อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ประวัติพระ และบุคคลตัวอย่าง

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 07-01-11, 10:28
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,131
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,848
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,950 ครั้ง ใน 77,950 ข้อความ
พลังบุญ: 56685
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile พระภัททชิมหาเถระ

พระศาสดาประทับนั่งอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ทรงปรารภอานุภาพของพระภัททชิเถระ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ปนาโท นาม โส ราชา ดังนี้
สมัยหนึ่ง พระศาสดาทรงจำพรรษาอยู่ในเมืองสาวัตถี ทรงพระดำริว่า จักสงเคราะห์ภัททชิกุมาร แวดล้อมแล้วด้วยหมู่ภิกษุสงฆ์ เสด็จจาริกถึงภัททิยนคร ประทับอยู่ในชาติยาวัน ตลอด ๓ เดือน ทรงรอคอยความแก่กล้าแห่งญาณของภัททชิกุมาร
ภัททชิกุมารนั้นมียศมาก เป็นบุตรคนเดียวของภัททิยเศรษฐี ผู้มีทรัพย์สมบัติประมาณ ๘๐ โกฏิ ภัททชิกุมารนั้นมีปราสาท ๓ หลัง สมควรแก่ฤดูทั้ง ๓ ภัททชิกุมารอยู่ในปราสาทหลังละ ๔ เดือน ครั้นอยู่ในปราสาทหลังหนึ่งแล้ว ก็แวดล้อมด้วยนางฟ้อนไปยังปราสาทอีกหลังหนึ่งด้วยยศใหญ่ ขณะนั้น พระนครทั้งสิ้นก็ตื่นเต้นกันว่า พวกเราจักดูสมบัติของภัททชิกุมาร ต่างผูกจักรและจักรซ้อน ผูกเตียงและเตียงซ้อนในระหว่างปราสาท
พระศาสดาประทับอยู่ตลอด ๓ เดือน ตรัสบอกชาวพระนครว่า เราจะไปก่อนละ ชาวพระนครกราบทูลนิมนต์พระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พรุ่งนี้ พระองค์จึงค่อยเสด็จไปเถิด แล้ววันที่สอง ตระเตรียมมหาทาน เพื่อภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน สร้างมณฑปที่ถวายทานท่ามกลางพระนคร ตกแต่งปูลาดอาสนะแล้ว กราบทูลให้ทรงทราบถึงกาลเวลา
พระศาสดาแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จไปประทับนั่งในมณฑปนั้น มนุษย์ทั้งหลายต่างได้ถวายมหาทาน พระศาสดาทรงกระทำภัตตกิจเสร็จแล้ว ทรงเริ่มอนุโมทนาด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ.
ขณะนั้น ภัททชิกุมารจากปราสาทหลังหนึ่งไปยังปราสาทหลังหนึ่ง วันนั้นไม่มีใครๆ ไปเพื่อต้องการดูสมบัติของภัททชิกุมารนั้น มีแต่คนของตนเท่านั้นห้อมล้อมไป ภัททชิกุมารจึงถามคนทั้งหลายว่า ในเวลาอื่น เมื่อเราจากปราสาทหนึ่งไปยังปราสาทหนึ่ง ชาวพระนครทั้งสิ้นตื่นเต้นต่างผูกจักรและจักรซ้อนเป็นต้น แต่วันนี้ นอกจากคนทั้งหลายของเรา ไม่มีใครๆ อื่นเลย เป็นเพราะเหตุอะไรกัน.
พวกบริวารกล่าวว่า ข้าแต่นาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปอาศัยนครนี้ ประทับอยู่ตลอด ๓ เดือน วันนี้จักเสด็จไป พระองค์ทรงทำภัตตกิจเสร็จแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่มหาชน ชาวพระนครทั้งสิ้นพากันสดับพระธรรมกถาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น.
ภัททชิกุมารนั้นกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงมา แม้เราก็จักฟังธรรม แล้วประดับด้วยอาภรณ์ทั้งปวงเข้าไปพร้อมด้วยบริวารใหญ่ ยืนฟังพระธรรมกถาอยู่ท้ายบริษัท ยังสรรพกิเลสทั้งหลายให้สิ้นไป บรรลุพระอรหัตอันเป็นผลชั้นเลิศ.
พระศาสดาตรัสเรียกภัททิยเศรษฐีมาแล้วตรัสว่า ดูก่อนมหาเศรษฐี บุตรของท่านประดับประดาตกแต่งแล้ว ฟังธรรมกถาได้ดำรงอยู่ในพระอรหัต เพราะฉะนั้น วันนี้ บุตรของท่านควรจะบรรพชา หรือควรจะปรินิพพาน.
ภัททิยเศรษฐีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กิจด้วยการปรินิพพานแห่งบุตรของข้าพระองค์ ย่อมไม่มี ขอพระองค์จงให้บุตรของข้าพระองค์นั้นบรรพชาเถิด พระเจ้าข้า ก็แหละครั้นให้บรรพชา ขอพระองค์จงพาบุตรของข้าพระองค์นั้น เข้าไปยังเรือนข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้เถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้ว พากุลบุตรเสด็จไปยังพระวิหารให้บรรพชาอุปสมบท. บิดามารดาของพระภัททชินั้นกระทำมหาสักการะ ๗ วัน พระศาสดาประทับอยู่ ๗ วัน ทรงพากุลบุตรเที่ยวจาริกไปถึงโกฏิคาม. มนุษย์ชาวโกฏิคามได้ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน.
ในเวลาเสร็จภัตตกิจ พระศาสดาทรงเริ่มอนุโมทนา ในเวลาที่ทรงทำอนุโมทนา กุลบุตรไปนอกบ้านคิดว่า ในเวลาพระศาสดาเสด็จมาเท่านั้น เราจึงจักลุกขึ้น แล้วนั่งเข้าฌานที่โคนไม้แห่งหนึ่งใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา ครั้นพระเถระที่แก่ๆ แม้จะมา ก็ไม่ออกจากฌาน ในเวลาพระศาสดาเสด็จมาเท่านั้นจึงได้ลุกขึ้น. พวกภิกษุปุถุชนพากันโกรธว่า พระภัททชินี้ท่าทีเหมือนบวชก่อน เมื่อพระมหาเถระมา แม้เห็นก็ไม่ลุกขึ้น.
ชาวโกฏิคามพากันผูกเรือขนาน พระศาสดาประทับยืนท่ามกลางสงฆ์ในเรือขนาน ตรัสถามว่า ภัททชิอยู่ที่ไหน? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า พระภัททชินี้ อยู่ที่นี้แหละ พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า มาเถิดภัททชิ จงขึ้นเรือลำเดียวกันกับเรา. พระเถระได้เหาะไปยืนอยู่ในเรือลำเดียวกัน. ครั้นในเวลาที่เรือแล่นไปกลางแม่น้ำคงคา พระศาสดาตรัสว่า ภัททชิ ปราสาทที่เธอเคยอยู่ครอบครองในควาวเป็นพระเจ้ามหาปนาท อยู่ที่ไหน. พระภัททชิกราบทูลว่า จมอยู่ในที่นี้ พระเจ้าข้า. พวกภิกษุปุถุชนพากันกล่าวว่า พระภัททชิเถระพยากรณ์พระอรหัต พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภัททชิ ถ้าอย่างนั้น เธอจงตัดความสงสัยของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย.
ขณะนั้น พระเถระถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ไปด้วยกำลังฤทธิ์เอานิ้วเท้าคีบจอมปราสาท ยกปราสาทอันสูง ๒๕ โยชน์ขึ้นแล้วเหาะขึ้นในอากาศ. ก็พระเถระเหาะขึ้นแล้วปรากฎแก่ชนทั้งหลายที่ยืนอยู่ภายใต้ปราสาท ประหนึ่งปราสาทจะพังทลายลงทับ. พระเถระนั้นยกปราสาทขึ้นจากน้ำ ๑ โยชน์ ๒ โยชน์ ๓ โยชน์ จนกระทั่ง ๒๕ โยชน์ ลำดับนั้น ญาติทั้งหลายในภพก่อนของพระเถระ บังเกิดเป็นปลา เต่า นาค และกบอยู่ในปราสาทนั่นแหละ เพราะความโลภในปราสาท เมื่อปราสาทลอยขึ้น ก็พลัดตกลงไปในน้ำตามเดิม พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นสัตว์เหล่านั้นตกลงไป จึงตรัสว่า ภัททชิ พวกญาติของเธอพากันลำบาก. พระเถระได้ฟังพระดำรัสของพระศาสดา จึงปล่อยปราสาท ปราสาทก็กลับตั้งอยู่ในที่เดิมนั่นเอง. ส่วนพระศาสดาเสด็จขึ้นจากแม่น้ำคงคา.
ลำดับนั้น ชนทั้งหลายพากันปูลาดอาสนะถวายพระศาสดา ณ ที่ฝั่งแม่น้ำคงคานั่นเอง. พระศาสดาประทับนั่งเปล่งพระรัศมี ณ บวรพุทธอาศน์ที่เขาปูลาดถวาย ประดุจพระอาทิตย์อ่อนๆ ฉะนั้น ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายทูลถามพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปราสาทนี้พระภัททชิเถระครอบครองอยู่ในกาลไร? พระศาสดาตรัสว่า ในกาลเป็นพระเจ้ามหาปนาทราช
แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล ในกรุงมิถิลา แคว้นวิเทหรัฐ ได้มีพระราชาพระนามว่า สุรุจิ. แม้พระโอรสของพระองค์ก็มีนามว่า สุรุจิ เหมือนกัน. แต่พระโอรสของพระเจ้าสุรุจินั้น ได้มีพระนามว่า มหาปนาท. พระราชาทั้ง ๓ พระองค์นั้น ได้ครอบครองปราสาทนี้.
ก็บุรพกรรมที่จะได้ครอบครองปราสาทนั้นมีว่า บิดาและบุตรทั้งสองได้สร้างบรรณศาลาเป็นที่อยู่ของพระปัจเจกพุทธเจ้า ด้วยไม้อ้อและไม้มะเดื่อ
เรื่องอดีตทั้งหมดในชาดกนี้ จักมีแล้วใน สุรุจิชาดก ในปกิณณกนิบาต.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว เป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งแล้วได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
พระเจ้ามหาปนาทนั้นมีปราสาทล้วนแล้วด้วยทอง กว้าง ๑๖ ชั่วธนูตก สูง ๑ พันชั่วธนูตก.
และปราสาทนั้นมีพื้น ๗ ชั้น ประดับด้วยธงอันล้วนแล้วด้วยสีเขียว มีนางฟ้อนรำ ๖ พันคน แบ่งออกเป็น ๗ พวกฟ้อนรำอยู่ในปราสาทนั้น
ดูก่อนภัททชิ เธอกล่าวถึงปราสาทนั้นซึ่งมีแล้วในกาลนั้น ในครั้งนั้น เราเป็นท้าวสักกะ ผู้รับใช้การงานของเธอ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยูโป แปลว่าปราสาท. บทว่า ติริยํ โสฬสุพฺเพโธ ความว่า โดยความกว้าง ได้มีความกว้าง ๑๖ ชั่วลูกศรตก. บทว่า อุจฺจมาหุ สหสฺสธา ความว่า โดยส่วนสูง ท่านกล่าวถึงความสูงประมาณระยะวิ่งไปของลูกศรชั่วพันลูก คือสูงประมาณ ๒๕ โยชน์ โดยการนับระยะวิ่งไปของลูกศรชั่วพันลูก ส่วนความกว้างของปราสาทนั้น ประมาณกึ่งโยชน์. บทว่า สหสฺสกณฺโฑ สตฺตเคณฺฑุ ความว่า ก็ปราสาทสูง ๑ พันชั่วลูกศรนี้นั้น มีชั้น ๗ ชั้น. บทว่า ธชาลุ แปลว่า พร้อมด้วยธง. บทว่า หริตามโย ได้แก่ ขลิบด้วยแก้วมณีเขียว. ส่วนในอรรถกถามีปาฐะว่า สหาลู หริตามโย ดังนี้ก็มี. อธิบายความปาฐะนั้นว่า ประกอบด้วยบานประตูและหน้าต่าง อันล้วนแล้วด้วยแก้วมณีเขียว. ได้ยินว่า บทว่า สห เป็นชื่อของบานประตูและหน้าต่าง. บทว่า คนฺธพฺพา ได้แก่ นางฟ้อนรำ.
บทว่า ฉ สหสฺสานิ สตฺตธา ความว่า นางฟ้อนรำ ๖ พันคน แบ่งเป็น ๗ พวก ฟ้อนรำอยู่ในที่ทั้ง ๗ แห่งของปราสาทนั้น เพื่อต้องการเพิ่มพูนความยินดีแก่พระราชา. นักฟ้อนรำเหล่านั้นแม้จะฟ้อนรำและขับร้องอยู่อย่างนี้ ก็ไม่อาจให้พระราชาร่าเริงพระทัย. ครั้งนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงส่งการฟ้อนรำของเทพให้ไปแสดงการเล่นมหรสพ คราวนั้น พระเจ้ามหาปนาททรงร่าเริง.
บทว่า ยถา ภาสสิ ภทฺทชิ ความว่า ก็เมื่อพระศาสดาตรัสว่า
ดูก่อนภัททชิ ปราสาทที่เธออยู่ครอบครองในคราวเป็นพระเจ้ามหาปนาทอยู่ที่ไหน
พระภัททชิเถระกราบทูลว่า จมอยู่ตรงที่นี้ พระเจ้าข้า
ได้เป็นอันกล่าวความที่ปราสาทนั้นบังเกิดแล้วเพื่อประโยชน์แก่ตน และความที่ตนเป็นพระเจ้ามหาปนาทในครั้งนั้น.
พระศาสดาทรงถือเอาคำกล่าวนั้นจึงตรัสว่า ดูก่อนภัททชิ เธอกล่าวโดยประการใด ดังนี้ ด้วยบทว่า เอวเมตํ ตทา อาสิ นี้ พระศาสดาตรัสว่า ข้อที่กล่าวอย่างนั้นได้มีแล้วโดยประการนั้นนั่นแหละ ในครั้งนั้น เราได้เป็นท้าวสักกะจอมเทวดาผู้รับใช้การงานของเธอในกาลนั้น.
ขณะนั้น ภิกษุปุถุชนทั้งหลาย ได้เป็นผู้หมดความเคลือบแคลงสงสัย.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
พระเจ้ามหาปนาท พระเจ้าปนาทะมีปราสาททอง กว้างโยชน์กึ่ง สูง ๒๕ โยชน์ มีชั้นพันชั้น
ร้อยพื้น สล้างสลอนไปด้วยธง แวดล้อมไปด้วยแก้วมณีมีสีเขียวเหลือง
ในปราสาทนั้น มีคนธรรพ์ประมาณ ๖ พัน แบ่งเป็น ๗ พวก พากัน
ฟ้อนรำอยู่
ในครั้งนั้น ได้เป็นพระภัททชิ ในบัดนี้
ส่วนท้าวสักกะ คือเราตถาคต ฉะนี้แล

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
  #2  
เก่า 07-01-11, 10:56
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,131
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,848
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,950 ครั้ง ใน 77,950 ข้อความ
พลังบุญ: 56685
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile สุรุจิชาดก

พระเจ้าสุรุจิ
พระศาสดา เมื่อทรงอาศัยพระนครสาวัตถี ประทับอยู่ ณ ปุพพาราม ปราสาทของมิคารมารดา ทรงพระปรารภพร ๘ ประการที่มหาอุบาสิกาวิสาขาได้รับ ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า มเหสี รุจิโน ภริยา ดังนี้.
เรื่องพิสดารมีว่า วันหนึ่ง นางวิสาขาฟังธรรมกถาในพระเชตวันวิหาร แล้วกราบทูลนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้ากับภิกษุสงฆ์ฉันเช้า แล้วกลับเรือน. พอล่วงราตรีนั้นมหาเมฆอันเป็นไปในทวีปทั้งสี่ยังฝนให้ตก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพวกภิกษุมา ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฝนตกในเชตวันอย่างใด ตกในทวีปทั้งสี่อย่างนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาเมฆกลุ่มสุดท้ายพึงเปียกกายเราได้ ขณะที่ฝนกำลังตก ก็เสด็จหายไปจากพระเชตวันกับพวกภิกษุด้วยกำลังฤทธิ์ ปรากฏที่ซุ้มประตูของนางวิสาขา.
อุบาสิกายินดีร่าเริงบันเทิงใจว่า อัศจรรย์นัก พ่อเจ้าพระคุณเอ๋ย พิศวงนัก พ่อมหาจำเริญเอ๋ย เพราะความที่พระตถาคตทรงมีฤทธิ์มาก ทรงอานุภาพมาก ในเมื่อห้วงน้ำเพียงเข่าก็มี เพียงเอวก็มีกำลังไหลไป เท้าหรือจีวรของภิกษุแม้รูปหนึ่งที่ชื่อว่าเปียกไม่มีเลยแหละ แล้วอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธองค์เป็นประมุข ได้กราบทูลข้อนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเสร็จภัตกิจแล้วว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอประทานพร ๘ ประการกะพระผู้มีพระภาคเจ้า พระเจ้าข้า.
ตรัสว่า วิสาขา พระตถาคตทั้งหลายผ่านพ้นพรไปแล้วละ.
กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พรใดๆ ควรแก่ข้าพระองค์ และพรใดๆ ไม่มีโทษ ข้าพระองค์ทูลขอพรนั้นๆ พระเจ้าข้า.
ตรัสว่า กล่าวเถิดวิสาขา.
กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอปรารถนาเพื่อจะถวายผ้าอาบน้ำฝนแก่ภิกษุสงฆ์ตลอดชีพ
ฯลฯ เพื่อจะถวายภัตแก่ภิกษุผู้มา
ฯลฯ ภัตแก่ภิกษุผู้จะไป
ฯลฯ ภัตรแก่ภิกษุไข้
ฯลฯ ภัตแก่ภิกษุผู้พยาบาลไข้
ฯลฯ ยาแก่ภิกษุผู้ไข้
ฯลฯ ข้าวยาคูประจำ เพื่อจะถวายผ้าอาบแด่ภิกษุณีสงฆ์.
พระศาสดาตรัสถามว่า วิสาขา เธอเห็นอำนาจประโยชน์อะไรถึงขอพร ๘ ประการกะพระตถาคต เมื่อนางกราบทูลอานิสงส์ของพร ๘ ปรการแล้ว ตรัสว่า ดีละ ดีละ วิสาขา เธอเห็นอานิสงส์เหล่านี้ ขอพร ๘ ประการ แล้วประทานพร ๘ ประการ ด้วยพระดำรัสว่า วิสาขา เราอนุญาติพร ๘ ประการแก่เธอ แล้วทรงอนุโมทนาเสร็จเสด็จหลีกไป.
อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อพระศาสดาเสด็จประทับอยู่ ณ ปุพพาราม
พวกภิกษุพากันยกเรื่องขึ้นสนทนาในธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย มหาอุบาสิกาวิสาขาแม้ดำรงในอัตภาพมาตุคามก็ยังได้พร ๘ ประการจากสำนักทศพล โอ! นางมีคุณมาก.
พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อกี้พวกเธอสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อพวกภิกษุพากันกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่วิสาขาได้รับพรในสำนักของเรา แม้ในครั้งก่อนก็เคยได้รับแล้วเหมือนกัน ทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามสุรุจิเสวยราชสมบัติในพระนครมิถิลา ทรงได้พระราชโอรส ก็ได้ทรงขนานพระนามพระราชโอรสนั้นว่า สุรุจิกุมาร. พระกุมารทรงเจริญวัย ทรงดำริว่า เราจักเรียนศิลปะในเมืองตักกศิลา เสด็จไปประทับนั่งพักที่ศาลาใกล้ประตูพระนคร.
ฝ่ายพระราชโอรสของพระเจ้าพาราณสี ทรงพระนามพรหมทัตกุมาร ก็เสด็จไปในที่นั้นเหมือนกัน ประทับนั่งพักเหนือแผ่นกระดานที่พระสุรุจิกุมารประทับนั่งนั้นแล.
พระกุมารทั้งสองทรงไต่ถามกันแล้ว มีความสนิทสนมกัน ไปสู่สำนักอาจารย์ร่วมกันทีเดียว ทรงให้ค่าคำนับอาจารย์ ตั้งต้นเรียนศิลปะ ไม่ช้านานนักต่างก็สำเร็จศิลปะ พากันอำลาอาจารย์ เสด็จร่วมทางกันมาหน่อยหนึ่ง ประทับยืนที่ทางสองแพร่ง ทรงสวมกอดกันไว้ ต่างทรงกระทำกติกากัน เพื่อจะทรงรักษามิตรธรรมให้ยั่งยืนไปว่า
ถ้าข้าพเจ้ามีโอรส ท่านมีพระธิดา หรือท่านมีพระโอรส ข้าพเจ้ามีธิดา เราจักกระทำอาวาหมงคล และวิวาหมงคล แก่โอรสและธิดาของเรานั้น.
ครั้นกุมารทั้งสองเสวยราชสมบัติ พระสุรุจิมหาราชมีพระโอรส พระประยูรญาติขนานพระนามพระโอรสนั้นว่า สุรุจิกุมาร. พระพรหมทัตมีพระธิดา พระประยูรญาติขนานนามพระธิดานั้นว่า สุเมธา. พระกุมารสุรุจิทรงจำเริญวัยเสด็จไปเมืองตักกศิลา ทรงเรียนศิลปะเสร็จเสด็จมา.
พระราชบิดามีพระประสงค์จะอภิเษกพระกุมารในราชสมบัติ ทรงพระดำริว่า ข่าวว่า พระเจ้าพาราณสีพระสหายของเรามีพระธิดา เราจักสถาปนานางนั้นแลให้เป็นอัครมเหสีของลูกเรา ทรงประทานบรรณาการเป็นอันมาก ทรงส่งพวกอำมาตย์ไปเพื่อต้องการพระนางนั้น.
ขณะที่พวกอำมาตย์เหล่านั้นยังมาไม่ถึง พระเจ้าพาราณสีตรัสถามพระเทวีว่า นางผู้เจริญ อะไรเป็นทุกข์อย่างยิ่งของมาตุคาม.
พระเทวีกราบทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม ความหึงหญิงที่ร่วมผัว เป็นความทุกข์ของมาตุคามเจ้าค่ะ.
ตรัสว่า นางผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้น เราต้องช่วยกันเปลื้องสุเมธาเทวีลูกหญิงของเราจากทุกข์นั้น เราจักให้แก่ผู้ที่จักครองเธอแต่นางเดียวเท่านั้น.
เมื่ออำมาตย์เหล่านั้นพากันมาถึงทูลรับพระนามของพระนางแล้ว
ท้าวเธอจึงตรัสว่า ดูราพ่อทั้งหลาย อันที่จริง เมื่อก่อนข้าพเจ้ากระทำปฏิญาณไว้กับพระสหายของข้าพเจ้า ถึงกระนั้น ข้าพเจ้าก็มิได้ประสงค์เลยที่ส่งนางเข้าไปภายในกลุ่มสตรี เราประสงค์ที่ให้นางแก่ผู้ที่จะครองนางผู้เดียวเท่านั้น.
อำมาตย์เหล่านั้นพากันส่งข่าวสู่สำนักพระราชา พระราชาตรัสว่า ราชสมบัติของเราใหญ่หลวง มิถิลานครมีอาณาเขตถึง ๗ โยชน์ กำหนดแห่งราชัยถึง ๓๐๐ โยชน์ อย่างต่ำสุด ควรจะได้สตรี ๑๖,๐๐๐ นาง แล้วมิได้ทรงบอกไป.
แต่พระกุมารสุรุจิทรงสดับรูปสมบัติของพระนางสุเมธาแล้ว ก็ติดพระหทัยด้วยการเกี่ยวข้องโดยสดับ จึงส่งกระแสพระดำรัสถึงพระราชบิดามารดาว่า หม่อมฉันจักครองนางผู้เดียวเท่านั้น หม่อมฉันไม่ต้องการกลุ่มสตรี โปรดเชิญนางมาเถิด.
พระราชบิดามารดาไม่ทรงขัดพระหทัยของพระกุมาร ทรงส่งทรัพย์เป็นอันมาก เชิญพระนางมาด้วยบริวารขบวนใหญ่แล้วทรงอภิเษกร่วมกัน กระทำพระนางให้เป็นพระมเหสีของพระกุมาร พระกุมารนั้นทรงพระนามว่าสุรุจิมหาราช ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม ทรงอยู่ร่วมกับพระนางด้วยความรัก. ก็พระนางประทับอยู่ในพระราชวังของท้าวเธอตลอด ๑๐,๐๐๐ ปีไม่ทรงได้พระโอรสหรือพระธิดาเลย.
ครั้งนั้น ชาวเมืองประชุมกันชวนกันร้องขานขึ้นในท้องพระลานหลวง
เมื่อท้าวเธอดำรัสว่า นี่อะไรกัน ก็กราบทูลว่า โทษของพระราชาไม่มีพระเจ้าข้า แต่พระโอรสผู้จะสืบวงศ์ของพระองค์ยังไม่มีเลย พระองค์ทรงมีพระเทวีพระนางเดียว ธรรมดาราชสกุลต้องมีหญิง ๑๖,๐๐๐ นางเป็นอย่างต่ำที่สุด พระองค์โปรดรับกลุ่มสตรีเถิดพระเจ้าข้า เผื่อบรรดาหญิงเหล่านั้นจักมีสักคนหนึ่งที่มีบุญ จักได้พระโอรส ถูกท้าวเธอตรัสห้ามเสียว่า พ่อคุณเอ๋ย พากันพูดอะไร เราได้ปฏิญาณไว้แล้วว่า จักไม่ครองหญิงอื่นเลย จึงได้เชิญหญิงนี้มาได้ เราไม่มุสาวาทได้ เราไม่ต้องการกลุ่มแห่งสตรี เลยพากันหลีกไป.
พระนางสุเมธาทรงสดับพระดำรัสนั้น ดำริว่า พระราชามิได้ทรงนำสตรีอื่นๆ มาเลย เพราะทรงพระดำรัสตรัสจริงแน่นอน แต่เรานี่แหละจักหามาถวายแก่พระองค์ ทรงดำรงในตำแหน่งพระมเหสีเช่นพระมารดาของพระราชา จึงทรงนำมาซึ่งสตรี ๔,๐๐๐ นาง คือสาวน้อยเชื้อกษัตริย์ ๑,๐๐๐ เชื้อขุนนาง ๑,๐๐๐ เชื้อเศรษฐี ๑,๐๐๐ นางระบำผู้ชำนาญในกระบวนฟ้อนรำทุกอย่าง ๑,๐๐๐ คัดที่พอพระหฤทัยของพระนาง.
แม้พวกนั้นพากันอยู่ในราชสกุลตั้ง ๑๐,๐๐๐ ปี ก็ไม่ได้พระโอรสหรือธิดาดุจกัน.
พระนางคัดพวกอื่นๆ มาถวายคราวละ ๔,๐๐๐ ถึงสามคราว. แม้พวกนั้นก็ไม่ได้พระโอรสพระธิดา. รวมเป็นหญิงที่พระนางนำมาถวาย ๑๖,๐๐๐ นาง. เวลาล่วงไป ๔๐,๐๐๐ ปี รวมกับเวลาที่ทรงอยู่กับพระนางองค์เดียว ๑๐,๐๐๐ ปี เป็น ๕๐,๐๐๐ ปี.
ครั้งนั้นชาวเมืองประชุมชวนกันร้องขานขึ้นอีก เมื่อท้าวเธอตรัสว่า เรื่องอะไรกันเล่า พากันกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์โปรดบังคับพระเทวีทั้งหลาย เพื่อปรารถนาพระโอรสเถิดพระเจ้าข้า. พระราชาทรงรับว่า ดีแล้ว ตรัส(กะพระเทวี) ว่าพวกเธอปรารถนาบุตรเถิด. ตั้งแต่นั้นพระเทวีเหล่านั้น เมื่อปรารถนาพระโอรส พากันนอบน้อมเทวดาต่างๆ พากันบำเพ็ญวัตรต่างๆ พระโอรสก็ไม่อุบัติอยู่นั่นเอง.
ครั้งนั้น พระราชาตรัสกะพระนางสุเมธาว่า นางผู้เจริญ เชิญเธอปรารถนาพระโอรสเถิด. พระนางรับพระดำรัสว่า สาธุแล้ว ครั้นถึงดิถีที่ ๑๕ ทรงสมาทานอุโบสถ ประทับนั่งเหนือพระแท่นอันสมควร ทรงระลึกถึงศีลทั้งหลายอยู่ในพระตำหนักอันทรงสิริ. พระเทวีที่เหลือพากันประพฤติวัตรอย่างแพะอย่างโคต่างไปสู่พระอุทยาน.
ด้วยเดชแห่งศีลของพระนางสุเมธาพิภพของท้าวสักกะหวั่นไหว. ท้าวสักกะทรงนึกว่า นางสุเมธาปรารถนาพระโอรส เราต้องให้โอรสแก่เธอ แต่ว่าเราไม่อาจที่จะให้ตามมีตามได้ ต้องเลือกเฟ้นโอรสที่สมควรแก่เธอ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
  #3  
เก่า 07-01-11, 11:04
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,131
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,848
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,950 ครั้ง ใน 77,950 ข้อความ
พลังบุญ: 56685
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile สุรุจิชาดก ( 2 )

นฬการเทพบุตร
เมื่อทรงเลือกเฟ้นก็ทรงเห็นเทพบุตรนฬการ. แท้จริง เทพบุตรนฬการนั้นเป็นสัตว์ถึงพร้อมด้วยบุญ เมื่ออยู่ในนครพาราณสี ในอัตภาพครั้งก่อน ถึงเวลาหว่านข้าวไปไร่ เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ส่งพวกทาสและกรรมกรไปหว่านกัน ตนเองกลับพาพระปัจเจกพุทธเจ้าไปสู่เรือน ให้ฉันแล้วนิมนต์มาที่ฝั่งคงคา ร่วมมือกันกับลูกชายสร้างบรรณศาลา เอาไม้มะเดื่อเป็นเชิงฝา เอาไม้อ้อเป็นฝา ผูกประตู ทำที่จงกรม นิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าอยู่ ณ บรรณศาลานั้นแหละตลอดไตรมาส ท่านจำพรรษาแล้ว พ่อลูกทั้งคู่ก็นิมนต์ให้ครองไตรจีวร แล้วส่งท่านไป.
ด้วยทำนองนี้เองได้นิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าถึง ๗ องค์ ให้อยู่ ณ บรรณศาลานั้น แล้วให้ครองไตรจีวร. บางอาจารย์กล่าวว่า พ่อลูกทั้งคู่เป็นช่างจักสานกำลังขนเอาไม้ไผ่ที่ฝั่งคงคา เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าจึงพากันกระทำเช่นนั้น ดังนี้ก็มี.
พ่อลูกทั้งคู่นั้น ครั้นทำกาลกิริยาบังเกิดในภพดาวดึงส์ เสวยอิสริยะแห่งเทวดาอันใหญ่ กลับไปกลับมาอยู่ในกามภพทั้ง ๖ ชั้น. เทพบุตรทั้งคู่นั้นปรารถนาจะจุติจากชั้นนั้นไปบังเกิดในเทวโลกชั้นสูง.
ท้าวสักกะทรงทราบความเป็นอย่างนั้น เสด็จไปถึงประตูวิมานของเทพบุตรองค์หนึ่งในสององค์นั้น ตรัสกับเทพบุตรนั้นผู้มาบังคมแล้วยืนอยู่ว่า ดูราท่านผู้นิรทุกข์ ควรที่ท่านจะไปสู่มนุษยโลก.
เธอทูลว่า ข้าแต่มหาราช โลกมนุษย์น่ารังเกียจสกปรก ฝูงชนที่ตั้งอยู่ในโลกมนุษย์นั้น ต่างทำบุญมีให้ทานเป็นต้น ปรารถนาเทวโลก ข้าพระองค์จักไปในโลกมนุษย์นั้นทำอะไร.
ตรัสว่า ผู้นิรทุกข์ ท่านจักได้บริโภคทิพสมบัติที่เคยบริโภคในเทวโลกในโลกมนุษย์ จักได้อยู่ในปราสาทแก้วสูง ๒๕ โยชน์ ยาว ๙ โยชน์ กว้าง ๘ โยชน์ เชิญท่านรับคำเถิด. เธอจึงรับ.
ท้าวสักกะทรงถือปฏิญญาของเธอแล้ว เสด็จไปสู่อุทยานด้วยแปลงเพศเป็นฤาษี จงกรมในอากาศเบื้องบนสตรีเหล่านั้น ทรงสำแดงพระองค์ให้ปรากฏ ตรัสว่า อาตมภาพจะให้โอรสผู้ประเสริฐแก่นางคนไหนเล่า นางคนไหนจักรับโอรสผู้ประเสริฐ.
สตรี ๑,๐๐๐ นางต่างยอหัตถ์วิงวอนว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ โปรดให้แก่ดิฉันๆ.
ทีนั้นท้าวสักกะก็ตรัสว่า อาตมภาพจะให้โอรสแก่หมู่สตรีที่มีศีล พวกเธอมีศีลอย่างไร มีอาจาระอย่างไรเล่า. สตรีเหล่านั้นพากันลดมือที่ยกขึ้นลงหมดกล่าวว่า ถ้าพระคุณเจ้าปรารถนาจะให้แก่สตรีผู้มีศีล เชิญไปสู่สำนักของพระนางสุเมธาเถิด.
ท้าวเธอก็เหาะไปทางอากาศนั้นเอง ประทับยืนตรงช่องพระแกลใกล้พระทวารปราสาทของพระนาง. ครั้งนั้น สตรีเหล่านั้นพากันกราบทูลแด่พระนางว่า ทูลกระหม่อมแม่เจ้าขา เชิญพระแม่เจ้าเสด็จมาเถิด เทวราชพระองค์หนึ่งประสงค์จะถวายพระโอรสผู้ประเสริฐแด่พระแม่เจ้า เหาะมาทางอากาศกำลังสถิตที่ช่องพระแกลเจ้าข้า.
พระนางเสด็จไปด้วยท่าทางอันตระหนัก ทรงเปิดพระแกลตรัสว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ได้ยินว่า พระคุณเจ้าจะให้โอรสผู้ประเสริฐแก่สตรีผู้มีศีล เป็นความจริงหรือ พระเจ้าข้า. ท้าวเธอตรัสว่า ดูก่อนพระเทวี ขอถวายพระพรเป็นความจริง. พระนางตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น ขอพระคุณเจ้าโปรดให้แก่ดิฉัน. ตรัสถามว่า ก็ศีลของบพิตรเป็นอย่างไร เชิญตรัส ถ้าชอบใจอาตมภาพ อาตมภาพจักถวายพระโอรสผู้ประเสริฐ. พระนางทรงสดับพระดำรัสของท้าวเธอแล้วตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เชิญพระคุณเจ้าค่อยสดับเถิด
เมื่อจะทรงแถลงศีลคุณของตน ได้ทรงภาษิตพระคาถา ๑๕ คาถาว่า
ดิฉันถูกเชิญมา เป็นพระอัครมเหสีคนแรกของพระเจ้าสุรุจิตลอดเวลาหมื่นปี พระเจ้าสุรุจินำดิฉันมาผู้เดียว ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ดิฉันนั้นมิได้รู้สึกเลยว่า ได้ล่วงเกินพระเจ้าสุรุจิผู้เป็นจอมประชาชนชาววิเทหรัฐครองพระนครมิถิลา ด้วยกาย วาจา หรือใจ ทั้งในที่แจ้งหรือในที่ลับเลย ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง.
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ดิฉันเป็นที่พอใจของพระภัสดา พระชนนีและพระชนกของพระภัสดาก็เป็นที่รักของดิฉัน พระองค์ท่านเหล่านั้นทรงแนะนำดิฉันตลอดเวลาที่พระองค์ท่านยังทรงพระชนมชีพอยู่ ดิฉันนั้นยินดีในความไม่เบียดเบียน มีปกติประพฤติธรรมโดยส่วนเดียว มุ่งบำเรอพระองค์ท่านเหล่านั้นโดยเคารพ ไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืนกลางวัน ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง.
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ความริษยาหรือความโกรธในสตรีผู้เป็นราชเทวีร่วมกัน ๑๖,๐๐๐ คน มิได้มีแก่ดิฉันในกาลไหนๆ เลย ดิฉันชื่นชมด้วยความเกื้อกูลแก่พระราชเทวีเหล่านั้น และคนไหนที่จะไม่เป็นที่รักของดิฉันไม่มีเลย ดิฉันอนุเคราะห์หญิงผู้ร่วมสามีทั่วกันทุกคน ในกาลทุกเมื่อ เหมือนอนุเคราะห์ตนฉะนั้น ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตว์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง.
ดิฉันเลี้ยงดูทาสกรรมกร ซึ่งจะต้องเลี้ยงดูและชนเหล่าอื่นผู้อาศัยเลี้ยงชีวิต โดยเหมาะสมกับหน้าที่ ดิฉันมีอินทรีย์อันเบิกบานในกาลทุก เมื่อข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง.
ดิฉันมีฝ่ามืออันชุ่มเลี้ยงดูสมณพราหมณ์และวณิพกเหล่าอื่น ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและน้ำทุกเมื่อ ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตว์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจงแตกเป็น ๗ เสี่ยง.
ดิฉันเข้าอยู่ประจำอุโบสถ อันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ตลอดดิถีที่ ๑๔,๑๕ และดิถีที่ ๘ แห่งปักษ์ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์ ดิฉันสำรวมแล้วในศีลทุกเมื่อ ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง.
ธรรมดาว่าการประมาณของพระนางซึ่งแม้จะพรรณนา ๑๐๐ คาถา ๑,๐๐๐ คาถาก็หาเพียงพอไม่ ด้วยประการฉะนี้. ในเวลาที่พระนางพรรณนาคุณของตนได้ด้วยพระคาถา ๑๕ เท่านั้น ท้าวสักกะก็ตัดพระดำรัสของพระนางเสีย เพราะท้าวเธอมีกิจที่ต้องกระทำมาก
เมื่อจะทรงสรรเสริญพระนางว่า คุณของพระนางจริงทั้งนั้น จึงตรัส ๒ คาถาว่า
ดูก่อนราชบุตรี ผู้เรืองยศงดงาม คุณอันเป็นธรรมเหล่านั้นมีทุกอย่าง พระราชโอรสผู้เป็นกษัตริย์ สมบูรณ์ด้วยพระชาติ เป็นอภิชาตบุตร เรืองพระยศเป็นธรรมราชาแห่งชนชาววิเทหะ จงอุบัติแก่พระนาง.
พระนางทรงสดับพระดำรัสของท้าวเธอแล้ว ทรงโสมนัส
เมื่อจะตรัสถามท้าวเธอได้ทรงภาษิต ๒ พระคาถาว่า
ท่านผู้มีดวงตาน่ายินดี ทรงผ้าคลุกธุลี สถิตอยู่บนเวหาอันไม่มีสิ่งใดกั้น ได้กล่าววาจาอันเป็นที่พอใจจับใจของดิฉัน ท่านเป็นเทวดามาจากสวรรค์ เป็นฤาษีผู้มีฤทธิ์มาก หรือว่าเป็นใครมาถึงที่นี้ ขอท่านจงกล่าวความจริงให้ดิฉันทราบด้วย
ท้าวสักกะ เมื่อจะตรัสบอกแก่พระนาง จึงได้ตรัส ๖ พระคาถาว่า
หมู่เทวดามาประชุมกันที่สุธรรมาสภา ย่อมกราบไหว้ท้าวสักกะองค์ใด ข้าพเจ้าเป็นท้าวสักกะองค์นั้น มีดวงตาพันหนึ่งมายังสำนักของท่าน
หญิงเหล่าใดในเทวโลกเป็นผู้มีปกติประพฤติสม่ำเสมอ มีปัญญา มีศีล มีพ่อผัวแม่ผัวเป็นเทวดา ยำเกรงสามี เทวดาทั้งหลายผู้มิใช่มนุษย์มาเยี่ยมหญิงเช่นนั้น ผู้มีปัญญา มีกรรมอันสะอาด เป็นหญิงมนุษย์
ดูก่อนนางผู้เจริญ ท่านเกิดในราชสกุลนี้ พรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งที่น่าปรารถนาทุกอย่าง ด้วยสุจริตธรรมที่ท่านประพฤติดีแล้วในปางก่อน ดูก่อนพระราชบุตรี ก็แหละข้อนี้เป็นชัยชนะในโลกทั้งสองของท่าน คือการอุบัติในเทวโลก และเกียรติในชีวิตนี้
ดูก่อนพระนางสุเมธา ขอให้พระนางจงมีสุข ยั่งยืนนานจงรักษาธรรมไว้ในตนให้ยั่งยืนเถิด ข้าพเจ้านี้ขอลาไปสู่ไตรทิพย์ การพบเห็นท่านเป็นการพบเห็นที่ดูดดื่มใจของข้าพเจ้ายิ่งนัก.
สุเมธา ให้นางมีสุขยืนนานเถิด จงรักษาธรรม (คือคุณที่มีจริงอย่างนั้น) ไว้ในตนให้ยั่งยืนเถิด ข้าพเจ้านี้ขอลาไปสู่ สรวงสวรรค์ การพบเห็นท่านเป็นการพบเห็นที่ดูดดื่มแก่ข้าพเจ้า.
ท้าวสักกะประทานโอวาทแก่พระนางว่า ก็กิจที่ต้องกระทำของข้าพเจ้ามีอยู่ในเทวโลก เหตุนั้น ข้าพเจ้าต้องไป ท่านจงไม่ประมาทเถิดนะ แล้วเสด็จหลีกไป.
ครั้นถึงเวลาใกล้รุ่ง นฬการเทพบุตรก็จุติถือปฏิสนธิในพระครรโภทรของพระนาง.
พระนางทรงทราบความที่พระองค์ทรงครรภ์กราบทูลแก่พระราชา พระราชาประทานเครื่องผดุงครรภ์ ถ้วนกำหนดทศมาส พระนางก็ประสูติพระโอรส พระประยูรญาติทรงขนานพระนามพระโอรสว่า มหาปนาท
ชาวแคว้นทั้งสอง(อังคะและมคธ) พากันทิ้งเหรียญกระษาปณ์ลงที่ท้องพระลานหลวงคนละ ๑ กระษาปณ์ เพื่อให้พระราชาทรงทราบว่า เป็นค่าน้ำนมของพระลูกเจ้าแห่งชาวเรา เหรียญกระษาปณ์ได้เป็นกองใหญ่โต. แม้พระราชาจะตรัสห้าม ก็พากันกราบทูลว่า จักได้เป็นทุนรอนในเวลาที่พระลูกเจ้าของ พวกข้าพระองค์ทรงพระเจริญ ต่างไม่รับคืนพากันหลีกไป.
พระกุมารทรงพระเจริญด้วยบริวารมากมาย ครั้นทรงถึงวัยมีพระชนม์ ๑๖ พรรษา ก็ทรงลุความสำเร็จในศิลปะทุกประการ. พระราชาทรงตรวจดูพระชนม์ของพระโอรสแล้ว ตรัสกับพระเทวีว่า นางผู้เจริญในเวลาอภิเษกลูกของเราในราชสมบัติ จักสร้างปราสาทอันน่ารื่นรมย์ให้เธอแล้วถึงทำการอภิเษก. พระนางรับพระโองการว่า ดีแล้วพระเจ้าคะ.
พระราชารับสั่งให้หาอาจารย์ในวิชาพื้นที่มา ตรัสว่า พ่อทั้งหลายจงคุมช่างให้สร้างปราสาทเพื่อลูกของเรา ณ ที่ไม่ห่างวังของเรา เราจักอภิเษกลูกของเรานั้นในราชสมบัติ. พวกอาจารย์ในวิชาพื้นที่เหล่านั้น รับพระโองการว่า ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอรับใส่เกล้าฯ แล้วพากันตรวจภูมิประเทศ.
ขณะนั้นพิภพของท้าวสักกะสำแดงอาการร้อน ท้าวเธอทรงทราบเหตุนั้นตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมา ตรัสสั่งว่า ไปเถิดพ่อเอ๋ย จงสร้างปราสาทแก้วยาว ๙ โยชน์กว้าง ๘ โยชน์สูง ๒๕ โยชน์ให้แก่มหาปนาทราชกุมารเถิด.
วิสสุกรรมเทพบุตรแปลงเพศเป็นช่างไปสู่สำนักของพวกช่าง แล้วส่งพวกช่างนั้นไปเสียด้วยคำว่า พวกคุณกินข้าวเช้าแล้วค่อยมาเกิด แล้วประหารแผ่นดินด้วยท่อนไม้.
ทันใดนั้นเอง ปราสาท ๗ ชั้นมีขนาดดังกล่าวแล้วก็ผุดขึ้น.
มงคล ๓ ประการ คือ มงคลฉลองปราสาท มงคลอภิเษกสมโภชเศวตฉัตร และอาวาหมงคลของพระกุมารมหาปนาทได้มีคราวเดียวกันแล.
ชาวแคว้นทั้งสองพากันประชุมในสถานมงคล ให้กาลเวลาล่วงไปถึง ๗ ปี ด้วยการมหรสพฉลองมงคล. พระราชามิได้ทรงบอกให้พวกนั้นเลิกงานเลย. สิ่งของทั้งหมดเป็นต้นว่า ผ้าเครื่องประดับของเคี้ยวของกินของชนเหล่านั้น ได้เป็นสิ่งของของราชสกุลทั้งนั้นเลย.
ครั้นล่วง ๗ ปี ฝูงชนเหล่านั้นพากันร้องทุกข์ พระสุรุจิมหาราชตรัสถามว่า นี่อะไรกันเล่า ก็พากันกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช เมื่อพวกข้าพระองค์พากันสมโภชการมงคล ๗ ปีผ่านไปแล้ว ที่สุดของงานมงคลจะมีเมื่อไรเล่า พระเจ้าข้า.
ลำดับนั้น พระราชาตรัสว่า ตลอดกาลถึงเท่านี้ ลูกเราไม่เคยหัวเราะเลย เมื่อใดเธอหัวเราะ เมื่อนั้นพวกเจ้าทั้งหลายจงพากันไปเถิด.
ครั้งนั้น มหาชนเที่ยวตีกลองป่าวร้อง เชิญนักฟ้อนของพระเจ้ามหาปนาทนั้นประชุม นักฟ้อน ๖,๐๐๐ พากันมาประชุมแบ่งกันเป็น ๗ ส่วน พากันรำฟ้อนก็มิอาจที่จะให้พระราชาทรงพระสรวลได้ ทั้งนี้ เพราะความที่ท้าวเธอเคยทอดพระเนตรกระบวนฟ้อนรำอันเป็นทิพย์มาช้านาน การฟ้อนของนักฟ้อนเหล่านั้น จึงมิได้เป็นที่ต้องพระหทัย.
ครั้งนั้นจอมนักฟ้อน ๒ นาย คือกัณฑกรรณและปัณฑุกรรณคิดว่า พวกเราจะให้พระราชาทรงพระสรวลให้ได้ พากันเข้าไปในท้องพระลาน.
บรรดาจอมนักฟ้อนทั้งสองคนนั้น กัณฑกรรณให้ปลูกต้นมะม่วงใหญ่ชื่ออตุละ ที่พระราชทวารแล้วขว้างกลุ่มด้ายขึ้นไปให้คล้องที่กิ่งของต้นมะม่วงนั้น แล้วไต่ขึ้นไปตามเส้นด้าย. ได้ยินว่า ไม้มะม่วงชื่ออตุละเป็นต้นมะม่วงของท้าวเวสวัณ ครั้งนั้นพวกทาสของท้าวเวสวัณก็พากันตัดกิ่งน้อยใหญ่ของต้นมะม่วงนั้นโค่นลงมา นักฟ้อนที่เหลือเก็บกิ่งเหล่านั้นกองไว้แล้วรดด้วยน้ำ กัณฑกรรณนั้นนุ่งห่มผ้ากรองดอกไม้ลุกขึ้นฟ้อนรำไป.
พระเจ้ามหาปนาททอดพระเนตรเห็นเขาแล้ว ก็มิได้ทรงพระสรวลเลย.
ปัณฑุกรรณได้ทำเชิงตะกอนไม้ในท้องพระลานหลวงแล้วเดินเข้าสู่กองไฟกับบริษัทของตน ครั้นไฟดับแล้ว นักฟ้อนทั้งหลายเอาน้ำรดเชิงตะกอน ปัณฑุกรรณนั้นกับบริษัทนุ่งห่มผ้ากรองดอกไม้ลุกขึ้นฟ้อนรำ.
พระราชาทรงทอดพระเนตรการนั้นแล้ว คงมิได้ทรงพระสรวลอยู่นั่นเอง.
เมื่อสุดฝีมือที่จะให้พระราชาพระองค์นั้นทรงพระสรวล ฝูงคนก็พากันระส่ำระสายด้วยประการฉะนี้. ท้าวสักกะทรงทราบเหตุนั้นจึงทรงส่งนักฟ้อนเทวดาไปด้วยพระเทวบัญชาว่า ไปเถิดพ่อเอ๋ย จงทำให้พระมหาปนาทะทรงพระสรวลเสด็จอุฎฐาการจงได้เถิด. เทพนักฟ้อนนั้นมายืนอยู่บนอากาศในท้องพระลานหลวง แสดงขบวนฟ้อนที่เรียกว่า อุปัฑฒังคะ. มือข้างเดียวเท่านั้น เท้าก็ข้างเดียว ตาก็ข้างเดียว แม้คิ้วก็ข้างเดียว ฟ้อนไปร่ายรำไป เคลื่อนไหวไปที่เหลือคงนิ่งไม่หวั่นไหวเลย.
พระเจ้ามหาปนาทะทอดพระเนตรเห็นการนั้นแล้ว ทรงพระสรวลหน่อยหนึ่ง.
แต่มหาชนเมื่อหัวเราะก็สุดที่จะกลั้นความขบขันไว้ สุดที่จะดำรงสติไว้ได้ ปล่อยอวัยวะหมดเลย ล้มกลิ้งไปในท้องพระลานหลวง. มงคลเป็นอันเลิกได้ตอนนั้น
ข้อความที่เหลือในเรื่องนี้ พรรณนาไว้ในมหาปนาทชาดก
ที่มีคำว่า ปนาโท นาเมโส ราชา ยสฺส ยูโป สุวณฺณมโย เป็นต้น.
พระราชามหาปนาททรงกระทำบุญถวายทานเป็นต้น เมื่อสิ้นพระชนม์ก็เสด็จไปสู่เทวโลกนั่นเอง.
พระศาสดาทรงนำธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
มหาปนาท ในครั้งนั้นได้มาเป็น ภัททชิ
สุเมธาเทวีได้มาเป็น นางวิสาขา
วิสสุกรรมได้มาเป็น พระอานนท์
ส่วนท้าวสักกะได้มาเป็น เราตถาคต แล

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 4 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
  #4  
เก่า 07-01-11, 11:26
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,131
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,848
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,950 ครั้ง ใน 77,950 ข้อความ
พลังบุญ: 56685
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile มหานฬการเทพบุตร

ครั้นพระเจ้ามหาปนาทสวรรคตแล้ว ปราสาทแก้วเจ็ดประการ เจ็ดชั้น กว้างแปดโยชน์ ยาวเก้าโยชน์ สูงยี่สิบห้าโยชน์ นั้นก็ได้เลื่อนลอยไปสู่แม่น้ำคงคา ในที่ตั้งบันไดปราสาทเดิมนั้น ได้กลายเป็นบ้านเมืองขึ้นเมืองหนึ่ง ชื่อว่า ปยาคปติฏฐนคร ที่ตรงยอดปราสาทนั้น ได้กลายเป็นบ้านที่ชื่อว่า โกฏิคาม มีคำถามว่า เพราะอะไร ปราสาทหลังนั้นจึงยังไม่อันตรธาน มีคำแก้ว่า เป็นเพราะอานุภาพแห่งช่างเสื่อลำแพนซึ่งเป็นบิดาในปางก่อน ได้ร่วมกันสร้างบรรณศาลาด้วยไม้อ้อและไม้มะเดื่อ ถวายพระปัจเจกพุทธเจ้า มีนามกรว่า มหานฬการเทพบุตร จะจุติลงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงพระนามว่า พระเจ้าสังขจักร ปราสาทหลังนั้นจักผุดขึ้นมาเพื่อเป็นที่ประทับของพระองค์สมัยพระศรีอาริยเมตไตรย
ตามพระบาลีใน จักกวัตติสูตร คัมภีร์ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค มีเนื้อความว่า สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายว่า
" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘ หมื่นปี เด็กหญิงมีอายุ ๕๐๐ ปี จึงจักมีสามีได้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในคราวที่มนุษย์มีอายุ ๘ หมื่นปีนั้น จักเกิดมีอาพาธ ๓ อย่างคือ ความอยากกิน ๑ ความไม่อยากกิน ๑ ความแก่ ๑ เท่านั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘ หมื่นปี ชมพูทวีปนี้จักมั่งคั่งและรุ่งเรือง มีบ้านนิคมและราชธานีพอชั่วไก่บินตก ชมพูทวีปนี้ประหนึ่งว่าอเวจีมหานรก จักยัดเยียดไปด้วยผู้คนทั้งหลาย เปรียบเหมือนป่าไม้อ้อหรือป่าไม้แก่น ฉะนั้น
เกตุมดีราชธานี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘ หมื่นปี เมืองพาราณสีนี้จักเป็นราชธานีมีนามว่า " เกตุมดี" เป็นเมืองที่มั่งคั่งและรุ่งเรืองมีพลเมืองมาก และมีอาหารสมบูรณ์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘ หมื่นปี ในชมพูทวีปนี้จักมีเมือง ๘๐,๐๐๐ เมือง มีเกตุดีราชธานีเป็นประมุขพระเจ้าสังขจักรพรรดิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘ หมื่นปี จักมีพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงพระนามว่า "พระเจ้าสังขจักรพรรดิ" เสวยราชสมบัติอยู่ในเกตุดีราชธานี เป็นพระราชาโดยธรรมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีราชาอาณาจักรมั่นคงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือจักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแล้ว ปรินายกแก้ว พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน ล้วนกล้าหาญมีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้ พระองค์ทรงชนะโดยธรรม มิต้องใช้อำนาจอาชญา หรืออาวุธประการใด
พระพุทธเจ้าทรงอุบัติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘ หมื่นปี จักมีพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า "เมตไตรย" จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ฯลฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าสังขจักรนั้น จักเสวยราชย์อยู่ที่ปราสาทของพระเจ้ามหาปนาทอันมีมาในอดีตกาลนั้นแล้วจักทรงสละปราสาทนั้นให้เป็นทานแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทางและคนขอทานทั้งหลาย แล้วจักปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมฝาด ออกบรรพชาในสำนักของพระศาสดา ทรงพระนามว่า "เมตไตรย" เมื่อพระเจ้าสังขจักรทรงบรรพชาแล้วจักออกจากหมู่อยู่แต่ผู้เดียว จักไม่ประมาท จักมีความเพียร จักมีใจตั้งมั่น แล้วจักสำเร็จถึงที่สุดแห่งพรหมจรรย์ อันเป็นสิ่งยอดเยี่ยมซึ่งเป็นที่ปรารถนาของกุลบุตร ที่พากันออกจากเรือนเป็นบรรพชิตทั้งหลาย "
( เนื้อความในพระบาลี ขอนำมากล่าวไว้แต่เพียงแค่นี้ )
อรรถกถา พระอรรถกถาจารย์ท่านอธิบายคำว่า " พอไก่บินตก " คือพอไก่บินจากหลังคาบ้านหนึ่งไปตกลงที่หลังคาอีกบ้านหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งได้แก่ระยะทางพอชั่วไก่เดินไปมาถึงกันได้ อันได้ใจความว่า ในครั้งมีบ้านเรือนอยู่หนาแน่น
คำว่า "เหมือนกับอเวจีนั้น " คือมีคนอยู่เต็มเป็นนิจ เหมือนกับสัตว์ในอเวจีมหานรก
คำว่า "พระเมตไตรยจักเกิดขึ้นในโลกคราวที่มนุษย์มีอายุ ๘ หมื่นปีนั้น " ไม่ใช่ตรัสด้วยความเจริญของมนุษย์ เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่เกิดขึ้น ในเมื่อมนุษย์ทั้งหลายมีอายุเจริญขึ้น แต่พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมเกิดขึ้น ในเมื่อมนุษย์ทั้งหลายมีอายุเสื่อมลง
คำว่า "พระเจ้าสังขจักรทรงสละปราสาทให้เป็นทานนั้น" คือทรงสละโดยไม่มีความเสียดาย ก็ปราสาทหลังเดียวจะทรงสละให้แก่คนหลายคนได้อย่างไร? ได้อย่างนี้... คือพอพระเจ้าสังขจักรคิดจะสละให้ทาน ปราสาทหลังนั้นก็จะหักกระจัดกระจายเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ แล้วพระบาทท้าวเธอก็เปล่งวาจาว่า
" ผู้ใดต้องการสิ่งใดก็จงถือเอาสิ่งนั้น... "
( เนื้อความในบาลีและอรรถกถานำมาไว้ โดยย่อเพียงแค่นี้ ส่วนในหนังสือ อนาคตวงค์ ท่านพรรณนาไว้แปลกอีกนิดหน่อยดังนี้)
" พระเจ้าสังขจักรมีพระราชโอรส ๑ พันพระองค์ พระราชโอรสผู้ใหญ่นั้น ทรงพระนามว่า อชิตราชกุมาร และมีตำแหน่งเป็น ปรินายกแก้ว แห่งสมเด็จพระราชบิดาอีกด้วย ฝ่ายมหาปุโรหิตผู้ใหญ่ของสมเด็จพระสังขจักรนั้น มีนามว่า สุตพราหมณ์ ส่วนนางพราหมณีผู้เป็นภริยานั้น มีนามว่า นางพราหมณวดี ท่านทั้งสองนี้แหละเป็นผู้ให้กำเนิด พระศรีอาริยเมตไตรย ดังนี้

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 4 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
ตอบ

Tags
บุญพระปรากฏเป็นอัศจรรย์, บุญฤทธิ์, พระนิพพาน, อภิญญา, ตามรอยพระบาท, ปราสาทแก้ว


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 14:19


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่