อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > หอพระธรรมอธิษฐาน

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 08-03-17, 21:43
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,096
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,841
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,797 ครั้ง ใน 77,797 ข้อความ
พลังบุญ: 56497
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile หอพระธรรมอธิษฐานท่านChusak Ekvanish

อภิญญา-หอพระธรรมอธิษฐานท่านChusak Ekvanish-1-jpg
28-12-59 เรื่อง คำอธิฐานจิตทำบุญ ให้สำเร็จ
อรหันต์ได้ง่าย พร้อมด้วยปฏิสัมทาญาน และ
สามารถ อธิฐานอนุโมทนาบุญก็ได้ ให้สำเร็จมรรค
ผลได้ง่าย อธิฐานใช้ไว้พระสวดมนต์ ทุกวัน รวย
ไว หรืออธิฐานหนุนดวง แก้ดวงตกก็ได้ เพราะ
คำอธิฐาน ครอบคุมหมด ข้าพเจ้าให้เป็นของขวัญ
ปีใหม่ คนที่เคารพพระพุทธเจ้า แต่ถ้าปรามาส
ข้าพเจ้าไม่มีผล เพราะไม่รู้จักคำว่ากตัญญู คน
ที่ขาดตัวนี้ ไม่มีทางเจริญในชีวิตได้หรอก

วิธีอธิฐานจิตทำบุญ ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าให้สำเร็จอรหันต์
ให้นึกรักษาศีลห้าในใจ นึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอรหันต์ทั้งหมด ว่า นะโมตัสสะ ภะคะโต อะะหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 3 ครั้ง
แล้วอธิฐานว่า
จากปัจจัยในบุญกุศล ที่ข้าพเจ้าได้กระทำในครั้งนี้ ข้าพเจ้าขอทำเป็นบุญสังฆทาน บุญวิหารทาน บุญธรรมทาน
ขอถวายเป็น พุทธบูชา ธรรมมะบูชา สังฆะบูชา บูชาและน้อมถวาย พระพุทธเจ้า บูชาพระธรรม พระอรหันต์ จากปัจจัยในบุญกุศลที่ได้กระทำในครั้งนี้ ขอจงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าได้ นิพพานในชาติปัจจุบันเถิด ถ้าหากแม้นไม่สำเร็จในชาตินี้ ชาติ
ต่อไป ที่อยู่บนสวรรค์หรือชั้นพรหม ฟังเทศน์จบ
เดียว ขอให้สำเร็จอรหันต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา
ญาน เหมือนท่านติสสะ

หากแม้ไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอคำว่าไม่มี จงอย่าปรากฏแก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน แต่ไม่เกินวิสัยเกินไม่นักที่พอจะสงเคราะห์กันได้ ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความเป็นอยู่ที่เป็นสุข มีความความคล่องตัวในการทรงชีวิตอย่างสูงสุด ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปตลอดชีวิต ขอให้ข้าพเจ้าประสบแต่ความสุข ปราศจากความทุกข์ ปราศจากอุปสรรคที่มาขวางความเจริญรุ่งเรืองของชีวิต ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสำเร็จในชีวิตในทุกด้านๆ ที่ปรารถนา ข้าพเจ้าปรารถนาสิ่งใดในสิ่งที่ดีงาม ขอให้สำเร็จดั่งที่หวังไว้อย่างรวดเร็ว และขอบารมีคุณพระศรีรัตนะตรัย จงสะเดาะห์เคราะห์ของข้าพเจ้า ถ้าเปรียบว่าพระเคราะห์บาทนึง ให้เหลือสตางค์ครึ่ง ตลอดชีวิต ขอเคราะห์กรรมทั้งปวงจงอย่าตามทัน จงหยุดตาม ถ้าข้าพเจ้าจะตาย ขอให้มีสติสัมปัญชัญญะสมบรูณ์ จิตโน้มไปทางกุศล และเกิดชาติใด ขอให้เป็นสัมมาทิฐิทุกชาติเถิด ขอให้งามทั้งกาย วาจาใจ ทุกชาติรวมถึงคู่ครอง ลูกหลาน ญาติกา และขอให้ห่างไกลจากคนชั่ว สันดานหยาบช้า ทุกชาติจนตราบเท่า เข้าสู่พระนิพพาน
เกิดชาติใด ขอให้รักษาศีลห้าได้ ตลอดชีวิตทุก
ชาติ ขอให้เป็นมหาเศรษฐีทุกชาติ ให้มีจิตเมตตา
สงเคราะห์ญาติ ช่วยเหลือคนยากจน และได้
อุปถัมถ์พระพุทธศาสนาทุกชาติ จนตราบเท่าเข้า
พระนิพพาน

ขอความซวยทั้งหมด โชคร้ายทั้งหมด ความยาก
จน จงไปกับเมื่อวาน ขอความดี ความโชคดี ความร่ำรวยจงมากับวันนี้และทุกๆวัน ตลอดชีวิต จนตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน

ขอความปรารถนา จงสำเร็จทุกประการ
อิมัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ สัจจะวาจัง
อธิฐานมิ

อิมัง ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สัจจะวาจัง
อธิฐานมิ

อิมังสังฆัง สะระณัง คัจฉามิ สัจจะวาจัง
อธิฐานมิ

หมายเหตุ ถ้าท่านอธิฐานตามนี้ ท่านจะมีความ
คล่องตัวในทรงชีวิตมาก จะเหลือกินเหลือใช้
ถ้าดวงดีอยู่แล้วจะรวยไว ท่านควรทำบุญทุกวัน
ไม่ต้องเยอะ ทำวันล่ะ 1-2บาท อธิฐานเป็นบุญ
สังฆทาน วิหารทาน ธรรมทาน อนิสงค์เกิดชาติ
หน้ารวยมาก อธิฐานตามที่ข้าพเจ้าชี้แนะ ท่าน
จะได้ดี เกิดในตระกูลที่ดีตลอดไป วันนึงใน
ชีวิต ท่านไปปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไร้ประ
โยชน์ ปีนึงมี 365 วัน ไม่มีประโยชน์เลย ถ้าท่าน
ทำบุญวันล่ะบาท ปีนึงท่านได้ 365 บุญ 10 ปี
ท่าน ได้ 3650 บุญ ท่านเห็นว่าเงินบาทนึง มัน
น้อยหรือ เงินน่ะมันน้อย แต่อนิสงค์ มันไม่น้อย
เลย ถ้ามีทิพจักขุญาน จะเห็นกายในสว่างมาก
ยิ่งกว่า พระอาทิตย์หลายร้อยดวงมารวมกัน ทำ
บาทเดียวนี่แหล่ะ เพราะตอนทำตั้งใจรักษาศีล
ห้า ตัวตั้งใจรักษาศีล คือตัวศีลโดยตรง ไม่ใช่
การสมาทานศีล ขอให้เข้าใจให้ถูกต้อง เมื่อศีล
บริสุทธิ์แล้ว ทานที่ท่านหามาก็บริสุทธิ์ และ
ผู้รับคือใคร ท่านโน้มจิตถวายพระพุทธเจ้า
ถวายพระธรรม ถวายพระอรหันต์ทั้งหมด ผู้
รับบริสุทธิ ครบองค์ประกอบ ทุกอย่างบริสุทธิ์
อนิสงค์จึงมหาศาล แล้วฉลาดอธิฐานเป็นบุญ
สังฆทาน วิหารทาน ธรรมทาน ท่านพ่อฤาษีบอก ว่าอนิสงค์นับไม่ได้ ข้าพเจ้าจะเปรียบเทียบจุดสูงสุด
ให้ดู

ทำบุญกับพระอรหันต์ 100 ครั้งถึงจะเท่าทำกับ พระปัจเจกพุทธเจ้าถึง 1 ครั้ง
ทำบุญกับพระเจกพุทธเจ้า 100 ครั้งถึงจะเท่าทำ
กับพระพุทธเจ้า 1 ครั้ง

ทำบุญกับพระพุทธเจ้า 100 ครั้ง ถึงจะเท่าทำ
สังฆทานหนึ่งครั้ง

ต้องเข้าใจกันให้ถูกต้องน่ะครับ ว่าสังฆทานไม่ใช่
ถังเหลืองน่ะครับ ถ้าท่านไปถวายเจ้าอาวาส หรือ
เจาะจงพระองค์นั้นๆ ไม่ใช่สังฆทานน่ะครับ ถ้า
สังฆทานนี่ แปลว่า ไม่เจาะจงพระ ถ้าเจาะจงพระ
ต้องสี่องค์ขึ้นไปน่ะครับถึงจะเป็นสังฆทาน เหมือน
เอาของไปถวายพระ เจอพระองค์ไหนก่อน ท่าน
ถวายองค์นั้น อันนี้เป็นสังฆทาน เพราะท่านไม่ได้
เจาะจงพระ

ทำสังฆทาน 100 ครั้ง ถึงจะเท่าทำบุญวิหารทาน
หนึ่งครั้ง

บุญวิหารทาน มีอะไรบ้างล่ะ อะไรที่เขาสร้างขึ้น
ในวัดทั้งหมด เป็นบุญวิหารทานหมด เช่น พระพุทธ
รูป กุฎิ ห้องน้ำ เตาเผาศพ โบสถ์

ทำบุญวิหารทาน 100 ครั้ง ถึงจะเท่าทำบุญ ธรรม
ทานครั้งหนึ่ง

บุญธรรมทาน คือ บุญที่ให้ความรู้คนทั่วไป หรือ
บุญถวายหนังสือธรรมะ หนังสือสวดมนต์เป็นต้น

เรื่องของทาน อนิสงค์จริงๆ ทำให้รวยในการทำ
มาหาเลี้ยงชีพโดยตรง ถามว่าบางคน เขายาก
จนมาก่อน แล้วทำไมถึงรวยทำมาหากิน ที่เขา
ยากจน เพราะกรรมไม่ดีมันขวางจึงไม่รวย เมื่อ
กรรมไม่ดี มันถอยออก บุญที่เคยทำทานเข้าไว้
ก็เข้ามาอุ้มชู จึงดูเหมือนว่า เก่ง ที่จริงไม่ได้เก่ง
อะไรหรอก แค่ทานที่เคยทำไว้มันหนุน ทำให้
รวย ก็แค่นั้นบางคน เขาไม่ศึกษาเรื่องนี้จริงๆ
จังๆ ก็เลยหลงตัวเองว่าเก่ง รวยเพราะตัวเอง
ฉลาด ถ้าไม่ทำทานไว้ชาติก่อน ก็จนมีตัวอย่าง
ในพระไตรปืฎกหลายท่าน ชาติก่อนทำแต่เรื่อง
รักษาศีล กับทำสมาธิ แต่ไม่ทำทาน มาบวชเวลา
ไปบิณบาตร ก็ไม่ได้อาหารกลับมา มันเกิดขึ้น
แล้วมากท่าน สรุป ถ้าเรื่องมีกินมีใช้ เรื่องความ
รวย เป็นเรื่องของทานโดยเฉพาะ คนไหนที่ชาติ
นี้เขารวย ทำมาหากิน และเขาหลงว่าตัวเองมี
บุญมาก ไม่ต่อวาสนาให้ตัวเอง ไม่ทำทานทาน
ชาติหน้าเป็นขอทาน เห็นมาเยอะประเภทหลง
ตัวเอง เรื่องภพชาติมันไม่แน่นอน สิ่งไหนไม่
ได้ทำ เหมือนชาติที่แล้ว ชาติต่อไปก็ตกต่ำ น้ำ
ตาไหลพราก เพราะประมาทหลงตัวเอง ใครชี้
แนะก็ไม่ฟัง ในพระไตรปิฏกก็ยกตัวอย่างไว้มาก
ท่าน จากเศรษฐีเป็นขอทาน เยอะแยะอย่าหลง
ตัวเอง ก็แค่ทำทานไว้เท่านั้น คนที่เขามีบุญ
จริงๆ เขาทำครบ ทาน ศีล กรรมฐาน นั่นคือคน
มีบุญ เพราะเขาได้ต่อบุญต่อวาสนาให้ตัวเอง
ไว้ด้วยดี คำอธิฐานที่ข้าพเจ้าให้เป็นธรรมทาน
จะต่อวาสนาท่าน ให้ท่านได้ดีเกิดในตระกูลสูง
ตลอด


ถ้าข้าพเจ้า ไม่มีจิตเมตตาจะไม่ชี้แนะอะไรเลย เพราะใจข้าพเจ้านั่น อยากให้ท่านได้ดี ภาย
ภาคหน้าจะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพราะเรื่องการเวียนว่าย ตายเกิดมันมีจริงๆ ขอให้พวกท่าน ได้ดี ข้าพเจ้าก็มีความสุขแล้ว คนเราถึงจะมีทรัพย์มาก หรือมีทรัพย์น้อย ไม่มีใครเอาทรัพย์ไปได้เลย ต้องทิ้งไว้ให้โลก ชื่อเสียง ยศ ไม่สามารถเอาไปได้ สิ่งที่เอาไปได้คือ บุญกุศลที่ทำเอาไว้ กับความชั่วที่ทำเอาไว้ ที่มันจะตามสนอง ทุกผู้ ทุกนาม ทุกศาสนา ตลอดการเวียนว่าย ตายเกิดชาติไหนทำชั่วมาก ก็ทุกข์มาก ชาติไหนทำความดีไว้เยอะ มีความสุขเยอะ ท่านคือผู้เลือก ชะตาชีวิตท่านเอง ไม่มีใครพาท่านไปสู่ความสุข หรือความทุกข์ นอกจากตัวท่านเอง ท่านทำเอง
เงินทำบุญที่ท่านอธิฐาน เป็นบุญสังฆทาน วิหารทาน
และธรรมทาน ท่านจะทำบุญอะไรก็ได้ เมื่อท่านทำบุญด้วยเงิน กี่บาทก็แล้วแต่สะสมให้ได้ยอด พอที่จะไปทำบุญได้ถ้าชาตืหน้า ท่านอยากมีทรัพย์ที่นับไม่ได้ เหมือนนางวิสาขาแนะนำให้ท่านทำบุญด้วยข้าวสาร พร้อมกับทองคำเปลว ท่านจะรวยมีทรัพย์ที่นับไม่ได้ข้าพเจ้า ได้เฉลยสิ่งที่ท่านทั่งหลายอยากรู้ให้ทราบแล้ว ทองคำเปลวนำทรัพย์ที่มากมายมาให้โดยตรง ข้าวสาร ทำให้มีทรัพย์มาก ที่นับไม่ได้

ถ้าอยากสวยมาก เป็นเทวดาหรือเป็นนางฟ้า ให้ท่านทำบุญด้วยไม้กวาด จะรูปงาม กว่าเทวดา นางฟ้าทั่วไป
บุญที่ทำให้ทรวดทรงดีและรูปงามอีกบุญ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ คือ บุญสร้างพระพุทธรูป หรือถวายพระ พุทธรูป พระยิ่งหน้าตักกว้างเท่าไหร่ แสงที่ออกจากกาย ของผู้ที่ทำบุญพระพุทธรูป ยิ่งมากเท่านั้น การทำบุญสร้างพระสามารถทำให้ เกิดเป็นกษัตริย์ ก็ได้ถ้าอยากจะเป็น และทำให้มีฤทธิ์มีเดชเยอะ ทำให้เฉลียว
ฉลาดมาก ทำบุญพระพุทธรูปไปนิพพานง่าย เพราะเป็นพุทธานุภาพ

การรักษาศีลข้อที่หนึ่งก็ทำให้ รูปงามมากเเช่นกัน และไม่ตายก่อนอายุไขและทำให้มีโรคภัยไข้เจ็บน้อย โรคภัยไข้เจ็บบนโลกนี้ เกิดจากกรรมฆ่าสัตว์ทั้งสิ้น
สุดท้าย ข้าพเจ้าขออาธนาบารมีคุณพระศรีรัตนะ
ตรัย จงดลบันดาลให้ท่านจงประสบแต่ความสุข
ปราศทุกข์ มีความคล่องตัวในการทรงชีวิต ตลอด
ชีวิต เอวังโหตุ
__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 12-03-17, 12:13
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,096
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,841
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,797 ครั้ง ใน 77,797 ข้อความ
พลังบุญ: 56497
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile

อภิญญา-หอพระธรรมอธิษฐานท่านChusak Ekvanish-2-jpg
12-3-60 เรื่อง คำอธิฐานทำบุญของผู้ที่ปรารถนา จะเป็นพระพุทธเจ้า
สวัสดี ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้ข้าพเจ้าจะชี้แนะ คำอธิฐานผู้ที่ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าจะชี้แนะคำอธิฐานก่อน แล้วจะพูด เรื่องของผู้ที่ปรารถนาโพญิญาณถ้าพวกที่ปรารถนาพุทธภูมิ ( โพธิสัตว์ )หรือ เรียกว่า พวกที่ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ไม่ว่าคุณจะทำกุศล อะไรก็แล้วแต่ ให้คุณรวบรวมกำลังใจไปที่จุดสูงสุดที่คุณปรารถนา คือพระโพธิญาน เวลาทำบุญกุศล หรือไหว้พระสวดมนต์ ทำสมาธิ หรือ แม้กระทั่งโมทนาบุญ
ให้อธิฐานว่า
คำอธิฐานทำบุญ คนที่ต้องการเป็นพระพุทธเจ้า" จากปัจจัยในบุญกุศลนี้ ขอให้ข้าพเจ้า จงสำเร็จพระโพธิญาน ได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตกาลเถิด ขอให้ข้าพเจ้ามีจิตที่เป็นสัมมาทิฐิทุกชาติ จะทำการสิ่งใด ให้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าประโยชน์ส่วนตัวขอให้สามารถทรงพรหมวิหารสี่ และอิทธิบาทสี่ได้ตลอดชีวิตทุกชาติ ขอให้รักษาศีลห้าได้ตลอดชีวิตทุกชาติ เกิดชาติใดขอให้ข้าพเจ้าจง ละความโกรธ ความผูกโกรธอาฆาตพยาบาทได้ทุกชาติ และขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้มีจิตใจงาม ทั้งกาย วาจา ใจทุกชาติ รวมถึงคู่ครอง ญาติกาลูกหลาน บริวาร และขอให้ห่างไกล จากคนชั่วสันดานหยาบช้าทุกชาติเกิดชาติใด ขอให้มีความกตัญญู รู้คุณ ผู้มี
พระคุณ ถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ ก็ใส่ใจ นิสัยความกตัญญู กตเวทีนี้ ขอให้ติดตัวมาตั้งแต่เกิดทุกชาติ และทรงได้ทุกชาติตลอดชีวิต ขอให้ข้าพเจ้าจงสำเร็จกรรมฐานสี่สิบกองเถิด และขอให้ประสบแต่ความดีปราศจากทุกข์ทุกชาติเถิด ขอให้ข้าพเจ้าจงมีกำลังใจ และจิตใจที่เข้มแข็ง และมีจิตใจที่มีความสุข และสามารถฟันฝ่า อุปสรรคได้ทุกอย่าง จนสำเร็จพระโพธิญานได้อย่างตั้งใจ พุทธังอธิฐานมิ ธัมมังอธิฐานมิ สังฆัง
อธิฐานมิ "
การอธิฐานบารมีเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จะทำให้การปรารถนาโพธิญาน เป็นไปดั่งตั้งใจทุกประการ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ ทุกพระองค์ก็ คงจะอธิฐานทุกครั้ง เมื่อทำบุญกุศล และการรวบรวมกำลังใจ ไปสู่จุดสูงสุดเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด คู่กับอธิฐานบารมี เมื่อตั้งไปที่เป้าหมายสูงสุด เรื่องของทางโลกก็จะสำเร็จได้ง่ายท่านพ่อฤาษีลิงดำ บอกอย่างนี้น่ะยิ่งเป็นโพธิสัตว์นี่ ต้องวางกำลังให้ถูกต้องในการปฏิบัติ ถ้าวางกำลังใจผิด สิ่งที่คุณปรารถนา จะไม่สำฤทธิ์ผล ในที่สุดก็ต้องลาพุทธภูมิอย่างน่าเสียดาย ที่เห็นเยอะคือ เรื่องความผูกโกรธ อามาตใครจงอย่ามีในจิตใจ ที่ลาพุทธภูมิ พลาดเรื่องนี้มากมายนัก ท่านพญามารธิราช ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นหก ท่านก็พลาดเรื่องนี้ จนในที่สุดก็ต้องลาพุทธภูมิเข้าสู่พระนิพพาน ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าดั่งที่หวังเอา
ไว้ การวางอารมณ์ของโพธิสัตว์ เวลาทำบุญกุศล ให้อธิฐานเอาไว้ทุกชาติ
ประเภทของคนที่ปรารถนาพุทธภูมิ พระพุทธเจ้ามีสามประเภท คือ
1 พระพุทธเจ้า ประเภทปัญญาธิกะ สร้างบารมีได้รวดเร็วที่สุด โพธิสัตว์ประเภทนี้
มีปัญญาที่เฉลียวฉลาดสุด ในการบำเพ็ญบารมี และบำเพ็ญได้ไวที่สุดและสั้นที่สุดใช้เวลาบำเพ็ญ 4อสงไขยะ กับแสนกัป
ข้อดี คือ ให้โอกาสผู้ที่บำเพ็ญบารมีมาน้อย ได้พบพระพุทธศาสนา และได้สร้างบารมี คนไม่ดี สามารถสร้างบารมีได้ ในชาติต่อๆไปเมื่อบารมีความดี ที่เขาสะสมไว้มีกำลังที่มากพอเขาจะเป็นคนดีได้ ในขณะที่พระพุทธเจ้าประเภทอื่น คนไม่ดีไม่มีโอกาสได้พบพระพุทธศาสนา ถ้าไม่ได้ทำสังฆทาน ต้องไปเกิดในโลกอื่น ในจักรวาลอื่น และบอกให้รู้อย่างนึง จักรวาลมีมากมาย ไม่มีที่สิ้นสุด วิทยาศาตร์ สมัยนี้เทคโนโลยี ยังไม่เท่ามนุษย์ต่างดาว ที่สุดยอดในโลกนี้ที่เทคโนโลยีเท่าต่างดาว คือ ประเทศเยอรมัน เขาปิดบัง ชาวโลกไม่ให้ใครรู้ สามารถไปดาวอังคารได้ในเวลา แปดชั่วโมง ในขณะที่สหรัฐภใช้เวลาเดินทางครึ่งปี ต่างกันลิบลับข้อเสีย คือ มีทั้งคนดี คนไม่ดีมาเกิดและจงอย่าเข้าใจผิด ว่าพระพุทธเจ้าปัญญาธิกะ จะต้องมีอายุประมาณห้าพันทุกพระองค์
อยู่ที่การอธิฐาน เมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ ว่าจะให้มีอายุขัยในสมัยที่ พระองค์มาตรัสรู้ จะให้มีอายุไขเท่าไหร่ เป็นเรื่องการอธิฐานบารมีเจ้าชายสิทธัทธะ ที่ก่อนจะมาตรัสรู้ เมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ ถูกรากษส สาปเพราะร้องขอชีวิต จากเจ้าชายสิทธัทธะ ท่านไม่ให้ รากษส เลยสาปว่า ขอให้เจ้าชายสิทธัตธะ เมื่อตรัสรู้แล้วมีอายุไขแค่แปดสิบปี คนเรานั้นอย่าติดตำรา สมาธิหัดทำให้เก่ง อะไรที่สงสัยจะไม่ต้องสงสัยอีก เดี๋ยวจะกลายเป็น " เจ้า
หนู ทำไม

"2.พระพุทธเจ้าประเภท ศรัทธาบารมี ใช้เวลาสร้าง 8 อสงไขยะ กับ แสนกัป พระ โพธิสัตว์ ที่บำเพ็ญทาง ศรัทธานี่ ต้องการให้ทุกคน เป็นคนรวย ท่านจึงเน้นในเรื่องของทาน เป็นพิเศษ สังเกตุ โพธิสัตว์ ประเภทนี้ใจกว้างมากๆ คบหาด้วยแล้ว ถ้าเขามีเงินน่ะ เขาชอบเลี้ยงคนที่คบกับเขา ชอบทำบุญ ทำทานอย่างมาก ท่านเน้นเรื่องนี้มากกว่าเรื่องอื่น เรื่องอื่น ท่านก็บำเพ็ญตามวาสนา บารมีของท่านที่บำเพ็ญมา พระพุทธเจ้าประเภทนี้ คนที่เกิดในยุคท่าน จะไม่มีคนจน แม้แต่คนเดียว มีแต่คนรวย ผู้ที่ไม่ทำทานมา ต้องไปเกิดจักรวาลอื่นไม่สิทธิ์ ที่มาเกิดในยุคนี้
หมายเหตุ ผมมีเพื่อนอยู่คนนึง เขาบำเพ็ญ ทางด้านศัทธาบารมี ยอมรับใจกว้างจริงๆ ในเรื่องของทาน เขาเลิศจริงๆ เป็นอย่างที่ครูบาจารย์ ท่านพูดจริงๆ
3. พระพุทธเจ้า ประเภทวิริยะบารมี พระโพธิสัตว์ ประเภทนี้ ใช้เวลาบำเพ็ญบารมี16 อสงไขยะกับแสนกัป พระพุทธเจ้าประเภทนี้ ใช้เวลาบำเพ็ญ บารมีนานสุดท่านจึงมีบริวาร มากที่สุด ในบรรดาโพธิสัตว์ด้วยกัน คนที่เกิด ในยุคท่านจึงโชคดีสุด เพรียบพร้อมไปในทุกด้านเรื่อง ทรัพย์สมทรัพย์ ไม่ต้องพูดถึงแม้กระ คนที่เป็นศัตรูกัน ก็ยังเป็นมิตรกัน คนที่เกิดในยุคนี้ ต่ำสุดเข้าถึงไตรสรณคม ( แปลว่า ผู้มีใจเข้าถึงพระรัตนะตรัย เคารพด้วยศัทธาอย่างจริงใจ ไม่สงสัยในคำสั่งสอน ) ต่ำสุดแล้ว คนที่ไม่ได้ทำบุญสังฑทาน ไม่มีบุญที่มาเกิดในยุคนี้
ต้องไปเกิดในจักรวาลอื่น
บอกให้รู้อีกอย่าง จักรวาลอื่น มีจำนวนไม่มีที่ สิ้นสุด ต่อให้คนทั้งโลกนี้ไปนิพพานหมด ก็มีมนุษย์เกิดขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด และจักรวาลก็มีจักรวาลไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกันผู้ที่บำเพ็ญบารมีโพธิญาน หรือ พระโพธิสัตว์(พวกพุทธภูมิ ) จะต้องสร้างบารมีให้เต็มสามสิบทัศ บารมีสามทัศ ก็คือ บารมีสิบนั่นเอง
แต่สร้างสามครั้ง แต่ขั้นตอนการสร้างบารมี คือ บารมีต้น บารมีอย่างกลาง ( เขาเรียกว่า อุปบารมี ) และบารมีขั้นปรมัติบารมี (บารมีขั้นสูงสุด) คำว่าบารมี แปลว่า การทำกำลังใจให้เต็ม หรือจะแปลว่าเต็มก็ได้ ของสาวกภูมิ (พระอรหันต์ ) ท่านเรียก บารมีสิบ ในการบำเพ็ญ บารมีมีสามขั้นเหมือนกัน คือ บารมีต้น กลาง (อุปบารมี)และปรมัตถ์บารมี (ขั้นสูง ) ข้าพเจ้าจะอธิบายให้ละเอียด คนที่ไม่เข้าใจหรือไม่รู้เรื่องธรรมเลยเขาจะได้เข้าใจ และเข้าใจชัดเจนไม่ต้องสงสัยอีก บารมีสิบ มีอะไรบ้าง

1. ปัญญาบารมี คือ การเข้าถึงกฎของธรรมดาถ้าได้จริง จะไม่ทุกข์เลย เพราะรู้ว่า ทุกสิ่งใดๆในโลกนี้ วัตถุ คน สัตว์ มีความเกิดในเบื้องต้นมีความเปลี่ยนแปลงในท่ามกลาง ในที่สุดทุกสิ่งทุกอย่าง ก็สลายตัวไป แม้กระทั่งร่างกายที่รักที่สุด ก็ต้องจากมัน วัตถุทุกอย่างที่สร้างมา ก็ต้องทิ้งไว้กับโลก ถ้าเข้าถึงกฎธรรมดานี่ คือวิปัสนาญาน ก็ไม่เป็นทุกข์ใจเลยถ้าไม่เข้าใจเรื่องกฏของธรรมดาเลย อารมณ์ ที่มากระทบจิต ก็ต้องดิ้นรน ไปตาม
อารมณ์ที่มากระทบ อย่างเลี่ยงไม่ได้ ต้องทนทุกข์ไป อะไรที่ต้องทน ก็คือทุกข์ ทุกข์คือ สิ่งที่ทนได้ยาก ไม่ว่าจะเกิดกับใคร

2 ทานบารมี คือ การมีกำลังใจที่พร้อมจะช่วยเหลือ ผู้อื่นทุกเมื่อ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ

3.ศีลบารมี คือมีจิตใจที่ปกติ ไม่ทำลายศีลด้วยตนเอง ไม่ยินดีเมื่อผู้อื่นทำลายศีล ไม่ชี้แนะ
ผู้อื่น ให้ทำลายศีล ศีลนี่แปลว่าปกติ คนที่ทุกข์มากเพราะ ไม่เห็นคุณค่าของศีล เพราะศีล นำความสุขมาให้โดยตรง กันตกนรกโดยตรงอีกด้วย ยกตัวอย่าง ศีลห้าข้อที่สองไม่ลักทรัพย์ โทษของศีลข้อนี้คือ ไฟไหม้บ้าน น้ำท่วมบ้าน บางทีการที่ขโมยสิ่งของเล็กน้อยๆ จนเป็นนิสัยก็เป็นกรรมหนักได้ น้ำหยดลงตุ่ม ทีละหยดเต็มได้ฉันใด กรรมชั่วที่ทำบ่อยๆ ก็เป็นกรรมที่ให้ผลหนักฉันนั้น ที่เห็นชัดมาก เช่น อุทกคภัย ต่างคนต่างทำกรรมนี้ ทำไว้ตั้งแต่อดีตชาติ ลืมไปแล้ว ชาตินี้เป็นคนดี มีศีลมีธรรม แต่กรรมมันจ่ออยู่เมื่อมีโอกาส มันก็ส่งพร้อมกัน เพราะต่างคน ต่างเคยทำกรรมข้อนี้ไว้ กรรมชั่วมันมารวมตัวกัน มันจึงเกิดน้ำท่วมบ้านเพราะเหตุที่ ต่างคนต่างเคยทำกรรมข้อนี้ไว้ ในการเวียนว่ายตายเกิดนี้ ที่นับไม่ได้นี้ พระท่านจึง บอกชี้ให้เห็นคุณและโทษของศีลห้าศีลนี้ ไม่มีใครบัญญัติขึ้น แต่มันมีอยู่ตามธรรมชาติ ของมันอย่างนั้น ทุกศาสนาก็อยู่ภายใต้กฏของกรรมทั้งสิ้น ทำกรรมอะไรไว้ก็ต้องรับผลนั้น ไม่ว่ากรรมดี หรือกรรมชั่วจะต้องได้รับ ผลนั้นอย่างเท่าเทียมกัน เพราะมันเป็นกฏธรรมชาติ ไม่มีพระเจ้าของศาสนาใดบัญญัติขึ้น พระพุทธเจ้าท่านก็คงจะไม่ได้บัญญติขึ้น แต่ท่านคงจะเป็นผู้ค้นพบเรื่องกฏของกรรม เรื่องหนทางดับทุกข์( อริยะสัจสี่ ) สิ่งมีชีวิตบนโลก มนุษย์นี้ล้วนอยู่ภายใต้กฏของกรรม ทุกศาสนาเหมือนกันหมด นรกจริง ก็ไม่ได้แบ่งแยกศาสนา สววรค์ก็ไม่ได้แบ่งแยกเชื้อชาติ ไม่ใช่เป็นเทวดาฝรั่ง เอเซียแขก ถ้าเป็นเทวดาก็เป็นเทวดาเฉยๆ แต่งตัวเหมือนกัน ถ้าจะต่างก็ต่างที่ บุญที่ทำไว้บนโลกมนุษย์ไม่เท่ากัน ภาษาอาจพูดภาษาในโลกมนุษย์ ที่ตัวเองเคยเกิด แต่ด้วยความเป็นทิพย์ ก็เข้าใจกันได้ บนสวรรค์ไม่มีภาษาเทพ เหมือนที่ร่างทรงเขาอ้าง ที่เขาพูดภาษาเทพ มันก็คือ ภาษาที่คนอินเดียโบราณพูดกัน พระพุทธศาสนาพิสูจน์ได้ทุกเรื่องไม่ได้สอนให้เชื่อ แต่สอนให้พิสูจน์ความจริงด้วยการ ทำสมาธิและการทำสมาธิก็ต้องทำให้ถูกแนวด้วย ต้องทำแนววิชชาสาม คือกสิณถึงจะพิสูจน์ได้ กสิณที่ให้ผลด้านทิพจักขุญานโดยตรงคือ กสิณสีขาว กสิณแสงสว่าง และกสิณไฟ กสิณนี่แปลว่า เพ่ง และการทำกสิณที่ถูกต้อง เขาให้จำภาพ ไม่ใช้ตาเพ่งภาพ ทำอย่างนั้นตาเสียหมด ยกตัว
อย่างเช่น ถ้า กสิณสีขาว ให้จำภาพสีขาว มาไว้ในอก( ถ้าไว้ในอกจะได้อรูปฌานด้วยคือ สมาบัติห้า) หลับตาจับภาพ สีขาว หายใจเข้า ลมกระทบกระจมูก ลมกระทบอก ลมกระทบท้องเหนือสะดือเล็กน้อย (เขาเรียกว่า ศูนย์กลางกาย ) ภาวนาว่า โอทา หายใจออก ตั้งฐานไว้ที่ท้อง เหนือสะดือเล็กน้อย ลมกระทบอก ลมกระทบริมฝีปาก หรือปรายจมูก ภาวนาว่า กสิณัง ทำอย่างนี้ เมื่อภาพหาย ลืมตาดูภาพใหม่ แล้วหลับตาทำต่อ จนจำภาพได้ เป็นอุคหนิมิตคือ นิมิตติดตาติดใจ ท่านสามารถทำแบบลืมตาได้ด้วย การทำกรรมฐานที่ถูกต้องทำ
ได้แบบลืมตาได้ด้วย เพราะชีวิตเราลืมตามากกว่าหลับตา และต้องทำได้ทุกอริยบทนั่ง เดิน ยืน นอน กรรมฐานที่ทรงตัวมากที่สุดคือ อริยบทท่ายืน หรือเดิน ท่าที่ทำได้เปรียบที่สุดคือ ท่านอน ทำท่านอนถ้าถึงปฐมฌานมันจะตัดหลับทันที หลับไปกี่ชั่วโมง ก็ทรงสมาธิเท่าจำนวนที่ หลับไปได้เปรียบมาก สังเกตุ ถ้าได้ปฐมฌานอย่างหยาบ ทรงฌานเข้านอน จริงตื่นขึ้นมา มันจะภาวนาของมันเอง นี่วิธีสังเกตุ สำหรับผู้ที่ได้ปฐมฌานขั้นหยาบ การทำสมาธิกสิณแบบลืมตา ให้ท่านจำภาพกสิณสีขาว ไว้ในอกพร้อมกับจับลมสามฐาน หรือถ้ายังไม่คล่องจะจับแค่ภาพกสิณก็ได้ ทำจนภาพไม่หาย จนเป็นอุคหนิมิต คือติดตาติดใจ ทำให้คล่องจึงมาจับลมสามฐานไปด้วย หรืออีกวืธี ให้ท่านฝึกจับลมสามฐานแบบลืมตาทำให้คล่อง ไม่เกินสามเดือน ( ผู้เขียนทำวิธีนี้ คือ จับลมสามฐานแบบลืมตาก่อน อยู่สามเดือนแล้วมาทำกสิณ ได้ตอนอายุ20 ทำได้เดือนมีนาคม ย่างเข้า อายุ 21 ปี )
วิธีที่ชี้แนะในการทำกสิณนี้ ทำได้ทั้งสองแบบมีค่าเท่ากัน ถ้าท่านจับกสิณอย่างเดียว ไม่เอา อานาปาน (จับลมหายใจ) สมาธิท่านก็จะได้แค่ อุปจารสมาธิ มันได้อยู่แค่นั้น ไม่เกินจากนั้น อานาปานจึงมีความสำคัญมาก จะทำให้ท่านได้ฌานสมาบัติ ในรูปฌาน ตั้งแต่ ฌานที่หนึ่ง( เขาเรียกว่า สมาบัติหนึ่ง ) ถึงฌานที่สี่( เขาเขาเรียกว่า สมาบัติสี่ สูงสุดของรูปฌานแล้ว )ที่จริงควรทำไปพร้อมกับการจับลมสามฐาน เพราะว่า เมื่อได้ทิพจักขุฌาน ( จิตที่สัมผัสความเป็นทิพย์ ได้คล้ายๆตาเนื้อ ) เวลาคุยกับสิ่งที่เป็นทิพย์ ภาพจะไม่หาย และสามารถทรงได้ถึงสมาบัติสี่ ถ้าไม่เอาอานาปาน (จับลมหายใจ สามฐาน) ก็จะไม่ถึงสมาบัติ ( ปฐมฌานขึ้นไป ตั้งแต่ ฌาน 1- 4 ) ได้แค่อุปจารสมาธิ ( คือสมาธิเฉียดฌาน ) ความก้าวหน้าสมาธิก็ไม่มากกว่านี้ ขอให้ท่านจำภาพกสิณสีขาว พร้อมกับจับลมสามฐาน นึกเมื่อไหร่เห็นเมื่อนั้น จำให้ได้จนติดตาติดใจ จนเป็นอุคหนิมิต หลังจากนั้น บังคับภาพให้ลอยออกมาจากอก ให้ลอยไปด้านซ้าย ด้านขวา ด้านหลังด้านหน้า ทำให้คล่อง และบังคับภาพให้เล็กให้ ใหญ่ตามขนาดที่ต้องการ ทำให้คล่อง หลังจากนั้น ลองคุยกับใครดู ถ้าท่านคุยกับใครแล้วภาพไม่หาย แสดงว่าท่านได้อุปจารสมาธิแล้ว นี่คือเครื่องสังเกตุน่ะ เมื่อได้ถึงขั้นนี้ ทำต่อไปเรื่อยๆ จนภาพนิมิตเริ่มหนาขึ้นเรื่อยๆจน สีของภาพเริ่มเป็นสีประกายพฤกษ์ ตอนนี้เหมาะสมที่จะฝึก ทิพจักขุฌานแล้ว ท่านก็จะเริ่มเห็นภาพ อะไรเกิดขึ้นที่จิตท่าน ให้ท่าน อย่าไม่ยึดติดกับภาพที่เห็น ต้องจับภาพนิมิตที่เราทำ ถึงจะได้ดี ถ้าท่านหลงกับภาพที่เห็นท่านไม่มีวัน ได้ดีทางด้านกสิณ เมื่อทำมาถึงขั้นนี้ ก็สามารถพิสูจน์ คำสอนในพระพุทธศานาได้ดีทีเดียว อยู่ที่ท่านวางอารมณ์จิตได้ถูกต้องไหม เวลาอยากรู้อะไร ให้ถามเทวดารักษาตัวไม่ใช่เห็นใครลอยมา หรือหูได้ยินคำตอบ แล้วท่านถาม ท่านเชื่อ มันหลอกตาย ต้องถามเทวดา รักษาตัวเท่านั้น จึงจะแม่นยำ ภาพเทวดารักษาตัว เขามาปรากฏให้เห็น แบบไหนต้องจำให้แม่น ถ้าผิดเพี้ยนจากที่เคยเห็น เช่น หนาไปนิด นี่ก็ไม่ใช่แล้ว โดนหลอกแล้ว แล้วการทรงอารมณ์ จิตต้องใส ไม่มีวิตกกังวล ถ้าจิตมีกังวล อย่าดูมันไม่แม่น ต้องทรงอานาปานกับกสิณให้มั่นคง ให้จิตสะอาด จิตใสเหมือนแก้ว จะดูอะไร ก็ถามเทวดารักษาตัวจะแม่นอย่าใช้กำลังของตัวเองดู มันจะเพี้ยนไปถึงห้าสิบเปอร์เซ็น หรือมากกว่านั้น อันนี้ต้องระวัง คนที่ดูได้แม่นยำนี่ เขาจะทำจิตเขาให้สะอาด ไม่มีอารมณ์ขุ่นมัว หรือวิตกกังวล
อะไร และจำลักษณะเทวดา ที่มาโปรดได้แม่นยำ ถึงจะดูได้แม่นยำ ไม่เพี้ยน

4. เนกขัมมะบารมี ( การถือบวช ถ้าบวชต้องถือพรหมจรรย์ ถ้าเป็นฆราวาส ต้องทรงสมาบัติให้ได้ขั้นต่ำ อย่างน้อยปฐมฌาน )
5 วริยะบารมี คือ มีความพากเพียรเป็นปกติ
6. ขันติ คือ มีความอดทนอดขั้นต่อสิ่งที่มากระทบจิต ไม่มีความหนักใจ
7. สัจจะคือ ความจริงใจต่อตนเองและต่อผู้อื่น ตั้งใจจะทำอะไรแล้ว ต้องทำให้สำเร็จ เมื่อพูดอะไรกับใครแล้ว ต้องทำให้ได้ตามที่พูด ต้องพยามรักษาคำพูด ผู้ที่เขามีวาจาศักดิ์สิทธิ์ เวลาให้พรใคร จะเป็นไปตามคำพูดทุกประการ เพราะท่าน มีนิสัยถือสัจจะ ทุกชาติมีความจริงใจต่อตนเอง และบุคลอื่นเป็นปกติทุกชาติ
8.อธิฐานบารมี คือ ความตั้งใจในสิ่งที่ตนปรารถนา ผู้ที่ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระปัจเจก หรือ เป็นพระอรหันต์ มีความจำเป็นยิ่งนักที่ต้องอธิฐาน ในสิ่งที่ปรารถนาไม่งั้นไม่สำเร็จ เพราะขาดอธิฐานบารมี แม้
กระทั่งเรื่อง ความสำเร็จทางโลก ให้ประสบความสำเร็จทางโลก ก็ต้องอธิฐานจะสำเร็จในชีวิตได้ง่ายขึ้น เปรียบเหมือนมีเป้าหมาย และแผนที่ที่จะเดินไปสู่เป้าหมายได้ชัดเจน

9 เมตตาบารมี คือ การรักคนและสัตว์ ในฐานะ เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่แบ่งชั้น วรรณณะว่า บุคคลนี้ต่ำกว่าเรา บุคคลนี้เท่าเทียมเรา บุคคลนี้สูงกว่าเรา เพราะรู้ว่า การเวียนว่ายตายเกิด มันไม่แน่นอน บาง
ชาติ ตั้งใจทำบุญกุศลมาดี ก็มีอำนาจวาสนามาก บางชาติใช้ชีวิตประมาท ตายไปก็ไปนรก เพราะไม่มีบุญกุศล ให้ยึดให้เกาะ จึงต้องไป ตามกรรมที่ทำในชาติปัจจุบัน สังเกตุง่ายๆ ไม่ว่านับถือศาสนาไหนเหมือนกันหมด ชีวิตความเป็นอยู่ในชาติปัจจุบัน คือกรรมเมื่ออดีตชาติที่ท่านทำมา ชีวิตในชาติอนาคต คือ กรรมที่ท่านทำอยู่ในปัจจุบัน มันวน กันอยู่อย่างนี้ ที่เขาเรียกว่า การเวียนว่ายตายเกิด หรือ วัฏฏะสงสาร มันมีในธรรมชาติ
อยู่แล้ว สัตว์โลกย่อมไปตามกรรมที่ทำมา ไม่มีพระเจ้าองค์ใดสร้างขึ้น พระพุทธเจ้า ก็ไม่ได้สร้างขึ้น ทรงค้นพบด้วย กำลังพุทธญาน ว่าสิ่งต่างๆ มันมีจริง เรื่องกฏของกรรม ว่าทำกรรมอะไรไว้ ไม่ว่าดีหรือชั่ว จะต้องได้รับ
วิบากนั้นๆ ไม่ช้าหรือเร็ว อยู่ที่ความหนักเบาของกรรมดี หรือกรรมชั่วส่งผลก่อน ถ้ากรรมชั่ว ส่งผลก็มีแต่ความเร่าร้อน กระทบถึงชีวิตความเป็นอยู่ ทำอะไรติดๆขัดๆไปหมด เรียกว่า ดวงตก ถ้ากรรมดีส่งผล ทำอะไรก็ประสบ
ความสำเร็จ เหมือนฟ้าดินเป็นใจ นี่แหล่ะ คือกฏของกรรมล่ะ และทรงค้นพบอริยสัจสี่ หนทางที่ นำสัตว์ขนสัตว์ ให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ข้าพเจ้าบอกอย่างนึง คนที่มีบุญญาธิการมากๆ ไม่จำเป็นต้องมาเกิดใน ตระกูล
สูงเสมอไป เกิดเป็นลูกชาวบ้านธรรมดาก็มีโดยเฉพาะโพธิสัตว์ อยู่ที่ตอนที่ท่านจะลงมาเกิดนั้น ท่านสามารถรู้ด้วยจิตที่เป็นทิพย์ อยู่แล้วว่า การลงมาคราวนี้ จะสร้างบุญได้ขนาดไหน ได้อะไรบ้าง จากการลงมาเกิดครั้งนี้
และ อีกอย่างนึง อยากให้ทราบไว้ สาวกภูมิที่ท่าน สร้างบารมีเต็มแล้ว มาเกิดเป็นชาติสุดท้าย ก็เยอะมาก ส่วนใหญ่มาเกิดเป็นลูกชาวบ้านธรรมดา เพราะเห็นทุกข์ได้ง่ายดายไม่จำเป็นต้องเกิดในตระกูลสูง มีเยอะแยะ
ที่ ท่านมาบวช ในชาติสุดท้ายหรือไม่บวช แต่สามารถ ทำกรรมฐานให้สำเร็จ จนถึงอรหันตผล ในชาติสุดท้าย ประเทศไทยนี่คงจะมีพระอรหันต์เยอะมาก ที่ท่านชวนลงเกิด แต่ส่วนใหญ่ พุทธบริษัทไม่ทราบเองเท่านั้นฉะนั้น การดูคน มองคน จงอย่าดูที่ฐานะ ไม่ใช่เขามาเกิด เป็นลูกชาวบ้านแล้ว เขาจะมีบุญญาธิการน้อย เขามาสร้างบารมีต่างหากล่ะ ถ้าดูบารมีกันจริงๆ ต้องดูว่า ทำอะไรได้บ้าง เช่น ทานเขาทำเป็นปกติไหม ศีลเขา
พยามรักษาไหม สมาธิเขาเก่งไหม และที่สำคัญ ธรรมมะเขาบรรลุได้ถึงขั้นไหน การบรรลุธรรม ไม่ใช่ความจำน่ะ แต่เข้าใจจิต(ความคิด) ของตัวเองต่างหากล่ะ ว่าต้องปรับปรุงอะไรบ้าง ที่บกพร่องอยู่ และตั้งใจ
แก้ไขในสิ่งนั้นๆ ถึงแม้จะทำไม่ได้ในทันทีแต่ก็พยามทำ ตั้งใจทำ นี่ถึงเรียกว่า การฝึกใจ ที่แท้จริง ไม่ใช่ปากประกาศ บอกชาวบ้านว่า ผมหรือฉันยังเลวอยู่ แต่ไม่เคยโน้มจิตมาดูความคิดตัวเองเลย เรียกว่า พูดแต่ปาก ธรรมที่พระพุทธเจ้า ทรงสอนได้แค่ความจำ (ตัวสัญญา ) จะเรียกว่า เถรใบลานเปล่าก็ไม่ผิดไม่ได้ต่างอะไรกับปุถุชน ที่หนาแน่นไปด้วยกิเลส นี่แค่บอกให้รู้ไว้ ธรรมที่พระพุทธเจ้าสอน ถ้าไม่รู้จักตนเอง จะไปรู้จักผู้อื่นได้อย่างไรกัน

10. อุเบกขา คือ การวางเฉยต่ออารมณ์ ที่มากระทบจิต ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ที่ถูกใจ อารมณ์ดีใจ อารมณ์ไม่ถูกใจ อารมณ์ขัดใจ เพราะรู้อยู่ว่า สองอารมณ์นี้มันกระทบทุกวันเป็นปกติไม่ใช่ เขาด่า เขาว่า เขานินทาจะไม่มีอารมณ์อะไร รู้อารมณ์ มีโลภ โกรธ หลง แต่พยามทำจิต ให้เป็นอารมณ์กลางๆ อย่าให้อารมณ์ทุกข์ หรืออารมณ์ดีใจที่สมหวัง มันเกาะกินใจถ้าทำได้จะดีมาก ทุกข์จะน้อย ต้องใช้กำลังของสมาธิ (สมถะ) เป็นกำลัง ในการทำให้จิตสงบและใช้วิปัสนาญาน คือ ตัวปัญญา เข้าตัด อารมณ์ที่มากระทบจิต วิปัสนาญานคือ การ
เข้าถึง กฏของธรรมดานั่นเอง ยอมรับมัน ไม่มีอารมณ์ฝืน ถ้าเมื่อไหร่ มีอารมณ์ฝืน ก็ต้องทุกข์เมื่อนั่น ทุกข์ ก็คือ สิ่งที่ต้องทน สิ่งไหนที่ต้องทน สิ่งนั้นคือ ทุกข์นั่นเอง
บารมีต้นของโพธิสัตว์ ยังแบ่ง เป็น หยาบ ปานกลาง ละเอียดถ้าโพธิสัตว์ บารมีต้น ทำได้เพียงแค่ ทาน ไหว้พระสวดมนต์เท่านั้น กำลังใจ (บารมี ) ที่จะทำในด้านสมาธิยังไม่ถึง ไม่สามารถทำได้อุปบารมี ของพระโพธิสัตว์ ยังแบ่งเป็นหยาบ ปานกลาง ละเอียดถ้าโพธิสัตว์ ประเภทปัญญาธิกะ บำเพ็ญบารมีเข้า อสงไขยะที่สอง เดินมาได้ครึ่งทางแล้วล่ะ จะเริ่มทำสมาธิอย่างจริงจัง ถ้าเป็นศรัทธาบารมี ก็เข้ามาที่อสงไขยะที่สี่ ถ้าเป็นวิริยะก็ต้องอสงไขยะที่แปด เริ่มจะเก่งสมาธิ จะฝึกได้ทั้งหลับตา ลืมตา ฝึกทั้งกสิณสิบกอง ฝึกทั้งอรูปฌาน ฝึกกรรมฐานทั้งสี่สิบกอง แต่ยังทรงไม่ครบทุกกองพระโพธิสัตว์บารมีขั้นอุปบารมีขั้น ละเอียดคือ จะเก่งเรื่องสมาธิกสิณสิบนี่ มีปัญญาฝึกได้ สามารถทำสมาธิได้คล่องมาก ได้ทุกอริยบท ทั้งหลับตา ลืมตา เกิดชาติใดสามารถ เหาะได้ทุกชาติ กรรมฐานสี่สิบกอง ก็ฝึกได้แล้วแต่ทรงไม่ครบสี่สิบกอง พร้อมกัน
บารมีขั้นปรมัตถ์ จะมีหยาบ ปานกลาง ละเอียดบารมีขั้นปรมัติบารมีขั้นละเอียด จะเก่งในกรรมฐานสี่สิบกอง สามารถทรง กรรมฐานทุกกองได้ถึง สมาบัติสี่หมด มีกำลังใจจับ พระนิพพาน เป็นอารมณ์ตลอดเวลา ท่านพ่อ
ฤาษีบอกว่า ต้องเอากำลังใจ ไปวัดกับสังโยชน์สิบ ไม่ได้ตัดกิเลส แค่เอาใจไปวัด ว่าทำได้ไหม ถ้าทำได้ นั่นแหล่ะวิสัยของ พุทธภูมิขั้นปรมัตถ์ ท่านพ่อฤาษีลิงดำ บอกว่า เขาทำกันอย่างนี้
ผู้ที่เป็นโพธิสัตว์ ต้องพยามทำกรรมฐานสี่สิบกองให้สำเร็จ เพราะเป็นวิชาครูโดยตรง ถ้าสำเร็จแล้วและทรงได้ถึงฌานสี่หมด
ทุกกองท่านถึง ทำได้ถึงขั้นปรมัตถ์ แบบละเอียด
การวัดกำลังใจเขาวัดจาก สิ่งที่ท่านทำได้ จริงๆ ไม่ใช่เพ้อเจ้อ ท่านรู้อยู่แก่ใจดีว่า ท่านได้บำเพ็ญ อยู่ในขั้นใดการที่ท่านจะเป็นโพธิสัตว์ ประเภทใด ท่าน ก็ดูใจท่านเอง ถ้าท่านชอบประเภทใด นั้นล่ะท่านเป็นโพธิสัตว์ประเภทนั้น เฉพาะเรื่องนี้น่ะ ไม่มีทิพจักขุญานก็ตรง กับกำลังใจที่ท่านพอใจเฉพาะเรื่องนี้น่ะ แต่ต้องรู้ก่อนว่า พระพุทธเจ้ามีกี่ประเภท และแต่ล่ะประเภทมีจุดเด่นอะไรบ้าง ถึงจะตรงกับกำลังใจของตน อารมณ์มันจะบอกตรง ไม่มีการฝืนอารมณ์ แล้วคนไหน ที่เป็นโพธิสัตว์ ถ้าไม่ฟังชาวบ้าน ที่ได้ทิพจักขุฌานได้ ว่าท่านเป็นโพธิสัตว์ ประเภทนั้นๆ ประเภทนี้ หรือว่าจะสำเร็จเมื่อนั้นๆ ขอจงอย่าพึ่งเชื่อ ตัวเองต้องทำกรรมฐานให้เก่งก่อน ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง ถึงจะเชื่อถือได้แล้วการแอบอ้าง ว่าตัวเองจะเป็นพระพุทธเจ้า
องค์นั้นๆ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า มันไม่จริงเป็นกรรมหนักมาก ตายไปไปอเวจีอย่างเดียวเลยการปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าไม่ใช่ของเล่นนี่เตือนกัน ในกลุ่มเพจพระโพธิสัตว์ ผู้ปรารนาเป็นพระพุทธเจ้า นี่ต้องระวัง
กาลเวลา ในสร้างบารมี คำว่า อสงไขยะ นี่แปลว่า " กาลเวลาที่นับไม่ได้หนึ่งครั้ง "นั่นคือ 1 อสงไขยะกัป นี่จะนับเป็นปีไม่ได้ เพราะมีอายุไขที่นับอายุเป็นปีไม่ได้ ท่านเปรียบว่า " ถนนที่ยาว กว้าง ลึก 16 กิโลเมตร ทุกหนึ่งร้อย
ปีโลกมนุษย์ โยนเม็ดผักกาดไปหนึ่งเม็ด จนเต็มถนนนั้น นั่นแหล่ะเขาเรียกว่า 1 กัป
ในบรรดาพระโพธิสัตว์ ทั้งสามประเภท พระโพธิสัตว์ที่ฉลาดที่สุด คือ ปัญญาธิกะ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า สร้างบารมีมาด้านปัญญาเพราะใช้เวลา บำเพ็ญบารมีรวดเร็วสุด อย่าเห็นว่า เมื่อพระโพธิสัตว์ ประเภทปัญญาธิกะสร้างแค่สี่อสงไขยะกับ แสนกัป จะมีบุญญาธิการ น้อยกว่าโพธิสัตว์ประเภท ศรัทธาบารมีใช้เวลาสร้างแปดอสงไขยะ กับแสนกัปและโพธิสัตว์ ประเภทวิริยะบารมี ใช้เวลาสร้างสิบหกอสงไขยะกับแสนกัปบุญญาธิการและบารมีที่บำเพ็ญ เมื่อบำเพ็ญ
ครบ ตามวาระของคนที่จะเป็นพระพุทธเจ้าประเภทนั้นๆ ท่านถือว่าเท่าเทียมกัน คือ สร้างเต็มสามสิบทัศ เท่าเทียมกัน ถึงแม้จะใช้เวลาบำเพ็ญ ต่างกันก็ตาม ถ้าท่านใดสร้างเกินไปบ้าง ก็คือผลพลอยได้ ของท่านนั้นๆ เขาเอาแค่เต็มสามสิบทัศเป็นเกณฑ์ เท่านั้น
เรื่อง คำทำนายคนที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้า จะต้องได้รับพุทธพยากรณ์ ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า ชื่ออะไรเป็นสิ่งที่ คนปรารถนาพุทธภูมิ ทุกคนต้องได้รับการพยากรณ์ถามว่า คนที่ได้รับพุทธพยากรณ์ จะต้องได้เป็นพระพุทธเจ้าจริงๆไม่ตอบ ในธรรมเนียมพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย การได้รับการพยากรณ์ จากพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง เพื่อเป็นกำลังใจ ในการบำเพ็ญบารมี ท่านที่ได้รับการพยากรณ์ ว่าจะได้เป็นพระ
พุทธเจ้า แต่ลาพุทธภูมิ ก็มีเยอะ ที่รู้จักกันมากคือ พระสังกัจจายนะ แม้กระทั่งพระยามารธิราช ซึ่งคนรู้จักว่าท่านปกครองสวรรค์ชั้นหกอยู่ ด้วยผลกรรมที่ผูกอาฆาต ต้องทำให้ท่านต้องลาพุทธภูมิ เข้าพระนิพพานแล้วตอนนี้ มีหลายท่านถามว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทำนายแล้ว ท่านนั้น ทำไมถึงไม่ได้เป็นพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้า ทำนายอะไรแล้วไม่เคยพลาด แม้แต่ครั้งเดียว เรื่องนี้ก็ได้ให้คำตอบแล้วว่า " เป็นธรรมเนียมของโพธิสัตว์
ตั้งแต่ ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ต้องได้รับ การพยากรณ์ ทุกองค์ถึงแม้จะเป็นแค่บารมีต้น ก็แล้วแต่ เพื่อเป็นกำลังใจในการบำเพ็ญบารมีนั้นเอง " ไม่นั้นจิตใจก็จะไม่มั่นคง ไม่มั่นใจในการสร้างบารมี นี่คือคำตอบ
ที่ชัดเจน ถามว่าพระพุทธเจ้าท่านคงจะทราบดีเรื่องนี้ ว่าคนที่ท่านพยากรณ์จะได้เป็น พระพุทธเจ้าไหม หรือไม่ได้เป็น คนที่มีปัญญาเขาให้คำตอบแล้ว ก็เข้าใจง่ายแต่ถ้าพวกถือตำรา เป็นปทมรมะนี่พวกโง่นี่ คุยสักแสน
ชาติ ก็เท่านั้น ไม่รู้จักทำกรรมฐานให้เก่ง พูดไปก็เท่านั้น ถ้าอยากรู้อะไรฝึกกรรมฐานให้เก่ง ก็จะรู้ได้ไม่ยาก ไม่ต้องค้านให้เหนื่อยดีไม่ดี ค้านไปค้านมา พาลงอเวจีเสียอย่างนั้น
ตอบคำถามที่อยากรู้ถามเรื่อง การลาพุทธภูมิ จะลาขาดได้เมื่อการลาพุทธภูมิ ถ้าไม่ปรารถนา จะเป็นโพธิสัตว์ต่อ ไม่อยากเป็นแล้วพระพุทธเจ้า ทำได้ไหม
ตอบตอนที่ปรารถนา จะเป็นพระพุทธเจ้า เพราะคิดว่า ท่านเก่งเหนือใครในสามโลกนี้ หรือคิดว่าท่านมีฤทธิ์เหนือใคร ในสามโลกและจักรวาลและอนันตจักวาล หรือ ตอนที่พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ทำพุทธปฏิหาร ให้สามโลกได้เห็นกันหมด ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ คนที่ตกนรก เทวดาพรหม มนุษย์ ได้เห็นกันทั้งสามโลกพร้อมกันเมื่อเห็นกันหมด ทั้งสามโลก ส่วนใหญ่ 90 %อยากจะเป็นพระพุทธเจ้าทันที เห็นฉัพพรรรังสี ที่ออกจากกาย เป็นหกสีมีความงดงามและสว่างไป ทั้งสามโลก ต่างคน ต่างคิด อยากจะเป็นพุทธเจ้า กันทั่งนั้น แค่ท่านคิดว่าอยาก
เป็นพระพุทธเจ้า " ท่านได้สิทธิ์เดียวนั้น คือเป็นโพธิสัตว์ทันที ไม่ว่าท่านจะรู้หรือไม่รู้ก็แล้วแต่ " แค่คิดก็เป็นทันทีเดี๋ยวนั้น แต่การลาพุทธภูมิ ไม่ใช่ลาง่ายๆ มีกฏเกณฑ์ทีแน่นอน และชัดเจน ท่านพ่อฤาษีลิงดำบอกไว้
ชัดเจนว่า ถ้าเป็นโพธิสัตว์ประเภทวิริยะบารมีก็ต้อง อสงไขยะที่ 16 ถ้าเป็นโพธิสัตว์ประเภทศรัมธาบารมี ก็ต้องอสงไขยะที่ 8 ถ้าเป็นพระโพธิสัตว์ ประเภทปัญญบารมี ก็อสงไขยะที่ 4 คือ ต้องสร้างบารมี อสงไขยะสุดท้าย
เท่านั้นถึงจะลาได้ขาด หายสงสัยกันแล้วน่ะ
ถาม การลาต้องเตรียมอะไรบ้าง และพูดอย่างไร ตอบ ให้ท่านหาพวงมาลัยมะลิหนึ่งพวง.ใส่ถาดหรือภาชนะที่เป็นจานก็ได้ พร้อมกับธูปสามดอก เทียน 1 เล่ม บูชารูปตัวแทนองค์
สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ตั้ง นะโม 3 จบ ก่อนแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าชื่อ นามสกุล ....... ขอกราบขมาต่อคุณพระศรีพระรัตนะตรัย ข้าพเจ้าขอลาพุทธภูมิ ตั้งแต่บัดเป็นต้นไป จนตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน แล้วกราบพระสมครั้งเป็นอันเสร็จพิธี ถาม คนที่เป็นพระโพธิสัตว์ จำเป็นไหมต้องเกิดในวรรณะกษัตริย์ ตลอดไป หรือต้องเกิด
ในตระกูลสูงตลอดเวลา
ตอบ คนเป็นพระโพธิสัตว์ ไม่จำเป็นต้องเกิดในวรรณะกษัตริย์ ตลอดหรือเกิดในวรรณะสูงตลอด ท่านพ่อฤาษีบอกว่า ให้ดูเจ้าชายสิทธัทธะ ก่อนที่พระองค์จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านเคยเกิดเป็นทั้ง คนยากจนเข็ญใจ เป็นทั้งเศรษฐี เป็นกษัตริย์ เป็นขุนนาง เป็นนักรบ เป็นฤาษีเป็นนักบวช (บวชพระ) เป็นลูกชาวบ้านคนธรรมดา สลับไป สลับมาอย่างนี้ นับชาติไม่ได้ ถ้าชาติไหนใช้ชีวิตประมาท ก็ตกนรกก็เคยตก เคยเป็นสัตว์เดรฉาน ก็เป็นหลายชาติอยู่(ถ้าโพธิสัตว์เกิดเป็นสัตว์เขาเรียกว่า " พญา " จำกันเอาไว้น่ะจะได้เรียกถูกต้องและ เจ้าชายสิทธัทธะองค์นี้ เคยเป็นพระอินทร์บ่อยที่สุด และพระอนุรุส ก็ได้เป็นพระอินทร์บ่อยเช่นกัน พระอินทร์คือใคร พระอินทร์เป็น กษัตริย์ของเทวดา ดูแลสวรรค์หกชั้นมี นายเทวดาอีกห้าชั้นขึ้นกับพระอินทร์ และมีแม่ทัพสวรรค์ และทหารเทวดาชั้นจตุมหาราชิกา ปกครองสวรรค์ชั้นที่ 1 เป็นบริวารพระ
อินทร์ แม่ทัพสวรรค์ 4 องค์ (ท้าวมหาราช ) ดูและสี่ทิศ ทิศเหนือ คือ ท่านท้าวมหาราชเวรสุวรรณ เป็นแม่ทัพ มีทัพ ชื่อ ทัพยักษ์ ทิศตะวันตก มีทัพชื่อ ทัพพยานาค ทัพนาคคือ ทัพเทวดาน่ะ ถ้าพญานาคที่เป็น กึ่งสัตว์เดรฉานกับเทวดา ก็ขึ้นกับทัพนี้เหมือนกัน มีท่านท้าวมหาราช ชื่อ ท่านท้าววิรูปักษ์ เป็นแม่ทัพดูแลทิศตะวันตก ทิศตะวันออก มีท่านท้าวมหาราชชื่อ ท้าวธตรฏ เป็นแม่ทัพใหญ่ มีทัพชื่อ คนธรรธ์ เป็นบริวาร ทิศใต้มีท่านท้ามหาราชชื่อท้าววิรุฬหก เป็นแม่ทัพ มีทัพชื่อ กุมภัณฑ์เป็นบริวาร แม่ทัพสวรรค์ มีหน้าที่ปกครองโลกมนุษย์โดยตรง ใครอยากรวยต้องบรวงสรวงท่านท้าวมหาราชและทหารของท่านเป็น กิจการงานจะราบรื่น ทำกิจการใดก็รุ่งเรืองง่ายถ้าบรวงสรวงเป็น เพราะเป็นนายของพระภูมิตรงๆเลย อากาศเทวดาก็คือ เทวดาชั้นจตุมหาราชิกา นี้มีหน้าที่คุมพระภูมิ โดยตรง และพระภูมิ มีหน้าที่รักษา เขตที่ดินนั้นๆ ไม่ว่าที่นั้นๆ จะมีบ้านเรือนเกิดขึ้นกี่หลัง จะเป็นล้านหลัง ก็มีพระภูมิ ที่เแนเทวดาดูแล มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในเขตนั้น พระภูมิองค์หนึ่ง มีอาณาเขตดูแลบ้านเรือน ประมาณสิบกิโลอันนี้ บอกให้รู้ ถ้าอยากรวยต้องบรวงสรวงเป็น และยิ่งเป็นโพธิสัตว์นี่ ต้องพึ่งท่านท้าวมหาราชและลูกศิษย์ของท่าน อย่างมากในการบำเพ็ญบุญบารมี ถ้าโพธิสัตว์ที่ฉลาดมากๆ เขาบรวงสรวง ท่านท้าวมหาราชเป็นสมัยหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค มหาโพธิสัตว์ ผู้ที่คงจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอันใกล้นี้ ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านพ่อฤาษีรวมถึงท่านพ่อฤาษี จะทำการใดๆ ท่านทำพิธืบรวงสรวงท่านท้าวมหาราชบ่อย เพราะรู้ว่า มีหน้าที่ปกครองโลกมนุษย์โดยตรง
การมองคน ขอท่านทั้งหลายอย่าคิดว่าบุคคลนั้นๆ เขามาเกิดเป็นลูกชาวบ้าน แล้ว
มองเขาต่ำต้อย อันนี้ต้องคิดเสียใหม่ เขาคนนั้นๆ อาจจะสร้างบุญญาธิการมามากก็ได้เขาอาจจะเคยยิ่งใหญ่มาก่อน นับชาตืไม่ถ้วนมันจะมีเครื่องสังเกตุอยู่ ในความสามารถของบุคคลนั้นๆ การมาเกิดของโพธิสัตว์แต่ละองค์ก่อนที่เขา จะลงมาเกิด จิตที่เป็นทิพย์ จะบอกเขาเองว่า เขาควรมาเกิดเป็นใคร อยู่ในฐานะใด ถึงจะบำเพ็ญบารมีได้มากสุด ได้ไวที่สุดเขาก็จะมาเกิด ในวรรณะนั้นๆ ตระกูลนั้นๆเมื่อจบภารกิจ เขาก็ไปพักบนสวรรค์ และการไปพักของพระโพธิสัตว์บางองค์ ถึงแม้เขาจะมาเกิดเป็นลูกชาวบ้านธรรมดา แต่โพธิสัตว์บางองค์ ท่านอาจจะเก่ง เรื่องทาน อาจจะเก่งเรื่องกรรมฐานก็ได้ สามารถทำให้ตัวเองได้เป็นถึงพระอินทร์ ในอนาคตอันใกล้นี้ เหมือนชาวชายสิทธัทธะ และด้วยบุญบารมีของท่านมากมายนัก อาจจะได้เป็นพระอินทร์บ่อย เหมือนเจ้าชายสิทธัทธะ ก็เป็นไปได้ จนหลาย
ท่าน อาจจะนึกไม่ถึงเสียด้วยซ้ำไป เพราะเห็นแค่เขาคนนั้นเป็นแค่ลูกชาวบ้านธรรมดา เขาอาจะไม่ธรรมดาก็ได้ เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นแล้วกับ กษัตริย์พระพรหมองค์ปัจจุบันนี้ ท่านชื่อท่านท้าวสหบดีพรหม ก่อนที่ท่านจะเกิดเป็น
ถึงกษัตริย์ของพระพรหม องค์ปัจจุบัน ท่านเคยเป็น ลูกชาวบ้านธรรมดามาก่อน ท่านเกิดในกรุงรัตนะโกสินทร์นี้เอง ตอนทีามีชีวืตท่านทำให้ตัวเองเก่งกรรมฐาน ตายไปไปจติบนพรหมขั้นสิบหก ตำแหน่งกษัตริย์พระพรหม
ว่างพอดี เมื่อวัดกับบุญญาธิการที่บำเพ็ญมาทั้งหมด ไม่มีพระพรหมองค์ใด สู้บุญญาธิการท่านได้ แม้แต่องค์เดียว ท่านจึงได้เป็น กษัตรย์พระพรหม ข้าพเจ้าจึงบอกท่านทั้งหลาย ดูคนอย่าเห็นเขาเกิดมาเป็นลูกชาวบ้านธรรมดา
มองว่า ไม่มีอะไร แล้วท่านจะตกใจ เหมือนท่านท้าวสหบดีบดี องค์นี้เป็น ใครจะไม่นึกว่าท่าน จะมีบุญญาธิการมากมายนัก ข้าพเจ้าจึงบอกว่า บางคน บางท่าน ท่านอาจจะสะสมบุญญาธิการ มามากก็ได้ การดูคนเขาไม่
ได้ดูฐานะ หรือศักดิ์ศรีที่เป็นอยู่ปัจจุบัน เขาดูว่าถ้า คนที่มีบุญญาธิการจริงๆ ต้องสามารถต่อบุญ ต่อวาสานา ให้ตัวเองได้ ถ้าท่านใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท รู้จักความสามารถของตัวเอง ไม่โลภจนเกินความสามารถของตัวเอง
รผู้จักพอเพียง และรู้จักต่อวาสนาให้ตัวเองด้วยการรู้จักทำบุญ ทำทาน มีกตัญญูต่อพ่อแม่ ต่อผู้มีพระคุณ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย หาโอกาสตอบแทนคุณ รู้จักให้ทานคนยากจน รู้จักทำทานกับสัตว์เดรดาน รู้จักรักษาศีล รู้จักไหว้พระสวดมนต์ ตามศาสนาที่ท่านนับถือ รู้จักเจริญกรรมฐาน และที่สำคัญรู้จักตัวเอง คือ
รู้จัก ดูความคิดตนเอง และพยามปรับปรุงแก้ไข ข้อบกพร่องของตนเอง อย่างนี้ถึงได้ชื่อ ว่า " คนมีบุญญาธิการมาเกิด"
จากปัจจัยที่ข้าพเจ้า นายชูศักดิ์ เอกวานิช เขียนบทความนข้าพเจ้าขอถวายเป็นพุทธบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา จงเป็นปัจจัย ให้ข้าพเจ้าจงสำเร็จพระโพธิญาน ได้เป็นพระพุทธเจ้าปัญญาธิกะองค์หนึ่งในอนาคตกาล
เถิด สาธุ

สุดท้ายนี้ข้าพเจ้านายชูศักดิ์ เอกวานิช (ชาลี) ขออาธนาบารมีคุณพระศรีรัตนะตรัยจงดลบันดาลให้ ท่านสาธุชนทั้งหลาย จงประสบแต่ความดี ปราศทุกข์ จงมมีความเป็นอยู่ที่เป็นสุข มีความคล่องตัวในการทรงชีวิต คิดหวัง
สิ่งใดในสิ่งที่ดีงาม ขอจงสมหวังอย่างรวดเร็ว ขอให้ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง ขอ
จงรวยมากๆ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เอวังโหตุ

อิมัง พุทธัง สัจจะวาจัง ดั่งแก้วสารพัดนึก
โสตัสภิญา ดั่งแก้วสารพัดนึก จงสำเร์จ
สัจจะวาจัง อธิฐานมิ

อิมัง ธัมมัง สัจจะวาจัง ดั่งแก้วสารพัดนึก
โสตัสภิญา ดั่งแก้วสารพัดนึก จงสำเร์จ
สัจจะวาจัง อธิฐานมิ

อิมัง สังฆัง สัจจะวาจัง ดั่งแก้วสารพัดนึก
โสตัสภิญา ดั่งแก้วสารพัดนึก จงสำเร์จ
สัจจะวาจัง อธิฐานมิ
__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 02:26


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่