อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > มหาสโมสรพุทธภูมิ

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 17-01-11, 21:13
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,144
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,851
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,963 ครั้ง ใน 77,963 ข้อความ
พลังบุญ: 56711
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile พระเจ้าพรหมมหาราช

อภิญญา-พระเจ้าพรหมมหาราช-imagesca2bs3fz-jpg
พญาสิงหนวัติได้สถาปนาเมืองโยนกนาคพันธุสิงหนวัตินครขึ้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง ดินแดนที่ราบในเมืองเชียงราย ใน พ.ศ. 1117 โดยทำการแย่งชิงดินแดนมาจากพวกที่มีอิทธิพลอยู่ก่อนคือ พวกขอมดำหรือกล๋อม ที่พากันหนีไปตั้งหลักแหล่งอยู่ทางใต้บริเวณถ้ำอุโมงค์เสลานคร พญาสิงหนวัติ ทรงรวบรวมพวกมิลักขุหรือคนป่าคนดอยเข้ามาอยู่ในอำนาจของเมืองโยนกนาคนคร มีอาณาเขตทิศเหนือจดเมืองน่าน ทิศใต้จดปากน้ำโพ ทิศตะวันออกจดแม่น้ำดำในตังเกี๋ย ทิศตะวันตกจดแม่น้ำสาละวิน มีเมืองสำคัญ คือเมืองเวียงไชยปราการ อยู่บริเวณแม่น้ำฝางและแม่น้ำกก ดินแดนทางใต้สุดคือที่เมืองกำแพงเพชร
อาณาจักรไทยโยนก มีกษัตริย์ไทยครอบครองติดต่อกันมาหลายสิบพระองค์ กษัตริย์องค์ที่ 25 มีพระนามว่า "พระเจ้าพังคราช" มีพระราชโอรสพระองค์หนึ่ง ซึ่งมีบุญญาธิการมาก ทรงพระนามว่า "พระเจ้าพรหมมหาราช" พระเจ้าพรหมมหาราชองค์นี่แหละ ที่ทรงสร้างวัดพระธาตุสบฝาง ซึ่งจะได้กล่าวโดยละเอียด ในโอกาสต่อไป ณ ที่นี้จะได้กล่าวถึงการอพยพของชนชาติไทย ให้จบเสียก่อน
ในปี พ.ศ.1796 ปี กุบไลข่านตีจีนได้ทั้งหมด แล้วได้ตั้งตัวเป็นกษัตริย์จีน หลังจากนั้น ได้ส่งกองทัพมาตีอาณาจักรน่านเจ้า ของไทยในปี พ.ศ.1796 ชนชาติไทยส่วนใหญ่ จึงได้พากันอพยพหนีภัย ลงมาทางใต้เป็นครั้งที่ 3 ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของการอพยพ ตั้งแต่บัดนั้นชนชาติไทย ไม่มีแผ่นดินเหลืออยู่เป็นอิสระ ตกเป็นเมืองส่วยของชาติอื่นมาตลอด
ในผืนแผ่นดินจีน

ในสมัยพระเจ้าพังคราชนี้ พวกขอมที่เมืองอุโมงค์เสลา เกิดแข็งเมืองต่อไทย พระเจ้าพังคราช ไม่สามารถที่จะปราบปรามขอม ให้อ่อนน้อมได้ เมื่อพวกขอมเห็นว่า พวกไทยอ่อนกำลังกำลังลงเช่นนี้ ขอมจึงได้ยอกองทัพ มาตีเมืองเชียงแสน พวกขอมได้รับชัยชนะ แล้วได้เนรเทศ พระเจ้าพังคราช ไปอยู่ที่เมือง "สี่ตวง" ในปัจจุบัน คือเวียงแก้ว ตำบลป่าสักน้อย อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ของเมืองเชียงแสนเก่า ซึ่งยังมีซากเมืองปรากฏอยู่จนทุกวันนี้
พระเจ้าพังคราช จำต้องได้ส่งส่วยเป็นทองคำ ปั้นเป็นลูกกลม มีขนาดเท่าผลมะตูม ส่งไปถวายพวกขอม ปีละ 4 ลูกเป็นประจำทุกปี (ตำนานบางแห่งก็ว่า 3 ปีต่อครั้ง) ในฐานะที่เป็นเมืองขึ้นหรือเมืองส่วย ส่วนพวกขอม เมื่อได้ขับไล่กษัตริย์ไทย ออกไปจากเมืองเชียงแสนแล้ว ก็เข้ามาอาศัย ปกครองคนไทย ในเมืองเชียงแสนต่อไป
ในสมัยที่คนไทย ตกอยู่ใต้อำนาจของพญาขอมเมืองเชียงแสนนี้ ได้รับความกดขี่ข่มเหง จากเจ้านายขอมต่างๆ นา นา ทั้งดูถูก ดูหมิ่นเหยียดหยามคนไทย เป็นการบีบคั้น ทางจิตใจ คนไทยอย่างรุนแรง ตามตำนานสิงหนวัติได้กล่าวไว้ว่า ได้มีสามเณรเมืองสี่ตวงองค์หนึ่ง ซึ่งมีอายุได้ 19 ปี พักอาศัยอยู่วัดแห่งหนึ่ง ในเวียงโยนก เช้าวันหนึ่งสามเณรองค์นี้ได้ออกบิณฑบาต ได้เข้าไปในคุ้มของพญาขอม สามเณรได้ไปยืนหยุดอยู่ เมื่อพญาขอม ได้เห็นสามเณร เข้าถึงในคุ้มของตน ก็ได้สอบถามพวกไพร่ฟ้าที่เฝ้าประตู พวกไพร่ของพญาขอมก็ตอบว่า สามเณรองค์นี้เป็นพวกไทย จากเวียงสี่ตวงพญาขอมได้ฟังดังนั้นก็โกรธเป็นอันมาก และได้กล่าวปริภาษ ด้วยคำหยาบช้า ว่า "เณรเป็นคนเมืองไพร่เท่านั้น หาควรที่จะเข้ามารับบิณฑบาต ในบ้านของท้าวพญาขอม อันยิ่งใหญ่ไม่" แล้วจึงร้องบอกให้ไพร่ทั้งหลายว่า "สามเณรเป็นลูกคนเมืองส่วย พวกสูทั้งหลาย อย่าเอาข้าวของกูไปใส่บาตรให้มันเลย"
สามเณรได้ฟังพญาขอม ว่าดังนั้นแล้ว ก็เกิดความน้อยอกน้อยใจเป็นอันมาก และพร้อมกันนั้น ก็เกิดทิฏฐิมานะ คิดหาหนทางที่จะตอบแทน ความหยาบช้าของพญาขอมให้จงได้

คิดแล้วก็เดินออกจากคุ้มพญาขอม เมื่อเดินถึงกู่แก้ว จึงยกเอาอาหารบิณฑบาต ที่ตนได้มาจากบ้านอื่น ถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระธาตุ แล้วก็ได้ตั้งจิตสัจจะอธิษฐานว่า "ด้วยเดชบุญกุศล ที่ข้าได้ประพฤติปฏิบัติ ในธรรม ของพระพุทธเจ้า จะเป็นด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ภาวนากุศล จงดลบันดาลให้ข้าจงจุติ (ตาย) จากโลกนี้ ภายใน 7 วันเถิด แล้วขอให้ข้า จงได้ไปเกิดในครรภ์ ของนางเทวี มเหสีเจ้าเมืองเวียงสี่ตวง (พระเจ้าพังคราช) และเมื่อหากว่าข้าได้เกิดมาแล้ว ขอให้ผู้ข้ามีรูปอันงาม มีกำลังอันกล้าแข็งมีอายุยั่งยืนนาน เป็นที่รักของเจ้าเมืองเวียงสี่ตวง ผู้เป็นพระบิดา เมื่ออายุข้าได้ 16 ปี ขอให้ข้าได้รับชัยชนะ ในการปราบพญาขอมดำผู้โอหัง ด้วยเหตุว่า พญาขอมผู้นี้ ไม่รู้คุณของพระรัตนตรัยแก้วสามประการ"
เมื่อสามเณร ได้ตั้งสัจจะอธิษฐาน ต่อพระบรมธาตุดอยกู่แก้วแล้ว ก็นั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ไม่ยอมฉันข้าวและน้ำครั้นล่วง 7 วัน สามเณรองค์นี้ก็ได้ถึงแก่มรณภาพ ด้วยสัจจวาจา ดวงวิญญาณ ของสามเณร ก็ได้ไปถือปฏิสนธิ ในครรภ์ของพระนางเทวี มเหสีของพระเจ้าพังคราช
ส่วนพระนางเทวี ในราตรีนั้นกาลคืนนั้น ขณะที่พระนางทรงบรรทมอยู่ พอใกล้สว่าง ก็ทรงสุบินนิมิตรว่าได้เห็นช้างเผือกตัวหนึ่ง มายืนอยู่ใกล้พระองค์ แล้วเดินผ่านเข้าไปในเวียงทางทิศใต้ เมื่อพ้นเวียงออกไปแล้ว ได้วิ่งไล่คนทั้งหลาย ฝูงชนได้แตกตื่นหนีกันเป็นวุ่นวาย เมื่อพระนางสดุ้งตื่นขึ้น จึงได้ทรงเล่านิมิตรนี้ ให้พระราชสวามีฟัง พระเจ้าพังคราชทรงทำนายว่า จะมีผู้มีบุญ มาเกิดในครรภ์ของพระนาง ตั้งแต่นี้ต่อไปขอให้พระนางจงรักษาพระครรภ์ไว้ให้ดีเถิด เมื่อพระนางทรงครรภ์ได้เป็นเวลา 3 เดือน พระนางทรงต้องการอาวุธต่างๆ พระเจ้าพังคราช ก็ทรงหาให้ตามความประสงค์
ครั้นพระครรภ์ครบถ้วนทศมาส พระนางก็ประสูติพระกุมาร มีวรรณผุดผ่อง ศิริโฉมงดงาม ดังพรหม พระบิดาจึงทรงขนานพระนามว่า "เจ้าพรหมราชกุมาร" เมื่อทรงเจริญวัย พระบิดา ได้ทรงให้เข้ารับการศึกษา จากครูอาจารย์ที่มีวิชาความรู้ ทางศิลปศาสตร์ และวิชาพิชัยสงคราม พระเจ้าพรหมกุมาร เป็นผู้มีจิตใจกล้าหาญสามารถเรียนศิลปศาสตร์ จากครูบาอาจารย์ได้อย่างว่องไว สามารถใช้อาวุธ และตำหรับตำราพิชัยสงคราม ได้เป็นอย่างดี พระเจ้าพังคราชพระราชบิดา ได้ทรงค้นหาครูบาอาจารย์ ผู้ทรงความรู้ทางพิชัยสงคราม และพระฤาษีผู้ทรงวิชาด้วยอิทธิฤทธิ์ ให้พระกุมารได้ศึกษาอบรม จนพระราชกุมารได้ศึกษาจนจบ ทรงมีฝีพระหัตถ์ อันเข้มแข็ง ยากที่จะหาผู้ที่เสมอเหมือน ในยุคนั้น ตามตำนานสิงหนวัติกล่าวว่า พระเจ้าพรหมกุมาร จับช้างเผือกได้เชือกหนึ่ง จากกลางแม่น้ำโขง ชื่อว่า "ช้างเผือกพวงคำ" เมื่อได้ช้าเผือกคู่บารมีแล้ว พระเจ้าพรหมกุมาร ได้ทรงสร้างเมืองใหม่ขึ้นเมืองหนึ่ง ริมฝั่งแม่น้ำสาย ให้ประชาราษฎร์ ชาวบ้านชาวเมือง ช่วยกันขุดคูทดน้ำ จากแม่น้ำสายเข้ามาเป็นคูเมือง ทรงตั้งเมืองนี้ว่า "เมืองพวงคำ" เหมือนกับชื่อช้างเผือกคู่บารมี ปัจจุบันเมืองนี้เป็นที่ตั้งตัวอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

พระเจ้าพรหมกุมาร ทรงใช้เมือง "พวงคำ" นี้เป็นค่ายฝึกไพร่พล ให้เกิดความชำนิชำนาญ วิชาการใช้อาวุธ ทั้งหัดไพร่พลให้รู้จักการยิงปืนไฟ ให้ได้คล่องแคล่ว เมื่อไพร่พลทั้งหลาย มีความชำนาญจนจบวิชาการรบแล้ว ก็ประกาศแข็งเมือง เลิกการส่งส่วยให้แก่ขอมต่อไป ในเวลาเดียวกันนั้น พระเจ้าพรหมกุมาร ก็ทรงแต่งตั้งไพร่พล ปลอมตัวเข้าไปสืบหาความลับ ข่าวสารในเมืองเชียงแสน อยู่เป็นประจำเพื่อต้องการทราบความเคลื่อนไหว ของพวกขอม ที่จะมีการเตรียมรี้พล ออกมาปราบปรามคนไทยอย่างไรต่อไป
พญาขอม รอส่วยจากเจ้าพญาของไทย คือพระเจ้าพังคราชมาได้ สอง สามปี ไม่เห็นทางไทย นำส่วยที่เป็นทองคำไปถวาย พญาขอมก็บันดาลโทสะ คิดจะสั่งสอนคนไทยให้หัวอ่อนลงเสียบ้าง จึงเตรียมยกทัพ ที่จะมาเหยียบย่ำคนไทยให้แหลกอีกครั้งหนึ่ง ฝ่ายคนไทยที่ปลอมตัว อยู่กับฝ่ายขอมในเมืองเชียงแสน เมื่อสืบข่าว ได้เรื่องแน่ชัดแล้ว ก็รีบกลับนำข้อความ และเรื่องราวที่ได้รู้เห็นมากราบทูล พระเจ้าพรหมกุมารทรงทราบ พระเจ้าพรหมกุมาร จึงทรงให้แม่ทัพนายกอง ได้เตรียมกองทัพผู้กล้าหาญ ที่ได้ฝึกฝนมาดีแล้ว ออกไปตั้งรับ และสู้รบกับทหารของพวกขอม กองทัพไทยและกองทัพขอม ได้ทำการสู้รบกันที่ทุ่งสันทราย ฝ่ายซึ่งได้ฝึกมาดีกว่า ก็กำความมีชัยชนะ ได้อย่างง่ายดาย ทัพของขอมได้แตกพ่ายไม่เป็นส่ำ หนีเข้าเมืองเชียงแสน แล้วปิดประตูเมืองไว้ทุกด้าน ไม่ยอมออกมาสู้กับไทยอีก เพราะเกรงกลัวฝีมือรี้พลของพระเจ้าพรหมกุมาร กองทัพของเจ้าพรหมกุมาร ก็เข้าล้อมเมืองเชียงแสนไว้ ส่งทหารเข้าประชิดกำแพงเมือง

พระเจ้าพรหมกุมารทรงช้างคู่บารมีชื่อ "พวงคำ" นำพลเข้าบุกประตูเมือง ช้างคู่บารมี เข้าแทงประตูเมืองพังทะลายลง ทหารไทยทั้งหลายก็ได้ตรูกันเข้าเมืองได้ คนไทยอดใจที่คับแค้นมานานแสนนาน ถึงทีแล้ว จึงห้ำหั่นทหารขอม ล้มตายลงอย่างมากมาย ให้สมกับที่พญาขอมได้ข่มเหงไทย มาเป็นเวลานาน 17 ปี พวกขอมที่รอดตาย ก็พากันหนีลงทางใต้เพื่อเอาชีวิตรอด ทหารพระเจ้าพรหมกุมาร ได้ขับไล่พวกขอมไป อย่างกระชั้นชิด ริบทรัพย์ และที่จับเป็นเชลยได้ ก็ให้เอาไปทำการงาน ที่ขัดขืนก็ได้ฆ่าเสียให้ตาย เพื่อกวาดล้างพวกขอม ให้สิ้นซากจากเมืองเชียงแสน ทหารพระเจ้าพรหมกุมาร ได้ยกทัพขับไล่พวกขอม ลงไปทางทิศใต้เป็นเวลา 1 เดือน จึงทรงยับยั้ง เมื่อเห็นว่าพวกขอม ได้หนีลงไปอยู่เรื่อยๆ จึงทรงให้กองทัพไทย เดินทางกลับเมืองเชียงแสน ปรับปรุงซ่อมแซมเมือง ให้เป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงได้อัญเชิญ พระเจ้าพังคราช พระราชบิดา มาครองเมืองเชียงแสนต่อไป พระเจ้าพังคราช ทรงรักใคร่พระเจ้าพรหมกุมารเป็นอย่างมาก แล้วทรงยกเมืองเชียงแสน ให้พระเจ้าพรหมกุมาร ทรงครอบครองต่อไป แต่พระเจ้าพรหมกุมารไม่ทรงรับ พระเจ้าพังคราช จะทรงตั้งให้เป็นมหาอุปราช พระเจ้าพรหมกุมารก็ไม่ทรงรับอีก กราบบังคมพระราชบิดาว่า ขอให้ยกพระเชษฐาธิราช คือ เจ้าฟ้า "ทุกขิตกุมาร" ขึ้นเป็นมหาอุปราชเถิด พระเจ้าพังคราชในเมื่อเห็นว่า ความตั้งพระทัยของพระราชโอรสน้อย เป็นอย่างนั้น จึงทรงได้ปฏิบัติตามความประสงค์ ของพระเจ้าพรหมกุมาร คือ ทรงตั้ง เจ้าฟ้าทุกขิตกุมาร เป็นมหาอุปราช
ฝ่ายพระเจ้าพรหมกุมาร เมื่อทรงปราบพวกขอมสงบราบคาบแล้ว ทรงคิดในอนาคต ไปข้างหน้าว่า เมื่อพวกขอมได้ปราชัยพวกไทย ในภายหลังพวกขอมอาจจะคิดการแก้แค้นอีกก็เป็นได้ พระเจ้าพรหม จึงได้กราบถวายเรื่องราว ให้พระราชบิดาทรงทราบ แล้วกราบลา พาเอาไพร่พล พร้อมทั้งช่างทั้งหลาย มีช่างตีเหล็ก ช่างทอง ช่างไม้ บัณฑิตผู้มีปัญญา พร้อมทั้ง พระสังฆมหาเถร อพยพไปทรงตั้งเมืองใหม่ขึ้น ทางทิศตะวันตก ของเมืองเชียงแสน เมืองนี้ตั้งอยู่บนฝั่งของแม่น้ำฝางตอนบน ทรงสถาปนาเมืองนี้ว่า "เมืองชัยปราการ " ซึ่งได้มีซากเมือง ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ การที่พระองค์ทรงสร้างเมืองชัยปราการนี้ขึ้นก็เพื่อจะให้เป็นเมืองหน้าด่าน เพื่อป้องกันข้าศึก ที่จะมาทางทิศตะวันตกของเมืองเชียงแสน

พญาขอมได้ครองเมืองเชียงแสน นานได้ 17 ปีก็หมดอำนาจแล้วก็หนีลงทางใต้ ไม่กลับมารุกรานไทยอีก ตลอดสมัยพระเจ้าพรหมมหาราช ครั้นทรงสร้างเมืองชัยปราการ เสร็จเรียบร้อยแล้วประมาณ 3 ปี พระพุทธศักราชล่วงได้ 949 ปี (ตามบันทึกของกรมศิลปากร ว่า พ.ศ.1483) มีพระมหาเถระองค์หนึ่ง ชื่อว่า พระพุทธโฆษาจารย์ เป็นชาติมอญ มีบ้านเดิมอยู่เมืองสะเทิม (พม่าเรียกว่า ตะโถ่ง) อยู่ใกล้กับเมืองเมาะลำเลิง ประเทศพม่า พระพุทธโฆษาจารย์นี้ ท่านได้ออกจากเมืองมอญ ลงสำเภาไปศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศลังกา มีความรู้พระพุทธศาสนา จบพระไตรปิฏกอย่างแตกฉาน ก็ได้กลับมาสู่ประเทศของตน ท่านได้เผยแผ่พระพุทธศาสนา ในประเทศมอญ และประเทศพม่าตามลำดับ แล้วได้เดินทางเข้ามาในเมืองสุโขทัย ลำดับมา จนถึงเมืองโยนก ถึงเมืองเชียงแสน ในสมัยพระเจ้าพังคราช นอกจากพระพุทธโฆษาจารย์ จะนำพุทธศาสนา มาเผยแผ่ในนครโยนกแล้ว ท่านยังได้อัญเชิญพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้ามาด้วย 16 องค์ เป็นอัฏฐิหน้าผาก มีขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ได้แบ่งพระบรมธาตุขนาดใหญ่ 1 องค์ ขนาดกลาง 2 องค์ และขนาดเล็ก อีก 2 องค์ ถวายแก่พระญาเรือนแก้ว ส่วนที่เหลือได้ถวายแก่พระเจ้าพังคราช พระเจ้าพังคราชได้นำพระโกฏเงิน พระโกฏทอง และพระโกฏแก้ว มารองรับพระบรมธาตุทั้ง 11 องค์นั้น ทรงมอบให้พระเจ้าพรหมมหาราช นำไปประดิษฐาน ก่อพระเจดีย์ไว้ที่บนดอยน้อยหรือจอมกิตติ ซึ่งเป็นดอยที่ พระพุทธเจ้า ทรงประทานเกษาธาตุ บรรจุไว้ก่อนแล้ว ในสมัยโน้น

พระเจ้าพรหมมหาราช ทรงเสวยราชสมบัติ ณ เมืองชัยปราการจนพระชนมายุได้ 77 พรรษา ประวัติศาสตร์ ของเมืองชัยปราการ ก็เป็นอันยุติลง ต่อจากพระเจ้าพรหมมหาราช ก็ได้มีพระมหากษัตริย์ อีกหลายพระองค์ ที่ได้ทำการขับเคี่ยวกับพวกขอมมาโดยตลอด จนถึงสมัยราชวงศ์ของพระเจ้ารามคำแหงเป็นที่สุด
พระเจ้าชัยสิริ ต่อมาประมาณ พ.ศ. 1552 อาณาจักรโยนกนาคนครในสมัยพระเจ้ามหาชัยชนะ ได้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน เนื่องมาจากพนังกั้นน้ำหรือเขื่อนเหนือน้ำพังทลายลง จนทำให้ที่ตั้งเมืองกลายเป็นหนองน้ำใหญ่ (เข้าใจว่าจะเป็นบริเวณที่เรียกว่าเวียงหนองล่ม บ้านท่าข้าวเปลือก ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากทะเลสาบเชียงแสน และบริเวณที่แม่น้ำกกต่อกับแม่น้ำโขง ใกล้วัดพระธาตุผาเงาและพระธาตุดอยตุง จังหวัดเชียงราย) จนเป็นเหตุให้บรรดาราชวงศ์กษัตริย์และขุนนางของโยนกนาคนครเสียชีวิตด้วยเหตุน้ำท่วมเมืองทั้งหมด พวกชาวบ้านที่เหลือรอดชีวิตได้ประชุมปรึกษากันเลือกตั้งให้คนกลุ่มหนึ่งที่มิใช่เชื้อสายราชวงศ์ขึ้นดูแลพวกตน เรียกว่า ขุนแต่งเมือง และเรียกชุมชนแห่งนั้นว่า “เวียงปรึกษา”เป็นเวลาต่อไปอีก 94 ปี อาณาจักรโยนกนาคนครจึงสิ้นสุดลงเพราะเกิดแผ่นดินไหว ในสมัยพระมหาชัย

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 02:17


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่