อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > ประวัติพระ และบุคคลตัวอย่าง

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 11-01-11, 17:20
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,096
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,841
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,797 ครั้ง ใน 77,797 ข้อความ
พลังบุญ: 56497
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile พระยาชมพูบดี

อภิญญา-พระยาชมพูบดี-imagescavm9m73-jpg
อภิญญา-พระยาชมพูบดี-imagesca495jx8-jpgอภิญญา-พระยาชมพูบดี-imagesca97y8er-jpgอภิญญา-พระยาชมพูบดี-imagesca495jx8-jpg
อภิญญา-พระยาชมพูบดี-imagesca495jx8-jpg
ในปฐมโพธิกาล มีพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าพระยาชมพูบดี ครองเมืองปัญจาลนคร วันหนึ่งในคืนเดือนเพ็ญ พระยาชมพูบดีทอดพระเนตรเห็นดวงจันทร์งามสว่างอยู่กลางฟ้า ทรงเปรียบเทียบพระองค์ว่าควรจะมีเดชานุภาพ ยิ่งกว่ากษัตริย์ทั้งหมดในชมพูทวีป เหมือนพระจันทร์ที่มีรัศมีข่มดาวกระนั้น ทรงเบิกบานพระทัยเป็นอันมาก ฉลองพระบาทแก้วเหาะไปในอากาศทอดพระเนตรดูหัวเมืองทั้งหลายในชมพูทวีป
ครั้นเสด็จถึงพระนครราชคฤห์ ทรงเห็นยอดปราสาทสูงสล้างงามยิ่งนักก็จินตนาการรำพึงว่าปราสาทของใครหนอ งามยิ่งกว่าปราสาทของเรา และก็ทรงพิโรธด้วยความริษยา จึงได้เสด็จลงมายกพระบาทขึ้นกระทืบเพื่อจะให้หักสลายลง แต่ด้วยอานุภาพของพระผู้มีพระภาคเจ้าคุ้มครองรักษา ในฐานะที่พระเจ้าพิมพิสารเป็นพระอริยสาวก เป็นผู้เข้าถึงพระรัตนตรัยอย่างใกล้ชิด ยอดปราสาทของพระองค์ก็ไม่รู้สึกกระเทือน ดูประหนึ่งว่าเป็นเหล็กกล้าสามารถต่อต้านการกระทบกระแทกอันรุนแรงได้ทุกประการ
พระยาชมพูบดีกระทืบจนพระบาทแตก โลหิตไหลโทรมมีความเจ็บปวดยิ่ง ทรงพิโรธชักพระขรรค์ออกฟันยอดปราสาทก็มิได้หวั่นไหว หนำซ้ำพระขรรค์กลับหักงอ พระยาชมพูบดีเก็บความโกรธกลับพระนคร แล้วทรงใช้วิษศรให้ไปพาตัวกษัตริย์ในนครราชคฤห์มาโดยเร็ว
วิษศรผู้มีฤทธิ์โลดแล่นไปในอากาศ ส่งเสียงร้องกัมปนาทเป็นที่หวั่นหวาดของคนและสัตว์ทั่วไปที่ได้ยิน พระเจ้าพิมพิสารสดับเสียงร้องของวิษศรก็ตระหนกพระทัยกลัว รีบเสด็จออกจากปราสาทไปเฝ้าพระบรมศาสดาที่พระเวฬุวันวิหารแต่เช้าตรู่เพื่อขอประทานความคุ้มครอง
เมื่อวิษศรมาถึงก็ค้นหาพระเจ้าพิมพิสารจนทั่วทั้งปราสาทราชวัง เมื่อไม่พบก็อาละวาด ทำลายฉัตรกระจัดกระจายแล้วเร้นกายไปยังพระเวฬุวันวิหาร แผดเสียงสะเทือนสะท้านน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ครั้นผู้มีพระภาคเจ้าเห็นวิษศรเข้ามารุกรานก็ทรงนิรมิตพุทธจักรแล้วส่งให้ออกไปขับไล่ พุทธจักรมีอานุภาพยิ่งกว่า แล่นออกไปไล่ทุบวิษศรจนสิ้นฤทธิ์พ่ายแพ้กลับคืนเข้าแล่งศรพระยาชมพูบดี
ฝ่ายพระยาชมพูบดี เมื่อเห็นวิษศรพ่ายแพ้มาอย่างยับเยินเช่นนั้นก็โทมนัส ถอดพระบาทแก้วออกทั้งคู่ สั่งให้ออกไปมัดพระเจ้าพิมพิสารแล้วเอาตัวมา ฉลองพระบาททั้งคู่กลายเป็นพระยาวาสุกรีเลื้อยไปในนภากาศส่งเสียงดังสนั่นเหมือนฟ้าร้อง ครั้นถึงเมืองราชคฤห์ก็ตรงเข้าค้นหาพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อไม่พบก็พากันทำลายราชบัลลังก์เสียย่อยยับแล้วแล่นปราดติดตามหา
พระเจ้าพิมพิสารไปยังเวฬุวันวิหาร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็นนาคราชของพระยาชมพูบดีติดตามมารุกรานเช่นนั้น ทรงนิรมิตพญาครุฑให้โบยบินออกไปขับไล่ หลังจากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาอุปนิสัยของพระยาชมพูบดี ทรงเห็นว่าควรจะบรรลุพระอริยผลชั้นสูงได้ จึงตรัสเรียกท้าวสักกะเทวราช ให้มาเฝ้าแล้วทรงแจ้งพระประสงค์จะทรมานพระยาชมพูบดี
ท้าวสักกะเทวราชทราบพระประสงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จัดแจงจำแลงเพศเป็นราชทูตที่สง่างามด้วยอาภรณ์วิจิตร เสด็จไปปรากฏกายยังปราสาทหน้าพระพักตร์พระยาชมพูบดีท่ามกลางอำมาตย์ราชบริพาร แล้วเปล่งสุรเสียงทูลว่า “ดูก่อน พระยาชมพูบดี บัดนี้พระเจ้าราชาธิราชเจ้านายของข้าพเจ้ามีพระบัญชาให้ข้าพเจ้าเชิญตัวท่านไปในวันนี้” พระยาชมพูบดีพิโรธราชทูตที่เจรจาไม่เคารพนบนอบ ข้วางจักรแก้วให้ไปประหารชีวิต แต่ราชทูตหรือท้าวสักกะเทวราชทรงขว้างจักรของพระองค์ออกไปกำจัด เกิดการต่อสู้กันด้วยฤทธิ์ ในที่สุดพระยาชมพูบดีก็พ่ายแพ้ รับจะยอมทำตามประสงค์ ท้าวสักกะเทวราชก็ทรงให้เวลาพระยาชมพูบดี 3 วัน จะต้องไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้นถึงวันกำหนด พระยาชมพูบดีเสด็จขึ้นช้างพระที่นั่งพร้อมด้วยจตุรงคเสนา ยกพลมาโดยลำดับ ทรงตั้งพระทัยว่า ถ้าเห็นว่ามีกำลังพอจะบีบบังคับพระเจ้าราชาธาชได้ก็จะจัดการเอาเป็นเมืองขึ้นทันที ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนิรมิตพระกายเป็นพระเจ้าราชาธิราช ทรงเครื่องต้นสำหรับพระมหากษัตริย์อันวิจิตรงดงาม ขึ้นประทับบนรัตนบัลลังก์ในท่ามกลางมหาอำมาตย์ราชเสนาบดี เนรมิตทั้งหมดเป็นเมืองแก้วแพรวพราว สวยมากกำแพงเจ็ดชั้น ตั้งแต่กำแพงทองแดงไปถึงกำแพงแก้วเจ็ดประการ ไอ้ถนนทั้งหมดก็เป็นแก้วทั้งหมดแพรวพราว
พระยาชมพูบดีพร้อมจตุรงคเสนาเดินทางมาถึง โดยไม่รู้ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงช่วยย่นระยะทางให้ แต่พอถึงพระนครที่นิรมิต พระยาชมพูบดีไม่ยอมลงจากหลังช้างพระที่นั่งแล้วเสด็จดำเนินด้วยพระบาทเข้าไปในเมืองตามคำทูลเชิญ พระพุทธเจ้าทรงส่งมาฆสามเณร แปลงเป็นพลทหาร ซึ่งท่านเป็นพระอนาคามีทรงอภิญญามารับ ดังนั้นมาฆสามเณรจึงแสดงอานุภาพฉุดช้างทรงให้หมอบลง พระยาชภูบดีเกรงเดชานุภาพจึงยอมเสด็จด้วยพระบาทเข้าไป ทรงทอดพระเนตรเห็น ท้าวจตุโลกบาลคุมทหารพร้อมด้วยศัตราวุธรักษาพระนครก็เกรงขาม ทอดพระเนตรเห็นสรรพาวุธมากมายก็ตะลึงพระทัย ไอ้เมืองนี้แหม...ส่งไอ้พลทหารมารับไม่สมศักดิ์ศรี ทหารไปบอกว่า ท่านต้องลงก่อน เมืองพระเจ้าธรรมมาธิราช อย่าขี่ช้างเข้ามาไม่ได้ เป็นเมืองที่มีบุญญาธิการศักดิ์ศรีใหญ่ ท่านเป็นราชาคนจน"ไม่ลง ไม่ลงซะอย่างจะว่าไง" นั่งช้างทำท่าเก๊ก กระชากลงจากคอช้าง แหม...ไอ้ทหารเมืองนี้มันไม่มีมารยาท(หัวเราะ) สู้ไม่ได้ สู้ก็สู้ไม่ได้ ไอ้ทหารเมืองนี้ไม่มีมารยาท(หัวเราะ)"แกเป็นทหารชั้นไหน" บอกพลทหารครับ "ทำไมเมืองนี้ ข้าเป็นพระราชาจึงส่งพลทหารมา" บอก "แค่พลทหารนี่ ท่านยังสู้ไม่ได้ ถ้าเอานายสิบมาท่านตาย!!!"เอาล่ะซิ เอ้า...เดินไปทางนี้ แกก็ไป แกก็บ่นพึมพำๆๆ เดินไปพอเข้าเขตถนน ขัดเขมรแล้วซิ พลทหารถาม "ขัดเขมรทำไม?" บอก "แม่น้ำต้องลุยน้ำ" พลทหาร "ไม่ใช่...(เป็น)ถนน" บอก "ถนนห่าอะไร แม่น้ำ"พลทหาร "บอกถนนแก้ว"โอ้โฮ...ไอ้เมืองบ้านี่ เอาแก้วมาทำเป็นถนน(หัวเราะ)พอถึงร้านแล้วก็มีเมียพระอินทร์ พวกนางฟ้ามาตั้งขายของ แกก็เป็นนางฟ้าเสียจริงๆ พวกนั้น แกก็ทำเนื้อหนาหน่อยนะ เอ้าแล้วเข้าไปจีบแม่ค้า ยังไม่ได้จีบเข้าไปทีแรก ไปเห็นเมียพระอินทร์ นี่ซิ...สวย ถามทหาร นี่พระมเหสีของพระเจ้าธรรมาธิราชใช่ไหม(หัวเราะ) บอกไม่ใช่ แม่ค้าแผงลอย (หัวเราะ) แม่ค้าแผงลอยจริงๆ น่ะ คนนั้นก็ร้อง คนนี้ก็ร้อง พระราชาคนจน นี่เจ้าค่ะ นั่นเจ้าค่ะ แหม...เดินไป พอเข้าไปถึงประตูแรกพี๊บมีพระอินทร์แต่งตัวเป็นนายทหารประตู สวยกว่าแกมากทำท่าจะเข้าไปกราบ นึกว่าพระเจ้าธรรมาธิราช พลทหารบอก ไม่ใช่ นายประตู...นายทหารเฝ้ายาม (หัวเราะ) แหม...แย่เรื่อย เข้าไปถึงประตูทองแดง ประตูทองคำ ประตูแก้ว เข้าไปก็แพราวพราวไปหมด ท่านก็มอง แหม..วิจิตรพิศดารแกก็เข้าไปถึงกลุ่มใหญ่ปั๊บ มีพระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร มีเป็นพระมหาอำมาตย์น่ะ มีใครต่อใคร ไม่มีพระเลย หาพระไม่ได้ พระเจ้าธรรมมาธิราชทรงสง่า
จนกระทั่งถึงที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ทรงประทับบนรัตนบัลลังก์ในฐานะพระเจ้าราชาธิราช พระยาชมพูบดีไม่ยอมถวายบังคมด้วยอำนาจมานะทิฐิอันแรงกล้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้โอกาสพระยาชมพูบดีแสดงฤทธาบารมี พระยาชมพูบดีก็แสดงฤทธาหวังจะเอาชัยชนะเป็นครั้งสุดท้าย
ผลที่สุดก็เอางี้ซิจะให้เรากลัวก็ต้องแสดงฤทธิ์ให้ดูก่อนพระพุทธเจ้าบอกก็ดี จะได้รู้ใครเก่งหรือไม่เก่ง ท่านมีอะไรว่ามาเลย เข้าขว้างจักร ขว้างจักรไปผลุบเข้ากระบอกไปเลย(หัวเราะ) แผลงศร พอแผลงศรพระพุทธเจ้าท่านก็เอาด้วยแกก็แผลงบ้าง หนักเข้าๆๆ ก็สิ้น ศรสู้กันตีมาตีไป ตีไปตีมา ไอ้ศรของพระยาชมภูบดีสู้ไม่ได้หลบเข้ากระบอก หลบเขาก็ตีกระบอกพัง(หัวเราะ) วิ่งไปทางไหนก็ตีะกระบอกหักหมดเลย ป่าปี้หมดเลย และแกก็ทำทุกอย่าง แกเล่นจนแกหมดอาวุธน่ะ แผลงศร ใช้พระขรรค์ควงให้เกิดไป เกิดลม มันก็ด้านหมด หนักเข้าๆ หมดท่าอ๊ะ...ท่านเอามั่ง บอกท่านเอามั่ง เราหมดแล้ว พระพุทธเจ้าเข้าเขตเตโชกสิณล้อม ไฟใกล้เข้ามาๆๆ ก็ร้องเจี๊ยก(หัวเราะ) ร้องเจี๊ยกกลัวแลัวๆๆ ถามกลัวแน่หรือ บอกกลัวแน่ กลัวแน่ไฟก็หาย เอ๊ะ..ไฟหายเป็นไง บอกที่นี่เขาจุดง่าย บอกที่นี่ไฟจุดงายดับง่าย ถ้าหากว่าอวดทะนงต่อไป ทีนี้ไปจะไหม้ไปครึ่งตัว ไม่ไหม้หมดซะด้วย ไหม้ครึ่งตัว พูดไปพูดมาพระพุทธเจ้าท่านก็พูดดี ก็ชักเลื่อมใส เลื่อมใสว่าเชิญมาทำไม เห็นเป็นคนดี เราต้องการความเป็นมิตร ไม่ต้องการความเป็นศัตรู ไอ้เมืองของท่านน่ะเราจะยึดเมื่อไหร่ก็ได้ เพียงแค่ทหารเลวคนเดียวก็ยึดได้ เราส่งพลทหารชั้นเลวไปคนเดียวท่านก็ต่อต้านไม่ได้ ท่านจะมาสู้อะไรกับนคร ท่านมีฤทธิ์อำนาจจริงๆ แต่ว่ามีสภาพเหมือนพระราชาคนง่อยดูทหารของเราทุกคน กองทัพของท่านทั้งหมดมีจตุรงคเสนา ทหารคนเดียวของเราเท่านั้นจะสังหารได้ จะเอากับใครล่ะแหม....ท่านท้ารบ ชักไม่กล้าสู้ คุยไปคุยมา คุยมาคุยไป นี่พระพุทธเจ้าท่านใช้ธรรมะตอนนี้ท่านเล่นธรรมะแล้ว เลื่อมใสว่าไอ้ฤทธิ์อำนาจอย่างนี้ ข้าพเจ้าจะสามารถทำได้ไหม พระพุทธเจ้าท่านบอก นี่เราพร้อมจะให้อยู่แล้วที่ไปเชิญมานี่ ความจริงต้องการจะให้ฤทธิ์ให้อำนาจแบบนี้ ถามให้แน่น่ะ ท่านบอกแน่ แน่แล้วจะขอศึกษา บอกได้เลย แต่การศึกษานี่ เราจะต้องแต่งตัวเหมือนกันนะ ท่านก็เป็นอันว่าตกลง ตกลงศึกษา พอตกลงแน่นอนปั๊บเมืองหายหมด กลายเป็นป่า เป็นเวฬุวันมหาวิหาร พระเจ้าธรรมมาธิราชมีห่มจีวรเสียแล้วเอ๊ะ...นี่มันเป็นยังไงกันแน่ บรรดาอำมาตย์ราชเสนาบดีก็กลายเพศเป็นพระสงฆ์สาวกองค์พระบรมศาสดา เหล่าเทพเจ้า ตลอดจนครุฑและนาคาก็พากันกลับคืนถิ่นทิพยสถาน ท่านก็เลยบอกถ้าจะศึกษาต้องแต่งตัวแบบนี้ ผลที่สุดท่านเลยบวช เอหิภิกขุไง ก็ให้การศึกษา จบเดียวเป็นอรหันต์ไปเลย
หมายเหตุ ตัวอักษรสีเขียว เป็นส่วนที่หลวงพ่อฯเล่าให้ฟัง

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 4 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 21:08


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่