อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > มหาสโมสรพุทธภูมิ

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 30-10-10, 12:06
ELLE's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Oct 2010
ข้อความ: 253
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 510
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,354 ครั้ง ใน 2,354 ข้อความ
พลังบุญ: 2510
ELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished road
Smile สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

อภิญญา-สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)-lpt_3%5B1%5D-jpg
สมเด็จพระพุฒจารย์ (โต พรหมรังสี) ชาตะ วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2331 ตรงกับเดือน 5 ขึ้น 12 ค่ำ ปีวอก จ.ศ. 1150 เวลา พระบิณฑบาต 06.45 น. (ย่ำรุ่ง 9 บาท ) มารดาชื่อ งุด ตาชื่อเกศ บิดาไม่ปรากฏแน่ชัด(หลักฐานบางแห่ง บันทึกว่าเป็นราชวงศ์จักกรี)
บวชเป็นสามเณร เมื่ออายุได้ 13 ปี ณ วัดใหญ่เมืองพิจิตร ต่อมาย้ายมาศึกษาพระปริยัติธรรม ณ เมือง ชัยนาทพออายุได้ 18 ปี ก็ย้ายมาศึกษากับอาจารย์แก้ว วัดบางลำพู กรุงเทพฯ และยังได้ ศึกษาพระปริยัติธรรมกับเสมียนตราด้วง ขุนพรมเสนา ปลัดเสนา ปลัดกรมนุท เสมียนบุญ และพระกระแสร์ ต่อมาปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงโปรดและเมตตาสามเณรโตเป็นอย่างยิ่ง ครั้นอายุครบอุปสมบทปีพ.ศ. 2350 ได้โปรดเกล้าฯให้อุปสมบทเป็นนาคหลวงที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีสมเด็จพระสังฆราช (สุก) เป็นพระอุปัชฌาย์ ในรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดฯรับไว้ในพระราชูปถัมภ์ต่อมาได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอดิศร สุนทร พระบรมโอรสาธิราชให้ทรงโปรดมาอยู่กับสมเด็จพระสังฆราช วัดมหาธาตุ แต่ในบางตำรากล่าวว่า ท่านบวชเป็นพระภิกษุ เมื่อ พ.ศ. 2351 อายุย่าง 21 ปี สมเด็จเจ้าฟ้าพระบรมราชโอรสทรงรับภาระบรรพชาเป็น นาคหลวงโดยให้ไปบวชที่วัดตะไกร จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งโยมแม่และญาติมีภูมิลำเนาอยู่ที่นั่น แล้วมาประจำอยู่กับพระสังฆราชวัดมหาธาตุต่อไป
เป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 สวรรคตลง เจ้าฟ้าทูลกระหม่อม ซึ่ง บวชตลอดรัชกาลที่ 3 ที่วัดบวรฯ ก็ลาสิขาบทขึ้นเสวยราชย์เป็นรัชกาลที่ 4 แห่งราชวงศ์จักกรี ก็ได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้เป็น "พระธรรมกิตติ" ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด ระฆัง เมื่อ พ.ศ. 2395 ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสได้ไม่นาน ครั้งนั้นท่านยอมรับสมณศักดิ์ (โดยมีเหตุผลที่ทำให้ต้องยอมรับสมณศักดิ์) ครั้นต่อมาอีก 2 ปี คือพ.ศ. 2397 ได้รับการสถาปนาสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ “ พระเทพกวี “ อีก 10 ปี (พ.ศ. 2407) จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ มีนามจารึกตามสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระพุฒาจารย์” เอนกปรีชา วิสุทธศีลจรรยาสมบัติ นิพัทธุตคุณ สิริสุนทร พรตจาริก อรัญญิกคนฤศร สมณนิกรมหาปริณายก ตรีปิฎกโกศล วิมลศีลขันธ์ ณ วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร พระอารามหลวงฯ อนึ่งกิตติคุณ และชื่อเสียงของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ได้ขจรกระจายไปทั่วทิศานุทิศว่า “ เจ้าประคุณสมเด็จ คือ ที่พึ่งของสัตว์โลกผู้ตกอยู่ในห้วงของความทุกข์ทั้งมวล
ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2407 ก็โปรดเกล้าฯ ให้เป็น "สมเด็จพระพุฒาจารย์" ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปเรียกกันว่า "สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี วัดระฆังโฆษิตารามวรมหาวิหาร" เรียกไปเรียกมา เหลือเพียง "สมเด็จฯโต" ในที่สุด ขณะที่โปรดเกล้าฯ เป็นสมเด็จนนั้น มีอายุได้ 78 ปี อายุ พรรษาได้ 56 พรรษาแล้ว
อัฉริยภาพและภูมิปัญญาของสมเด็จฯ
ท่านสมเด็จฯโตนั้น เป็นคนที่เกิดอายุได้ 5 รัชกาล ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 5 มีแม่เป็นชาวบ้านธรรมดา ชื่อนางงุด สมเด็จท่านเป็นคนอัจฉริยะภูมิปัญญาแตกฉาน ตั้งแต่เด็จโตขึ้นบวชเณรก็มีผู้อุปถัมภ์ค้ำชูมาโดตลอด ไม่เคยยุ่งเกี่ยวทางด้านโลกีย์ หญิงใด ๆ มาชอบพอไม่เคยสน เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย มักไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ชอบดู เหตุผล ชอบคิดวิเคราะห์สติปัญญาจึงแตกฉาน พอโตขึ้นมาอายุได้ครบบวชเป็นพร ท่านก็บวชสละเณรเปลี่ยนบวชเป็นพระต่อไปเลย การบวชเป็นพระนั้นเป็นที่ฮือฮาชอบพอรักใคร่ของผู้หลักผู้ใหญ่จนถึงกษัตริย์ จัดเป็นนาคหลวง เมื่อบวชเป็นพระเสร็จ ท่านได้เที่ยวสัญจรไปมาตามที่ต่าง ๆ ตามนิสัยของท่านที่ของค้นคว้าหาความรู้จึงมุ่งศึกษาหาอาจารย์ต่าง ๆ ที่คงแก่เรียนด้านวิปัสสนากรรมฐานสมถะ จากอาจารย์ต่าง ๆ ของเดินธุดงค์พงไพรไป ขณะนั้นยศของท่านยังไม่ได้ยศเป็นสมเด็จฯ เป็นพระธรรมดา อาศัยท่านแตกฉานด้านปัญญา พระไตรปิฎกท่านรู้อย่างดี จิตใจท่านมุ่งแต่บูชาพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ท่านจึงริเริ่มสร้างพระขึ้นมา สมัยที่ขณะนั้นยศยังไม่ได้เป็นสมเด็จฯ ท่านสร้างพระขึ้นตามใจของท่าน รูปแบบพิมพ์พระสมเด็จฯที่ท่านสร้างตอนนั้น มิใช่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เรากำลังแสวงหาพระสมเด็จฯกัน รูปทรงพิมพ์สมเด็จฯขณะนั้นเป็นรูปคดหอย จับผงมาปั้นเป็นก้อน ๆ ยาว ๆ แล้วก็วนเป็น คดหอย ปลุกเสกแจกชาวบ้าน บางพิมพ์ก็เป็นรูปปูก็มี เป็นรูปต่าง ๆ ก็มีแสดงให้เห็นว่า ท่านสมเด็จเริ่มสร้างพระสมเด็จตั้งแต่ยังมิได้สถาปนายศสมเด็จฯจากในหลวง แต่งตั้ง วัดที่ท่านได้ไปอยู่ก็หลายต่อหลายวัด แต่ในที่นี้เราจะเอาเฉพาะวัดที่สำคัญในตระกูลพระสมเด็จฯที่เล่นกันอยู่ นั่นคือ วัดเกศไชโยวรวิหาร จ.อ่างทอง วัดบางขุนพรหม(วัดอินทรวิหาร กรุงเทพฯ) และวัดระฆังโฆษิตามราม กรุงเทพฯ ทั้งสามวัดนี้ ท่านได้สร้างพระสมเด็จฯขึ้นมาจนทุกวันนี้เราก็ต่างเสาะแสวงหากันอยู่ การสร้างนั้นท่านสมเด็จฯจะปลุกเสกเดี่ยวแต่เพียงผู้เดียว เพราะฉะนั้นพลังจิตในพระสมเด็จฯทุกรุ่นทุกพิมพ์จึงเป็นพลังจิตของท่าน
หลังจากที่ท่านได้ร่ำเรียนจนสำเร็จวิปัสสนาญาณกรรมฐานชั้นสูง ท่านก็ได้มีอาจารย์อยู่คนหนึ่ง อาจารย์คนนั้นท่านผู้อ่านอาจจะนึกเดาถูก นั่นคือ สมเด็จพรญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สุก ไก่เถื่อน เหตุที่เรียกว่าสมเด็จพระสังฆราชสุกไก่เถื่อน เพราะมีไก่ป่า ท่านสมเด็จพระสังฆราชเอามาเลี้ยงจนเชื่องเล่นกันได้ จึงได้ฉายาว่าสมเด็จพระสังฆราชสุกไก่เถื่อน สมเด็จพระสังฆราชนั้นเป็นอาจารย์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พร่ำสอนวิชาต่าง ๆ ให้จนสมเด็จฯโตเก่งแตกฉานทุกอย่าง สมัยนั้นสมเด็จพระสังฆราชสุกไก่เถื่อนได้สร้างพระสมเด็จฯวัดพลับขึ้นมา ปลุกเสกเอง ซึ่งสมเด็จโตก็รู้ จากนั้นมาไม่นาน ท่านสมเด็จพระพุฒาจารย์โต ท่านก็ได้มาเป็นเจ้าอาวาสครองวัดระฆังโฆษิตาราม จากการที่ได้รับการสถาปนาเป็นถึงสมเด็จพระพุฒาจารย์นั้น ท่านจำใจยอมรับ เพราะตอนนั้นในหลวงเป็นเจ้าฟ้า(พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๔) ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฟ้านั้นปกคลุมพื้นดินไปหมด จะหนีฟ้าก็ไม่พ้น แต่ถ้าเป็นแต่เจ้าแผ่นดินสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต ท่านมีความรู้ย่อมหนีพ้นจึงไม่รับยศ หนีออกนอกแผ่นดิน โดยเดินธุดงค์ไปหลายเดือนเพื่อหนียศ แต่นี่กษัตริย์เป็นยศถึงเจ้าฟ้าไม่พ้นจึงจำใจรับยศสมเด็จ และเป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่นั้นมา ขณะนั้นเองเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่แปลกแหวกแนวพิสดารมากมายตลกขบขันก็มีเกิดขึ้นบ่อย ๆ อาทิเช่น มีฝรั่งต่างชาติรู้ข่าวว่าท่านสมเด็จฯโตเก่งอัจฉริยะ จึงลองภูมิปัญญาท่านสมเด็จโตว่า "จุดศูนย์กลางของโลกอยู่ตรงไหน?" ท่านสมเด็จตอบฝรั่งไปว่า "จุดศูนย์กลางของโลกนั้นอยู่ทุกหนทุกแห่งบนพื้นผิวโลก ไม่ว่าฉันจะไปยืน ณ ที่ใดตรงนั้นคือจุดศูนย์กลางของโลก " ฝรั่งถามว่า ท่านพิสูจน์ให้เห็นได้ไหม ? ท่านสมเด็จฯโตท่านตอบว่า "ฉันพิสูจน์ได้แล้วท่านจะว่าอย่างไร "ฝรั่งไม่ตอบ จากนั้นสมเด็จฯโตก็ถือตาลปัตรมือหยิบสายสิญจน์แทนเชือก เอาสายสิญจน์ผูกที่ตาลปัตรเอาตาลปัตรปักดินแลังดึงเชือกสายสิญจน์ให้ตึงกาง ออก ใช้ปลายนิ้วแทนดินสอ จากนั้นก็ลากลงบนพื้นดินเป็นวงกลม ท่านสมเด็จบอกว่า วงกลมคือโลก เพราะฉะนั้นฉันยืนอยู่จุดศูนย์กลางของโลกตรงจุดที่ตาลปัตรปักดินนั้นแหละ เมื่อเป็นเช่นนี้ฝรั่งยอมแพ้กลับไป ยังมีอีกหลายเรื่องที่ท่านสมเด็จฯโตย่อมรู้กาลเวลาอนาคตมีครั้งหนึ่ง หญิงจีนมาขอหวยท่านสมเด็จฯโต ได้แอบมานัดกับเด็กวัดโดยแนะให้ขึ้นไปคุยกับท่านสมเด็จฯโตบนกุฏิให้เด็กวัด ชวนพูดแล้วบีบนวดไป จากนั้นเด็กวัดก็ถามท่านสมเด็จโตว่า "หลวงปู่ หวยงวดนี้มันจะออกอะไร " เมื่อท่านสมเด็จฯโตได้ยินดังนั้น ท่านก็ตอบว่า ข้าตอบไม่ได้โว้ย เดี๋ยวหวยของข้าจะรอดร่อง ขณะนั้นก็บังเอิญอาเจ็กคนนี้แกแอบอยู่ใต้ถุนกุฏิแกแอบได้ยินสมเด็จฯโตพูด อย่างนั้นก็เปิดแน่บไปเลย
นอกจากเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีเหตุการณ์อื่น ๆ อีก มีครั้งหนึ่งขณะที่ท่านสมเด็จฯโตกำลังจะไปธุระ บังเอิญเรือติดหล่มต้องเข็นเรือกัน สมเด็จฯโตท่านได้เอาพัดยศสมเด็จพระพุฒาจารย์วางไว้ในเรือแล้วรีบมาช่วยคน อื่นซึ่งเป็นลูกศิษย์เข็นเรือ บังเอิญชาวบ้านแถบนั้นแลเห็นเข้าหัวเราะชอบใจขบขัน พูดตะโตนออกมาว่า "ดูท่านสมเด็จฯเข็นเรือ" เสมือนหนึ่งล้อเลียนท่านในเชิงปัญญาขบขันเมื่อเป็นเช่นนั้นสมเด็จฯโตก็พูด ออกมาว่า สมเด็จฯเขาไม่ได้เข็นเรือหรอกจ้ะ สมเด็จฯท่านอยู่บนเรือ ว่าแล้วท่านสมเด็จโตก็ชี้มือไปที่พัดยศในเรือ เมื่อชาวบ้านต่างได้ยินได้ฟังแลเห็นเช่นนั้น ก็เงียบกริบไม่ว่าอะไร เรื่องพิสดารอย่างนี้ก็สมีเกิดขี้นเราขอพาท่านไปดูเหตุการณ์ในอีกลักษณะ หนึ่งซึ่งเป็นเรื่องลองภูมิปัญญากัน มีครั้งหนึ่ง ในหลวงรัชกาลที่ ๔ท่านได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้สมเด็จฯโตเข้าเฝ้าถวายพระธรรมเทศนาใน วัง เมื่อสมเด็จโตท่านมาถึงนั่งธรรมมาสน์เสร็จก็เอ่ยปากพูดว่า "ดีพระมหาบพิธก็รุ้ ชั่วพระมหาบพิธก็รู้ เพราะฉะนั้นวันนี้อากาศแจ่มใสดี เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้" เมื่อในหลวงได้ยินดังนั้น ก็แลเห็นสมเด็จฯโต ลุกจากธรรมมาสน์แล้วมิได้มองในหลวง ในหลวงเห็นดังนั้นจึงเอ่ยปากเรียกสมเด็จฯโตว่า “ท่านโต ท่านโต” ทำไมวันนี้ถึงเทศน์จบเร็วจัง ฉันไม่เข้าใจ ท่านโตก็เฉลยว่าที่พูดว่าอากาศแจ่มใสดี ดีก็รู้ ชั่วก็รู้ ก็หมายถึงว่าวันนี้จิตใจของพระมหาบพิธรื่นเริงสดชื่น ปราศจากความหม่นหมองใจ ก็คือความหมายที่ว่าอากาศแจ่มใสดี อาตมาจึงเทศน์เพียงเท่านี้ เพราะไม่รู้จะพูดอะไร เมื่อพระมหาบพิธได้ยินสดับรับฟังนั้นก็รู้สึกเข้าใจในความหมายเทศน์ เป็นยังไงท่านผู้อ่าน เรื่องราวแปลกแหวกแนวพิสดารแสดงถึงภูมิปํญญาและอัจฉริยะของท่านสมเด็จฯโต ยังมีอีกมากมายที่จะบอกเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รู้กัน
มีอยู่ตอนหนึ่ง ขณะที่ในหลวงรัชกาลที่ ๔ ได้นิมนต์อารธนาสมเด็จฯโตมาเทศน์ วันนั้นท่านโตเทศน์นานแล้วนานเล่าจนกิริยาอาการของในหลวงเริ่มเหนื่อยหน่าย หงุดหงิด พอท่านโตเทศน์เสร็จ ในหลวงถามท่านโตว่า ท่านโตวันนี้ทำไมถึงเทศน์นานจัง เราเมื่อย เหนื่อย อยากจะถาม ท่านโตได้ยินดังนั้นก็ตรัสตอบไปว่า ก็วันนี้จิตใจของมหาบพิธเต็มไปด้วยความทุกข์เร่าร้อนในอารมณ์ตลอดเวลา จึงเทศน์ให้มันเย็นจึงนานไปหน่อย
ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่จะกล่าวถึง คือ ในวันนั้น ท่านสมเด็จฯโตได้ออกจากกุฏิมุ่งหน้าไปธุรกิจ แจวเรือผ่านไปตามคลองชาวบ้านก็แลเห็น ต่างก็พูดขอหวยท่านโตต่าง ๆ นานา รู้กิตติศัพท์ว่า ท่านให้แม่น สงสารคนจน และเวลาเทศนาธรรมที่ใด ท่านสมเด็จฯได้เงินกัณฑ์เทศน์มา ก็นำมาแจกชาวบ้านและเด็กจน ๆ แม้แต่สตางค์แดงเดียวก็มิเอาไว้กับท่านเอง ครั้นพอขากลับวัด ท่านสมเด็จฯโตก็ซื้อหม้อขนมาเต็มลำเรือ โดยเจตนารมณ์จะบอกใบ้ให้ชาวบ้านจน ๆ ตีปริศนาไปแทงหวยกัน เพราะรู้ว่าหวยจะต้องออก "ม" มอม้า วันนี้ จึงซื้อหม้อมาเต็มลำเรือ บังเอิญชาวบ้านที่ท่านสมเด็จฯโตแจงเรือผ่านมาตามริมคลอง แลเห็นเข้าต่างก็ตะโกนพูดว่า "ท่านโตเป็นอะไร ทำไมถึงซื้อหม้อมาเยอะแยะนะ" แต่ก็มีชาวบ้านที่ปัญญาฉลาดตีความถูก วันนั้นพอเห็นท่านโตซื้อหม้อมาเยอะแยะรู้ว่าหวยออก ม. มอม้า จึงรีบไปแทงหวย ครั้นพอหวยประกาศออกมาปรากฏว่า ออก "ม" มอม้า นี่ก็แสดงให้ท่านผู้อ่านได้แลเห็นว่า ท่านสมเด็จฯโตเป็นอัจฉริยะบุคคลที่มีใช่บุคคลธรรมดา เก่งด้วยวิปัสสนากรรมฐาน รู้อดีต รู้ปัจจุบัน และรู้อนาคต ยังมีอีกหลายต่อหลายบทตอน ที่จะหยิบยกเอามาพูดกันให้รู้ทีละตอน ๆ
มีคราวหนึ่ง ท่านสมเด็จฯโตได้สร้างพระสมเด็จฯขึ้นมาพิมพ์หนึ่ง โดยผีมือช่างหลวงช่วยแกะพิมพ์ให้ พอสร้างเสร็จปลุกเสกเสร็จท่านโตก็ได้ให้พระสมเด็จฯทรงพิมพ์นี้ ให้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ติดตัวไป ในหลวงรัชกาลที่ ๕ ได้นำพระพิมพ์สมเด็จฯที่สมเด็จฯโตสร้างติดตัวไปประเทศเยอรมันนี พอถึงประเทศเยอรมันou กษัตริย์เยอรมันพบ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เข้าก็แปลกใจ แลเห็นที่หน้าอกของพระองค์ มีแสงสว่างประกายออกมา จึงกราบเรียนถาม พระองค์ ว่า ในตัวท่านมีอะไร ก็นึกขึ้นมาได้ว่า มีพระสมเด็จฯองค์หนึ่งที่สมเด็จพระพุฒาจารย์โต ให้ติดตัวมา จึงถวายให้กับกษัตริย์เยอรมันนีไป จึงเรียกสมเด็จทรงพิมพ์นี้ว่า ทรงพิมพ์ไกเซอร์ กษัตริย์เยอรมันีชื่อว่า”พระเจ้าวิลเลี่ยมไกเซอร์”จึงให้พระพิมพ์อกครุฆ เศียรบาตรนี้ว่าพิพม์ไกเซอร์อีกชื่อหนึ่งซึ่งต่อมาหลวงพ่อแพ เขมังกโร(พระธรรมมุนี)อดีตเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ ตำบลถอนสมอ อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี ท่านก็ได้ทำสมเด็จพิมพ์ไกเซอร์พิมพ์นี้เป็นที่โด่งดัง เช่นสมเด็จแพพัน เป็นต้น

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ELLE ในข้อความนี้
Apinya (30-10-10), พรรณวดี (10-01-11), พรหมโชติ (16-11-10), พุทธรักษา (06-11-10), อภิญญา (30-10-10), จิตประภัสสร (21-11-10), GIMTONG (14-11-10), Peach (01-12-10), Rich (30-10-10)
  #2  
เก่า 30-10-10, 12:15
ELLE's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Oct 2010
ข้อความ: 253
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 510
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,354 ครั้ง ใน 2,354 ข้อความ
พลังบุญ: 2510
ELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished road
Smile สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ( 2 )

อภิญญา-สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)-big-00%5B1%5D-gif
เจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ได้ศึกษาเชี่ยวชาญทั้งในทางคันถธุระ และวิปัสสนาธุระดังกล่าวมา นับว่าท่านเป็นอัจฉริยะบุรุษ ผู้หนึ่งที่หาได้ยากในโลก"(ด้วยปรากฎว่ามีแต่ผู้ชำนาญ เฉพาะธุระเดียว ที่ชำนาญทั้งสองธุระนั้นหายาก)เห็นจะเป็นเพราะท่านเชี่ยวชาญในสอง ธุระประกอบกันจึงมีเสียงเลื่องลือกันว่า ท่านทรงคุณ ในวิทยาคุณานุภาพศักดิ์สิทธ์ วิทยาคมของท่าน มีคุณานุภาพศักดิ์สิทธิ์คือแก้โรคต่าง ๆ ป้องกันสรรพภัย ค้าขายดี ทางเมตตามหานิยมก็ว่าดีนัก อนึ่งว่ากันว่า ท่านทรงคุณวิเศษถึงสามารถทำสิ่งซึ่งเหลือวิสัย มนุษย์สามัญให้สำเร็จได้ อาทิเช่น ทำให้ คลื่นลมสงบ ห้ามฝน ย่นหนทางฯ ดังจะยกมาสาธกเป็นอุทาหรณ์ต่อไป ในรัชกาลที่ ๔ โปรดฯเกล้า ให้สร้างพระราชวัง พระที่นั่ง และพระเจดีย์วิหารที่บนเขามหาสมณะ จังหวัดเพชรบุรีพระราชทานนามเรียกรวมกันว่า "พระนครคีรี"(และเขามหาสมณะนี้นพระราชทานนามใหม่ว่าเขามไหศวรรย์)ในจดหมายเหตุของหมอ บรัดเล(พิมพ์ไว้ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๒๐หน้า ๕๒)ว่า โปรดฯ ให้เฉลิมพระราชมณเฑียรที่พระนครคีรี พร้อมกับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระเจดีย์ศิลา เมือเดือนพฤษภาคม ปีจอ พ.ศ.๒๔๐๕ ดังนี้ กล่าวกันว่า เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ไปในงานพระราชพีธีนั้น ด้วยขากลับท่านออกเรือจากปากอ่าวบ้านแหลมจะข้ามมา แม่กลอง เวลานั้นคลื่นลมจัดมาก ชาวบ้านห้ามท่านก็ไม่ฟัง ว่าท่านได้ออกมายืนที่หน้าเก๋งเรือโบกมือ ไปมา ไม่ช้าคลื่นลมก็สงบราบคาบ
คราวหนึ่งมีการก่อพระเจดีย์ทรายที่ในวัดระฆังโฆษิตาราม ประจวบกับวันนั้นมีเมฆฝนตั้ง มืดคลึ้ม คนทั้งหลายเกรงฝนตก จึงไปกราบเรียนปรารภกับเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ท่านได้กล่าวพร้อมกับโบกมือว่า "ตกที่อื่น ๆ" ว่าน่าประหลาดที่ในวันนั้นปรากูฎว่าฝน ไปตกที่อื่นหาได้ตกที่ในตำบลศิริราช พยาบาลไม่
คราวหนึ่งเขานิมนต์เจ้า ประคุณสมเด็จฯ ไปในงานพิธีโกนจุกที่ จังหวัดอ่างทอง ท่านได้ เริ่มออกเดินทางก่อนถึงกำหนดเวลาเพียง 3 ชั่วโมง มีผู้สงสัยว่าท่านจะไปทันเวลากำหนด ได้อย่างไร ถึงกับได้สอบถามไปยังเจ้าภาพในภายหลังต่อมา ก็ไดรับคำตอบว่าท่านไปทันเวลา ตามฎีกาทุกประการ (ว่าวิชานี้ท่านได้เรียนต่อพระอาจารย์แสง ที่จังหวัดลพบุรี)
คราวหนึ่งเจ้าประคุณสมเด็จฯ ไปธุระทางแขวงจังหวัดนนทบุรี ด้วยเรือแจว พอขากลับ พอมาถึงปากคลองสามเสน เด็กวัดศิษย์คนหนึ่ง ได้เอากะโหลกออกไปตักน้ำ จะเนื่องด้วยเหตุใดไม่ปรากฏ กะโหลกนั้นได้พลัดหลุดจากมือจมลงไปในแม่น้ำ ท่านพูดว่า "งมที่นี้ไม่ได้เพราะน้ำลึก ต้องไปงมที่หน้าวัดระฆังจึงจะได้" เมื่อถึงวัดระฆังท่านจึงให้เด็กศิษย์ นั้นลงไปงมที่หน้าวัด ก็ได้กะโหลกกลับมาจริงดังที่ท่านบอกกล่าวกันว่า เจ้าประคุณสมเด็จฯ ไม่มีเงินติดตัว เพราะท่านเป็นผู้มีอัธยาศัยมักน้อยไม่เก็บสะสม (ดังเล่ามาแล้วในที่อื่น) แต่น่าประหลาดที่ท่านสามารถสร้าง ปูชนียวัตถุสถานใหญ่ ๆ โต ๆ สำเร็จหลายแห่ง (บางแห่งสร้างค้างไว้ เช่นพระหลวงพ่อโตวัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม ว่าท่านประสงค์จะ ให้ผู้อื่นสร้างต่อบ้าง)มีผู้ได้พยายามสังเกตกันนักหนาแล้ว แต่ก็ไม่ทราบว่าท่านเอาเงินมา แต่ไหน พระเทพราชแสนยาว่าคราวหนึ่งจีนช่างปูนไปขอเงินค่าจ้างก่อสร้างจากเจ้าประคุณ สมเด็จ ฯ ๑ ชั่ง (๘๐ บาท) ท่านบอกให้หลวงวิชิตรณชัยหลายชาย ไปเอาเงินที่ใต้ที่นอนของท่าน หลวงวิชิต ฯ กลับมากราบเรียนว่า ได้ไปค้นหาดูแล้วไม่เห็นมีเงินอยู่เลย ท่านสั่งให้ไปค้นหาใหม่ ก็ได้เงิน 1 ชั่ง เรื่องนี้หลวงวิชิต ฯ ว่าน่าประหลาดนักหนา
มีสิ่งหนึ่ง ที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ทำไว้ที่วัดระฆัง คือน้ำมนต์ จะเขียนแทรกลงไว้ตรงนี้ มีคำเล่ากันว่า เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ปลุกเสกลงเลขยันต์ศิลา ๓ ก้อน ก้อนหนึ่ง เอาไปไว้ที่ในสระหลังวัด (สระนี้ตื้นเขินนานแล้ว) ก้อนหนึ่งเอาไว้ในสระกลางน้ำ (สระนี้ยังมีปราฏอยู่) อีกก้อนหนึ่งเอาไว้ในแม่น้ำตรงหน้าวัด (ห่างเขื่อนราว ๒ วา ประมาณว่าอยู่ตรงกลางโป๊ะท่าเรือ)ว่าน้ำในที่ทั้งสามแห่งนั้น มีคุณานุภาพศักดิ์สิทธิ์ต่างกัน คือน้ำที่สระหลังวัด อยู่คงกระพันชาตรี น้ำที่สระกลางวัด ดีทางเมตตามหานิยม น้ำที่หน้าวัดทำให้เสียงไพเราะ (เหมาะกับนักร้อง) และว่าเมื่อจะตักน้ำที่หน้าวัดน้ำให้ตักตามน้ำ (ห้ามตักทวนน้ำ)ถ้าน้ำนิ่งให้ตักตรงไป อภินิหารของเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ นับถือกันสืบมา จนเมื่อท่านถึงมรณภาพแล้ว ดังปรากฎว่ามีผู้คนไปบนบานปิดทองที่รูปหล่อของท่านเนือง ๆ (อธิบายเรื่องรูปหล่อของเจ้าประคุณสมเด็จฯ จะปรากฎต่อไปในที่อื่นข้างหน้า) ว่ากันว่าเพียงแต ่ตั้งจิตระลึกถึงท่าน ก็ยังให้เกิดประสิทธิผลอย่างน่ามหัศจรรย์ จะยกมาอ้างเป็นอุทาหรณ์ ดังเช่นเจ้าคุณธรรมกิติ (ลมูล สุตาคโม ป.๖)วัดระฆังกลับไม่ทันรถไฟ ต้องเดินมาลงเรือเมล์โดยสารที่ท่าเรือ พอย่างเข้าชานสถานีเรือ มีชายคนหนี่ง ในเครื่องแต่งกายชุดดำ เดินออกจากที่กำบังตรงเข้ามาขวางทาง (สังเกตไม่ได้ว่าจะมีอาวุธ หรือไม่ เพราะเป็นเวลามืด)ถามว่า "ท่านจะไปไหน" ตอบว่า จะไปหาเจ้าประคุณสมเด็จฯ ขอให้ช่วยคุมภัย ท่านว่า แล้วชายคนนั้นก็ออกเดินหลีกทางไปโดยไม่ได้พูดอะไร และว่าอีกคราวหนึ่ง (ดูเหมือนจะเป็น พ.ศ.๒๔๘๕) ท่านไปเทศน์ที่วัดอินทาราม แขวงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้เรือจ้างส่งที่แพหน้าวัดสุวรรณเจดีย์ (ตำบลหัวเวียง) ด้วยหมายจะขึ้นไปพักวัดนั้นก่อน แต่ขึ้นวัดไม่ได้เพราะน้ำท่วม เวลานั้นดึกมาก ผู้คนนอนหลับกันหมดแล้ว ทั้งฝนก็ตกพรำ ๆ ท่านมิรู้จะทำอย่างหร เลยนั้นพักอยู่บนตุ่ม ปูนที่ข้างแพนั้น สักครู่หนึ่งมีชาย ๒ คน พายเรือทวนนี้ขึ้นไปทางเหนือ ท่านจึงเอาไฟฉายส่อง ที่ตัวท่านเองให้รู้ว่าเป็นพระ พร้อมกับร้องเรียนให้ช่วยรับส่งขึ้นที่วัด ชาย ๒ คนนั้นจะได้ยินหรือไม่ไม่ทราบ แต่หาได้นำพาต่อคำขอร้องของท่านไม่ คงเร่งพายเรือต่อไป ท่านจึงตั้งจิตระลึกถึงเจ้าประคุณสมเด็จฯ ว่า เวลานี้ลูกลำบาก ขอให้หลวงพ่อช่วยลูกด้วย ท่านว่า น่าประหลาดที่ต่อมาสัก ๔-๕ นาที ชาย ๒ คนนั้นได้พายเรือมารับท่าน ส่งขึ้นวัดสุวรรณเจดีย์ ตามประสงค์ พระอาจารย์ขวัญวิสิฎโฐ เล่าเรื่องหนึ่งว่า คราวหนึ่ง มีงานฉลองสุพรรณบัฎสมเด็จ พระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร ณ อยุธยา)ที่วัดระฆังในงานนั้นมี อาจารย์มาประชุม กันหลายรูป พอตกบ่ายฝนตั้งเค้ามือครึ้ม เสมียน(ตรา)เหมือน บ้านหลังตลาดบ้านขมิ้น จังหวัดธนบุรี ผู้ซึ่งมีความเคารพในเจ้าประคุณสมเด็จฯ มาก ได้กล่าวขึ้นในที่ประชุม ว่าท่านผู้ใดจะสามารถห้ามไม่ให้ฝนตกไดั ที่ประชุมต่างนิ่งไม่มีใคร ว่าขานอย่างไร เสมือนเหมือนกล่าวต่อไปว่า (สมเด็จฯโตถึงจะห้ามฝนได้" ดังนี้ แล้วผินหน้าไปทางรูปหลบ่อเจ้าประคุณสมเด็จฯ จะธูปเทียนบุชาสักการะตั้งสัตยาธิศฐานขออย่า ให้ฝนตกที่วัด ว่าวันนั้นฝนตกเพียงแค่โรงหล่อ หกตกถึงที่วัดระฆังไม่ คนทั้งหลายต่าง เห็นอัศจรรย์ยิ่งนัก นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวเล่า กันอึกมากมายหลายเรื่อง ทีนี้จะพรรณาว่า ด้วยอภินิหาร พระพุทธรูปที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ สร้างต่อไป จะกล่าวงถึงพระโตก่อน อันพระโต (หรือเรียกกันว่า "หลวงพ่อโต") ที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ สร้างไว้นี้ ดูเหมือนจะมีอภินิหาร ศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้น ข้อนี้จะพึงสังเกตุเห็นได้ ด้วยมีประชาชนไปปิดทองบนบานศาลกล่าวและเซียมซี เสี่ยงทายกันเนือง ๆ บางแห่งถึงจัดให้มีงานประจำปี มีพุทธศาสนิกชนจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วประเทศมาชุมนุมกันในคราวหนึ่ง ๆ นักแสน ว่าเฉพาะพระโตวัดไชโยวรวิหาร จังหวัดอ่างทอง ปรากฎในหนังสือ "ลิลิตพายัพ" พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่๖ ว่าเมื่อปีมะเส็ง พ.ศ.๒๔๔๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ตั้งแต่ยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เสด็จประพาสหัวเมืองมณฑลพายัพ ขากลับกรุงเทพฯ เสด็จทางชลมารคถึงวัดไชโยวรวิหาร ได้เสด็จขึ้นนมัสการ ดังที่ทรง พระราชนิพนธ์ เป็นโคลงไว้ดังนี้
ถึงไชโยหยุดยั้ง นาวา
พระเสด็จขี้นอุรา วาสนั้น
นมัสการปฏิมา กรเกตุ
คุณพระฉัตรกั้น เกศข้า ทั้งปวง
ในที่นี้จะกล่าวถึงอภินิหาร พระโตวัดอินทรวิหาร เป็นนิทัศนุทาหรณ์ พระโตองค็นี้เป็นพระพุทธรูป ที่ศักดิ์สิทธิ์มาก ว่าสามารถคุ้มกันสรรพภัย พิบัติและให้เกิด สุขสวัสดิ์ ลาภผลอย่างมหัศจรรย์ ดังพรรณนาไว้ในเรื่องประวัติ พิมพ์เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๐ คัดมาลงไว้ต่อไปนี้
อภินิหารของหลวงพ่อโตศักดิ์สิทธ์มาก ดังเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วโดยทั่วกัน สักขีพยานซึ่งได้เห็น กันอยู่ในเร็วๆ นี้ ในระหว่างที่บ้านเมืองกำลังอยู่ในระหว่างสงคราม (พ.ศ.๒๔๘๔-๒๔๘๗) หลวงพ่อโตหาได้กระทบเทือนอย่างใดไม่ คงอยู่เป็นมิ่งขวัญ เป็นที่สักการะของชาวเรา อยู่ตลอดไป ได้มีผู้กล่าวสรรเสริญถึงอภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ของท่านอยู่เสมอมิได้ขาด ในยามสงครามประชาชนในเขตอื่น ๆ อพยพกันเป็นจ้าระหวั่น แต่ในบริเวณเขตหลวงพ่อโต มิใคร่จะมีใครอพยพกัน ซึ่งมีบางท่านกล่าวว่า จะไม่ยอมไปไกลจากองค์หลวงพ่อโตเป็นอันขาด แต่มีบางท่านจะต้องอพยพ ได้ไปลาสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสสเทว) วัดสุทัศน์ มีรับสั่งว่าอย่าไปเลย ในบริเวณวัดอินทรวิหารเหมาะและปลอดภัยแล้ว เพราะหลวงพ่อโตท่านก็คุ้มครองอยู่ คงจะปัดเป่าภยันตรายไปได้และสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ท่านเป็นผู้สร้างได้ทำไว้ดีแล้ว ประชาชนส่วนมากในวัดอินทรวิหารจึงไม่ใคร่อพยพจากไป นอกจากนั้นเมื่อมีภัยทางอากาศเกิดขึ้นในคราวใด ประชาชน ในเขตอื่น ๆ ยังพลอยหลบภัยเข้ามาอาศัยอยู่ในบริเวณหลวงพ่อโตเป็นจำนวนมาก ปรากฎว่ามีเครื่องบิน มาทิ้งลูกระเบิดที่บริเวณวัดอินทรวิหารเหมือนกัน เป็นลูกระเบิดเพลิงรวมด้วยกัน ๑๑ ลูกแต่ไม่ระเบิด และไม่เกิดเพลิงอย่างใด ในครั้งต่อมาได้มีเครื่องบินมาทึ้งระเบิดที่ตำบลเทเวศร ์โอยเฉพาะองค์หลวงพ่อ โตวัดอินทรวิหารใกล้กับจุดอันตรายมากแต่หาเป็นอันตราย แม้แต่น้อยไม่ ซึ่งประชาชนส่วนมากที่หลบภัยเข้ามาในบริเวณหน้าหลวงพ่อโตมองเห็นฝูง เครื่องบินมาทิ้งระเบิดบ่ายโฉมหน้ามุ่งตรงมายังหลวงพ่อโต ครั้นมาถึงในระยะใกล้เครื่อง บินฝูงนั้นกลับวก มุ่งไปทางทิศอื่นเสีย ซึ่งดูประหนึ่งหลวงพ่อโตท่านโบกหัตถ์ให้ไปทางทิศอื่น เสีย ประชาชนและบ้านเรือนในเขตบริเวณหน้าหลวงพ่อโตวัดอินทรวิหารจึงหาเป็นอันตราย แต่ประการใดไม่ เรื่องที่กล่าวมานี้ นับว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์อยู่มิใช้น้อย นี้ก็แสดงให้เห็น อยู่แล้วว้า หลวงพ่อโตวัดอินทรวิหารท่านมีอภินิหารความศักดิ์สิทธ์มากเพียงใด จนกระทั่งในทุก วันนี้ประชาชน ก็พากันมานมัสการสักการะบูชามิได้ขาด ชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาชม พระนคร ก็ยังเลยมานมัสการหลวงพ่อโตเสมอ ตามปกติประชาชนนิยมน้ำมนต์ของท่านมาก มีผู้มาขอน้ำมนต์ของท่านไม่เว้นแต่ละวันน้ำมนต์ของทาน เมื่ออธิษฐานแล้วใช้ได้ตาม ความปรารถนา เป็นมหานิยมดีด้วย เวลาที่จะไปหา ผู้ใดผู้นั้นก็มีความเมตตากรุณา ก่อนที่จะใช้น้ำมนต์ของท่านให้ได้สมความปรารถนาแล้ว ควรจะทราบวิธีใช้ด้วย คือเมือ่ผู้ใดจะเอาน้ำมนต์ของหลวงพ่อไปใช้ควร หาเครื่องสักการะบูชาเช่นธูปเทสียนดอกไม้ บูชาเสียก่อนแล้วตั้งจิตให้แน่วแน่น้อม ระลึกถึงองค์หลวงพ่อโต ตลอด จนสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ผู้สร้างให้ช่วยตามความ ปรารถนาแล้ว นำน้ำมนต์ไปให้รับประทานและอาบตามความ ประสงค์ ผู้นั้นจะประสบแต่โชคชัย เคราะห์ร้ายก็อาจจะกลับกลายเป็นดีได้ ด้วยประการฉะนี้

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ELLE ในข้อความนี้
Apinya (30-10-10), พรรณวดี (10-01-11), พุทธรักษา (06-11-10), อภิญญา (30-10-10), จิตประภัสสร (21-11-10), ปาริฉัตรมณี (31-10-10), GIMTONG (14-11-10), Peach (01-12-10)
  #3  
เก่า 30-10-10, 12:29
ELLE's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Oct 2010
ข้อความ: 253
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 510
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,354 ครั้ง ใน 2,354 ข้อความ
พลังบุญ: 2510
ELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished roadELLE is on a distinguished road
Smile สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ( 3 )

อภิญญา-สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)-saree2%5B1%5D-jpg
อภิญญา-สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)-1192430408%5B1%5D-jpg
คาถาชินบัญชร และพระพิมพ์ของเจ้าประคุณสมเด็จฯ หรือเรียกกันตามสะดวกปากว่า"สมเด็จ" นั้น ได้กล่าวมาแล้วว่าเจ้าประคุณสมเด็จได้สร้างขึ้น ไว้ด้วยมุ่งหมายจะให้เป็นการ สืบต่ออาย ุพระศาสนาเป็นข้อสำคัญ แต่น่าประหลาดอยู่ ที่คนทั้งหลายต่างนับถือพรสมเด็จเป็น เครื่องรางที่ทรงคุณานุภาพเป็นอย่าง วิเศษ ว่าในบรรดาพระเครื่องราง พระสมเด็จเด่นอยู่ใน ความนิยมของสังคมในทุกยุคทุกสมัยและว่าจะหาซื้อได้ด้วย เงินตราในราคาแพงมาก อันเรื่องเกี่ยวกับอภินิหารพระสมเด็จนั้น ได้ฟังเล่ากันมากมายหลายเรื่อง จะเขียนลงไว้แต่ เฉพาะบางเรื่อง ดังต่อไปนี้กล่าวกันว่า ภายหลังแต่เจ้าประคุณสมเด็จฯ ถึงมรณภาพ พระสมเด็จที่ใส่บาตร *** และกระบุงตั้งไว้ที่หอสวดมนต์นั้น ได้ขนย้ายเอาไปไว้ที่ใน พระวิหารวัดระฆัง (ว่าเอาไว้ที่บนเพดานพระวิหารก็มี) โดยมิได้มีการพิทักษ์รักษากันอย่างไร เป็นต้นว่าประตูวิหารก็ไม่ได้ใส่กุญแจ ในปีหนึ่งเป็นเทศกาลตรุษสงกรานต์ มีทหารเรือหลายคน มาเล่นการพนันที่หน้าวัด เช่นหยอดหลุม ทอยกอง เป็นต้น จะเนื่องด้วยเหตุใดไม่ปรากฏ ทหารเรือเหล่านั้นได้เกิดวิวาทถึงชกต่อยตีรันกันเป็นโกลาหล ทหารเรือคนหนึ่งได้เข้าไปเอา พระสมเด็จใสพระวิหารมาอมไว้องค์หนึ่ง แล้วกลับมาชกต่อยตีรันประหัตประหารกันต่อไป ที่สุดปรากฎว่าทหารเรือคนนี้นไม่ ได้รับบาดเจ็บอย่างไรแม้รอยฟกช้ำก็ไม่มี ส่วนทหารเรือ คนอื่น ๆ ต่างได้รับบาดเจ็บ ที่ร่างกายมีบาดแผลมากบ้างน้อยบ้างทุกคน อีกเรื่องหนึ่งว่า คราวหนึ่งมีชายคนหนึ่งอยู่บ้านตำบลไชโยจังหวัดอ่างทอง ป่วยเป็นโรคอหิวาต์ คือวันหนึ่งฝันว่า เจ้าประคุณสมเด็จฯมาบอกว่า "ยังไม่ตายให้ไปเอาพระสมเด็จฯที่บนเพดานพระวิหารวัดระฆัง มาทำน้ำมนต์กินเถิด "พวกญาติได้พยายามแจวเรือกันมาเอาพระสมเด็จไปอธิษฐาน ทำน้ำมนต์ให้กินก็หายจากโรคนั้นทั้งสองเรื่องที่เล่ามานี้ ว่าเป็นมูลให้เกิดคำเล่าลือถึงอภินิหาร พระสมเด็จฯเป็นประถมพระอาจารย์ขวัญ วิสิฎโฐ เล่าว่า มาหญิงคนหนึ่ง ชื่อจัน ภูมิลำเนาเดิมอยู่จังหวัดอ่างทอง คุ้นเคยสนิทสนมกับเจ้าประคุณสมเด็จฯ แต่ยังเยาว์วัย ต่อมานางจันได้ย้ายมาประกอบอาชิพตั้งร้านค้าอยู่ทางแขวงจังหวัดนนทบุรี ภายหลังยากจนลง เพราะการค้าขาดทุนนางจันได้ยินกิตติศัพท์เลื่องลือถึงคุณ วิเศษของเจ้าประคุณสมเด็จฯ วันหนึ่งจึงเข้าไปหาท่าน สนทนากันในตอนหนึ่ง นางจันกล่าวว่า "เวลานี้ดิฉันยากจนมาก" ท่านว่า "มาที่นี่ไม่จนหรอกแม่จัน" แล้วท่านหยิบพระประจำวันให้นางจันองค์หนึ่ง (จะเป็นพระประจำวันอะไรหาทราบไม่)บอกให้อาราธนาทำน้ำมนต์อธิษฐานตามปรารถนา และว่า "ถ้าแม่จันรวยแล้วอย่ามาหาฉันอีกนะจ๊ะ" นางจันกราบเรียนถามว่า "เป็นยังไงล่ะเจ้าคะ?"ท่านตอบว่า "ฉันไม่ชอบคนรวย ฉันชอบคนจนจ้ะ"ว่านางจันได้พระมาแล้วทำตามที่ท่านบอก แต่นั้นการค้าก็เจริญขี้นโดยลำดับ ที่สุดนางจันก็ตั้งตัวได้เป็นหลักฐานผู้หนึ่งในถิ่นนั้น นางจันทีอายุอ่อนกว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯ เรียกเจ้าประคุณสมเด็จฯ ว่า "หลวงพี่" มีคนถามนางจันว่า "รวยแล้วทำไมจึงไม่ไปหาสมเด็จฯ อีกเล่า" นางจันตอบว่า "เพราะหลวงพี่โตสั่งไว้ว่า ถ้ารวยแล้วห้ามไม่ให้ไปหา หลวงพี่โตนี่แหละศักดิ์สิทธิ์นัก พูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น"
ร้อยเอกหลวงวิจารณ์พลฉกรรจ์ (แสวง ผลวัฒนะ) สัสดีจังหวัดกาญจนบุรี ว่า คราวหนึ่งไปราชการทหารที่ตำบลพนมทวนในจังหวัดนั้น กถูกคนร้ายลอบยิงหลายนัด แต่ไม่เป็นอันตราย ว่าเพราะมีพระสมเด็จที่บิดา ( นาย อาญาราช อิ่ม ซึ่งเมื่อบวชเป็นต้นกุฏิเจ้าประคุณสมเด็จฯ ให้ไว้)
นายเปลื้อง แจ่มใส ว่าเมื่อยังรับราชการในกรมรถไฟ แผนกช่างเวลานั้นอายุราว ๒๕ ปี คราวหนึ่งได้ขึ้นไปตรวจทางรถไฟสายเหนือซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จขณะยืนตรวจการ อยู่ท้ายรถถึงที่แห่งหนึ่ง (ตำบลบ้านแม่ปิน จังหวัดแพร่) รถแล่นเข้าโค้ง พอนายเปลื้องประมาทตัวนายเปลื้องได้พลัดตกจากรถลงไปนอนอยู่ข้างทาง (เวลาตกนั้นรู้สึกตัวเบามาก) แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บอย่างใด เป็นเพียงเท้าขัดยอกบ้างเล็กน้อยเท่านั้น นายเปลื้องว่าที่ตัวไม่มีอะไรนอกจากพระสมเด็จฯ จึงเชื่อมั่นว่าที่ไม่เป็นอันตรายนั้นเป็นเพราะอานุภาพพระสมเด็จแน่นอน
พระอาหรภัตรพิสิฐ (เล็ก อุณหนันท์) เล่าหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งว่า คราวหนึ่งหญิงลูกจ้างคนหนึ่งชื่อรูป เกิดโรคท้องเดินจงตัวซีด (เข้าใจว่าเป็นโรคอหิวาต์) ในเวลานั้นดึกมากราว ๑.๐๐ น. เห็นจะได้ไม่ทราบว่าจะไปหายาที่ไหน นึกขึ้นถึงพระสมเด็จฯที่มีอยู่ (เป็นพระพิมพ์ปรกโพธิ์) คุณพระจึงอาราธนาทำน้ำมนต์ให้กินบ้าน เอาตบศีรษะบ้าง สักครู่หนึ่งก็นอนหลับ เมื่อตื่นขึ้นหญิงนั้นบอกว่า ได้ฝันว่า มีพระสงฆ์แก่องค์หนึ่งมาบอกว่า "ยังไม่ตาย" ว่าได้กินน้ำมนต์นั้นเรื่อย ๆ มา จนอาการโรคคลายหายเป็นปกติดี เรื่องหนึ่งว่าเมื่อภรรยาจะคลอดบุตรคนสุดท้อง เจ็บครรภ์อยู่จนถึง ๓วันก็ยังไม่คลอด คุณพระจึงจะธูปเทียนบูชาสักการะ อาราธนาพระสมเด็จฯลงแช่ในน้ำ ตั้งจิตอธิษฐานตามประสงค์ แล้วเอาน้ำนั้นให้กินบ้าง ตบศีรษะบ้าง ว่าไม่ช้านักก็คลอดอย่างง่ายตาย เรื่องหนึ่งว่า แขกที่พาหุรัดคนหนึ่ง ซึ่งชอบพอคุ้นเคยกับคุณพระบอกว่า ที่เขาได้ภรรยา ๓ คนที่อยู่ด้วยกันในเวลานี้นั้น เพราะเขาเอาพระสมเด็จฯฝนให้กินทุกคน (ว่าพระนั้นเป็นพระสมเด็จกรุวัดใหม่บางขุนพรหม) อีกเรื่องหนึ่งว่า พระสมเด็จงูไม่ข้าม คราวหนึ่งมีงูเลื้อยมา คุณพระได้เอาพระเครื่องเหล่านั้น ทำดังนี้หลายครั้ง ปรากฏว่างูมิได้เลื่อยข้ามพระสมเด็จฯ แม้แต่เลื้อยเข้ามาใกล้ก็ไม่มี ส่วนพระเครื่องชนิดอื่น ๆ งูได้เลื้อยข้ามบ้าง เลื้อยเฉียดไปบ้าง คุณพระอาทรฯ เล่าต่อไปว่า ตัวคุณพระเองได้เคยฝ่าอันตรายมาหลายครั้ง แต่ก็ปลอดภัยทุกคราว และว่าน่าประหลาดอย่างหนึ่ง ที่คนกำลังทะเลาะวิวาทถึงจะทำร้ายกัน ถ้าเรามีพระสมเด็จอยู่กับตัวเข้าไปห้ามปราม คนเหล่านั้นจะเลิกทะเลาะต่างแยกย้ายกันไปทันที
ได้ฟังเล่ากันอึกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับพระสมเด็จแก้โรคอหิวาต์ จะเขียนแทรกลงไว้ตรงนี้ เมื่อปีระกา พ.ศ.๒๔๑๖ เกิดโรคอหิวาต์(โรคป่วง)ครั้งใหญ่ ผู้คนล้มตายกันมาก กล่าวในจดหมายเหตุบัญชีน้ำฝนของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (เล่ม๓) ดังนี้
"ระกาความไข้ คนตายนับได้ เกือบใกล้สี่พัน เบาน้อยกว่าเก่า หาเท่าลดกันมะโรงก่อนนั้น แสนหนึ่งบัญชี เขาจดหมายไว้ในสมุดปูนมีมากกว่าดังนี้เป็นไป
(เดือน ๘ ข้างขึ้น)
เกิดไข้ในวัดม้วย วันละคน
ตั้งแต่สองค่ำดล หกเว้น
ศิษย์พระวอดวายชนม์ ถึงสี่ เทียวนา
บางพวกไกลโรคเร้น ชีพตั้ง ยังเหลือ
จบเสร็จเผด็จสิ้น ปีระกา
โรคป่วงเกิดมีมา ทั่วดาน
น้ำน้อยไม่เข้านา เสียมาก เทียวแฮ
ในทุ่งรวงข้าวม้าน ไค่กล้า นาเสีย
กล่าวกันว่า ในคราวนั้นสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง(รัชกาลที่ ๕)ทรงพระราชทานแจกสมเด็จฯ (ชนิดปรกเมล็ดโพธิ์ ที่เรียกกันว่า "สมเด็จเขียว") ว่าคนเป็นอันมากได้รอดตายเพราะพระสมเด็จนั้น จึงเกิดกิตติศัพท์เลื่องลือกันแพร่หลายสืบมาสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ท่านมีเมตตาและชาวบ้านมักจะมาขอน้ำมนต์จากสมเด็จพระพุฒาจารย์โต เพื่อดื่ม อาบประพรมสินค้าเพื่อให้ค้าขายดี
ในราวปี พ.ศ. 2410 เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ได้มาเป็นประธานก่อสร้างปูชนียวัตถุครั้งสุดท้ายที่สำคัญของท่าน คือ องค์หลวงพ่อโต ที่วัดอินทรวิหาร ครั้นท่านทำการก่อสร้างได้สูงถึงพระนาภี (สะดือ) ก็มีเหตุให้ไม่สำเร็จ เพราะวันเสาร์ แรม 2 ค่ำ เดือน 8 ปีวอก ตรงกับวันที่ 22 มิถุนายน 2415 เวลาประมาณ 24.00 น.เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒจารย์ (โต) พรหมรังสีได้สิ้นชีพิตักษัย (มรณภาพ) โดยไม่ทราบสาเหตุ บนศาลาเก่าบางขุนพรหม สิริอายุคำนวณได้ 84 ปี 2 เดือน 5 วัน และมีชีวิตอยู่ในสมณเพศได้ 65 พรรษา

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ELLE ในข้อความนี้
Apinya (30-10-10), พรรณวดี (10-01-11), พุทธรักษา (06-11-10), มณีโชติ (22-12-10), อภิญญา (30-10-10), จิตประภัสสร (21-11-10), ปาริฉัตรมณี (31-10-10), GIMTONG (14-11-10), Peach (01-12-10)
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 01:48


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่