อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > พระพุทธศาสนาสัมพันธ์ (นานาชาติ)

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 19-04-09, 12:07
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,119
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56658
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile งานเฉลิมฉลองถิ่นกาขาว

อภิญญา-งานเฉลิมฉลองถิ่นกาขาว-p10052%5B1%5D-jpg
หลวงพ่อท่านเคยเล่าให้ฟังว่า
คำทำนายของพระพุทธโฆษาจารย์
ในประการแรก อาตมาได้พบและได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งเป็นสมุดข่อย ซึ่งพระอรหันต์ในอดีตนามว่า พระพุทธโฆษาจารย์ (ลำใย) เขียนไว้ ทำนายชะตาบ้านเมืองก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะแตกเสียอิสรภาพแก่พม่า ก่อนที่กรุงเทพฯ ยังไม่ปรากฏโดยท่านได้เขียนทำนายไว้ว่า
“กรุงศรีอยุธยาจะต้องถูกข้าศึกตีแตก แจ่จะเสียอิสรภาพไม่นานนัก จะมีคนดีของกรุงศรี
อยุธยามากู้ชาติ แต่เมื่อกู้ชาติได้แล้วจะต้องไปตั้งเมืองหลวงอยู่ใหม่”
และเหตุการณ์ต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยาก็ได้เป็นจริงตามคำทำนายทุกอย่าง
ทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าทั้ง ๑๐ รัชกาล
ในสมุดข่อยเล่มเดียวกันนี้ พระพุทธโฆษาจารย์ได้กล่าวทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแก่กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงใหม่ ในวันข้างหน้า ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแต่ละรัชกาลดังนี้
รัชกาลที่ ๑. ทำนายว่า มหากาฬผ่านมหายักษ์
รัชกาลที่ ๒. ทำนายว่า รู้จักธรรม
รัชกาลที่ ๓. ทำนายว่า จำต้องคิด
รัชกาลที่ ๔. ทำนายว่า สนิทธรรม
รัชกาลที่ ๕. ทำนายว่า จำแขนขาด
รัชกาลที่ ๖. ทำนายว่า ราษฎร์ราชาโจร
รัชกาลที่ ๗. ทำนายว่า นั่งทนทุกข์
รัชกาลที่ ๘. ทำนายว่า ยุคทมิฬ
รัชกาลที่ ๙. ทำนายว่า ถิ่นกาขาว
รัชกาลที่ ๑๐. ทำนายว่า ชาววิไล
ความแม่นยำของคำทำนาย
เมื่อพิจารณาถึงคำทำนายและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละรัชกาลก็จะเห็นได้ชัดว่า คำทำนายนั้นถูกต้องเพียงใด
รัชกาลที่ ๑. ผ่าน พระเจ้าตากสิน ขึ้นครองราชย์สมบัติ
รัชกาลที่ ๒. ท่านว่างจากศึกสงครามก็หันมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ให้พระสงฆ์ค้นคว้าพระธรรมวินัยรวบรวมกันเป็นการใหญ่
รัชกาลที่ ๓. ท่านมีหัวคิดริเริ่มหาเงินมาสร้างสรรค์บ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองปรากฏมาจนถึงทุกวันนี้
รัชกาลที่ ๔. ท่านสนิทธรรม ก็เพราะพระราชาองค์นี้ทรงผนวชถึง ๒๗ พรรษา มีความคล่องตัวในพระธรรมวินัย ทรงไว้ซึ่งพระไตรปิฎกอย่างแตกฉาน และยังมีความสนิทสนมกับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) อย่างยิ่ง เป็นคู่บารมีกัน
รัชกาลที่ ๕. จำแขนขาด เราเห็นได้ชัดมาก เพราะเราต้องเสียดินแดนไปหลายครั้งหลายหน โดยพระองค์ทรงยอมเสียแขนขาดีกว่าเสียตัวทั้งหมด คือยอมเสียผืนแผ่นดินบางส่วน เพื่อรักษาเอกราชของชาติไว้
รัชกาลที่ ๖. เป็นโจร เพราะทรงใช้จ่ายเงินในท้องพระคลังจนหมดสิ้น แต่อาตมาเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นนักชาตินิยม มีพระปรีชาสามารถปลุกใจประชาชนให้รักชาติบ้านเมือง เช่นมีเพลงบทหนึ่งทรงพระนิพน์ไว้ว่า “ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับไส เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำร่ำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย” ทรงเป็นนักประชาธิปไตย จึงได้ทำทุกอย่างให้บุคคลอื่นเห็นว่า พระองค์ไม่ทรงถือพระองค์ เช่น แสดงมหรสพ เล่นโขนกับข้าราชบริพาร
ยิ่งกว่านั้นพระองค์ยังสามารถทำให้ประเทศไทยเป็นที่ปรากฏแก่ชาวโลก โดยส่งทหารไปช่วยสงครามโลกครั้งที่ ๑. จึงจำเป็นต้องใช้เงินมาก แม้จะใช้เงินมาก แต่ประโยชน์ก็เกิดแก่ประเทศชาติอย่างหนัก
รัชกาลที่ ๗. นั่งทนทุกข์ พระองค์เสวยราชสมบัติอยู่ในเกณฑ์ตกอับพอดี เงินในท้องพระคลังก็หมดมาแต่รัชกาลก่อน พระองค์จึงทรงประทับอยู่บนกองทุกข์ต้องดุลข้าราชการออกเป็นจำนวนมาก เท่านั้นยังไม่พอ ต่อมาพระองค์ต้องจำพระทัยสละราชสมบัติ ไปนั่งทนทุกข์อยู่ต่างแดน จนสิ้นพระชนม์
รัชกาลที่ ๘. ยุคทมิฬ บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่ ๒. ประชาชนตกอยู่ในสภาพบ้านแตก อดอยากยากแค้นแสนสาหัส พระมหากษัตริย์ก็ถูกลอบปลงพระชนม์จนสวรรคต
รัชกาลที่ ๙. ทำนายว่า ถิ่นกาขาว เราก็เห็นแล้วว่าฝรั่งมาอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ล้วนแต่คนผิวขาวทั้งนั้น
สำหรับรัชกาลต่อไป คือ รัชกาลที่ ๑๐. ทำนายว่า ชาววิไล หมายความว่า บ้านเมืองเราได้ผ่านยุคเข็ญมาแล้ว จะได้ประสบความเจริญรุ่งเรืองกันเสียที เราจะมั่งคั่งสมบูรณ์เหมือนนานาอารยะประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย
ราชวงศ์จักรีจะมีเพียง ๑๐ รัชกาลเท่านั้นรึ?
ปัญหาที่น่าคิดต่อไปก็คือว่า ทำไมพระพุทธโฆษาจารย์จึงทำนายเหตุการณ์บ้านเมืองไวเพียง ๑๐ รัชกาลเท่านั้น? กรุงเทพมหานครจะมีพระมหากษัตริย์เพียง ๑๐ พระองค์เท่านั้นหรือ?
เป็นเรื่องที่อาตมาสนใจเป็นพิเศษ จึงได้สอบถามเรื่องนี้กับ หลวงพ่อปาน และพระอาจารย์ต่างๆ ซึ่งจิตของท่านเป็นสมาธิเข้าถึงขั้นอภิญญา สามารถที่จะรู้จริงในเรื่อง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งก็ยังมีอยู่หลายๆ องค์ในขณะนี้ ทุกๆ รูปที่อาตมาสอบถามจากท่าน ต่างก็ยืนยันตรงกันว่า
พระมหากษัตริย์จะยังคงมีอยู่คู่กับชาติไทยตลอดไปอีกนาน มิใช่เพียงแค่ ๑๐ พระองค์เท่านั้น แต่ที่พยากรณ์ไว้เพียงแค่นั้นก็เพราะว่าเริ่มตั้งแต่รัชกาลที่ ๑๐. เป็นต้นไป บ้านเมืองจะมั่งคั่งสมบูรณ์ ร่มเย็นผาสุก ประชาชนในชาติจะร่ำรวย ประเทศไทยจะเป็นประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่ง ซึ่งจะมีแต่ความเจริญตลอดไป ไม่ล้มลุกคลุกคลานดังที่แล้วมา จึงไม่จำเป็นจะต้องพยากรณ์ต่อไปอีก”

พระพุทธทำนายเหตุการณ์ของโลกประการที่ ๒. ที่ยืนยันว่าประเทศไทยจักไม่ตกเป็นทาสของใครๆ นั้นคือ พระพุทธทำนายเหตุการณ์ของโลก พระพุทธทำนายนี้ก็มีปรากฏในสมุดข่อยของพระพุทธโฆษาจารย์เช่นเดียวกัน ซึ่งมีข้อความปรากฏโดยสังเขปดังนี้
“อานันทะ..ดูก่อน อานนท์ โลกต่อไปจะเต็มไปด้วยความเร่าร้อน ก่อนกึ่งพุทธกาล ๑๕ ปี (ประมาณ พ.ศ.๒๔๘๕) จะมีฝนเหล็กตกจากอากาศ จะมีไฟลุกจากอากาศ เหล็กกล้าจะผุดจากน้ำมาทำลายมนุษย์ มนุษย์และสมณะชีพราหมณ์จะตายกันมาก
แต่ว่า..อานนท์ ความเร่าร้อนก่อนกึ่งพุทธกาลนั้น ยังมีความเร่าร้อนน้อยกว่า ความเร่าร้อนหลังกึ่งพุทธกาล
หลังกึ่งพุทธกาลจะมีความร้ายแรงยิ่งไปกว่านั้น ยักษ์หินที่ถูกสาปจะลุกขึ้นมาอาละวาดสมณะชีพราหมณ์จะล้มตาย ยักษ์นอกพระพุทธศาสนาทั้งหลายจะฆ่าฟันกันและกัน จะตายกันไปคนละครึ่ง จึงจะหยุดยั้งเลิกรบกัน
แต่ทว่าประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น จะมีภัยเช่นนี้เหมือนกัน แต่ไม่มากนัก”
ความแม่นยำของพุทธทำนาย
จากพระพุทธเจ้าทำนายนี้เราก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นความจริงทุกอย่าง ก่อนพุทธกาลได้เกิด สงครามโลกครั้งที่ ๒. ลูกระเบิดต่างๆ ซึ่งเป็นเหล็กเป็นไฟได้หลั่งไหลลงมาจากอากาศพิฆาตมนุษย์
หลังกึ่งพุทธกาลได้เกิดสงครามลัทธิคือพวกยักษ์นอกศาสนา เพิ่งจะเลิกรากันไป แต่เมืองไทย ก็ยังได้รับผลกระทบกระเทือนมาจนกระทั่งบัดนี้
มีเพียงไทยที่นับถือพุทธอย่างมั่นคง
ตามพระพุทธทำนายนั้นได้บ่งชี้ชัดว่าประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาจะมีภัยบ้างแต่ไม่มากนัก หากเราพิจารณาให้ดีๆ ก็จะเห็นเด่นชัดว่า ประเทศไทยนี้เท่านั้นที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง และเป็นประเทศสุดท้ายที่พระพุทธศาสนายังเหลืออยู่ในท้องถิ่นบริเวณนี้
ประเทศอื่นๆ รอบบ้านเราก็กลายเป็นพวกเดียรถีย์นอกศาสนาพุทธไปเกือบหมดแล้ว เพราะฉะนั้น ประเทศไทยจึงเป็นเมืองสุดท้ายที่พระพุทธศาสนาจะสถิตสถาพรอยู่ได้ตลอดไป
พระเจ้าอังครัฐตั้งจิตขอพบพระอรหันต์
ในพระพุทธทำนายซึ่งปรากฏในตำนานบางแห่งได้เล่าไว้ว่า
พระเจ้าอังครัฐ เจ้าเมืองอังครัฐ ซึ่งเป็นเมืองที่ประดิษฐาน พระธาตุจอมทอง อยู่ในขณะนี้ ได้ทรงตั้งจิตอธิษฐานขอให้พระองค์ได้พบพระอรหันต์ ขอให้พระอรหันต์เสด็จมาโปรด พระพุทธองค์ทรงทราบวาระจิตของพระเจ้าอังครัฐ จึงทรงส่งพระโมคคัลลาน์ พร้อมด้วยพระเถระรวม ๔ รูป เดินทางมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่เมืองอังครัฐก่อน
ศาสนาจะอยู่ในเมืองไทยครบ ๕,๐๐๐ ปี
ส่วนพระองค์ได้เสด็จมาภายหลัง เมื่อเสด็จมาถึงเมืองนั้น ได้ทรงพยากรณ์เกี่ยวกับความเป็นไปในอนาคตของพระพุทธศาสนาไว้ว่า “พระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองตั้งมั่นอยู่ในท้องถิ่นนี้ถึง ๕,๐๐๐ ปี”
เมื่อพระพุทธศาสนายังตั้งมั่นอยู่ได้ในผืนแผ่นดินไทยตามพระพุทธทำนาย ก็หมายความว่าเมืองไทยจะต้องไม่ตกเป็นทาสของใครๆ เพราะความมั่นคงของชาติและพระพุทธศาสนาเป็นของคู่กันมาแต่บรรพกาล เมืองไทยจะไม่ตกเป็นทาสของใคร
จากคำพยากรณ์ของพระพุทธโฆษาจารย์ก็ดี คำบอกเล่าของพระเถระผู้ได้ฌานสมาบัติก็ดี และจากพระพุทธทำนายก็ดี เป็นหลักชี้ชัดให้เรามั่นใจได้ว่า
“เมืองไทยเรานี้จะต้องเป็นปึกแผ่นมั่นคงตลอดไป ไม่ตกเป็นทาสของใครๆ พวกนอกศาสนาจะไม่สามารถย่ำยีเมืองไทยได้ แต่ข้อสำคัญนั้น เราทุกคนอย่าประมาท ต้องรักกัน สามัคคีกันไว้ ไม่แตกแยกกันและไม่ลุ่มหลงไปกับคำยุแหย่ของบุคคลผู้มุ่งร้ายต่อชาติบ้านเมือง”
ปล.หลังจากคำทำนายของหลวงพ่อแล้ว ยังเคยได้อ่านพบเรื่องรัชกาลที่ 11 ไทยมหารัญ รัชกาลที่ 12 ไทยพระจักรพรรดิ์ ท่านใดพอทราบข้อมูลหรือรายละเอียดช่วยลงเพิ่มเติมให้ทีครับ ขอที่มาและอ้างอิงด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 24 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (27-06-09), Attawat_Rx (07-05-09), พรรณวดี (25-05-09), พุทธรักษา (12-06-09), ก้อนดิน (10-01-10), มณีโชติ (04-08-10), ศิษย์โมคคัลลานะ (24-04-09), สุธัมมา (07-05-09), ปภังคุณัง (07-05-09), ปาริฉัตรมณี (05-06-09), นาคน้อย (22-10-09), นำธรรม (22-02-11), นิมมานรดี (02-05-09), เดชะบุญ (28-05-09), FaRuXue (16-07-10), Jira (09-01-11), LEK (17-06-09), leklek (22-09-09), octavian (01-11-11), rathanakit (11-07-10), Rich (31-03-10), rossukon (15-10-11), Sati (23-07-09), suwaphat (21-10-09)
  #2  
เก่า 23-09-09, 12:43
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,119
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56658
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile เพื่อเป็นการร่วมเทอดพระเกียรติในหลวง

อภิญญา-งานเฉลิมฉลองถิ่นกาขาว-%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25873%5B1%5D-jpg

กระทู้นี้ตั้งขึ้นมาเพื่อร่วมเฉลิมฉลองถิ่นกาขาว และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ จะนำเสนอผลงานหรือโครงการต่างๆของพระองค์ท่านในด้านต่างๆ ตลอดจนโครงการหรือบุญต่างๆที่พสกนิกรได้ทำถวายพระองค์ท่านในวโรกาสต่างๆ และที่สำคัญคือการร่วมเฉลิมฉลองวโรกาสนี้ของชาวต่างชาติที่มีต่อในหลวงของเราด้วยครับ เพราะพระองค์นับเป็นที่รักเป็นมิ่งขวัญและตัวอย่างที่ดีของคนไทยและชาวต่างชาติด้วยนะครับ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 21 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
aossv (01-09-10), Apinya (23-09-09), พรรณวดี (13-10-09), พุทธรักษา (23-09-09), ก้อนดิน (10-01-10), มณีโชติ (04-08-10), มงคลจักรวาล (30-09-09), ศิษย์โมคคัลลานะ (25-11-09), สุธัมมา (16-10-09), ปาริฉัตรมณี (24-09-09), นาคน้อย (22-10-09), นำธรรม (22-02-11), นิมมานรดี (23-09-09), เดชะบุญ (23-09-09), FaRuXue (16-07-10), Jira (09-01-11), octavian (01-11-11), rathanakit (11-07-10), Rich (31-03-10), rossukon (15-10-11), suwaphat (21-10-09)
  #3  
เก่า 21-10-09, 17:03
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,119
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56658
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile บุญพระมหาจักพรรดิ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ

อภิญญา-งานเฉลิมฉลองถิ่นกาขาว-1_display%5B1%5D-jpg
อภิญญา-งานเฉลิมฉลองถิ่นกาขาว-144100%5B1%5D-jpgอภิญญา-งานเฉลิมฉลองถิ่นกาขาว-dscf5594%5B1%5D-jpgอภิญญา-งานเฉลิมฉลองถิ่นกาขาว-4043a17%5B1%5D-jpg

ในหน้าประวัติศาสตร์ที่ได้รับการบันทึกไว้ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยของพระเจ้าจักรพรรดิ์ มีการค้นพบช้างเผือกเป็นจำนวนหลายเชือก อันเป็นเครื่องแสดงบุญญาธิการแห่งองค์พระมหากษัตราธิราชเจ้า จวบจนถึงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จอยู่หัวภูมิพลฯ มีการค้นพบช้างเผือกเป็นจำนวนมากเหมือนกัน และเป็นบุญญาธิการแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระภัทรมหาราชของปวงชนชาวไทยจริงๆครับ ขอบารมีพระให้พระองค์ทรงหายจากประอาการประชวร และมีพระชนม์มายุยิ่งยืนนานเทอญฯ
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-งานเฉลิมฉลองถิ่นกาขาว-ch07%5B1%5D-jpg   อภิญญา-งานเฉลิมฉลองถิ่นกาขาว-1201225457%5B1%5D-jpg   อภิญญา-งานเฉลิมฉลองถิ่นกาขาว-16462286hg2%5B1%5D-jpg  

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 20 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
aossv (01-09-10), Apinya (22-10-09), พรรณวดี (21-10-09), พุทธรักษา (22-10-09), ก้อนดิน (10-01-10), มณีโชติ (04-08-10), ศิษย์โมคคัลลานะ (25-11-09), สุธัมมา (15-07-10), ปาริฉัตรมณี (21-10-09), นาคน้อย (22-10-09), นำธรรม (22-02-11), นิมมานรดี (21-10-09), เดชะบุญ (21-10-09), FaRuXue (16-07-10), Jira (09-01-11), octavian (01-11-11), rathanakit (11-07-10), Rich (31-03-10), rossukon (15-10-11), suwaphat (21-10-09)
  #4  
เก่า 23-11-09, 13:55
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,119
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56658
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile ฝนพ่ออยู่หัวฯ

อภิญญา-งานเฉลิมฉลองถิ่นกาขาว-1%5B1%5D-jpg
โครงการฝนหลวง เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อสร้างฝนเทียมสำหรับบรรเทาปัญหาความแห้งแล้งขาดแคลนน้ำในการเกษตร
เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกร เมื่อปี พ.ศ. 2498 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทรงรับทราบถึงความเดือดร้อนทุกข์ยากของราษฎรและเกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตร จึงได้มีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานโครงการพระราชดำริ "ฝนหลวง" ให้กับ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ไปดำเนินการ ซึ่งต่อมาได้เกิดเป็นโครงการค้นคว้าทดลองปฏิบัติการฝนเทียมหรือฝนหลวงขึ้น ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี พ.ศ. 2512 ด้วยความสำเร็จของ โครงการ จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกาก่อตั้งสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นในปี พ.ศ. 2518 ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นหน่วยงานรองรับโครงการพระราชดำริฝนหลวงต่อไป
การทำฝนเทียมหรือฝนหลวงเป็นกรรมวิธีการเหนี่ยวนำน้ำจากฟ้า ใช้เครื่องบินบรรจุสารเคมีขึ้นไปโปรยในท้องฟ้า โดยดูจากความชื้นของเมฆและสภาพทิศทางลมประกอบกัน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝนคือ ความร้อนชื้นปะทะความเย็น และมีแกนกลั่นตัวที่มีประสิทธิภาพในปริมาณที่เหมาะสม กล่าวคือ เมื่อมวลอากาศร้อนชื้นที่ระดับผิวพื้นขึ้นสู่อากาศเบื้องบน อุณหภูมิของมวลอากาศจะลดต่ำลงจนถึงความสูงที่ระดับหนึ่ง หากอุณหภูมิที่ลดต่ำลงนั้นมากพอก็จะทำให้ไอน้ำในมวลอากาศอิ่มตัว จะเกิดขบวนการกลั่นตัวเองของไอน้ำในมวลอากาศขึ้นบนแกนกลั่นตัว เกิดเป็นฝนตกลงมา ฉะนั้นสารเคมีที่ใช้จึงประกอบด้วย "สูตรร้อน" ใช้เพื่อกระตุ้นเร่งเร้ากลไกการหมุนเวียนของบรรยากาศ, "สูตรเย็น" ใช้เพื่อกระตุ้นกลไกการรวมตัวของละอองเมฆให้โตขึ้นเป็นเม็ดฝน และสูตรที่ใช้เป็นแกนดูดซับความชื้น เพื่อใช้กระตุ้นกลไกระบบการกลั่นตัวให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงกำหนดขั้นตอนการทำฝนหลวงขึ้นให้เข้าใจง่ายเป็นลำดับดังนี้ขั้นตอนที่หนึ่ง : "ก่อกวน"
เป็นขั้นตอนที่เมฆธรรมชาติเริ่มก่อตัวทางแนวตั้ง การปฏิบัติการในขั้นตอนนี้มุ่งใช้สารเคมีกระตุ้นให้มวลอากาศลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน เพื่อให้เกิดกระบวนการชักนำไอน้ำหรือความชื้นเข้าสู่ระบบการเกิดเมฆ ระยะเวลาที่จะปฏิบัติการในขั้นตอนนี้ไม่ควรเกิน 10.00 น. ของแต่ละวัน โดยการใช้สารเคมีที่สามารถดูดซับไอน้ำจากมวลอากาศได้ แม้จะมีเปอร์เซ็นต์ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ (มีค่า critical relative humidity ต่ำ) เพื่อกระตุ้นกลไกของกระบวนการกลั่นตัวไอน้ำในมวลอากาศ (เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเมฆด้วย) ทางด้านเหนือลมของพื้นที่เป้าหมาย เมื่อเมฆเริ่มก่อตัวและเจริญเติบโตทางตั้งแล้ว จึงใช้สารเคมีที่ให้ปฏิกิริยาคายความร้อนโปรยเป็นวงกลมหรือเป็นแนวถัดมาทางใต้ลมเป็นระยะทางสั้น ๆ เข้าสู่ก้อนเมฆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดกลุ่มแกนร่วม (main cloud core) ในบริเวณ ปฏิบัติการสำหรับใช้เป็นศูนย์กลางที่จะสร้างกลุ่มเมฆฝนในขั้นตอนต่อไป
ขั้นตอนที่สอง : "เลี้ยงให้อ้วน"
เป็นขั้นตอนที่เมฆกำลังก่อตัวเจริญเติบโตซึ่งเป็นระยะสำคัญมากในการปฏิบัติการ เพราะจะต้องเพิ่มพลังงานให้แก่ updraft ให้ยาวนานออกไป ต้องใช้เทคโนโลยีและประสบการณ์การทำฝนควบคู่ไปพร้อมกันเพื่อตัดสินใจโปรยสารเคมีชนิดใด ณ ที่ใดของกลุ่มก้อนเมฆ และในอัตราใดจึงเหมาะสม เพราะต้องให้กระบวนการเกิดละอองเมฆสมดุลกับความแรงของ updraft มิฉะนั้นจะทำให้เมฆสลาย
ขั้นตอนที่สาม : "โจมตี"
เป็นขั้นตอนสุดท้ายของกรรมวิธีปฏิบัติการฝนหลวง เมฆ หรือ กลุ่มเมฆฝนมีความหนาแน่นมากพอที่จะสามารถตกเป็นฝนได้ ภายในกลุ่มเมฆจะมีเม็ดน้ำขนาดใหญ่มากมาย หากเครื่องบินบินเข้าไปในกลุ่มเมฆฝนนี้จะมีเม็ดน้ำเกาะตามปีกและกระจังหน้าของเครื่องบิน เป็นขั้นตอนที่สำคัญ ต้องอาศัยประสบการณ์มาก เพราะจะต้องปฏิบัติการเพื่อลดความรุนแรงของ updraft หรือทำให้อายุของ updraft หมดไป สำหรับการปฏิบัติการในขั้นตอนนี้ จะต้องพิจารณาจุดมุ่งหมายของการทำฝนหลวง ซึ่งมีอยู่ 2 ประเด็นคือเพื่อเพิ่มปริมาณฝนตก และเพื่อให้เกิดการกระจายการตกของฝน
ถ่ายทอดเทคโนโลยี 'ฝนหลวง'สู่นานาประเทศ

14 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็น “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดพิธีถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ บริเวณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงริเริ่มกิจการฝนหลวงในประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545 คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบในการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะทรงเป็น “พระบิดาแห่งฝนหลวง”
นอกจากกระทรวงเกษตรฯ ได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ แล้ว ก่อนหน้านี้คือเมื่อ 12 พฤศจิกายน ยังเปิดตัวเว็บไซต์ “เป็นฝนสู่ประชา จากบิดาของแผ่นดิน” ภายใต้ชื่อ เว็บไซต์ www.thairoyalrain.in.thโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศ ได้ทราบถึงพระมหากรุณาธิคุณ และพระปรีชาสามารถด้านฝนหลวง อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสและช่องทางการสื่อสารให้ประชาชนได้แสดงความจงรักภักดีลงนามถวายพระพรและร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ด้านฝนหลวง
บิดาของแผ่นดิน” ที่จัดทำขึ้นนี้ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้รวบรวมประวัติโครงการพระราชดำริฝนหลวง และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ พระปรีชาสามารถ และพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เกี่ยวกับโครงการฝนหลวง ซึ่งได้พระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทย โดยจัดทำในระบบสารสนเทศผ่านทางเว็บไซต์ขึ้นเป็นการเฉพาะ ประกอบด้วย 5 หัวข้อหลัก คือ 1) พระมหากรุณาธิคุณทรงเมตตา 2) พระปรีชาสามารถราษฎร์ประจักษ์ 3) พระประทานฝนหลวงพิเศษภักดิ์ 4) ประเสริฐนัก พระดำรัส ขวัญประชา และ 5) ติดตรึงตรา พระราชกรณียกิจ สฤษดิ์ไผท
โดยจัดทำข้อมูลเป็น 2 ภาษา ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป รวมทั้งชาวต่างประเทศ สามารถค้นคว้าหาความรู้และชื่นชมภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดาร และภาพพระราชจริยวัตรอันงดงามและน่าประทับใจได้ที่เว็บไซต์ ดังกล่าว
นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้เทคโนโลยีฝนหลวงได้จดสิทธิบัตรแล้วมากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป และเอเชีย และล่าสุดที่ประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ในระหว่างการดำเนินการจดสิทธิบัตร ส่วนประเทศที่นำเทคโนโลยีฝนหลวงไปใช้ปฏิบัติแล้วในขณะนี้ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย และยังมีประเทศที่จะขอพระบรมราชานุญาตนำเทคโนโลยีฝนหลวงของประเทศไทยไปใช้ 4 ประเทศ ได้แก่ โอมาน จอร์แดน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระบรมราชานุญาตให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีฝนหลวงได้ แสดงให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีต่อนานาประเทศทั่วโลกไม่เฉพาะแต่ประเทศไทย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร ได้น้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากโครงการพระราชดำริฝนหลวง ที่ได้พระราชทานเผยแพร่ให้แก่ประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณ พระอัจฉริยภาพ พระปรีชาสามารถ และพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่ทรงเป็น “พระบิดาแห่งฝนหลวง” ของไทย ผู้ทรงริเริ่มและพัฒนาโครงการพระราชดำริฝนหลวง จนเกิดประสิทธิภาพเป็นที่ประจักษ์เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งทางธรรมชาติ.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 และวิกพีเดีย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 16 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
พรรณวดี (23-11-09), พุทธรักษา (24-11-09), ก้อนดิน (10-01-10), มณีโชติ (04-08-10), ศิษย์โมคคัลลานะ (25-11-09), สุธัมมา (15-07-10), ปาริฉัตรมณี (07-07-10), นาคน้อย (24-11-09), นำธรรม (22-02-11), เดชะบุญ (28-11-09), FaRuXue (16-07-10), Jira (09-01-11), octavian (01-11-11), rathanakit (11-07-10), Rich (31-03-10), rossukon (15-10-11)
  #5  
เก่า 24-11-09, 10:27
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,119
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56658
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile ธนาคารโคกระบือ ตามพระราชดำริ

"...ธนาคารโคและกระบือ ก็คือ การรวบรวมโคและกระบือ โดยมีบัญชี ควบคุม ดูแล รักษา แจกจ่าย ให้ยืม เพื่อใช้ประโยชน์ในการเกษตร และเพิ่มปริมาณโคและกระบือ ตามหลักการของธนาคาร ธนาคารโคและ กระบือ เป็นเรื่องใหม่ของโลกที่มีความจำเป็นเกิดขึ้น เพราะปัจจุบันมีความคิดแต่จะใช้เครื่องกลไกเป็น เครื่องทุ่นแรงในกิจการเกษตร แต่เมื่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแพงขึ้นความก้าวหน้าในการใช้เครื่องกลไก เสียไป จำเป็นต้องหันมาพึ่งแรงงานจากสัตว์ที่เคยใช้อยู่ก่อน เมื่อหันกลับมาก็ปรากฏว่ามีปัญหามาก เพราะชาวนาไม่มีเงินซื้อโคและกระบือมาเลี้ยงเพื่อใช้งาน
ธนาคารโคและกระบือ พอจะอนุโลมใช้ได้เหมือนกับธนาคารที่ดำเนินการเกี่ยวกับการเงิน เพราะโดยความหมายทั่วไป ธนาคารก็ดำเนินกิจการเกี่ยวกับสิ่งมีค่ามีประโยชน์ การตั้งธนาคารโคและกระบือก็มิใช่ว่าตั้งโรงขึ้นมาเก็บโคหรือกระบือ เพียงแต่มีศูนย์กลางขึ้นมา เช่น อาจจัดให้กรมปศุสัตว์เป็นศูนย์รวมใครจะสมทบธนาคารโคกระบือ ก็ไม่จำเป็นต้องนำโคหรือกระบือไปมอบให้อาจบริจาคในรูปของเงิน..."
พระบรมราโชวาทที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานแก่สมาชิกกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ
ณ บริเวณโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เมื่อวันพืชมงคล 14 พฤษภาคม 2523
เกี่ยวกับโครงการธนาคารโคและกระบือตามพระราชดำริ


ธนาคารโคกระบือ
โค-กระบือ มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตการผลิตของสังคมไทยมาแต่โบราณ ถือได้ว่าเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญมาก เพราะเป็นแรงงานอย่างเดียว ซึ่งทำหน้าที่แทนเครื่องจักรกลช่วยให้แรงงานในกระบวนการผลิตข้าวเกือบทุกขั้นตอน ตั้งแต่ไถพรวน นวดข้าว จนกระทั่งถึงการขนย้ายผลผลิต ในบางท้องที่ยังใช้แรงงานจากโค-กระบือ ฉุดลากเครื่องทุ่นแรงในการสูบน้ำและใช้ลากเกวียน เพื่อการขนส่งในชนบททุรกันดารอีกด้วย เราเพิ่งตระหนักว่า โค-กระบือ มีจำนวนไม่เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกรในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ที่ผ่านมานี้เอง ประมาณว่า มีความต้องการโค-กระบือ เพื่อใช้งานปีละ ๖-๘ ล้านตัว แต่ในปัจจุบันนั้น ทั่วประเทศมีการเลี้ยงโค-กระบือ เพื่องานดังกล่าวเพียง ๕ ล้านตัวเท่านั้น ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากความก้าวหน้าและการขยายตัวของเทคโนโลยี ทำให้เกษตรกรหันมาใช้เครื่องจักร และเครื่องมือทุ่นแรงนานาชนิด ทดแทนการใช้แรงงานแบบดั้งเดิม
วิถีการผลิตแบบใหม่เช่นนี้ประสิทธิภาพและให้ผลผลิตสูง แต่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีระดับต่าง ๆ ต้องใช้พลังงานและจำเป็นต้องใช้เงินทุนจำนวนมากด้วย ดังนั้นสำหรับเกษตรกรที่มีฐานะยากจน มีพื้นที่ทำกินขนาดเล็ก จะไม่สามารถดำเนินวิถีการผลิตเช่นนี้ได้ ในขณะเดียวกันก็พลอยได้รับผลกระทบจากแนวโน้นการเปลี่ยนที่เกิดขึ้น ไปด้วย เพราะโค-กระบือ ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญของวิถีการผลิตแบบดั้งเดิม กลายเป็นสิ่งหายากและมีราคาสูง จากการศึกษาของธนาคารโลกพบว่า ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเกษตรกรร้อยละ ๒๐ ที่ไม่มีโค-กระบือเป็นของตนเอง ต้องเช่าโค-กระบือเสียค่าเช่าในอัตราสูงคิดเป็นข้าวเปลือก ๕๐-๑๐๐ ถังต่อปี บางครั้งผลผลิตที่ได้ ก็ไม่เพียงพอที่จะชำระค่าเช่า ทำให้เกษตรกรเกิดภาระหนี้สิน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของความยากจนและความเดือนร้อนในการดำรงชีวิต
แนวพระราชดำริ เกี่ยวกับโครงการธนาคารโค-กระบือ
"ธนาคารโคและกระบือก็คือ การวบรวมโคและกระบือ โดยมีบัญชีควบคุมดูแลรักษาแจกจ่ายให้ยืม เพื่อใช้ประโยชน์ในการเกษตรและเพิ่มปริมาณโคและกระบือตามหลักการของธนาคาร ธนาคารโคและกระบือเป็นเรื่องใหม่ของโลกที่มีความเป็นเกิดขึ้น เพราะปัจจุบันมีความคิดแต่จะใช้เครื่องกลไกเป็นเครื่องทุนแรงในกิจการเกษตร แต่เมื่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแพงขึ้น ความก้าวหน้าในการใช้เครื่องกลไกเสียไป จำเป็นต้องหันมาพึ่งแรงงานจากสัตว์ที่เคยใช้อยู่ก่อน เมื่อหันกลับมาก็ปรากฎว่า มีปัญหามากเพราะชาวนาไม่มีเงินซื้อโคและกระบือมาเลี้ยงเพื่อใช้แรงงาน ธนาคารโคและกระบือพอจะอนุโลมใช้ได้เหมือนธนาคารที่ดำเนินการเกี่ยวกับการเงิน เพราะโดยความหมายทั่วไป ธนาคารก็ดำเนินกิจการเกี่ยวกับสิ่งทีค่ามีประโยชน์ การตั้งธนาคารโคและกระบือ ก็มิใช่ว่าตั้งโรงขึ้นมาเก็บโคและกระบือ เพียงแต่มีศูนย์กลางขึ้นมา เช่น อาจจัดให้กรมปศุสัตว์เป็นศูนย์รวม"
ความเป็นมา
ด้วยในการเสด็จพระราชดำเนินออกตรวจเยี่ยมราษฎรเมื่อเดือน มีนาคม พ.ศ.2522 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทราบว่ามีราษฎรผู้ยากจนในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขา จังหวัดปราจีนบุรี ตามพระราชดำริจำนวนมากต้องเช่าโค–กระบือไว้ใช้แรงาน ในราคาแพงมาก และบางครั้งเมื่อจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรแล้วก็แทบไม่เหลืออะไรเลย เพราะเงินที่ได้ต้องจ่ายเป็นค่าเช่าโค–กระบือเกือบหมด จึงทรงมีพระราชดำริ ให้กรมปศุสัตว์จัดตั้งธนาคารโค-กระบือขึ้นในปี พ.ศ. 2522 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากจนได้มีโอกาสมีโค-กระบือไว้ใช้แรงงานเป็นของตนเอง โดยการเช่าซื้อหรือวิธีการอื่นใด ในราคาที่ถูกจากส่วนราชการ องค์กร หรือเอกชน ฯลฯ
ดังนั้น กรมปศุสัตว์จึงได้ดำเนินการจัดทำโครงการดังกล่าวขึ้น โดยใช้ กระบือของ กรมปศุสัตว์จำนวน 280 ตัว นำไปให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากจนในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขา จังหวัดปราจีนบุรี ตามพระราชดำริในท้องที่อำเภอสระแก้ว และอำเภอวัฒนานคร จังหวัดปราจีนบุรี (ในขณะนั้น) เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2522 โดยการให้เช่าซื้อและผ่อนส่งใช้ให้หมดภายใน 3 ปี และกรมปศุสัตว์ได้รับการอนุมัติจากกระทรวงการคลังให้ดำเนินการดังกล่าวได้
ข่าวโครงการ “ธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ” ได้แพร่หลายออกไปในหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง และสื่อมวลชนอื่นๆ จึงได้มีผู้มีจิตศรัทธาติดต่อขอบริจาคโค-กระบือให้แก่กรมปศุสัตว์ เพื่อนำไปใช้ในโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ และต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้กรมปศุสัตว์เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ทั้งหมด โดยได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ตลอดจนโค-กระบือที่มีผู้น้อมเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศล ให้แก่กรมปศุสัตว์เพื่อนำไปดำเนินการธนาคารโค-กระบือฯ ให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระองค์ ที่จะพระราชทานความช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้ยากจน ที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้ในด้านการซื้อหาโค-กระบือ ได้มีโอกาสใช้โค-กระบือที่พระราชทานนี้ไปใช้เพื่อให้มีรายได้มากขึ้น และมีความร่มเย็นผาสุกในการดำรงชีพตลอดไป
อนึ่ง สำหรับชื่อของธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำรินี้ทางกรมปศุสัตว์ได้ใช้ชื่อย่อว่า "ธคก." และใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า "Royal Cattle Buffalo Bank for Farmers"
วัตถุประสงค์
วัตถุประสงค์ที่สำคัญของ ธคก. คือ เพื่อช่วยให้เกษตรกรที่ยากจนทั่วประเทศได้มีโค-กระบือไว้ใช้แรงงาน และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร เป็นการช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

การบริหารโครงการ
ธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ ดำเนินการในรูปของคณะกรรมการจำนวน 18 ราย มีอธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธานและหัวหน้ากลุ่มโครงการพิเศษ เป็นเลขานุการ โดยมีระเบียบกรม ปศุสัตว์ ว่าด้วยการดำเนินการโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ พ.ศ. 2547 เป็นแนวทางการปฏิบัติ
รัฐบาลโดยกรมปศุสัตว์ ได้เริ่มดำเนินการตามโครงการธนาคารโค-กระบือตามพระราชดำริ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๒ เมื่อเริ่มดำเนินการได้ใช้กระบือของกรมปศุสัตว์จำนวน ๒๘๐ ตัว ไปช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากจนในพื้นที่ราบเชิงเขา จังหวัดปราจีนบุรี โดยการให้เช่าซื้อและผ่อนส่งใช้คืนในระยะเวลา ๓ ปี หลังจากนั้นได้มีผู้ร่วมบริจาคสมทบโครงการอีกจำนวนมาก โครงการจึงขยายไปดำเนินงานในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
ปัจจุบัน ธนาคารโค-กระบือ ตามพระราชดำริ มีวิธีการให้บริการแก่เกษตรกรในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้คือ
๑. การให้เช่าซื้อผ่อนส่งระยะเวลายาว เกษตรกรที่ยากจนที่ใคร่จะได้มีโอกาสเป็นเจ้าของโค-กระบือของตนเอง ทางธนาคารฯ จะจัดหาโค-กระบือ มาจำหน่ายให้ในราคาถูก โดยเกษตรกรจะต้องผ่อนส่งใช่เงินคืนให้แก่ธนาคารฯ โดยการผ่อนส่งในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งผู้ซื้อจะต้องให้ผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันหรือผู้อื่นที่เชื่อถือได้ เป็นผู้ค้ำประกันการผ่อนชำระดังกล่าว
๒. การให้เช่าเพื่อใช้งาน
เกษตรกรที่ไม่มีโค-กระบือ ใช้งานของตนเอง อาจจะติดต่อขอเช่าโค-กระบือ จากธนาคารฯ ไปใช้งานได้โดยทางธนาคารฯ จะพิจารณาให้เช่าในราคาถูก แต่ผู้เช่าจะต้องมีผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน หรือผู้อื่นที่เชื่อถือได้เป็นผู้ค้ำประกันไว้กับธนาคารโค-กระบือ นี้
๓. การให้ยืมเพื่อทำการผลิตพันธุ์
เกษตรกรที่ยากจน หากต้องการจะยืมโค-กระบือ เพศเมีย จากธนาคารฯ ไปใช้เลี้ยงเพื่อผลิตลูกโค-กระบือ ก็อาจติดต่อขอยืมโค-กระบือจากธนาคารฯ ได้โดยผู้ยืมจะต้องแบ่งลูกโค-กระบือ ที่คลอดออกมาคนละครึ่งกับธนาคารฯ โดยลูกตัวที่ ๑, ๓, ๕ ฯลฯ จะเป็นของธนาคารฯ ส่วนลูกตัวที่ ๒, ๔, ๖ ฯลฯ จะเป็นของเกษตรกร ทั้งนี้ ผู้ยืมจะต้องให้ผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน หรือผู้ที่เชื่อถือได้ค้ำประกันไว้กับธนาคาร
๔. การยืมใช้งาน เกษตรกรหรือทหารผ่านศึกที่ยากจน ไม่สามารถจะช่วยตนเองได้จริง ๆ อาจติดต่อขอรับความช่วยเหลือขอยืมโค-กระบือ ไปใช้งานได้ โดยธนาคารฯ จะได้จัดเจ้าหน้าที่ไปพิจารณา ให้ความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษเป็นราย ๆ ไป
การจัดตั้งธนาคารโค-กระบือ แต่ละแห่งจะเริ่มต้นด้วยสมาชิกอย่างต่ำสุด ๑๐ ราย ซึ่งเป็นเกษตรกรยากจน อยู่ในพื้นที่ที่มีความเดือดร้อนในการหาโค-กระบือเพื่อมาใช้งาน คณะกรรมการหมู่บ้านจะเป็นผู้คัดเลือกผู้ที่มีฐานะยากจน มีความประพฤติดี ขยันหมั่นเพียรและไม่มีโค-กระบือของตนเอง จัดเรียงลำดับไว้ ธนาคารฯ จะจัดสรรโค-กระบือให้แก่ราษฎรในหมู่บ้านที่ได้รับการคัดเลือกไว้แล้วตามจำนวนโค-กระบือ ที่ธนาคารฯ มีอยู่ ซึ่งได้รับบริจาคจากประชาชนทั่วไป หรือจากงบประมาณของรัฐ ผู้ที่ยังไม่ได้รับโค-กระบือจากธนาคารฯ ในครั้งแรก ก็จะมีโอกาสได้รับในคราวต่อไป เมื่อธนาคารฯ มีโค-กระบือเพิ่มขึ้น
ธนาคารโค-กระบือในหมู่บ้านที่มีการบริหารและการจัดการโครงการที่ดี ก็จะเกิดผลประโยชน์เพิ่มพูนขึ้น ลูกโค-กระบือที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นของธนาคารโค-กระบือ ได้นำไปหมุนเวียนให้บริการแก่เกษตรกรรายอื่น ๆ ต่อไป การดำเนินงานในลักษณะนี้ ทำให้โครงการธนาคารโค-กระบือ เกิดผลประโยชน์ต่อเนื่องไม่สิ้นสุด เกษตรกรได้รับบริการอย่างทั่วถึง โดยที่รัฐไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก
หมายเหตุ นอกเหนือจากนี้พระองค์ท่านยังได้ช่วยชีวิตโคและกระบือให้รอดพ้นจากการถูกฆ่านับหลายล้านชีวิตครับ และทำให้พวกเราได้มีโอกาสได้ร่วมทำบุญใหญ่ในครั้งนี้และทุกๆครั้งตลอดไปด้วยครับ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 17 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (24-11-09), พรรณวดี (24-11-09), ก้อนดิน (10-01-10), มณีโชติ (04-08-10), ศิษย์โมคคัลลานะ (25-11-09), สุธัมมา (15-07-10), ปาริฉัตรมณี (07-07-10), นาคน้อย (24-11-09), นำธรรม (22-02-11), เดชะบุญ (28-11-09), FaRuXue (16-07-10), Jira (09-01-11), octavian (01-11-11), rathanakit (11-07-10), Rich (31-03-10), rossukon (15-10-11), Sati (28-11-09)
  #6  
เก่า 06-07-10, 15:48
สุชาวดี
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default

ขอโมทนา สาธุ สาธุ สาธุ

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 13 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (06-07-10), ก้อนดิน (01-07-11), มณีโชติ (04-08-10), สุธัมมา (15-07-10), ปาริฉัตรมณี (07-07-10), นำธรรม (22-02-11), ELLE (03-11-10), FaRuXue (16-07-10), Jira (09-01-11), octavian (01-11-11), rathanakit (11-07-10), Rich (03-09-10), rossukon (15-10-11)
ตอบ

Tags
ช้างแก้ว


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 16:15


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่