อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > มหาสโมสรพุทธภูมิ

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 23-01-11, 15:18
ปาริฉัตรมณี
Guest
 
ข้อความ: n/a
Smile นิทานเรื่องพระเจ้า ๕๐๐ ชาติ

๑.เรื่องพ่อค้าเกวียนโง่-ฉลาด
ในครั้งก่อนโน้น มีพ่อค้าเกวียน ๒ คนอยู่ในเมืองเดียวกัน อยู่มาคราวหนึ่งได้ปรึกษากันขึ้นว่าใครจะไปก่อนไปหลัง พ่อค้าโง่ก็ตอบว่าจะไปก่อน ด้วยคิดว่าโคของเราจักได้กินหญ้าก่อนและของก็จะขายดีจึงคุมเกวียน ๕๐๐ เล่มออกเดินทาง พอไปถึงที่กันดารแห่งหนึ่งก็มียักษ์ตนหนึ่งจำแลงเป็นคนขับเกวียน และยักษ์อีก ๑๒ ตนจำแลงเป็นคนมีผ้าเปียกผมชุ่มไปด้วยน้ำห้อมล้อมมา ยักษ์ตนนั้นได้ถามพ่อค้าเกวียนว่าจะไปทางไหน พอได้รับคำตอบว่าจะไปทางข้างหน้าโน้น ยักษ์จึงถามว่าดูเหมือนเกวียนจะบรรทุกหนักๆ อยู่หลายเล่มบรรทุกของอะไรหรือ พ่อค้าเกวียนโง่ตอบว่าบรรทุกโอ่งน้ำใหญ่ๆ ยักษ์ก็บอกว่าบรรทุกไปทำไมเททิ้งเสียดีกว่าไม่ช้าก็ถึงน้ำป่าชอุ่มข้างหน้าโน้นมีแม่น้ำลำธารเต็มไปด้วยน้ำทั้งนั้นเพราะฝนตกใหม่ๆ ดูแต่ล้อเกวียนของพวกเราซิเปียกชุ่มไปด้วยน้ำด้วยโคลนทั้งนั้น พ่อค้าเกวียนโง่คนนั้นเชื่อยักษ์สั่งบริวารให้ต่อยโอ่งน้ำเสียให้หมดแล้วขับเกวียนไปกระทั่งวันยังค่ำก็ไม่พบน้ำ ค่ำลงก็หยุดพักนอนทั้งคนและโคต่างก็หมดกำลังนอนหลับกันสิ้น พวกยักษ์ก็พากันมากินเสียหมดเหลือแต่ร่างกระดูก
ต่อมาประมาณ ๑๕ วัน พ่อค้าฉลาดก็คุมเวียน ๕๐๐ เล่มออกเดินทาง พอใกล้ถึงที่กันดารก็ให้บริวารบรรทุกน้ำและฟืนไปให้พร้อม เมื่อไปถึงที่กันดารนั้นยักษ์ตนนั้นก็จำแลงมาหลอกลวงเหมือนอย่างเก่า พ่อค้าฉลาดจึงสั่งให้หยุดเกวียนแล้วถามพวกบริวารว่า พวกท่านเคยได้ยินใครเล่าลือกันหรือเปล่าว่า ทางกันดารนี้มีห้วยหนองคลองบึงอยู่ที่ไหน เมื่อพวกบริวารตอบว่าไม่เคยได้ยิน จึงถามว่าลมพัดฝนไกลสักเท่าไร มีผู้ตอบว่าประมาณสัก ๓ โยชน์ ก้อนเมฆเล่าแลเห็นไกลสักเท่าไร มีผู้ตอบว่าประมาณ ๓ โยชน์ แสงฟ้าแลบเล่าเห็นไกลสักเท่าไรหรือ ประมาณ ๓-๔ โยชน์ ฟ้าร้องเล่าได้ยินไกลสักเท่าไร ประมาณ ๑-๒ โยชน์ กับพวกท่านถูกลมฝนได้เห็นก้อนเมฆหรือได้ยินเสียงฟ้าร้องบ้างไหม เมื่อพวกบริวารตอบว่าเปล่าเลย จึงว่าด้วยเหตุผลว่าพวกเราอย่าได้เชื่อคนที่บอกพวกเราเมื่อกี้นี้ว่าข้างหน้ามีฝนตกและมีน้ำเต็มห้วยเต็มหนอง มันคงจะเป็นยักษ์หรือคนร้ายออกอุบายหลอกลวงพวกเราเป็นแน่ พวกเราทิ้งน้ำไม่ได้เป็นอันขาด ว่าแล้วก็ออกคำสั่งให้พวกบริวารขับเกวียนต่อไป พอค่ำลงก็ได้ไปพบเกวียน ๕๐๐ เล่มกับกระดูกคนและกระดูกโคของพ่อค้าโง่คนก่อน จึงบอกบริวารว่า นี่เห็นไหมล่ะคนที่บอกพวกเราต้องเป็นยักษ์แน่ ว่าแล้วก็ให้หยุดพัก ตั้งกองพิทักษ์รักษาอยู่ตลอดคืน เช้าขึ้นก็ไม่มีใครเป็นอะไร จึงให้เลือกเอาสิินค้าที่มีราคาจากเกวียนของพวกก่อนมาบรรทุกเกวียนของตนจนพอความประสงค์ แล้วออกเดินทางต่อไปจนขายสินค้าได้หมดแล้วกลับโดยความสวัสดี มาชาติสุดท้ายพ่อค้าโง่ได้มาเกิดเป็นพระเทวทัต พ่อค้าฉลาดได้มาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า จบเรื่องนี้ในอปัณณกชาดก เอกนิบาตเท่านี้
เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า เชื่อใจคนจนใจตัวหรืออย่าหวังน้ำบ่อหน้า ไม่ดีเลย เมื่อเราได้ยิน ได้ฟัง ได้รู้ ได้เห็น สิ่งใดต้องคิดหาเหตุผลให้รอบคอบ เห็นด้วยตาให้พิจารณาด้วยใจดังนี้ให้ได้จึงจะเป็นการดี

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ปาริฉัตรมณี : 23-01-11 เมื่อ 18:49

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (23-01-11), พุทธรักษา (24-01-11), ก้อนดิน (12-07-11), สุธัมมา (23-01-11), อภิญญา (24-01-11), Nakamura (23-01-11), Peach (25-01-11), Rich (24-01-11)
  #2  
เก่า 24-01-11, 21:23
ปาริฉัตรมณี
Guest
 
ข้อความ: n/a
Smile นิทานเรื่องพระเจ้า ๕๐๐ ชาติ

๒.เรื่องขุดบ่อน้ำในทะเลทราย
ครั้งก่อนโน้น มีพ่อค้าเกวียนคนหนึ่งกับบริวารคุมเกวียน ๕๐๐ เล่มไปค้าขาย ได้ไปถึงทะเลทรายอันมีระยะทางไกลถึง ๖๐ โยชน์จึงให้บรรทุกน้ำและฟืนไปให้พอเพียง พอไปถึงทะเลทรายก็ให้ออกเดินทางเฉพาะกลางคืน เช้าขึ้นก็ให้หยุดพักเพราะกลางวันร้อนนักไปไม่ได้ พอออกเดินทางไปได้ ๕๙ โยชน์แล้วยังเหลืออีกโยชน์เดียวก็จักไปพ้น จึงสั่งให้พวกบริวารทิ้งน้ำทิ้งฟืนเสียแล้วให้ออกเดินทางต่อไป แต่คนนำทางที่อยู่เกวียนลำหน้าง่วงนอนก็เลยหลับไปโคได้พาเกวียนวกกลับคืนข้างหลังจนตลอดคืนเช้าขึ้นจึงรู้ พ่อค้าเกวียนจึงสั่งให้หยุดแล้วคิดว่า ถ้าเราทิ้งความเพียรคราวนี้ก็จะตายกันหมดทั้งคนและโค จึงได้เที่ยวออกเดินวกเวียนไปจนกระทั่งเย็นก็ได้พบกอหญ้าใหญ่กอหนึ่งขึ้นอยู่ที่ทะเลทราย จึงคิดว่าใต้กอหญ้านี้คงจักมีน้ำอยู่ข้างล่างเป็นแน่ จึงบอกบริวารให้ขุดลงไป แต่เมื่อขุดลึกลงไปประมาณ ๖๐ ศอกก็พบแผ่นหินอยู่ข้างล่างคนทั้งหลายก็หมดหวัง พ่อค้าเกวียนจึงลงไปหมอบเอียงหูฟังที่แผ่นดินก็ได้ยินเสียงน้ำไหลอยู่ข้างล่าง จึงบอกคนใช้คนหนึ่งซึ่งแข็งแรงกว่าคนอื่นว่า ลูกเอ๋ย เจ้าอย่าท้อใจเลยจงเอาแท่งเหล็กกระทุ้งแผ่นหินนี้ให้แตก พวกเราก็จักได้กินน้ำ คนใช้ก็กระทำตาม ได้พยายามกระทุ้งแผ่นหินหลายครั้งจนแผ่นหินแตกท่อน้ำก็พุ่งขึ้นมา คนและโคก็ได้กินได้อาบตามสบาย แล้วพ่อค้าเกวียนก็ให้ปักธงหมายไว้ แล้วออกเดินทางต่อไป มาชาติสุดท้ายคนใช้นั้นได้มาเกิดเป็นพระภิกษุองค์หนึ่งหัวหน้าพ่อค้าเกวียนได้มาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า จบเรื่องนี้ในวัณณุปตชาดก เอกนิบาตเท่านี้
เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า ความไม่ย่อท้อเป็นเหตุให้ได้ผลดี เข้าในหลักพระบาลีว่า "วิริเยนทุกข มจฺเจติ" แปลว่า บุคคลพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 6 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (25-01-11), พุทธรักษา (25-01-11), ก้อนดิน (12-07-11), อภิญญา (26-01-11), Nakamura (26-01-11), Rich (25-01-11)
  #3  
เก่า 25-01-11, 14:03
ปาริฉัตรมณี
Guest
 
ข้อความ: n/a
Smile นิทานเรื่องพระเจ้า ๕๐๐ ชาติ

๓.เรื่องต้นเหตุพระเทวทัตจองเวรพระพุทธเจ้า
ในกัลป์ที่ ๕ นับถอยหลังจากกัลป์นี้ลงไป มีพ่อค้าเครื่องประดับอยู่ ๒ คนมีชื่อว่า เสริวะเหมือนกัน อยู่ในเมืองเสริวะแห่งเดียวกัน ได้ไปค้าขายร่วมทางกันเสมอ อยู่มาคราวหนึ่งได้ไปถึงตำบลหนึ่งพร้อมกัน คนหนึ่งเข้าทางตะวันออก ส่วนอีกคนหนึ่งเข้าทางตะวันตก คนที่เข้าทางตะวันตกได้ไปถึงบ้านเศรษฐีตกยากคนหนึ่ง ซึ่งมีเหลืออยู่แค่ยายกับหลานสาวเท่านั้น หลานสาวอยากได้เครื่องประดับ ยายจึงนำถาดเก่าสนิมจับเกรอะกรังใบหนึ่งออกมาแลก พ่อค้าคนนั้นเอาเข็มกรีดดูก็รู้ว่าเป็นทองคำ จึงชั่งน้ำหนักดูเห็นว่าหนักตั้งแสนกหาปณะก็ดีใจมากคิดอยากได้เปล่า จึงแกล้งบอกว่าถาดนี้ไม่มีราคาแล้วก็วางลงออกเดินขายต่อไป ด้วยคิดจักย้อนกลับมาเอาเปล่าๆ หรือเอาอย่างราคาถูกที่สุดในภายหลัง แต่พอไปสักครู่ใหญ่พ่อค้าที่เข้าทางตะวันออกก็มาถึงที่นั้น เมื่อยายนั้นนำถาดทองคำมาขอแลก ก็หยิบถาดทองคำขึ้นดูรู้ว่าหนักผิดปกติก็เอาเข็มกรีดดู พอรู้ว่าเป็นทองคำก็บอกตามความจริงว่าถาดนี้เป็นทองคำ ยายนั้นจึงว่า ถ้าอย่างนั้นก็เห็นจะเป็นบุญของหลานเพราะพ่อค้าคนก่อนบอกว่าไม่มีราคาหลานจงเอาไปเถิด แล้วให้เครื่องประดับแก่หลานของยายสักเล็กน้อยก็แล้วกัน พ่อค้านั้นจึงบอกว่า เครื่องประดับทั้งหมดของหลานที่มีมาก็มีราคาเพียง ๕๐๐ กหาปณะเท่านั้น หลานจักยกให้หมดแล้วจักแถมของให้อีก ว่าแล้วก็ยกเครื่องประดับทั้งหมดกับแถมเงินอีก ๕๐๐ กหาปณะให้ แล้วรีบถือเอาถาดใบนั้นไป เมื่อพ่อค้านั้นออกไปแล้วไม่ช้า พ่อค้าคนก่อนก็ย้อนกลับมาถึง พอรู้เรื่องก็เสียใจล้มทั้งยืน เมื่อฟื้นสติขึ้นก็คว้าไม้คันชั่งออกวิ่งตาม ไปทันพ่อค้าซึ่งกำลังนั่งเรือข้ามน้ำจวนจะถึงฝั่งโน้นแล้ว จึงตะโกนเรียกให้กลับ เมื่อพ่อค้านั้นไม่กลับก็กล่าวคำจองเวรขึ้นว่า ขอให้เราได้ทำร้ายท่านในชาติต่อๆไปให้จงได้ ว่าแล้วก็หัวใจแตกตาย มาชาติสุดท้านพ่อค้านั้นได้มาเกิดเป็นเทวทัต ส่วนพ่อค้าอีกคนที่ซื่อสัตย์ได้มาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า จบเรื่องนี้ในเสริววานิชชาดก เอกนิบาตเท่านี้
เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า ความคตโกงไม่ดีเลย ทั้งชี้ให้เห็นว่า โลภนักมักฉิบหาย โลภนักมักตัวตาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ปาริฉัตรมณี : 25-01-11 เมื่อ 15:20

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 6 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (26-01-11), พุทธรักษา (25-01-11), ก้อนดิน (12-07-11), อภิญญา (26-01-11), Nakamura (26-01-11), Rich (25-01-11)
  #4  
เก่า 26-01-11, 15:16
ปาริฉัตรมณี
Guest
 
ข้อความ: n/a
Smile นิทานเรื่องพระเจ้า ๕๐๐ ชาติ

๔.เรื่องเศรษฐีหนู
ครั้งก่อนโน้น มีเศรษฐีคนหนึ่งเป็นผู้รอบรู้ฤกษ์ต่ำฤกษ์สูงและนิมิตดีนิมิตร้ายทั้งปวง อยู่มาวันหนึ่งได้ออกเดินทางไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน ได้ไปพบหนูตายตัวหนึ่งที่ถนน ตรวจดูฤกษ์บนแล้วเอ่ยขึ้นว่าผู้ใดเอาหนูตัวนี้ไปขายผู้นั้นอาจเลี้ยงลูกเมียได้ เมื่อคนใช้ได้ยินจึงเก็บหนูตัวนั้นไปขายให้เลี้ยงแมวได้เงินกากนึกหนึ่ง แล้วเอาเงินนั้นไปซื้อน้ำอ้อยไปคอยแจกคนเก็บดอกไม้หลวงที่กลางทางในเวลาเย็น พวกเก็บดอกไม้ได้ให้ดอกไม้แก่เขาคนละเล็กละน้อย เขาก็เอาดอกไม้เหล่านั้นไปขายและซื้อน้ำอ้อยไปคอยแจกอีก เมื่อได้เงินมากขึ้นก็ซื้อน้ำอ้อยและหาบน้ำไปเลี้ยงพวกเก็บดอกไม้กระทั่งถึงในสวนจนได้เงินมากขึ้น อยู่มาวันหนึ่งมีฝนตกลมพัดกิ่งไม้ในสวนหลวงหักลงเป็นอันมาก เขาได้ขอกับคนเฝ้าสวนแล้วซื้อน้ำอ้อยไปแจกพวกเด็กเลี้ยงโค วานพวกเด็กเลี้ยงโคช่วยขนกิ่งไม้ออกไปวางกองไว้นอกสวนหลวง แล้วไปบอกขายให้ช่างหม้อหลวงได้เงินและหม้อเป็นอันมาก เมื่อได้เงินมาแล้วก็ไปตั้งโอ่งน้ำไว้ที่ใกล้ประตูเมือง พอพวกหาหญ้าขายหาบหญ้ามาถึงตอนเย็นก็ตักน้ำแจกพร้อมกับส่งน้ำอ้อยให้ พวกหาหญ้าขายก็ขอบใจมาก กล่าวขึ้นว่าพวกเราจะตอบแทนคุณอย่างไร เขาตอบว่า เมื่อเรามีกิจเกิดขึ้นจึงจะบอก แล้วก็เที่ยวคบเพื่อนพ่อค้าทั้งทางบกและทางน้ำไว้ ต่อมาพ่อค้าทางบกก็บอกว่า พรุ่งนี้พ่อค้าม้าจักนำม้า ๕๐๐ ตัวมาถึง เขาก็ไปบอกพวกหาหญ้าว่า วันนี้จงให้หญ้าแก่เราคนละฟ่่อนๆ และเมื่อเรายังขายไม่หมดท่านจงอย่าแบ่งขาย พวกหาหญ้าก็นำหญ้าไปทิ้งไว้ในบ้านของเขาคนละฟ่อนรวมเป็น ๕๐๐ ฟ่อน เช้าขึ้นพวกพ่อค้าม้าก็มาหาซื้อหญ้าที่ไหนไม่ได้ ก็ได้ไปซื้อเอาหญ้าของเขา เขาก็ขายได้กำไรอย่างงาม ต่อมาพ่อค้าทางน้ำก็มาบอกว่า พรุ่งนี้จะมีสำเภา ๕๐๐ ลำมาถึง เขาจึงออกอุบายไปเช่ารถเศรษฐีพร้อมกับบริวารลงไปที่ท่าสำเภาวางมัดจำสินค้าและสำเภาไว้สิ้น แล้วไปนั่งอยู่ภายในม่านมีบรืวารห้อมล้อม ก็มีพวกพ่อค้ามาขอเข้าหุ้นด้วยยอมให้เงินคนละพันนับหลายคน เขาก็ยอมรับและขายสินค้าในสำเภาอีกได้เงินส่วนแบ่ง ๒ แสนกหาปณะ แล้วเขาคิดว่าเราควรจะไปตอบแทนคุณท่านเศรษฐี จึงนำทรัพย์แสนหนึ่งไปกราบท่านเศรษฐีๆ ถามว่าได้มาอย่างไร ก็เล่าเรื่องให้ฟัง เศรษฐีเห็นว่าเป็นคนดีมีปัญญาจึงยกลูกสาวให้ เวลาเศรษฐีนั้นตายแล้ว ลูกเขยก็ได้เป็นเศรษฐีแทน มาชาติสุดท้ายลูกเขยได้มาเกิดเป็นพระจูฬปันถกองค์อรหันต์ เศรษฐีพ่อตาได้มาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า จบเรื่องนี้ในจูฬกเศรษฐีชาดก เอกนิบาตเท่านี้
เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้มีปัญญาเฉียบแหลมย่อมตั้งตัวได้ด้วยทรัพย์เพียงเล็กน้อย ทั้งชี้ให้เห็นว่า ผู้มีความกตัญญูย่อมเจริญ เพราะฉะนั้นจึงมีสุภาษิตว่า "หมั่นเรียนมากรู้มั่นซื่อสัตย์กตัญญู แม้นสู้ทางเจริญ" ดังนี้

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 6 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (26-01-11), พุทธรักษา (13-02-11), อภิญญา (26-01-11), Nakamura (26-01-11), Rich (02-06-11)
  #5  
เก่า 28-01-11, 13:50
ปาริฉัตรมณี
Guest
 
ข้อความ: n/a
Smile นิทานเรื่องพระเจ้า ๕๐๐ ชาติ

๕.เรื่องเจ้าหน้าที่ตีราคาของหลวง
ในครั้งก่อนโน้นที่กรุงพาราณสี มีอำมาตย์ผู้เป็นเจ้าหน้าที่่ตีราคาของหลวงคนหนึ่งซึ่งเป็นคนฉลาดมาก ตีราคาของได้ถูกต้องเสมอมา แต่พระเจ้าพาราณสีนั้นมีพระหฤทัยมากไปด้วยความโลภ ทรงเห็นว่าอำมาตย์นั้นซื้อของหลวงด้วยราคาแพงไปก็ไม่ทรงพอพระทัย ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง ได้ทรงเห็นคนบ้านนอกคนหนึ่งเดินผ่านหน้าพระราชวังมา ทรงเห็นว่าจะเป็นคนฉลาดพอซื้อของหลวงได้ด้วยราคาถูก จึงตรัสสั่งให้หาคนบ้านนอกนั้นเข้าเฝ้า ทรงเล่าพระราชประสงค์ให้ฟัง แล้วถอดเจ้าหน้าที่คนเก่าออกเสีย ตั้งคนบ้านนอกนั้นแทนซึ่งคนบ้านนอกนั้นไม่รู้จักราคาสิ่งของเลย ต่อมาไม่ช้ามีพวกพ่อค้าม้า ๕๐๐ ตัวนำม้ามาขายที่กรุงพาราณสี พระเจ้ากรุงพาราณสีจึงตรัสสั่งเจ้าหน้าที่คนใหม่ให้ไปติดต่อ เจ้าหน้าที่คนใหม่ก็พาพวกพ่อค้าเข้าไปในพระราชวัง ตีราคาม้าทั้ง ๕๐๐ ตัวเท่ากับข้าวสารทนานหนึ่ง แล้วต้อนม้าทั้ง ๕๐๐ ตัวเข้าโรงม้าหลวง ฝ่ายพวกพ่อค้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร จึงพากันไปหาเจ้าหน้าที่คนเก่าเล่าเรื่องให้ฟัง เจ้าหน้าที่คนเก่าจึงออกอุบายให้ติดสินบนเจ้าหน้าที่คนใหม่ เพื่อให้ตีราคากรุงพาราณสีเหมือนกับตีราคาม้าทั้ง ๕๐๐ ตัว แล้วพร้อมกันเข้าเฝ้าพระเจ้าพาราณสี อำมาตย์คนเก่ากับเหล่าบริวารก็เข้าเฝ้าด้วย พ่อค้าม้าที่เป็นหัวหน้าจึงถามเจ้าหน้าที่คนใหม่ขึ้นว่า ข้าแต่นาย ม้าทั้ง ๕๐๐ ตัวนั้นมีราคาสักเท่าใด เขาก็ตอบว่ามีราคาเท่ากับข้าวสารทนานหนึ่ง แล้วพ่อค้าม้าก็ถามต่อไปว่า ข้าวสารทนานหนึ่งเล่ามีราคาสักเท่าใด เขาตอบว่ามีราคาเท่ากรุงพาราณสี พระเจ้ากรุงพาราณสีได้ฟังก็ทรงขัดเคืองยิ่งนัก ฝ่ายเจ้าหน้าที่คนเก่ากับเหล่าบริวารก็พร้อมกันตบมือหัวเราะขึ้น พระเจ้ากรุงพาราณสีทรงละอายยิ่งนัก จึงให้ถอดเจ้าหน้าที่คนใหม่ออกเสียมอบให้คนเก่าต่อไป มาชาติสุดท้ายเจ้าหน้าที่คนใหม่ได้มาเกิดเป็นพระอุทายีผู้โง่เขลา ส่วนเจ้าหน้าที่คนเก่าได้มาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า จบเรื่องนี้ในตัณฑุลนาฬิชาดก เอกนิบาตเท่านี้
เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้จะใช้คนต้องใช้ให้ถูกจึงจะได้ผล หรือใช้คนให้เหมาะสมกับงาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พรรณวดี (28-01-11), พุทธรักษา (13-02-11), อภิญญา (05-02-11), Nakamura (28-01-11), Rich (02-06-11)
  #6  
เก่า 28-01-11, 14:06
ปาริฉัตรมณี
Guest
 
ข้อความ: n/a
Smile นิทานเรื่องพระเจ้า ๕๐๐ ชาติ

๖.เรื่องผู้เชื่อฟังได้ดี
ในครั้งก่อนโน้น มีพระราชกุมารพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า คามาณิราชกุมาร ได้ผ่านสมบัติอยู่ในพระนครองค์หนึ่ง ด้วยเชื่อฟังคำสอนของอาจารย์ เมื่อได้ผ่านสมบัติแล้วประทับอยู่บนราชบัลลังก์ พรั่งพร้อมด้วยพระเจ้าพี่ ๑๐๐ พระองค์กับทั้งราชบริวาร จึงเปล่งพระอุทานวาจาออกไปว่าความสำเร็จผลย่อมมีแก่บุคคลทั้งหลาย ผู้ไม่รีบด่วน นี่แน่ะ พราหมณี จงดูเถิด เรามีพรหมจรรย์ คือ ความไม่รีบด่วนแก่กล้าแล้ว.

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 4 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พุทธรักษา (13-02-11), อภิญญา (05-02-11), Nakamura (28-01-11), Rich (02-06-11)
  #7  
เก่า 28-01-11, 14:26
ปาริฉัตรมณี
Guest
 
ข้อความ: n/a
Smile นิทานเรื่องพระเจ้า ๕๐๐ ชาติ

๗.เรื่องพระมัฆเทวะเสด็จออกบรรพชา
ในครั้งก่อนโน้น พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายเสวยพระชาติเป็น พระเจ้ามัฆเทวราช อยู่ในกรุงมิถิลา มีพระชนมายุยืนนานถึง ๒ แสนห้าหมื่นสองพันปี ต่อมาวันหนึ่งพระองค์ทรงเห็นพระเกศาหงอกเส้นหนึ่งจึงสลดพระทัย ให้ช่างกัลบกมาถอนเส้นพระเกศานั้นออก แล้วพระราชทานบ้านส่วยให้แก่นายช่างกัลบก ทรงยกราชสมบัติให้แก่พระราชโอรสองค์ใหญ่ แล้วเสด็จออกบวชเป็นพระฤาษีอยู่ในพระราชอุทยาน ได้สำเร็จฌาณสมาบัติแล้วขึ้นไปเกิดในพรหมโลก มาชาติสุดท้ายช่างตัดผมได้มาเกิดเป็นพระอานนท์ พระราชโอรสได้มาเกิดเป็นพระราหุล พระเจ้ามัฆเทวะได้มาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า จบเรื่องนี้ในมัฆเทวะชาดก เอกนิบาตเท่านี้.

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 3 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พุทธรักษา (13-02-11), อภิญญา (05-02-11), Rich (02-06-11)
  #8  
เก่า 28-01-11, 15:24
ปาริฉัตรมณี
Guest
 
ข้อความ: n/a
Smile นิทานเรื่องพระเจ้า ๕๐๐ ชาติ

๘.เรื่องสุขบรรพชิต
ในครั้งก่อนโน้น พระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นฤาษีสำเร็จฌาณมีบริวารเป็นอันมากอยู่ในป่าหิมพาน อยู่มาคราวหนึ่งเป็นฤดูฝน ได้พาพวกศิษย์มาอาศัยอยู่ในพระราชอุทยานของพระเจ้าพาราณสี เมื่อสิ้นฤดูฝนแล้ว พระเจ้าพาราณสีได้ขอให้อยู่ในพระราชอุทยานต่อไป จึงได้สั่งให้พวกศิษย์บริวารกลับไปอยู่ในป่าตามเดิม ต่อมาภายหลังมีศิษย์ผู้ใหญ่องค์หนึ่งซึ่งเคยเป็นพระเจ้าแผ่นดินมาก่อนได้มาเยี่ยมอาจารย์ในเวลาที่พระเจ้ากรุงพาราณสีเสด็จไปหาอาจารย์ ศิษย์นั้นก็ไม่ลุกรับ ได้แต่เปล่งวาจาว่า สุขดี สุขดี สุขจริงๆ พระเจ้าพาราณสีทรงนึกพิโรธว่าฤาษีไม่เคารพ จึงตรัสขึ้นว่า ฤาษีองค์นี้เห็นจะฉันท์อิ่มสบายใจจึงเปล่งวาจาอย่างนี้ ฤาษีผู้เป็นอาจารย์จึงว่าไม่ใช่ ที่เปล่งวาจาอย่างนี้เพราะเขานึกถึงความสุขในเพศบรรพชิตว่าดีกว่าเพศฆราวาส คือ เมื่อก่อนเขาเป็นพระราชาเหมือนมหาบพิตร แต่ในเวลาเขาเป็นพระราชา เขายังไม่มีความสุขเหมือนอย่างนี้ เพราะเขายังมีความกลัวและมีความกังวลอยู่เป็นอันมาก ธรรมดาผู้ที่ไม่ได้รักษาผู้อื่นและไม่ต้องให้ผู้อื่นรักษาตนไม่มีความกังวลในกามารมณ์ทั้งหลายย่อมอยู่เป็นสุข ดังนี้ จบเรื่องนี้ในสุขวิหาริชาดก เอกนิบาตเท่านี้
เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า สุขนักบวชที่ไม่ห่วงทางโลกเป็นสุขมาก.

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 4 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พุทธรักษา (13-02-11), อภิญญา (05-02-11), Nakamura (28-01-11), Rich (02-06-11)
  #9  
เก่า 28-01-11, 16:28
ปาริฉัตรมณี
Guest
 
ข้อความ: n/a
Smile นิทานเรื่องพระเจ้า ๕๐๐ ชาติ

๙.เรื่องหญิงหาบฟืนได้เป็นพระมเหสี
ในครั้งก่อนโน้น พระเจ้าพาราณสีได้เสด็จไปเที่ยวพระราชอุทยาน ได้พบหญิงสาวหาบฟืนขายคนหนึ่งก็ทรงต้องพระทัยได้ร่วมรักกับหญิงสาวคนนั้น แล้วถอดพระธำมรงค์วงหนึ่งพระราชทานแล้วตรัสสั่งว่า ถ้ามีลูกกับเราในคราวนี้ เจ้าจงขายธำมรงค์นี้เลี้ยงชีพ แต่ถ้าลูกเป็นผู้ชายจงนำธำมรงค์วงนี้กับลูกไปหาเรา เราจักตั้งเป็นพระมเหสี ต่อมาฝ่ายหญิงหาบฟืนนั้นก็ได้ตั้งครรภ์ขึ้นแล้วคลอดลูกออกมาเป็นชาย เมื่อมีอายุได้ ๔-๕ ขวบ นางจึงนำไปเฝ้าพระเจ้าพาราณสี กราบทูลว่า หม่อมฉันนำพระราชโอรสมาถวายพระองค์ตามที่ทรงรับสั่งไว้ พระเจ้าพาราณสีทรงละอายจึงตรัสว่า เรื่องนี้เป็นมาอย่างไรเราก็ไม่รู้ นางจึงเล่าเรื่องแต่หลังถวาย แล้วนำพระธำมรงค์ของกลางออกมาถวาย แต่ท้าวเธอก็ทรงปฏิเสธว่าพระธำมรงค์นี้ไม่ใช่ของเราและเด็กนี้ก็ไม่ใช่บุตรของเรา เมื่อนางได้ฟังก็อัดอั้นตันใจ จึงคิดว่านอกจากความจริงแล้วก็ไม่มีอะไรจะเป็นพยาน จึงได้ประนมมือขึ้นประกาศว่า ขอให้เทวดาทั้งหลายผู้มีหูทิพย์ตาทิพย์จงมาเป็นพยานของข้าพเจ้า คือ ถ้าเด็กนี้ไม่ได้เกิดกับพระเจ้าอยู่หัวแล้ว เมื่อข้าพเจ้าโยนขึ้นไปบนอากาศขอให้ตกลงมาตาย ถ้าเกิดกับพระเจ้าอยู่หัวจริงแล้วขอให้เลื่อนลอยอยู่ในอากาศ ให้ประจักษ์แก่อำมาตย์ราชเสนาทั้งปวง เมื่อกล่าวอย่างนี้แล้วก็โยนบุตรขึ้นไปบนอากาศทันที บุตรนั้นก็ได้นั่งอยู่บนอากาศใครๆ เรียกก็ไม่ลงมา ต่อเมื่อพระเจ้าพาราณสีตรัสเรียกจึงลงมานั่งบนพระเพลา พระเจ้าพาราณสีจึงทรงรับว่าเป็นพระโอรสของพระองค์ แล้วทรงตั้งหญิงหาบฟืนนั้นให้เป็นพระมเหสี ทรงตั้งพระโอรสนั้นให้เป็นมหาอุปราช เมื่อพระองค์สวรรคตแล้ว มหาอุปราชก็ได้สืบราชสมบัติแทนต่อไป มาชาติสุดท้ายบุตรได้เกิดมาเป็นพระพุทธเจ้า จบเรื่องนี้ใน กัฏฐิหาภิชาดก เอกนิบาต เท่านี้
เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า ตระกูลบิดาสำคัญกว่าตระกูลมารดา คือ ฝ่ายมารดาไม่ถือเป็นประมาณจะต่ำสูงอย่างไร ก็แล้วแต่ฝ่ายบิดา

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 4 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พุทธรักษา (13-02-11), อภิญญา (05-02-11), Nakamura (28-01-11), Rich (02-06-11)
  #10  
เก่า 28-01-11, 20:42
ปาริฉัตรมณี
Guest
 
ข้อความ: n/a
Smile นิทานเรื่องพระเจ้า ๕๐๐ ชาติ

๑๐.เรื่องผีเสื้อน้ำถามปัญหาเทวธรรม
ในครั้งก่อนโน้น พระเจ้าพาราณสีมีพระราชโอรสกับพระมเหสีองค์ก่อนอยู่สองพระองค์ทรงพระนามว่า มหิสสาสะกุมารองค์หนึ่ง และ จันทกุมารองค์หนึ่ง มีพระมเหสีใหม่อีกองค์หนึ่งมีพระราชโอรสทรงพระนามว่า สุริยะกุมาร ในเวลาที่พระสุริยะกุมารประสูติ พระเจ้าพาราณสีทรงดีพระทัยมากได้ตรัสพระราชทานพรแก่พระมเหสีใหม่ว่าถ้าต้องการสิ่งใดจะให้ทั้งนั้น ต่อมาภายหลังพระมเหสีใหม่จึงทูลขอราชสมบัติให้แก่พระโอรสของพระนาง พระเจ้าพาราณสีทรงคัดค้านหลายหนแต่พระนางก็ไม่ฟังเพราะได้รับพระราชทานพรไว้แล้ว พระเจ้าพาราณสีจึงตรัสสั่งพระราชโอรสสองพระองค์ซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระมเหสีองค์เก่าว่า ลูกเอ๋ยขอให้ลูกทั้งสองจงช่วยรักษาสัจจะของบิดาไว้คือ ขอให้เจ้าทั้งสองออกจากบ้านเมืองไปอยู่ที่อื่นก่อน จะต้องการพลโยธา ทรัพย์สมบัติมากน้อยสักเท่าใดก็จงนำเอาไปตามประสงค์ เมื่อสิ้นบุญบิดาแล้วจงพากันกลับมาครองราชสมบัติต่อไป ฝ่ายพระราชกุมารทั้งสองก็ทรงกรรแสงเสียพระทัยทูลลาออกจากพระนครไป ส่วนสุริยะกุมารเล่นอยู่ที่หน้าพระลานหลวง ได้เห็นพระราชกุมารทั้งสองเสด็จผ่านไปก็วิ่งติดตามไป ถึงพระราชกุมารทั้งสองจะห้ามสักเท่าใดก็ไม่ฟังขืนตามไปจนถึงป่าใหญ่ใกล้ป่าหิมพานต์ แล้วพระกุมารทั้งสามได้พากันไปพักอยู่ที่ป่าแห่งหนึ่ง มีสระน้ำแห่งหนึ่งที่สระน้ำนั้นมีผีเสื้อน้ำตนหนึ่งได้รับพรจากท้าวเวชสุวรรณว่า ผู้ใดลงไปในสระนั้นถ้าไม่รู้จักเทวธรรมให้จับผู้นั้นกินเสีย ผีเสื้อน้ำนั้นได้จับคนและสัตว์ที่ลงไปในสระนั้นกินมามากต่อมากแล้ว เพราะฉะนั้นในเวลาที่สุริยะกุมารลงไปในสระนั้น ผีเสื้อน้ำจึงจับแล้วถามว่า เจ้ารู้จักเทวธรรมหรือไม่ สุริยะกุมารก็ตอบว่ารู้จัก เทวธรรมนั้นได้แก่ พระจันทร์ พระอาทิตย์ ผีเสื้อน้ำว่าไม่ถูก แล้วจับลงไปขังไว้ใต้น้ำอันเป็นที่อยู่ของตน เมื่อมหิสสาสะกุมารเห็นสุริยะกุมารหายไป จึงใช้ให้จันทกุมารไปตาม ผีเสื้อน้ำก็จับไว้อีก เมื่อมหิสสาสะกุมารเห็นพระเจ้าน้องทั้งสองหายไปนาน จึงทรงพระขรรค์ขึ้นธนูติดตามไป จนกระทั่งถึงสระน้ำนั้น ได้ทรงตรวจดูรอบสระก็ได้เห็นรอยเท้าพระราชกุมารทั้งสองและรอยคนรอยสัตว์อื่นๆ ลงไปแต่ไม่เห็นรอยขึ้นเลย จึงทรงเข้าพระทัยว่าสระนี้ต้องมีผีเสื้อน้ำหวงแหนเป็นแน่ จึงทรงยืนนิ่งคอยดูอยู่ ผีเสื้อน้ำได้แลเห็นจึงจำแลงเป็นช่างไม้เดินออกไปจากป่าตามมหิสสาสะกุมาร แล้วถามว่า เหตุไรเจ้าจึงไม่ลงไปอาบน้ำ กินน้ำและเก็บเอาฝักบัวในสระนี้ไปกิน มหิสสาสะกุมารได้สังเกตุเห็นอาการก็ทรงเข้าพระทัยว่าเป็นผีเสื้อน้ำ จึงตรัสถามออกไปว่า ตัวท่านเป็นผีเสื้อน้ำได้จับน้องชายทั้งสองของเราไปไว้ที่ไหน ผีเสื้อน้ำตอบว่า จับลงไปไว้ใต้น้ำอันเป็นที่อยู่ของเรา มหิสสาสะกุมารจึงตรัสถามว่า เหตุไรจึงจับน้องชายของเราไว้ ผีเสื้อน้ำก็ตอบว่า เหตุได้รับพรจากท้าวเวชสุวรรณ มหิสสาสะกุมารจึงตรัสถามว่า ถ้าเรารู้จักเทวธรรมท่านจักคืนน้องชายให้เราหรือไม่ ผีเสื้อน้ำก็ตอบว่า จักคืนให้ พระกุมารจึงบอกให้ผีเสื้อน้ำแต่งที่นั่งแสดงธรรมให้ แล้วให้ผีเสื้อน้ำนั่งพนมมือคอยฟัง พระกุมารได้ขึ้นนั่งบนอาสนะที่ผีเสื้อน้ำเนรมิตขึ้น แล้วแสดงเทวธรรมให้ฟังว่า ผู้มีวาจาใจสงบเรียบร้อย ซึ่งเรียกว่าสัปบุรุษ ผู้ประกอบด้วยความละอายและความกลัว ผู้มั่นอยู่ในธรรมอันบริสุทธิ์ เรียกว่า เทวธรรมในโลก ดังนี้
พอผีเสื้อน้ำได้ฟังก็ชอบใจ จึงคืนจันทกุมารให้แต่กักตัวสุริยะกุมารไว้ มหิสสาสะกุมารจึงตรัสว่า สุริยะกุมารเป็นน้องต่างมารดา ถ้าไม่คืนให้เราก็จักมีคำครหานินทาว่า เรารักแต่น้องของตัว ยกน้องต่างมารดาให้ผีเสื้อน้ำกิน หรือจะมีผู้ติเตียนว่าเราฆ่าน้องต่างมารดาเสีย เพราะฉะนั้นจงคืนสุริยะกุมารให้เราด้วย ผีเสื้อน้ำก็เห็นจริง จึงคืนสุริยะกุมารให้แล้วขอรับศีล ๕ ยอมตัวเป็นผู้รับใช้ ต่อมาเมื่อได้ทราบข่าวว่าพระราชบิดาสวรรคต ก็พากันเสด็จกลับพระนครและได้พาผีเสื้อน้ำนั้นไปด้วย ส่วนพระมหิสสาสะกุมารก็ได้เป็นพระเจ้าพาราณสี พระจันทกุมารได้เป็นมหาอุปราช พระสุริยะกุมารได้เป็นเสนาบดี ผีเสื้อน้ำได้เป็นยักษ์รักษาพระนคร ต่อมาชาติสุดท้ายผีเสื้อน้ำได้มาเกิดเป็นพระหลวงตาองค์หนึ่ง ส่วนมหิสสาสะกุมารได้มาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า จบเรื่องนี้ในเทวธรรมชาดก เอกนิบาต เท่านี้
เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้มีหิริโอตัปปะ คือความละอายต่อความชั่ว กลัวต่อความชั่ว ละอายผู้อื่น กลัวผู้อื่นจะติเตียน เรียกว่า ผู้มีเทวธรรม ยักษ์ก็กินไม่ได้

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 3 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
พุทธรักษา (13-02-11), อภิญญา (05-02-11), Rich (02-06-11)
ตอบ

Tags
บุญญฤทธิ์, พระนิพพาน, อภิญญา, ตามรอยพระบาท


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 14:36


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่