อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ประวัติพระ และบุคคลตัวอย่าง

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 20-08-10, 07:54
Banned Users
 
วันที่สมัคร: Dec 2009
ข้อความ: 1,241
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 11,432
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 9,185 ครั้ง ใน 9,185 ข้อความ
พลังบุญ: 0
Rich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished road
Smile พระมาลัย

สืบเนื่องจากทริปวันเข้าพรรษาที่ผ่านมา คณะพระธาตุฯได้จาริกบุญไปถึงวัดถ้ำมังกรทองที่จังหวัดกาญจนบุรี ได้พบพระพุทธรูปองค์หนึ่งที่หน้าถ้ำ พระงามมาก ในตอนแรกพวกเราชาวคณะคิดว่าท่านเป็นพระสีวลี แต่โยมอุปัฏฐากพระ(ที่วาดรูปมนุษย์โบราณ)บอกว่าเป็นพระมาลัย พวกเราได้สนทนาธรรมกันพอสมควรถามหาที่มาที่ไปถึงประวัติพระมาลัย แต่ยังหาคำตอบที่กระจ่างชัดไม่ได้ ฤทธิ์ชี่ได้ไปลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับพระมาลัยมาให้ซึ่งก็ได้คำตอบออกมาครับ แต่ข้อมูลนั้นมีมาจากสองแหล่งหลักๆและให้คำตอบที่แตกต่างกันออกไป ( แน่นอนว่าเป็นเรื่องว่าท่านเป็นพระอรหันต์หรือพระโพธิสัตว์ครับ ) อนึ่ง แหล่งข้อมูลที่ได้มาก็น่าเชื่อถือทั้งสองที่ ยังไงลองพิจารณากันดูเป็นอรรถธรรมประโยชน์ดูน่ะครับ รักษาธรรมจิต

พระมาลัย : วรรณกรรมท้องถิ่นที่เลือนหายจากสังคมพม่า
ชาวพม่ารู้จักพระมาลัยว่าเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง มีนาม ว่า เฉี่ยนมาแล (ia'N,k]c) เรื่องราวของพระมาลัยมีกล่าวไว้ในคัมภีร์พุทธศาสนานอกพระไตรปิฎก พบว่ามีทั้งที่เขียนเป็นภาษาบาลีและภาษาพม่า อย่างไรก็ตามชาวพม่าทั่วไปแทบไม่รู้จักเฉี่ยนมาแล ความรู้เกี่ยวกับเฉี่ยนมาแลจึงต้องศึกษาจากเอกสารโบราณ และเค้ามูลจากประเพณีของบางท้องถิ่นเท่านั้น
เรื่องราวของพระมาลัยในประเทศพม่ามีกล่าวถึงในแง่ของความเป็นมาและงานพิธี โดยบันทึกเป็นจารึก คำบอกเล่า และ สิ่งปลูกสร้าง จากหลักฐานด้านจารึกเผยให้ทราบว่าคัมภีร์มหาวงศ์(,sk;"l) เป็นคัมภีร์ที่กล่าวถึงเรื่องของเฉี่ยนมาแลไว้แรกสุด โดยพระมหานามะเถระ (,skok,g5iN) จากเมืองอนุรา (vO6ik1,bh) เกาะสิงหล ซึ่งมีการเรียบเรียงในราวปีพุทธศักราช ๖๐๐ หรือ ๘๐๐ ต่อมาในคริสตศักราชที่ ๑๘๗๘ พระจีแตเลทะสะยาดอ (dyutlcg]t5xNCikg9kN) แห่งเมืองชเวต่อง(gU­g9k'N1,bh) ได้แปลคัมภีร์อรรถกถามหาวงศ์นั้นออกมาเป็นภาษาพม่า และตั้งชื่อว่า มหาวงศ์วัตถุ (,sk;'N;9¶7 )
ในคัมภีร์มหาวงศ์วัตถุนั้นกล่าวถึง เฉี่ยนมาแล ว่า คือ พระมาลิ-ยะมหาเทวะอรหันต์มหาเถระ ซึ่งเป็นใหญ่ในบรรดาพระอรหันต์ ๕ รูป พระองค์ทรงออกบิณฑบาตรับข้าวยาคูและภัตตาหารจากกษัตริย์ทุฏฐคามณิ(m6D8j,Ib) แห่งเกาะสิงหล แล้วนำไปแจกจ่ายแก่สงฆ์ ๙๐๐ รูป ที่จำพรรษาอยู่ นอกจากนี้ยังพบเรื่องราวของพระมาลัยจากในคัมภีร์ รสวาหินี(il;jsbou)ที่พระรัฏฐปาละ(via'NiDxj])แห่งมหาวิหารวาสีแปลไว้เป็นภาษาบาลี
ในคัมภีร์รสวาหินีนี้ประกอบด้วยเรื่องเล่า ๑๐๓ บท ใน ๔๐ บทแรก กล่าวถึงเรื่องที่เกิดในชมพูทวีป ส่วนใน ๖๓ บทท้าย กล่าวถึงเรื่องราวที่เกิดในเกาะลังกาทีปสิงหล คัมภีร์รสวาหินีนี้ในประเทศพม่ารู้จักกันดีในชื่อว่า มธุรรสวาหินีวัตถุ(,T6iil;jsbou;9¶7) มธุรรสวาหินีวัตถุฉบับนี้เรียบเรียงในสมัยพุกามแต่ไม่ทราบชื่อผู้แต่ง และกล่าวกันว่าเป็นคัมภีร์ที่เขียนเป็นภาษาบาลีพม่า โดยแปลมาจากภาษาสิงหล ต่อมามีการแปลเป็นภาษาพม่า แต่มิได้กล่าวไว้ว่าเขียนเสร็จเมื่อไร อย่างไรก็ตามได้พบหนังสือฉบับคัดลอกหนหลังในปี ค.ศ.๑๗๗๓
ในคัมภีร์มธุรรสวาหินีได้กล่าวถึงพระมาลัยว่า พระมาลัยได้ไปปฏิบัติกรรมฐานในวัดป่าเวลิยวิหาร เกาะสิงหล วันหนึ่งเกิดอาพาธ เป็นโรคลมแน่นท้องจึงต้องออกบิณฑบาตข้าวยาคูมาเป็นยารักษาโรคจากอุบาสกผู้หนึ่ง และด้วยทิพยญาณว่าอุบาสกผู้นี้จะได้เป็นเทพในสวรรค์ชั้นดุสิต จึงพาอุบาสกผู้นั้นไปกราบไหว้พระธาตุจุฬามณีบนสรวงสวรรค์ เมื่อไปถึงสรวงสวรรค์อุบาสกผู้นั้นก็ได้พบหมู่เทพและได้พบพระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ และเมื่อกลับมาก็ได้บอกเล่าความสุขสบายในสรวงสวรรค์ให้ชาวบ้านทั้งหลายฟังจนชาวบ้านต่างมีจิตประกอบกุศลกันอยู่เนื่องๆ และในที่สุดอุบาสกผู้นั้นก็ได้ไปเกิดเป็นเทพนามว่า มเหสักกะ ณ สวรรค์ชั้นดุสิตนั้นต่อมาคัมภีร์มธุรรสวาหินีนั้นได้กลายมาเป็น เฉี่ยนมาแลวัตถุ (พระมาลัยวัตถุ) ซึ่งมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระมาลัยที่แตกต่างออกไป คือ พระมาลัยได้ไปจำพรรษา ณ หมู่บ้านโรหณชนบท เกาะสิงหล วันหนึ่งได้ไปยังเมืองนรกและสวรรค์ ขณะที่ไปในเมืองนรกได้พบเห็นชาวนรกที่ต้องทนทุกข์ทรมาน และเมื่อไปในสวรรค์ก็ได้พบกับเหล่าเทพผู้มีบริวารสมบูรณ์พร้อม โดยพระอินทร์เป็นผู้เล่าความเป็นมาของเทพเหล่านั้นให้ฟังว่าเคยได้ประกอบกรรมดีอันใด จึงส่งผลให้มาเกิดเสวยสุขในสรวงสวรรค์ นอกจากนี้พระมาลัยยังได้พบและสนทนากับพระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ และพระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ได้ฝากให้บอกชาวโลกให้ประกอบกุศลทำบุญและฟังธรรมเป็นนิจสิน เพื่อจะได้พบกับพระองค์ในภพหน้า เมื่อพระมาลัยกลับมายังโลกมนุษย์ก็ได้เล่าเรื่องราวต่างๆให้ชาวบ้านฟัง ชาวบ้านผู้เลื่อมใสจึงปฏิบัติกุศลและทำทานกันถ้วนหน้าในประเทศพม่านั้นได้พบเรื่อง เฉี่ยนมาแลวัตถุ หรือ พระมาลัยวัตถุจำนวนมาก ทั้งในรูปคำภีร์ใบลานและหนังสือบุด ในบรรดาเอกสารเหล่านั้นได้พบหนังสือใบลานพระมาลัยเก่าแก่ฉบับหนึ่งที่คัดลอกในปี ค.ศ.๑๖๖๘ สมัยพระเจ้าญองยาง(gPk'Ni,Nt) ตัวอักษรที่จารเป็นภาษาพม่าสมัยญองยาง โดยแปลมาจากภาษามคธ(บาลี) และมีอีกฉบับหนึ่งเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระมาลัย เขียนไว้ในปี ค.ศ.๑๗๖๑ กล่าวกันว่าเป็นฉบับที่แปลมาจากภาษาไทย อย่างไรก็ตามเนื้อหาของเรื่องจากใบลานเก่าแก่ ๒ ฉบับนี้ไม่มีความแตกต่างกัน ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๘๐๔ ของสมัยคอนบอง ได้มีการแต่งเรื่องพระมาลัยในรูปแบบกาพย์กลอนที่เรียกว่า ปโยะลีงกา(xyb7h]d§k) ในบรรดาพระมาลัยวัตถุที่เขียนเป็นกาพย์กลอนนี้ เฉี่ยนมาแลปโยะ(ia'N,k]cxy7bh)หรือ กาพย์พระมาลัย โดยกวีอูโน(FtO6bt)แห่งสมัยคอนบองนับเป็นงานที่เด่นมาก ในต้นยุคอาณานิคม ยังมีการพิมพ์พระมาลัยฉบับปโยะเผยแพร่เป็นจำนวนมาก แต่กลับมิได้ระบุชื่อผู้แต่งไว้ เพียงแต่กล่าวว่าได้เคยมีการจัดพิมพ์เฉี่ยนมาแลวัตถุไว้ฉบับแรกในโบราณทีปนี(gxjikImuxou) ฉบับที่ ๒ ซึ่งเขียนโดยสะยาเตง(CiklboNt) แห่งเมืองหม่อบี่(g,ak4u) จึงกล่าวได้ว่าในสมัยอาณานิคมนั้นเป็นช่วงที่มีการตีพิมพ์เรื่องเฉี่ยนมาแลวัตถุ(พระมาลัยวัตถุ)อย่างแพร่หลาย
นอกเหนือจากการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาและคำบอกเล่าเรื่องราวของพระมาลัยผ่านงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ในสังคมพม่ายังมีการกล่าวถึงความสำคัญของพระมาลัยต่อวิถีชีวิตชาวบ้านในรูปแบบต่างๆด้วย เช่น การจัดงานประเพณี การใส่บาตรพระมาลัย ตลอดจนการตั้งชื่อพระเจดีย์
การจัดงานประเพณีพระมาลัยนั้น มีชื่อเรียกภาษาพม่าว่า เฉี่ยนมาแล-บแว (ia'N,k]cx:c) งานเฉี่ยนมาแล-บแวนี้ เป็นงานประเพณีงานหนึ่งที่ชาวพม่าเคยรู้จักกันดี มีหลักฐานว่า ธรรมเนียมการจัดงานนี้มีสืบมาตั้งแต่สมัยพุกามจนถึงสมัยรัตนบุระอังวะ (i9okx6") และมีการกล่าวถึงการจัดงานเฉี่ยนมาแล-บแวไว้หลายแห่ง เช่นในจารึกตีงจีญ่องโอะ (l'NWdutgPk'Nv6xNgdykdN0k) ค.ศ.๑๒๐๑ กล่าวถึงการฟังธรรมเรื่องพระมาลัยในสมัยพุกามไว้ และในจารึกสมัยพุกามก็มีการกล่าวถึงเรื่องพระมาลัยควบคู่ไปกับพระเวสสันดร อีกทั้งในจารึกมิพญาจีชเวจอง(,b46iktWdutgU­gdyk'Nt) สมัยพระเจ้ามีงจีสวา(,'NtWdut0:k) แห่งกรุงอังวะ ค.ศ.๑๓๗๓ ได้จารึกไว้ว่า มีการฟังธรรมเฉี่ยนมาแลมาตั้งแต่สมัยพุกาม และยังกล่าวถึงการจัดงานเฉี่ยนมาแล-บแวว่าจัดกันอย่างยิ่งใหญ่ ส่วนในเมียนมามีงโอะโชะโป่งส่าตาน (e,oN,k,'Ntv6xN-y7xNx6"0k9,Nt-คำบันทึกการปกครองของกษัตริย์พม่า) ฉบับที่๕ ได้กล่าวไว้ว่า การจัดงาน เฉี่ยนมาแล นี้ เป็นงานประเพณี ๑ ใน ๓ งาน ที่จัดในเดือนตะส่องโมง หรือเดือน ๘ ของพม่า เป็นช่วงเดียวกับงานทอดกฐินและงานตามประทีปในระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน
นอกจากการจัดงานประเพณีแล้ว ในจารึกเกี่ยวกับปราสาทมหามุนี ก็ได้กล่าวถึงเรื่องการใส่บาตรเฉี่ยนมาแลซูน(ข้าวพระมาลัย)แด่พระสงฆ์ด้วย นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงการตั้งชื่อพระเจดีย์ว่าเฉี่ยนมาแล ดังพบในบทกลอนเจและกาพยา(gdyt]dNdryk) ซึ่งเป็นเพลงกลอนพื้นบ้านสมัยคอนบองได้กล่าวถึงพระเจดีย์ชเวมาแล(gU­,k]c46ikt) ที่เมืองซิ่งกู่(0fNhd^t)ไว้ว่า สาวชาวนาชักชวนคนรักไปยังพระเจดีย์ชเวมาแล เพื่อยกหินเสี่ยงทายว่าทั้งสองจะเป็นคู่ครองที่แท้จริงหรือไม่ และที่เมืองยะมีตีง(i,PNtl'Nt)มีพระเจดีย์เล็กๆ ๑ องค์ ชื่อว่า เฉี่ยนมาแล-พยา(ia'N,k]c46ikt) ที่พระเจดีย์มีป้ายติดไว้ว่าเป็นพระเจดีย์สมปรารถนา ในเดือนตะส่องโมง(เดือน ๘ พม่า)จะมีการจัดงานเฉี่ยนมาแล-บแว ชาวบ้านจะนำเครื่องบูชามาบูชาพระเจดีย์ ซึ่งเรียกว่า พันห้าอย่าง (g5k'N'jt]u) อันประกอบด้วย ประทีป ข้าว ดอกไม้ น้ำ และตุง
นอกจากนี้ยังพบพระนามของกษัตริย์ปรากฏในจารึกหลายพระองค์ อาทิ พระเจ้าอะลองสี่ตู(vg]k'Nt0PNl^) พระเจ้าช้างเผือกหงสาวดี(บุเรงนอง) และพระเจ้าโพด่อพญา(46btg9kN46ikt) ว่าได้ถวายที่ไร่ที่นาต่อพระเจดีย์ จึงอาจกล่าวได้ว่าพระเจดีย์ชเวมาแลนี้ได้สร้างมานับแต่สมัยพุกามแล้ว และก็มักจะจัดงานฉลองพระเจดีย์ในเดือนตะส่องโมงดังกล่าว
นอกจากนี้ยังพบพระเจดีย์เฉี่ยนมาแลที่เมืองมัณฑะเล ณ บริเวณด้านเหนือของพระเจดีย์มหามุนี (,sk,6ob46ikt) และในคันธกุฎีบนพระเจดีย์เฉี่ยนมาแลนั้นมีพระพุทธรูปองค์หนึ่ง นามว่า เฉี่ยนมาไลก์พญา (ia'N,k]6bdN46ikt) และมีการจัดงานฉลองเฉี่ยนมาแลเป็นประจำทุกปี โดยงานจะเริ่มในตอนบ่ายของวันเพ็ญเดือนตะส่องโมง จะมีคนขายดอกบัวที่ลานพระเจดีย์ และผู้คนที่มากราบไหว้เจดีย์ก็จะซื้อดอกบัวถวาย โดยบ้างก็ปักไว้ในแจกัน และบ้างก็โยนบัวขึ้นไปยังองค์พระเจดีย์เป็นที่สนุกสนาน แต่กลับไม่พบการเทศนาพระเวสสันดรชาดกและคำสวดพระมาลัย แม้แต่ทายกวัดก็ยังไม่รู้จักเรื่องราวเฉี่ยนมาแลวัตถุ จึงอาจกล่าวได้ว่าในปัจจุบันนี้ ชาวเมืองมัณฑะเลไม่ค่อยรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเฉี่ยนมาแลวัตถุกันนัก
ส่วนที่รัฐยะไข่(i-6b'NexPNopN)ก็พบว่าเคยมีธรรมเนียมการสวดพระมาลัยวัตถุและพระเวสสันดรชาดก โดยจะสวดทั้ง ๒ คาถาพร้อมกันในวันเดียวของวันเพ็ญเดือนตะดีงจู๊ต (เดือน ๗ ช่วงงานจุดประทีปและออกพรรษา) มีการจัดงานในบริเวณวัด และสร้างมณฑป ๑,๐๐๐ หลัง ในแต่ละมณฑปจะจัดวางของบริจาคอย่างละ ๑,๐๐๐ ชิ้น และในการอ่านพระมาลัยวัตถุและพระเวสสันดรชาดกจะจัดผู้อ่านผลัดเปลี่ยนกัน ในใบลานเฉี่ยนมาแลวัตถุที่พบที่เมืองยะไข่นั้นบอกปีไว้ว่าเป็นปี ค.ศ. ๑๙๒๔ เรื่องราวพระมาลัยในใบลานของยะไข่นั้นเหมือนกับเรื่องราวของเฉี่ยนมาแลวัตถุของพม่า ในปัจจุบันงานฉลองเฉี่ยนมาแลของยะไข่ไม่เป็นที่นิยมแล้ว
ส่วนในรัฐฉาน คนไทขึนในรัฐฉานมีธรรมเนียมอยู่ว่า หลังจากแต่งงานได้ระยะหนึ่งแล้ว ชีวิตครอบครัวจึงจะลงตัว เมื่อถึงเวลานั้นก็จะทำบุญด้วยการคัดลอกประวัติของพระมาลัย และเรื่องราวพระเวสสันดรชาดก จากนั้นจะเชิญเพื่อนบ้านให้มาฟังบทสวด หลังจากพิธีนี้แล้วจึงจะถือว่าครอบครัวใหม่นี้เป็นที่ยอมรับของสังคม พิธีการอ่านพระมาลัยวัตถุและพระเวสันดรชาดกนับเป็นที่แพร่หลายในรัฐฉาน
ส่วนทางตอนล่างของประเทศพม่า มีการจัดงานเฉี่ยนมาแลเช่นกัน โดยมีรูปแบบต่างออกไป คือจะจัดทำมณฑปเป็นรูปเรือใหญ่ที่เรียกว่า หล่อกา(g]akNdkt) เพื่อใช้เป็นที่จัดวางผลไม้ ขนม ตุงอย่างละ ๑,๐๐๐ เรือที่จัดทำขึ้นนี้มีความหมายเปรียบเสมือนแพนำสู่พระนิพพาน ชาวบ้านที่นี่เรียกงานฉลองนี้ว่า หล่อกาบแวด่อ(g]akNdktx:cg9kN) ตามชื่อของเรือ แต่บ้างก็เรียกว่า งานถ่องปยิบแวด่อ(g5k'NexPNHx:cg9kN) ตามชื่อเครื่องบูชาที่ถวายอย่างละพัน ในสารานุกรมพม่าได้กล่าวถึงการจัดงาน เฉี่ยนมาแลถ่องปยิบแวด่อ ทีเมืองพย่าโป่ง(zykx6")ในเดือนต่อตะลีง(เดือน ๖ ในช่วงประเพณีแข่งเรือของเดือนสิงหาคม-กันยายน) ส่วนในหมู่บ้านกะเหรี่ยงบริเวณริมแม่น้ำจะทำเรือหล่อกาฉลองในงานเฉี่ยนมาแลบแว แต่ในปัจจุบันไม่พบการจัดงานนี้แล้ว ส่วนที่เมืองตะนาวศรีก็มีการจัดงานเฉี่ยนมาแลบะแวเช่นกัน และที่เมืองมะริดก็มีการจัดงานวันเวสสันดร(g;ÊOµikgoh) มีการนิมนต์พระมาสวด ๓ วัน ๓ คืน ส่วนที่เมืองทวาย จะจัดงานเฉี่ยนมาแลบะแวด่อ หรือ เวสันดรบะแวด่อ อยู่เป็นประจำในทุกวันเพ็ญเดือนตะดีงจู๊ต(เดือน ๗ พม่า) โดยจะจัดเครื่องบูชาจำนวน ๑,๐๐๐ ชิ้น และมีการอ่านเฉี่ยนมาแลวัตถุ เมื่ออ่านจบจะมีการตีกังสะดาร เป่าหอยสังข์ และรำฟ้อนกันอย่างสนุกสนาน จากนั้นก็จะผลัดกันอ่านพระเวสสันดรชาดก ๑๔ บทจนจบในวันนั้น
จะเห็นได้ว่าการจัดงานพระมาลัยมีความเกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวของพระมาลัยวัตถุ และเรื่องราวของพระมาลัยก็ได้แพร่หลายไปทั่วประเทศพม่า เช่นเดียวกับประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพบว่าเรื่องราวของพระมาลัยวัตถุนี้มีการเสริมแต่งออกไปมาก เนื้อเรื่องจึงมีความแตกต่างไปจากเค้าเรื่องเดิมในตำราสิงหลรสวาหินี(มธุรรสวาหินี) ส่วนเนื้อหาของเรื่องพระมาลัยภูมิภาคนี้กลับไม่มีความแตกต่างกัน
พระมาลัยวัตถุนี้ในบางครั้งเคยมีการจัดทำเป็นภาคผนวกประกอบหนังสือใบลานเรื่องพระเวสสันดรชาดก ใบลานในลักษณะเช่นนี้มีพบในประเทศพม่าเช่นกัน อาทิ หนังสือใบลานที่พบในจังหวัดตะนาวศรี ลงปีที่คัดลอกไว้ว่า วันจันทร์ ที่ ๒ เดือนวาโส่(เดือน ๔ พม่า) ศักราช ๑๒๔๗ จะเห็นได้ว่าพระมาลัยวัตถุเป็นที่นิยมแพร่หลาย และมีการสืบต่อในรูปแบบที่หลากหลาย แต่ก็เป็นเรื่องราวที่มีความเกี่ยวข้องกับพระมาลัยวัตถุฉบับบาลีของศรีลังกา
ในประเทศพม่าช่วงศตวรรษที่ ๑๑ แห่งยุคพุกาม ได้พบตำราภาษาบาลีของนิกายเถรวาทที่สืบจากนิกายสิงหลมหาวิหารเป็นจำนวนมาก และในกลางศตวรรษที่๑๒ เป็นช่วงของความเจริญทางด้านวรรณกรรมภาษาบาลี และมีพระสงฆ์นิกายสิงหลอยู่มาก ดังในจารึก มีงจีสว่าชเวจองที่จารึกในปี ค.ศ.๑๓๗๔ และจารึกตีงจีญ่องโอะที่จารึกในปี ค.ศ.๑๒๐๑ ได้กล่าวถึงเรื่องการฟังธรรมพระมาลัยวัตถุ สิ่งนี้จึงเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าพระมาลัยวัตถุได้เป็นที่รู้จักกันดีในประเทศพม่ามาแล้วตั้งแต่ในสมัยต้นศตวรรษที่ ๑๓ และในศตวรรษที่๑๔ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันหากพูดถึง เฉี่ยนมาแล ชาวพม่าในเมืองใหญ่ๆมักไม่ทราบว่าเฉี่ยนมาแล คือใคร และเมื่อพูดถึงเรื่องพระเถระที่เดินทางไปยังนรกสวรรค์แล้ว พระโมคคลานะ(via'Ng,k8¤]koN) กลับเป็นที่รู้จักกันมากกว่าเฉี่ยนมาแล จึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษาว่าเพราะเหตุใดเรื่องราวของเฉี่ยนมาแลจึงได้เลือนหายไปจากความทรงจำของชาวพม่า

สามารถศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากหนังสือ แกะลอยพระมาลัยตาม Link ครับ
http://www.museum-press.com/customiz...-24533-1.html

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Rich ในข้อความนี้
Apinya (22-08-10), พรรณวดี (20-08-10), พุทธรักษา (26-08-10), ศิษย์โมคคัลลานะ (08-09-10), อภิญญา (20-08-10), จิตประภัสสร (20-08-10), ปาริฉัตรมณี (25-08-10), Drew (26-03-11), FaRuXue (01-10-10), Jira (18-08-12)
  #2  
เก่า 20-08-10, 08:15
Banned Users
 
วันที่สมัคร: Dec 2009
ข้อความ: 1,241
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 11,432
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 9,185 ครั้ง ใน 9,185 ข้อความ
พลังบุญ: 0
Rich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished roadRich is on a distinguished road
Smile พระมาลัย



พระมาลัยในนิกายมหายาน
地藏王菩萨 พระกษิติโพธิสัตว์ หรือพระมาลัย ท่านมีชื่อในภาษาบาลีว่า ksitigarbha ตามความเชื่อแบบมหายาน ท่านเป็นหนึ่งในแปดพระโพธิสัตว์ ที่ได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูง ถึงคุณธรรมของท่านที่มีความสงบไม่หวั่นไหว ดุจดั่งผืนแผ่นดิน และ ปัญญาไตร่ตรองอย่างละเอียดลึกซึ้งดุจแผนที่ขุมทรัพย์ จนเป็นที่มาของชื่อเรียกในภาษาจีนกลางว่า 地藏 (ตี้จั้ง)
地 di (ตี้) หมายถึง ผืนแผ่นดิน
藏 zang (จั้ง) มาจากคำเต็มว่า 宝藏 baozang (เป่าจั้ง) หมายถึง ขุมทรัพย์ ,ทรัพย์สมบัติ
ตามบันทึกเล่าประวัติของท่านว่า ตั้งแต่ในอดีตชาติอันนานแสนนาน ในสมัยพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ ได้มีสตรีนางหนึ่งที่เป็นเดียรถีร์ นางมีแม่ที่ไม่เคยเชื่อเรื่องศาสนา และการทำความดีใด ๆ เอาแต่ก่อกรรมทำเข็ญ เมื่อตายไปแล้ว ก็ได้ไปเสวยผลกรรมอยู่ในนรก , ต่อมานางเดียรถีร์ผู้นี้ ได้มีโอกาสเข้ามาศึกษาพระศาสนาพุทธ นางก็ระลึกถึงมารดาของนางขึ้นมาได้ นางก็ทราบด้วยปัญญาว่าบัดนี้ มารดาคงต้องตกนรกอยู่เป็นแน่ ด้วยความเป็นห่วง นางจึงจัดการขายบ้านเรือนและทรัพย์สมบัติ เพื่อนำมาสร้างกุศล หวังที่จะช่วยมารดาของตน จนในที่สุด จึงได้ตั้งมหาปณิธานที่จะช่วยเหลือสัตว์โลกทั้งหลาย ที่ยังอยู่ในห้วงวัฏสงสาร ต่อหน้าพระพุทธเจ้าในยุคนั้นว่า " ไม่ว่าในชาตินี้ หรืออนาคตชาติอันมากมายไม่มีประมาณ ข้าฯขอตั้งมหาปณิธานที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ ที่กำลังได้รับความทุกข์เข็ญ ด้วยผลกรรมใด ๆ ให้ได้พ้นจากห้วงทุกข์ ในนรก ได้ไปสู่สุขคติ และถึงพระนิพพานเป็นที่สุด . "
ด้วยอานิสงค์แห่งมหาปณิธานของท่าน จึงทำให้ท่านได้มาเป็นพระกษิติโพธิสัตว์ ซึ่งรักษามหาปณิธานของท่าน จนมาเป็นโศลกอันเลื่องลือประจำองค์ว่า
" จะโปรดสัตว์โลกจนหมดสิ้น เพื่อเป็นประจักษ์พยานแห่งพุทธะจิต
ตราบใดที่นรกยังไม่ว่าง สาบานว่าจะไม่ยอมบรรลุพระนิพพาน "
ด้วยมหาปณิธานอันนี้ จึงทำให้ท่านใช้ฤทธิ์ไปแสดงธรรมโปรดสัตว์นรก เปรต อสุรกายอยู่ในนรก เชื่อกันว่าในยามที่ท่านไปอยู่ในนรกนั้น ด้วยฤทธานุภาพและบุญญานุภาพของท่าน เป็นอานิสงค์ ให้สัตว์นรกที่กำลังต้องทัณฑ์ทรมานอยู่ ได้พ้นจากความทรมาณเป็นการชั่วคราว .
ตามความเชื่อทางมหายานนั้น ได้มีการบันทึกไว้ว่า พระศรีศากยมุนี ได้ไหว้วานขอให้พระกษิติโพธิสัตว์ ได้ช่วยสั่งสอนชี้แนะพระธรรมแก่สัตว์โลก ในภพภูมิทั้งหก คือ นรก , สัมภเวสี , อสุรกาย ,สัตว์เดรัจฉาน ,มนุษย์ และเทวดา ในช่วงที่เป็นรอยต่อ หลังจากพระศรีศากยมุนีได้ดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว และ พระศรีอาริยเมตไตรยังไม่มาโปรด.


อ่านดูและพิจารณาดูก็มีเค้ามูลความเป็นไปได้จากทั้งสองตำนานครับรวมทั้งรูปลักษณ์ท่านที่สร้างให้ถือร่ม,ตาลปัตรและการไปโปรดสัตว์ใน ยมโลก มนุษย์โลก เทวโลก ก็คล้ายกับท่านกษิติครรภ์โพธิสัตว์ครับ เหนือสิ่งอื่นใดท่านก็ขึ้นชื่อว่าเป็นพระผู้หนึ่ง พระผู้ซึ่งช่วยสรรพชีวิตให้มีดวงตาเห็นธรรม ไม่ว่าท่านจะเป็นพระอรหันต์สาวกก็ดี พระอรหันต์โพธิสัตว์ก็ดี ย่อมเป็นหน่อเนื้อพุทธวงศ์ร่วมสายโลหิตธรรม พวกเราผู้รักษาบุญและรักษาธรรมของพระย่อมเคารพรักท่านเหมือนความรักของบุตรต่อบิดาไม่แบ่งแยกว่าท่านจะเป็นอะไร ธรรมสวัสดีครับ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 12 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Rich ในข้อความนี้
Apinya (22-08-10), พรรณวดี (20-08-10), พุทธรักษา (26-08-10), มณีโชติ (22-08-10), ศิษย์โมคคัลลานะ (08-09-10), สุธัมมา (20-08-10), อภิญญา (20-08-10), จิตประภัสสร (20-08-10), ปาริฉัตรมณี (25-08-10), Drew (26-03-11), FaRuXue (01-10-10), Jira (18-08-12)
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 13:42


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่