อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > หอมหาปุญโญ

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 07-02-11, 11:32
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,144
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,851
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,963 ครั้ง ใน 77,963 ข้อความ
พลังบุญ: 56711
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile ห้องบุญผ้าจีวรที่สร้างได้อย่างงดงามอลังการที่สุดในพระศาสนาของพระองค์ปัจจุบัน

อภิญญา-ห้องบุญผ้าจีวรที่สร้างได้อย่างงดงามอลังการที่สุดในพระศาสนาของพระองค์ปัจจุบัน-imagescabl2ex4-jpg
อภิญญา-ห้องบุญผ้าจีวรที่สร้างได้อย่างงดงามอลังการที่สุดในพระศาสนาของพระองค์ปัจจุบัน-imagesca48rq57-jpgอภิญญา-ห้องบุญผ้าจีวรที่สร้างได้อย่างงดงามอลังการที่สุดในพระศาสนาของพระองค์ปัจจุบัน-imagescaegows6-jpgอภิญญา-ห้องบุญผ้าจีวรที่สร้างได้อย่างงดงามอลังการที่สุดในพระศาสนาของพระองค์ปัจจุบัน-imagesca48rq57-jpg
อภิญญา-ห้องบุญผ้าจีวรที่สร้างได้อย่างงดงามอลังการที่สุดในพระศาสนาของพระองค์ปัจจุบัน-%E0%B8%9F1-jpgอภิญญา-ห้องบุญผ้าจีวรที่สร้างได้อย่างงดงามอลังการที่สุดในพระศาสนาของพระองค์ปัจจุบัน-%E0%B8%9F1-jpgอภิญญา-ห้องบุญผ้าจีวรที่สร้างได้อย่างงดงามอลังการที่สุดในพระศาสนาของพระองค์ปัจจุบัน-%E0%B8%9F1-jpg
ผ้าสาฏกของพระนางประชาบดีโคตมีมหาเถรีฯ
ที่สร้างได้อย่างสวยสดงดงามอลังการและได้ถวายอย่างอัศจรรย์ฯ
ด้วยพระท่านเมตตาสงเคราะห์ฯ
ในขณะนั้น พระนางมหาปชาบดีทรงเฝ้ารับเสด็จอยู่บนพระมหาปราสาทนั้น ณ ที่นั้นทรงตรัสพระคาถาอีกบทหนึ่งว่า ธมฺมญฺจเร พึงประพฤติธรรม เป็นต้น.ยังพระนางมหาปชาบดี ให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ยังพระราชาให้ดำรงอยู่ในสกทาคามิผล จากนั้นพระราชาทรงอังคาสด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตฯ
จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น เมื่อพระนางมหาปชาบดีโคตมี ทรงเห็นพระรูปของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ทรงพระดำริว่า พระอัตภาพของบุตรเรางดงามหนอดังนี้ ลำดับนั้น พระนางก็เกิดพระโสมนัสเป็นกำลัง แต่นั้น ทรงพระดำริว่าเมื่อบุตรของเราอยู่ในวังตลอด ๒๙ ปี เราก็ไม่เคยถวายสิ่งใด แม้สักว่าผลกล้วยเพียงผลเดียวนั้นเทียว บัดนี้เราจักถวายผ้าจีวรแก่บุตรนั้น และยังทรงคิดต่อไปอีกว่า ก็ในกรุงราชคฤห์นี้มีผ้าราคาแพงมากมาย แต่การที่จะถวายผ้าที่ซื้อมาเหล่านั้นไม่ทำให้เราดีใจ สู้ผ้าที่เราทำเองนั้นไม่ได้ เราจำจะต้องทำผ้าเองถวาย ดังนี้
ในการผลิตผ้าสาฎกทั้งสองผืนของพระนางมหาปชาบดีโคตมีนั้น ทุกขั้นตอนในการผลิต ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งเสร็จสิ้น ล้วนทำอย่างละเอียดประณีตและพิถีพิถันมากกว่าผ้าสาฎกผืนใดๆในโลก
ในขั้นตอนแรก พระพระนางมหาปชาบดีโคตมีจะทรงรับสั่งให้ช่างทอง ทำอ่างทองคำขึ้นมาทั้งหมดเจ็ดใบ เพื่อเอาไว้สำหรับปลูกเมล็ดฝ้ายที่จะนำมาใช้ทอผ้าสาฎกทั้งสองผืน
ขั้นตอนต่อมา หลังจากได้อ่างทองคำแล้ว พระนางก็ทรงรับสั่งให้นำทองคำบริสุทธิ์มาฝนจนเป็นผงละเอียด แล้วเอามาผสมกับเครื่องปรุงที่ประกอบไปด้วยจตุมธุรสทั้งสี่ อันได้แก่ น้ำมันเนย น้ำมันงา น้ำผึ้ง และน้ำตาลโตนด ที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นวิตามินที่ช่วยเสริมให้เมล็ดพันธุ์ฝ้ายเจริญเติบโต และมีความอุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ
เมื่อได้ส่วนประกอบต่างๆแล้ว ก็นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้ากับดินเนื้อดี แล้วนำไปบรรจุใส่ลงในอ่างทองคำทั้งเจ็ดใบที่เตรียมเอาไว้ จากนั้น จึงนำเมล็ดฝ้ายมาปลูก พร้อมกับรดด้วยน้ำนมโคสดผสมผงทองคำบริสุทธิ์ทุกวัน
เมื่อต้นฝ้ายเริ่มเจริญงอกงามขึ้น จนผลิดอกออกบานสะพรั่ง พระนางก็จะทรงเก็บดอกฝ้ายนำมาใส่ในผอบทองคำ แล้วทรงนำดอกฝ้ายเหล่านั้นไป**บ ดีด และปั่น ทำให้เป็นเส้นใยด้วยพระองค์เองอย่างพิถีพิถัน
และด้วยกรรมวิธีในการผลิตเส้นใยที่มีความละเอียดประณีตถึงขนาดนี้ จึงทำให้เส้นใยสำหรับทอผ้าสาฎกของพระนางมหาปชาบดีโคตมี มีความละเอียดประณีต ยากที่จะให้เส้นใยใดมาเสมอเหมือน
ในขั้นตอนสุดท้าย หลังจากที่พระนางมหาปชาบดีโคตมี ได้เส้นใยสำหรับทอผ้าสาฎกทั้งสองผืนแล้ว พระนางก็จะทรงเฟ้นหาช่างทอผ้าชั้นเลิศที่มีฝีมือในการทอผ้าแบบหาตัวจับยาก
เมื่อได้ตัวช่างทอผ้าฝีมือดีแล้ว พระนางจะทรงดูแลช่างทอผ้าเหล่านั้นเป็นอย่างดี โดยให้ช่างเหล่านั้นรับประทานแต่อาหารเลิศรส อีกทั้งพระนางยังทรงมอบเครื่องนุ่งห่ม และเครื่องประดับที่สวยงาม เพื่อเป็นของกำนัลและเป็นกำลังใจให้แก่ช่างเหล่านั้น เป็นจำนวนมากอีกด้วย สุดท้ายจึงได้กลายเป็นผ้าสาฎก ๒ ผืน ยาว ๑๔ ศอก กว้าง ๗ ศอกเสมอกัน
ในกาลที่ผ้านั้นทอเสร็จแล้ว ทรงทำการสักการะใหญ่แก่ช่างศิลป์ทั้งหลายแล้ว ทรงใส่ผ้าคู่หนึ่งใน**บอันมีกลิ่นหอม ทรงให้ถือผ้า ทูลแด่พระราชาว่า หม่อมฉันจักถือผ้าจีวรไปถวายแก่บุตรเรา พระราชาตรัสสั่งให้เตรียมทางเสด็จ ราชบริวารทั้งหลายปัดกวาดถนน ตั้งหม้อน้ำเต็ม ยกธงผ้าทั้งหลาย ตกแต่งทางตั้งแต่พระทวารพระราชวังจนถึงพระวิหารนิโครธาราม ให้เกลื่อนกล่นด้วยดอกไม้ ฝ่ายพระนางมหาปชาบดีทรงประดับเครื่องอลังการทุกอย่าง พร้อมด้วยคณะพระพี่เลี้ยงนางนมแวดล้อมแล้ว ทรงทูน**บผ้า เสด็จไปยังสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว กราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผ้าใหม่คู่นี้ เป็นของหม่อมฉัน หม่อมฉันกรอด้าย ทอเอง ตั้งใจอุทิศพระผู้มีพระภาค ขอพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์ โปรดรับผ้าใหม่ทั้งคู่ของหม่อมฉันเถิด ฯ เมื่อพระนางกราบทูลแล้วอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรโคตมี พระนางจงถวายสงฆ์เถิด เมื่อถวายสงฆ์แล้ว จักเป็นอันพระนางได้บูชาทั้งอาตมภาพและสงฆ์ พระนางมหาปชาบดีโคตมีได้กราบทูลอ้อนวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันสามารถนำผ้าจีวรทั้งหลายจากคลังผ้าถวายแก่ภิกษุร้อยรูปบ้าง พันรูปบ้าง แต่ผ้าใหม่คู่นี้หม่อมฉันกรอด้ายเอง ทอเอง ตั้งใจอุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดรับผ้าใหม่คู่นั้นของหม่อมฉันเถิด พระนางกราบทูลอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสห้ามอย่างนั้นทั้งสามครั้งถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงให้ถวายผ้าใหม่คู่ที่พระนางจะถวายแด่พระองค์ แก่พระภิกษุสงฆ์เล่า ตอบว่า เพราะเพื่อทรงอนุเคราะห์พระมารดา ก็ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระดำริว่า เจตนา ๓ อย่างคือ บุพเจตนา มุญจนเจตนา อปราปรเจตนา ของพระนางมหาปชาบดีนี้ เกิดขึ้นปรารภเราแล้ว จงเกิดขึ้นปรารภพระภิกษุสงฆ์บ้าง เมื่อเป็นเช่นนี้ เจตนาทั้ง ๖ อย่างก็จะรวมเป็นอันเดียวกัน จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขตลอดกาลนานแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมีนั้น ดังนี้ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามถึง ๓ ครั้งแล้ว ทรงให้ถวายแก่สงฆ์ทรงมุ่งหมายอะไร ตรัสอย่างนั้น เพื่อชนรุ่นหลัง และเพื่อทรงให้เกิดความยำเกรงในสงฆ์ด้วย นัยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระดำริอย่างนี้ว่า ตัวเรานั้นดำรงอยู่ไม่นาน แต่ศาสนาของเราจักตั้งอยู่ในพระภิกษุสงฆ์ ชนรุ่นหลังจงทำความยำเกรงในสงฆ์ให้เกิดขึ้น ดังนี้ จึงทรงห้ามถึง ๓ ครั้งแล้ว ทรงให้ถวายสงฆ์ ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น พระศาสดาจึงทรงให้ถวายผ้าใหม่คู่หนึ่งที่พระนางจะถวายแด่พระองค์ให้แก่สงฆ์ ทักขิไณยบุคคลชื่อว่า สงฆ์ เพราะฉะนั้น ชนรุ่นหลังทำความยำเกรงให้เกิดขึ้นในสงฆ์ จักเห็นว่าปัจจัยสี่เป็นสิ่งพึงถวายสงฆ์ เมื่อไม่ลำบากด้วยปัจจัยสี่ สงฆ์ก็จักเรียนพระพุทธวจนะ ทำสมณธรรม เมื่อเป็นอย่างนั้น ศาสนาของเราจักตั้งอยู่ถึง ๕,๐๐๐ ปี ดังนี้
หมายเหตุ ได้ยินว่า ผ้าสาฏกคู่นี้เมื่อส่งต่อให้พระภิกษุสงฆ์ก็ไม่มีท่านใดรับ จนถึงพระอชิตะองค์สุดท้ายจึงได้รับ พระพุทธเจ้าของเราทรงจะแสดงคุณแห่งพระอชิตะให้ปรากฏ จึงได้อธิษฐานลอยบาตรไปในท้องฟ้า และให้พระภิกษุสงฆ์ไปรับบาตรนั้น ปรากฏว่าพระอชิตะเหาะขึ้นไปรับบาตรได้ ทรงตรัสพยากรณ์พระอชิตะ ว่าจักได้ตรัสรู้เป็นพระศรีอาริยเมตไตรย์ เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไปในอนาคตกาลข้างหน้านี้

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 10:32


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่