อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ประวัติพระ และบุคคลตัวอย่าง

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #21  
เก่า 30-09-09, 13:48
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 5 พระมโหสถ ตอนที่ 14

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

หากข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณพระรัตนตรัยและผู้มีคุณขอพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์และผู้มีคุณทุกท่านได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ

ข้าพเจ้าขออารธนาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์อันมีสมเด็จพระองค์ปฐมเป็นต้นพระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์พระธรรมพร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมดครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบๆกันมาอันมีหลวงปู่ปานหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด

ตอนนี้ก็มาถึงตอนที่ 14 ความตอนที่แล้วมโหสถมีภัยถูกนักปราชญ์ทั้งสี่ใส่ความ จนต้องหนีออกไปจากพระนคร แต่ก็ด้วยบุญที่ได้บำเพ็ญมาเทวราชที่สถิตอยู่ที่พระเศวษตฉัตรก็ออกมาช่วย จนมโหสถสามารถกลับมาแล้วได้รับการบำเหน็ดความดีความชอบมากมาย ทำให้นักปราชญ์ทั้งสี่ยิ่งทวีคูณความอิจฉา ริษยาเป็นอัน ปรึกษากันหาวิธีกำจัดมโหสถอีกวาระ คราวนี้รุนแรงขั้นจะเอาชีวิต เนื้อความจะเป็นอย่างไรเชิญท่านสาธุชนผู้จำเริญทั้งหลายได้อ่านต่อไปเลยครับ
นักปราชญ์ทั้งสี่ก็ได้คิดอุบายขึ้นมาได้ซึ่งเกี่ยวกับ”ความลับ” ก็เลยไปทูลกับพระราชาว่า “ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า ผู้ที่มีจิตใจคิดการใหญ่ มักจะไม่บอกความลับแก่ผู้ใดเลย ข้าพระองค์เห็นว่ามโหสถไม่ค่อยน่าไว้วางใจ เพราะเขาไม่ยอมบอกความลับกับใคร หากพระองค์ไม่เชื่อโปรดลองสอบถามดู” พระราชาได้ยินดังนั้นก็เลยแกล้งสอบถามนักปราชญ์ทั้งห้าโดยเริ่มจากนักปราชญ์ทั้งสี่ก่อน และตามด้วยมโหสถ ดังนี้
“ท่านอาจารย์เสนกะเป็นว่าควรจะบอกความลับแก่ใคร?” “ข้าพระองค์เห็นควรบอกแก่มิตร เพราะแม้นักปราชญ์แต่ปางก่อนก็ให้บอกมิตร”
“ท่านปุกกุสะเล่า” “ข้าพระองค์เห็นว่าควรบอกแก่พี่ชายน้องชาย”
“ท่านกามินทร์เล่า เห็นควรบอกแก่ใคร” “ข้าพระองค์เห็นว่าควรบอกแก่บุตร”
“ท่านเทวินทร์เล่า” “ข้าพระองค์เห็นว่าควรบอกแก่มิตรในเรือนนั่นก็คือ มาราดาของตน”
“พ่อมโหสถเล่า” ด้วยความซื่อมิได้คิดว่ามีเล่ห์กลอันใด มโหสถจึงทูลว่า “ขอเดชะ เห็นว่าความลับของตนไม่ควรจะบอกใครทั้งหมดพระเจ้าค่ะ จนกว่าความคิดนั้นสำเร็จและจึงค่อยบอกกับคนทั้งปวง”
พระเจ้าวิเทหะราชได้ฟังเช่นนั้นก็ทรงเสียพระทัย มโหสถคงจะเป็นเหมือนที่นักปราชญ์ทั้งสี่บอกเป็นแน่ ได้แต่มองไปสบตาพระเสนกะด้วยความเศร้า มโหสถเห็นดังนั้นก็รู้ได้ว่าต้องเกิดเรื่องอะไรที่ไม่ชอบมาพากลเข้าอีกแล้ว
พอดีเป็นเวลาเย็นแล้ว มโหสถจึงกราบถวายบังคมลาไปบ้าน ในขณะกลับบ้านก็คิดถึงเรื่องของนักปราชญ์ทั้งสี่ อยากจะรู้ความจริง จึงได้ซ่อนตัวอยู่ในถังข้าวที่ข้างประตูวัง ซึ่งนักปราชญ์ทั้งสี่ชอบมานั่งคุยกันเป็นประจำ นักปราชญ์ทั้งก็มานั่งบนถังข้าวตามความเคยชิน ท่านทั้งสี่ก็สนทนากับโดยถามกันว่า ที่ท่านทูลบอกพระราชาเป็นเพราะคิดเองหรือว่าเคยกระทำเช่นนั้นมาแล้ว ท่านทั้งสี่ก็ยอมรับว่าเคยทำมาแล้วทั้งสิ้นจึงได้ทูลตอบพระราชาไปเช่นนั้น แต่ความลับที่กระทำมาถ้าหากพระราชารู้เข้ามีหวังต้องพากันสิ้นชีวิตเป็นแน่ แต่ด้วยความประมาทของนักปราชญ์ทั้งสี่ต่างคนก็ต่างบอกความลับของตนให้คนที่เหลือฟังจนหมดสิ้น ดังนี้
เสนกะ ได้เคยฆ่าหญิงโสเภณีที่ชื่อสิริมา ซึ่งเป็นคนสวยแต่หยิ่ง วันหนั้งหลังเสนกะได้ร่วมรักกับนางแล้วก็เกิดพอใจในสร้อยที่ห้อยคอของนาง จังพลั้งบีบคอนางได้ไป แล้วนำศพไปฝังไว้ที่สวนหลังบ้าน และเก็บสร้อยเส้นนั้นไว้ ไม่กล้าให้ใครเห็นกลัวจะมีความผิด แล้วเสนกะก็บอกความลับไว้กับสหายคนหนึ่ง จึงได้ทูลพระราชาไปว่า ควรบอกความลับแก่เพื่อน ถ้าพระราชารู้เข้าเราคงต้องถูกสั่งประหารชีวิตเป็นแน่
ปุกกุสะ ข้าพเจ้าเป็นโรคเรื้อนที่ขา ไม่มีใครรู้เลยนอกจากน้องชายของข้าพเจ้า เขาได้ทำความสะอาด ทายา และพันแผลให้ข้าพเจ้า ซึ่งปรกติแล้วพระราชาชอบมานอนหนุนตักข้าพเจ้า ถ้าพระราชารู้เข้าต้องสั่งประหารข้าพเจ้าแน่นอน

กามินทร์ สำหรับข้าพเจ้ามีโรคประหลาดอยู่โรคหนึ่ง เวลา 8 ค่ำ จะร้องเหมือนหมาบ้า พอถึงเวลาก็จะจัดมโหสถเพื่อปิดเสียงของข้าพเจ้า ท่านทั้งสามคงจะเห็นแล้วว่า ที่บ้านของข้าพเจ้าจะจัดมโหสถประจำทุกเดือน ซึ่งไม่มีใครรู้นอกจากบุตรชายคนเดียวของข้าพเจ้า
เทวินทร์ ถ้าความนี้ถึงพระกรรณพระเจ้าอยู่หัว ต้องตายแน่นอน เพราะสมัยพระราชาองค์ก่อน เวลาใกล้จะสิ้นพระชนน์ ข้าพเจ้าก็ได้ขโมยลูกแก้ววิเศษด้วงหนึ่งที่ได้พระอินทร์มอบให้พระราชาองค์ก่อน ไปฝากมารดา
สุดท้ายทั้งสี่คนก็ต่างย้ำซึ่งกันและกันว่า อย่าได้ประมาท จุดประสงค์สำคัญที่สุดของพวกเราก็คือการฆ่ามโหสถให้ได้
พระเจ้าวิเทหะราชเมื่อได้ฟังความตอบของมโหสถก็ทรงกังวลเป็นอันมาก เพราะความดีที่มโหสถทำให้ไว้กับพระองค์นั้นมากมายเหลือเกิน แต่ถ้ามโหสถคิดไม่ซื่อก็ไม่อาจปล่อยไว้ได้ จึงมีพระดำริจะสั่งประหารชิวิตแก่มโหสถ ในคืนนั้นก็ไม่สามารถนอนหลับได้ จนพระนางอุทุมพรสังเกตเห็นจึงทูลถามพระองค์ว่าเกิดอะไรขึ้น พระองค์ก็เล่าให้ฟังตามความเป็นจริง พระนางอุทุมพรได้ยินดังนั้นก็ตกใจ แต่ก็ปลอบให้พระราชาว่า “ถ้ามโหสถคิดก่อการกบฏจริง ก็สมควรให้ทำการประหารชีวิตเสีย” พระราชาจึงคลายกังวลและสามารถบรรทมได้ แต่พระนางก็แอบให้ข้ารับใช้ ส่งความไปบอกมโหสถว่าพระราชาคิดการใด เพราะจะได้เตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ทันท่วงที
ทางมโหสถเมื่อทราบข่าวจากราชบุรุษแล้ว ก็รีบไปยังบ้านเก่า แล้วเกณฑ์ประชาชนที่เคารพนับถือได้เป็นจำนวนมาก แล้วพากันเดินทางไปหาพระราชา อาจารย์ทั้งสี่ได้คอยดักฆ่ามโหสถแต่เช้า แต่ไม่เห็นมโหสถก็ผิดหวังไป พอมโหสถพร้อมด้วยกลุ่มคนจำนวนมากมาถึงที่ประทับของพระราชา ก็ทำความเคารพถวายบังคมแก่พระราชา ทำให้พระองค์ทราบได้ว่ามโหสถมิได้คิดการกบฏแต่อย่างใด จึงทราบตรัสถามอย่างไม่รู้ไม่ชี้ว่า
“พ่อมโหสถ เมื่อวานกลับแต่วัน เพิ่งจะมาเดี๋ยวนี้เอง จะบอกเล่าเก้าสิบก็ไม่ได้” มโหสถก็ทูลกลับไปว่า “ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ เรื่องอะไรอยู่ก็รู้แก่พระองค์สิ้นแล้ว อย่าให้กระหม่อนฉันต้องทูลซ้ำเลย”
“มโหสถ เธอออกจะดูหมิ่นฉันเสียแล้ว” “ มิได้ดูหมิ่นพระเจ้าค่ะ แต่ว่าความลับของท่านอาจารย์ทั้งสี่ นะพระองค์รู้แล้วหรือ?” มโหสถก็ทูลต่อไปว่าตอนนี้ได้รู้ความลับของอาจารย์ทั้งสี่อย่างแจ่มแจ้งแล้ว จึงเล่าความลับของอาจารย์ทั้งสี่ให้ฟังอย่างละเอียด อาจารย์ทั้งสี่ก็ไม่กล้าปฏิเสธ ได้แต่ยอมรับผิด พระราชาทรงพิโรธมาก จึงได้สั่งโบยนักปราชญ์ทั้งสี่ หนึ่งร้อยทีแล้วนำไปประหารชีวิต แต่มโหสถก็ทูลขอชีวิตอาจารย์ทั้งสี่ไว้ พระราชาก็แปลกใจ เพราะอาจารย์ทั้งสี่เกือบจะฆ่ามโหสถได้อยู่แล้ว ทำไมมโหสถยังขอชีวิตไว้ “ข้าพระองค์ไม่คิดพยาบาทพระเจ้าค่ะ” พระราชาก็ทรงพระราชทานอภัยโทษให้ แต่ให้นักปราชญ์ทั้งสี่เป็นทาสของมโหสถ แต่มโหสถก็ยกให้ไปในเวลาต่อมา และให้พระราชาพระราชทานอภัยโทษในที่สุด นับแต่นั้นมามโหสถก็ได้เป็นอำมาตย์ว่าราชกิจการบ้านการเมืองอย่างเต็มที่
เรื่องราวของมโหสถยังไม่จบเพียงเท่านี้นะครับ ตอนนี้จะต้องไปยกทัพจับศึกสู้ป้องกันพระนครจากเมืองต่าง ๆ ถึง 101 เมืองในคราวเดียว ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง ต้องติดตามอ่านตอนต่อไปนะครับ


ขอบุญที่ได้ทำมาในครั้งนี้ได้ดลบันดาลให้ข้าพระเจ้าและทุกท่านมีความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนมีพระนิพพานเป็นที่ไปในที่สุด

นิพพานัง ปรมัง สุขขังนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (30-09-09), พุทธรักษา (22-04-10), อภิญญา (30-09-09), ปาริฉัตรมณี (30-09-09), นิมมานรดี (07-10-09), เดชะบุญ (21-10-09), Gorn (29-12-09), leklek (06-10-09), Rich (21-04-10), rossukon (27-12-10), suwaphat (09-01-10)
  #22  
เก่า 13-10-09, 13:19
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 5 พระมโหสถ ตอนที่ 15

พุทธบูชา ธรรมบูชาสังฆบูชา

หากข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณพระรัตนตรัยและผู้มีคุณขอพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์และผู้มีคุณทุกท่านได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ

ข้าพเจ้าขออารธนาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์อันมีสมเด็จพระองค์ปฐมเป็นต้นพระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์พระธรรมพร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมดครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบๆกันมาอันมีหลวงปู่ปานหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด

ตอนนี้ก็มาถึงตอนที่ 15 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของพระมโหสถแล้วนะครับ เมื่อมโหสถใช้ปัญญาบวกความดีเอาชนะนักปราชญ์ทั้งสี่อันมีเสนกะ (พระเทวทัต) เป็นหัวหน้าได้อย่างราบคาบแล้ว ก็ได้เป็นที่ปรึกษาหลักของพระเจ้าวิเทหะราช มโหสถนอกจะช่วยพระเจ้าวิเทหะราชว่าราชการความแผ่นดินแล้ว ยังได้เตรียมกองกำลังป้องกันพระนคร สั่งสมเสบียง น้ำ อาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ เพราะเล็งเห็นว่าในวันข้างหน้าอาจจะต้องทำศึกสงครามครั้งใหญ่ ถึงแม้จะมีคนคัดค้าน แต่ก็ต้องจำยอมด้วยเหตุผลของมโหสถ

ต่อมาไม่ช้าราชบุรุษที่ส่งไปสังเกตุการณ์ที่กรุงปิลรัฐ ส่งข่าวมาว่ากำลังมีการเตรียมกำลังกองทัพเป็นการใหญ่ไม่รู้ว่าจะเป็นประการใด ขอให้มโหสถได้ส่งนกแก้วไปตรวจดู มโหสถก็ส่งนกแก้วให้บินไปตรวจดู ทั้งเมืองปิลรัฐและเมืองอื่น ๆ ก็ได้ความว่า พระเจ้าจุลนีพรหมทัตแห่งเมืองอุดรปัญจาล ซึ่งนำกำลังพลไปล้อมเมืองต่าง ๆ และบังคับให้ส่งบรรณาการมาให้ โดยมีที่ปรึกษาที่เก่งกาจคือเกวัฏ ซึ่งได้รวบรวมพระนครน้อยใหญ่ต่าง ๆ ได้ทั้งสิ้นแล้ว 100 พระนคร แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของเกวัฏ เขาจึงจะกำจัดพระราชาของพระนครต่าง ๆ เหล่านั้นโดยการวางยาพิษในสุราที่จะใช้ฉลองชัยหลังตีเมืองที่ 101 ได้ นั่นก็คือกรุงปิลรัฐ เมื่อได้พระนครมาครบ 101 พระนคร พระเจ้าจุลนีกับเกวัฏก็เตรียมการเลี้ยงฉลองโดยใส่ยาพิษไว้ในเหล้า วางปลิดชีพพระราชาทั้ง 101 องค์ แต่มโหสถก็ส่งทหารแฝงตัวไปในกองทัพของพระนครต่าง ๆ แล้วทำเป็นทะเลาะวิวาทกันทำลายไหเหล้าจนสิ้น แล้วประกาศว่า “ เราเป็นทหารของมโหสถ ถ้าอยากเจอก็ให้ไปที่มิถิลานคร” ทำให้พระเจ้าจุลนี เกวัฏ พร้อมทั้งพระราชาทั้ง 101 พระองค์ โกรธแค้นทั้งที่มโหสถได้ช่วยชีวิตเอาไว้แท้ ๆ
พอพระเจ้าจุลนีนำทัพมาล้อมเมืองมิถิลาแล้วก็กะจะกระทำเหมือนเดิม คือให้มิถิลาสิ้นเสบียง น้ำ แล้วก็คงจะยอมแพ้เหมือนเมืองอื่นๆ แต่ว่า มโหสถได้เตรียมเสบียง ขุดสระน้ำหลายแห่งไว้ในพระนครแล้ว กองทัพจะล้อมอีกสักปีก็ไม่ได้กระทบถึงพระนครเลย ทำให้เกวัฏต้องออกอุบายธรรมยุทธ คือใครไหว้ใครก่อนคนนั้นแพ้ เนื่องจากมโหสถมีอายุน้อยกว่า ถ้ามาเจอตนก็คงจะต้องไหว้เป็นธรรมดา แต่มโหสถก็มีวิธีทำให้เกวัฏต้องไหว้โดยอาศัยความโลภของเกวัฏนั่นแล เกวัฏก็มายืนอยู่ตรงกลางสนามรบคอยมโหสถ ส่วนมโหสถก็ได้ขอยืมแก้วมณีประจำราชสำนักจากพระเจ้าวิเทหะราชมาด้วย พอมาเจอกัน มโหสถก็แสดงแก้วให้เกวัฏและบอกว่าจะให้แก่ท่านเกวัฏด้วย พอมโหสถยืนมือจะมอบลูกแก้วให้ก็ปล่อยให้ลูกแก้วหล่น เกวัฏเห็นดังนั้นก็ก้มลงไปเก็บ มโหสถได้โอกาสก็กดหัวท่านเกวัฏไว้ เกวัฏพยายามดิ้นรน ก็ไม่สำเร็จเพราะมโหสถมีแรงมากกว่า มโหสถก็ตะโกนว่า ท่านยอมแพ้ต่อเราแล้วหรือ ยังไม่ได้ทำสิ่งใดเลย แค่นั้นทหารหาญทั้งหลายก็เสียขวัญ พระเจ้าจุลนีมีพระพักต์เสีย ต่างพากับถอยทัพ มโหสถจึงสั่งการให้ทหารตีทัพที่กำลังแตกพ่าย จนพระเจ้าจุลนีต้องถอยทัพกลับพระนคร

เกวัฏรู้สึกแค้นใจมากที่หลงตกอุบายของมโหสถ จึงได้คิดวางแผนจะฆ่ามโหสถให้ได้ โดยออกอุบายให้พระราชาพระราชทานพระราชธิดาให้แก่พระเจ้าวิเทหะราชแต่ว่า ต้องมาทำพิธีอภิเษกสมรสที่กรุงอุดรปัญจาลเท่านั้น พระเจ้าวิเทหะราชก็มีความประสงค์จะได้พระราชาธิดามาครอบครอง มโหสถจึงได้คิดกลยุทธ์ซ้อนกลขึ้น โดยสั่งทหารให้ไปสร้างเมืองอยุ่ใกล้ ๆ เมืองอุดรปัญจาล แล้วลักลอบขุดอุโมงค์เชื่อมเมืองทั้งสองไว้ด้วยกัน พอพระเจ้าวิเทหะราชเสด็จมาประทับที่เมืองใหม่ที่มโหสถสร้างขึ้น พระเจ้าจุลนีก็ยกทัพมาล้อมเมืองไว้อย่างรวดเร็ว มโหสถก็ทำการซ้อนแผนโดยไปกับทหารคนสนิทลอดอุโมงค์ไปนำตัวพระมเหสี พระราชโอรส พระราชธิดา แล้วลำเลียงไปไว้ที่เมืองมิถิลา พอรุ่งเช้ามโหสถก็ประกาศว่าได้ตัวพระมเหสี พระโอรส และพระราชธิดาไว้หมดแล้ว เพราะขุดอุโมงค์ไปจับตัวมาเมื่อคืน พระเจ้าจุลนีก็เสียพระทัย เกรงกลัวว่าบุคคลอันเป็นรักจะถูกประหาร แต่มโหสถก็บอกว่าจะนำเป็นตัวประกันไว้เท่านั้น แถมยังพาพระเจ้าจุลนีและพระราชาทั้ง 101 พระองค์ไปชมเมืองในอุโมงค์ด้วย พอได้โอกาสก็ขังพระราชาทั้ง 101 พระองค์ไว้ในอุโมงค์ เหลือแต่ตนกับพระเจ้าจุลนี เพราะจะให้พระเจ้าจุลนีได้ยอมแพ้อย่างจริงจัง จึงชักพระขันธ์ออกมาหมายจะฟาดฟันให้บรรลัย พระเจ้าจุลนีก็สิ้นสติเพราะกลัวจะเสียพระชนม์ ก่อนจะหมดสติก็รับปากกับมโหสถว่าจะไม่คิดร้ายต่อมิถิลานครและเมืองอื่นอีกต่อไป ส่วนพระเจ้าวิเทหะราชก็ได้พระราชาธิดาของพระเจ้าจุลนีมาครอบครอง ขณะที่พระเจ้าจุลนีมิได้สิ่งใดเลย ด้วยปัญญา และคุณธรรม อันงามของพระมโหสถ พระเจ้าจุลนีก็ขอให้มโหสถมาช่วยดูแลราชการบ้านเมือง แต่มโหสถก็ไม่รับ เพราะไม่สามารถทำงานสองหน้าได้ จนกระทั่งพระเจ้าวิเทหะราชได้เสด็จสวรรคต มโหสถจึงได้มาช่วยราชการให้พระเจ้าจุลนีจนตราบเท่าสิ้นชีวิต

เสนกาจารย์มาเป็นภิกษุชื่อกัสสปะ
กามินทาจารย์มาเป็นภิกษุชื่ออัมพัฏฐะ
ปุกกุสาจารย์มาเป็นภิกษุชื่อโปฏฐปาทะ
ปัญจาลจันทราชกุมารเป็นภิกษุชื่ออนุรุทธะ
เทวินทาจารย์มาเป็นภิกษุชื่อโสณทัณฑกะ
เกวัฏพารหมณ์มาเป็นภิกษะชื่อเทวทัต
พระนางสลากเทวีมาเป็นภิกษุณีชื่อถูลนันทิกา
อนุเกวัฏพราหมณ์มาเป็นภิกษุชื่อโมคคัลลานะ ผู้อัครสาวกเบื้องซ้าย
พระนางปัญจาลจันทีเป็นนางสุนทรีปรพาชิกา
นกสาลิกามาเป็นพระนางมัลลิกา
พระนางอุทุมพรเทวีมาเป็นภิกษุณีชื่อโคตมี
พระเจ้าวิเทหราชมาเป็นภิกษุชื่อกาฬุทายี
นางเภรีปริพาชิกามาเป็นภิกษุณีชื่ออุบลวรรณา
บิดามโหสถผู้มีนามว่าสิริวัฑฒกเศรษฐีมาเป็นพระพุทธบิดามีพระนามว่าท้าวสุทโธทนสักกาธิบดี
มารดามโหสถผุ้มีนามว่าสุมนาเทวีมาเป็นพุทธชนนีอันมีพระนามว่าพระนางเจ้ามหามายา
นางอมรเทวีมาเป็นพระนางพิมพาสุนทรี
ติขิณราชกุมารมาเป็นภิกษุชื่อฉันนะ
ธนุเสขกุมารมาเป็นภิกษุชื่อราหุล อันเป็นพุทธชิโนรส
นกสุวโปดกมาเป็นภิกษุชื่ออานันทะผู้พุทธอุปัฏฐาก
พระเจ้าจุลนีพรหมทัตมาเป็นภิกษุชื่อสารีบุตรผู้อัครสาวกเบื้องขวา
มโหสธบัณฑิตเป็นพระตถาคต


ก็เป็นอันว่า เรื่องราวของพระมโหสถได้จบลงเพียงเท่านี้ คุณธรรม คุณงาม ความดีใด ๆ ที่พระมโหสถได้กระทำไว้ดีแล้ว ก็ขอให้ท่านทั้งหลายได้ยึดเป็นแบบอย่าง พระชาตินี้ถือว่าเป็นการบำเพ็ญปัญญาบารมีสูงสุดของพระพุทธโคดม แต่บารมีทางด้านอื่นๆ ก็ถูกบำเพ็ญสูง (ประมาณเกือบสูงสุด) ควบคู่กันไปด้วย พระโพธิสัตว์พระองค์นี้มาเกิดพระชาติเดียวได้บำเพ็ญบารมีครบทุกด้าน และบารมีแต่ละด้านก็บำเพ็ญอุกฤติไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเลย ทำให้บางทีนาคน้อยก็สับสนว่าพระชาติไหนบำเพ็ญบารมีใดสูงสุด สาธุๆๆๆ



ขอบุญที่ได้ทำมาในครั้งนี้ได้ดลบันดาลให้ข้าพระเจ้าและทุกท่านมีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไปจนมีพระนิพพานเป็นที่ไปในที่สุด

นิพพานัง ปรมังสุขขังนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย นาคน้อย : 30-10-09 เมื่อ 13:00

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (13-10-09), พุทธรักษา (22-04-10), อภิญญา (13-10-09), ปาริฉัตรมณี (13-10-09), นิมมานรดี (14-10-09), เดชะบุญ (21-10-09), Gorn (29-12-09), leklek (13-10-09), Rich (21-04-10), rossukon (27-12-10), suwaphat (09-01-10)
  #23  
เก่า 06-11-09, 14:09
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 6 พระภูริทัต ตอนที่ 1

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

ขอน้อมขอขมาต่อคุณพระรัตนตรัยและผู้มีคุณ หากข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินในกาลใด ๆ ก็ตาม ขอคุณแห่งแก้วประเสริฐทั้งสามและผู้มีคุณเหล่านั้นได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเทอญ
ขอน้อมอารธนาบารมีแห่งแก้วมณีรัตนะทั้งสาม อันมีพระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบ ๆ กันมาอันมีหลวงปู่ปาน และหลวงพ่อฤาษีเป็นที่สุด

พระภูริทัต

ครั้งเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคดม ได้ประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร เข้าอาศัยพระนครสาวัตถีเป็นที่โคจรภิกษาจาร ทรงพระปรารภอุบาสกทั้งหลายผู้รักษาศีล ดังได้สดับมาว่า อุบาสกเหล่านั้นอธิษฐานอุโบสถบริจาคทานแต่เวลาเช้า และล่วงไปในเวลาเย็นต่างพากันถือของหอมและดอกไม้ไปยังพระเชตวัน นั่งอยู่ที่ส่วนสุดข้างหนึ่ง รอสดับธรรมจากพระพุทธองค์ กาลนั้นพระพุทธเจ้าเสด็จมาสู่ธรรมสภา ประทับนั่ง ณ พุทธอาสน์ ทอดพระเนตรภิกษุสงฆ์ พร้อมด้วยบรรดาพุทธบริษัท ทรงทราบด้วยพระญาณว่า ถ้าปรารถถึงพุทธบริษัทใด ก็จะยังให้พุทธบริษัทเหล่านั้นมีดวงตาเห็นพระธรรม จึงได้พระปรารภกับอุบาสกเหล่านั้นว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย เหล่าท่านเป็นผู้รักษาอุโบสถศีลหรือ ครั้งเหล่าอุบาสกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นผู้รักษาอุโบสถศีล จึงตรัสว่าดีแล้วอุบาสกทั้งหลาย กรรมงามอันพวกท่านทำแล้ว ก็แต่ว่าท่านทั้งหลายได้ผู้ให้โอวาทเป็นพระพุทธเจ้าเช่นเรา พึงรักษาอุโบสถ ข้อนั้นไม่น่าอัศจรรย์ โบราณบัณฑิตทั้งหลายแม้ไม่มีอาจารย์ ละยศใหญ่รักษาอุโบสถ ตรัสฉะนี้แล้วทรงดุษณีภาพนิ่งอยู่ ครั้งภิกษุทั้งหลายทูลวิงวอน จึงทรงนำมาซึ่งเรื่องเป็นไปล่วงแล้ว ดังต่อไปนี้ ฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาลพระราชามีนามว่า พรหมทัต เสวยราชสมบัติในเมืองพาราณสี พระราชทานที่อุปราชแก่พระราชโอรส ทอดพระเนตรเห็นยศใหญ่ของพระราชโอรส ก็รังเกียจว่าโอรสนี้จะแย่งราชสมบัติของเรา จึงตรัสเรียกพระราชโอรสมาตรัสให้ออกจากพระนครไปอยู่เสียสถานที่ที่เจ้าพอใจอยู่ แล้วให้กลับมาครองราชย์หลังเมื่อพระราชาได้ล่วงไปแล้วฯ พระโอรสก็ถวายบังคมลาแล้วเสด็จออกจากพระนคร เดินทางไปจนถึงแม่น้ำยมุนา ก็สร้างบรรณศาลาในระหว่างแม่น้ำยมุนาทะเลและภูเขา มีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร อาศัยอยู่ในสถานที่นั้น

ในกาลนั้นมีนางนาคมาณวิกาผัวตายนางหนึ่งในนาคพิภพอันตั้งอยู่ใต้ทะเลแลดูยศของนางนาควิกาเหล่าอื่นซึ่งมีผัว อาศัยกิเลศก็กระสัน ออกจากนาคพิภพเที่ยวอยู่ริมฝั่งทะเล เห็นรอยพระบาทแห่งพระราชกุมารก็ไปตามรอยพระบาท ได้เห็นบรรณศาลานั้น ฯ ในกาลนั้นพระราชกุมารได้เข้าไปสูป่าเพื่อต้องการหาผลาหารฯ นางนาคนั้นเข้าไปสูบรรณศาลา เห็นเครื่องลาดของบรรชิตอยู่ จึงคิดจะทดลองดูว่าบรรชิตผู้นี้น้อมอยู่ในเนกขัมมคุณหรือไม่ ถ้าท่านบวชด้วยศรัทธาท่านจะไม่ยินดีในที่นอนที่ตกแต่งแล้ว แต่ถ้าจะเป็นผู้อภิรมย์ในกามวิสัย ก็จักนอนในที่นอนที่เราจัดไว้ให้ แต่นั้นเราจักเอาบรรชิตผู้นี้เป็นสามีของเรา จึงได้กลับไปนาคพิภพ แล้วนำดอกไม้ทิพย์และของหอมทิพย์มาตกแต่งที่นอนในบรรณศาลานั้น แล้วกลับไปยังเมืองนาคพิภพ เมื่อพระราชโอรสกลับมาในเวลาเย็นก็เห็นที่นอนของตนถูกตกแต่งด้วยของหอม ก็คิดในใจว่า ใครหนอมาตกแต่งที่นอนให้เรา บริโภคผลาหารแล้ว ก็ลงไปกลิ้งบรรทมอยู่ที่ที่นอนดอกไม้ เนื่องจากไม่ได้บวชด้วยศรัทธา เกิดความโสมนัสหยั่งลงสู่ความหลับไหล เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า พระองค์ก็ออกไปหาผลาหารเหมือนเช่นเคย นางนาคก็ขึ้นมาจากนาคพิภพ ได้เห็นว่าดอกไม้ที่นำมาตกแต่งที่นอนนั้นได้เ**่ยวลง จึงรู้ได้ทันทีว่า บรรชิตรูปนี้ไม่ได้บวชด้วยศรัทธา เราพอจะเอาเป็นผัวได้ จึงได้นำดอกไม้เก่าออก แล้วตกแต่งบรรณศาลาด้วยดอกไม้ใหม่ แล้วเรี่ยรายดอกไม้ในที่จงกรม แล้วกลับไปยังเมืองนาคพิภพ เมื่อพระราชโอรสกลับมาก็ยินดีบรรทมบนดอกไม้หอมเหล่านั้น พอรุ่งขึ้นก็คิดว่าอยากจะเจอคนที่มาตกแต่งบรรณศาลาจึงแฝงกายอยู่ในบริเวณนั้น ไม่ออกไปหาผลาหารเหมือนเช่นเคย นางนาคมาณวิกาก็ถือของหอมจากนาถพิภพมายังบรรณศาลาพอเข้าไปในบรรณศาลา พระราชโอรสทอดพระเนตรเห็นสิริโฉมอันอุดมของนาง ก็พระหฤทัยปฏิพัทธ์ ก็แสดงตนออกมา แล้วถามว่า เจ้าเป็นใคร นางก็ทูลว่า ข้าพเจ้าชื่อ นางนาคมาณวิกา ทรงตรัสถามอีกว่า มีสามีแล้วหรือยัง นางนาคก็ตอบว่า เมื่อก่อนข้าพเจ้ามี บัดนี้ไม่มี เป็นหม้าย นางนาคจึงถามว่า แล้วตัวท่านเป็นคนเมืองไหนเล่า พระโอรศก็ตรัสว่า เราเป็นพระราชโอรสแห่งเมืองพาราณสี มีนามว่าพรหมทัตตกุมาร แล้วนางล่ะละนาคพิภพมาอยู่ที่นี้ทำไม ฯ นางก็ทูลว่า ข้าแต่เจ้า ข้าพเจ้าแลดูยศแห่งเหล่านางนาคมาณวิกาทั้งหลายที่มีสามีในนาคพิภพ ก็กระสันอาศัยกิเลส จึงออกจากนาคพิภพเที่ยวแสวงหาผู้จะเป็นสามี จึงรับสั่งว่า แน่ะนางผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้นแม้กันก็ไม่ใช่ผนวชด้วยศรัทธา มาอยู่ที่นี้เพราะพระราชบิดาให้ออกมา นางอย่าคิดเลย เราจักเป็นสามีของนาง เราทั้งสองจักอยู่ด้วยกันที่นี่ นางรับคำ ทั้งสองก็อยู่สมัครสังวาส นางจึงเนรมิตเคหสถานมีค่ามาก และนำมาซึ่งบัลลังค์มีค่ามาก พระราชโอรสไม่เสวยผลาหารอีกเลย เสวยข้าวน้ำอันเป็นทิพย์สำเร็จชนมชีพอยู่ ต่อมานางนาคมาณวิกาก็ตั้งครรค์คลอดบุตรฯ เนื่องจากเกิดใกล้ฝั่งสาครฯ จึงตั้งชื่อกุมารว่า สาครพรหมทัต เมื่อพระกุมารเริ่มจะเดินได้ นางนาคก็คลอดธิดา ให้ชื่อว่า สมุทรชา เพราะเกิดใกล้สมุทรฯ

ก็ขอยุติเรื่องราวต่าง ๆ ไว้เพียงเท่านี้ก่อน แล้วค่อยมาติดตามอ่านกันต่อในตอนหน้านะครับ

ผลบุญที่นาคน้อยได้กระทำมาดีแล้ว ณ โอกาสนี้ ก็ขอข้าพเจ้าและทุกท่านได้สมหวัง สมความปราถนาทุก ๆ ประการ เป็นผู้เพรียบพร้อมไปด้วยศีลอันบริสุทธิ์ มีพระนิพพานเป็นที่ไปตามความปราถนาเทอญ

นิพพานัง ปรมัง สุขขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (08-11-09), พุทธรักษา (22-04-10), อภิญญา (06-11-09), ปาริฉัตรมณี (08-11-09), นิมมานรดี (11-11-09), เดชะบุญ (28-11-09), Gorn (29-12-09), Rich (21-04-10), rossukon (27-12-10), suwaphat (25-02-10)
  #24  
เก่า 27-12-09, 10:40
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 6 พระภูริทัต ตอนที่ 2

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

ครั้นเมื่อเวลาผ่านไป ก็มีพรานชาวเมืองพาราณสีผู้หนึ่งได้เดินทางมาประสบพบเจอกับพระราชโอรสโดยบังเอิญ จึงได้ปฏิสันฐานกัน พักอาศัยที่นั้นสิ้นวันเล็กน้อยก็เดินทางกลับ พร้อมจะนำความไปบอกแก่ราชสกุลว่าพระโอรสประทับอยู่ที่นี่ กาลนั้น พระเจ้าพรหมทัตทิวงคตฯ อำมาตย์ทั้งหลายทำพระสรีรกิจแด่พระราชานั้นแล้ว ก็มาประชุมกันว่า ธรรมรัชสมบัติไม่มีพระราชาครองย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ จึงได้ตกลงกันว่า จักเสี่ยงปล่อยบุษยราชรถ เพื่อหาพระราชาองค์ใหม่ ขณะนั้นพรานป่าเข้าไปสู่เมืองฟังถ้อยคำแห่งพระเจ้าพาราณสีทิวงคตแล้ว และความประพฤติของเหล่าอำมาตย์ จึงได้แจ้งที่อยู่พระโอรสให้ทราบ เหล่าอำมาตย์ทั้งหลายจึงได้ขอให้พระราชโอรสทรงรับซึ่งรัชสมบัติ

พระราชโอรสใคร่อยากจะทราบความเห็นของนางนาคมานวิกาว่าจะคิดเห็นเป็นเช่นไร จึงเสด็จไปหานาง แจ้งข่าวให้ทราบ แล้วพรรณนาถึงยศใหญ่ทั้งหลาย ที่ทั้งสองจะได้รับ แต่นางนาคหาได้สมัครใจไปด้วยไม่ เนื่องจากเกรงว่า ตนเป็นนาคมีพิษร้ายกาจ มีความโกรธง่าย ย่อมขัดเขืองด้วยเหตุแม้เล็กน้อย ชื่อว่าความอยู่ร่วมสามีเป็นการหนัก ถ้าตนเห็นหรือได้ยินอะไรเล็กน้อยก็โกรธ แลดูสิ่งใด สิ่งนั้นก็จะเกลือนกลาดกลายเป็นมูลเถา จึงไม่สามารถตามเสด็จไปเสวยราชสมบัติได้ พระราชโอรสทูลวิงวอนถึงสามครั้ง นางก็ยังยืนยันคำเดิม แต่อย่างไรก็ตามนางก็เตือนสติพระโอรสว่า บุตรของเรานั้นมีสัณฐานมาจากเผ่าพันธ์นาคจักขาดน้ำมิได้ การจักเดินทางไกลก็ควรจะสร้างเรือขึ้นมาแล้วบุตรทั้งสองแวกว่ายอยู่ในนั้นจนกว่าจะถึงพระนคร เมื่อถึงวันที่ต้องจากลา นางก็มาสวมกอดลูกน้อยทั้งสองด้วยน้ำตา กราบพระโอรสแล้วก็ดำดิ่งลงสู่นาคพิภพ

เมื่อพระโอรส พร้อมด้วยพระราชกุมารและพระราชกุมารีมาถึงกรุงพาราณสีก็ได้โปรดให้ขุดสระน้ำขนาดใหญ่ขึ้นในพระนคร เพื่อให้พระกุมารและพระราชกุมารีได้ว่ายเล่นตามต้องการ อยู่มาวันหนึ่งได้มีเต่าตัวใหญ่ พลัดหลงเข้ามาในสระน้ำ ขณะที่พระราชกุมารและพระราชกุมารีทั้งสองกำลังเล่นน้ำอยู่ เจ้าเต่าก็โผล่หัวออกมา ทำให้ทั้งสองพระองค์ตกใจกลัวสำคัญว่าเป็นยักษ์ จึงรีบวิ่งหนีไปทูลแก่พระราชบิดา พระราชาก็ทรงกริ้ว จึงได้ให้ทหารไปจับตัวมา ปรากฏว่าเป็นเต่า พระราชาจึงได้ปรึกษาเหล่าอำมาตย์ว่าจักลงโทษเต่าตัวอย่างไรดี เหล่าอำมาตย์ทั้งหลายก็ทูลกันมาหลายวิธี ตัวอย่างเช่น พวกหนึ่งก็ทูลว่า ควรจะจับมันลงครกโขลกเสียให้ละเอียด อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ควรเผามันในไฟให้สุก แล้วเคี้ยวกิน อีกพวกก็กล่าวว่า ควรหงายมันย่างเสียในถ่านเพลิง อำมาตย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ควรต้มมันให้สุกในหม้อ ฝ่ายอำมาตย์ผู้หนึ่งขลาดต่อน้ำจึงกล่าวว่า ควรจับมันไปทิ้งในน้ำวนที่แม่น้ำยมุนา เต่าได้ฟังถ้อยคำก็เห็นทางรอด จึงกล่าวว่า จะเอาข้าไปทำอะไรข้าก็ยอม ขออย่างเดียวอย่าเอาข้าไปทิ้งที่น้ำวนแห่งนั้นเลย พอทุกคนได้ยินดังนั้นจึงตัดสินให้ทูลขอให้พระราชา กำหนดโทษเต่าตัวนี้โดยการนำไปถ่วงน้ำวนแห่งแม่น้ำยมุนา

เต่านั้นก็ไปตามกระแสน้ำวนแห่งนั้นไปสู่นาคพิภพ ครั้งนั้นเหล่านาคมาณพผู้เป็นบุตรแห่งพญานาคอันชื่อว่า ธตรฐ เห็นเข้าก็จึงพูดกันว่า ท่านทั้งหลายจงจับเต่านั้นมาเป็นทาส เต่านั้นจึงคิดว่า เราพ้นจากมือพระราชาพาราณสี บัดนี้จะถึงมือเหล่านาคผู้หยาบช้าเห็นปาน ดังนี้ เราจักพ้นด้วยอุบายอะไรหนอฯ มันได้อุบายหนึ่งนั้นคือ บอกว่าตนมีชื่อว่า จิตตจูฬ เป็นราชฑูตของพระเจ้ากรุงพาราณสี มาสู่สำนักธตรฐนาคราช พระราชาของข้าทรงใคร่จะให้พระราชธิดาแก่พระยาธตรฐจึงส่งข้ามา นาคมาณพเหล่านั้นเชื่อมีความยินดี จึงพาเต่าไปยังสำนักพญานาแจ้งข้อความนั้น เต่าใช้วาทะศิลป์และสมมติเหตุผลที่น่าเชื่อถือได้ จึงทำให้ทุกคนปักใจเชื่อ แล้วพระยาธตรฐจึงสั่งให้นาคมาณพสี่ตน ไปพร้อมกันเจ้าเต่า เพื่อเจรจาวันไปรับตัวพระนางสมุทรชา เจ้าหญิงแห่งเมืองพาราณสี

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย นาคน้อย : 11-01-10 เมื่อ 18:07

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (30-12-09), พุทธรักษา (22-04-10), อภิญญา (06-01-10), ปาริฉัตรมณี (25-02-10), เดชะบุญ (18-01-10), Gorn (29-12-09), Rich (21-04-10), rossukon (27-12-10), suwaphat (25-02-10)
  #25  
เก่า 27-12-09, 10:40
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 6 พระภูริทัต ตอนที่ 3

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

เมื่อเจ้าเต่ากับเหล่านาคมานพทั้งสี่ออกจากมาจากเมืองบาดาลใต้แม้น้ำยมุนาแล้ว ก็พากันเดินทางไปยังกรุงพาราณสี พอเดินทางมาถึงสระบัวแห่งหนึ่งใกล้พระนคร เต่าก็ออกอุบายหมายจะหลบหนี จึงบอกแก่เหล่านาคมานพว่า เราจะไปเก็บดอกบัวเพื่อในไปถวายพระนางสมุทรชา แต่ถ้าเรากลับมาช้าก็ขอให้ท่านเดินทางไปก่อนล่วงหน้าเลย แล้วเต่าก็ตำน้ำไปหลบอยู่ใต้สระบัว นาคมานพทั้งสี่เห็นว่าเต่าไม่กลับมาสักทีก็เลยเดินทางเข้าในเมืองพาราณสี เมื่อเจรจากับพระเจ้ากรุงพาราณสีแล้ว ปรากฏว่า พระราชาไม่ยินยอมยกพระราชธิดาให้ ด้วยให้เหตุผลว่า บุตรีเราเป็นผู้สืบสานมาจากกษัตริย์จะให้ไปอยู่กินกับเหล่านาคผู้มีกบเป็นภักษาหารได้อย่างไร เหล่านาคทั้งสี่ก็โกรธมาก หมายจะปลิดชีพของพระราชา แต่ก็ระงับความโกรธได้ จึงได้เดินทางกลับไปยังเมืองบาดาล เพื่อทูกให้พญานาค ท้าวธตรฐ ให้ทรงทราบ

ท้าวธตรฐพอทราบข่าวก็ทรงกริ้ว พอได้สติก็บัญชาการให้เหล่านาคทุกตนไปรวบรวมพลเหล่านาคทั้งหลายแล้วเดินทางไปยังกรุงพาราณสี กลางดึกวันนี้น ท้าวธตรฐก็สั่งให้นาคทุกตนแปลงกายเป็นงูใหญ่ไปอยู่ตามบ้านเรือนของประชาชนชาวพาราณสี ประตู หน้าต่าง ตามทางเดิน ต้มไม้ ให้แผ่พังพานและขู่ แต่ห้ามไม่ให้ใครทำร้ายมนุษย์ ส่วนท้าวธตรฐก็แปลงกายเป็นพญานาคขนาดใหญ่ขดล้อมรอบกำแพงเมืองกรุงพาราณสี เมื่อชาวเมืองได้ยินเสียงก็ตื่นขึ้นมาดู ก็ต้องตกใจกับสิ่งที่เห็นนั้นก็คือมีงูอยู่เต็มไปหมด ก็ต่างพากันร้องให้ ค่อยเดินทางมายังพระราชวัง แล้วร้องขอให้พระราชายกพระราชธิดาแก่เหล่านาคไป นาคมานพทั้งสี่ตน ก็มาอยู่ที่เชวตฉัตรเหนือที่บรรทมของพระราชาแล้วก็ห้อยหัวลงมาขู่พระราชา พระราชาก็ตกใจกลัว นาคทั้งสี่ก็ทูลถามอีกครั้งว่า จะยอมยกพระราชธิดาให้หรือไม่ พระราชาก็ตอบด้วยกลัวชีวิตของตนจะหาไม่ เราจะยกให้ เราจะยกให้ เราจะยกให้ พอพูดจบสามครั้ง บรรดางูทั้งหลายก็หายไปในพริบตา

เมื่อวันรุ่งขึ้น ท้าวธตรฐก็สั่งให้นางนาคมาณวิกาแปลงตนเป็นหญิงหลังค่อมจำนวนหนึ่ง และให้นาคมานพทั้งหลายยกเตียงไปรับพระราชธิดา เมื่อพระราชธิดาทรงประทับลงบนเตียงแห่งนั้น ก็ปรากฏว่า พระราชธิดาต้องมนต์ทำให้หลับไหลไปในทันที แล้วเหล่านาคทั้งหลายก็พาพระราชธิดาไปยังนาคพิภพใต้แม่น้ำยมุนา ท้าวธตรฐมีพระราชบัญชาให้นาคทุกตนห้ามแปลงกายมาเป็นงู ต่อหน้าพระนางสมุทรชา เมื่อพระราชธิดาทรงตื่นจากบรรทมก็คิดว่าตนมาอยู่เมืองแห่งหนึ่งในโลกมนุษย์ เนื่องจากพระนางสมุทรชาและท้าวธตรฐเคยเป็นเนื้อคู่กันมาแต่ชาติปางก่อน ต่างพอใจซึ่งกันและกัน จึงได้ตกลงครองคู่กันอยู่ในเมืองนาคพิภพแห่งนั้น

เมื่อกาลผ่านไป พระนางสมุทรชาก็ให้กำเนิดพระโอรสทั้งหมดสี่พระองค์ พระองค์แรกมีพระนามว่าสุทัศนะ พระองค์ที่สองมีพระนามว่าทัตตะผู้เป็นพระมหาโพธิ์สัตว์ พระองค์ที่สามมีพระนามว่าสุโภคะ พระองค์ที่สี่มีพระนามว่าอริฏฐะ เนื่องจากอริฏฐะทราบว่าพระมารดายังไม่รู้ว่าตนอยู่ในเมืองนาคพิภพจึงได้แกล้งกลายร่างเป็นงู ขณะที่ดูดนมจากพระมารดา พระมารดาตกใจกลัวจึงรีบเอามือปัดอริฏฐะกุมาร ด้วยกรรมทำให้เล็บของพระนางไปบาดดวงตาข้างหนึ่งของพระกุมารเข้า เมื่อความทราบไปถึงท้าวธตรฐ พระองค์ก็สั่งให้ประหารอริฏฐะกุมาร แต่ด้วยความรักลูกของพระนางสมุทรชา จึงร้องขอชีวิตเอาไว้ เมื่อทั้งสี่พระองค์เติบใหญ่ขึ้น ท้าวธตรฐก็ทรงยกแบ่งราชสมบัติออกเป็นห้าส่วนแล้วแบ่งให้บุตรทั้งสี่ปกครองเท่า ๆ กันกับพระองค์ แล้วนาคราชทั้งสี่ก็จะกลับมาเยี่ยมพระราชบิดาและพระราชมารดาทุก ๆ หนึ่งเดือน เว้นแต่พระทัตตะผู้เป็นพระมหาโพธิสัตว์จะกลับมาเยี่ยมทุก ๆ ครึ่งเดือน เนื่องจากตนมีปัญญามาก จึงสามารถช่วยว่าราชการ และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้มากกว่า

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย นาคน้อย : 28-01-10 เมื่อ 14:23

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (30-12-09), พุทธรักษา (22-04-10), อภิญญา (06-01-10), ปาริฉัตรมณี (25-02-10), เดชะบุญ (18-01-10), Rich (21-04-10), rossukon (27-12-10), suwaphat (25-02-10)
  #26  
เก่า 27-12-09, 10:40
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 6 พระภูริทัต ตอนที่ 4

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

ทัตตนาคราชโพธิสัตว์ผู้มีปัญญามาก สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในนาคพิภพได้ทุกอย่าง ท้าวธตรฐผู้เป็นบิดาเมื่อถึงกำหนดประชุมเหล่านาคราชที่สวรรค์ชั้นจุตมหาราชิการ ก็นำทัตตนาคราชไปเข้าเฝ้าท้าววิรูปักษ์ ท่านก็สามารถช่วยแก้ปัญหาที่มิมีผู้ใดสามารถแก้ไขได้ให้ทำให้เป็นที่โปรดปรานของท้าววิรูปักษ์เป็นอันมาก ท่านจึงพาทัตตนาคราชไปเข้าเฝ้าท้าวสักกะเทวราช ทัตตนาคราชก็ได้แสดงปัญญาโดยการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ จนกระทั้งพระอินทร์ทรงพระราชทานพระนามให้ท่านใหม่ว่า "ภูริทัต" หมายถึงผู้มีปัญญาประดุจดังขุนเขา เมื่อพระภูริทัตได้เยี่ยมชมสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ก็ดำริขึ้นมาในใจว่า "สถานที่แห่งนี้ช่างมีความสวยงามวิจิตรตระการตาเป็นอย่างมาก" พระองค์ปราถนาจะมาเกิดมาเป็นท้าวสักกะเทวราช ผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้ ท่านได้ยินมาว่า บุคคลที่จะมาเกิดเป็นพระอินทร์ได้จักต้องรักษาศีลอุโบสถ จึงจะมาเป็นได้ ท่านจึงได้ตั้งใจจะบำเพ็ญบารมีรักษาศีลตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

เมื่อกลับคืนสู่นาคพิภพพระภูริทัตก็เสด็จไปเข้าเฝ้าท้าวธตรฐและพระนางสมุทรชา เพื่อขอบำเพ็ญเพียร รักษาศีลอุโบสถศีล แต่ด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าพระภูริทัตจะขึ้นไปยังโลกมนุษย์ ซึ่งเป็นสถานที่อันตรายแก่นาคราช ทั้งสองพระองค์จึงขอร้องให้พระภูริทัตบำเพ็ญเพียรเฉพาะในนาคพิภพเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป พระภูริทัตก็ไม่อาจจะรักษาศีลอุโบสถได้เหมือนที่ตั้งใจเอาไว้ เนื่องมีเหล่านางนาคมานวิกามาคอยปรนนิบัติ ประโคมดนตรีอยู่เป็นนิต ท่านจึงดำริว่าเราคงจะต้องออกไปรักษาศีลอยู่บนโลกมนุษย์เพื่อให้การบำเพ็ญของท่านเป็นไปได้อย่างสูงสุด ท่านจึงขึ้นไปยังริมฝั่งแม่น้ำยมุนา ซึ่งบริเวณมีจอมปลวกขนาดใหญ่อยู่ ท่านจึงกำหนดเอาจอมปลวกนี้เป็นที่รักษาศีล โดยเนรมิตกายเป็นพญานาคราชแล้วเข้าไปขดรอบจอมปลวกแห่งนั้น แล้วท่านก็อธิษฐานว่า เราจะขอบำเพ็ญมหาทาน 4 อันได้แก่ หนัง เลือดเนื้อ กระดูก และเอ็น ผู้ใดปราถนาจะได้ก็จงมาเอาไปเถิด แต่อย่างไรก็ตาม เหล่านาคนางมาณวิกาทั้งหลายก็ยังตามมาปรนนิบัติพระองค์ ท่านจึงได้กำหนดเวลาให้เหล่านางนาคมาณวิกามาปรนนิบัติได้เฉพาะตอนกลางคืน ส่วนในช่วงกลางวันก็ให้พระองค์อยู่ที่นี่แต่เพียงผู้เดียว

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย นาคน้อย : 29-01-10 เมื่อ 17:00

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (30-12-09), พุทธรักษา (22-04-10), อภิญญา (06-01-10), ปาริฉัตรมณี (25-02-10), เดชะบุญ (18-01-10), Rich (21-04-10), rossukon (27-12-10), suwaphat (25-02-10)
  #27  
เก่า 27-12-09, 10:40
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 6 พระภูริทัต ตอนที่ 5

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

กาลนั้นมีเนสาทพราหมณ์ (พราหมณ์เป็นพาน) ผู้หนึ่งอยู่บ้านใกล้ประตูพาราณสีนครกับบุตรชายชื่อ โสมทัต ได้ไปยังป่าที่ดักทิ้งหลาวบ่วงยนต์ และเครื่องดักชนิดอื่นไว้ ฆ่ามฤคหาบเนื้อมาขายเลี้ยงชีวิต วันหนึ่งเนสาทพราหมณ์หาได้มีแต่สัตว์สักตัวไม่ ด้วยความกลัวว่าภรรยาของตนจะโกรธ จึงคิดหาจะนำเอาสิ่งใดสิ่งใดสิ่งกลับไปด้วย คิดเช่นนั้นก็มุ่งหน้าเฉพาะตรงไปยังจอมปลวกที่พระโพธิสัตว์จำศีลอยู่ เดินไปเห็นรอยเท้าของมฤคใกล้ริมแม่น้ำ จึงเตรียมศร ขณะนั้นปรากฏว่ามีมฤคตัวหนึ่งมาดื่มน้ำพรามณ์ก็สังหารมฤคด้วยธนูอาบยาพิษ แล้วแบกเอาเนื้อจะเดินทางกลับ แต่เวลาใกล้คำแล้วจึงต้องค้างในป่านี้ โดยจัดทำที่พักไว้บนต้นไม้แล้วอาศัยที่นั่นพักผ่อน เนสาทพราหมณ์ผู้บิดาตื่นก่อนเวลาใกล้รุ่ง ก็เงี่ยหูฟังเสียงมฤค ขณะนั้นเหล่านางนาคมานวิกามาแต่งตั้งบุปผาสนะเพื่อพระโพธิสัตว์ ภูริทัตโพธิสัตว์นั้นยังสรีระงูให้อันตรธานหายไป เนรมิตเป็นสรีระทิพย์อันเครื่องอลังการทั้งปวงประดับแล้วนั่งบนบุปผาสนะด้วยลีลาดุจท้าวสักกะฯ เหล่านางนาคมานวิกาทั้งหลายต่างบูชาพระโพธิสัตว์ด้วยของหอมและดอกไม้ แล้วประโคมทิพยดุริยางค์ แล้วฟ้อนรำขับร้อง ฝ่านพราหมณ์ได้ฟังเสียนั้นจึงคิดว่า ใครนั่นหนอเราทั้งสองจักต้องรู้จัก จึงปลุกบุตรของตนตรงไปหาพระโพธิสัตว์ เมื่อเหล่านางนาคมานวิกาเห็นก็ตกใจดำลงไปในดินพร้อด้วยเครื่องดนตรีไปสู่นาคพิภพของตน คงเหลือแต่พระภูริทัตตนาคราชอยู่ผู้เดียว

ฝ่ายพราหมณ์ก็ถามพระภูริทัตว่า "ท่านผู้มีดวงตาแดง มีแสงจากสรีระกว้างขวาง อยู่ท่ามกลางแห่งป่าด้วยเครื่องนำมายิ่งคือบุปผาชาติ เป็นใคร นารี 10 นางทรงเครื่องประดับมีสายรัดเอวเป็นต้นล้วนแต่ทอง นุ่งห่มดีงามไหว้ท่านยืนอยู่ เป็นใคร"

พระมหาสัตว์ได้ฟังพราหมณ์ถามจึงคิดว่า ถ้าเราจักบอกว่า เราเป็นท้าวสักกะเป็นต้นผู้มีฤทธิ์ พราหมณ์นี้ก็จักเชื่อ ก็แต่วันนี้เราควรจะกล่าวแต่ความจริง คิดฉะนี้เมื่อจะบอกความที่ตนเป็นพญานาค จึงกล่าวว่า"เราเป็นพญานาคมีอิทธิเดชานุภาพ อันใครไม่อาจล่วงเกิน ขัดเคืองแล้วขบกันชาวชนททผู้มั่งคั่งด้วยเดชพิษ (เมื่อเขี้ยงของเราพอตกถึงพื้นชนบททั้งปวงก็ไหม้เป็นเถ้าด้วยเดชของเราพร้อมกับแผ่นดิน) พระมารดาของเรานามว่า พระนางสมุทรชา ท่านบิดาของเรานามว่า พระยาธตรฐ เราเป็นกนิษฐภาดาของสุทัศนนาคราช ชนทั้งปวงรู้จักตัวเราว่าชื่อภูริทัตตนาคราช

พระภูริทัตตนาคราชแจ้งความนี้แล้วคิดว่า พราหมณ์ทั้งสองคนนี้เป็นจันฑาลหยาบช้า ถ้าเขาบอกแก่หมดงูก็จะถึงทำอันตรายแก่การจำศีลของเรา อย่าเลยเราจะพาเขาไปสู่นาคพิภพให้ยศใหญ่แก่เขา ก็จะพึงจำศีลได้ยาว พระมหาสัตว์จึงกล่าวกับพราหมณ์ทั้งสองว่าจะให้ยศใหญ่แก่ท่าน ท่านจงมาสูนาคพิภพอันน่ารื่นรมย์ พรามหณ์ทังสองก็ไปสูนาคพิภพ ก็มีอัภาพทิพย์ เสวยสุขอันมีกามเป็นบริบูรณ์ด้วยนางนาคคนละ 400 นาง พระมหาสัตว์ผู้ไม่ประมาทในศีล มาสู่ออุปัฏฐานแห่งมารดาและบิดากล่าวธรรมทุกกึ่งเดือน แต่นั้นก็ไปหาเนสาทพราหมณ์ถามถึงความเป็นผู้ไม่มีโคร แล้วถามว่า ต้องการสิ่งอื่นใดเพิ่มเติมหรือไม่ แล้วไปสู่นิเวศของตน

เนสาทพราหมณ์อยู่ในนาคพิภพสินปีหนึ่ง ก็ทุกข์ร้อน ใคร่อยากจะไปสู่โลกมนุษย์ด้วยความที่ตนมีบุญน้อย ก็นาคพิภพปรากฏแก่พรามณ์ดุจโลกันตนิรยาบาย ปราสาทดุจเรือนจำ เหล่านางนาคกัญญาผู้ประดับแล้วปรากฏว่าดุจเหล่านางยักษิณ๊ เนสาทพราหมณ์จึงไปหาบุตรแห่งตน เพื่อจะถึงความคิดของโสมทัตพราหมณ์ว่าคิดเหมือนตนหรือไม่ แต่โสมทัตพราหมณ์มิได้ต้องการจะไป กลับชื่นชมชีวิตในนาคพิภพ แต่สุดท้ายก็ต้องรับปากว่าจะกลับคืนสู่โลกมนุษย์เพราะบิดาวิงวอนบ่อย ๆ ด้วยให้เหตุผลว่า คิดถึง ภริยาและบุตรคนอื่น ๆ เมื่อคราวพระมหาสัตว์กลับมาเฝ้าบิดามารดาแห่งตนแล้ว ก็มาหาพราหมณ์ทั้งสอง เนสาทพราหมณ์ก็ออกอุบายกล่าวสรรเสริญในราชสมบัติของพญานาคราชว่าประเสริฐยิ่งกว่าราชสมบัติของท้าวสักกะเทวราช พระภูริทัตได้ยินดังนั้นก็กล่าวว่า หาเป็นเช่นนั้นไม่ ยศของเราชื่อว่าต่ำเมื่อเทียบกับยศของท้าวสักกะ ประดุจดังเมล็ดพันธ์ผักกาดเทียบกันเขาสิเนรุ และบอกกับพราหมณ์เราปราถนาเวชยันตรปราสาทนั้นเช่นกันเราจังได้รักษาอุโบสถศีลในกาลนี้ พราหมณ์จึงกล่าวว่า เราก็มีความปราถนาเช่นนั้นเหมือนกันเราจะขอกลับคืนสู่โลกมนุษย์แล้วจะออกบวชประพฤติฤาษี ด้วยเหตุนี้พราหมณ์ทั้งสองก็กลับคืนสู่โลกมนุษย์พร้อมด้วยลูกแก้ววิเศษที่พระโพธิสัตว์ประทานให้ คิดอยากจะได้สิ่งใดก็อธิษฐาน จักได้สิ่งนั้น เนื่องจากพระภูริทัตคิดว่า ถ้าพราหมณ์ทั้งสองอาศัยซึ่งลูกแก้วนี้เลี้ยงชีวิตเป็นผาสุก จักไม่บอกที่อยู่ของเราแก่ใคร ๆ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย นาคน้อย : 28-01-10 เมื่อ 12:48

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (30-12-09), พุทธรักษา (22-04-10), อภิญญา (06-01-10), ปาริฉัตรมณี (25-02-10), เดชะบุญ (18-01-10), Rich (21-04-10), rossukon (27-12-10), suwaphat (25-02-10)
  #28  
เก่า 29-12-09, 22:10
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 6 พระภูริทัต ตอนที่ 6

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

สองพราหมณ์พ่อลูก พอกลับคืนสู่โลกมนุษย์ก็ร่ำลาพระมหาโพธิสัตว์ โดยบอกกับพระมหาสัตว์ว่า จักไปออกบวชเป็นฤาษี บำเพ็ญตบะรักษาศีล เพื่อผลแห่งสวรรค์ในเบื้องหน้า เมื่อทั้งสองเดินทางมายังสระน้ำใกล้แม่น้ำยมุนาก็ถอดเครื่องทรงทิพย์ออกไปอาบน้ำ ปรากฏว่าเครื่องทรงทิพย์ก็จมหายแทรกไปในแผ่นกลับคืนสู่นาคพิภพ โสมทัตพรามหณ์ผู้บุตรก็กล่าวด้วยความเสียใจที่ต้องออกจากดินแดนแห่งทิพย์นั้น แต่พรามหณ์ผู้พ่อก็ปลอบใจ พราหมณ์ทั้งสองก็กลับสู่ภูมิลำเนาของตน


กาลนั้น ได้มีพญาครุฑตนหนึ่งจับนาคด้วยกงเล็บแล้วบินผ่านมายังป่าแห่งหนึ่ง ซึ่งมีต้นไทรใหญ่อยู่ตนหนึ่งซึ่งเป็นที่อาศัยของฤษีตนหนึ่งในการนั่งบำเพ็ญเพียร นาคได้เห็นต้นไม้นั้นก็หมายจะอาศัยตนไม้นี้เป็นหลักยึด หมายจักเอาชีวิตรอด ก็นำหางไปพันต้นไม้ใหญ่นั้น แต่ด้วยแรงอันมหาศาลของพญาครุฑก็ได้ลากนาคพร้อมทั้งต้นไทรนั้นติดมาด้วย แล้วบินนำนาคไปฉีกกินก้อนไขมันบริเวณท้องฟ้าเหนือทะเล ต้นไม้ไทรนั้นก็ตกลงไปในทะเล ครุฑเห็นดังนั้นก็ตกใจ ด้วยคิดว่าตนอาจจะมีบาปที่ได้ทำลายต้นไทรใหญ่อันเป็นที่ใช้บำเพ็ญเพียรของพระฤาษี ก็รีบบินกลับมาหาฤาษีตนนั้น ก็ด้วยความร้อนใจก็ถามพระฤาษีว่า บาปจักมีแก่ตนและนาคหรือไม่ ฤาษีก็ตอบว่าถ้าท่านถอนต้นไม้ด้วยเจตนาก็ถือว่าบาป แต่ถ้าท่านไม่ได้ตั้งใจก็ถือว่าไม่บาป ถ้อยคำนี้ก็ทำให้พญาครุฑเกิดความสบายใจ หมายจักตอบแทนพระฤาษีโดยการบอกมนต์หนึ่งบท ซึ่งเป็นมนต์ที่จะเอาชนะซึ่งนาคทั้งปวง แล้วตนก็บินกลับคืนสู่ถิ่นแห่งตน

ครั้งนั้นก็มีพราหมณ์ผู้หนึ่งนามว่า อาลัมพาย ได้ผ่านมาเจอท่านฤาษีรูปนี้เข้า เกิดความเลื่อมใส จึงได้อยู่ดูแล ปนนิบัติพระฤาษีอยู่หลายวัน พระฤาษีจึงตอบแทนโดยการสอนมนต์เอาชนะนาคทั้งปวงให้ พออาลัมพายพรามหณ์เรียนมนต์นั้นเสร็จ ก็ใคร่อยากจะลองวิชา จึงได้ขอลาพระฤาษีแล้วบอกว่าจักกลับคืนสู่ภูมิลำเนาของตน ตั้งแต่นั้นอาลัมพายพรามหณ์ก็ร่ายมนต์เดินตามทางเรื่อยมา ในบริเวณนั้นนางนาคมานวิกา 100 นาง ได้นำเอาลูกแก้ววิเศษของพระภูริทัตขึ้นมาจากนาคพิภพ หมายจะนำไปให้พระภูริทัต แต่ได้ยินบทสวดของอลัมพายพรามหณ์ก็ตกใจทิ้งลูกแก้วไว้ แล้วหนีคืนสู่นาคพิภพ พรามหณ์เห็นลูกแก้วก็เก็บไว้ แล้วเดินทางต่อไป ปรากฏว่าไปเจอกับพราหมณ์สองพ่อลูก เนสาทพรามณ์เห็นลูกแก้วก็จำได้ แล้วอยากจะได้ลูกแก้วนั้น จึงได้ออกอุบายบอกแก่อาลัมพายพรามหณ์ว่า ลูกแก้วนี้เป็นของไม่ดี ท่านได้เก็บไว้เลย จงมาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักจัดการกับลูกแก้วนี้เอง แต่อาลัมพายพามหณ์ก็หาหลงกลไม่ จึงเสนอมาว่าถ้าท่านบอกที่อยู่ของพญานาคราชแก่เราได้เราจักมอบลูกแก้วนี้ให้

ด้วยความโลภและอยากได้ลูกแก้ว เนสาทพราหมณ์หาได้สำนึกในบุญคุณของพระภูริทัตไม่ จึงกล่าวตกลง แต่ว่าโสมทัตพรามหณ์ไม่เห็นด้วยจึงคัดค้าน แต่ก็ไม่สำเร็จ จึงมีปากเสียงทะเลาะ ทั้งสองได้ตัดขาดความสัมพันธ์พ่อลูกกัน โสมทัตพรามหณ์ได้หนีไปบวชเป็นฤาษีอยู่ที่ป่าหิมพานต์ สุดท้ายก็ได้ฌานสมาบัติ มีสิ้นแล้วก็ไปบังเกิดอยู่ชั้นพรหม ส่วนเนสาทพราหมณ์ได้บอกที่อยู่ของพระภูริทัตแก่อาลัมพายพราหมณ์ และได้ลูกแก้วมาครอบครอง แต่ด้วยความที่ตนมีบุญวาสนาน้อยจึงไม่สามารถเก็บรักษาลูกแก้วได้ ลูกแก้วก็ผลัดตกมือกลับคืนสู่นาคพิภพ กลับมิได้สิ่งใดไว้ครอบครองเลย

อาลัมพายพรามหณ์ก็มุ่งหน้าตรงไปหาพระภูริทัตอย่างรวดเร็ว ระหว่างวทางก็ท่องมนต์วิเศษของพญาครุฑไปด้วย จนมาสู่ที่อยู่ของพระภูริทัตโพธิสัตว์ซึ่งขดร่างพันรอบจมปลวกอยู่ เมื่อได้ยินเสียงร่ายมนต์ก็รู้ว่าตนจักมีภัย แต่ก็มิได้หลบหนีเนื่องด้วยคำอธิษฐานที่จะรักษาอุโบสถศีล และมหาทาน อาลัมพายพรามหณ์ก็ได้ใช้มนต์นั้นจับพระภูริทัตอย่างง่ายดาย ด้วยเกรงว่าตนจะพร่องในศีลจึงมิได้คิดหลบหนี หรือทำลายพรามหณ์เลยแต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่แค่พ้นหนึ่งลมหายใจพรามหณ์ผู้หนึ่งก็จักถึงซึ่งความตาย ได้แต่ข่มใจตนยอมให้พรามหณ์ผู้นี้จับตัวไป

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย นาคน้อย : 29-12-09 เมื่อ 22:35

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (30-12-09), พุทธรักษา (22-04-10), อภิญญา (06-01-10), ปาริฉัตรมณี (25-02-10), เดชะบุญ (18-01-10), Rich (21-04-10), rossukon (27-12-10)
  #29  
เก่า 30-12-09, 09:01
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 6 พระภูริทัต ตอนที่ 7

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

พรามหณ์อลัมพายได้นำพระภูริทัตเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แล้วบังคับให้พระภูริทัตแสดงกล กายร่าง แผ่พังพาน พ้นไฟ ต่าง ๆ นานา พระภูริทัตก็ยอมทำตาม ด้วยคาดหวังว่า พอพรามหณ์ผู้นี้ได้ทรัพย์เป็นอันมากแล้วจักปล่อยตนให้เป็นอิสระ ผู้ชมเนื่องด้วยสงสารพระภูริทัตจึงได้ให้ทรัพย์เป็นอันมาก ประมาณ 1000 กหาปนะ พราหมณ์ก็ออกจากหมู่บ้าน แล้วเปลี่ยนกรงของพระภูริทัตเป็นกรงแก้ว แล้วนำเอากบตายโยนให้เป็นภักษาหาร แต่พระภูริทัตก็ไม่ได้กินแต่อย่างใด ด้วยความโลภพรามหณ์อาลัมพายก็นำเอาพระภูริทัตไปแสดง ณ หมู่บ้านอื่นไปเรื่อย ๆ เนื่องจากกลัวพระภูริทัตจะมีแรงแล้วคิดหนี อาลัมพายก็ทำการซ้ำพระภูริทัตตลอดเวลา ให้ได้รับบาดเจ็บจะได้ไม่มีแรงหนี ด้วยต้องการรักษาศีลของตนให้บริสุทธิ์พระองค์ก็ข่มใจไม่โกรธเนสาทพราหมณ์และไม่คิดทำร้าย เพราะเพิ่งแค่พ้นหนึ่งลมหายใจเนสาทพราหมณ์ก็จักถึงซึ่งมรณะ

ในคืนที่พระภูริทัตได้ถูกจับตัวไป พระนางสมุทรชาก็ได้มีพระสุบิน ฝันเห็นบุรุษผู้หนึ่งฟันแขนขวาของพระองค์ขาด ก็ตกใจตื่น เป็นกังวลว่าพระภูริทัตจักเป็นประการใด เมื่อครบกำหนดครึ่งเดือน ไม่เห็นพระภูริทัตมาเข้าเฝ้าก็ยิ่งทวีความกังวล ไม่ทรงร่าเริงแจ่มใสเหมือนเดิม ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ พระพักตร์ก็ยิ่งด้วยราษีที่เศร้าหมอง กลัวว่าบุตรของตนจะได้รับอันตราย เมื่อเวลาผ่านไปครบหนึ่งเดือน บรรดานาคราชพี่น้องของพระภูริทัตทั้งสามก็เสด็จมาเยี่ยมท้าวธตรฐและพระนางสมุทรชา แต่พอเห็นพระพักตร์อันเศร้าหมองของพระนางก็ตกใจ ทูลถามสาเหตุแห่งการเสื่อมสิรินั้น พระนางก็เล่าถึงความฝันให้ฟัง และพระภูริทัตก็ไม่ได้เสด็จมาตามกำหนดครึ่งเดือน พี่น้องทั้งสามก็จึงจะช่วยกันตามหา สุโภคนาคราชผู้เป็นเชษฐาใหญ่จึงได้จัดแจงให้ อริฏฏะนาคราชผู้เป็นน้องเล็ก และมีอารมณ์รุนแรง ให้ไปตามพระภูริทัต ณ สวรรคโลกและพรหมโลก เนื่องด้วยเกรงจะมีอันตรายแก่มนุษย์โลก ส่วนพระนาคราชผู้เป็นเชษฐารองก็ให้ไปตามหาพระภูริทัต ณ แห่งน้ำ แม่น้ำ ห้วยหนอง คลอง บึง น้อยใหญ่บนโลกมนุษย์ ส่วนตนผู้เป็นเชษฐาใหญ่พร้อมด้วยนางอัคคิมุขีผู้เป็นน้องสาวต่างมารดาก็ออกไปตามหาพระมหาสัตว์ ณ โลกมนุษย์

เมื่อเวลาผ่านล่วงไปหนึ่งเดือน พราหมณ์อาลัมพายก็ได้นำพระภูริทัตไปแสดงฤทธิ์จนถึงเมืองพาราณสี ซึ่งมีพระเจ้าสาครพรหมทัต ผู้เป็นเชษฐาของพระนางสมุทรชาเป็นกษัตริย์ผู้ครองนคร ครั้งนั้นได้ข่าวว่ามีพราหมณ์ได้นำเอาพญานาคผู้มีงอนสีแดงมาแสดงให้ชาวเมืองได้ชม จึงได้เสด็จออกจากพระราชฐานหมายจักมาชม สุทัศนนาคราชแปลงร่างกลายเป็นพระฤาษี ส่วนนางอัคคิมุขีก็แปลงร่างเป็นเขียดแล้วเข้าไปอยู่ในชฏาของพระฤาษีแปลง ก็ได้ไปเจอพระภูริทัตกำลังแสดงฤทธิ์โดยมีนาสาทพรามหณ์บังคับก็เข้าไปดู ร่างกายของพระมหาสัตว์ในขณะนี้ได้รับความบอบซ้ำเป็นอันมาก เนื่องจากพรามหณ์อาลัมพายได้ทำการทุบตี กรอกยา และร่ายคาถาทรมานอยู่โดยตลอด พระภูริทัตเห็นผู้เป็นพระเชษฐาก็จำได้ จึงได้เลื้อยเข้าไปในกรง สักพักก็เลื้อยออกมาจากกรงตรงมาหาพระฤาษี ผู้คนที่มุ่งดูก็แตกตื่นเหลือแต่พระฤาษียืนอยู่ผู้เดียว พระภูริทัตก็เลี้อยนำคางไปแตะไว้ที่เท้าของพระฤาษี อาลัมพายพราหมณ์เห็นดังนั้น ก็ตกใจเกรงว่าพระฤาษีจักถูกกัดเสียแล้ว จึงเข้าไปหมายจักปลอบใจ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย นาคน้อย : 10-04-10 เมื่อ 11:33

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (30-12-09), พุทธรักษา (22-04-10), อภิญญา (06-01-10), ปาริฉัตรมณี (25-02-10), เดชะบุญ (18-01-10), Rich (12-01-10), rossukon (27-12-10)
  #30  
เก่า 06-01-10, 23:12
rathanakit
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default

ขออนุโมทนาบุญด้วยนะคะ

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (07-01-10), พุทธรักษา (22-04-10), อภิญญา (06-01-10), ปาริฉัตรมณี (25-02-10), นาคน้อย (09-01-10), เดชะบุญ (18-01-10), Rich (12-01-10), rossukon (27-12-10)
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 16:01


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่