อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > หอพระธรรมอธิษฐาน

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 21-10-09, 17:11
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,096
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,841
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,797 ครั้ง ใน 77,797 ข้อความ
พลังบุญ: 56497
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile หอพระธรรมอธิษฐานพระพุทธศรีศายมุนีโคดมบรมครูฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ

อภิญญา-หอพระธรรมอธิษฐานพระพุทธศรีศายมุนีโคดมบรมครูฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-post-2683-1210915382%5B1%5D-jpg

"เราจะเป็นคนเก่งที่สุดในโลกคนหนึ่ง ซึ่งจะหาผู้ใดเสมอเหมือนไม่มี ชาติที่เกิดนี้เป็นชาติ
สุดท้ายของเรา เราจะไม่ได้เกิดต่อไปในเบื้องหน้าอีกแล้ว"

Name:  D11[1].jpg
Views: 379
Size:  12.7 KB
ถ้าอาตมาจะได้ตรัสแก่พระปรมาภิเสกสัมโพธิญาณแล้ว ขอให้ถาดนี้จงลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป แล้วทรงลอยถาดทองนั้นลงในแม่น้ำเนรัญชรา ขณะนั้นอานุภาพพระบารมีของพระองค์ซึ่งทรงบำเพ็ญมาบริบูรณ์ดีแล้ว ได้แสดงให้เห็นอัศจรรย์ ถาดทองนั้นได้ลอยทวนกระแสน้ำเนรัญชราขึ้นไปประมาณ ๑ เส้น แล้วถาดทองนั้นก็จมลงตรงนาคภพพิมาน แห่งพญากาลนาคราช
ปล.นับเป็นถาดใบที่ 4 ตามพุทธประเพณีของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน แสดงว่า สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในกัปล์นี้น่าจะอยู่ในบริเวณหรือที่เดียวกันครับ (ได้ความรู้ใหม่นี้มาจากคำอธิษฐานของพระฯนี้ครับ 21/10/52 18.45 น.)

Name:  10593511[1].jpg
Views: 415
Size:  6.3 KB

พระมหาบุรุษเสด็จขึ้นประทับรัตนบัลลังก์แก้ว ขัดสมาธิ ผินพระพักตร์ตรงไปยังปราจินทิศ หันพระปฤษฎางค์ (หลัง) ไปทางลำต้นโพธิ์พฤกษ์ ก่อนที่จะเริ่มทำความเพียรโดยสมาธิจิต ได้ทรงตั้งสัตยาธิษฐานในพระทัยว่า ถ้าอาตมายังมิได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเพียงใด แม้พระโลหิตและพระมังสะจะเหือดแห้งไป จะเหลือแต่พระตจะ(หนัง) พระนหาลุ(เอ็น) และพระอัฏฐิ (กระดูก) ก็ตามที จะไม่เลิกละความเพียร โดยเสด็จลุกไปจากที่นี้

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 18 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (22-10-09), พรรณวดี (21-10-09), พุทธรักษา (22-10-09), ก้อนดิน (14-12-10), ศิษย์โมคคัลลานะ (22-10-09), สุธัมมา (04-07-10), ปาริฉัตรมณี (21-10-09), นิมมานรดี (22-10-09), เพิ่มบุญ (02-10-11), เดชะบุญ (22-10-09), FaRuXue (23-10-09), Jira (28-05-12), leklek (26-10-09), octavian (15-08-11), Rich (29-03-10), rossukon (27-12-10), Sati (23-10-09), suwaphat (24-01-10)
  #2  
เก่า 30-11-09, 20:35
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,096
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,841
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,797 ครั้ง ใน 77,797 ข้อความ
พลังบุญ: 56497
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile หอพระธรรมอธิษฐานพระพุทธศรีศายมุนีโคดมบรมครูฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ (2)

อภิญญา-หอพระธรรมอธิษฐานพระพุทธศรีศายมุนีโคดมบรมครูฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-4732%5B1%5D-jpg
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร คือ ทรงประกาศกำหนดวันจะเสด็จนิพพานไว้ล่วงหน้าถึง ๓ เดือน พลันก็ยังเกิดอัศจรรย์แผ่นดินไหว ผู้คนที่ได้ทราบข่าวต่างๆ เกิดขนลุก ปฐมสมโพธิว่ากลองทิพย์ก็บันลือไปในอากาศ พระอานนท์ประสบเหตุอัศจรรย์นั้น จึงออกจากร่มพฤกษาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว ทูลถามถึงเหตุเกิดอัศจรรย์ คือแผ่นดินไหว พระพุทธเจ้าจึงตรัสกับพระอานนท์ว่า เหตุที่จะเกิดแผ่นดินไหว
นั้นมี ๘ อย่าง คือ

๑. ลมกำเริบ
๒. ผู้มีฤทธิ์บันดาล
๓. พระโพธิสัตว์จุติจากชั้นดุสิต มีสติสัมปชัญญะ ลงสู่พระครรภ์พระมารดา
๔. พระโพธิสัตว์มีสติสัมปชัญญะ ประสูติจากพระครรภ์พระมารดา
๕. พระพุทธเจ้าตรัสรู้
๖. พระพุทธเจ้าตรัสปฐมเทศนา
๗. พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร
๘. พระพุทธเจ้านิพพาน

พระพุทธเจ้าตรัสบอกพระอานนท์ว่า ที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ในวันนี้ เกิดจากพระองค์ทรงปลงอายุสังขาร พอได้ฟังดังนั้น พระอานนท์นึกได้ คือ ได้สติตอนนี้ จึงจำได้ว่าพระพุทธเจ้าเคยตรัสบอกท่านว่า ธรรมะ ๔ ข้อที่เรียกว่า อิทธิบาท ๔ คือ ความพอใจ ความเพียง ความฝักใฝ่ และความใตร่ตรอง ถ้าผู้ใดได้บำเพ็ญปฏิบัติให้เต็มเปี่ยมแล้ว ปรารถนาจะให้ชีวิตซึ่งถึงกำหนดดับหรือตาย ได้มีอายุยืนยาวต่อไปอีกระยะหนึ่งก็ย่อมทำได้ พอนึกได้เช่นนี้ พระอานนท์จึงกราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้า ให้ทรงใช้อิทธิบาท ๔ นั้น
ต่อพระชนมายุยืนยาวต่อไปอีก พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธถึง ๓ ครั้ง ตรัสว่าพระองค์เคยทรงแสดงโอภาสนิมิตให้พระอานนท์ทูลอารธนาพระองค์ให้มีพระชนมายุสืบต่อไปอีกก่อนหลายครั้ง และหลายแห่งแล้ว ซึ่งถ้าพระอานนท์นึกได้แล้วทูลอาราธนา พระองค์ก็จะทรงรับคำอาราธนาเพื่อต่อพระชนมายุของพระองค์ออกไปอีก ว่าอย่างสามัญก็ว่า พระพุทธเจ้าตรัสบอกพระอานนท์ว่า "สายเสียแล้ว" เพราะพระองค์ได้ประกาศปลงอายุสังขารว่าจะนิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 14 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
Apinya (30-11-09), พรรณวดี (30-11-09), ก้อนดิน (14-12-10), ศิษย์โมคคัลลานะ (30-11-09), สุธัมมา (04-07-10), ปาริฉัตรมณี (04-03-10), นิมมานรดี (26-02-10), เพิ่มบุญ (02-10-11), เดชะบุญ (26-12-09), Jira (28-05-12), octavian (15-08-11), Rich (29-03-10), rossukon (27-12-10), suwaphat (24-01-10)
  #3  
เก่า 12-08-11, 21:53
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,096
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,841
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,797 ครั้ง ใน 77,797 ข้อความ
พลังบุญ: 56497
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile หอพระธรรมอธิษฐานพระพุทธศรีศายมุนีโคดมบรมครูฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ (3)

อภิญญา-หอพระธรรมอธิษฐานพระพุทธศรีศายมุนีโคดมบรมครูฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-images%5B3%5D-jpg
คำอธิษฐานปรารถนาพระโพธิญาณครั้งแรกในใจของพระองค์ปัจจุบัน สมัยเกิดเป็นท่านมาตุธารกมาณวะ
ในกาลครั้งนั้น เมื่อเริ่มต้นอสงไขยที่ 21 จากปัจจุบัน มีอยู่กัปหนึ่งบังเกิดมีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นในโลก เมือโลกดับสลายไปแล้ว หลังจากนั้นเป็น สูญกัป คือไม่มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ติดต่อกันเป็นประมาณ 2 แสนกัป พระอริยะต่างก็นิพพาน ไปเกือบหมดแล้ว ยังมีแต่บนพรหมโลกชั้นสุทาวาส อันเป็นพรหมโลกที่พระอนาคามี อาสัยอยู่เป็นภพสุดท้าย ก่อนที่จะเข้าสุ่พระนิพพาน เมื่อเวลาผ่านไปพระพรหมอนาคามี เริ่มเหลือน้อยลงเรื่อยๆ เพราะต่างก็นิพพานกันไปหมด และผู้ที่จะมาเกิดเป็นพรหมอนาคามี ก็หาได้มีอีกแล้ว เพราะพระอริยะเบื่องต่ำต่างก็บรรลุมาเกิดเป็นพรหมอนาคามีทั้งหมดแล้วเหล่าพระพรหมอนาคามีจึงประชุมร่วมกัน และดำริขึ้นว่า พระพรหมอนาคามีเหลือน้อยแล้ว เพราะไม่มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น เป็นเวลาประมาณ 2 แสนกัปมาแล้ว และเมื่อเหล่าพระอนาคามี ใช้ อนาคตังคญาณมองไปในอนาคตก็หาได้มี พระพุทธเจ้า บังเกิดขึ้นไม่จึงดำริขึ้นมาว่า ถ้าเป็นอย่างนี้บ่อยๆ ก็ทำให้เหล่าสรรพสัตว์ต่างก็ฉิบหาย จากพระนิพพานมากเสียเหลือเกินเพราะผู้ที่เป็นเอกบุรุษทเพียรสร้างบารมีจนสำเร็จเป็น พระพุทธเจ้า นั้นมีน้อย จำเป็นต้องหาผู้ที่มีน้ำใจเด็ดเดี่ยวตั้งความปรารถนาเพื่อรื้อสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์ดังนั้นเหล่าพระอนาคามีต่างก็ใช้ พระญาณ ตรวจส่อง ทั้งเทวโลก และมนุษย์โลก เพื่อหาผู้ที่มีน้ำใจเด็ดเดี่ยวอย่างนั้นท้าวมหาพรหมอันอยู่ชั้นพรหมโลก ก็เล็งดูบุรุษทั้งหลายในโลก ที่จะเหมาะแก่การตั้งปณิธานปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมโพธิญาณแม้คนหนึ่งก็หาไม่ พบ
บังเอิญเล็งเห็นมาตุธารกมาณวะ ผู้กำลังเอามารดาแห่งตนขี่คอว่ายน้ำอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร เห็นว่าเป็นบุรุษผู้ประกอบด้วยความเพียรพยายามเป็นอันมาก
ท้าวมหาพรหมจึงเสด็จลงมาจากพรหมโลกมา บันดาลใจมาตุธารกมาณวะผู้นั้น ให้บังเกิดความเอ็นดูกรุณาสรรพสัตว์ทั้งหลาย และให้มีใจมุ่งปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลายเป็นอันมาก
มาตุธารกมาณวะจึงมีวิตกรำพึงว่า “พุทโธ โพเธยยํ มุตโต โมเจยยํ ติณโณ ตาเรยยํ” ดังนี้....
พุทโธ อันว่าบุคคลผู้ได้ตรัสรู้ธรรมทั้งมวล
โพเธยยํ พึงยังบุคคลอื่นให้ตรัสรู้ธรรมอันนั้นเหมือนดังที่ตนได้ตรัสรู้แล้ว
ติญโณ อันว่าบุคคลใดข้ามพ้นแล้ว จากมหาสมุทรกล่าวคือ วัฏฏสงสาร
ตาเรยยํ พึงยังบุคคลอื่นให้ข้ามพ้นจากวัฏฏสงสาร เหมือนดังที่ตนข้ามพ้น ดังนี้
มาตุธารกะครุ่นคิดรำพึงอยู่เช่นนี้ตลอดเวลา ในขณะที่ให้มารดาขี่คอว่ายอยู่ในน้ำ มหาสมุทรตลอด ๗ วัน
ฝ่ายว่านางมณีเมขลาผู้เป็นเทวดามีหน้าที่รักษาน้ำมหาสมุทร มีความกลัวคำตำหนิติเตียนจากพระอินทร์ และพระพรหมทั้งหลาย จึงไปช่วยมาตุธารกมาณวะพร้อมทั้งมารดาให้พ้นจากน้ำมหาสมุทร
มาตุธารกมาณวะ ก็ยิ่งบังเกิดมีใจใคร่ปรารถนาซึ่งสัพพัญญุตญาณมากขึ้น จึงกราบมารดาแห่งตน แล้วตั้งใจระลึกสมาทานอธิษฐานขอเป็นพระพุทธเจ้า
ด้วยคิดแต่ในใจ ว่า....
“ด้วยเดชผลบุญที่ข้าพเจ้าได้ให้มารดาขี่คอพาว่ายน้ำข้ามน้ำมหาสมุทรพ้นจาก ภัยทั้งมวลนี้ จงเป็นปัจจัยอุดหนุนให้ข้าพเจ้าได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ในกาลที่จักมาภายหน้า ให้ข้าพเจ้าได้ช่วยเหล่าเวไนยสัตว์ทั้งหลายเทอญ”
เมื่อรำพึงเช่นนี้แล้ว ตั้งแต่นั้นมาก็อยู่อุปัฏฐากมารดาแห่งตน จนตราบสิ้นอายุ เมื่อจุติจากชาตินั้นก็ได้บังเกิดในเทวโลกฯ
หมายเหตุ สรุปจำนวนพระพุทธเจ้าเฉพาะช่วงนับจากพระโพธิสัตว์เกิดเป็นมาตุธารกมาณพ ผู้ตั้งปฐมจิตตุปบาท เมื่อ ๒๐ อสงไขยแสนกัปก่อนโน้น....
ช่วงมโนปณิธานรวม ๗ อสงไขย พบพระพุทธเจ้า ๑๒๕,๐๐๐ พระองค์
ช่วงวจีปณิธาน ๙ อสงไขย พบพระพุทธเจ้า ๓๘๗,๐๐๐ พระองค์
ช่วงกายวจีปณิธาน ๔ อสงไขยแสนกัป พบพระพุทธเจ้า ๒๗ พระองค์
รวมทั้งหมด ๕๑๒,๐๒๗ พระองค์
ที่มา พระไตรปิกฏ เวบคนเมืองบัว ฯลฯ
__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
พรรณวดี (13-08-11), ก้อนดิน (16-08-11), ปาริฉัตรมณี (24-08-11), เพิ่มบุญ (02-10-11), Jira (28-05-12), octavian (15-08-11), Rich (12-08-11)
  #4  
เก่า 13-08-11, 20:41
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,096
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,841
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,797 ครั้ง ใน 77,797 ข้อความ
พลังบุญ: 56497
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile หอพระธรรมอธิษฐานพระพุทธศรีศายมุนีโคดมบรมครูฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ (4)

สัตตุตาปะราชา
หลังจากที่ได้ตั้งปรารถนาพระพุทธภูมิ ในพระชาติที่เป็นมาณพผู้ยากจนเข็ญใจเป็นประเดิมเริ่มแรกแล้ว พระโพธิสัตว์เจ้าก็ท่องเที่ยวเสวยสุขอยู่ ณ สวรรค์เทวโลกอยู่นานแสนนานแล้วจึงจุติจากเทวโลกลงมาบังเกิดในขัตติยตระกูล ณ พระนครที่ปรากฏนามว่าสิริบดีนคร เมื่อมีพระชนมพรรษาทรงเจริญแล้ว สมเด็จพระชนกธิราชเสด็จทิวงคตล่วงลับไป พระองค์จึงได้เสวยมไหศูรยสมบัติ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าสัตตุตาปนราธิราช มรพระบรมเดชานุภาพเป็นอันมาก ทรงปกครองไพร่ฟ้าประชาชนโดยทศพิธราชธรรม ก็สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์เจ้านั้น ทรงมีพระหฤทัยรักใคร่ในหัตถีพาหนะ คือ ช้างเป็นอย่างยิ่งพระองค์ทรงได้สดับว่ามีมงคลคชสารอยู่ ณ ประเทศที่ใดแล้ว ก็ทรงพระอุตสาหะเสด็จไปประดับแรมอยู่ ณ ประเทศนั้น จนกว่าจะจับมงคลคชสารได้ จึงจะเสด็จกลับนำมาสู่พระนคร แล้วทรงมอบให้นายหัตถาจารย์ผู้วิเศษชำนาญเวทย์ฝึกสอนต่อไป
สมัยนั้น ที่แขวงเมืองสิรบดี มีพรานไพรพเนจรผู้หนึ่งซึ่งเป็นคนเจนจัดสันทัดเที่ยวไปในทางเถื่อนทุรประเทศ วันหนึ่ง เขาสัญจรไปในอรัญราวป่าเพื่อแสวงหาเนื้อ เมื่อมิได้ประสบพบพามหมู่มฤคแลฟานโดยที่สุด แม้แต่สัตว์เดียรฉานสักตัวเดียวพอที่จะล่าได้ ก้ไม่อาจกลับบ้านได้ด้วยมือเปล่าตามวิสัยพราน จึงลดเลี้ยวเที่ยวไปในป่าลึกจนล่วงหนทางที่เคยเที่ยวไปของมนุษย์ ก็บังเอิญไปพบมงคลคชสารสารสีเสวตผู้ผ่องพรรณงามด้วยงวงวาปรากฏขาวราวขนทรายจามรี ท่องเที่ยวอยู่ที่ถิ่นสถานชานสระโบกขรณีแห่งหนึ่ง แล้วจึงคิดรำพึงว่า
“แต่อาตมาเที่ยวป่ามาช้านาน นับเดือนและปีก็ได้มากแล้ว ยังไม่เคยพบมงคลหัตถีเช่นนี้เลย ก็คราวนี้ตั้งแต่ออกจากบ้านมา เราไม่ได้ประสบเนื้อถึกมฤคี แม้แต่หมี เม่น กระต่าย ฟานทราย นกกระทา ตัวใดตัวหนึ่งก็มิได้พบพาน จึงได้ล่วงดงกันดารมาถึงสถานที่นี้ บุตรภริยาเราก็จักไม่ได้สิ่งใดเลี้ยงชีวิตอย่ากระนั้นเลย เราจะนำเอาข่าวพญาคชสารสีเศวตนี้เข้าไปเป็นบรรณการกราบทูลให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราทรงทราบ น่าที่จะได้ทรัพย์ข้าวของรางวัลสืบชีวิตได้”
ครั้นคิดสำเร็จตกลงใจดังนี้แล้ว ตะแกก็ตั้งจิตกำหนดแนวพนารัญสิขรินทรบรรพตให้ถนัดแน่ แล้วก็กลับมาในเมืองเข้าไปหยุดอยู่แทบพระทวารพระราชวังแล้ว จึงบอกความนั้นให้ท่านข้างในนำไปกราบทูลสมเด็จพระบรมกษัตริย์ เพื่อทรงทราบเนื้อความ ครั้นสมเด็จพระเจ้าสัตตุตาปะบรมโพธิสัตว์ทรงทราบความแล้ว ก็พระราชทานทรัพย์เป็นรางวัลแก่พรานไพรเป็นอันมาก แล้วมีรับสั่งให้ตระเตรียมพลพาหนะเสด็จออกจากพระนคร ให้พรานนั้นเป็นมรรคนายกนำทาง เสด็จมาตามระหว่างเขาไม้ไพรพนมโดยลำดับ จนบรรลุถึงประเทศที่นั้น
ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นมงคลคชสารก็ทรงโสมนัสดำรัสสั่งให้แวดล้อมด้วยคชพาหนะคชาธารเป็นอันมาก ก็ทรงจับพญาคชสารนั้นได้โดยไม่ยาก แล้วนำมาพระนครดำรัสสั่งให้หานายหัตถาจารย์ผู้ฝึกช้างเข้ามา เมื่อพระราชทานรางวัลแล้วจึงมีราชโองการว่า
“ดูกรพ่อหัตถาจารย์ ในระหว่างกาล 7 – 8 วันนี้ ท่านจงเร่งฝึกสอนมงคลคชสารที่เราจับมาจากป่าให้มีมารยาทเป็นอันดี เราจะเล่นนักขัตฤกษ์มหรสพด้วยมงคลหัตถีเศวตอั้นประเสริฐตัวนี้”
ฝ่ายนายหัตถาจารย์รับพระราชโองการแล้วก็เข้าทำการฝึกสอนคชสารให้สำเหนียกโดยให้โอสถ และให้หญ้าเป็นอาหาร เพราะความที่ตนเป็นผู้ชำนาญในการฝึกช้างเป็นอย่างเยี่ยม ทั้งรอบรู้ในคชวิชาเป็นอย่างดี ต่อมาไม่ช้าล่วงมาได้ 3 วัน พญาคชสารประเสริฐตัวนั้นก้เป็นอันถูกฝึกสอนทรมานเป็นอันดีแล้วจึงมาถวายได้ตามกำหนด ครั้นพอถึงวันนักขัตฤกษ์สมเด็จพระบรมกษัตริย์ จึงสั่งให้ประดับมงคลคชสารนั้น ด้วยมงคลหัสดาภรณ์พิเศษ ซึ่งล้วนแล้วด้วยแก้วแลทองกุก่องตระการเสร็จแล้ว ก็เสด็จทรงมงคลคชสารนั้นออกด้วยจตุรงคนิกรเสนาโยธาหารราชบริวารเป็นอิสสริยยศใหญ่ยิ่ง เพื่อจะทรงเล่นนักขัตฤกษ์ แล้วก็เลยเสด็จทำประทักษิณพระนคร คือ เลียบเมืองเป็นที่พระสำราญพระหฤทัย
ก็ในเวลาราตรีที่ล่วงหน้า ได้มีฝูงโขลงช้างทั้งหลายมาแต่ราวป่าเข้าลุยเล่นในสวนพระราชอุทยาน ไล่หักรานพรรณพฤกษาที่ทรงผลพวงผกาบุปผาชาติใหญ่น้อยทั้งสิ้นให้แหลกย่อยยับแล้ว มิหนำซ้ำยังถ่ายมูตรกรีสลงไว้ในที่นั้นเกลื่อนกลาดแล้วก็พากันหลีกไป ครั้นเวลารุ่งสางสว่างกาล นายอุทยานบาลเห็นอุทยานยับอยู่เช่นนั้น จึงด่วนพลันนำเอาเนื้อความเข้าไปเพื่อจะกราบทูล ในขณะที่สมเด็จพระบรมกษัตริย์เสด็จกลับจากประทักษิณพระนคร เมื่อถึงที่เฝ้าแล้วก็ยอกรประณมบังคมทูลว่า
“ข้าแต่พระองค์ เมื่อเวลารัตติกาลนี้มีฝูงโขลงช้างมาแต่ไพร บุกเข้ามาลุยไล่หักรานพรรณพฤกษาในพระราชอุทยานแหลกเหลวสิ้นแล้วพระเจ้าข้า”
สมเด็จพระบรมกษัตริย์ได้ทรงสดับเช่นนั้น ก็ตรัสสั่งให้เดินขบวนด่วน เสด็จเลยออกไปเพื่อจะทรงทอดพระเนตรพระราชอุทยาน ครั้นถึงแล้วก็ทรงเที่ยวทอดพระเนตรดูไปจนทั่ว ในขณะนั้น พญามงคลคชาธารพระที่นั่งทรงประเสริฐตัวนั้นก็บังเอิญได้สูดดมกลิ่นแห่งนางพังช้างตัวเมียทั้งหลาย ซึ่งยังมีกลิ่นติดอยู่ในที่นั้นๆ ก็เกิดความเมามัวขึ้นมาภายในด้วยอำนาจราคะดำกฤษณาให้เกิดความเสียวกระสัน จึงสลัดกายให้นายควาญท้ายตกลงแล้ว ก็คลุ้มคลั่งแทงสถานกำแพงอุทยานทะลายลง แล้วก็ลุยแล่นไปไม่หยุดยั้ง สมเด็จพระบรมกษัตริย์จึงทรงพระแสงขอคอเหนี่ยวเกี่ยวไว้ด้วยพละกำลังก็มิสามารถจะให้พญาคชสารนั้นหมดความบ้าคลั่ง และรู้สึกตัวกลัวเจ็บได้พญามงคลคชสารใหญ่จึงพาพระองค์สละจาตุรงคนิกายน้อยใหญ่ทั้งปวงไปโดยเร็ว ครั้นแล่นเข้ามาถึงอรัญราวไพรแล้วพระองค์ได้เสวยความลำบากบอบช้ำระกำพระองค์ แต่ก็จำต้องทรงพระทรมานมากับพญาหัตถี ทรงหมดพระปัญญาที่จะหยุดยั้งไว้ได้ ครั้นยิ่งแล่นไปนานนักหนา สมเด็จพระราชาก็ให้เกิดมีอันเป็นทรงพระมึนงง มิอาจที่จะทรงกำหนดทิศานุทิศได้ จึงทรงวินิจนึกในพระหฤทัยว่า “ถ้าเราจักไม่ปล่อยพญาช้างที่กำลังบ้าคลั่งตัวนี้เสียแล้ว เกลือกว่าไปประสบได้ประสานสัปยุทธกับช้างอื่นก็น่าที่จะทำให้อาตมาแตกกายทำลายชีวิตเสียเป็นแน่แท้อย่ากระนั้นเลย จำเราจะสละพญาหัตถีนี้เสียก่อนเถิด” มีพระสติดังนี้แล้ว จึงทอดพระเนตรสังเกตดูริมหมู่ไม้ริมทางจร ครั้นถึงไม้อุทุมพรคือ มะเดื่อใหญ่ต้นหนึ่ง มีกิ่งทิ้งทอดห้องลง พระองค์จึงโน้มพระกายขึ้นเกาะบนกิ่งไม้อุทุมพรนั้นได้ แล้วปล่อยให้พญาหัตถีวิ่งเตลิดไปตามเรื่อง ส่วนพระองค์นั่งบนกิ่งไม้ให้ทรงหิวกระหายนักหนา จึงทรงเสวยผลมะเดื่อนั้นไปพลาง
ข้างฝ่ายพวกพลนิกายก็มีใจเป็นห่วงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของตนเป็นยิ่งนัก จึงพากันเร่งรีบตามรอยช้าง ล่วงทางมาได้ไกลนักหนาจนเข้ามาถึงป่าใหญ่ ครั้นยังไม่พบพระบรมกษัตริย์ก็กระทำอุโฆษประสานศัพท์สำเนียงบันลือลั่นสนั่นมา สมเด็จพระราชาได้ทรงสดับ จึงทรงอุโฆษร้องรับ พวกพลนิกายได้ยินพระสุรเสียงก็พากันเข้าไปถึงจึงเห็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสถิตอยู่บนคบไม้มะเดื่อ ก็เชิญเสด็จรับพระองค์ลงมาจากคบพฤกษาแล้ว ก็ประโคมดุริยดนตรีเชิญองค์บรมนราธิบดีเสด็จกลับสู่พระนคร ครั้นประทับแท่นสีหอาสน์อันประเสริฐแล้ว จึงดำรัสสั่งให้หานายหัตถาจารย์เข้ามาเฝ้า แล้วตรัสถามว่า
“ดูกร นายหัตถาจารย์ผู้เจริญ ตัวท่านนี้มีความผิด ด้วยประสงค์จะใคร่ฆ่าเราเสียมิใช่หรือ”
นายหัตถาจารย์ผู้ฝึกช้าง จึงกกลับทูลสนองพระราชปุจฉาว่า
“ข้าแต่พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ เหตุไฉน พระองค์จึงดำรัสเหนือเกล้ากับข้าพระพุทธเจ้าฉะนี้ ก็พญามงคลราชหัตถีนั้นเกล้ากระหม่อมก็ได้ฝึกสอนด้วยดีเป็นอย่างยิ่ง พระเจ้าข้า”
“ก็เหตุไฉน พญาช้างจึงอาละวาดวิ่งพาเราเข้าป่าไปให้ได้รับความลำบากแทบล้มประดาตายเป็นการสนุกอยู่เมื่อไร” พระราชาทรงถามด้วยความขุ่นพระทัย
“พระเจ้าข้า” นายหัตถาจารย์ทูลตอบ “ซึ่งพญาหัตถีให้มีอันเป็นวิปริตไปเช่นนั้น เป็นเพราะอำนาจความเร่าร้อนแห่งราคะกิเลส แม้ได้สมความต้องการของตนแล้ว ก็คงจะกลับมาดอก พระพุทธเจ้าข้า” เขาทูลอธิบายด้วยความเชี่ยวชาญมั่นใจในวิทยาการ
“เออ ดีแล้ว” พระราชายังไม่หายขุ่นพระทัย “ถ้ากระนั้น จงยับยั้งอยู่ก่อน กว่ามงคลกุญชรนั้นจะกลับมา ถ้าพญามงคลหัตถีกลับมาก็เป็นบุญวาสนาของเจ้า ถ้าแม้นมิได้กลับมา ชีวิตของเจ้าก็จักมิได้มี” ดำรัสฉะนี้แล้ว ก็รับสั่งให้คุมตัวนายหัตถาจารย์ผู้วิเศษนั้นไว้ให้มั่นคงเพื่อรอการลงพระราชอาญา หากว่ามงคลหัตถีไม่กลับมาตามคำ
ส่วนพญามงคลหัตถีตัวประเสริฐนั้น ครั้นวิ่งคลุ้มคลั่งไปด้วยอำนาจราคะดำกฤษณาไปทันนางช้างเถื่อนในไพร สำเร็จมโนรถประสงค์ของตนแล้ว ก็รีบกลับมาในเมืองเข้าไปในที่ตนอยู่ เมื่อเวลาปัจจุสมัยใกล้รุ่ง นายหัตถาจารย์ตื่นขึ้นเห็นมงคลคชสารยืนอยู่ในโรงแล้ว รุ่งเช้าจึงเข้าไปเฝ้ากราบทูลแด่สมเด็จพระราชา พระองค์ก็ทรงโสมนัสปรีดาหายโกรธเคือง รีบเสด็จลงมาจากปราสาทโดยด่วน ถึงโรงมงคลคชาธารทอดพระเนตรเห็นมงคลคชสารสีเศวต จึงเสด็จเข้าไปใกล้ยกพระกรขึ้นปรามาสลูบคลำท้องและงาพญาช้างแล้ว จึงมีพระดำรัสว่า
“เออ ก็มงคลราชหัตถี ท่านสามารถฝึกสอนให้รู้ดีถึงเพียงนี้แล้ว เหตุไฉน เมื่อยามแล่นไปในวันนั้นเรากดเกี่ยวเหนี่ยวไว้โดยแรงด้วยพระแสงข้ออันคมยิ่ง ยังไม่สามารถที่จะห้ามได้ มันเป็นเพราะเหตุใดหนอ พ่อหัตถาจารย์”
“พระเจ้าข้า เหตุไฉน พระองค์จึงตรัสดังนี้เล่า” ท่านอาจารย์ช้างผู้ขมังเวทย์ได้ทีจึงรีบทูลตอบ “ขึ้นชื่อว่าราคะดำกฤษณานี้ ย่อมมีคมเฉียบแหลมยิ่ง เกินกว่าคมแห่งพระแสงขอนั้นไปร้อยพันทวี อนึ่ง ถ้าจะว่าข้างร้อนเล่า ขึ้นชื่อว่าร้อนแห่งเพลิงคือ ราคะดำกฤษณานี้ ย่อมร้อนรุ่มอยู่ในทรวงของสัตว์บุคคลอย่างเหลือร้อน ยิ่งกว่าความร้อนแห่งเพลิงตามปกติเป็นไหนๆ อนึ่ง ถ้าจะว่าไปข้างพิษเล่า ขึ้นชื่อว่าพิษคือ ราคะดำกฤษณานี้ ย่อมมีพิษซึมซาบฉุนเฉียวเรี่ยวราดรวดเร็วยิ่งเกินกว่าพิษแห่งจตุรพิธภุชงค์ คือ พิษพระยานาคทั้งสี่ชาติตระกูลเป็นไหนๆ เพราะเหตุฉะนั้น ฝ่าละอองธุลีพระบาท จึงไม่อาจเพื่อจะเกี่ยวกดพญามงคลราชหัตถี ซึ่งแล่นไปด้วยแรงแห่งราคะดำกฤษณานั้น ให้หยุดยั้งด้วยกำลังพระแสงขอได้ พระเจ้าข้า” นายหัตถาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทูลอธิบายอย่างยืดยาว
“เออ ก็ไฉนพญาคชสารนี้ จึงกลับมาโดยลำพังใจตนเอง” พระเจ้าอยู่หัวทรงถามขึ้น หลังจากที่ทรงนิ่งฟังท่านอาจารย์ช้างอธิบายอยู่ นายหัตถาจารย์จึงทูลตอบว่า
“พระเจ้าข้า ข้อซึ่งพญาช้างไปแล้วและกลับมานั้น ใช่ว่าจะมาโดยใจตนก็หาไม่ โดยที่แท้ กลับมาด้วยกำลังอำนาจมนตรามหาโอสถของข้าพระพุทธเจ้าข้า”
ได้ทรงสดับดังนั้น พระองค์จึงดำรัสว่า “ถ้ากระนั้นท่านจงแสดงกำลังมนต์และโอสถให้เราเห็นสักหน่อยเถิดเป็นไร”
นายหัตถาจารย์ผู้เรืองเวทย์ รับพระราชโองการแล้ว หวังจักสำแดงอำนาจมนต์ของตนให้ประจักษ์แก่สายตาชาวพระนคร จึงสั่งให้บริวารไปนำเอาก้อนเหล็กก้อนใหญ่มา แล้วให้ช่างทองเอาใส่เตาสูบ เผาด้วยเพลิงให้ก้อนเหล็นนั้นสุกแดงแล้ว จึงเอาคีมคีบหยิบออกจากเตา เรียกพญาช้างเข้ามาแล้วก็ร่ายมนต์มหาโอสถประเสริฐ พลางบังคับให้คชสารจับเอาก้อนเหล็กแดงนั้นด้วยคำกำชับสั่งว่า
“ดูกรพญานาคินทร์ผู้ประเสริฐ ตัวท่านจงหยิบเอาก้อนเหล็กนั้นในกาลบัดนี้ แม้นเรายังไม่ได้บอกให้วาง ท่านจงอย่าได้วางเลยเป็นอันขาด”
พญาคชสารตัวทรงพลัง ครั้นได้ฟังคำนายหัตถาจารย์สั่งบังคับก็ยื่นงวงมาจ้องจับเอาก้อนเหล็กซึ่งลุกเป็นไฟ แม้ว่าจะร้อนงวงเหลือหลาย จนงวงไหม้ลุกเป็นเปลวควันขึ้นก็ดี ก็ไม่อาจจะทิ้งก้อนเหล็กนั้นเสียได้ ด้วยกลัวต่อกำลังมนตราของนายหัตถาจารย์นั้นเป็นกำลัง สมเด็จพระบรมกษัตริย์ทอดพระเนตรเห็นงวงคชสารถูกเพลิงไหม้อยู่เช่นนั้น ก็เกรงพญาช้างจะถึงแก่กาลมรณะ จึงดำรัสสั่งให้นายหัตถาจารย์บอกให้พญาช้างสารทิ้งก้อนเหล็กนั้นเสียแล้ว ทรงหวนคิดถึงราคะดำกฤษณาของพญาช้างที่ยืนอยู่ตรงพระพักตร์พร้อมกับคำชักอุปมาอธิบายของนายหัตถาจารย์เมื่อครู่นี้ ทรงรำพึงไป ก็ยิ่งทรงสังเวชในพระราชหฤทัยแสนทวี จึงทรงเปล่งออกซึ่งสังเวชวาทีว่า
“โอหนอ น่าสมเพชนักหนา ด้วยฝูงสัตว์มาติดต้องข้องขัดอยู่ด้วยราคะดำกฤษณาอันมีพิษพิลึกน่าสะพรึงกลัวร้ายกาจยิ่งนัก ราคะคือความกำหนัดนี้ย่อมมีอาทีนวโทษเป็นอันมาก ก็เพราะเพลิงราคะมีกำลังหยาบช้ากล้าแข็ง ร้อนรุ่มสมทรวงสัตว์ทั้งหลายอยู่อย่างนี้ สัตว์ทั้งหลายจึงต้องถูกราคะกิเลสย่ำยีบีฑา นำทุกข์มาทุ่มถมให้จมอยู่ในอู่แอ่งอ่าวโลกโอฆสงสาร ไม่มีวันสิ้นสุดลงได้เพราะราคะกิเลสนี่แล สัตว์ทั้งหลายจึงต้องไปตกหมกไหม้อยู่ในมหานรกทั้งแปดขุม และสัตว์ทั้งหลายบางหมู่ต้องไปเกิดอยู่ในอุสสทนรกบริวารมีประมาณร้อยยี่สิบแปดขุม อนึ่ง เพราะอาศัยราคะกิเลสนี้ สัตว์ทั้งหลายจึงต้องทนทุกขเวทนาอยู่ในเปตติวิสัยภูมิ และสัตว์ทั้งหลายบางหมู่ต้องไปเกิดอยู่ในกำเนิดเดียรฉาน สัตว์ทั้งหลายที่ต้องบ่ายหน้าไปสู่อบายภูมิ ก็เพราะอาศัยราคะดำกฤษณาเป็นประการสำคัญ ฉะนั้นจึงน่าสมเพชนัก”
ครั้นทรงแสดงสังเวชวาทีฉะนี้แล้ว สมเด็จพระบรมกษัตริย์หน่อพระพุทธางกูร จึงตรัสแสดงอาทีนวโทษแห่งราคะดำกฤษณาต่อไปว่า
“บรรดาสัตว์ทั้งหลายในโลกสันนิวาสนี้ เพราะอาศัยราคะดำกฤษณาย่อมเบียดเบียนบีฑาซึ่งกันและกัน เป็นต้นว่า บิดาย่อมเบียดเบียนบุตร บางทีฆ่าเสียก็มี
บุตรย่อมเบียดเบียนบิดา บางทีฆ่าเสียก็มี
บิดาย่อมเบียดเบียนธิดาตน เพราะร้อนรนด้วยราคะกฤษณาก็มี
อนึ่ง ฝูงสัตว์ในโลกสันนิวาสนี้ เพราะร้อนด้วยราคะย่อมเบียดเบียนซึ่งกันและกัน เป็นต้นว่า
บุตรย่อมเบียดเบียนชนนี บางทีฆ่าเสียก็มี
ชนนีย่อมเบียดเบียนบุตร บางทีฆ่าเสียก็มี
บางทีพี่ชายมุ่งหมายปองร้าย ราวีตีรันฟันฆ่าน้องชายของตนให้ตายก็มี
บางทีพี่หญิงย่อมบีฑาฆ่าตีน้องสาว ที่สืบกษิรมารดาเดียวกันมาก็มี
บางทีหลานสาวบีฑาลุงตัวให้ตายก็มี
บางทีลุงลุ่มหลงทัณฑกรรมบีฑาหลานสาวตนเองก็มี
บางทีภัสดาย่อมบีฑาโบยรันฟันแทงภริยาตน ให้ถึงตายก็มี
บางทีภริยาบีฑาฆ่าตีสามีตน ให้ถึงตายก็มี สัตว์ทั้งหลายเป็นเช่นนี้เพราะอาศัยความร้อนแห่งเพลิงราคะดำกฤษณามาบีฑาให้ระทมตรมทุกข์ ถึงซึ่งความพินาศนานาประการ แม้แต่บุตรธิดา มารดาบิดา และภรรยาสามีที่แสนรักนักหนาแล้ว ยังเบียดเบียนฆ่าตีกันถึงเพียงนี้ จะป่วยกล่าวไปไย ถึงคนอื่นที่ไม่ใช่ญาติเล่า ย่อมจะต้องเบียดเบียนบีฑากันเพราะอำนาจราคะกิเลสเป็นมูลฐานมากกว่ามากสุดประมาณ
อีกประการหนึ่ง ฝูงสัตว์ในโลกสันนิวาสนี้ เพราะอาศัยอำนาจราคะดำกฤษณา บางคราย่อมจ่ายทรัพย์สินไปในทางไร้ประโยชน์ บางทีย่อมเสื่อมจากยศและเกียรติคุณ บางทีย่อมประกอบกรรมทำสิ่งที่เป็นโทษ บางทีย่อมทำความสุขให้เสื่อมสิ้นทุกเมื่อและให้ใจเชือดเบือนเบื่อจากกุศล ห้ามทางข้างฝ่ายสุคติภพ บางทีให้ลุอำนาจแก่ความโลภและความโกรธ และให้เจริญโทษทุกภพทุกชาติที่เกิด ให้ถือกำเนิดในอบายภูมิทั้งสี่เพียงเท่านี้ก็หาไม่ ฝูงสัตว์ทั้งหลายในโลกสันนิวาสนี้ เพราะอาศัยอำนาจราคะดำกฤษณา บางคราย่อมทำตนให้พินาศจากศีลสมาทาน บางกาลย่อมทำตนให้เสื่อมจากฌานภาวนาสมาธิจิตเป็นนิจกาล ก็อันว่าความอากูลด้วยราคะกิเลส ย่อมเป็นเหตุให้เกิดอาทีนวโทษให้เสวยทุกข์มากกว่ามาก และเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายต้องเศร้าหมองมีประการต่างๆ อย่างพรรณนามาฉะนี้”
สมเด็จพระนราธิบดีสัตตุตาประชา ตรัสแสดงอาทีนวโทษแห่งราคะดำกฤษณาอย่างมากมายดังนี้แล้ว จึงพระราชทานรางวัลแก่นายหัตถาจารย์เป็นอันมาก แล้วก็ทรงคำนึงในพระราชหฤทัยว่า สัตว์ทั้งหลายในโลกสันนิวาสนี้ จักพ้นจากอำนาจราคะดำกฤษณาอันเป็นทุกข์ภัยในวัฏฏะนี้ได้ด้วยประการใด แล้วจึงเห็นแท้แน่ในพระราชหฤทัยว่ารวมทั้งหลายอื่นนอกจาก พุทธกรณธรรม แล้ว ก็ไม่เห็นว่าสิ่งไรอื่นจะมี ที่จะเปลื้องตนไปให้พ้นจากวัฏฏะ เพราะฉะนั้นพระองค์จึงหยั่งพระราชหฤทัยลงเที่ยง ถือเอาพระพุทธภูมิปณิธานว่า
“เราได้ตรัสรู้ซึ่งพระโพธิญาณแล้ว ก็จักทำสัตว์ทั้งหลายให้รู้ด้วย เราพ้นแล้วจากทุกข์ในวัฏสงสารเมื่อใดก็จักทำสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์ในวัฏสงสารเมื่อนั้นด้วย”
ครั้นทรงกระทำปณิธานปรารถนา เฉพาะพระพุทธภูมิในพระราชหฤทัยด้วยประการฉะนี้แล้ว ก็ทรงสละสิริราชสมบัติประหนึ่งว่าบุคคลสลัดเสียซึ่งก้อนข้าวอันคั่งค้างอยู่ปลายลิ้นสิ้นเยื่อใยในฆราวาสวิสัย พระองค์แต่ผู้เดียวเที่ยวไปสู่ป่าหิมวันต์ประเทศ แล้วทรงเพศเป็นดาบส บำเพ็ญพรตปฏิบัติชอบอยู่ตราบเท่าพระชนมายุขัยแล้วก็ได้ขึ้นไปบังเกิดในสวรรค์เทวโลกเสวยสุขอยู่สิ้นกาลนาน
เรื่องในอดีตที่พรรณนามานี้ มีข้อความประการหนึ่งซึ่งควรนำมากล่าวไว้ในที่นี้ด้วย เพื่อเป็นเครื่องช่วยให้เห็นการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอย่างแจ่มชัดก็คือว่า
องค์สมเด็จพระนราธิบดีสัตตุปะราชา กลับชาติมาก็คือองค์สมเด็จพระศรีศากยมุนีโคดมบรมครูเจ้า ของชาวเราพุทธบริษัททั้งหลาย
พญามงคลหัตถีกลับชาติมาในชาติสุดท้ายภายหลัง คือ พระมหากัสสปเถรเจ้าสังฆวุฒาจารย์ ซึ่งเป็นพระมหาเถระอรหันต์สำคัญที่สุดองค์หนึ่งในศาสนาของเรานี้
นายหัตถาจารย์ผู้ชำนาญเวทย์ กลับมาในชาติสุดท้ายภายหลัง จักได้ตรัสเป็นสมเด็จพระมิ่งมงกุฎศรีอริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งจักมาตรัสในอนาคตกาล หลังจากศาสนาของสมเด็จพระศรีศากยมนีโคดมบรมครูเจ้าที่เราท่านทั้งหลายเคารพนับถือกันอยู่ทุกวันนี้ เสื่อมคลายสลายสูญไปจากโลกนี้แล้ว คราวหนึ่ง พระองค์จักเสด็จไปที่ภูเขากุกกุฏสัมปาตบรรตอันเป็นที่บรรจุศพของพระมหากัสสปเถรเจ้าแล้วพระองค์จักทรงยื่นพระหัตถ์เบื้องขวาช้อนเอาซากศพของพระสังฆวุฒาจารย์อรหันต์กัสสปนั้นขึ้นชูฝ่าพระหัตถ์อันประกอบด้วยจักรลักษณะแล้วจะมีพระพุทธฎีกาตรัสแก่พระอริยสงฆ์ทั้งหลายว่า
“ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย เธอจงพากันมองดูซึ่งซากศพนี้ นี่คือศพของผู้เป็นพี่ชายของตถาคต ซึ่งเป็นสาวกผู้ใหญ่ในศาสนาของสมเด็จพระมิ่งมงกุฎศรีศากยมุนีโคดมบรมครูเจ้า (สมเด็จพระศรีอริยเมตไตรย เคยบวชเป็นพระภิกษุในสมัยพุทธกาลมีนามว่า อชิตภิกษุ เป็นภิกษุหนุ่มมีพรรษาน้อย ฉะนั้น พระองค์จึงทรงเรียพระมหากัสสปเถรเจ้าด้วยคำกล่าวออกนามว่า “พี่ชายของตนตถาคต” ในกาลครั้งนั้น) มีนามว่พระอริยกัสสปเถระ เป็นผู้ทรงคุณพิเศษถือธุดงควัตรจนตราบเท่าดับขันธปรินิพพาน”
ทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสแนะนำดังนี้แล้ว สมเด็จพระศรีเมตไตรยก็ทรงสรรเสริญคุณแห่งพระมหากัสสปเถรเจ้าอีกมากมายลึกซึ้งนักหนา ต่อหน้าพระอริยสงฆ์ทั้งหลายเป็นอันมาก ในขณะนั้นเปลวอัคคีก็จะบันดาลมีเกิดขึ้นเองในซากอสุภของพระเถรเจ้า แล้วก็ค่อยลามเลียลุกไหม้ศพให้สิ้นซากปราศจากเถ้าถ่านอยู่ฝ่าพระหัตถ์ของสมเด็จพระสรรเพชญ์ศรีอริยเมตไตรยเจ้า ในกาลครั้งนั้นเป็นอัศจรรย์
บัดนี้ เพื่อป้องกันความไขว้เขวออกไปนอกเรื่องมากมายเกินไปจะได้กลับมากล่าวถึงการสร้างพระบารมีเพื่อพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณขององค์สมเด็จพระบรมโลกุตตมาจารย์ของเราทั้งหลาย ตั้งแต่ครั้งพระองค์ยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์สืบต่อไป
__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
พรรณวดี (14-08-11), ก้อนดิน (16-08-11), ปาริฉัตรมณี (24-08-11), เพิ่มบุญ (02-10-11), Jira (28-05-12), octavian (15-08-11), Rich (13-08-11)
  #5  
เก่า 16-08-11, 10:47
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,096
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,841
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,797 ครั้ง ใน 77,797 ข้อความ
พลังบุญ: 56497
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile หอพระธรรมอธิษฐานพระพุทธศรีศายมุนีโคดมบรมครูฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ (5)

พระพรหมดาบส
กาลครั้งหนึ่ง เมื่อพระบรมโพธิสัตว์เจ้าจุติจากเทวโลกแล้วก็มาบังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาลมีพระนามว่า พรหมกุมาร ครั้นเจริญวัยวัฒนาการแล้ว ก็ได้ศึกษาจนสำเร็จในไตรเวทางค์ และได้เป็นอาจารย์ผู้บอกเวทย์แก่มาณพห้าร้อยคนผู้เป็นนักศึกษา ครั้นจำเนียรกาลนานมา เมื่อท่านมารดาบิดาทั้งสองล่วงลับไปแล้ว พรหมกุมารจึงเรียกมาณพทั้งหลายผู้เป็นศิษย์มาพร้อมหน้ากันแล้ว ก็เร่งบอกมนต์ซึ่งตนควรจะสอนให้เสร็จสิ้นแล้ว ได้จัดการแบ่งปันทรัพย์สมบัติของตนสิ้นทั้งเรือนนั้นให้แก่มาณพผู้เป็นศิษย์ถ้วนทุกคนแล้วก็ให้โอกาสอนุสาสน์ และกล่าวคำอำลาเพื่อจะไปบรรพชาเป็นดาบส มิใยที่ศิษย์ทั้งหลายจะอาลัยไหว้วอนกล่าวห้ามด้วยความคารวะเป็นอันมากประการใด ก็มิได้เอื้อเฟื้ออาลัย สละฆราวาสวิสัยเที่ยวไปแต่พระองค์เดียว เข้าไปอาศัยบัณฑรบรรพต บรรพชาเป็นดาบส ปฏิบัติตนเลี้ยงชีพด้วยผลาผลเป็นอยู่เป็นสุขสืบมา
ฝ่ายมาณพทั้งหลาย ผู้เป็นศิษย์ของพรหมดาบสนั้นครั้นมารดาบิดาของตนๆ ล่วงลับไปแล้ว ต่างก็พากันออกมาบวชเป็นดาบสอยู่กับพระโพธิสัตว์ทั้งนั้น ด้วยเหตุที่มีความรักเป็นกำลังมาแต่ปางก่อนพระโพธิสัตว์ก็สอนให้ประพฤติวัตรบำเพ็ญพรตตามแบบอย่างของดาบสโดยถ้วน อยู่ร่วมกันมาโดยผาสุกตามสมควร
วันหนึ่ง เมื่อดาบสทั้งหลายเที่ยวไปแสวงหาผลาผลยังมิได้กลับมา ท่านอาจารย์พรหมดาบสจึงเรียกศิษย์ผู้ใหญ่ซึ่งอยู่เฝ้ากุฏิใกล้ตนมาแล้ว ชวนกันขึ้นไปสู่บัณฑรภูผาเพื่อแสวงหาผลไม้ เมื่อเที่ยวไปในที่นั้นๆ ก็มิได้ผลไม้อันใดอันหนึ่งเลย จึงแลลงไปที่เชิงภูเขาก็ได้เห็นแม่เสือตัวหนึ่ง มีลูกอ่อนออกใหม่ได้ประมาณสองสามวัน แม่เสือตัวนั้นอดอาหารอยู่แลเขม้นดูลูกของตนด้วยจิตโหดร้าย คิดจะใคร่จับลูกของตนเองเคี้ยวกินเป็นภักษา พระพรหมดาบสแลเห็นอาการก็รู้ว่าแม่เสือจะกินลูกของตนเองแน่แล้ว จึงรำพึงในหฤทัยว่า
“โอหนอ วัฏสงสารนี้ ควรที่จะพึงติเตียนโดยแท้ ดูรึแม่เสือตัวนี้คิดจะขบกัดเคี้ยวกินลูกที่เกิดแต่สายโลหิตตน เพื่อจะรักษาชีวิตแห่งตนไว้ถ่ายเดียว เช่นนี้ จึงควรที่เห็นว่าวัฏสงสารนี้เป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก” ครั้นรำพึงดังนั้นแล้วพระพรหมดาบสจึงใช้ดาบสศิษย์ผู้ใหญ่ซึ่งไปด้วยกันนั้นว่า “ท่านจงรีบไปหาเนื้อเดนเสือหรือราชสีห์ตามข้างๆ ภูเขานี้ดูทีหรือ หากว่าจะมีอยู่บ้าง แม้นได้แล้วจงรีบนำมาโดยเร็ว เราจักให้แก่แม่เสือตัวนี้” ดาบสศิษย์ผู้ใหญ่รับคำแล้ว ก็รีบไปหาเดนมัสสะในที่ทั่วๆไป แต่ก็หามิได้
ฝ่ายพระพรหมดาบสผู้โพธิสัตว์ เมื่อศิษย์ผู้ใหญ่ไปนานแล้ว และยังมิได้กลับมาจึงรำพึงในหฤทัยว่า
“โอ ร่างกายนี้ เป็นของเปล่าปราศจากแก่นสารเป็นที่อาศัยแห่งชาติ ชรา พยาธิ มรณะ และมีโสกะความแห้งใจ ปริเทวะความร่ำไรรำพัน ทุกข์ยากลำบากกายไม่สบายใจโทมนัสขุ่นข้องหมองใจอุปายาสะความคับแค้นใจ อนึ่งกายนี้เป็นที่เกิดของกองทุกข์กับทั้งมีราคะกิเลสเป็นประดุจหัตถีที่บ้างคลั่งเมามัน มีโมหะมืดมิดปิดธรรมเป็นประดุจดังผีเสื้อน้ำรักษาสระมีอุปนาหะความผูกโกรธ เป็นประดุจดังแว่นแคว้นเมืองมากด้วยคนพาล มีมักขะความลบหลู่คุณท่านเป็นประดุจที่อยู่ของกุมภัณฑ์ มีปลาสะความสำคัญวิปลาสเป็นประดุจดังนายทวารผู้มีสันดานดื่มไปด้วยอิสสาฤษยา มีทุจริตเป็นบริวารแวดล้อมไปด้วยโลภ มีนันทิภวราคะความกำหนัดยินดีในภพเป็นมหาโยธา มีมิจฉาทิฐิเป็นธรรมวินิจฉัย คือ ราชบัญญัติบทอัยการ มีอวัณณะความพรรณนาโทษเป็นกองทุกข์มาก มีวิตกความตรึกตรองเป็นหมู่แมลงวันพึงเกลียดชัง มีมทะความมัวเมาเป็นเหล่าคนธรรพ์ขับร้อง มีปมาทะความมัวเมาเป็นช่างฟ้อนมาซ่องเสพอยู่ มีทิฐิเป็นที่อาศัย มีอนุสัยเป็นบ้านที่อยู่ของหมู่พราหมณ์ มีสัญโภชน์ความผูกล่ามไว้ในสามภพเป็นอำมาตย์ผู้ใหญ่ในกายนคร และมีอวิชชาเป็นอันธการราชบรมกษัตริย์เถลิงราชสมบัติเป็นอิสสราธิบดีอยู่ในกายนครนี้”
ครั้นพระมุนีพรหมดาบสพิจารณารำพึงถึงธรรมสรีระดังนี้แล้ว ดาบสศิษย์ผู้ใหญ่ที่ตนใช้ให้ไปหาเศษเนื้อก็ยังไม่กลับมา จึงจินตนาการสืบไปอีกว่า ในเมื่อสัตว์ทั้งหลายบรรดาที่มีรูปกายครองอยู่ได้เสวยทุกข์เห็นปานนี้ จะมีทางปลดเปลื้องทุกข์นั้นด้วยธรรมสิ่งไร เมื่อนึกไปก็เห็นว่าพุทธกรธรรมเท่านั้นที่สามารถจะทำสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้ เมื่อมองเห็นแท้แน่ฉะนี้แล้วจึงจินตนาการต่อไปว่า
“อันพุทธการกธรรมนี้ ถ้าบุคคลใดไม่สามารถที่จะทำกรรมที่บุคคลอื่นทำได้ยาก ไม่สามารถบริจาคสิ่งที่บุคคลอื่นบริจาคได้ยาก ไม่สามารถให้ทานที่บุคคลอื่นให้ได้โดยยาก ไม่สามารถอดกลั้นกรรมที่บุคคลอื่นอดกลั้นโดยยาก อย่างนี้แล้วบุคคลนั้นจะบำเพ็ญพุทธการกธรรมนี้ให้สำเร็จหาได้ไม่ ก็แลสรีราพยพคือร่างกายของเรานี้ ย่อมมีอาทีนวโทษเป็นอันมากมิได้ยั่งยืนอยู่สิ้นกาลนาน และจิตใจเรานี้อาศัยอยู่ในร่างกายนี้ย่อมมีอารมณ์ไม่เป็นหนึ่ง คือ ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ย่อมแปรปรวนไปเป็นนิตย์ เอาเถิด บัดนี้เราจักให้สรีระร่างของเรากับทั้งชีวิตนี้ให้เป็นทานแกแม่เสือหิวตัวนี้ ให้ทันกาลที่จิตกำลังเสื่อมใสใคร่บริจาคในกาลนี้เถิด เออ ก็เราจะเป็นห่วงอันใดด้วยการจะให้อาหารที่อื่นเล่า”
พระโพธิสัตว์เจ้าคำนึงจินตนาการดังนี้แล้ว จึงตั้งจิตปณิธานว่า
“ด้วยเดชะบุญกรรมนี้ ขอเราจงได้ตรัสเป็น
พระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ให้เรานำสัตว์ทั้งหลาย
ออกจากวัฏสงสารให้ถึงความระงับดับทุกข์ด้วยเถิด”
ครั้นตั้งจิตปณิธานปรารถนาพระพุทธภูมิดังนี้แล้ว เพื่อจะประกาศแก่หมู่เทพยดาให้รู้ทั่วกันอีกเล่า พระพรหมดาบสโพธิสัตว์เจ้าจึงประกาศเป็นเนื้อความว่า
“ขอทวยเทพเจ้าทั้งปวงคือ ภูมิพฤกษาเทวา และอากาศเทวาทั้งสมเด็จพระอัมรินทราเจ้า และท้าวมหาพรหมปชาบดี ศศิธรเทพบุตร ทั้งพญายมและท้าวจาตุมหาราชโลกบาลทั้งสี่ ทวยเทพซึ่งสถิตอยู่ ณ สถานทุกถิ่นที่ ตลอดจนนารทบรรพตจอมภูผาขออัญเชิญทั่วทุกพระองค์ จงมากระทำอนุโมทนาในชีวิตสรีรทานของข้าที่ได้รับอบรมสั่งสมกระทำ ณ กาลบัดนี้เถิด”
ครั้นประกาศแก่ทวยเทพเจ้าดังนี้ ขณะที่ดาบสศิษย์ผู้ใหญ่ยังมิทันได้กลับมาถึง พระพรหมดาบสซึ่งมีน้ำใจกล้าหาญก็โจนทะยานจากยอดบัณฑรภูผาตกลงเฉพาะหน้าเสือโคร่งแม่ลูกอ่อน ขณะนั้นนางพยัคฆ์ที่กำลังหิวกระหายนักหนา เมื่อเห็นอาหารตกลงมากองอยู่ข้างเช่นนั้นก็ละไม่กินลูกของมัน แล่นมาบริโภคมังสะสรีราพยพของพระบรมโพธิสัตว์เจ้าในกาลบัดนั้นทันที
ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย บรรดาที่มีใจเคารพเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนา จงพิจารณาดูเถิดว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา เมื่อครั้งที่พระองค์ท่านปรารถนาพระพุทธภูมิเพื่อตรัสเป็นพระพุทธเจ้านั้น พระองค์ท่านต้องมีน้ำพระทัยมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวอาจหาญเพียงไร ใช่แน่แล้ว พระองค์ต้องทรงสละชีวิตเข้าแลกกับพระโพธิญาณมาจนนับครั้งไม่ถ้วน เช่นครั้งที่พระองค์เสวยพระชาติเป็นพรหมดาบสที่เล่ามาแล้วนี้ นี่เป็นเพียงครั้งหนึ่งในจำนวนมายหลายเท่านั้น นอกจากนี้แล้วในระยะการสร้างพระบารมีตอนต้นนี้ พระองค์ยังต้องประสบกับความทุกข์ยากมากมาย เพราะอำนาจของการเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสารตามเรื่องที่ปรากฏมีในพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาดังต่อไปนี้
__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 6 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
พรรณวดี (16-08-11), ก้อนดิน (16-08-11), ปาริฉัตรมณี (24-08-11), เพิ่มบุญ (02-10-11), octavian (16-08-11), Rich (05-01-12)
  #6  
เก่า 17-08-11, 12:39
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,096
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,841
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,797 ครั้ง ใน 77,797 ข้อความ
พลังบุญ: 56497
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile หอพระธรรมอธิษฐานพระพุทธศรีศายมุนีโคดมบรมครูฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ (6)

มาณพหนุ่มช่างทอง
หลังจากที่ได้อุบัติเกิดเป็นเทพบุตรในสรวงสวรรค์แดนสุขาวดีและเกิดเป็นมนุษย์ในโลกนี้ ด้วยอำนาจการเวียนว่ายตายเกิดหลายชาตินักแล้ว ต่อมา กาลครั้งหนึ่งพระโพธิสัตว์มาเกิดเป็นมนุษย์ในตระกูลช่างทอง รูปร่างสิริเลิศล้ำบุรุษงดงามนักหนา เมื่อเจริญวัยใหญ่กล้าขึ้นก็มีอาชีพเป็นช่างทองผู้ชำนาญสืบสายตระกูลของตน วันหนึ่ง มีเศรษฐีมาว่าจ้างให้ไปทำเครื่องประดับให้แก่ธิดาสาวโสภซึ่งกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์มงคล ครั้นไปถึงคฤหาสน์แล้ว เศรษฐีจึงถามว่า “ดูกรช่างทองผู้เจริญ ถ้าท่านได้เห็นเพียงมือและเท้าเท่านั้น ท่านยังจะสามารถทำเครื่องประดับได้หรือไม่” เมื่อช่างทองหนุ่มรับคำว่าทำได้ เศรษฐีจึงให้ธิดาของตนยื่นแต่มือและเท้ามาแสดงให้ปรากฏ ช่างทองหนุ่มก็สังเกตกำหนดบาทและหัตถาวัยวะที่ได้เห็นแต่ห่างๆ และกระทำได้ด้วยความชำนาญ
ขณะนั้น ธิดาเศรษฐีซึ่งมีนามว่ากาญจนวดีกุมารีให้นึกสงสัยอยู่เป็นกำลังว่า “เหตุไฉนหนอ บิดาจึงมิให้เราปรากฏต่อหน้าช่างทองให้แสดงเพียงมือและเท้าเท่านั้น”ครั้นคิดดังนี้แล้วจึงลอบแลดูตามช่องไม้ แต่พอได้เห็นสิริรูปสมบัติของช่างทองก็ให้เกิดปฏิพัทธ์รักใคร่เป็นกำลัง คลุ้มคลั่งในดวงใจด้วยอำนาจราคะดำกฤษณา นางจึงจารึกอักษรเป็นศาลา ใจความว่า
“ดูกรพ่อช่างทองผู้เป็นที่รัก หากท่านมีจิตใจรักใคร่เราแล้ว ณ ที่หลังเรือนใหญ่นี้มีบุปผพฤกษชาติต้นหนึ่งเป็นต้นไม้ใหญ่ ในค่ำคืนวันนี้ ท่านจงมาซุ่มนั่งอยู่บนต้นไม้ ถึงราตรีกาล เราจะออกไปพบกับท่านด้วยใจรัก” จารึกเรื่องความรักดังนี้แล้ว จึงค่อยทิ้งลงไปให้ตกลงตรงหน้าช่างทอง เมื่อช่างทองหนุ่มอ่านดูแล้วกำหนดไว้ในใจ ถึงเวลาเลิกงานสายัณหสมัย เลิกงานแล้ว จึงกลับมาอาบน้ำชำระกายรับประทานอาหารอิ่มหนำสำราญแล้ว พอเวลาสุริยะอัสดงคตพลบค่ำลงก็รีบตรงมาสถานที่นางนัด ขึ้นไปบนต้นพฤกษชาตินั้น ตั้งตาชะแง้ดูทางที่กาญจนวดีกุมารีนั้นจะมา ณ ระหว่างคาคบไม้ แต่นางก็ยังไม่มา เพราะว่าเมื่อตอนกลางวันนั้นตนเร่งทำงานอยู่วันยังค่ำ ก็ลำบากกายพออยู่แล้ว เมื่อรับประทานอาหารอิ่มแลมานั่งเงียบเหงาเฝ้าคอยอยู่แต่ผู้เดียวฉะนี้จึงเอนองค์ลงกับกิ่งไม้ใหญ่ก็เลยเผลอม่อยผล็อยหลับ
ก็กาญจนวดีกุมารีทรามวัยนั้นก็มีความยำเกรงบิดามารดาอยู่โดยมากเป็นธรรมดา เมื่อมารดาบิดายังมิได้หลับนอน นางจึงไม่มีโอกาสออกมาได้ ครั้นท่านทั้งสองหลับไปแล้ว นางจึงค่อยลุกมาจากที่นอนออกมาจัดหาอาหารได้ข้าวสาลีกับแกงมังสะสดใส่ลงในขันทองเสร็จแล้วก็รีบลอบนำลงมาจากปราสาทไปสู่ที่นัด ณ ต้นไม้ใหญ่ เพื่อไปหาชายสุดที่รัก ครั้นเห็นเขาหลับอยู่ก็มิรู้ที่จะปลุกให้รู้สึกตนตื่นขึ้นมาได้ ด้วยเหตุว่ามนุษย์ในสมัยนั้นถือลัทธิธรรมเนียมอยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าบุคคลหลับสนิทอยู่ ผู้ใดปลุกให้ลุกตื่นขึ้นแล้วผู้ปลุกนั้นย่อมมีบาป ตายไปต้องตกนรกหมกไหม้ตลอดกาลกัปหนึ่ง” เพราะฉะนั้น นางจึงไม่สามารถปลุกช่างทองนั้นให้ตื่นขึ้นมาได้ แต่คอยอยู่นานนักหนา เมื่อเห็นว่าไม่ตื่นแน่ นางจึงเก็บใบรุกขชาติปูลาดลงตั้งขันทองใส่อาหารไว้แล้วกลับลับไป
ฝ่ายนายช่างทองตื่นขึ้นมาได้เห็นภาชนะขันทองนั้น จึงกำหนดว่าชะรอยนางกุมารีมาแล้วเห็นเราหลับ จึงกลับไปเป็นมั่นคง เมื่อผันแปรแลไปดูข้างโน้นข้างนี้ก็ได้แลเห็นนางดำเนินกลับลับไปในปราสาทในขณะนั้น จึงให้น้อยใจจิตคิดเคืองโกรธตัวเองเป็นนักหนาว่า ควรหรือมานอนหลับใหลไปเสียได้ น่าเคืองตัวเองนัก รำพึงพลางก็ถือสุพรรณภาชน์โภชนะนั้นกลับมาเรือนตน ครั้นรุ่งวันใหม่ได้เวลาก็ไปทำงานอยู่ที่เก่าอีก ไม่ช้าก็มีสารกตกลงมาอีก อักษรจารึกมีใจความว่า “วันนี้ท่านจงอุตสาหะข่มขี่ใจไว้ อย่าได้หลับใหลไปเสียอย่างเมื่อคืนนี้เล่า” นายช่างอ่านดูรู้ความแล้ว ก็ไม่พูดจาอะไร ประกอบการงานทำเครื่องประดับต่อไป พอได้เวลาตอนราตรีจึงมานั่งคอยท่าอยู่เช่นเคย ไม่ช้าก็บังเอิญหลับไปเสียอีกเล่า กาญจนวดีกุมารีเมื่อถือโภชนาหารมาเห็นเขาหลับไปแล้วก็กลับไปเหมือนคืนก่อน
ครั้นถึงคืนที่สาม กาญจนวดีกุมารีเมื่อได้มาเห็นนายช่างทองสุดที่รักหลับไปเหมือนเดิม นางก็มีความเศร้าในน้ำใจนักหนา จึงพิไรร่ำด้วยคำว่า
“น่าเสียดายนัก กุมารน้อยนี้เป็นที่รักใคร่เจริญใจแห่งเราชะรอยสันนิวาสเรานี้มิได้มีแต่ปางก่อน จึงเผอิญให้กุมารนี้เป็นผู้มักหลับเสียได้สามวาระหน ความพยายามของเราสองคนนี้ปราศจากประโยชน์เสียแล้ว พ่อจงไปโดยสุขสวัสดีเถิดหนาเจ้าแต่วันนี้ไปเราก็จักหมดอิสระมิได้มาพบหน้าอีกแล้ว” เธอพิไรรำพันด้วยความโศกศัลย์เป็นอันมากแล้วก็ยกโภชนะนั้นวางตั้งไว้ แล้วก็ตัดอาลัยกลับไป นายช่างทองเมื่อตื่นขึ้นมาก็ให้เจ็บใจตนเองยิ่งกว่าวันก่อน มีความโศกาอาดูรด้วยความรักเป็นนักหนา จึงรำพึงรำพันออกมาว่า
“กุมารีมีรูปงามอย่างนี้ ควรที่จะทอดทัศนานำความภิรมย์มาให้แก่ใจ นี่เป็นกรรมอะไร จึงตักเตือนให้หลับใหล ไม่รู้สึกตัวตื่นได้สามวาระบุญญาภิสมภารเราแต่ก่อนมิได้มี ชะรอยเรากับนารีนี้มิได้เคยร่วมกันกระทำทานหรือว่าตัวเรานี้มิได้มีกมลสันดาน เคยอนุโมทนากุศลของเศรษฐี จึงให้มีอันเป็นสักแต่ว่าได้พบเห็นนารีงามเท่านั้น มิทันได้ร่วมภิรมย์ก้ให้จางจากกันไป” นายช่างทองรำพันพลางถือเอาโภชนาหารที่นางตั้งไว้ แล้วกลับไปสู่เรือนของตนเด้วยความเศร้าเป็นล้นพ้น
ครั้นรุ่งขึ้นถึงวันอาสหสมัย ฝ่ายเศรษฐีบิดาเจ้าบ่าวจึงบรรทุกข้าวของสำหรับการแต่งงานมากมายหลายร้อยเล่มเกวียน พอมาถึงแล้วทั้งสองฝ่ายก็ประชุมกันกระทำอาวาหมงคลเลี้ยงดูกันเป็นนักษัตรฤกษ์โกลาหล ฉลองกันอยู่สิ้นกาลประมาณหนึ่งเดือนโดยกำหนด ครั้นการฉลองอันมีเวลานานถึงหนึ่งเดือนล่วงแล้ว เศรษฐีผู้เป็นบิดาเจ้าบ่าวก็พาบริวารกลับไปบ้านตน
ฝ่ายนายช่างทองผู้งามโสภาจำเดิมแต่วันแคล้วคลาดจากนางมาก็รำพึงรำพันถึงนางอยู่ไม่วางวายว่า นางกุมารีนี้ได้มีน้ำใจรักเป็นปิยสหายแต่เรามาก่อน บุรุษเช่นเรานี้จึงสมควรจะได้นาง รำพึงพลางจึงคิดหาอุบาย ครั้นคิดได้แล้ว จึงอุตสาหะทำเครื่องประดับสำหรับศอสำรับหนึ่งสวยสดงดงามนักหนา แล้วไปด้วยแก้วมุกดาวิจิตรบรรจงเป็นลวดลายละเอียดอุดม สมควรเป็นราชอลังการแล้ว ก็น้อมนำเข้าไปถวายพระมหาอุปราชเจ้า
“เอ๊ะ เจ้านำของที่ชอบใจมาให้เราเช่นนี้ จักมีความประสงค์สิ่งใดหรือ” พระมหาอุปราชซึ่งมีพระกมลโสมนัสตรัสถามขึ้น นายช่างทองจึงทูลสนองความประสงค์ของตนให้ทรงทราบ “อย่าวิตกไปเลยจะเป็นไรมี เรานี้รับธุระจะทำอุบายให้เจ้าได้สมมโนรถจงได้” พระมหาอุปราชตรัสรับรองแล้วจึงทรงให้นายช่างทองแต่งตัวเป็นสตรีเพศทรงสรรพาภรณ์พิจิตร บิดเบือนแสร้งแปลงองค์เป็นขัตติยอนงค์กัญญาเสร็จแล้วจึงให้นั่ง ณ ภายในกูบกระโจมทองช้างพระที่นั่ง ส่วนพระองค์ทรงพระแสงของสถิตบนคอมงคลคชสาร เสด็จมาถึงบ้านท่านเศรษฐีประทับหยุดยืนช้างพระที่นั่ง แล้วรับสั่งให้เศรษฐีเข้ามาเฝ้า และแสร้งดำรัสถามว่า
“ปราสาทหลังใหมนั่น เป็นของใครอีกเล่า”
“เป็นปราสาทธิดาของข้าพระพุทธเจ้า” เศรษฐีทูลกล่าว
“เออพ่อ ดีแล้ว บัดนี้ พระบรมชนกาธิราชดำรัสราชวโรงการให้เราไปปราบพวกโจรร้ายในชนบทประเทศ จะขอฝากพระกนิษฐภคินีน้องสาวเราไว้ให้อยู่กับธิดาของท่านด้วยเป็นการชั่วคราวกว่าเราจะกลับมา เมื่อกลับมาแล้ว เราจึงจะมารับพระน้องนางนั้นไป” พระอุปราชตรัสขึ้นตามอุบายทรงวางไว้
“พระเจ้าข้า แต่ว่าธิดาเกล้ากระหม่อมนั้น นางได้สามีแล้ว พระภคินีของพระองค์จะทรงอยู่ด้วยธิดาเกล้ากระหม่อมได้หรือ” เศรษฐีทูลด้วยความกังวลใจ
“จะเป็นไปเล่า ท่านเศรษฐี” พระมหาอุปราชตรัสดุจไม่พอพระหฤทัย “ท่านจงให้ธิดาจของท่านงดการอยู่ร่วมกับสามีชั่วคราวก่อนให้เจ้าอยู่เป็นเพื่อนพระน้องนางเราสักหน่อยเถิด เราไปไม่นานนักก็จักรีบกลับมารับไป”
“ถ้ากระนั้นก็พอจะผ่อนผันรับพระธุระสนองพระเดชพระคุณได้ พระเจ้าข้า” ท่านเศรษฐีรีบทูลแล้ว เรียกธิดามาบอกความต่อหน้าพระที่นั่ง แล้วสั่งให้นำพระภคินีปลอมนั้นขึ้นสู่ปราสาทและก่อนที่เจ้ามหาอุปราชจะอำลาไป พระองค์ยังได้ทรงสั่งซ้ำดุจเป็นห่วงนักหนาว่า
“ดูกรท่านเศรษฐี” ขอท่านจงอย่าได้ประมาทเลย จงเห็นแก่เราเถิด จงช่วยเป็นธุระเอาใจใส่ของสิ่งไรทีน้องรักเราต้องการ ท่านจงจัดอย่าได้ขัดใจเจ้าเลย อนึ่ง บุคคลทั้งหลายอื่นๆ ท่านต้องคอยระวังจงห้ามอย่าให้ขึ้นไปจุ้นจ้านบนปราสาทเป็นอันขาด โดยที่สุด แม้แต่สามีของธิดาท่านก็จงอย่าให้ขึ้นไปอย่างเด็ดขาดเลยทีเดียว เข้าใจไหมเล่า”
“ไว้ใจเถิด พระเจ้าข้า” ท่านเศรษฐีรีบทูล “จงวางพระทัยไว้ธุระข้าพระบาททุกประการเถิด พระองค์อย่าได้ทรงพระวิตกเลย” ทูลรับรองอย่าหนักแน่นแล้วก็ตามส่งเสด็จจนถึงนอกกำแพงปราสาท
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา มาณพหนุ่มช่างทองก็ได้อยู่ร่วมภิรมย์กามรดีกับด้วยกาญจนวดีกุมารีสมมโนรถความปรารถนาเป็นเวลานานสิ้นกำหนดสามเดือนจะได้มีบุคคลผู้ใดใครผู้หนึ่งในที่นั้นล่วงรู้ความลับนี้ก็หามิได้ ฝ่ายพระมหาอุปราชนั้น ครั้นกาลล่วงไปครบสามเดือนแล้วก็ทรงทำเป็นเสด็จมารับพระกษิณฐภคินีกลับไป
พระพุทธางกูรโพธิสัตว์ เมื่อพระองค์ดำรงฤกษดาภินิหารพระบารมีญาณยังอ่อนต้องถูกเพลิง คือ ราคะกิเลสเบียดเบียนบีฑา บังเกิดขึ้นมาแล้วและมิอาจระงับเสียได้ จึงเป็นไปตามอำนาจราคะกิเลสประกอบปรทารโทษล่วงเกินภรรยาของผู้อื่นเป็นกายทุจริตเช่นนี้ ครั้นดับขันธ์สิ้นชีวิตในครั้งนั้นแล้วก็ต้องสืบปฏิสนธิไปบังเกิดในนรกหมกไหม้ต้องได้รับทุกขเวทนาถึงสาหัสเป็นหลายครั้งหลายหน เวียนวนอยู่ในภูมิอันต่ำช้านานนับเป็นเวลาถึง 14 มหากัป
ด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระชินสีห์บรมโลกุตมาจารย์ ครั้นได้รับสำเร็จพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณแล้ว จึงได้ทรงพระมหากรุณาตรัสพระธรรมเทศนาสั่งสอนพวกเราชาวพุทธบริษัทว่า
“สัตว์ทั้งหลายในโลกสันนิวาสนี้ ย่อมได้เสวยทุกขเวทนาแสนสาหัสในอบายภูมิสี่ ถือเป็นสัตว์นรกในนิรยภูมิเป็นต้น เพราะความกระวนกระหายเดือนร้อนด้วยอำนาจราคะกิเลส สัตว์ที่ไม่รู้พระสัทธรรมย่อมถึงความก่อเกิดเป็นร่างกายเที่ยวเวียนว่ายอยู่ในโอฆสงสารเจริญภพเจริญชาติมากมาย แม้จะนับด้วยหลายล้านหลายโกฏิอสงไขยนั้นก็นับหาได้ไม่ ต่อเมื่อพุทธบุคคลแล้วนั่นแล จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้พ้นจากอบายภูมิ”
เมื่อได้ทราบตามพระพุทธภาษิตนี้แล้ว ขอให้ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายจงเชื่อถือคำสอนของพระพุทธองค์เถิด จงทำใจให้เห็นโทษภัยในอบายภูมิจงมาก หากแต่น่าสังเวชอยู่ที่ว่า วิสัยจิตใจของปุถุชนคนเราโดยมากทุกวันนี้ มักคิดไปเองว่าตนนั้นมีปัญญาดี เมื่อมีผู้เอาภัยในอบายภูมิมาชี้แจ้งแสดงบอก ก็มักคิดไปว่าแกล้งมากล่าวหลอกลวงให้เกรงกลัวไม่ยอมเชื่อว่าเป็นจริงเพราะสิ่งที่ว่าคือ นรกตนเองพิสูจน์ไม่ได้ ให้หันเหคิดขวางๆ ไปว่าเป็นเพียงอุบายสอนคนโบราณกาลก่อน ตั้งแต่ครั้งสมัยคนเรายังโง่อยู่เท่านั้นเอง นรกสวรรค์มีที่ไหนกัน เมื่อคิดผันแปรไปเช่นนี้ก็จะพอกพูนความประมาทให้เกิดมากยิ่งขึ้นในสันดานตน อาจประกอบอกุศลกรรมต่างๆ อันเป็นเหตุให้ไปเกิดในอบายภูมิได้ ฉะนั้นต้องสอนตนให้กลัวภัยในอบายภูมิก่อนนั่นแลเป็นดี
__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
พรรณวดี (17-08-11), ก้อนดิน (17-08-11), ปาริฉัตรมณี (24-08-11), เพิ่มบุญ (02-10-11), Rich (05-01-12)
  #7  
เก่า 17-08-11, 12:40
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,096
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,841
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,797 ครั้ง ใน 77,797 ข้อความ
พลังบุญ: 56497
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile หอพระธรรมอธิษฐานพระพุทธศรีศายมุนีโคดมบรมครูฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ (7)

อภิญญา-หอพระธรรมอธิษฐานพระพุทธศรีศายมุนีโคดมบรมครูฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-3-jpg
เจ้าหญิงสุมิตตาเทวี
จาก กรรมที่พระโพธิสัตว์ทำผิดศีล กาเมมิจฉา แล้วตกนรก เป็นเวลานานแสนนาน หลังจากนั้น ถือกำเนิดเป็น ฬา เป็นโค เป็นคนพิการ เป็นตาบอด เป็นคนหูหนวก เป็นกระเทย และเป็นสตรี อย่างละ 500 ชาติ เป็นการชี้ให้เห็นว่า เป็นมนุษย์ผิดศีลอย่างเด็ดขาด ด้วยอำนาจแห่ง โทสะ และราคะ อย่างรุนแรง และติดต่อกันเป็นเวลานาน เป็นเดือน หลังจากนั้นไม่ได้สร้างบุญกุศลกรรม ที่ประกอบด้วยศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อ ผู้บริสุทธิ์ด้วยศีลพรต หรือต่อธรรมที่กำหนดให้รักษาศลี 5 อย่างศรัทธา ในภายหลัง บาปที่ทำไปแล้วนั้นมีกำลังรุนแรง ให้เป็นชนกกรรม คือจะส่งผลทันที่เมื่อได้ตายไปจากภพปัจจุบัน สัตว์ใดที่ทำบาปอย่างรุนแรง เมื่อตกลงเบื้องต่ำอบายภูมิ จะหลุดออกจากอบายภูมิโดยเร็วพลันนั้นอยากยิ่ง
มา กล่าวถึงพระโพธิสัตว์เสวยเศษ กรรมชาติสุดท้าย ด้วยมีบุญเก่าหนุนนำ จึงเกิดเป็นสตรีในวงค์กษัตริย์ ทรงพระนามว่าเจ้าฟ้าหญิงสุมิตตาราชกุมารี เป็นธิดาของพระเจ้าสุปปบุตรมหาราช และในกัปนั้นเป็นสารกัป เพราะ มีพระพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติ เพียงพระองค์เดียว ทรงพระนามว่า พระปุราณทีปังกรพุทธเจ้า พระองค์ เป็นราชบุตรของพระเจ้าสุปปบุตร มหาราช แต่ต่างมารกับเจ้าหญีงสุมิตตาเทวี และพระพุทธเจ้ามีฐานะเป็นพี่ชายของพระนาง
สมเด็จพระปุราณทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นพระเชษฐาของเจ้าหญิงสุมิตตาเทวีนั้น ทรงบำเพ็ญบารมีมาแล้ว ๑๖ อสงไขยแสนกัป ชาติที่ตรัสรู้นี้ทรงครองเพศฆราวาสอยู่ในโลกียสุขนานถึงหนึ่งหมื่นปี จึงทรงทอดพระเนตรเห็นนิมิต ๔ ประการ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ทรงสลดพระทัยแล้วเสด็จออกบวชมหาภิเนษกรมณ์ ทรงทำความเพียรอยู่เพียง ๗ วัน ก็ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ครั้นนั้น พระโพธิสัตว์ชื่อปัจฉิมทีปังกรออกบวชเป็นภิกษุสาวกอยู่ด้วย มีความพากเพียรปฏิบัติจนได้ฌาน อภิญญา สมาบัติ ไม่ต้องการบรรลุเป็นพระอรหันต์ ใคร่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต จึงบำเพ็ญความดีต่างๆ ให้ยิ่งขึ้น วันหนึ่งตั้งใจจะจุดประทีปโคมไฟในตอนกลางคืนให้สว่างไสวตลอดคืน บูชาพระปุราณทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า และเหล่าภิกษุสงฆ์ที่มาร่วมประชุมกัน พระโพธิสัตว์นั้นจึงออกเดินบิณฑบาตน้ำมัน เพื่อไปใส่ในดวงประทีปจนเย็นแล้วก็ยังไม่ได้น้ำมันเลยแม้แต่หยดเดียว แต่ก็ไม่สิ้นความพยายาม จึงไปยืนบิณฑบาตอยู่ที่ประตูวังใกล้ตำหนักพระราชบิดาสุมิตตาเทวี พระราชธิดาทอดพระเนตรเห็นรับสั่งให้นางกำนัลไปถามความประสงค์ ทรงทราบแล้วเจ้าหญิงทรงถวายน้ำมันเมล็ดพันธุ์ผักกาดที่ทรงมีอยู่ทั้งหมด พร้อมทั้งกล่าววาจาปณิธานว่า "ด้วย อนิสงสผลทานนี้ ขอจงเป็นปัจจัยให้ความปรารถนาของข้าพเจ้าจงสำเร็จผลตามที่ปรารถนา และขอให้พระคุณเจ้าจงมีจิตช่วย กราบทูล พระองค์ด้วยว่า พระน้องนาง ของพระพุทธองค์ ซึ่งมีนามว่า สุมิตตากุมารี มีความศรัทธาเป็นยิ่งนักขอกราบแทบพระบาท พระพุทธองค์ และขอตั้งความปารถนาว่า ด้วยผลบุญนี้จง เป็นปัจจัยในอนาคต ให้ได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าสักพระองค์หนึ่ง และขอให้มีพระนามว่า สิทธัตถะเหมือนด้วยชื่อนำมันพันธุ์ผักกาดนี้ด้วยเถิด"
ฝ่ายพระคุณเจ้าพระปัจฉิมทีปังกร ครั้งนี้ได้น้ำมันมากกว่าทุกวันที่แล้วมา จึงจุดประทีปได้สว่างไสว มากกว่าทุกวัน ครั้นแล้วก็เข้าไปกราบทูลสมเด็จสัมมาพระพุทธเจ้าว่า
" ข้าแต่พระผู้มีพระภาค คืนนี้ข้าพระองค์ได้จุดประทีปบูชาได้มากกว่าคืนก่อนๆ ด้วยน้ำมันพันธุ์ผักกาดอันพระน้องนางสุมิตตาเทวีของพระองค์ถวายมา และพระนางกล่าววาจาอธิษฐานว่า พระนางมีความศรัทธาเป็นยิ่งนักขอกราบแทบพระบาท พระพุทธองค์ และขอตั้งความปารถนา ด้วยผลบุญนี้จง เป็นปัจจัยในอนาคต ให้ได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าสักพระองค์หนึ่ง และขอให้มีพระนามว่า สิทธัตถะเหมือนด้วยชื่อนำมันพันธุ์ผักกาดนี้ด้วยเถิด ข้าพระองค์จึงขอโอกาสกราบทูลถามต่อพระองค์ว่า ความปารถนาของพระน้องนางจะสำเร็จหรือไม่ พระเจ้าข้า ?"
พระพุทธองค์เมื่อได้สดับฟัง จึงตรัสว่า " พระน้องนาง ยังเป็นสตรีเพศอยู่ จึงยังไม่สมควรรับลัทธยาเทศพยากรณ์"
พระคุณเจ้าจึงทูลถามต่อ "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็พระน้องนางของพระองค์จักไม่มีโอกาสได้สำเร็จพระพุทธภูมิเลยหรือ พระเจ้าข้า"
พระพุทธองค์จึงทรงพิจารณาดูในอดีด ภาคของพระน้องนาง ก็ทรงทราบว่า พระน้องนางสุมิตตาเทวี ได้เคยปรารถนาพุทธภูมิไว้นานนักหนา เมือต้นอสงไขย ตั้งแต่เป็นมานพแบกมารดาว่ายข้ามมหาสมุทร และมีทรงพิจารณาดูไปในอนาคต ก็ทรงทราบ ว่าพระน้องนาง อาจสำเร็จซึงพุทธภูมิตามความปรารถนา
พระปุราณทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสพยากรณ์ให้เฉพาะพระโพธิสัตว์ปัจฉิมทีปังกรเท่านั้น ว่าจะสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า ส่วนเจ้าหญิงสุมิตตาเทวี ชาตินี้ยังพยากรณ์ไม่ได้ แต่ในชาติใดที่พระปัจฉิมทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้น พระพุทธจ้าพระองค์นั้นจะทรงพยากรณ์ให้เจ้าหญิงเอง เพราะในชาตินั้นพระนางจะเกิดเป็นเพศชาย มีคุณสมบัติครบ ควรได้รับสัทธเทศ(คำพยากรณ์)แล้ว และทรงตรัสว่า
"กาลข้างหน้า นับจากนี้ไป 16 อสงไขยเศษแสนกัป จักมีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าทีปังกร ซึ่งมีนามเสมอกับเรานี้ อุบัติขึ้นในโลก แล้วพระน้องนางจะได้รับลัทธยาเทศพยากรณ์ในสำนักของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าพระองค์นั้น"
เมื่อ พระคุณเจ้าได้รับฟังคำตรัส ของพระพุทธองค์ ก็กราบทูลลา หลังจากนั้นก็ได้ไปยังปราสาท ของพระนางสุมิตตาเทวี แล้วบอกข้อความ แก่พระนางตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสทุกประการ นำความปีติแก่พระนางเป็นอย่างยิ่ง จึงกล่าวปวารณา ให้พระคุณเจ้า จงมารับน้ำมันในสำนักของพระนางทุกวัน
ในวันถัดมาพระนางสุมิตตาราชกุมารี ก็จัดแจงอาหารอย่างประณีตเป็นอันมาพร้อมทั้งเครื่องสักการะบูชาถวายบิณฑบาต แก่หมู่ พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ด้วยความเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง และพระนางทรงเบื่อหน่ายเพศสตรีเป็นกำลัง ครั้นสิ้นอายุขัย ก็ได้เสวยทิพยสมบัติในดุสิตเทวโลก
พระชาตินี้นับเป็นพระชาติแรกที่พระโพธิสัตว์ของเราทรงบังเกิดขึ้นพบกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับแต่ทรงแสวงหาทางหลุดพ้นเป็นต้นมา ทำให้ทรงมีกำลังใจใหญ่หลวง มีพระอุตสาหะ วิริยะ ที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งบ้างให้จงได้ และได้ทรงบังเกิดต่อมาอีกนานนับภพนับชาติไม่ได้ แต่ละชาติก็ทรงบำเพ็ญบารมีด้านต่างๆ เรื่อยมาจนถึงพระชาติหนึ่ง ทรงอุบัติเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า พระเจ้าอติเทวะ
สมัยหนึ่งพระพรหมเทวสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีมาครบ ๑๖ อสงไขยแสนกัป จึงได้ตรัสรู้ ขณะเสด็จพุทธดำเนินไปยังมฤคทายวัน ซึ่งอยู่ใกล้นครกรัณฑกะ เพื่อทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ตามพุทธประเพณีแต่เดิมมาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระบรมศาสดาเสด็จผ่านใกล้พระราชฐานของพระเจ้าอติเทวะ ผู้ครองนครกรัณฑกะ พระรัศมีกายของพระตถาคตเจ้าฉายเจิดจ้ากระทบจักษุประสาทของพระราชา จนเป็นเหตุให้ทรงตกตะลึงพรึงเพริด มีพระอาการสะดุ้งตกพระทัยกลัวเป็นอย่างยิ่ง เพราะทรงไม่รู้จักพระพุทธเจ้าว่าทรงเป็นผู้มีคุณมีโทษประการใด
เวลานั้นพระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์ บังเกิดเป็นราชปุโรหิตชื่อว่า สิริคุตตะ ทำหน้าที่ถวายอรรถธรรมประจำราชสำนัก ได้เห็นพระอาการของพระราชา จึงกราบทูลให้ทรงทราบว่า ผู้มีพระรัศมีกายแปลบปลาบงดงามนัก คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันยิ่งใหญ่แก่สัตวโลก เป็นผู้เลิศในโลก สิ้นกิเลสอาสวะ ทรงหักกำกงแห่งวัฏฏสงสารได้แล้ว ไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก ฯลฯ
พระเจ้าอติเทวะทรงทราบความแล้ว ทรงเกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระบรมศาสดา ได้เสด็จไปถวายนมัสการด้วยเครื่องสักการะต่างๆ ทรงตั้งพระทัยปรารถนาพุทธภูมิดังเช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงสดับพระธรรมเทศนาแล้วมีพระทัยเบิกบานเป็นยิ่งนัก นับแต่นั้นมาก็ทรงบริจาคทาน สมาทานอุโบสถศีล ประพฤติพรหมจรรย์เป็นอาจิณ ทรงยินดีในกุศลธรรมทั้งปวง มิได้เบื่อหน่าย จนสิ้นพระชนม์
พระชาตินี้นับเป็นพระชาติแรกที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล พร้อมตั้งมโนปณิธาน(ตั้งความปรารถนาไว้ในใจ) จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต โดยยังไม่ได้ทรงเอ่ยพระวาจาให้ผู้ใดล่วงรู้ ต่อหน้าพระพุทธเจ้า และทรงกระทำดังนี้ทุกๆ ชาติเรื่อยมา เป็นเวลานานถึง ๗ อสงไขยกัป ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารวมทั้งสิ้น ๑๒๕,๐๐๐ พระองค์
__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
พรรณวดี (17-08-11), ก้อนดิน (17-08-11), ปาริฉัตรมณี (24-08-11), เพิ่มบุญ (02-10-11), Rich (05-01-12)
  #8  
เก่า 17-08-11, 12:41
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,096
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,841
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,797 ครั้ง ใน 77,797 ข้อความ
พลังบุญ: 56497
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile หอพระธรรมอธิษฐานพระพุทธศรีศายมุนีโคดมบรมครูฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ (8)

อรดีเทวราชบพิตร
เมื่อเจ้าฟ้าหญิงสุมิตตาราชกุมารี สิ้นพระชมมายุไปบังเกิดในสวรรค์เทวโลกชั้นดุสิต เป็นเทพบุตรเสวยทิพย์สมบัติอยู่สิ้นกาลนานกำหนดได้ห้าสิบเจ็ดโกฏิกับอีกหาล้านปีแล้ว ก็จุติจากดุสิตสวรรค์ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดด้วยอำนาจวัฏสงสารอีกสิ้นกาลนานช้า
กาลครั้งหนึ่ง พระองค์ได้ทรงมาถือกำเนิดในราชตระกูลครั้นสมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จสวรรคตแล้วก็ได้สืบราชสมบัติแทนพระราชบิดาได้ราชาภิเษกเป็นเอกองค์อัครราชาธิบดี เถลิงสิริราชสมบัติสืบสันติวงศ์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าอรดีเทวราชบพิตรดำรงราชกิจโดยทศพิธราชธรรม มีอำมาตย์ผู้หนึ่งนามว่า สิริคุตมหาอำมาตย์ เป็นผู้อนุศาสน์บอกอรรถธรรม
ก็ในกาลครั้งนั้น ปรากฏว่ามีพระพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติตรัสในโลกธาตุนี้พระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า สมเด็จพระมิ่งมงกุฎมหาพรหมเทวสัมมาสัมพุทธเจ้า คราวหนึ่ง พระองค์ทรงอุตสาหะเสด็จพระพุทธดำเนินมา ณ กรัณฑกะนครของพระเจ้าอรดีเทวราช เพื่อทรงแสดงพระธรรมเทศนาประกาศพระบวรพุทธศาสนาให้เหล่าประชาสัตว์ได้ดื่มอมตธรรม ในขณะที่พระองค์เสด็จมาถึงพระนครนั้น พระฉัพพรรณรังสีหกประการอันซ่านออกจากพระพุทธสรีระกาย ปรากฏมากมายนักหนาครอบงำทั่วภารา แลดูราวกับว่าภานุมาศเทพมณฑลคือ พระจันทร์มาอุทัยไขรัศมีพร้อมกันทั้งพันดวง มีรัศมีรุ่งเรืองสว่างไสวน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
ในขณะนั้น สมเด็จพระเจ้าอรดีเทวราชบพิตรกำลังประทับนั่งบนพระแท่นรัตนราชบัลลังก์ ณ พื้นเบื้องบนพระมหาปราสาท มีสิริคุตมหาอำมาตย์หมอบเฝ้าอยู่ในที่เฉพาะพระพักตร์ ครั้วท้าวเธอทอดพระเนตรเห็นพระพุทธรังสีมาปรากฏอย่างอัศจรรย์มิได้ทันที่จะทรงพระอนุสรณ์คำนึงเห็นว่าเป็นอะไรกันแน่ จะว่าพญาไกรสรสีหราชหรือว่าเป็นเทพยดามนุษยนิกรคนธรรมพ์กินนรมากระทำฤทธิ์ให้วิปริตไปไม่ทันจะได้ทรงไตร่ตรองให้ทราบความเป็นไป แต่พอได้ทอดพระเนตรก็ให้ทรงมีพระกมลสะท้านหวาดเสียวเป็นที่สุด ทรงมีพระอาการจะทรุดพระองค์ลงมาจากพระบัลลังก์อาสน์
สิริคุตมหาอำมาตย์ได้เห็นพระอาการสะดุ้งพระราชหฤทัยดังนั้นจึงรีบผายผันไปทัศนาดูโดยสีหบัญชรช่องพระแกล ก็แลเห็นองค์สมเด็จพระบรมศาสดาซึ่งทรงพระสิริโสภาประดับด้วยพระทวัตติงสะมหาปุริสลักษณ์และพระอสีตยานุพยัญชนะมีพระฉัพพรรณรังสีโอภาสทำให้สว่างกระจ่างแจ้งจับทั่วสกลภาราสิริคุตมหาอำมาตยาบดี แต่พอได้ทอดทัศนาเห็นพระองค์เช่นนี้ก็ทราบได้ทันทีว่า เจ้าของรัศมีนั้นเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคราวนี้ หากจะมีปัญหาว่า ทำไมสิริคุตอำมาตย์จึงทราบได้ทันทีเช่นนี้ มีคำวิสัชนาว่า สิริคุตอำมาตย์ผู้นี้หรือก็คือ พระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์ ซึ่งได้มีอภินิหารบารมีอบรมมานานนักหนากว่าพระเจ้าอรดีเทวราชมหากษัตริย์แห่งตน ได้เคยประสบพบปะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามามากมายหลายร้อยชาติแล้วทั้งในชาตินี้ก็เป็นพระราชครูผู้รอบรู้สั่งสอนอรรถธรรมแก่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉะนั้นพอได้ทอดทัศนาเห็นสมเด็จพระจอมมุนีจึงพลันทราบได้ทันทีว่า องค์พระผู้ทรงพระรัศมีเห็นปานฉะนี้ คือ องค์สมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นสิริคุตอำมาตย์ทราบชัดด้วยใจตนเองเช่นนี้ ก็มีจิตยินดีโสมนัสเป็นล้นพ้น รีบลนลานกราบทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของตนว่า
“ข้าแต่มหาราช พระเจ้าข้า ขอพระองค์อย่าได้ทรงหวาดเสียว ทรงพระวิตกถึงภัยสิ่งใดเลย แสงพระรัศมีที่เห็นนั้นเป็นแสงแห่งรัศมีของท่านผู้ทรงบุญญาธิการยิ่งผู้หนึ่ง ซึ่งกำลังมุ่งหน้ามาสู่พระนครของเรานี้ และท่านผู้ที่กำลังมาสู่พระนครเรานี้นั้น จะได้เป็นสามัญบุคคลก็หามิได้ โดยที่แท้ ท่านผู้นั้นคือสมเด็จพระมิ่งมงกุฎบรมศาสดาจารย์ผู้ทรงพระสัพพัญญตญาณยอดโลกแล้ว ท่านผู้นี้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้อุดมในไตรโลกเป็นเอกอัครโลกนายก ทรงอุบัติขึ้นเพื่อจะเกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ทรงเป็นพระเจ้าผู้ชนะมารและสมควรจะรับสักการบูชาน้อยใหญ่ของประชาสัตว์ทั้งหลาย ทรงมีคติที่ไปเป็นอันดี เพราะมีพระนิพพานธรรมเป็นอารมณ์ ทรงเป็นผู้จำแนกแจกธรรม ทรงไพบูลย์ด้วยวิทยาและจรณธรรม เป็นผู้อำนวยนำนิพพานสุขให้แก่ฝูงสัตว์ได้ พระองค์ย่อมเป็นใหญ่ในสามภพตรัสรู้แจ้งจบในสรรพเญยยธรรมทั้งปวง ด้วยพระองค์เป็นผู้วิเศษในทางทรมานสัตว์บุรุษดุจสารถีอุดุม ทรงเป็นบรมศาสดาของหมู่เทพยดาแลมนุษย์ เป็นพุทธบุคคลเบิกบานในโลก จะหาผู้ใดเปรียบโดยคุณธรรมใดๆ มิได้เป็นผู้ไม่มีความอาลัยแล้วในสรรพสมบัติอันเป็นเครื่องผูกมัดรัดรึงสัตว์ทั้งปวงไว้ มีปัญญาจักษุลุล่วงในทางเป็นประโยชน์ ทรงเป็นธรรมสามีใหญ่ในธรรมสำเร็จพระพุทธภูมิเหมือนพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อน ทรงมีพระกมลมากด้วยละเอียดอ่อนยิ่งด้วยพระมหากรุณา ทรงสามารถที่จะประกาศธรรมโฆษณา ทั่วทั้งไตรโลกธาตุ พระเจ้าข้า”
เมื่อสิริคุตอำมาตย์ประกาศพรรณนาพระพุทธคุณด้วยพจนากถาอยู่ฉะนี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์พรหมเทวาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาใกล้สถานที่นั้นโดยลำดับกาล สิริคุตมหาอำมาตย์เห็นสมเด็จพระพิชิตมารเสด็จมาใกล้ จึงทูลเตือนให้พระสติแก่พระเจ้าอรดีเทวราชว่า “ข้าแต่มหาราช ขอเชิญเสด็จอุฎฐานจากราชบัลลังก์ ไปทำปัจจุคมนาการต้อนรับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเถิด พระเจ้าข้า”
สมเด็จพระเจ้าอรดีเทวราชบรมกษัตริย์ ครั้นได้ทรงสดับสิริคุตมหาอำมาตย์กราบทูลดังนี้ พระองค์ก็ทรงมีพระกมลโสมนัสเต็มตื้นไปด้วยพระปิติ ซาบซ่านไปทั่วทั้งพระสรีระกายทรงมีพระพักตรมืดมนด้วยพระปิติกล้า ในขณะนั้น พระองค์ก็ทรงมีปวัตตนาการวิงเวียนล้มและตกลงมาจากชานพระทวาร น่าตกใจกลัวจะสิ้นพระชมน์นักหนา แต่ด้วยอำนาจพระราชศรัทธาอันกล้าหาญของพระองค์มาโอบอุ้ม จึงเกิดอัศจรรย์บันดาลเป็นดอกเศวตโกสุมปทุมชาติงามสะอาดตระการประมาณเท่ากงเกวียน แหวกพื้นปฐพีผุดขึ้นบานรัปประคับประครองพระองค์ไว้ ครั้นทรงได้พระสติจึงทรงเลื่อนพระองค์ลงมาจากดอกปทุมบุปผชาติ และดอกปทุมบุปผชาตินั้นก็เลื่อนหายไปในขณะนั้นทันที สมเด็จพระเจ้าอรดีเทวราช จึงเสด็จยุรยาตรไปด้วยพระบาทเปล่า เข้าไปสู่สำนักเฉพาะพระพักตร์แห่งองค์สมเด็จพระพรหมเทวาสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วถวายนมัสการและกระทำสักการะบูชาด้วยสมุนบุปผชาติเลือกล้วนแต่ที่ดีๆ บริบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นบริสุทธิ์สดสะอาด ทรงพระราชศรัทธาเลื่อมใสโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้แต่ทรงนิ่งงัน เฝ้ามนัสการบูชาแล้วบูชาเล่าอยู่อย่างนั้น เป็นเวลานานแสนนาน
ภายหลังต่อมา สมเด็จพระอรดีเทวราชบพิตรพระองค์ทรงมีพระราชศรัทธา ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสมภารถวายเครื่องอุปกรณ์ทานทั้งหลายอื่นเป็นอันมาก ทรงมีพระราชหฤทัยชื่นชมโสมนัสนักแล้วทรงเกิดความคิดบรรเจิดจ้าปรารถนาซึ่งพระพุทธภูมิ จึงทรงซบพระเศียรเกล้าก้มลงกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ตั้งพระทัยอุทิศคำพุทธภูมิกปณิธานว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้สัพพัญญู พระองค์ได้ตรัสเป็นพระพุทธองค์บรมนารถ สามารถยังสัตว์โลกทั้งหลายให้รู้ตามได้ฉันใด ขอให้ข้าพระองค์ จงได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าแล้วจงสามารถนำสัตว์โลกทั้งหลายให้รู้ตามด้วยฉันนั้น อนึ่ง พระองค์ได้ตรัสรู้พระสัพพัญตญาณพ้นจากภพกันดารแล้วและสามารถเปลื้องตัวในโลกทั้งหลาย ให้ล่วงพ้นจากภพกันดารด้วยฉันใด ขอให้ข้าพระองค์จงได้ตรัสรู้ธรรมเช่นนั้น และสามารถเปลื้องสัตว์โลกทั้งหลาย ให้ล่วงพ้นจากภพกันดารฉันนั้นเถิด”
เมื่อสมเด็จพระเจ้าอรดีเทวราชได้ทรงกระทำพระพุทธภูมิกปณิธานในพระทัยฉะนี้แล้ว ก็มีพระกมลเบิกบานบันเทิงเป็นนักหนาแล้วจึงถวายนมัสการลา เสด็จอุฏฐาการกระทำประทักษิณสมเด็จพระพรหมเทวาโลกนายกแล้ว ก็เสด็จกลับคืนสู่พระราชกุศล ทรงบริจาคทานสมานศีลอุโบสถ ประพฤติพรหมจรรย์เป็นอาจิณ มีพระกมลนิยมยินดีในกุศลธรรมสุจริตมิได้เบื่อหน่าย ทรงมุ่งหมายในพระพุทธภูมิเป็นนิรันดร์ จนสวรรคตสิ้นพระชมมายุแล้ว เสด็จไปอุบัติเกิดในสวรรค์เทวโลก
การสร้างพระพุทธบารมีที่เล่ามานี้ เป็นการสร้างพระบารมีเพื่อพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณตอนเริ่มแรก คือ ตอนมโนปณิธาน ตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าไว้แต่ในหฤทัยอย่างเดียว มิได้ออกโอษฐ์เปล่งวาจาปรารถนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรมครูแห่งเราทั้งหลาย แต่เพียงส่วนน้อยในอสงไขยต้นเท่านั้น มิใช่ทั้งหมด อย่าเข้าใจผิดเป็นอันขาด ความจริง พระองค์ได้ทรงสร้างพระบารมีในตอนนี้และได้พบพระพุทธเจ้ามากมายหลายชาตินักหนา จนนับไม่ถ้วน ไม่สามารถประมวลพระชาติของพระองค์มากล่าวไว้ให้หมดสิ้นในที่นี้ได้จำไว้ง่ายๆ ก็แล้วกันว่า องค์สมเด็จพระศรีศากยมุนีโคดมบรมครูเจ้าของเราทั้งหลายนี้ พระองค์ทรงสร้างพระบารมีตอนเริ่มแรกได้แต่นึกปรารถนาพระพุทธภูมิในพระหฤทัย ตามเรื่องที่ยกมาเล่าเป็นตัวอย่างนี้ นับเป็นเวลานานถึง 7 อสงไขย
ในกรณีนี้ ท่านผู้มีปัญญาก็ย่อมจะพิจารณาเห็นกันทั่วไปแล้วหรือมิใช่เล่าว่า การสร้างพระบารีเพื่อปรมาภิเษกสัมโพธิญาณขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นการลำบากแลใช้เวลายืดยาวนานเพียงไร
พรรณนาในมโนปณิธาน ความปรารถนาเริ่มแรกซึ่งพระพุทธภูมิแห่งองค์สมเด็จพระมิ่งมงกุฎศากยมุนีโคดมเห็นสมควรที่จะยุติลงได้แล้ว จึงขอยุติลง ด้วยประการฉะนี้
__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
พรรณวดี (17-08-11), ก้อนดิน (17-08-11), ปาริฉัตรมณี (24-08-11), เพิ่มบุญ (02-10-11), Rich (05-01-12)
  #9  
เก่า 17-08-11, 12:55
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,096
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,841
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,797 ครั้ง ใน 77,797 ข้อความ
พลังบุญ: 56497
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile หอพระธรรมอธิษฐานพระพุทธศรีศายมุนีโคดมบรมครูฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ (9)

อภิญญา-หอพระธรรมอธิษฐานพระพุทธศรีศายมุนีโคดมบรมครูฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ-2-jpg
พระสาครจักรพรรดิราช
นับตั้งแต่ชาตินั้นเป็นต้นมา มาณพผู้นั้นจะเกิดมาในชาติใดก็ดี ก็ปรากฏชื่อว่า "เป็นพระโพธิสัตว์" ทุกชาติ อันว่าพระโพธิสัตว์นั้นหากเกิดมาเป็นเทวดาก็ดี พระอินทร์ก็ดี พระพรหมก็ดี เป็นมนุษย์หรือแม้เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ก็ย่อมประกอบไปด้วยญาณปัญญาอันพิเศษ ย่อมรู้เหตุและผลทั้งสิ้นโดยแจ่มแจ้งยิ่งนัก ย่อมบำเพ็ญบารมีธรรมสะสมไว้เสมอ นานได้ ๗ อสงไขยกับแสนมหากัปป์ ได้พบพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จำนวน ๑๒๕,๐๐๐ พระองค์ ได้นมัสการกราบไหว้บูชาตั้งปณิธานปรารถนา เป็นพระพุทธเจ้าโดยเป็นแต่คิดไว้ใน ใจยังไม่ได้เปล่งวาจาออกจากปาก
ครั้นเมื่อหมดสิ้น ๗ อสงไขยกับแสนมหากัปป์นั้นแล้ว มีใจความปรากฏต่อมา เมื่อพระเจ้าอติเทวะสวรรคตแล้ว ได้ทรงท่องเที่ยวเกิดเป็นมนุษย์บ้าง เป็นเทวดาบ้าง นับพระชาติไม่ถ้วน กระทั่งถึงเวลาหนึ่งเป็นสุญญกัป ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ พระโพธิสัตว์ของเรามาเกิดเป็นมนุษย์ธรรมดา บรรพชาเป็นดาบสอยู่ในป่าหิมวันต์ เพียรภาวนาจนได้ปฐมฌาน ตายแล้วไปบังเกิดในพรหมโลก จุติจากพรหมโลกมาบังเกิดเป็นราชตระกูล ณ ธัญญวดีนคร ทรงพระนามว่า พระสาครจักรพรรดิราช เสวยราชสมบัติในทวีปทั้ง ๔ ครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรม ประชาชนอยู่ร่มเย็นเป็นสุขทั่วหน้า ในวันอุโบสถพระองค์ทรงถือศีลอุโบสถอยู่เนืองนิจ บุญจึงบันดาลให้สัตตรัตนะแก้ว ๗ ประการ บังเกิดขึ้นแก่พระองค์ ได้แก่ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว ขุนคลังแก้ว และขุนพลแก้ว
เวลานั้นเองสมเด็จพระปุราณศากยมุนีโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญบารมีมาครบ ๑๖ อสงไขยแสนมหากัป เกิดในจักรพรรดิราชตระกูลเสวยโลกียสุข ในฆราวาสอยู่ห้าพันปี ทรงเบื่อหน่ายเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๘ เดือน จึงตรัสรู้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะที่พระองค์ทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตรตามพุทธประเพณี เป็นเหตุให้เกิดโกลาหล แผ่นดินไหวใหญ่ทั่วโลกธาตุ ทำให้จักรแก้วของพระเจ้าสาครจักรพรรดิพระโพธิสัตว์เคลื่อนตกจากที่ตั้ง ธรรมดาการที่จักรแก้วจะเคลื่อนจากที่ได้เอง มีสาเหตุอยู่ ๒ ประการ คือ
๑. จะมีอันตรายต่อพระชนม์ของพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นเจ้าของ
๒. มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติขึ้นในโลก
เหล่าโหราจารย์ตรวจดูแล้วลงมติว่า เป็นเพราะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบังเกิดขึ้น พระสาครจักรพรรดิราชทรงมีปีติโสมนัส ตรัสสั่งให้เตรียมเครื่องสักการะเป็นอันมาก พร้อมด้วยข้าราชบริพารเป็นขบวนยาวถึง ๑๒ โยชน์ มายังสำนึกพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถวายอภิวาทและทำการสักการบูชา ทรงสดับพระธรรมเทศนาแล้วยิ่งเพิ่มความปีติเลื่อมใส ตรัสสั่งให้สร้างเสนาสนะต่างๆ เช่น วิหาร กุฏิ ศาลา ฯลฯ อย่างละแสน ส่วนพระคันธกุฎีทำด้วยแก่นจันทร์อันเป็นไม้มีกลิ่นหอม
ครั้นแล้วจึงถวายเป็นสหัสสทานแด่พระภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานพร้อมทรงเปล่งพระวาจาว่า ด้วยอานิสงส์ผลทานครั้งนี้ ขอให้พระองค์ได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคต ให้มีพระนามว่า โคตมะ ดังเช่นพระนามของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ครั้นตรัสดังนี้แล้ว พระองค์จึงทรงตั้งวจีปณิธานซ้ำลงไปอีกว่า
“พระบรมไตรโลกนาถเจ้านี้ ได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ทรงสามารถยังสัตว์
ทั้งหลายให้รู้ได้ด้วยฉันใด ข้าพระบาทจักขอตรัสเป็นพระพุทธเจ้า จะยังสัตว์
ทั้งหลายให้รู้ได้ด้วยฉันนั้น
“พระผู้ทรงพระภาคผู้นาถะของโลกนี้ ได้ล่วงพ้นจากสงสารแล้ว ทรงสามารถ
ยังสัตว์ทั้งหลายให้ล่วงพ้นได้ด้วยฉันใด ข้าพระบาทขอจงได้เป็นนาถะของโลก
ล่วงพ้นจากทุกข์ในสงสารแล้ว และสามารถยังสัตว์ทั้งหลายให้ล่วงพ้นได้ด้วย
ฉันนั้น
“พระผู้มีพระภาคนาถะของโลกนี้ ทรงข้ามได้แล้วจากโลกและย่อมยังสัตว์
ทั้งหลายให้ข้ามได้ด้วยฉันใด ขอข้าพระบาทจงได้เป็นพระโลกนาถะข้ามได้แล้ว
จากโลก และยังสัตว์ทั้งหลายให้ข้ามได้ด้วยฉันนั้นเถิด”
พระปุราณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสเตือนพระทัยพระเจ้าสาครจักรพรรดิราชว่า การสร้างบารมีเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นยากลำบากมาก มีอุปสรรคหนักหนาสาหัส อุปมาแล้วเหมือนต้องเดินทางเท้าเปล่าไปบนเถ้าถ่านร้อนระอุจากฟากหนึ่งของจักรวาลไปยังอีกฟากหนึ่ง ซึ่งเป็นระยะทางยาวไกล หรือเหมือนเดินตะลุยเท้าเปล่าฝ่าถ่านเพลิงที่มีไฟลุกโชติช่วงข้ามไปอีกฟากหนึ่งของโลกธาตุ หรือเหมือนว่ายไปในน้ำทองแดงที่ร้อนระอุละลายเหลวระหว่างซอกภูเขาเหล็กที่ลุกเป็นไฟโพลงอยู่ ไม่รู้ดับ เรียงรายไปตลอดระยะทางข้ามไปอีกฟากหนึ่งของจักรวาล ผู้ปรารถนาพุทธภูมิ จะต้องมีน้ำใจกล้าหาญทำตามดังที่อุปมานั้นได้ โดยมิอาลัยเลือดเนื้อและชีวิต จึงจะพอประสบความสำเร็จ
พระเจ้าสาครจักรพรรดิราช แม้ได้สดับอุปมาต่างๆ ดังนี้แล้ว ก็ทรงยืนยันด้วยพระทัยตั้งมั่นเด็ดเดี่ยว ตรัสย้ำว่า แม้จะต้องบุกฝ่าผ่านอเวจีมหานรก พระองค์ก็จะเสด็จไปให้จงได้
สมเด็จพระปุราณศากยมุนีโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นถึงความตั้งพระทัยมั่นคงดังนั้น จึงทรงพิจารณาไปในอนาคตังสญาณก็ทราบชัดว่า พระราชาผู้ยิ่งใหญ่นี้จะสำเร็จกิจสมพระหฤทัยในเวลาต่อไปอีก ๑๓ อสงไขยแสนกัป แต่เนื่องจากพระชาตินี้ยังมีธรรมสโมธานไม่บริบูรณ์ คือยังไม่ใช่บรรพชิต จึงมิได้ตรัสพยากรณ์ เพียงแต่ทรงขอให้พระเจ้าสาครจักรพรรดิราชทรงตั้งพระทัยปฏิบัติพุทธการธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ได้แก่การบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการ ทั้งขึ้นธรรมดา (ระดับต้น) ระดับกลาง และระดับสูงสุด เรียกว่าสมดึงสบารมี รวมทั้งบำเพ็ญปัญจมหาบริจาค คือบริจาคสิ่งสำคัญ ๕ ประการ มี ทรัพย์ บุตร ภรรยา กายและชีวิต เมื่อบำเพ็ญได้สมบูรณ์ครบถ้วนดังนี้แล้ว จึงจะสามารถสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้
พระเจ้าสาครจักรพรรดิราชทรงปีติโสมนัสเป็นล้นพ้น ราวกับจะได้ตรัสรู้ในเวลาวันนั้น หรือรุ่งขึ้น ทรงสละจักรพรรดิสมบัติ กับรัตนะทั้ง ๗ ประการ ไว้ทะนุบำรุงพระศาสนาแล้วเสด็จออกบรรพชาศึกษาคันถธุระเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก แล้วบำเพ็ญสมถภาวนาทำฌานอภิญญามิให้เสื่อม สิ้นพระชนม์แล้วไปเกิดในสุคติภพ
ภพชาติต่อจากนั้น พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลาย ไม่เสื่อมคลายความเพียรที่ทรงตั้งพระทัยที่จะปฏิบัติเพื่อบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแม้แต่พระชาติเดียว พระองค์ทรงบำเพ็ญอธิการ และเปล่งพระวาจาขอเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งบ้างในอนาคต ต่อพระพักตร์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่ทรงพบทุกพระชาติเป็นเวลายาวนานถึง ๙ อสงไขยกัป เป็นจำนวนพระพุทธเจ้าถึง ๓๘๗,๐๐๐ พระองค์
__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
พรรณวดี (17-08-11), ก้อนดิน (17-08-11), ปาริฉัตรมณี (24-08-11), เพิ่มบุญ (02-10-11), Rich (05-01-12)
  #10  
เก่า 17-08-11, 13:18
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,096
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,841
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,797 ครั้ง ใน 77,797 ข้อความ
พลังบุญ: 56497
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile หอพระธรรมอธิษฐานพระพุทธศรีศายมุนีโคดมบรมครูฯ ถวายเป็นพุทธบูชาฯ (10)

พระสุเมธดาบส
บรรดาเวลา 4 อสงไขยกับหนึ่งแสนมหากัปนั้น ในอสงไขยที่หนึ่งตอนแรกทีเดียว ปรากฏว่ามีสารมัณฑกัปหนึ่งบังเกิดขึ้น ก็คำว่าสารมัณฑกัปนี้ ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายคงจะจำได้ว่าเป็นกัปที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติตรัสในโลก 4 พระองค์ใช่ไหมเล่า เพราะได้เคยกล่าวไว้แล้วในตอนว่าด้วยเรื่องอสุญกัปโน่นแล้ว ก็สารมัณฑกัปที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี่ ก็มีสมเด็จพระพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติตรัสในโลก 4 พระองค์ คือ
1.สมเด็จพระมิ่งมงกุฏตันหังกรพุทธเจ้า
2.สมเด็จพระมิ่งมงกุฏเมธังกรพุทธเจ้า
3.สมเด็จพระมิ่งมงกุฏสรณังกรพุทธเจ้า
4.สมเด็จพระมิ่งมงกุฏทีปังกรพุทธเจ้า
ก็ในระยะกาลที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 3 พระองค์แรก คือ สมเด็จพระตันหังกรพุทธเจ้า สมเด็จพระเมธังกรพุทธเจ้า และสมเด็จพระสรณังกรพุทธเจ้า เสด็จมาอุบัติตรัสในโลกและประกาศพระศาสนาอยู่นั้น พระโพธิสัตว์เจ้าของเราก็ได้มาเกิดในโลกนี้ ได้ประสบพบปะและสร้างพระบารมีในสำนักของพระพุทธเจ้าเหล่านั้นทุกๆ พระองค์มา แต่เพราะวาสนาบารมียังไม่เต็มที่บริบูรณ์ดี จึงยังไม่ได้รับลัทธยาเทศพุทธพยากรณ์จากพระโอษฐของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งสามพระองค์นั้นเลย ฉะนั้นตอนนี้จึงไม่ค่อยสำคัญเท่าใดนัก มาถึงตอนสำคัญเอาเมื่อถึงศาสนาของสมเด็จพระพุทธเจ้าพระองค์สุดท้ายในสารมัณฑกัปนั้น คือ ศาสนาของ สมเด็จพระสรรเพชญทีปังกรพุทธเจ้า จึงจะเกิดเหตุสำคัญ ซึ่งจะได้พรรณนาดังต่อไปนี้
จะกล่าวกลับจับความ จำเดิมตั้งแต่ศาสนาของสมเด็จพระมิ่งมงกุฎสรณังกรพุทธเจ้าค่อยเสื่อมสลายสูญิสิ้นหมดไปแล้ว โลกก็ว่างจากศาสนาอยู่ชั่วระยะกาลนานช้า ต่อมาจึงได้มีสมเด็จพระพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติตรัสขึ้นอีกพระองค์หนึ่ง สมเด็จพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ทรงพระนามว่า สมเด็จพระมิ่งมงกุฎทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ทรงอุบัติขึ้นแล้ว ก็ทรงประกาศพระพุทธศาสนายังศาสนธรรมให้แผ่กว้างออกไปเหล่าสัตว์ทั้งหลายในสมัยนั้น ครั้นได้รับรสพระธรรมเทศนาต่างก็ได้บรรลุมรรคผลตามสมควรแก่อุปนิสัยของตนเป็นอันมากแล้ว
กาลครั้งนั้น ยังมีพรหมณ์มาณพหนุ่มผู้หนึ่งปรากฏนามว่า สุเมธพราหมณ์ มีทรัพย์มหาศาลนับได้มากมายหลายโกฏิทีเดียว นอกจากนั้นยังเป็นผู้เชี่ยวชาญในเชิงมนต์ เฟื่องฟุ้งรู้แจ้งในไตรเพทางคศาสตร์ฉลาดในศิลปะสิ้นทุกประการ วันหนึ่งสุเมธพราหมณ์ผู้หนุ่มนั้น นั่งอยู่ภายในห้องระโหฐานเป็นที่สงัดแล้วรำพึงขึ้นด้วยจิตตามยปัญญาว่า
“ขึ้นชื่อว่า การก่อภพกำเนิดเกิดเป็นรูปกายขึ้นใหม่ย่อมมีกองทุกข์ท่วมท้นหฤทัยเที่ยงแท้ อนึ่ง แม้เมื่อชมน์ชีพแตกพรากจากกายทำลายร่างสรีรพยพนั้นเล่าก็เป็นทุกข์ถึงที่สุดใหญ่ยิ่งกว่าทุกข์ทั้งปวง การก่อภพชาติใหม่นี้เป็นทุกข์ใหญ่หลวง เพราะว่าก่อชาติกำเนิด ชาติก่อให้เกิดชรา ชราก่อให้เกิดพยาธิมรณะ เมื่อชาติชรา พยาธิ มรณะ มีขึ้นมาได้แล้ว ความไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บไข้ ไม่ตาย ก็คงจะมีเป็นแม่นมั่น อย่ากระนั้นเลย ควรที่เราจะประสงค์เจาะจงแสวงหาความดับชาติชรา พยาธิ มรณะนั้นให้จงได้
อนึ่ง ตัวเราคงต้องตายต้องทอดทิ้งซึ่งร่างกายอันเน่าเปื่อยปฏิกูลนี้ แล้วไปเกิดใหม่ให้ได้ทุกข์อีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไฉนจึงยังหนักหน่วงห่วงใยในร่างกายเครื่องปฏิกูลนี้อยู่เล่า ควรที่เราจะพึงหาทางออกไป ไม่เกิดเสียจะดีกว่าก็แต่ว่าหนทางนั้นเห็นทีจะพึงพบได้โดยยาก จำเราจะพึงพยายามให้จงมาก อุตสาหะเสาะแสวงหาหนทางนั้นให้พบจงได้ อนึ่งความทุกข์ภัยพยาธิมีแล้วฉันใด ความสุขก็คงมีเช่นเดียวกัน
อีกประการหนึ่ง เมื่อภวะกำเนิดคือ ความก่อเกิดมีแล้วฉันใด วิภวะคือความไม่ก่อกำเนิดเป็นร่างกาย ก็คงจะมีเช่นเดียวกัน อีกประการหนึ่ง เมื่อความร้อนคือเตโชธาตุไฟมีอยู่แล้ว ความเย็นคืออาโปธาตุ ก็มีไว้สำหรับความร้อนแก้กันฉันใดก็เมื่อไฟคือความเกิด แก่ เจ็บ ตาย บังเกิดมีแล้ว สิ่งที่พึงระงับดับอัคคีเหล่านั้น ก็คงมีเป็นแม่นมั่น อีกประการหนึ่ง เหมือนการบาปมีแล้ว ย่อมมีการบุญแก้ ความเกิดมีแน่ ความไม่เกิดเที่ยงแท้ที่สัตว์พึงปรารถนา ก็คงจักมีเป็นแม่นมั่น
อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษผู้ทรงพลัง แต่มีตัวแปดเปื้อนคูถอุจจาระเน่าเหม็นร้ายกาจนักหนา เมื่อมาเห็นสาระอันเต็มเปี่ยมด้วยน้ำในสะอาด ควรหรือที่เขาจะไม่กระวีกระวาดล้างเนื้อล้างตัวเสียให้หมดมลทิน ก็ตัวเรานี้ ในเมื่อมลทินคือ กิเลสที่ควรล้างกำลังแปดเปื้อน ฉันใด ตัวเรานี่เล่า ก็มีร่างกายอันเปรียบประหนึ่งหมู่มหาโจรในฉกาจสามารถที่จะปล้นผลาญจิตใจให้ขาดจากกุศลธรรมทั้งปวง จำเราจะตัดห่วงเสน่หาในกายทอดทิ้งอย่าให้มีอาลัย เหมือนหนึ่งบุรุษที่ถูกโจรชิงทรัพย์ไปฉันนั้นเถิด”
สุเมธมาณพผู้มีปรีชา ครั้นคิดอุปมาทบทวนย้อนหน้าย้อนหลังวิจิตรพิสดารมากมายดังนี้แล้ว ในที่สุด ก็ตัดสินใจให้เปิดคลังสมบัติของตนมากมายหลายโกฏิบริจาคให้เป็นทานแจกจ่ายยาจกวณิพกพวกอนาถาหาที่พึ่งมิได้จนหมดสิ้นแล้ว ก็ออกไปสู่ประเทศเขตป่าใหญ่ ณ ที่ใกล้เชิงเขาธรรมิกบรรพตจัดแจงสร้างบรรณศาลาอาศรทบทเป็นที่อาศัยเสร็จแล้วก็เปลื้องผ้าสาฏกเนื้อดีที่ตนครอง นุ่งผ้าเปลือกป่านและคากรองบวชเป็นดาบสสร้างพรตพรหมจรรย์ ไม่กี่วันต่อมา ก็ละทิ้งเสียซึ่งบรรณศาลาที่อยู่ เพราะรู้ว่ายังทำให้เกิดห่วงใย เข้าป่าลึกเข้าไปอีกอาศัยสถานร่มไม้รุกขมูลเป็นที่อยู่ เลือกดูผลไม้ที่หล่นลงมาเองเป็นประมาณ รับประทานเป็นอาหารพอแต่ว่าเป็นยาปนมัติเครื่องเลี้ยงชีพเท่านั้น มีจิตมุ่งมั่นปฏิบัติโดยทางกสิณานุโยคพยายามอยู่ในอรัญญสถานไม่นานก็ได้บรรลุอภิญญาสมาบัติ
ครั้นเมื่อสุเมธดาบสผู้ยิ่งด้วยพรตพรหมจรรย์ ท่านได้สำเร็จอภิญญาฌานสมาบัติบริบูรณ์ดี มีวสีภาพเชี่ยวชาญชำนาญแล้ว ก็เพลิดเพลินเจริญฌานเป็นสุขอยู่ หารู้ไม่เลยว่าบัดนี้ สมเด็จพระชินสีห์ทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้มาตรัสเป็นพระบรมโลกนายกแล้ว ความจริงนั้นควรจะรู้ หากไม่มัวเพลิดเพลินเจริญฌานอยู่ เพราะธรรดาวิสัยของผู้ได้อภิญญาสมาบัติย่อมรู้เห็นซึ่งนิมิตในกาลทั้ง 4 ก่อน คือ กาลเมื่อผู้ที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาปฏิสนธิ 1 กาลเมื่อพระองค์ประสูติจากพระครรภ์ 1 กาลเมื่อได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ 1 กาลเมื่อทรงประทานพระธรรมจักรเทศนา 1 ซึ่งสุเมธดาบสฌานมีอยู่แล้ว จะไม่แสวงหาสระน้ำที่มีอมตธรรมเป็นอุทกวารีแล้วล้างเสียซึ่งมลทินคือกิเลสนั้นหรือไฉน
อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนโยธีนายทหารผู้ชาญฉลาดที่ถูกข้าศึกศัตรูหมู่ปรปักษ์ปัจจามิตรมาล้อมไว้ เมื่อหนทางที่พอจะประลาตหลีกลี้หนีไปได้ยังมีอยู่ ควรหรือที่จะหลงมุมานะสู้จนเสียชีวิตไม่คิดหนี ก็ตัวเรานี้เมื่อข้าศึกคือกิเลสมีอำนาจร้อนรุมหุ้มห้อมล้อมไว้อยู่ และหนทางเป็นที่เกษมเปรมใจคือพระนิพพาน อันเป็นที่หลีกหนีจากกิเลสมีอยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้จักไม่คิดหลีกหนีไปหรือไฉน
อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีโรคาพยาธิบีฑาอยู่ เพื่อได้พบแพทย์ผู้วิเศษแล้ว ควรหรือที่บุรุษนั้นจะไม่คิดอ่านเยียวยารักษาพยาธิแห่งตนให้หาย ก็ตัวเรานี้ เมื่อโรคาพยาธิคือกิเลสมาย่ำยีบีฑาเบียดเบียนอยู่ จะไม่เสาะแสวงหาแพทย์ทิพยาจารย์ให้พยาบาลขจัดเสียซึ่งโรคาพยาธิ คือ กิเลสหรือไฉน
อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนชายผู้มีน้ำใจรักความสะอาด ซึ่งมีซากศพอันแรงร้ายกาจด้วยกลิ่นเหม็นปฏิกูลน่าเกลียดยิ่ง มาผูกพันกระสันติดอยู่กับคอตน ควรหรือที่ชายคนนั้นจะสู้ทนกลิ่นเหม็นได้ เขาย่อมจะร้อนรนขวนขวายปลดเปลื้องซากศพนั้นให้พ้นจากคอตนเสียโดยเร็วฉันใด ตัวเรานี้เล่าจะเอื้อเฟื้ออาลัยอาวรณ์อะไร ในร่างกายอันเน่าเปื่อยปฏิกูลมากมายอยู่ด้วยซากสารต่างๆ จงรีบหาทางปลดเปลื้องทอดทิ้งเสีย อย่าให้เป็นห่วงใยเฝ้าอาลัยเหลียวแลอยู่ เหมือนบุรุษผู้มีซากศพติดคออยู่นั่นเถิด
อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษถูกหมู่โจรฉกาจมันอาจหาญพากันมาปล้นกลุ้มรุมชิงฉวยเอาห่อทรัพย์ได้แล้ว แลเห็นว่าตัวจักไม่สามารถเพื่อจะหักชิงเอาห่อทรัพย์กลับคืนมาได้ เขาย่อมสิ้นอาลัยในทรัพย์ไม่เสียดาย หมายแต่จะเอาชีวิตรอดรีบวิ่งหนีไปโดยเร็ว ข้อนี้มิได้รู้ในกาลสำคัญที่กล่าวมานี้ ก็เพราะความที่ตนเพลิดเพลินเจริญฌานเป็นการหนักอยู่ จึงมิได้เห็นมิได้รู้ด้วยมิได้ใฝ่ใจดูซึ่งเหตุอื่นเลย ต่อเมื่อหมู่มหาชนเป็นอันมาก อาราธนาสมเด็จพระทีปังกรตถาคตมาแต่ปัจจันตประเทศ จึงเกิดเหตุมหาโกลาหลเป็นการใหญ่ เพราะว่าประชาชนทั้งหลายมีความชื่นชมโสมนัสต่างก็พากันจัดแจงตกแต่งหนทาง แผ้วถางเกลี่ยมูลพูนถมระดมกันกระทำทางเป็นที่สมเด็จพระพุทธดำเนินอยู่
ในขณะนั้น สุเมธดาบสผู้มีตบะอันสูง เพราะบรรลุฝั่งแห่งอภิญญาเที่ยวจาริกมาทางอากาศกลางเวหา มองลงมาเห็นประชาชนประชุมอยู่เป็นหมู่มาก ดูหลากประหลาดด้วยล้วนรื่นเริงบันเทิงจิตน่าพิศวง สุเมธดาบสถึงลงจากคัคฆฌัมพรห้วงเวหาหาว แล้วมีพจนประภาษถามข่าวคราวชนมนุษย์หมู่นั้นว่า
“มหาชนชวนรื่นเริงบันเทิงจิต ชวนกันประกอบกิจแผ้วถางปฐพีโสภโณภาสเพื่อบุคคลผู้ใดจะจรมา”
มหาชนเหล่านั้นได้ฟังถาม จึงแจ้งความแก่สุเมธฤาษีผู้มีฤทธิ์ว่า
“ข้าแต่ท่านฤาษี สมเด็จพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้อนุตรโลกนายกยอดบุคคลเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว กาลบัดนี้ข้าพเจ้าทั้งหลายมีใจเลื่อมใสในพระองค์เป็นยิ่งนัก จึงชวนกันแผ้วถางเพื่อให้เป็นทางที่เสด็จพระพุทธดำเนิน ณ สถลมารควิถีเพื่อที่จะได้เสด็จมาแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพวกเราชาวเมืองนี้”
สุเมธฤาษี แต่พอได้สดับว่าสมเด็จพระพุทธเจ้าบังเกิดแล้วในโลกเท่านั้น ก็พลันเกิดปีติเป็นล้นพ้นสุดประมาณ จึงมาจินตนาการว่า กาลนี้ควรที่เราจะหว่านพืชเพื่อผล ขณะนี้เป็นมงคลขณะบังเกิดมี หาควรที่เราจะมาทำละเมินเสียไม่ ครั้นได้คำนึงจินตนาด้วยอำนาจศรัทธากอปรด้วยญาณโสมนัสฉะนี้แล้วจึงกล่าวกะชนเหล่านั้นว่า
“แม้ท่านทั้งหลาย แผ้วถางทางถวายพระพุทธเจ้าละก็จงขอให้โอกาสแก่เราสักแห่งเถิด เราบังเกิดศรัทธาปรารถนาใคร่จะทำทางถวายพระพุทธเจ้าบ้าง”
คราวนั้น ชนทั้งหลายเห็นว่าฤาษีเป็นผู้มีฤทธิ์เพราะเหาะมากลางอากาศได้เช่นนั้น ก็เลยชี้มือไปตรงบริเวณที่ซึ่งถากถางทางยากลำบากเพราะมีเปือกตนโคลนเลน เป็นบริเวณที่ต้องถมหามูลดินมาเกลี่ยให้เสมอ เป็นส่วนที่ทำยาก แล้วบอกแก่ฤาษีว่า “ถ้าท่านปารถนาจะทำทางถวายแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จงทำบริเวณที่ตรงนั้นให้สำเร็จด้วยดีเถิด ท่านฤาษี”
สุเมธดาบสบรมโพธิสัตว์ ครั้นเขายกอนุญาตให้ทำที่ตรงนั้นให้สะอาดเรียบร้อยก็มิรอช้าอุตสาหะตั้งหน้าประกอบการมีจิตวารรำพึงพระพุทธนาม พุทโธ นั้นเป็นเนืองนิตย์ เปลื้องหนังเสือที่รองนั่งออกผูกทำเป็นถุงกะทอห่อหิ้วซึ่งมูลดิน เอามาถมในที่ลาดลุ่มลึกเป็นเลนเหลวอยู่นั้น มิทันทีจะทำให้สำเร็จตลอด เหลืออยู่ยาวประมาณชั่วตัวคนก็ได้เวลาที่สมเด็จพระทศพลมิ่งมงกุฎพุทธทีปังกรศาสดา เสด็จพาพระขีณาสวสงฆ์มากมายมาใกล้จะถึง
เสียงศัพท์บรรเลงอื้ออึง ด้วยสำเนียงทวยเทพศุภสุรคณานิการเป็นถ่องแถวแนวสลอนด้วยมหาชนอเนกแน่นหนา ทำปัจจุคมนาการนำเสด็จพระพุทธดำเนินมา บางหมู่ก็ประโคมดุริยดนตรีแตรสังข์กังสดาลฆ้องกลองก้องสนั่นศัพท์แซ่ซ้องสาธุการ เอิกเกริกด้วยความโสมนัสทั้งมนุษย์และเทพยดาอินทรีย์พรหมต่างก็มีกรประฌมมิได้คลายเคลื่อนแลละลานเลื่อนตามเสด็จพระพุทธดำเนินมา ฝูงเทพยดาก็ประโคมทิพยดนตรีหมู่มนุษย์ก็
ประโคมดีดสีตีเป่าตามภาษามนุษย์ ดำเนินนำตามเสด็จพระพุทธลีลา บางเทพยดาก็โปรยปรายทิพยบุปผา ก็ดวงดอกทิพยมณฑารพโกสุมเป็นประธานลอยเลื่อนเกลื่อนทั่วทั้งทิศานุทิศ ณ เบื้องบนนภากาศ หมู่มนุษย์ชาติก็ยกขึ้นซึ่งเครื่องสักการบูชาล้วนเครื่องหอม แห่ล้อมจรลีตามเสด็จพระพุทธดำเนินมา
กาลครั้งนั้น สุเมธดาบสก็มีจิตเบิกบานอธิษฐานอุทิศชีวิตถวายแด่พระพุทธองค์ จึงปลดเปลื้องชฎาสยายเกษาลง ลาดปูผ้าเปลือกไม้กับหนังเสือรองนั่งบนเปือกตมนั้นแล้ว ก็ทอดกายนอนคว่ำหน้าลงต่อถนนที่ขาดลาดลุ่มเป็นเลนเหลวที่ตนทำยังไม่ทันเสร็จนั้น พลันตั้งใจคำนึงนึกว่า
“ขออาราธนาพระพุทธองค์ จงทรงพระมหากรุณาพระขีณาสวสงฆ์ทั้งหลายเสด็จทรงย่างพระบาทดำเนินไปบนกายแห่งข้าพระบาทนี้เถิด จะได้เกิดเป็นหิตานุหิตประโยชน์แก่ข้าพระบาท พระองค์อย่าได้ย่างพระบาทหลีกลงเลียบลุนเลนเหลวนี้เลย” แล้วก็หมอบคว่ำหน้านิ่งเฉย เพื่อรอให้สมเด็จพระทีปังกรพุทธเจ้าพาพระอริยสงฆ์ทรงเหยียบกายของตน ซึ่งทอดเป็นสะพานอยู่อย่างนั้น
มีกรณีที่เราท่านทั้งหลาย ควรจะทราบไว้ในตอนนี้ก็คือว่า ในขณะนี้หากสุเมธปรารถนาจะหน่วงเอาอมตธรรมกำจัดกิเลสเสียให้ขาดจากสันดานแล้ว ก็จักได้สำเร็จแน่นอน เพราะอุปนิสัยแห่งพระอรหัตรุ่งเรืองเต็มอยู่ในสันดานแล้ว เพียงแต่ได้สดับพระสัทธรรมเทศนากึ่งบาทพระคาถาก็จักได้บรรลุอรหัตผล สำเร็จเป็นพระอรหันตอริยบุคคลทันที แต่สุเมธมหาฤาษีเคยสร้างพระบารมีมาเพื่อปรมาภิเษกสัมโพธิญาณปรารถนาการได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้ามานานนักหนา จึงในขณะนี้ท่านมหาฤาษีก็คิดไปว่า
“จะมีประโยชน์ใหญ่หลวงอย่างไร หากเราจะได้อมตธรรมแต่เพียงตน จะมีประโยชน์ใหญ่หลวงอย่างไร ด้วยการได้ข้ามโอฆสงสารแต่ผู้เดียว แต่เมื่อใด เราได้ถึงความเป็นพระสัพพัญญูผู้ข้ามโลกแล้ว เมื่อนั้นเราจักยังสัตว์ทั้งหลายทั้งมนุษยโลกและเทวโลกให้ข้ามได้ด้วย จักให้ขึ้นสถิตสำเภาธรรม ขนส่งให้ลุล่วงข้ามถึงฝั่งแห่งพระนฤพานให้จงได้” จินตนาคิดไปเสียเช่นนี้ จึงมิปรารถนาเป็นสาวกสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในกาลครั้งนี้
คราทีนั้น สมเด็จพระภควันตทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อเสด็จมาถึง จึงเสด็จสถิตอยู่ ณ เบื้องเศียรเกล้าแห่งสุเมธฤาษีนั้น ครั้นทรงพิจารณาดูด้วยพระสัพพัญญตญาณแล้ว ก็พลันมีพุทธฎีกาตรัสแก่ชาวประชาพุทธบริษัททั้งหลายในที่นั่นว่า
“ถ้าท่านทั้งหลาย แคล้วคลาดจากอมตธรรมไม่ได้บรรลุมรรคผลธรรมวิเศษในศาสนาของเรานี้แล้ว และยังต้องท่องเที่ยวอยู่ในภพสงสาร นานไปในอนาคตกาลเบื้องหน้าก็จงปรารถนาให้ได้บรรลุในศาสนาของดาบสนี้เถิด ต่อไป ดาบสผู้นี้จักอุบัติตรัสเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในโลกทรงนามว่า สมเด็จพระศรีศากยมุนีโคดม ในระยะเวลาอีก 4 อสงไขยกับหนึ่งแสนมหากัป นับตั้งแต่กัปนี้เป็นต้นไป จักมีนครนามว่ากรุงกบิลพัสดุ์ เป็นที่อยู่อาศัย พระมารดาทรงพระนามว่ามายา พระบิดาทรงพระนามว่าสุทโธทนะ พระอุปติสสะ เป็นอัครสาวก พระโกลิตะเป็นอัครสาวกที่สอง พระอานนท์เป็นพุทธอุปฐาก พระเขมาเถรีเป็นอัครสาวิกา พระอุบลวรรณาเถรีเป็นอัครสาวิกาที่สอง เขามีญาณแก่กล้วแล้วออกมหาภิเนษกรมณ์ ตั้งความเพียรอย่างใหญ่ รับข้าวปายาสที่โคนต้นไทร เสวยที่ฝั่งแม้น้ำเนรัญชรา ขึ้นสู่โพธิมณฑล และตรัสรู้ที่โคนต้นอัตสถพฤกษ์ ในกรณีย่อมเปรียบเหมือนบุรุษที่ว่ายข้ามมหานทีถึงจะคลาดเคลื่อนจากท่าเหนือนี้ข้ามขึ้นไม่ได้แล้วไซร้ ก็คงจะข้ามขึ้นจากท้องนทีได้ ณ ท่าน้ำต่ำลงไปอีกเป็นแน่แท้ฉันใดเมื่อท่านทั้งหลายแม้คลาดจากศาสนาของเรานี้แล้วหากมีวาสนาก็คงจะได้สำเร็จในศาสนาของพระพุทธังกูรเจ้าดาบสนี้ ในอนาคตกาลฉะนั้น”
เมื่อองค์พระภควันตทีปังกรพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์ฉะนี้แล้ว ก็ทรงสงเคราะห์ยกทักขิณบาทเบื้องขวาขึ้นจรดกายสุเมธดาบสนั้นก่อนแล้วก็เสด็จบทจรพาพระขีณาสวสงฆ์เหยียบกายสะพานนั้นไป ฝ่ายเทพ นิกร นาค ครุฑ มนุษย์ คนธรรพ์เมื่อได้สดับพระพุทธฎีกาดังนั้น ต่างก็น้อมหัตถ์นมัสการพระพุทธังกูรสุเมธดาบสเจ้า แล้วก็เลยหลีกจรดลโดยเสด็จพระพุทธดำเนินต่อไป ครั้นล่วงทัศนวิสัยสมเด็จพระพุทธองค์สงฆ์บริษัทแล้ว สุเมธดาบสมหาบุรุษก็อุฏฐาการลุกขึ้นจากนั้น หากแต่มีมนัสเต็มไปด้วยความสุขสันต์ปรีดาปราโมทย์ จึงมิได้เคลื่อนกายไปไหน กลับทำบัลลังก์นั่งสมาธิคำนึงด้วยปิติว่า
“เรามีฌานชำนาญเป็นอันดี หมู่ฤาษีทั้งหลายในหมื่นโลกธาตุจะได้มีอิทธิวิธีธรรมสามารถเสมอด้วยเรานั้นหามิได้ เพราะเราได้อาศัยสมาบัติธรรมมากอยู่ในสันดาน จึงได้เสวยความสุขสิ้นกายวิการเห็นปานนี้”
กาลเมื่อสุเมธฤาษีนั่งบัลลังก์สมาธิอยู่นั้น บรรดาเทพยเจ้าทุกราศีสถานในโลกจักรวาล ต่างก็มาประสานศัพท์นฤนาทก้องแซ่ซ้องสาธุการถวายพรว่า
“ท่านจักได้ตรัสเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเที่ยงแท้ มิได้แปรปรวนวิปริต ขอองค์ท่านจงสถิตถือมั่นผูกพันความพยายามไว้อย่าทำให้ความเพียรมั่นนั่นกลับถอยน้อยลงไป จงทำวิริยะบารมีให้ยิ่งใหญ่ เพื่อได้พบพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณต่อไปเถิด”
สุเมธดาบสบรมโพธิสัตว์ผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อได้สดับพระพุทธพยากรณ์ทำนายและเทพยดาเจ้าทั้งหลายถวายพระพรดังนั้น ก็ยิ่งมีกมลมั่นคำนึงพินิจฉัยในพระพุทธพยากรณ์ว่า
“อันธรรมดาพระพุทธยกถาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายนี้ย่อมเป็นสุภาษิตจะได้วิปริตผิดพจนะกระแสแปรไปเป็นสอง หรือเปล่าสูญเสียมิเป็นจริงนั้นย่อมเป็นไปมิได้ พระองค์ดำรัสอรรถคดีสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมมีเป็นแน่แท้สมกระแสพระพุทธบรรหาร พระโพธิญาณของเราเห็นจะไม่สูญคงจะสำเร็จสมประสงค์เป็นมั่นคง เราคงได้ตรัสเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเที่ยงแท้แน่นอน”
ครั้นคิดพินิจฉัยดังนี้แล้ว สุเมธมหาฤาษีจึงพิจารณาพระทศบารมีธรรมทั้งสิบสืบไป ด้วยอำนาจอภิญญาสมาบัติอันตนชำนาญด้วยดีเป็นวสีภาพ จึงได้ทราบว่าโพธิปริปาจนธรรมสำหรับบ่มพุทธภูมินั้น ตนได้สั่งสมมามากมายชั่วระยะเวลานานนักหนาแล้ว ก็แลด้วยเดชะมหานุภาพที่พระดาบสนั่งพิจารณาบารมีที่เคยสร้างไว้มากมายนับไม่ถ้วนอยู่ในขณะนั้น พอจบลงก็พลันบันดาลเกิดโกลาหล ทั่วพิภพจบสกลพสุธาดลพื้นปฐพี ก็มีอันก้องกึกพิลึกลั่นสนั่นหวั่นไหว ประหนึ่งว่าจะแหลกทำลายลงก็ปานกัน
ครานั้น มหาชนต่างก็ล้มสยบหวาดเสียวอยู่มิได้ล่วงรู้ร้ายดีประการใด พากันตกใจกลัวแต่เหตุการณ์ข้างที่ร้ายนั่นแหละเป็นกำลัง จึงรีบพากันไปเฝ้าสมเด็จพระทีปังกรสัมพุทธเจ้าแล้วกราบทูลว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ มหาโกลาหลนี้ จักเป็นด้วยมหาศักดานุภาพของทวยเทพ อินทร์ พรหม ยมยักษ์ ฤาษีสิทธิศักดิ์ อสูร มานพ นาค ครุฑ ตนใด ข้าพระบาททั้งหลายจักได้ทราบนั้นหามิได้ จักเป็นมหาวินาสภัยมาบีฑาโลกธาตุ หรือจักเป็นด้วยอำนาจอุปัทวะการบาปกรรมสิ่งใดประดามี หรือว่าจะมีสวัสดีมงคลเป็นประการใด ขอพระองค์จงแสดงเหตุให้ทราบเกล้าแก่เหล่าข้าพระบาททั้งปวงด้วยเถิด พระเจ้าข้า”
สมเด็จพระทีปังกรสัมพุทธเจ้า จึงทรงมีพระพุทธฏีกาสำแดงเหตุมหาโกลาหลแก่มหาชนเหล่านั้นว่า
“ท่านทั้งหลาย อย่ามีความสะดุ้งหวาดเสียวต่อภัยสิ่งใดเลยเหตุที่เมทนี คือ แผ่นดินเกิดกึกก้องโกลาหลกำเริบขึ้นนี้ ก็เพราะเราตถาคตได้พยากรณ์สุเมธฤาษีว่า เธอจะได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาล บัดนี้ สุเมธดาบสนั้นพินิจฉัยคำนึงในบารมีธรรมของตนด้วยเหตุนั้น มหาโกลาหลจึงบังเกิดขึ้น ด้วยเดชะอำนาจคุณบารมีของพระโพธิสัตว์นั้นเป็นเหตุ”
หมู่มหาชน ครั้นได้สดับพระพุทธฎีกาดังนั้น ต่างก็มีกลมโสมนัสปสันการในพระสุเมธโพธิสัตว์ จึงพากันรีบจัดประทีปธูปเทียนบุปผาสุมาลัย ออกไปประชุมกันกระทำสักการบูชา ต่างคนก็มีมุรอัตถวาทีถวายพรด้วยคำมงคลเป็นต้นว่า
“ขอให้ท่านดาบส ได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลเบื้องหน้า สมจริงเถิด”
แม้ทวยเทพในสกลสถานทั่วหมื่นโลกธาตุ ก็พากันมาประชุมสักการะบูชา ด้วยทิพยสุคนธมาลัยงามเลิศต่างๆ โปรยปรายลงมาราวกะห่าฝน ที่พื้นปฐพีดลดารดาษทั่วทิศ บันลือศัพท์สาธุการเพรียกพร้องร้องถวายเทพพรมงคลว่า
“ข้าแต่พระสุเมธดาบสผู้เจริญ วันนี้ท่านมาทำปณิธานอันยิ่งใหญ่ได้แล้วซึ่งคำพยากรณ์จากสำนักแห่งสมเด็จพระทีปังกรทศพลญาณ ขอสมความปรารถนาของท่าน จงสำเร็จสมประสงค์ ขอท่านจงได้ตรัสเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สำเร็จพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณเหมือนเช่นพรรณพฤกษชาติย่อมทรงช่อต่อผลอุบัติโดยฤดูกาล
อนึ่ง สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์พระองค์ที่ล่วงแล้วๆ แล้วแต่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีถึงที่สุด ก็ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณสถิตเหนือ อปราชิตบัลลังก์และได้ทรงแสดงพระธรรมจักรเทศนาอันเป็นพระพุทธประเพณีสืบมาฉันใด ขอท่านดาบสจงบำเพ็ญบารมีให้ถึงที่สุด แล้วสถิตเหนืออปราชิตบัลลังก์แสดงธรรมจักรเทศนา เหมือนกับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นเถิด อนึ่ง นทีแม่น้ำน้อยใหญ่ใดๆ ย่อมมีกระแสชลอันไหลหลั่งมาสู่มหาสมุทรทั้งหมดนี้ฉันใด ขอท่านจงได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นองค์สมเด็จพระบรมโลกุตมาจารย์จอมโลก เป็นที่ไหลหลั่งมาแห่งสรรพสัตว์ทั่วโลกธาตุประชุมเป็นสโมสรสันนิบาตกัน ณ สำนักแห่งพระองค์ ดังมหาสมุทรใหญ่เป็นที่รวมแห่งกระแลชลฉะนั้น”
เมื่อสุเมธฤาษีผู้มีฤทธิ์ใหญ่ ได้เห็นหมู่เทพยดาและมนุษยนิกรมาสโมสรประชุมกันกระทำสักการะบูชา และอำนวยศุภพรด้วยประการเป็นอันมากเช่นนี้ก็มีความปรีดาว่า กาลยังอีก 4 อสงไขยกับเศษอีกแสนมหากัปเท่านั้น เราก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเที่ยงแท้ เมื่อแน่แก่ใจตนเช่นนั้น ก็มีความอิ่มใจยิ่งนัก จึงอธิษฐานมั่นด้วยวิริยะบารมีหน่วงพระพุทธานุสสติเป็นอารมณ์ น้อมกายบ่ายพักตร์นมัสการเฉพาะทิศ ซึ่งเป็นที่สถิตอยู่แห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคทีปังกรแล้ว ก็เหาะไปสู่ประเทศป่าใหญ่อันเป็นที่อยู่ของตนโดยนภากาศอยู่เจริญอภิญญาสมบัติมิให้เสื่อม สิ้นชนมายุแล้วก็ไปอุบัติเกิดในพรหมโลก ด้วยประการฉะนี้
__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
พรรณวดี (17-08-11), ก้อนดิน (17-08-11), ปาริฉัตรมณี (24-08-11), เพิ่มบุญ (02-10-11), Rich (05-01-12)
ตอบ

Tags
พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 02:24


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่