระเจ้าวิเทหะราช เทวดาท่านก็ปรากฏตัวขึ้นแล้วถามคำถามพระเจ้าวิเทหราช 4 ข้อด้วยกัน นั่นคือ

ข้อ ๑ ว่า ผู้ที่ตบตีผู้อื่นด้วยมือด้วยเท้า ตบปากผู้อื่นผู้นั้นยิ่งเป็นที่รักของผู้ที่ถูกตี คือใคร?”
ข้อ ๒ ว่า ผู้ที่ด่าว่าผู้อื่น แต่ไม่อยากให้เขาเป็นไปตามนั้นและคนถูกเป็นคนที่รักของคนด่า คือใคร?”

ข้อ ๓ ว่าผู้ที่โกหกกันเหลาะเเหละไม่เป็นความจริงแต่คนโกหกนั้นแหละเป็นที่รักของกันและกันคือใคร?”
ข้อ ๔ ว่า ผู้ที่เอาพัสดุสิ่งของ ข้าวน้ำผ้าผ่อนไปแต่ผู้นั้นกลับเป็นผู้ที่ชอบใจของเจ้าของพัสดุเหล่านั้น ผู้นั้นคือใคร

ถ้าพระเจ้าวิเทหะราชไม่สามารถตอบได้ จักต้องสละชีวิตแทน พระองค์ไม่สามารถหาคำตอบได้ด้วยพระองค์เอง รุ่งเช้าจึงรีบปรึกษานักปราชญ์ทั้งสี่อย่างเร่งด่วน แต่ก็ไม่มีใครสามารถตอบปัญหาทั้งสี่ข้อได้ เมื่อมาถึงตอนกลางคืนเทวดาก็มาท้วงคำตอบจากพระเจ้าวิเทหะราชอีกวาระ พระองค์ก็ตรัสว่า หาคำตอบไม่ได้ นักปราชญ์ประจำราชสำนักทั้งสี่ก็ตอบไม่ได้ เทวดาก็พูดว่า “พระองค์มีเพชรเม็ดงามอยู่ ใยไปเห็นค่าของพลอยว่าดีกว่า เรื่องมันมโหสถ ถ้าเป็นอย่างนี้ช่วยไม่ได้ เห็นทีต้องนำเอาชีวิตของพระองค์ไปแทน” พอรุ่งเช้าพระเจ้าวิเทหะราชก็รับสั่งให้ประกาสมโหสถ และบอกว่าพระราชทานอภัยโทษให้ทุกอย่าง ทหารทั้งหลายก็ออกไปตามหาและพบมโหสถกำลังปั่นหม้อที่อยู่ร้านขายหม้อร้านหนึ่ง ตัวเปื้อนไปด้วยเศษดิน ทหารก็เข้าไปหาแล้วถามว่าเป็นมโหสถหรือป่าว ท่านก็ปฏิเสธก่อนเป็นอันดับแรก แล้วก็ใช้คำถามลองใจทหาร ก็รุ้ว่าพระราชาให้อภัยโทษแล้ว จึงรีบกลับเข้ามาพระราชวังทั้ง ๆ ที่ตัวเปื้อนดินอยู่ พระเจ้าวิเทหะราชก็ทรงตรัสถึงปัญหาทั้งสี่ให้มโหสถฟัง พอจบทั้งสี่ข้อมโหสถก็หัวเราะ แล้วบอกมันเป็นปัญหาไม่ยากเลย และให้คำตอบตั้งนี้

"ขอเดชะ ปัญหาข้อมที่ ๑ ที่ว่าผู้ที่ตบตีผู้อื่นแต่ผู้ถูกตีกลับรักผู้ตีนั้น ก็ได้แก่เด็กน้อยกับมารดา บิดาเด็กน้อยแม้จะหยิกทึ่งตบตีมารดาบิดาอย่างไร มารดาบิดากลับรักเด็กนั้นมายิ่งขึ้น

พอแก้ปัญหาจบเทวดาก็ให้สาธุการ “ดีจริงพ่อมโหสถ” จึงแก้ข้อ ๒ ต่อไป

ข้อที่๒ ที่ว่า ผู้ที่ด่าผู้อื่นแต่ใจไม่คิดร้ายและผู้ถูกด่าก็เป็นที่รักของผู้ด่า ก็ได้แก่มารดาบิดาและบุตรพระเจ้าค่ะเพราะเวลาบุตรขัดใจ มารดาบิดาจะด่าว่า แต่ในใจนั้นมิได้คิดร้ายไปด้วยเลยเพราะความรักแท้ ๆ จึงด่าว่าต่าง ๆ นานา

“ดีจริงพ่อมโหสถ” เทวดาให้สาธุการอีก

"ข้อที่ ๓ ที่ว่าผู้ที่โกหกเหลอะแหละไม่เป็นความจริง แต่คนโกหกนั้นกับเป็นที่รักของกันและกันก็ได้แก่สามีภรรยาที่อยู่ในที่รโหฐาน ก็เย้าหยอกกันด้วยถ้อยคำที่ไม่จริงซึ่งต่างก็รู้กันว่าไม่จริง แต่ก็โกหกกันและรักกัน

พระเจ้าวิเทหราชถึงกับทรงพระสรวล “ง่ายจริงนะพ่อมโหสถทีเราเองคิดหัวแทบแตกแต่แก้ไม่ได้เลย” เทวดาก็ให้สาฑุการอีก

ส่วนข้อที่ ๔ ที่ว่าผู้ที่เอาพัสดุสิ่งของข้าวปลาผ้าผ่อนไป ผู้นั้นกลับเป็นที่รักของเจ้าของเสียอีกก็ได้แก่สมณชีพราหมณ์ผู้มารับไทยทานจากสัตบุรุษซึ่งถวายแม้จะรับไปสักเท่าไดกHไม่โมโหโกรธเคือง มีแต่จะถวายมากขึ้นเสียอีก

“ดีจริง” เทวดาให้สาธุการ

จากนั้นมาพระเจ้าวิเทหะราชก็หมดความสงสัยในตัวมโหสถ แล้วพระราชทานเงินและทรัพย์เป็นอันมาก ทำให้นักปราชญ์ทั้งสี่เกิดความอิจฉาริษยามากขึ้นเป็นทวีคูณ จึงปรึกษากัน แล้วก็ได้วิธีกำจัดมโหสถ มโหสถจะรอดพ้นจากภัยของนักปราชญ์ทั้งนี่อย่างไร มาติดตามกันในตอนต่อไปนะครับ

ขอบุญที่ได้ทำมาในครั้งนี้ได้ดลบันดาลให้ข้าพระเจ้าและทุกท่านมีความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนมีพระนิพพานเป็นที่ไปในที่สุด

นิพพานัง ปรมัง สุขขังนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (26-09-09), พุทธรักษา (29-09-09), อภิญญา (26-09-09), ปาริฉัตรมณี (26-09-09), นิมมานรดี (05-11-09), เดชะบุญ (21-10-09), Gorn (29-12-09), leklek (06-10-09), Rich (12-01-10), rossukon (27-12-10), suwaphat (09-01-10)
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 15:28


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่