อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ประวัติพระ และบุคคลตัวอย่าง

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 30-04-09, 11:12
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระเจ้าสิบชาติ

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

หากข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และผู้มีคุณ ขอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพเจ้า ตั้งแต่บัดนี้ ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้เถิด

ข้าพเจ้าขอน้อมอารธนาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ องค์ อันมีสมเด็จพระองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม พร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมด พรหม เทวดา ครูบาอาจารย์ ทั้งหลาย สืบ ๆ กันมา อันมีหลวงปู่ปาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด

ข้าพเจ้าขอน้อมนำเอาเรื่องราวของการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ที่เสด็จมาตรัสเป็นสมเด็จพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ในชาติที่เป็นปรมัตถบารมี 10 ชาติ อันประกอบด้วย

พระชาติที่ 1 พระเตมีย์ใบ้
พระชาติที่ 2 พระมหาชนก
พระชาติที่ 3 สุวรรณสาม
พระชาติที่ 4 พระเนมิราช
พระชาติที่ 5 พระมโหสถ
พระชาติที่ 6 พระจันทราช
พระชาติที่ 7 พระภูริทัต
พระชาติที่ 8 พระพรหมนารถ
พระชาติที่ 9 พระวิฑรูบัณฑิต
พระชาติที่ 10 พระเวสสันดร

อภิญญา-พระเจ้าสิบชาติ-200917-1465-84295%5B1%5D-jpg

ขอบุญที่ข้าพเจ้าจักได้ทำต่อไปนี้ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ท่านทั้งหลายผู้มีจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ประสบแต่ความสุข สำเร็จ สมหวัง สมปราถนา ในทุกอย่าง ทุกประการ ผู้ปราถนาสาวกภูมิก็ขอให้มีบารเต็มและได้เข้าสู่พระนิพพานในปัจจุบันนี้เถิด ผู้ปราถนาพุทธภูมิก็ขอให้มีกำลังใจบำเพ็ญบารมีและมีปรมัถบารมีเต็มโดยเร็ว ด้วยเถิด

นิพพานัง ปรมัง สุขขัง

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย นาคน้อย : 10-08-09 เมื่อ 19:39

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 14 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (20-09-10), พรรณวดี (01-05-09), พุทธรักษา (27-07-09), ศิษย์โมคคัลลานะ (30-04-09), อภิญญา (30-04-09), ปาริฉัตรมณี (02-06-09), นิมมานรดี (14-06-09), เดชะบุญ (28-05-09), Gorn (29-12-09), leklek (12-09-09), Peach (06-06-09), Rich (12-01-10), rossukon (27-12-10), suwaphat (26-06-09)
  #2  
เก่า 30-04-09, 14:45
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 1 พระเตมีย์

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

หากข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และผู้มีคุณ ขอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพเจ้า ตั้งแต่บัดนี้ ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้เถิด

ข้าพเจ้าขอน้อมอารธนาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ องค์ อันมีสมเด็จพระองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม พร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมด พรหม เทวดา ครูบาอาจารย์ ทั้งหลาย สืบ ๆ กันมา อันมีหลวงปู่ปาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด

ข้าพเจ้าขอน้อมนำเอาเรื่องราวของการบำเพ็ญเนกขัมมะปรมัตถบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน สมัยเสวยพระชาติเป็นพระเตมีย์ มาร้อยเรียงให้ท่านทั้งหลาย ดังต่อไปนี้

วันหนึ่งภิกษุทั้งหลายประชุมอยู่ในโรงธรรมสภา พรรณมหาภิเนกขัมมบารมีแห่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าฯ สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงสดับด้วยทิพยโสต เสด็จออกจากพระคันธกุฏีไปยังโรงธรรมสภา ตรัสถามว่า ท่านทั้งหลายประชุมเจรจากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า เรามีบารมีเต็มแล้ว ทิ้งรัชยสมบัติออกเพื่อคุณยิ่งใหญ่ในกาลนี้ น่าอัศจรรย์ก็หาไม่ เมื่อญาณยังไม่แก่กล้า เราได้บำเพ็ญบารมีละราชสมบัติออกมหาภิเนษกรมณ์ในกาลก่อนนั้นน่าอัศจรรย์ ตรัสดังนี้แล้วทรงดุษณีภาพ ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลวิงวอนเพื่อให้ทรงแสดง จึงทรงนำมาซึ่งอดีตวัตถุ ดังต่อไปนี้

ในครั้งก่อนนานมาแล้ว พระเจ้ากสิกราชผู้ครองสมบัติในเมืองพาราณสี พระองค์ไม่มีพระราชโอรสและธิดา จึงให้นางจันทเทวีและนางสนมทำพิธีขอพระโอรส พระอัครามเหสีก็ทรงทำตาม จึงได้ทรงตั้งพระครรภ์เมื่อครบกำหนด แล้วก็ทรงประสูติพระราชกุมาร ทำให้พระราชามีความดีพระทับเป็นอันมาก จึงได้ทำการสมโภชและพระราชทานนางนม ซึ่งเป็นผู้ที่มีลักษณะพิเศษ 16 ประการ และขนานนามพระโอรสว่า "เตมีย์กุมาร" เพราะวันประสูตินั้นฝนได้ตกทั่วทั้งพระนครและเป็นเหตุให้พระทัยของพระองค์และราษฏร์ได้รับความแช่มชื่น ได้ขจัดความกลัวเรื่องการสูญเสียซึ่งราชวงศ์ของพระเจ้ากาสิกราช ดังนั้นพระราชาจึงได้โปรดพระราชโอรสเป็นอันมาก บางครั้งถึงกับอุ้มออกไปทรงว่าราชการด้วย.....

วันหนึ่งพระราชบิดาอุ้มพระราชโอรสออกไปทรงว่าราชการ และได้ทรงตัดสินโทษโจร 4 คน คนที่ 1 ให้เฆี่ยนด้วยหนามหวายและอีกคนให้เอาหอกแทงทรมานให้เจ็บปวดแสนสาหัส อีกคนให้เอาหลาวเสียบไว้ทั้งเป็น คนสุดท้ายให้คุมขังไว้ พระราชกุมารทรงระลึกชาติได้ จึงระลึกถึงสมัยที่พระองค์ทรงเกิดเป็นพระราชาในเมืองนี้ และได้ตัดสินว่าความแบบนี้เช่นเดียว เมื่อเสด็จสวรรคตแล้วก็ได้ไปใช้กรรมอยู่ถึงหนึ่งพันปีนรก จึงดำริว่าเราจะไม่ขอเป็นกษัตริย์ เนื่องจากไม่ต้องการสร้างกรรมที่มีนรกเป็นที่ไปอีก จึงได้ใคร่ครวญคิดหาวิธี จนกระทั่งมีเทพธิดาที่สิงสถิตอยู่ในเศวตฉัตร ซึ่งเคยเป็นมารดาแด่ชาติปางก่อน ได้แนะนำพระราชกุมารให้ปฏิบัติ 3 ประการเพื่อให้พ้นจากการเป็นกษัตริย์ ได้แก่
1. จงเป็นคนง่อย
2. จงเป็นคนหูหนวก
3. จงเป็นใบ้
นับแต่นั้น เตมีย์กุมารก็เริ่มปฏิบัติไม่พูดไม่จา ไม่ได้ยิน เอาอุ้มไปวางไว้ที่ไหนก็นั่งอยู่อย่างนั้น ไม่ขยับเขยื้อนไปในที่ใด พระราชบิดาทรงสงสัยว่า ทำไมพระกุมารเปลียนไปไม่ร่าเริง แจ่มใส ช่างเจรจาเสียงแจ้วอยู่ตลอดดังเดิม จึงพาไปหาหมดตรวจดูอาการ แต่ก็ไม่พบความผิดปรกติอันใด

พระราชบิดาก็ทรงทดลองหลายอย่าง หลายประการ เป็นต้นว่าให้อยู่ในที่สกปรก พระเตมีย์ก็อดทนอยู่ได้ แม้จะหิวก็ไม่ทรงกันแสง แม้จะกลัวก็ไม่แสดงอาการอย่างไร เพราะเห็นว่าภัยในนรกร้ายแรงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน..จึงคงเฉยๆ ทำเอาพระราชบิดาสิ้นปัญญา

พวกอำมาตย์อาสาจะทดลองดูก่อน ก็ทรงอนุญาติให้นำพระเตมีย์นั่งอยู่ในเรือนแล้วแกล้งจุดไฟเผา พระกุมารก็ไม่ทรงหวาดกลัวแต่อย่างใด ทดลองด้วยนำไปประทับ ณ ลานกว้างแล้วแกล้งให้ช้างตกมันวิ่งตรงมาเหยียบ ก้ไม่เป็นผล ทดลองสิ้นเวลาหนึ่งปี แม้ให้ช้างจับพระกายขึ้นเพื่อจะฟาดก็ไม่ตกใจกลัว เพราะมุ่งหวังอย่างเดียวจะให้พ้นจากการเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ทดลองให้พระกุมารนั่งอยู่แล้วนำงูมารัด ก็ยังคงนั่งเฉยทำเหมือนรูปปั้น อำมาตย์เจ้าปัญญาทั้งหลายจึงยอมแพ้

ต่อไปได้ทดลองให้คนถือดาบวิ่งมาจะทำอันตรายพระกุมาร ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทดลองอย่างนี้อีกเป็นปีก็ไม่เปลี่ยนแปลง ต่อไปก็ทดลองเสียง โดยให้พระเตมีย์นั่งอยู่พระองค์เดียว แล้วจู่ ๆ เสียงอึกทึกครึกโครมก็ดังขึ้นมาแต่พระเตมีย์คงทำไม่ได้ยิน เช่นเคย การทดลองของอำมาตย์เป็นระยะเวลาถึง 7 ปี ก็ไม่สามารถทำให้พระเตมีย์พูดออกมาได้ ตั้งแต่ 9 ขวบ จนกระทั่ง 16 ขวบ

เมื่อพระเตมีย์เข้าสู่วัยรุ่น จึงได้ทดลองนำสาวน้อยมาเล้าโลมประการต่าง ๆ ทั้งกอดรัด ลูบโน่นลูบนี่ ก็ไม่เป็นผล ผลที่สุดพระราชบิดาและอำมาตย์ลงความเห็นว่าพระกุมารคงเป็นคนกาลกิณีเสียแล้ว ขืนให้อยู่ต่อไปคงจะเกิดอันตรายขึ้นแก่พระองค์แก่พระอัครมเหสี ควรจะนำออกไปทิ้งเสียที่ป่าช้าผีดิบนอกเมือง พระราชาก็เห็นด้วยจจึงดำริให้นำพระโอรสไปทิ้ง แต่พระเทวีอัครมเหสีออกอุบายช่วยเหลือพระโอรส โดยเฝ้ากราบทูลขอให้พระราชายกราชสมบัติให้พระเตมีย์ปกครอง พระราชก็ปฏิเสธ จึงขอให้เป็น 7 ปี พระราชาก็ปฏิเสธ จึงขอให้เป็น 7 วัน พระราชาจึงยอมตกลง

พอครบ 7 วัน พระนางจันทเทวีก็ทรงกันแสงเป็นอันมาก จนทำให้พระกุมารเกือบจะละพระองค์ แต่ก็ข่มใจเอาไว้ได้ พระราชาจึงมอยพระเตมีย์ให้กับนายสุนันทสารถีเอาใส่รถไปฝังเสียในป่าช้าดิบภายนอกเมือง นายสารถีเทียมรถมงคลนำพระโอรสไป แทนที่จะนำรถใส่ศพ มุ่งไปผิดทางจากทางไปป่าช้าดิบ กลับไปยังป่าอีกแห่งหนึ่ง

พอถึงป่านอกเมือง นายสุนันทาจึงได้เริ่มขุดหลุมที่จะฝังพระเตมีย์ ขณะที่นายสารถึกำลังขุดหลุมอยู่ไม่ไกลจกรถนั้นเอง พระเตมีย์ก็คิดว่าร่างกายของเราไม่ได้เคลื่อนไหวมาตั้ง 16 ปี จะเป็นอย่างไรบ้างก้ไม่รู้ ก็ทรงกายลุกขึ้นลงมาจากรถทดลองเดินไปมาอยู่ข้างรถ ปรากฏว่าอวัยวะทุกส่วนใช้การได้เป็นปรกติทุกอย่าง จึงได้อธิษฐานยกราชรถขึ้น ว่า "หากความปราถนาของข้าพเจ้าจะสำเร็จในพระโพธิญาณขอให้ยกราชรถนี้ขึ้นได้ด้วยเถิด" ปรากฏว่าพระองค์ทรงยกได้ด้วยมีอเดียว

พระเตมีย์ได้เดินเข้าไปคุยกับนายสารถึ นายสารถีไม่สามารถจดจำพระองค์ได้ จนพระองค์ต้องบอกเองว่า เป็นพระเตมีย์ พอรู้ความจริงก็ตกใจ ดีใจเป็นอันมาก จึงได้กราบทูลขอพระเตมีย์เสด็จกลับพระนคร แต่พระเตมีย์ก็ทรงตรัสปฏิเสธ แล้วกล่าวว่า "เราเป็นคนไม่มีญาติขาดมิตร เป็นคนกำพร้า เป็นคนกาลกิณี จนต้องให้ท่านนำเรามาฝังในป่าช้าผีดิบ เราสละแล้วด้วยประการทั้งปวง บ้านเรือน แว่นแคว้น เราจะบำเพ็ญพรตรักษาศีลอยู่ในป่านี้โดยไม่กลับไปอีกแล้ว เราเพียรเพื่อออกจากเมืองเป็นเวลาถึง 10 กว่าปี เราเคยเกิดเป็นพระราชา แล้วเราต้องไปใช้กรรมในนรกถึงพันปี เราไม่ปราถนาจะกระทำกรรมอันมีนรกเป็นที่ไปนั้นอีก" นายสารถีเมื่อฟังจบก็ปราถนาจะออกบวชเหมือนพระเตมีย์ แต่พระเตมีย์ให้กลับไปทูลบอกพระราชบิดา พระราชมารดาเสียก่อน แล้วค่อยกลับมา ด้วยให้สัญญาว่าบำเพ็ญเพียรอยู่ ณ บริเวณนี้

พระนางจันททวีเฝ้ารอคอยการกลับมาของนายสารถีอยู่ทุกวัน เพื่อรอฟังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พอรู้พระเตมีย์กลับคืนมาเป็นปรกติดังเดิม ก็มีความดีพระทัยเป็นมาก จึงเสด็จพร้อมพระเจ้ากาสิกราชไปหาพระเตมีย์ เพื่อทูลเชิญพระองค์กลับมาครองราชย์

แต่พระเตมีย์ก็ปฏิเสธแล้วกล่าวถึง เหตุผลที่ไม่กลับไป เนื่องจากพระองค์เคยเกิดเป็นพระราชาในเมืองนี้มาแต่ปางก่อน ได้ตัดสินโทษนักโทษทั้งหลาย เมื่อสวรรคตแล้วก็ได้ไปใช้กรรมอยู่ในนรกนับพันปี พระราชา พระมหาสี ได้สดับตรับฟังแล้ว ก็ขอออกบวชเป็นฤาษีตาม พระราชาให้ป่าวประกาศให้ชาวเมืองทราบว่าจะสละราชสมบัติออกผนวชตามพระเตมีย์ โดยให้เปิดท้องพระคลังทั้งสิบสองแห่ง และเขียนว่าผู้ใดอยากได้จงนำไป เราจะบวชบำเพ็ญเพียรกับพระเตมีย์ ชาวเมืองท้งหลายได้ยินก็ขอตามมาบวชกับพระเตมีย์ พระเจ้ากรุงพาราณสีได้ยินว่า ไม่มีผู้คุ้มครองรักษาเมืองแล้วจึงยกทัพหวังจะครอบครอง แต่เมื่อไปจนป้ายประกาศหน้าท้องพระโรง ก็เสด็จยกทัพมาที่ป่าที่พระเตมีย์บำเพ็ญเพียรอยู่ เมื่อได้ฟังธรรมจากพระเตมีย์ พระเจ้ากรุงพาราณสีพร้อมชาวเมืองทั้งหมดก็ตามเสด็จออกผนวชเป็นฤาษี บรรดาฤาษีทั้งหมดก็บำเพ็ญฌานสมาบัติ ตายไปก็ไปบังเกิดในพรหมโลก

นางเทพธิดาผู้สิงสถิตอยู่ในเศวตฉัตร เป็นนางภิกษุณีชื่ออุบลวรรณา
นายสุนันทสารถี เป็นภิกษุชื่อสารีบุตร
ท้าวสักกเทวราช เป็นภิกษุชื่ออนุรุทธะ
พระเจ้ากาสิกราและพระนางจันทเทวี เป็นพุทธบิดาและพุทธมารดา
บัณฑิตผู้ดุจใบ้และดุจง่อยเปลี้ย เป็นพระตถาคต
บุคคลอื่นที่เหลือ เป็นพุทธบริษัทฯ

อภิญญา-พระเจ้าสิบชาติ-img_2819-jpg

ขอผลบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาดีแล้ว ณ โอกาสนี้ ได้เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ท่านทั้งหลาย ประสบแด่ความสุข สำเร็จ สมหวัง สมความปราถนา ทุกอย่าง ทุกประการ ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน ด้วยเถิด

นิพพาน ปรมัง สุขขัง

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย นาคน้อย : 30-10-09 เมื่อ 11:00

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 15 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (20-09-10), พรรณวดี (01-05-09), พุทธรักษา (27-07-09), ศิษย์โมคคัลลานะ (26-05-09), อภิญญา (23-07-09), ปาริฉัตรมณี (02-06-09), นิมมานรดี (14-06-09), เดชะบุญ (28-05-09), Gorn (29-12-09), leklek (12-09-09), Nuts (11-08-09), Peach (06-06-09), Rich (21-04-10), rossukon (27-12-10), suwaphat (26-06-09)
  #3  
เก่า 02-05-09, 21:29
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 2 พระมหาชนก

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

หากข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้ ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ

ข้าพเจ้าขออารธนาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ อันมีสมเด็จพระองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม พร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมด พรหม เทวดา ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบ ๆ กันมา อันมีหลวงปู่ปาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด

ข้าพเจ้าขอน้อมนำเอาเรื่องราวของการบำเพ็ญวิริยะปรมัตถบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นพระมหาชนก มาร้อยเรียงให้ท่านสาธุชนผู้จำเริญทั้งหลาย ดังต่อไปนี้
อภิญญา-พระเจ้าสิบชาติ-424%5B1%5D-jpg

วันหนึ่งภิกษุทั้งหลายนั่งพรรณนามหาภินิกขัมมคุณแห่งพระตถาคตเจ้าในโรงธรรมสภาฯ สมเด็จพระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า แน่ะภิกษะทั้งหลาย ท่านทั้งหลายประชุมกันสนทนาอะไรในกาลนี้ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบว่า สนทนาด้วยเรื่องนี้ ฉะนี้แล้ว จึงตรัสว่า แน่ะภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตออกมหาภิเนษกรมณ์ในกาลนี้ก็หาไม่ ได้ออกแล้วแม้ในกาลก่อน ตรัสฉะนี้แล้วทรงดุษณีภาพ ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลวิงวอน จึงทรงนำอดีตวัตถุมาดังต่อไปนี้

ในอดีตล่วงมาแล้ว มีกษัตริย์องค์หนึ่งพระนามว่ามหาชนก ปกครองเมืองมิถิลานคร พระองค์มีพระโอรสสองพระองค์ได้แก่ อริฏฐชนกผู้พี่ดำรงตำแหน่งพระอุปราช และโปลชนกผู้น้องดำรงตำแหน่งเสนาบดี เมื่อพระองค์สวรรคตพระอุปราชก็ได้ขึ้นครองราชย์สมบัติแทน แรก ๆ พระองค์ก็ปกครองด้วยความยุติธรรม แต่ว่าพระองค์ทรงหูเบาเชื่อคำประจบประแจง ถึงขั้นเชื่อว่าพระอุปราชโปลชนกคิดจะแย่งชิงราชสมบัติ จึงได้นำพระอุปราชไปขังไว้ โดยหาความผิดมิได้ พระโปลชนกจึงได้ตั้งสัตถ์อธิษฐานว่า หากข้าพเจ้าไม่ได้คิดจะช่วงชิงราชสมบัติก็ขอให้สิ่งจองจำทั้งหลายจึงหลุดจากกาย พอสิ้นคำอธิษฐานสิ่งจองจำทั้งหลายก็หลุดไปสิ้น จึงได้หลบหนีไปอยู่ตามชายแดน

พระอุปราชได้ซ่องซุ่มกำลังพลหวังจะกลับมาตีเมืองมิถิลานคร เนื่องเจ้าพี่ไม่มีความยุติธรรมทำร้ายแม้กระทั่งน้องในไส้ พอพลเมืองทราบข่าวว่าพระอุปราชได้หนีออกไปนอกเมืองเนื่องจากความไม่เป็นธรรมของพระราชาจึงได้เกิดความเห็น ทำให้พระอุปราชมีกำลังพลมากขึ้น ยกทัพมายังพระนครด้วยความรวดเร็ว ส่งสาส์นไปท้ารบกับพระราชา ในขณะนั้นพระอัครมเหสีทรงพระครรถ์อยู่ พระอริฏฐชนก ได้ถึงกล่าวคำล่ำลาแล้วเตรียมทัพป้องกันนคร ปรากฏว่าพระอุปราชโกลชนกมีชัย พอพระมเหสีทราบข่าวว่าพระราชาสวรรคตคาคอช้าง จึงได้เปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นเสื้อผ้าเก่า ๆ หนีออกไปนอกเมือง พระนางทรงระลึกได้ว่ามีเมืองหนึ่งชื่อ เมืองกาลจัมปาอยู่ทางทิศเหนือของพระนคร พระนางได้พักอยู่ ณ ศาลาแห่งหนึ่งบริเวณนั้น เฝ้าถามทางคนเดินทางผ่านไปมาว่านครกาลจัมปาอยู่ที่ใด

ด้วยบุญญาธิการของทารกในครรถ์ บันดาลทิพย์อาสน์ของพระอินทร์ที่เคยอ่อนนุ่ม กลับแข็งกระด้าง พระอินทร์จึงได้สอดส่องด้วยทิพยญาณ จึงได้ทราบว่าพระโพธิสัตว์ในครรถ์พระมารดากำลังจะมีภัย จึงได้แปลงร่างมาเป็นชายชราขี่เกวียนผ่านมา ได้แวะรับพระมเหสีขึ้นมาและพาไปเมืองกาลจัมปา สิ้นเวลาเพื่อข้ามวันก็มาถึงเมืองกาลจัมปาในเวลาเย็น พระนางรู้สึกประหลาดใจว่าเมืองกาลจัมปาอยู่ไกลตั้ง 60 โยชน์ทำไมมาถึงเร็วมาก ชายชราก็บอกว่าท่านเดินทางไปมา ณ เมืองนี้เป็นเวลานาน จึงได้รู้ทางลัดทำให้มาถึงเร็ว

พระนางได้พักอยู่ ณ บริเวณศาลาหน้าเมือง ขณะนั้นได้มีอาจารย์ท่านหนึ่งพร้อมลูกศิษย์เดินทางผ่านมา เห็นพระนางน่าสงสารจึงได้ทักพระนาง พระนางก็ตอบว่าได้หนีจากภัยสงครามมา สามีได้เสียชีวิตระหว่างรบ ญาติพี่น้องก็ไม่มี ท่านอาจารย์ได้ยินดังนั้น จึงได้ชวนไปอยู่ด้วยโดยแสดงตนว่าพระนางเป็นน้องสาว จนพระนางคลอดบุตรชื่อว่า “มหาชนก” มหาชนกเมื่อเติบใหญ่ก็ไปเล่นกับเด็ก ๆ ถูกรังแกก็ต่อสู้ เด็กเหล่านั้นสู้ไม่ได้ก็เลยล้อว่า ลูกไม่มีพ่อ มหาชนกสงสัยจึงไปถามแม่ว่าพ่อตนอยู่ที่ไหน มารดาก็ตอบว่าท่านอาจารย์คือพ่อของเจ้า แต่มหาชนกก็ยังถูกล้ออีก จึงถามมารดาซ้ำอีกสามครั้ง เมื่อไม่ได้คำตอบที่เป็นจริง จึงออกอุบายจะกัดหัวนมแม่ขณะดูดนม ทำให้มารดาต้องบอกความจริงว่าตนเป็นลูกกษัตริย์ที่ถูกแย่งชิงราชสมบัติไป หนีมาอาศัยอยู่ ณ เมืองนี้ หลังจากนั้นหมาชนกก็ไม่รู้สึกเสียใจกับการถูกล้อว่าเป็นลูกไม่มีพ่ออีกต่อไป กลับตั้งใจศึกษาเล่าเรียนวิชาการทุกประเภท เพื่อต้องการกลับไปเอาราชสมบัติกลับคืนมา จวบจนอายุได้ 16 ปี จึงได้เรียนศิลปะศาสตร์ทั้ง 18 ประการจนหมด ผิวพรรณของเจ้ามหาชนกผ่องใสเปรียบเหมือนทองคำพร้อมที่จะกลับไปเอาราชสมบัติกลับคืน จึงได้ถามพระมารดาว่า พ่อได้ให้อะไรมาบ้าง มารดาจึงตอบว่า มีแก้ว 3 ดวง ได้แก่ แก้ววิเชียน มณีดวง และมุกดาดวง นำไปขายจักได้ทรัพย์เป็นอันมาก แต่มหาชนกขอเพียงครึ่งหนึ่งแล้วจะนำไปค้าขาย แต่มารดาก็ไม่ยินยอม มหาชนกจึงได้บอกว่าจะไปเพียงครั้งเดียว มารดาจึงได้ยอม

เจ้ามหาชนกจึงได้ซื้อสินค้าบรรทุกสำเภาเตรียมไปค้าขาย ณ สุวรรณภูมิกับพวกพ่อค้าทั้งหลาย ขณะเดินทางจะไปขึ้นเรือได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งเดินผ่านมา จึงได้นิมนต์ถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์ แล้วจึงล่องเรือไป ขณะนั้นพระเจ้าโปลชนกก็ทรงเริ่มประชวร เมื่อผ่านไปเวลา 7 วัน เรือก็ประสบกับพายุอัปปางลง ซึ่งเป็นเวลาที่พระเจ้าโปลชนกเสด็จสวรรคตพอดี ผู้คนจำนวนมากร้องไห้ด้วยความกลัว สิ้นหวัง จมน้ำตายบ้าง ถูกสัตว์น้ำกัดกินไปเป็นอาหารบ้าง แต่พระมหาชนกกลับไม่กลัวสิ่งใด กระโดดออกจากตัวเรือไกลถึง 15 วา แล้วว่ายน้ำหวังจะเจอแผ่นดินข้างหน้า ว่ายน้ำล่วงไปสิ้นเวลา 7 วัน (นี่เป็นเพียงเศษกรรมที่พระมหาชนกเคยกระทำไว้แต่ปางก่อน สมัยนั้นพระองค์เกิดเป็นกษัตริย์กำลังเล่นน้ำอยู่ มีเณรรูปหนึ่งกำลังพายเรือผ่านมาจึงได้แกล้งทำให้ตกใจเล่น ทำให้เรือพลิกคว่ำ แต่พระองค์ก็ได้บำรุงดูแลเณรเป็นอย่างดีหลังจากนั้นมา ทำให้ต้องมาว่ายน้ำอย่างนี้ถึง 500 ร้อยชาติ แต่พอว่ายน้ำเสร็จก็ได้เป็นกษัตริย์แบบนี้ 500 ชาติ) พอวันที่ 8 ก็ระลึกได้ว่าเป็นวันอุโบสถ จึงได้บ้วนปากสมาทานศีล ด้วยบุญก็ได้มีนางเมขลาผู้ดูแลรักษาสมุทร เพิ่งกลับมาจากการประชุมเทวดานางฟ้าผ่านมา จึงมาช่วยอุ้มพระมหาชนกไปไว้ที่พระราชอุทยานในเมืองมิถิลานคร

เมื่อพระเจ้าโปลชนกเสด็จสวรรคตได้เจ็ดวัน พระองค์ทรงมีพระราชธิดาหนึ่งพระองค์ ราชบริพารจึงได้ประกาศให้มีการคัดเลือกพระราชาองค์ใหม่ แต่ก็ไม่มีผู้ที่มีคุณสมบัติ จนต้องอธิษฐานเสี่ยงทานโดยใช้ราชรถไปเกยกับผู้ใดก็จะอันเชิญผู้นั้นขึ้นครองราชย์ ราชรถก็ไปแล่นรอบพระที่พระมหาชนกนอนพักอยู่สามรอบแล้วก็หยุด เหล่าอำมาตย์ก็ให้มีการประโคมดนตรี แต่พระมหาชนกก็ทำเป็นไม่พระสนใจ อำมาตย์จึงเข้าไปเปิดดูปลายเท้า แล้วอุทานขึ้นว่า “อย่าว่าแต่เมืองมิถิลานครเลย ทั้ง 3 โลกบุคคลนี้ก็ปกครองได้” จึงได้อันเชิญพระมหาชนกขึ้นครองราชย์

พระราชธิดาจึงประสงค์จะทดลองปัญญาของพระมหาชนก จึงได้ทูลเชิญให้ไปเข้าเฝ้า แต่พระมหาชนกก็ทำเป็นไม่สนใจ ถึงถึงสองครั้ง เมื่อถึงเวลาอันสมควรจึงได้เสด็จไปสู่เรือนหลวง พระธิดาจึงเสด็จมารับถึงบันได้ ยื่นมือให้พระมหาชนกจับแล้วนำเสด็จเข้าไปภายใน พระมหาชนกจึงรับสั่งถามปุโรหิตว่า “ก่อนที่พระเจ้าโปลชนกจะสวรรคตได้ ตรัสรับสั่งอะไรไว้บ้าง” อำมาตย์จึงทูลว่า ผู้ที่จะมาครองราชย์ต้องทำให้พระราชธิดาพอใจจะยกราชสมบัติให้ ข้อนี้ไม่มีปัญหาเพราะพระราชธิดาได้ยื่นมือให้จับแล้วนำมาในเรือนหลวงแล้ว ประการที่สองให้บอกว่าบัลลังก์สี่เหลี่ยม ว่าที่ใดเป็นปลายเท้าและทางใดเป็นทางศรีษะ พระองค์ก็ถอดปิ่นจากศรีษะส่งให้พระราชธิดา นางก็รับปิ่นแล้วนำไปวางไว้บนบัลลังก์ด้านศรีษะ ประการที่สามให้ดึงสายธนูที่ต้องใช้คนถึง 1000 คนดึง พระมหาชนกก็ดึงได้อย่างง่ายดาย ประการที่สามคือค้นหาขุมทรัพย์ทั้ง 16 แห่ง ประกอบไปด้วยคำปริศนา 16 ประการ ตัวอย่างเช่น ขุมทรัพย์ที่หนึ่งอยู่ทางตะวันขึ้น พวกอำมาตย์ทั้งก็ไปขุดที่บริเวณทิศตะวันออกของเมืองก็ไม่พบ แต่พระมหาชนกก็ปริศนาถูกโดยชี้ไปที่จุดที่ปัจเจกโพธิ์สัตว์มารับบิณบาตรกับพระราชาองค์ก่อนเป็นประจำ เป็นต้น เมื่อพบขุมทรัพย์ทั้งหมด ก็จัดสร้างโรงทานขึ้น 6 แห่ง คือ กลางเมือง ประตูเมืองทั้ง 4 ทิศ และประตูพระราชนิเวศน์

หลังจากนั้นพระมหาชนกก็ให้คนไปรับมารดามาจากเมืองกาลจัมปา พร้อมให้รางวัลแก่ท่านอาจารย์ที่ดูแลท่านและมารดา พระองค์ได้แสดงตนว่าที่แท้จริงแล้วเป็นพระโอรสของพระเจ้าอริฏฐาชนก พระองค์ทรงปรารถถึงความเพียรที่ตนได้กระทำ จนได้สำเร็จดังเป้าหมายที่ตั้งไว้ เสวยราชสมบัติจนกระทั่งมีพระโอรส พระนามว่า ฑีฆาวุ เมื่อเจริญวัยจึงได้แต่งตั้งให้เป็นอุปราช

วันหนึ่งมีพนักงานอุทยานได้นำเอาพืชพันธุ์มาถวาย จึงทรงเสด็จประพาสอุทยาน ที่ทางเข้าอุทยานได้เจอต้มมะม่วงอยู่ต้นมีลูกดกเต็มต้น จึงได้เด็ดมะม่วงมาผลหนึ่งมาเสวย แล้วเข้าไปประพาสพระอุทยานจนถึงเพลาเย็น ก็เสด็จออกมา กลับพบว่าต้นมะม่วงที่พบเมื่อเช้ากลับไม่มีผลมะม่วงเหลือเลย ทั้งยังมีกิ่งหักตกอยู่รอบต้น จึงตรัสถามเจ้าหน้าที่ ก็ทราบว่าเมื่อพระราชาเก็บมะม่วงไปแล้ว ประชาชนทั้งหลายก็ได้พากันมาเก็บไปกิน ทำให้กิ่งก้านแต่หักในสภาพนี้ จึงดำริว่า ถ้าต้นมะม่วงไม่มีลูก ก็คงไม่ตกอยู่ในสภาพนี้ ดังเราถ้าไม่มีราชสมบัติก็คงไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาทำร้าย แล้วเสด็จกลับวัง ทรงระลึกถึงคำพูดของนางเมขลาว่า หากพระองค์ยังไม่แสดงธรรม ก็จะยังไม่สามารถบรรลุมรรคาได้

พระองค์จึงทรงตั้งสถาบันการศึกษาชื่อ ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย หลังจากนั้นพระมหาชนกก็เก็บตนอยู่ในปรางปราสาทบำเพ็ญสมณธรรมโดยห้ามผู้ใดมารบกวน เมื่อบำเพ็ญอยู่ในปราสาทนาน ๆ ก็คิดอยากจะไปบำเพ็ญอยู่ในป่า เพื่อในพระราชวังมีเสียงอื้ออึง ไม่สงบ จึงได้ปลงเกสา พระมัสสุ นุ่งห่มผ้ากาสาวาวะ เสด็จประทับอยู่ในปราสาท ตั้งใจว่ารุ่งเช้าจะเสด็จออกไปในป่า

ในวันนั้นพระนางสีวลีมเหสีคิดว่า ไม่ได้เจอพระมหาชนกเป็นเวลานั้น 5 เดือนเป็นกำหนด จึงได้เสด็จมาหา ระหว่างทางได้สวนทางกับพระปัจเจกโพธิพระองค์หนึ่ง แล้วก็เสด็จไปเฝ้าพระราชา กลับไม่พบ แต่ก็รู้ได้ทันทีว่า พระปัจเจกโพธิที่สวนทางไปเป็นพระมหาชนก เพื่อได้เห็นพระเกสาที่ปลงทิ้งไว้ จึงไล่เสด็จตาม จนทัน กราบทูลเชิญเสด็จกลับก็ไม่เป็นผล จึงได้คิดอุบายทำทีว่าเมืองจะถูกไฟไหม้ พระมหาชนกก็หาสนใจไม่ บุคคลเหล่านั้นก็ตามเสด็จมาเรื่อย ๆ พระองค์จึงได้ทำการขีดเส้นห้ามมิให้ผมใดตามมา แต่พอเส้นลบเลือนไป บุคคลทั้งหลายก็ติดตามมาดังเดิม จนถึงเมืองถุนันนคร ปรากฏมีสุนัขตัวหนึ่งขโมยคาบเนื้อมา วิ่งมาเจอพระมหาชนกก็ตกใจคายก้อนเนื้อนั่นลง เห็นว่าไม่มีเจ้าของแล้วพระมหาชนกก็ทรงเก็บใส่ไว้ในบาตร และทรงเสวย ทำให้ชาวเมืองทั้งหลายและพระมเหสีเข้าใจแล้วว่าพระองค์มิได้ห่วงราชสมบัติโดยแท้จึงพากันกลับไป คงเหลือแต่พระมเหสีได้ติดตามต่อไป

พระองค์เห็นเด็กหญิงคนหนึ่งมือข้างหนึ่งใส่กำไลสองเส้น ก็เกิดเสียงกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งตลอดเวลาที่เคลื่อนไหว ท่านจึงคิดว่า สตรีเป็นมลทินของพรมจรรย์ ควรจะให้พระสิวลีแยกทางไปเสียเมื่อถึงทางสองแพร่งจึงบอกกับนางว่า จงแยกทางไปเสียเถิด อย่าเรียกเราว่าสามีอีกเลย พระนางจึงเลือกไปทางซ้าย เมื่อพระมหาชนกเสด็จไปแล้ว จึงได้กลับพระราชฐานแล้วอภิเษกพระราชโอรสขึ้นครองราชย์และออกมาบำเพ็ยสมณธรรมในป่า ตราบจนสิ้นชีพแล้วไปบังเกิดเป็นพรหมทั้งสองพระองค์

ท้าวสักกเทวราช ได้มาเกิดเป็นภิกษุชื่ออนุรุทธะ
ทิศาปาโมกขพราหมณ์ ได้มาเกิดเป็นภิกษุชื่อกัสสปะ
นางเทวธิดามณีเมขลา ได้มาเกิดเป็นภิกษุณีชื่ออุบลวรรณา
พระนารทมหามุนีในครั้งนั้น ได้มาเกิดเป็นภิกษุชื่อสารีบุตร
พระมิคาชินมหาดาบส ได้มาเกิดเป็นภิกษุชื่อโมคคัลลานะ
นางกุมาริกา ได้มาเกิดเป็นนางเขมาภิกษุณี
ช่างศร ได้มาเกิดเป็นภิกษุชื่ออานนท์
นางสีวลี ได้มาเกิดเป็นชนนีแห่งราหุลกุมาร
ทีฆาวุกุมาร ได้มาเกิดเป็นราหุลกุมาร
พระชนกชนีทั้งสอง ได้มาเกิดเป็นพุทธบิดาและพุทธมารดา
มหาชนก ได้มาเกิดเป็นตถาคต


อภิญญา-พระเจ้าสิบชาติ-img_2821-jpg

ขอผลบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาดีแล้ว จงเป็นปัจจัยให้ท่านทั้งหลายเจริญในธรรม มีกำลัง มีความเพียรสามารถล่วงทุกข์ไปได้ด้วยเทอญ

นิพพานัง ปรมัง สุขขัง


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย นาคน้อย : 30-10-09 เมื่อ 11:09

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 13 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (20-09-10), พรรณวดี (25-05-09), พุทธรักษา (27-07-09), อภิญญา (23-07-09), ปาริฉัตรมณี (02-06-09), นิมมานรดี (14-06-09), เดชะบุญ (28-05-09), Gorn (29-12-09), leklek (12-09-09), Nuts (11-08-09), Rich (21-04-10), rossukon (27-12-10), suwaphat (27-07-09)
  #4  
เก่า 23-05-09, 11:05
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 3 สุวรรณสาม

หากข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์ และผู้มีคุณ ขอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้เถิด

ข้าพเจ้าขอน้อมอาราธนาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ องค์ อันมีสมเด็จพระองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรมพร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมด พรหม เทวดา ครูบาอาจารย์ ทั้งหลาย สืบ ๆ กันมาอันมีหลวงปู่ปานหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด

ข้าพเจ้าขอน้อมนำเอาเรื่องราวของการบำเพ็ญเมตตาปรมัตถบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันสมัยเสวยพระชาติเป็นสุวรรณสาม มาร้อยเรียงให้ท่านทั้งหลาย ดังต่อไปนี้

มีกุลบุตรผู้หนึ่งเป็นบุตรคนเดียวของเศรษฐีผู้หนึ่งมีทรัพย์สมบัติ 18 โกฏิ ในสาวัตถึนครฯ กุลบุตรผู้ที่เป็นรักใคร่ของบิดามารดามาก วันหนึ่งอยู่บนปราสาทเปิดสีหบัญชรแลดูในถนนใหญ่ เห็นมหาชนถือของหอมและดอกไม้ไปสูพระเชตวันวิหาร เพื่อต้องการสดับธรรมเทศนา จึงได้ติดตามและให้คนถือของหอมและดอกไม้ไปด้วย ได้ถวายผ้า เภสัช น้ำควรดื่มเป็นต้นแก่พระสงฆ์ และบูชาสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น กราบแล้วนั่งฟังเทศนา ก็เห็นอาทีนพโทษในกามทั้งหลาย จึงใคร่ของบวชในสำนักของพระศาสดา แต่ตถาคตยังไม่ทรงอนุญาติบวชให้ จนกว่าจะได้รับอนุญาติจากบิดามารดาก่อน กุลบุตรผู้นั้นจึงกลับไปขออนุญาติจากบิดามารดาก่อน แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธเพราะรักลูกมาก และอ้างเหตุผลว่าท่านทั้งสองแก่แล้ว จะไม่มีผู้ใดมาดูแล พอกุลบุตรผู้นั้นได้ยินดังนั้นก็เหมือนหัวใจแตกสลาย นั่งก้มศรีษะซบเซา ไม่บริโภคอาหารสิ้นเวลา 7 วันฯ พอบิดามารดาเห็นดังนั้นก็คิดกันว่า ถ้าบุตรเราไม่ได้บวชคงจะต้องตายไปเป็นแน่ ถ้าให้บวชอย่างน้อยเราก็ยังเห็นบุตรได้ แต่ถ้าไม่อนุญาติก็คงจะไม่ได้เห็นกันอีกเลย จึงตกลงกันอนุญาติให้บุตรของตนบรรพชาได้ กุลบุตรผู้นั้นได้ยินก็มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งก้มลงกราบเท้าบิดามารดา แล้วลาไปยังพระเชตวนาราม พระบรมศาสดาตรัสส่งให้ภิกษุรูปหนึ่งบวชกุลบุตรผู้นั้นเป็นสามเณร จำเดิมแต่สามเณรนั้นบวชแล้วลาภสักการะเป็นอันมากเกิดขึ้น เป็นที่ชื่นชมแก่พระอุปัชฌายะ เรียนธรรมอยู่ 5 พรรษา จึงดำริว่า เราอยู่ที่นี้เกลื่อนไปด้วยหมู่ญาติเป็นต้น หาสมควรแก่เราไม่ฯ จึงได้ออกไปธุดงค์อยู่ในป่าแห่งหนึ่ง

ท่านได้เจริญวิปัสสนาในที่นั้นพยายามอยู่ 12 ปี ก็ไม่สามารถยังธรรมวิเศษให้เกิดขึ้น ฝ่ายมารดาบิดาเมื่อกาลล่วงไปก็ขัดสนลง คนที่ประกอบการพาณิชย์ด้วยเห็นว่าไม่มีบุตรหรือพี่น้องจะโจทก์โทษจับกุมพวกตนได้ จึงได้หอบเอาทรัพย์สมบัติหนีไป แม้แต่ทาสในเรือนก็ถือเอาเงินทองหนีไปด้วย บิดามารดาทั้งสองก็ตกทุกข์ได้ยากถึงขั้นต้องขายปราสาทที่อยู่อาศสัย และไปอาศัยชายคาของชาวบ้านและเดินขอทานเพื่อเลี้ยงชีพ กาลนั้นก็มีภิกษุที่อยู่พระเชตวันเดินทางไปสูที่พระภิกษุกุลบุตรของเศรษฐีอนาถานั้น ก็เล่าเรื่องที่เศรษฐีเสื่อมทรัพย์ทั้งหลาย กลับกลายมาเป็นขอทานให้ฟัง ภิกษุกุลบุตรก็หลั่งน้ำตาเพราะสงสารบิดามารดาของตน จึงกล่าวแก่ภิกษุอาคันตุกะนั้นว่า ท่านทั้งสองเป็นบิดามารดาของเราเอง ท่านจึงคิดว่า เราพยายามสิ้น 12 ปี แล้วยังไม่สามารถยังมรรคผลให้เกิดได้ เราจะเป็นคนอาภัพ ประโยชน์อะไรด้วยบรรพชาเล่า เราจักเป็นคฤหัสถ์ เลี้ยงบิดามารดาและให้ทาน ก็จะมีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า คิดฉะนั้นแล้วก็มอบสถานที่อยู่ป่าให้แก่ภิกษุอาคันตุกระและเดินทางกลับไปยังกรุงสาวัตถึฯ มรรคาในที่นั้นมี 2 แพร่งฯ ทางหนึ่งไปยังพระเชตวัน ทางหนึ่งไปยังกรุงสาวัตถี ภิกษุรูปนั้นก็ยืนคิดอยู่ว่าจะไปทางใดก่อนดี ถ้าไปหาบิดามารดาก่อนซึ่งไม่ได้พบกันนานก็จริง แต่จำเดิมแต่นี้เราจักได้เฝ้าพระพุทธเจ้าได้ยาก วันนี้เราได้เฝ้าพระทศพลแล้วฟังธรรม รุ่งขึ้นจึงไปหามารดาบิดาแต่เช้า คิดฉะนี้แล้ว ละมรรคาไปเมืองสาวัตถี ไปสู่มรรคาไปพระเชตวัน



ก็วันนั้นสมเด็จพระศาสดาทอดพระเนตรสัตวโลกในปัจจุสมัย เห็นอุปนิสัยภิกษุผู้บุตรแห่งสกุลรูปนี้ฯ พระองค์จึงทรงพรรณาคุณแห่งบิดามารดาด้วยมารุโปสกสูตรในกาลเมื่อพระภิกษุนั้นมาถึง ภิกษุรูปนั้นได้สดับธรรมกถาอันไพเราะ จจึงรำพึงว่า เราได้คิดไว้ว่าจักเป็นคฤหัสถ์ อาจบำรุงปฏิบัติมารดาบิดา ก็พระบรมศาสดาตรัสว่า แม้ผู้เป็นบรรพชิตก็ทำอุปการะแก่มารดาบิดาได้ ถ้าเราไม่ได้มาเฝ้าพระบรมศาสดาก่อนไป จักเสื่อมจากบรรพชาเป็นแน่ ภิกษุรูปนั้นถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ก็ไปสูโรงสลาก รับภัตตาหารและยาคู และเดินทางไปสู่เมืองสาวัตถี ก็ได้พบกับบิดามารดาของตนนั่งอาศัยฝาเรือนของคนอื่นอยู่ จึงเข้าไปยืนใกล้ ๆ แต่ท่านทั้งสองไม่สามารถจำบุตรของตนได้ จึงกล่าวทักไป 2-3 รอบ จึงได้รู้ว่าภิกษุรูปนั้นเป็นบุตรของตน จึงรีบเข้ามากราบเท้าของภิกษุบุตรของตน และร้องให้ดีใจทีได้เห็นบุตรของตนอีกครั้ง ภิกษุผู้นั้นก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตา ร้องไห้ออกมาเช่นกัน ให้ยาคูแก่บิดามารดาของตน ต่อแต่นั้นมาภิกษุรูปนั้นก็บำรุงเลี้ยงบิดามารดาของตนเรื่อยมา โดยนำภิกษาหารที่บิณฑบาตรมาให้บิดาและมารดาของตน และไปเที่ยวบิณบาตรต่ออีกครั้ง ถ้าได้รับบิณฑบาตรมาก็บริโภค ไม่ได้ก็ไม่บริโภค เมื่อได้ผ้ามาก็ซักย้อมให้บิดามารดาตน แล้วนำผ้าเก่าของบิดามารดามาปะชุนแล้วนุ่งแทน กระทำอยู่เช่นนั้น จนตนดูซุบผอมจนเห็นเส้นเอ็น ผิวพรรณก็เสื่อมราศีลง จนภิกษุรูปสงสัยจึงถามว่าเพราะเห็นใดร่างกายท่านถึงแปลงไป ภิกษุรูปนั้นก็เล่าความเป็นไปให้ฟัง ภิกษุบางรูปได้ยินก็ไม่เห็นด้วยที่นำภิกษาหารที่ได้มาไปบำรุงแก่บิดามารดาผู้เป็นคฤหัสถ์ ภิกษุรูปนั้นได้ยินก็เกิดความละอาย ละกิจที่และทอดทิ้งบิดามารดาของตน ภิกษุที่ไม่เห็นด้วยนั้นก็นำความไปฟ้ององค์ศาสดา พระตถาคตจึงเรียกภิกษุกุลบุตรผู้นั้นมาตรัสถามว่า ได้ยินว่า เธอถือเอาของศรัทธาไทยไปเลี้ยงฆราวาสจริงหรือ ภิกษุรูปนั้นก็ตอบว่า จริงพระเจ้าข้า แล้วเป็นฆราวาสเหล่าใด ภิกษุรูปนั้นจึงทูลว่า เป็นบิดามารดาของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า สมเด็จพระโลกนาถเจ้าจึงกล่าวสาธุการ 3 ครั้ง ว่า ดีแล้ว ๆ เพื่อจะยังความอุตสาหะให้เกิดภิกษุนั้น จึงตรัว่า เธอสถิตอยู่ในมรรคาที่เราดำเนิน แม้เราเมื่อประพฤติบุรพจารยาก็ได้เลี้ยงบำรุงมารดาบิดา ภิกษุรูปนั้นได้ฟังพระพุทธภาษิตดังนั้นก็กลับได้ความยินดีเบิกบานในใจ บำเพ็ญมาตาปิตุปัฏฐานธรรมยิ่งขึ้นเสมอไป ลำดับนั้นสมเด็จพระพุทธเจ้า เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลวิงวอนให้ทรงประกาศบุรพจรรยาของพระองค จึงทรงนำมาซึ่งอดีตนิทาน ดังต่อไปนี้

ครั้งหนึ่งมีสหายรักใคร่กันอยู่คู่หนึ่ง ต่างก็ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้กัน ไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ ทั้งสองฝ่ายจึงตั้งใจไว้ว่า ถ้าฝ่ายใดมีบุตรชาย และอีกฝ่ายมีบุตรสาวก็จะให้แต่งงานกัน อยู่ต่อมาฝ่ายหนึ่งก็มีบุตรชายชื่อ “ทุกูลกุมาร” อีกฝ่ายมีบุตรสาวชื่อ “ปาริกากุมารี” เมื่อเติบใหญ่ ทั้งสองครอบครัวก็ได้ทำอย่างที่ตกลงกันไว้ แต่บุตรทั้งสองมิได้พึ่งปรารถนาในการออกเรือน เนื่องจากเกิดเป็นพรหมมาหลายชาติ แม้อีกฝ่ายมีผิวพรรณ และรูปร่างหน้าตาดีก็ตาม แต่พ่อแม่ทั้งสองก็จัดให้มีการแต่งงานจนได้ แต่ทั้งสองก็มิได้ประพฤติตนเช่นสามีภรรยา กลับปรารถนาจะออกบวชเหมือนกัน อ้อนวอนต่อบิดามารดาของทั้งสองฝ่ายเป็นเวลานาน ในที่สุดทั้งสองก็ได้รับอนุญาต จึงพากันไปสู่ป่าใหญ่ แล้วอธิษฐานออกบวช

ด้วยเมตตาอันมั่นคงของทั้งสอง ก็ทำให้เหล่าสัตว์ทั้งหลายในบริเวณนั้นมีเมตตาต่อกัน ไม่ทำร้ายกัน อยู่ร่วมกันอย่างสุขสำราญ ต่อมาวันหนึ่ง พระอินทร์เล็งเห็นว่าดาบสทั้งสองจะมีภัยในอนาคต จึงได้เสด็จลงมาตรัสบอกแก่ดาบสว่า “ ข้าพเจ้าเล็งเห็นว่า อันตรายจะพึ่งบังเกิดแก่ท่านทั้งสองในกาลข้างหน้า จึงให้ท่านทั้งสองมีบุตร จะได้ปรนนิบัตรในยามลำบาก” แต่ทุกุลดาบส กล่าวว่า “อาตมาบำเพ็ญพรตเพื่อความพ้นทุกข์ จะประพฤติอย่างชาวโลกทั่วไป จะมีบุตรได้อย่างไร” พรอินทร์จึงตรัสว่า “เพียงท่านเอามือไปลูบที่ท้องของนางปาริกา ดาบสินี นางก็จะตั้งครรภ์ ลูกในครรภ์จะเป็นผู้ดูแลท่านทั้งสองต่อไป” ดาบสทั้งสองก็ทำตามคำบอกของพระอินทร์ ปรากฏว่าดาบสินีได้ตั้งครรภ์ เมื่อคลอดบุตรออกมามีผิวพรรณงามดังทองคำบริสุทธ์ จึงได้ตั้งชื่อลูกว่า “สุวรรณสาม” ดาบสินีได้เลี้ยงดูสุวรรณสามด้วยความรัก จนเติบใหญ่อยู่ในป่านั้น มีสัตว์น้อยใหญ่เป็นเพื่อน สุวรรณได้สังเกตและจดจำสิ่งที่บิดามารดาปฏิบัติ เช่น การตักน้ำ หาผลไม้และอาหาร สุวรรณสามก็ได้ช่วยเหลือพ่อแม่ตามกำลังของตนเท่าที่จะทำได้ อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ดาบสและดาบสินีออกไปหาผลไม้ในป่า ได้มีฝนตกหนักทั้งสองจึงไปหลบฝนใต้ต้นไม้ใหญ่ ใกล้กับจอมปลวก โดยไม่รู้ว่าจอมปลวกมีงูพิษอาศัยอยู่ เมื่อน้ำที่ชุ่มอยู่ในมุ่นผมและเสื้อผ้า หยดไหลลงไปในรูที่งูอาศัยอยู่ งูก็ตกใจพ้นพิษร้ายออกมา โดนตาของทั้งสองคน ทำให้ดวงตามืดบอดไปทันที คล่ำหาทางกลับสูอาศรม อยู่ ณ บริเวณนั้น ทั้งนี้เนื่องด้วยกรรมที่ทั้งสองได้กระทำไว้ในชาติก่อน นั่นคือ ทั้งสองเกิดเป็นสามีภรรยากัน มีอาชีพเป็นหมดตา ได้ไปรักษาตาให้เศรษฐีคนหนึ่ง ด้วยความชำนาญดวงตาก็กลับมาดีเป็นปรกติ แต่เศรษฐีคนนั้นกลับบอกว่ายังไม่มองไม่เห็น ไม่ยอมให้ค่ารักษา ภรรยาจึงได้ให้สามีทำยาที่ทำให้ดวงตาบอดขึ้นมา แล้วบอกกับเศรษฐีต้องป้ายยาอีกครั้ง ด้วยคำเชื่อมั่นในฝีมือหมดเศรษฐีจึงได้ยอม ปรากฏว่าดวงตากลับมืดบอดไปอีกครั้ง ด้วยกรรมนี้ทำให้ทั้งสองต้องมาตาบอดในชาตินี้”

สุวรรณเมื่อไม่เห็นพ่อแม่กลับมาตามเวลา จึงได้ออกเดินตามหา พอได้เจอกับพ่อแม่ที่ตาบอด ก็ร้องไห้และหัวเราะออกมาในเวลาเดียวกัน พ่อแม่จึงได้ถามว่าทำไม สุวรรณสามจึงได้บอกว่า “ร้องไห้เพราะเสียใจที่พ่อและแม่ต้องมาตาบอด แต่ดีใจที่ต่อแต่นี้ไปจะได้ดูแลและปรนนิบัติพ่อแม่ ที่ได้เลี้ยงดูมา” สุวรรณสามจึงได้ทำเชือดผูกเป็นทางให้พ่อแม่ได้จับ ไปทำอะไร ๆ ได้สะดวกขึ้น ทุก ๆ วันสุวรรณสามจะไปตักน้ำที่ลำธารและไปหาผลไม้ในป่าพร้อมกันหมู่สัตว์ทั้งหลาย อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาแห่งกรุงพาราณสีพระนามว่า “กบิลยักขราช” ผู้ชอบการล่าสัตว์เป็นอันมาก ได้เสด็จออกมาล่าสัตว์ จนมาถึงบริเวณท่าน้ำที่สุวรรณสามมาตัก ได้เห็นหมู่สัตว์รายล้อมและสุวรรณก็มีผิวพรรณงามดังทองคำ จึงเกิดสงสัยว่าคนที่เห็นนั้นเป็นมนุษย์หรือเทพบุตร ครั้นจะออกไปทักก็กลัวว่าจะตกใจหนีไป จึงคิดที่จะยิงศรให้หมดฤทธิ์ก่อนแล้วเข้าไปสอบถาม เมื่อพระราชายิงศรอาบยาพิษออกไปโดนสุวรรณสามทะลุลำตัวจากซ้ายไปขวา สุวรรณสามล้มลงกับพื้น แต่ยังไม่ถึงกับตาย จึงได้เอ่ยออกมาว่า “เนื้อของเรากินไม่ได้ หนังของเราเอาไปทำอะไรก็ไม่ได้ คนที่ยิงเราเป็นใคร จะซ่อนตัวอยู่ทำไม” ถ้อยคำที่สุวรรรสามกล่าวออกไปอ่อนโยนและไพเราะ ก็ทำให้พระราชาแปลกพระทัย คิดว่า “หนุ่มน้อยนี่เป็นใคร โดนยิงล้มลง ยังกล่าววาจาที่อ่อนหวาน กลับไม่โกรธเคือง เราจะต้องแสดงตนออกมา” มีพระราชาแสดงตนออกมา ก็กล่าวว่า “เราชื่อกบิลยักขราช เป็นกษัตริย์แห่งกรุงพาราณสี แล้วเจ้าเป็นผู้ใด มาทำอะไรอยู่ในป่านี้” สุวรรณสามจึงตอบไปตามจริงว่า “ตนเป็นบุตรของดาบสชื่อสุวรรณสาม พระองค์ยิงข้าพเจ้าด้วยธนูพิษ เจ็บปวดสาหัส พระองค์ประสงค์สิ่งใดจึงยิงข้าพเจ้า” พระราชาไม่กล้าตอบคำจริง จึงได้ตรัสว่า จึงแสร้งตอบไปว่า “เราตั้งใจจะยิงเนื้อ แต่เจ้ากลับทำให้เนื้อตกใจหนีไปหมด เราจึงโกรธและยิงเจ้า” สุวรรณสามจึงกล่าวว่า “ เหตุใดพระองค์จึงตรัสอย่างนั้น สัตว์ทั้งหลายไม่เคยกลัว ไม่เคยหนีเตลิดข้าพเจ้า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนกับข้าพเจ้า” พระราชาได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกละอายใจ ที่ยิงผู้ที่ปราศจากคนผิด จึงตรัสว่า “ทั้งหมดเป็นคนโง่เขลาของเราเอง แล้วเจ้าอยู่กับใครในป่านี้” สุวรรณสามจึงตอบว่า “ข้าพเจ้าอยู่กับพ่อแม่ ซึ่งตาบอดทั้งคู่อยู่ที่ศาลาในป่านี้ ข้าพเจ้าทำหน้าที่ปรนนิบัติดูแล หาน้ำหาผลไม้ให้แก่ท่านทั้งสอง เมื่อข้าพเจ้ามาถูกยิง ใครจะเป็นผู้ดูแลพ่อและแม่ อาหารที่เตรียมยังมีพอสำหรับ 6 วัน แต่ไม่มีน้ำ พ่อแม่จะอยู่อย่างไร ความเจ็บปวดที่ถูกท่านยิงด้วยธนูยังไม่เจ็บปวดเท่ากับความรู้สึกเป็นห่วงพ่อและแม่ ตอนนี้พ่อแม่คงไม่เป็นข้าพเจ้าอีกแล้ว” สุวรรณสามจึงได้ร้องให้ด้วยความโศกเศร้ายิ่งนัก พระราชาจึงรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก รับอาสาจะดูแล ปรนนิบัติบิดาและมารดาของสุวรรณสามแทน ให้เหมือนดังที่สุวรรณสามกระทำ สุวรรณสามจึงรู้สึกดีใจ จึงบอกแก่พระราชาว่าที่พักอยู่ไม่ไกลจากที่นี้และฝากกราบลาพ่อและแม่ จากนั้นสุวรรณสามก็สลบไป ลมหายใจก็หยุดลง

พระราชาจึงได้นำน้ำที่สุวรรณสามตักไว้ ไปยังศาลาที่ดาบสและดาบสินีอยู่ ท่านทั้งสองก็รู้ได้ว่า บุคคลที่มาได้ใช่สุวรรณสามเพื่อเสียงเดินเท้าดัง ปรกติแล้วสุวรรณจะเดินแผ่วเบา พระราชาก็แสดงตนว่าเป็นกษัตริย์ ออกมาล่าสัตว์นะบริเวณนี้ ท่านทั้งสองก็ต้อนรับโดยนำเอาผลไม้มาให้เสวย พระราชาก็บอกความจริงว่า ขณะนี้สุวรรณสามได้สิ้นแล้ว ด้วยศรอาบยาพิษจากธนูของพระองค์ ต่อแต่นี้ไปพระองค์จะมาดูแลท่านดาบาทั้งสองแทนสุวรรณสาม ปาริกาดาบสินีก็ได้โกรธในตอนแรก แต่ก็ยับยั้งช่างใจคิดว่านี่คงเป็นกรรมเก่าตามให้ผล จึงได้ขอให้กษัตริย์พาไปยังศพของลูกชาย เมื่อมาถึงนางปริกาดาบสินีก็เข้าไปยกเท้าของลูกชายมาวางไว้ที่ตัก ส่วนบิดาก็ยกศรีษะมาวางไว้ที่ตัก ต่างร้องไห้คร่ำครวญเป็นที่น่าเวทนาเป็นอันมาก แต่พอมารดาไปแตะที่บริเวณอกของสุวรรณสามก็ปรากฏยังอุ่นอยู่ จึงได้อธิษฐานว่า “ สุวรรณเป็นคนที่มีเมตตา ประพฤติดีตลอดมา มีกตัญญูกตเวที ขอให้คำสัตยอธิษฐานทำให้พิษทั้งหลายจึงสลายตัวไป” พอจบคำอธิษฐานสุวรรณก็พลิกตัวไปทางซ้ายทีหนึ่ง บิดาก็ได้กระทำเช่นเดียวกัน สุวรรณสามก็พลิกตัวไปทางขวาทีหนึ่ง นางเทพธิดาวสุนธรีผู้ดูแลอยู่ ณ ป่าแห่งนั้นก็ตั้งกระทำเช่นเดียวกันอีกครั้ง สุวรรณสามก็ตื่นขึ้น พิษจากธนูก็หายไปด้วยสิ้น พระราชาจึงได้ตรัสว่าพระองค์ได้ถึงแล้วซึ่งแสงสว่าง จะกลับไปบำเพ็ญศีล ภาวนา และขอขมาลาโทษต่อสุวรรณสาม พระองค์ได้กระทำเช่นจึงสิ้นพระชนม์ ส่วนสุวรรณสามและบิดามารดา พอสิ้นแล้วก็ไปบังเกิดอยู่ในพรหมโลก

สมเด็จพระโลกนาถศาสดาทรงนำธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า แน่ะภิกษุทั้งหลายการเลี้ยงดูมารดาบิดาเป็นวงศ์ของบัณฑิตทั้งหลาย ตรัสฉะนี้แล้ว ทรงประกาศสัจธรรมทั้งสี่ ทรงประชุมชาดก ฯ ในกาลที่สุดแห่งสัจเทศนา พระภิกษุกุลบุตรผู้นั้นก็บรรลุพระโสดาบันปัตติผลฯ

พระราชาปิลยักษ์ในกาลนั้นก็มาเกิดเป็นภิกษุชื่ออานนท์
นางพสุนธรีเทวธิดาในกาลนั้นก็มาเกิดเป็นภิกษุณีชื่ออุบลวรรณา
ทุกูลบัณฑิตฤษี กลับชาติมาเกิดเป็นภิกษุชื่อมหากัสสป
นางปาริกาดาบสินี กลับชาติมาเกิดเป็นนางภัททกาปิลานี
สุวรรณสามบัณฑิต กลับชาติมาเกิดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อภิญญา-พระเจ้าสิบชาติ-img_2822-jpg


ขอบุญกุศลทั้งหลายที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาดีแล้ว ณ โอกาสนี้ ได้เป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้ามีกำลัง บำเพ็ญเพียร และสามารถช่วยเหลือผู้คนได้ โดยเฉพาะคนที่ข้าพเจ้ารัก

นิพพานัง ปรมัง สุขขัง

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย นาคน้อย : 30-10-09 เมื่อ 12:35

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 13 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (20-09-10), พรรณวดี (25-05-09), พุทธรักษา (27-07-09), อภิญญา (23-07-09), ปาริฉัตรมณี (02-06-09), นิมมานรดี (14-06-09), เดชะบุญ (28-05-09), Gorn (29-12-09), leklek (12-09-09), Nuts (11-08-09), Rich (21-04-10), rossukon (27-12-10), suwaphat (25-10-09)
  #5  
เก่า 25-06-09, 22:37
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 4 พระเนมิราช

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา


หากข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณพระรัตนตรัย และผู้มีคุณ ขอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์และผู้มีคุณทุกท่านได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ


ข้าพเจ้าขออารธนาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ อันมีสมเด็จพระองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม พร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมด ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย สืบ ๆ กันมา อันมีหลวงปู่ปาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด

ข้าพเจ้าขอน้อมนำเอาเรื่องราวของการบำเพ็ญอธิษฐานบารมีอันสูงสุดขององค์สมเด็จพระพุทธเจ้าโคดม สมัยครั้งเสวยพระชาติเป็นพพระเจ้าเนมิราช พระโพธิสัตว์ซึ่งนำมาร้อยเรียงให้ท่านสาธุชนผู้จำเริญทั้งหลายได้รับทราบกัน

วันหนึ่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุเป็นอันมาก เสด็จจาริกไปในอัมพวันั้นในเวลาเย็นทอดพระเนตรเห็นภูมิประเทศแห่งหนึ่งเป็นรัมณียสถาน ทรงใคร่จะตรัสบุรพจริยาของพระองค์จึงทรงแย้มพระโอษฐ์ให้เป็นเหตุ พระผู้เป็นเจ้าอานนทเถระกราบทูลถามเหตุที่ทรงแย้มพระโอษฐ์จึงมีพระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ภูมิประเทศนี้เราเคยอาศัยอยู่เจริญฌานในกาลเมื่อเราเสวยพระชาติเป็นมฆเทวราชา ตรัสเพียงนี้แล้วก็ทรงดุษณีภาพนิ่งอยู่ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลวิงวอนเพื่อให้ทรงแสดง จึงเสด็จประทับนั่ง ณ บวรพุทธาสนะที่แต่งตั้งไว้แล้ว ทรงนำเรื่องเป็นอดีตมา ดังต่อไปนี้

ในอดีตนานมากแล้ว มีวงศ์กษัตริย์อยู่วงศ์หนึ่ง มีสัจจอธิษฐานว่า หากวันใดที่กระเกศาเปลี่ยนปรากฏณ์เป็นสีขาว จะสละราชสมบัติให้กับพระราชโอรส แล้วออกบำเพ็ญเพียรในป่าตราบสิ้นอายุขัย มีอยู่วันหนึ่งพระโพธิ์เสวยพระชาติเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์ได้แลเห็นว่าวงศ์กษัตริย์นี้กำลังจะสิ้นสูญลงเพราะไม่มีพระราชโอรสมาสืบทอดพระราชประเพณี รวมทั้งพระองค์ก็กำลังจะสิ้นบุญครบกำหนดต้องลงไปเกิด จึงได้ไปเกิดเป็นพระโอรสของพระเจ้ากรุงมิธิลานครนี้ เมื่อพระองค์เจริญวัยเติบใหญ่ พระเจ้ากรุงมิธิลานครก็ปรากฏมีพระเกศาหงอก จึงได้สละราชสมบัติให้พระเนมิราชสืบไปตามพระราชประเพณี พระเจ้าเนมิราชปกครองชาวเมืองให้ดำรงอยู่ในศีลธรรม ชาวเมืองที่ตายไปก็ไปจุติเป็นเทวดานางฟ้าบนสวรรค์เป็นอันมาก

เทวดานางฟ้าเหล่านั้นก็มารำลึกถึงบุญคุณที่พระเนมิราชได้เคยสั่งสอนมาก็อยากจะเจอกับท่านก็เลยไปขอให้ท้าวสักกะ หรือพระอินทร์อันเชิญพระเนมิราชขึ้นมากล่าวธรรมบนสวรรค์ ท้าวสักกะก็อยากจะเจอพระเนมิราชเช่นกัน จึงได้มอบหมายให้มาลาตุรีเทพบุตรนำราชรถไปอันเชิญพระเนมิราชขึ้นมายังสวรรค์ เมื่อมาตาลีเทพบุตรกล่าวอันเชิญพระองค์ก็ทรงเสด็จ โดยกล่าวคำอำลาแก่ชาวเมืองและราชบริพาร ญาติพี่น้องทั้งหลายก่อน ก็เสด็จไปพร้อมเวชยันต์รถของมาตาลีเทพบุตร มาตาลีเทพบุตรก็ถามพระองค์ว่าก่อนจะไปสวรรค์อยากจะไปดูนรกก่อนหรือไม่ พระองค์มีรับสั่งให้ไปชมนรกก่อน ปรากฏว่าเป็นดินแดนที่มีแต่การทรมานสัตว์นรกทั้งหลายด้วยหลากหลายวิธี เช่น นรกขุมต้นงิ้ว มีชายหญิงวิ่งหนีสุนัขใหญ่และนายนิรบาล ปืนป่ายต้นงิ้วที่มีหนามยาว 16 นิ้ว นายนิรบาลก็จะนำเอาหอกทิ่มแทงให้ได้รับความทรมานจำต้องปืนขึ้นไปบนยอดต้นงิ้ว แต่บนยอดนั้นก็จะมีอีแร้งปากเหล็ก ก็จะจิกกินสัตว์นรกเหล่านี้แล้วคลายกระดูกลงเบื้องล่าง ก็กลับกลายมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง ก็จะวิ่งหนีสุนัขใหญ่ปืนต้นงิ้วมิรู้จบสิ้น


หนามงิ้วคมยิ่งกรด โดยโสฬสสิบหกองคุลี
มักเมียท่านมันว่าดี หนามงิ้วยอกทั้วตัว

หญิงใดใจมักมาก มันเล่นราดด้วยกามกล
ไปขึ้นงิ้วชัดเดี๋ยวดล ในไม้งิ้วกว่าพันปี

ต่อจากนั้นก็ไปเจอกับนรกขุมเหล็ก สัตว์นรกจะถูกเหล็กทับหัวบี้แบน วิ่งหนีภูเขาเหล็กที่เลื่อนมาทับเมื่อตายก็กลับฟื้นคืนมาให้ภูเขาเหล็กไล่ทับไม่มีวันจบสิ้น สัตว์นรกเหล่านี้เมื่อเป็นคนเป็นผู้พิพากษาทำการตัดสินไม่ยุติธรรม ตัดสินตามใจตน ตามเงินคอร์ปรับชั่น ต่อมาก็เจอกับเปรตที่มีปากเท่ารูเข็มกินอะไรไม่ได้ได้แต่ดูดน้ำหนองของตัวเอง มือใหญ่เท่าใบลาน ร่างกายสูงใหญ่ น่าสงสาร พอมาถึงเวลานี้พระอินทร์ก็แกล้งอายุของพระเนมิราชจะสิ้นก่อนในการดูนรกทั้ง 16 ขุม จึงได้ให้มหาชวนะเทพบุตรไปตาม



เมื่อพระเนมิราชเสด็จมาบนสวรรค์ได้แสดงธรรมให้เหล่าเทวดานางฟ้าทั้งหลายสิ้นเวลาไป 7 วัน ก็เสด็จกลับลงไปในโลกมนุษย์ปรากฏณ์ว่าเวลาในโลกมนุษย์ผ่านไปเกือบพันปีมนุษย์ ท่านก็ได้มาเล่าให้ฟังเกี่ยวนรกและสวรรค์ที่ไปมา ทำให้ชาวเมืองมีกำลังใจในการรักษาศีล ภาวนามากขึ้น จนกระทั่งพระองค์มีพระเกศางอก ก็สละราชสมบัติบำเพ็ญเพียรในป่าจนหมดอายุขัยของท่าน และได้ไปเกิดในสวรรค์ต่อไป

ท้าวสักกเทวราชาในครั้งนั้น กลับมาเกิดเป็นภิกษุชื่ออนุรุทธในกาลนี้
มาตลีเทพสารถีในครั้งนั้น กลับมาเกิดเป็นภิกษุชื่ออานนท์ในกาลนี้
กษัตริย์ 84,000 องค์ในครั้งนั้น กลับชาติมาเป็นพุทธบริษัทในกาลนี้
เนมิราชมหาสัตว์ในครั้งนั้น กลับชาติมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกาลนี้
อภิญญา-พระเจ้าสิบชาติ-img_2823-jpg

ขอโมทนาบุญอันประมาทมิได้ของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหมด ขอให้จิตของข้าพเจ้าได้เข้าถึงธรรมนั้น ตามความปราถนาด้วยเถิด มีพระนิพพานเป็นที่ไปในชาติปัจจุบันนี้เทอญ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย นาคน้อย : 30-10-09 เมื่อ 12:43

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 13 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (20-09-10), พรรณวดี (14-08-09), พุทธรักษา (27-07-09), อภิญญา (23-07-09), ปาริฉัตรมณี (26-06-09), นิมมานรดี (24-07-09), เดชะบุญ (27-06-09), Gorn (29-12-09), leklek (12-09-09), Nuts (11-08-09), Rich (21-04-10), rossukon (27-12-10), suwaphat (25-10-09)
  #6  
เก่า 10-08-09, 18:57
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 5 พระมหาโหสถบัณฑิต

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

หากข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณพระรัตนตรัย และผู้มีคุณ ขอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์และผู้มีคุณทุกท่านได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ

ข้าพเจ้าขออารธนาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ อันมีสมเด็จพระองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม พร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมด ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย สืบ ๆ กันมา อันมีหลวงปู่ปาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด

ข้าพเจ้าขอน้อมนำเอาเรื่องราวของการบำเพ็ญปัญญาบารมีขั้นสูงสุดขององค์สมเด็จพระพุทธเจ้าโคดม ครั้งยังเสวยพระชาติเป็นพระมโหสถโพธิสัตว์ ดังจะได้นำมาร้อยเรียงให้ท่านสาธุชนผู้จำเริญทั้งหลายได้รับทราบกัน แต่เนื่องจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันได้บำเพ็ญบารมีมาแบบปัญญาธิกะ พระชาติของพระมโหสถซึ่งเน้นหนักไปในการบำเพ็ญปัญญาบารมี จึงได้มีการบำเพ็ญเพียรอย่างเข้มข้น และมีเรื่องราวมากมาย จึงขออนุญาติเล่าเป็นตอน ๆ ไป เพื่อให้เหมาะสมกับการนำเสนอนะครับ

ครั้งนั้นวันหนึ่งภิกษุทั้งหลายประชุมกันสรรเสริญพระปัญญาบารมีของสมเด็จพระตถาคตเจ้า ณ โรงธรรมว่า ดูก่อนอาวุโส พระตถาคตเจ้าเป็นผู้มีพระปัญญาใหญ่มากมาย เร็วพลันลึกซึ้ง ดุจแผ่นดิน แหลม ว่องไว แทงตลอด ย่ำยีเสียซึ่งวาทะแห่งคนอื่น ทรงทรมานเหล่าพราหมณ์มีกูฏทันตะเป็นอาทิ เหล่าปริพาชกมีสัพภิยะเนอาทิ เหล่ายักษ์ทีอาฬวกะเป็นอาทิ เหล่าเทวดามีสักกเทวราชเป็นอาทิ เหล่าพรหมมีพกะเป็นอาทิ เหล่าโจรมีองคุลิมาลเป็นอาทิ ด้วยพระปัญญานุภาพของพระองค์ ทำให้เสื่อมสิ้นพยศ พระองค์ทรงทรมานชนเป็นอันมากประทานบรรพชาให้ตั้งอยู่ในมรรคผล สมเด็จพระบรมศาสดามีพระปัญญาให้ด้วยประการฉะนี้ สมเด็จพระโลกนาถเสด็จมาตรัสถามว่า แน่ะภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายนั่งประชุมสนทนาอะรกันในกาลนี้ ก็ถ้อยคำในระหว่างที่ท่านทั้งหลายหยุดกล่าวเสียเป็นเรื่องอะไร ครั้นภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบ จึงตรัสว่า ตถาคตมีปัญญาไม่ใช่แต่กาลนี้ ในกาลก่อนเมื่อญาณยังไม่แก่กล้า ประพฤติบุรพจริยาเพื่อประโยชน์แก่พระโพธิญาณ ก็เป็นผู้มีปัญญาแท้เทียว ตรัสฉะนี้แล้ว ทรงดุษณีภาพ ภิกษุเหล่านั้นทูลวิงวอนให้ตรัสพระพุทธจริยาประกอบด้วยพระปัญญา จึงทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย นาคน้อย : 30-10-09 เมื่อ 12:50

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 13 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (20-09-10), พรรณวดี (14-08-09), พุทธรักษา (20-08-09), อภิญญา (10-08-09), ปาริฉัตรมณี (11-08-09), นิมมานรดี (15-08-09), เดชะบุญ (22-08-09), Gorn (29-12-09), leklek (12-09-09), Nuts (11-08-09), Rich (21-04-10), rossukon (27-12-10), suwaphat (25-10-09)
  #7  
เก่า 19-08-09, 14:11
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระมโหสถ ตอนที่ 1

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

หากข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณพระรัตนตรัย และผู้มีคุณ ขอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์และผู้มีคุณทุกท่านได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ

ข้าพเจ้าขออารธนาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ อันมีสมเด็จพระองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม พร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมด ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย สืบ ๆ กันมา อันมีหลวงปู่ปาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด

ในกาลล่วงมานานแล้ว พระเจ้าวิเทหะเจ้าผู้ครองเมืองมิถิลา พระองค์มีบัณฑิตประจำสำนักจำนวน 4 คนได้แก่ เสนกะ ปุกกุสะ กามินทะและเทวินทะ คืนหนึ่งพระองค์ทรงนิมิตฝันเห็นที่มุมทั้งสี่ของเมืองมีกองไฟลุกอยู่ แล้วบังเกิดมีกองไฟเล็ก ๆ อยู่ลานตรงกลางแล้วค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นจนใหญ่กว่ากองไฟทั้งสี่ มีผู้คนมากมายเดินผ่านแต่ก็ไม่รู้สึกร้อนแต่ประการใด พระองค์ตกใจตื่นขึ้นมาด้วยกลัว พอตอนเช้าก็ได้ปรึกษากับบัณฑิตทั้งสี่ เกี่ยวกับความฝันนั้น เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายกับพระนคร แต่บัณฑิตทั้งสี่บอกว่า เป็นเหตุดีจะมีคนมีบุญญาธิการมาเกิดและเป็นบัณฑิตที่สามารถแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของชาวบ้าน แล้วมีบุญวาสนาสูงกว่าบัณฑิตอย่างพวกข้าพเจ้า

หลังจากนั้น 10 เดือน มโหสถบัณฑิตก็ได้คลอดจากครรถ์มารดา ในมือถือแท่งยาวิเศษออกมาด้วย เมื่อบิดาผู้เป็นเศรษฐีใช้รักษาอาการปวดที่เป็นมาตลอด 7 ปีก็หายสนิท ประชาชนที่ได้ยินข่าวก็พากันมารักษาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ก็หายสนิทเช่นกัน จึงได้ขนานนามว่า มโหสถ เศรษฐีบิดาก็ได้สืบถามหาเด็กที่เกิดวันเดียวกันกับมโหสถ ก็พบว่ามีถึง 1000 คน ได้ให้ความอุปการะเลี้ยงดูให้เป็นเพื่อนเล่นกันมโหสถ

เมื่อมโหสถอายุได้ 7 ขวบ ได้พาเพื่อนไปเล่น ของเล่นที่อยู่ข้างนอก พบว่าไม่สะดวกเพราะเวลาฝนตก เด็ก ๆ ก็วิ่งหลบฝน วิ่งชนกันหกล้ม หัวเข่าทะเลาะปอกเปรอะ ได้รับความเจ็บปวด แต่มโหสถมีกำลังดีกว่าเด็กคนอื่นจึงวิ่งหลบฝน หลบคน เข้าไปอยู่ที่ร่มใต้ต้นไม้ทันทุกที่ มโหสถจึงได้รวบรวมเงินจากเพื่อน ๆ คนละ 4 บาท รวมทั้งสิ้น 4000 บาทเศษ เพื่อสร้างศาลา เพื่อให้เป็นที่เล่นโดยไม่ต้องกลัวฝนอีกต่อไป

ลักษณะศาลาที่มโหสถออกแบบและควบคุมการสร้างด้วยตัวเอง ประกอบไปด้วย ห้องสำหรับคลอดลูกของคนยากจน 1 ห้อง ห้องสำหรับคนเดินผ่านไปมา 1 ห้อง ห้องสำหรับพ่อค้าที่มีที่เก็บสำภาระ 1 ห้อง และมีที่สำหรับทารกหนึงพันคนพักเวลาแดดร้อนจัดหรือฝนตก ภายในศาลาตกแต่งด้วยจิตรกรรมสวยงาม มโหสถเห็นว่ายังมีพื้นที่เหลืออีกมากมายจึงได้ให้ทำการขุดสระน้ำและปลูกปทุมไว้ เพื่อให้เป็นที่พักแก่ผู้ที่สัญจรผ่านไปมาแล้วเกิดกระหายน้ำ

มโหสถยังสามารถวินิจฉัยข้อคดีความต่าง ๆ ด้วยความยุติธรรม และไม่มีความผิดพลาดเลย ศาลาแห่งนั้นจึงได้กลายเป็นศาลฏีกาไปด้วยปริยายโดยมีมโหสถเป็นผู้พิพากษา จนเป็นที่เลืองลือไปในที่ต่าง ๆ

ขณะนั้นพระเจ้าวิเทหะทรงคิดได้ถึงสุบินนิมิตของพระองค์ และคำพยากรณ์ของนักปราชญ์ประจำราชสำนักทั้ง 4 ท่าน จึงได้ส่งคนออกตรวจดูทั้งสี่ทิศของเมือง เพื่อตามหาบัณฑิตที่พระองค์ทรงพระสุบินไว้ ในที่สุดก็ได้เจอศาลาและสระน้ำที่มโหสถสร้างไว้ และได้ยินกิตติศัพท์ของมโหสถ ก็นำความไปกราบทูลพระเจ้าวิเทหะ แต่บัณฑิตทั้งสี่เกรงจะสูญเสียลาภยศที่ได้ จึงได้ออกอุบาย ทูลพระราชายับยั้งไว้ ให้รอดูเวลาต่อไปก่อน

เรื่องในตอนนี้ก็เป็นอันจบลงเพียงเท่านี้ เป็นอันสรุปว่าพระเจ้าวิเทหะก็ยังไม่ทรงรับตัวมโหสถ แต่ส่งคนไปติดตามดูอย่างใกล้ชิด

ขอบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำในโอกาสเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้ามีกำลัง สามารถช่วยเหลือเหล่าหมู่คนและสัตว์ให้มีกำลังล่วงทุกข์ตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และมีนิพพานเป็นที่ไปในชาติปัจจุบันนี้เทอญ

นิพพานัง ปรมัง สุขขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 12 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (20-09-10), พรรณวดี (25-08-09), พุทธรักษา (20-08-09), อภิญญา (20-08-09), ปาริฉัตรมณี (20-08-09), นิมมานรดี (30-08-09), เดชะบุญ (22-08-09), Gorn (29-12-09), leklek (12-09-09), Rich (21-04-10), rossukon (27-12-10), suwaphat (25-10-09)
  #8  
เก่า 24-08-09, 16:13
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 5 พระมโหสถ ตอนที่ 2

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

หากข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณพระรัตนตรัย และผู้มีคุณ ขอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์และผู้มีคุณทุกท่านได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ

ข้าพเจ้าขออารธนาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ อันมีสมเด็จพระองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม พร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมด ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย สืบ ๆ กันมา อันมีหลวงปู่ปาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด
ตอนนี้ก็มาถึงตอนที่ 2 ของพระมโหสถ ซึ่งเนื้อเรื่องจะเป็นการแสดงปัญญาในการตัดสินความ ให้ความเป็นธรรมแก่หมู่ชนให้เป็นที่ประจักษ์ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงวัยเยาว์ก็ตาม

เรื่องที่ 1 ก้อนเนื้อ
วันหนึ่งมีเหยี่ยวคาบก้อนเนื้อบินผ่านมายังบริเวณที่พระมโหสถกับเพื่อน ๆ กำลังวิ่งเล่นสนุกสนานกัน พอเด็ก ๆ เห็นก็ต่างพากันอยากได้ก้อนเนื้อที่เหยี่ยวคาบอยู่ ก็พากันวิ่งไล่ โดยมองไปที่เหยี่ยว ไม่ได้มองไปที่พื้น ต่างพากันหกล้ม คลุกคลาน บาดเจ็บไปตาม ๆ กัน แต่พระมโหสถกลับวิ่งไล่เหยี่ยวโดยมองไปที่เหงาที่พื้น พอได้โอกาสก็ทำการตบมือ และตะโกนเสียงดัง จนเหยี่ยวตกใจคายก้อนเนื้อลง เด็ก ๆ ทั้งหลายเหล่านั้นก็พากันชื่นชมในปัญญาของพระมโหสถ ราชบุตรที่มาคอยเฝ้าสังเกตการณ์พระมโหสถก็นำเรื่องไปกราบทูลพระเจ้าวิเทหราช แต่อำมาตย์ทั้งสี่ก็ทูลยับยั้งไว้ ไม่ให้นำตัวมาเข้าเฝ้าเหมือนเช่นเคย


เรื่องที่ 2 วัว
วันหนึ่งมีชาวบ้านคนหนึ่งนำวัวของตนมากินหญ้า แต่ว่าแดดร้อนจึงเข้าไปหลบแดดใต้ร่มไม้แล้วเผลอหลับไป มีชายคนหนึ่งเดินผ่านมาไม่เห็นเจ้าของจึงได้จูงวัวตัวนั้นไป พอเจ้าของตื่นไม่เจอวัวก็เที่ยวตามหาจนเจอวัวของตนถูกโจรลักขโมยจูงอยู่ จึงได้เข้าไปทวง แต่โจรก็ไม่ยอม ทะเลาะกัน จนมีคนมามุ่งดูเต็มไปหมด สุดท้ายจึงพากันไปให้พระมโหสถตัดสินความ เมื่อทั้งสองยินยอมว่าจะยอมรับคำตัดสิน มโหสถจึงได้เรียกคนทั้งสองมาสอบถามทีละคน โดยถามว่า “วัวตัวนี้อ้วนถ้วนสมบรูณ์ดี ท่านให้อะไรเป็นอาหารหรือ” ชายคนแรกที่เป็นเจ้าของก็บอกว่า “ข้านั้นเป็นคนยากจน จะหาสิ่งใดมาให้วัวกินนอกจากหญ้าหามีไม่ ก็คงนำมาให้กินหญ้าเท่านั้น” ส่วนชายคนที่สอง กลับตอบว่า “วัวตัวนี้เลี้ยงมาอย่างดี ให้กินทั้งงา กินทั้งแป้ง บางครั้งก็ให้กินนมสด” พอได้ความจากทั้งคู่ มโหสถก็ให้คนนำน้ำมะยงมาให้วัวกิน วัวก็สำรอกเอาของที่กินไปออกมา ปรากฏว่ามีแต่หญ้า ความจริงจึงได้ปรากฏ โจรก็ยอมรับผิดและพอโจรได้ฟังโอวาทของมโหสถก็มีความคงมั่นในศีล เสร็จก็ถูกปล่อยตัวไป ราชบุตรก็นำความไปกราบทูลพระเจ้าวิเทหราช แต่ก็ถึงยับยั้งไว้เช่นเคย

เรื่องที่ 3 สร้อย
วันหนึ่งมีหญิงคนหนึ่งเดินทางผ่านมา มาเจอสระน้ำก็อยากจะลงไปอาบน้ำเพราะอากาศร้อน จึงได้ถอดผ้าแล้วสร้อยคอที่ทำด้วยด้ายถักหลากสีไว้ใกล้ฝั่ง ต่อมาก็มีหญิงคนหนึ่งเดินผ่านมาเห็นสร้อยก็อยากได้ จึงเข้าไปคุยกับเจ้าของว่าจะขอซื้อ แต่เจ้าของก็ไม่ขาย หญิงคนนั้นจึงได้นำสร้อยมาคล้องคอแล้วเดินหนีไปต่อหน้าต่อตา หญิงผู้เป็นเจ้าของจึงได้รีบตามไป แล้วก็ทะเลาะกัน จนชาวบ้านพากันมามุ่งดู จึงได้พากันไปให้มโหสถตัดสินความ มโหสถจึงได้ถามคำถามในเบื้องต้นก็พอจะทราบแล้วว่าใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง แต่เพื่อให้ประจักษ์แก่มหาชนทั้งหลายจึงได้นำสร้อยเส้นนั้นมาจุ่มลงในถังน้ำ แล้วถามว่า “สร้อยคอเส้นนี้ อบด้วยน้ำหอมอะไร” หญิงที่ขโมยก็นึกไม่ออกว่าอบด้วยอะไรเพราะไม่ใช้เจ้าของที่แท้จรึงจึงได้ตอบไปเพื่อเอาตัวรอดว่า อบด้วยกำยาน ส่วนหญิงที่เป็นเจ้าของตอบว่า “ข้าพเจ้ามีคนจน จึงได้แต่นำดอกประยงมาอบเท่านั้น” หลังจากนั้นมโหสถก็ให้คนที่มีความชำนาญในการเรื่องกลิ่น มาพิสูจน์ก็ได้ความว่าเป็นน้ำอบจากดอกประยงจริงๆ หญิงที่เป็นโจรขโมยก็ยอมสารภาพผิด และได้ฟังโอวาทของพระมโหสถ ตั้งมั่นในศีลแล้วก็ถูกปล่อยตัวจากไป หญิงที่เป็นเจ้าของก็ได้สร้อยคอคืน ราชบุตรก็นำความไปบอกแก่พระเจ้าวิเทหะ และก็ถูกยับยั้งไว้เหมือนเดิม

ขอบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาแล้ว ณ โอกาสนี้ เป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าและท่านทั้งหลาย มีกำลังกาย กำลังใจ ปฏิบัติตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ดีแล้ว ได้ล่วงทุกข์และมี
พระนิพพานเป็นที่ไปตามความปราถนาเทอญ

นิพพานัง ปรมัง สุขขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (20-09-10), พรรณวดี (25-08-09), พุทธรักษา (25-08-09), อภิญญา (27-08-09), ปาริฉัตรมณี (24-08-09), นิมมานรดี (30-08-09), เดชะบุญ (11-09-09), Gorn (29-12-09), leklek (12-09-09), Rich (21-04-10), rossukon (27-12-10)
  #9  
เก่า 25-08-09, 22:14
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 5 พระมโหสถ ตอนที่ 3

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

หากข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณพระรัตนตรัยและผู้มีคุณ ขอพระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์และผู้มีคุณทุกท่านได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ

ข้าพเจ้าขออารธนาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ อันมีสมเด็จพระองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรมพร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมด ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย สืบ ๆ กันมา อันมีหลวงปู่ปานหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด
ตอนนี้ก็มาถึงตอนที่ 3 ของพระมโหสถซึ่งเนื้อเรื่องจะเป็นการแสดงปัญญาในการตัดสินความให้ความเป็นธรรมแก่หมู่ชนให้เป็นที่ประจักษ์แม้ว่าจะอยู่ในช่วงวัยเยาว์ก็ตาม


ข้อพิพาษเรื่องลูก


หญิงคนหนึ่งอุ้มลูกเดินผ่านใกล้สระที่มโหสถขุดไว้ เนื่องด้วยอากาศร้อนอบอ้าว จึงได้วางลูกไว้บนผ้าริมสระน้ำแล้วตนเองก็ลงไปล้างหน้าล้างตา เพื่อคลายร้อน สักพักก็มีนางยักษณีผ่านเจอเด็กที่ริมสระน้ำเข้าก็เกิดความรู้สึกอยากจะกินเด็กคนนี้เป็นอาหาร จึงแปลงกายเป็นหญิงชาวบ้านแล้วเอ่ยถามนางผู้เป็นแม่ว่า “ เด็กคนนี้ หน้าตาน่ารักน่าชัง ขอให้ฉันได้อุ้มเถิด” หญิงผู้เป็นแม่ก็อนุญาติให้อุ้ม นางยักษณีก็อุ้มไปอุ้มมาสักพัก ก็เดินหนีไปเฉยๆ นางผู้เป็นแม่ตกใจก็รีบวิ่งเข้าไปแย่งลูกของตนกลับมา ก็เกิดเหตุการณ์ทะเลาะกันอีกครั้ง ชาวบ้านก็มามุ่งดูกันเช่นเคย หญิงทั้งสองก็ต่างอ้างสิทธิ์ว่าเป็นแม่ของเด็กคนนี้ เมื่อไม่มีใครสามารถตัดสินความได้ว่าใครถูกใครผิด จึงได้พากันไปให้มโหสถตัดสินความ เนื่องหญิงทั้งสองต่างบอกว่าตนเดินมาจากเมืองที่อยู่แสนไกล ครั้นจะนำพยานมายืนยันก็เป็นเรื่องยาก แต่มโหสถก็พอจะรู้ว่าใครเป็นแม่ที่แท้จริงโดยดูจากเครื่องแต่งกาย โดยหญิงผู้เป็นแม่จะแต่งกายเหมือนชาวบ้านทั่ว ๆ ไป แถมยังสะอื้นอยู่เป็นพัก ๆ ส่วนอีกคนแต่งตัวเรียบร้อย ไม่มีเคล้าของหญิงชาวบ้านเลย มโหสถจึงได้ออกอุบายให้ขีดเส้นตรงแบ่งเขตขึ้นหนึ่งเส้น แล้วให้วางเด็กไว้ที่เส้นตรงนั้น แล้วให้หญิงทั้งสองจับที่เท้าคนหนึ่ง จับที่หัวคนหนึ่ง ถ้าใครมีกำลังดึงเด็กให้พ้นเส้นขีดได้ก็ถือว่าชนะ หญิงผู้เป็นแม่ก็ไม่กล้าดึง แต่ก็ด้วยหวังจะได้ลูกคืนจึงยอมเข้าร่วมเงื่อนไข พอสัญญาณเริ่มต่างคนก็ต่างดึง จนเด็กเจ็บแล้วร้องให้หญิงผู้เป็นแม่ก็ปล่อยมือ แล้วยืนร้องให้ มหาชนทั้งหลายก็จึงได้รู้ว่าใครเป็นแม่ที่แท้จริง เพราะแม่จะไม่มีทางทำให้ลูกของตนเจ็บปวด แต่นางยักษณีก็ไม่ยอมรับการตัดสินความ จนมหาชนต่างมุ่งจะทำร้าย จึงได้ยอมรับการตัดสิน แล้วฟังโอวาทจากมโหสถให้ตั้งมั่นอยู่ในสุจริตธรรม แล้วก็ถูกปล่อยตัวไป ราชบุตรก็นำความไปทูลกับพระเจ้าเทวิราช แต่ก็ถูกยับยั้งไม่ให้รับตัวมโหสถไปถวายเช่นเดิม

ขอบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาแล้ว ณ โอกาสนี้เป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าและท่านทั้งหลาย มีกำลังกาย กำลังใจปฏิบัติตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ดีแล้วได้ล่วงทุกข์และมี
พระนิพพานเป็นที่ไปตามความปราถนาเทอญ

นิพพานัง ปรมัง สุขขังนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (20-09-10), พรรณวดี (25-08-09), พุทธรักษา (31-08-09), อภิญญา (27-08-09), ปาริฉัตรมณี (25-08-09), นิมมานรดี (30-08-09), เดชะบุญ (11-09-09), Gorn (29-12-09), leklek (12-09-09), Rich (21-04-10), rossukon (27-12-10)
  #10  
เก่า 26-08-09, 15:32
นาคน้อย
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default พระชาติที่ 5 พระมโหสถ ตอนที่ 4

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

หากข้าพเจ้าได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณพระรัตนตรัยและผู้มีคุณ ขอพระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์และผู้มีคุณทุกท่านได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ

ข้าพเจ้าขออารธนาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ อันมีสมเด็จพระองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรมพร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมด ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย สืบ ๆ กันมา อันมีหลวงปู่ปานหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นที่สุด
ตอนนี้ก็มาถึงตอนที่ 4 ของพระมโหสถซึ่งเนื้อเรื่องจะเป็นการแสดงปัญญาในการตัดสินความให้ความเป็นธรรมแก่หมู่ชนให้เป็นที่ประจักษ์แม้ว่าจะอยู่ในช่วงวัยเยาว์ก็ตาม

เรื่องชิงเมีย

คู่สามีภรรยาคู่หนึ่ง สามีชื่อ คโฬกาฬ เพราะตัวดำ ภรรยาชื่อ ทีฆตาลา ไปทำมาหากินอยู่ต่างถิ่นไกลจากบ้านพ่อแม่ เป็นเวลาถึง 7 ปี วันหนึ่งผู้เป็นสามีเกิดความคิดถึงพ่อกับแม่อยากจะกลับไปเยี่ยม จึงได้ขอให้ภรรยาของตนทอดขนมเพื่อเป็นของติดไม้ติดมือไปเยี่ยมที่บ้าน แต่ว่าภรรยากลับตอบปฏิเสธเนื่องบ้านเกิดนั้นอยู่ไกล และครอบครัวก็ยังขัดสนเงินทอง จึงให้สามีไปทำงานเก็บเงินก่อน แต่ด้วยความคิดถึงสามีก็ขอให้ภรรยายทอดขนมอีกครั้ง ก็ถูกปฏิเสธเหมือนเดิม แต่พอครั้งที่สามผู้เป็นภรรยาก็ยอมทอดขนมและเดินทางกลับไปเยี่ยมพ่อกับแม่
เมื่อทั้งสองเดินทางก็มาถึงแม่น้ำสายหนึ่ง จำต้องข้ามแม่น้ำสายนี้ไป แล้วเดินต่ออีก 2-3 วันก็จะถึงบ้านเกิด แต่เนื่องจากนายสามีเป็นคนตัวเตี้ยและไม่เคยใช้เส้นทางเส้นนี้ จึงไม่กล้าข้ามแม่น้ำไป เพราะเกรงว่าน้ำจะลึก (ทั้งที่จริง ๆ แล้วน้ำไม่ลึกมาก สามารถเดินข้ามไปด้วยเท้าได้) บังเอิญมีชายอีกคนเดินผ่านมา ชื่อ หลังยาว เนื่องจากเป็นคนตัวสูงและคงจะนอนเยอะจนหลังยาว นายเตี้ยจึงได้ทักและถามวิธีที่จะข้ามลำน้ำนี้ไป แต่นายหลังยาวกลับพอใจในตัวภรรยานายเตี้ย จึงออกอุบาย โกหกนายเตี้ยว่า ลำน้ำนี้ลึกและมีจระเข้ชุม คงจะข้ามไปไม่ได้ ปี ๆ มีคนต้องมาตายที่นี้ตั้งเยอะแยะ ทำให้นายเตี้ยกลัวและไม่กล้าข้ามไป แต่ตนเป็นคนตัวสูงสามารถอุ้มคนข้ามไปได้ แต่ได้ทีละคนเท่านั้น นายเตี้ยเกิดสงสัยขึ้นว่า ไม่กลัวจระเข้หรือ นายหลังยาวก็ตอบว่า จระเข้มันชินกับกลิ่นของนายหลังยาวแล้ว มันไม่ทำอันตรายหรอก แต่ถ้าเป็นนายเตี้ยซึ่งเป็นคนต่างถิ่น จระเข้มันจะรู้

นายเตี้ยจึงให้อุ้มภรรยาของตนข้ามน้ำไปก่อน นายหลังยาวก็ให้ภรรยาของน้ำเตี้ยขี่คอ แล้วเดินข้ามลำน้ำไป แล้วค่อย ๆ ย่อตัวลงให้นายเตี้ยเข้าใจว่าน้ำลึกขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่จริงแล้วน้ำไม่ได้ลึกขนาดนั้น ระหว่างทางก็พยายามลูบเข้งลูบขาภรรยาของนายเตี้ย จนภรรยาของน้ำเตี้ยกล่าวเตือนว่า ตนมีสามีแล้ว แต่นายหลังยาวก็ไม่หลุดกลับข่มขู่จะปล่อยให้เป็นอาหารของจระเข้หากนางขัดขืน พอถึงฝั่งอีกฟาก นายหลังยาวก็ทำการร่วมรักกับภรรยาของนายเตี้ย โดยนางไม่ขัดขืนแต่อย่างใด พอเสร็จภารกิจแล้ว ทั้งคู่ก็พากันเดินหนีไป นายเตี้ยเห็นดังนั้นก็ใจหายรีบวิ่งลงน้ำ แต่ก็ต้องวิ่งกลับเพราะกว่าจระเข้ แต่สักพักนายเตี้ยก็ยอมวิ่งข้ามน้ำไม่เกรงกลัวจระเข้ เพราะถามไม่มีภรรยาเขาก็คงจะอยู่ไม่ได้เช่นกัน ปรากฏว่าน้ำไม่ได้ลึกเลย นายเตี้ยวิ่งมาทันภรรยาของตนกับนายหลังยาว แต่ทั้งคู่กลับตอบว่า ไม่รู้จักนายเตี้ย นายเตี้ยก็พยายามยื้อ ฉุดภรรยาตนไว้ตลอด จนใคร ๆ ที่เดินสวนมาเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น จนมีคนมามุ่งดูเป็นจำนวนมากเช่นเคย จึงได้พาทั้งสามคนไปให้มโหสถตัดสินความ หาความจริงว่าใครกล่าวจริงกล่าวเท็จ

เมื่อทั้งสามคนตกลงจะยอมรับคำตัดสินของมโหสถ มโหสถก็ให้คนทั้งสามแยกออกจากไปอยู่คนละที่แล้วเรียกนายเตี้ยมาสอบถามก่อน โดยมโหสถถามว่า นายเตี้ย มีภรรยาชื่ออะไร มีใครเป็นพยานบ้าง พอนายเตี้ยตอบเสร็จ ก็เรียกนายหลังยาวมาสอบถาม แต่นายหลังยาวกลับตอบไม่ได้ เพียงแต่บอกว่า ทั้งสองชอบพอกัน ก็เลยตกลงเป็นสามีภรรยากัน พอนายหลังยาวตอบเสร็จ ก็เรียกภรรยาของนายเตี้ยมาตอบ ก็ปรากฏว่าไม่รู้ข้อมูลของนายหลังยาวเลย ประชาชนทั้งกลายก็เลยรู้ว่าใครเป็นคนถูก ใครเป็นคนผิด นายหลังยาวและภรรยาของนายเตี้ยก็ยอมรับสารภาพผิด โดยนางกล่าวว่า ตนถึงนายหลังยาวข่มขู่ นายหลังยาวก็เลยโดนชาวบ้านรุมทำร้าย ได้รับทุกขเวทนาเป็นอันมาก นายเตี้ยก็ได้ภรรยาคืน

ราชบุตรก็นำความไปกราบทราบพระเจ้าวิเทหะราช แต่อำมาตย์ทั้งสี่ก็กราบทูลยับยั้งไว้ดังเดิม โดยอ้างว่าปัญญาเพียงเท่านี้ยังไม่เป็นที่โดดเด่นมากพอ

ขอบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาแล้ว ณ โอกาสนี้เป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าและท่านทั้งหลาย มีกำลังกาย กำลังใจปฏิบัติตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ดีแล้วได้ล่วงทุกข์และมี
พระนิพพานเป็นที่ไปตามความปราถนาเทอญ

นิพพานัง ปรมัง สุขขังนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 12 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (20-09-10), พรรณวดี (01-09-09), พุทธรักษา (31-08-09), อภิญญา (27-08-09), ปาริฉัตรมณี (26-08-09), นิมมานรดี (30-08-09), เดชะบุญ (11-09-09), Gorn (29-12-09), leklek (12-09-09), Rich (21-04-10), rossukon (27-12-10), suwaphat (25-10-09)
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 00:33


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่