อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > หอมหาปุญโญ

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 10-08-11, 00:11
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,119
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56658
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile ห้องบุญพุทธบูชาฯที่ให้ผลใหญ่อย่างฉับพลันทันที

พระอนุรุธเถระ
ในประวัติพระอนุรุทธเถระ ในสมัยที่ท่านได้เกิดเป็นนายอันนภาระ ดังมีใจความว่า
ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติขึ้น.เขาถือปฏิสนธิในนครพาราณสีนั้นอีก ในเรือนของตระกูลยาจกเข็ญใจ เขาได้มีชื่อว่า อันนภาระ เป็นคนหาบหญ้า อาศัยอยู่กับสุมนเศรษฐี ผู้ซึ่งให้มหาทานที่ประตูบ้านแก่คนกำพร้า คนเดินทาง วณิพกและยกจก ทุกวัน ๆ วันหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่าอุปริฎฐะเข้านิโรธสมบัติ ที่ภูเขาคันธมาทน์ ออกจากสมาบัตินั้นแล้ว พิจารณาว่า วันนี้ ควรจะทำการอนุเคราะห์ใคร ธรรมดาพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้อนุเคราะห์คนเข็ญใจ ท่านจึงคิดว่าวันนี้เราควรทำการอนุเคราะห์นายอันนภาระ ท่านทราบว่า นายอันนภาระจะออกจากป่ากลับมายังบ้านตน ท่านจึงเหาะจากภูเขาคันธมาทน์มายืนอยู่ที่หน้านายอันนภาระที่ประตูบ้านนั่นเอง
นายอันนภาระเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าทรงถือบาตรเปล่าจึงนิมนต์ว่าโปรดรออยู่ที่นี้ก่อนเถิดขอรับ แล้วรีบไปถามภรรยาว่า อาหารที่ท่านเตรียมไว้สำหรับเรามีหรือไม่ นางตอบว่า มี เขาจึงไปรับบาตรจากพระปัจเจกพุทธเจ้ามา แล้วกล่าวว่า ด้วยเหตุที่เราไม่ได้ทำกรรมที่ดีไว้ในชาติก่อน เราก็ต้องเป็นลูกจ้างเขาอยู่เช่นนี้ ครั้นเมื่อเราปรารถนาจะทำบุญ แต่ก็ขาดของที่จะทำบุญ ครั้นเมื่อมีของที่จะทำบุญก็หาพระผู้สมควรรับไทยธรรมนั้นไม่ได้ มาวันนี้เราพบพระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้าเข้าพอดี และของที่จะทำบุญก็มีอยู่ ท่านจงใส่อาหารที่เป็นส่วนของฉันลงในบาตรนี้ หญิงผู้เป็นภรรยาก็คิดว่า เมื่อใดสามีของเราให้อาหารซึ่งเป็นส่วนของเขา เมื่อนั้นเราก็ควรมีส่วนในทานนี้เช่นกัน คิดดังนั้นแล้วจึงวางอาหารที่เป็นส่วนของตนลงในบาตรถวายแก่อุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้าด้วย นายอันนภาระนำบาตรอันบรรจุภัตตาหารมาถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วกล่าวว่า ขอให้พวกข้าพเจ้าพ้นจากความอยู่อย่างลำบากเช่นนี้เถิด ขอข้าพเจ้าจงอย่าได้สดับคำว่า ‘ ไม่มี ’
พระปัจเจกพุทธเจ้า อนุโมทนาว่า จงสำเร็จอย่างนั้นเถิด เขาจึงปูลาดผ้าห่มของตนลงแล้วนิมนต์พระปัจจเจกพุทธเจ้าเพื่อทรงฉันภัตตาหาร พระปัจเจกพุทธเจ้าทรงนั่ง ณ อาสนะนั้นแล้ว ทรงพิจารณาอาหาเรปฏิกูลสัญญา แล้วจึงทรงฉัน เมื่อฉันเสร็จแล้ว นายอันนภาระจึงถวายน้ำสำหรับล้างบาตร ครั้นเสร็จภัตตกิจแล้ว พระปัจเจกพุทธเจ้าทรงกระทำอนุโมทนาว่าสิ่งที่ท่านต้องการแล้ว ปรารถนาแล้วจงสำเร็จทันที เทวดาที่สิงอยู่ที่ฉัตรของสุมนเศรษฐีเห็นดังนั้นจึงกล่าวสาธุการขึ้น ๓ ครั้ง สุมนเศรษฐีได้ยินเทพยดาประจำฉัตรกล่าวอนุโมทนา จึงคิดว่า เราให้ทานตลอดเวลามากตั้งเท่าไหร่ ก็ยังไม่อาจทำให้เทวดาให้สาธุการ นายอันนภาระที่อาศัยเราอยู่นี้ ถวายบิณฑบาตเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ก็ทำให้เทวดาให้สาธุการได้ เนื่องเพราะเขาได้ทำบุญกับบุคคลผู้ที่สมควรเป็นปฏิคาหก เราพึงให้ทรัพย์แก่นายอันนภาระนั้น แล้วทำให้บุญนั้นเป็นของของเราจึงจะดี คิดดังนั้นแล้วจึงเรียกนายอันนภาระมาแล้วถามว่าวันนี้เจ้าให้ทานอะไร ๆ แก่ใครหรือ นายอันนภาระตอบว่า ข้าพเจ้าถวายภัตตาหารแก่พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าอุปริฎฐะเศรษฐีกล่าวว่า เจ้าจงรับกหาปณะไปแล้วให้บุญนั้นแก่เราเถอะ นายอันนภาระตอบว่าให้ไม่ได้หรอกนายท่าน เศรษฐีเพิ่มทรัพย์ขึ้นจนถึงพันกหาปณะ นายอันนภาระก็ยังกล่าวว่า แม้ถึงพันกหาปณะก็ยังให้ไม่ได้ เศรษฐีกล่าวอ้อนวอนขอให้ส่วนบุญแก่ฉันเถอะ นายอันภาระกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าส่วนบุญนั้น ควรให้หรือไม่ควรให้ แต่ข้าพเจ้าจะถามพระปัจเจกพุทธเจ้าดู ถ้าควรให้ก็จะให้ ถ้าไม่ควรให้ก็จะไม่ให้
แล้วนายอันนภาระจึงเดินไปถามพระปัจเจกพุทธเจ้าว่า สุมนเศรษฐีให้ทรัพย์แก่ข้าพเจ้าพันหนึ่ง แล้วขอส่วนบุญในบิณฑบาตที่ถวายแก่ท่าน ข้าพเจ้าควรจะให้หรือไม่ให้ พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า เราจะเปรียบให้ท่านฟัง ในบ้านตำบลนี้มีร้อยเรือน เราจุดประทีปไว้ในเรือนหลังหนึ่งเท่านั้น เรือนอื่นเอาตะเกียงของตนมาต่อไฟถือไป แสงของประทีปดวงเดิมยังมีอยู่หรือไม่นายอันนภาระกล่าวว่า แสงประทีปก็จะสว่างขึ้นไปอีก พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่าฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อท่านให้ส่วนบุญแก่คนอื่น พันคนหรือแสนคนก็ตาม ให้แก่คนเท่าใด บุญก็เพิ่มขึ้นแก่ตนเท่านั้น ดังนี้ นายอันนภาระกราบพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วกลับไปยังสำนักของสุมนเศรษฐีกล่าวว่า ขอท่านจงรับส่วนบุญในบิณฑบาตทานเถิด เศรษฐีกล่าวว่า เชิญท่านรับทรัพย์พันกหาปณะไปเถิด นายอันนภาระกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ขายบิณฑบาตทาน แต่ข้าพเจ้าให้ส่วนบุญแก่ท่านด้วยศรัทธา เศรษฐีกล่าวว่า ท่านให้ส่วนบุญแก่เราด้วยศรัทธา แต่เราบูชาคุณของท่าน ฉันให้พันกหาปณะนี้ จงรับไปเถิด นายอันนภาระจึงถือเอาทรัพย์พันกหาปณะไป เศรษฐีกล่าวว่า ตั้งแต่นี้ไปท่านไม่ต้องงานให้เหน็ดเหนื่อย ท่านจงปลูกเรือนอยู่ใกล้ถนนเถิด ถ้าท่านต้องการสิ่งใดฉันจะมอบสิ่งนั้นให้ ท่านจงมานำเอาไปเถอะ
ปกติแล้วบิณฑบาตที่บุคคลใดถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้ออกจากนิโรธสมาบัติ บุคคลนั้นย่อมได้รับผลบุญในวันนั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้นสุมนเศรษฐีในครั้งก่อนที่ไปเฝ้าพระราชา ก็ไม่เคยชวนนายอันนภาระไปด้วย แต่ในวันนั้นได้ชวนนายอันนภาระไปด้วย ในวันนั้นพระราชาไม่มองดูเศรษฐีเลย ทรงมองแต่นายอันนภาระเท่านั้น เศรษฐีจึงทูลถามว่า เหตุไฉนพระองค์จึงทรงมองดูแต่บุรุษผู้นี้ พระราชาตรัสว่า เรามองดูเขาเพราะไม่เคยเห็นเขาเข้าเฝ้าในวันอื่น ๆ เขาชื่ออะไร เศรษฐีทูลว่า ชื่อนายอันนภาระ แล้วเศรษฐีก็ได้เล่าเรื่องที่เขาไม่บริโภคอาหารของตน แต่ถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าอุปริฎฐะ แล้วเขาได้แบ่งส่วนบุญให้ เขาได้ทรัพย์พันกหาปณะจากตนเพื่อบูชาบุญนั้น พระราชาตรัสว่า เขาก็ควรจะได้จากเราบ้าง เราเองก็ควรทำการบูชาบุญนั้น แล้วจึงพระราชทานทรัพย์พันกหาปณะให้นายอันนภาระ แล้วตรัสสั่งให้พนักงานสำรวจดูบริเวณที่จะปลูกเรือนที่นายอันนภาระจะอยู่ เมื่อพนักงานกำลังจัดแจงแผ้วถางที่สำหรับเรือนนั้นก็ได้พบขุมทรัพย์ชื่อปิงคละ ในที่นั้นตั้งเรียงกัน จึงมากราบทูลพระราชา ๆ สั่งให้ไปขุดขึ้นมา เมื่อพนักงานเหล่านั้นกำลังขุดอยู่ ขุมทรัพย์ก็กลับจมลงไป พนักงานเหล่านั้นไปกราบทูลพระราชาอีก พระราชาตรัสว่า ทรัพย์นั้นเป็นของนายอันนภาระ จงไปขุดเพื่อนายอันนภาระ พนักงานก็ไปขุดตามคำสั่ง ขุมทรัพย์ก็ผุดขึ้น พนักงานเหล่านั้นขนทรัพย์มากองไว้ในพระราชวัง พระราชาประชุมอำมาตย์ทั้งหลายแล้วตรัสถามว่า ในเมืองนี้ใครมีทรัพย์มีถึงเท่านี้บ้าง อำมาตย์ทูลว่า ไม่มีใครมี พระราชาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น นายอันนภาระนี้จงชื่อว่า ธนเศรษฐีในพระนครนี้ เขาได้ฉัตรประจำตำแหน่งเศรษฐีในวันนั้นนั่นเอง.
__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 12 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
พรรณวดี (10-08-11), พุทธรักษา (04-10-11), ก้อนดิน (10-08-11), สุธัมมา (30-09-11), ปาริฉัตรมณี (01-09-11), นิมมานรดี (20-04-12), เพิ่มบุญ (24-09-11), เกียงจูแหย (10-08-11), Jira (25-06-12), Natthakorn (23-09-11), octavian (10-08-11), rossukon (07-01-12)
  #2  
เก่า 10-08-11, 11:57
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,119
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56658
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile ห้องบุญพุทธบูชาฯที่ให้ผลใหญ่อย่างฉับพลันทันที ( 2 )

พระอินทร์ถวายทาน
เป็นเรื่องจากพระสูตที่หลวงพ่อท่านเทศน์ให้ฟัง เมื่อวันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2533 ความว่า
นโม ตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)
สุทินนัง วตะ เม ทานัง อโหทานัง อาสวักขยาวหัง นิพพานปัจจโย โหตุดีติ
ณ โอกาสบัดนี้ อาตมภาพจะแสดงพระสัทธรรมเทศนาในคำว่า สุทินนัง วตะ เม ทานัง ถึงความเป็นมาให้แก่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ทั้งนี้ก็เพราะว่า อาจารย์สง่า นำมาทุกวันพระไม่เคยแปลให้ชาวบ้านเขาฟัง แปลเป็นไหมล่ะความเป็นมาของคำว่า สุทินนัง เป็นอย่างนี้ คือว่าเมื่อสมัยองค์สมเด็จพระชินศรีบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประทับอยู่ที่ พระเชตวันมหาวิหาร เวลานั้นสาวกสำคัญขององค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า มีนามว่า
พระมหากัสสป ข้าพรรษาอยู่ที่ ปิปผลิคูหา เพราะว่า พระมหากัสสป นั้นเป็นพระหัวหน้าฝ่ายธุดงค์ความเป็นจริงเรื่องนี้ปรากฏตอนนั้น ขณะนั้นปรากฏว่า ท้าวสักกกาเทวราช คือ พระอินทร์
พระอินทร์ ท่านเป็นพระราชาของเทวดาทั้ง 6 ชั้น ที่เรียกว่า เทวราชา จะเสด็จไปสู่ สวนนันทวัน บรรดาเทวดาก็ดี นางฟ้าทั้งหลายก็ดีต่างคนต่างพร้อมกันไป พร้อมกัน พระอินทร์ พอไปถึง สวนนันทวัน แล้ว ก็ปรากฏว่ามีเทพบุตรใหม่เกิดขึ้นมา 4 องค์ เมื่อตอนกลางคืน หมายความว่าก่อนหน้านั้น 1 วันมีเทพบุตรใหม่เกิดขึ้นมา 4 องค์มีรัศมีกายสว่างมาก สว่างกว่าพระอินทร์ ตามพระบาลีเรียกว่า
อเนกวัณณเทพบุตรอเนกะ แปละว่า มากมาย มีแสงสว่างมากมายตามธรรมดาเทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี พรหมก็ดี เขาไม่ถือเครื่องแต่งตายเป็นเรื่องสำคัญ เครื่องแต่งกายจะสวยสดงดงามแบบไหนก็ตามที แต่ก็ถือว่าแสงสว่างเป็นเรื่องใหญ่ ว่าเทวดาหรือว่านางฟ้าองค์ไหนมีแสงสว่างมากองค์นั้นมีบุญมากองค์ไหนมีแสงสว่างน้อยองค์นั้นมีบุญน้อย
ครั้นเมื่อเทวดานางฟ้าทั้งหมดปรากฏเมื่อไปถึง นันทวัน แล้ว ท่านสักกเทวราช คือ พระอินทร์ เห็นเทวดา 4 องค์ เข้าก็แปลกใจ ถาม ท่านปัญจสิกขะ ท่านเป็นเลขาว่า เทวดา 4 องค์นั้นมาจากไหน ไม่เคยเห็นมาแต่ในกาลก่อน ปัญจสิกขะ ท่านก็กราบทูลให้ทราบว่า เทวดา 4 องค์นี้พึ่งตายจากความเป็นมนุษย์ มาเกิดเป็นเทวดาเมื่อวานนี้เอง มีแสงสว่างมาก
พอท่าน พระอินทร์ ได้ทราบว่าเทวดาทั้ง 4 องค์ก็เป็นบริวารของท่านเองแต่ว่าแสงสว่างท่านทีความน้อยกว่า ก็รู้สึกว่าใจไม่สบายว่ามีบารมีน้อยกว่าบริวารทั้งหลาย เป็นไปไม่ได้ เจ้านายต้องมีรัศมีกายสว่างกว่า จึงชวนบรรดาเทวดานางฟ้าทั้งหมดกลับ เวชยันตวิมาน เป็นอันว่าเวลานั้น
พระอินทร์ เริ่มประชวรน่ะ อาจารย์หง่า นะ ท่านประชวรการเมือง (หัวเราะ) แสงสว่างสู้เขาไม่ได้เรียกว่าประชวรการเมือง เทวดาเขาไม่ป่วยกัน วันนั้น พระอินทร์ ป่วยพอมาถึงพระราชฐานสถานที่อยู่ของพระองค์แล้ว ก็มีความรู้สึกว่าเราจะทำบุญอะไรหนอให้มีแสงสว่างยิ่งกว่าเทวดาทั้ง 4 องค์ ก็พิจารณาลงมาดูในเมืองมนุษย์ก็ปรากฏว่าเห็น พระมหากัสสป กำลังเข้า นิโรธสมาบัติ อยู่ จึงได้ชวนชายาของพระองค์ ท่านบอกว่าเวลานี้ พระมหากัสสป กำลังเข้า นิโรธสมาบัติ บุคคลใดถ้าสามารถทำบุญกับพระที่ออกจาก นิโรธสมาบัติ ได้
บุคคลคนนั้นจะมีบุญเลิศประเสริฐที่สุด ถ้าเป็นคนจนอยู่จะเป็นมหาเศรษฐีในวันนั้น ถ้าเป็นคนมั่งมีแล้วจะมีความมั่งมียิ่งๆ ขึ้นไป ถ้าบุคคลใดต้องการบุญต้องการกุศล ก็จะได้มากเป็นกรณีพิเศษ
ฉะนั้นสองตายายคือ พระอินทร์ กับ พระชายา จึงเตรียมตัวที่จะมาถวายสักการะ อาหารแก่พระมหากัสสป ในเวลาที่ออกจาก นิโรธสมาบัติ ก็เป็นการพอดีที่วันนั้นเป็นวันที่ พระมหากัสสปออกจากนิโรธสมาบัติพอดี แต่ก็ว่ามีนางฟ้ากลุ่มหนึ่งก็คอยจ้องอยู่เหมือนกัน เพราะว่าพระออกจากนิโรธสมาบัตินี้หายากและการทำบุญกับพระออกนิโรธสมาบัตินี่มีบุญมาเป็นพิเศษใครๆ ก็ทราบเทวดานางฟ้าเขาทราบดี แต่คนไม่แน่นะ อาจารย์หง่า มา คนนะไม่แน่ ดีไม่ดีเห็นพระเข้านิโรธสมาบัตินั่งเฉย เอาดินขว้างหัวเสียบ้างก็มี อันนั้มีถมไปเป็นอันว่าบรรดานางฟ้าทั้งหลายเห็นว่า พระมหากัสสป ออกจากสมาบัติแล้วก็รีบลงมา มาก่อนหน้า พระอินทร์ ต่างคนต่างไม่รู้กัน พระอินทร์ ก็เตรียมตัวนางฟ้าก็เตรียมตัว แต่ว่านางฟ้าลีลาน้อยเพราะไม่ต้องนำขบวนมากันเป็นฝูง มาถึงก็ตั้งใจถวายภัตตาหารอันเป็นทิพย์ แด่ พระมหากัสสป
พระมหากัสสป เห็นเข้าก็บอกว่านี่พวกเธอเป็นนางฟ้า พระออกจากนิโรธสมาบัติเขาต้องการจะสงเคราะห์คนจน พวกเธอจงไป พวกเธอก็บอกว่า พวกฉันเป็นนางฟ้าฉันก็จนเพราเทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดีที่มีบุญญาธิการมากกว่าฉันนะมีอยู่ ขอสาวกองค์สมเด็จพระบรมครูโปรดสงเคราะห์ด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า
พระมหากัสสป ก็บอกว่า เธอจะจนแสนจนขนาดไหนก็ตามที แต่ก็เป็นนางฟ้า
1. ไม่ต้องกินข้าว อิ่มอยู่เสมอ
2. ร่างกายไม่แก่
3. ร่างกายไม่ป่วย
4. กิจการงานก็ไม่เหนื่อยมีการคล่องตัว ทุกอย่างสมบูรณ์บริบูรณ์หมด
อัปเปหิ จงไป คำว่าอัปเปหิ นี่แปลว่า ขับให้ไปเสียให้พ้น ในเมื่อเป็นการขับของพระอรหันต์ นางฟ้าก็ทนไม่ได้ เทวดานางฟ้าทนไม่ได้ก็ต้องไป เมื่อนางฟ้ากับเทวดาไปแล้วก็ไปเฝ้า
พระอินทร์ ความจริงเวลายามเช้าเธอต้องเข้าไปเฝ้าแต่เธอหนีมาก่อน ก็เห็น พระอินทร์ กำลังเตรียมอยู่จึงถามว่า เทวราชะ ข้าแต่เทวราช เวลานี้พระองค์จะเสด็จไปไหนพระเจ้าข้า พระอินทร์ บอกว่าฉันจะไปถวายทานกับ พระมหากัสสป เพราะว่าเวลานี้ พระมหากัสสป ออกจาก นิโรธสมาบัติ
นางฟ้าก็อบกว่าอย่าไปเลยเจ้าค่ะ บอกฉันไปกันมาแล้ว และก็ถูกขับมา และ พระมหากัสสปต้องการอย่างเดียวคือ สงเคราะห์คนจน พระอินทร์ ก็อบกว่า ถ้าไปอย่างเธอก็ถูกขับ ถ้าไปอย่างฉันก็ไม่ถูกขับ แต่ความจริงถ้านางฟ้าไม่ไปบอกก่อนน่ะ พระอินทร์ ก็ถูกขับเหมือนกัน คงจะมาในลักษณะของ พระอินทร์
ดังนั้นในเมื่อนางฟ้าถอยออกไปแล้ว พระอินทร์ ก็คิดว่า เราจะทำอย่างไรดีจึงคิดว่าชานเมืองด้านโน้นเป็นที่ไกลออกไปจากเมือง แต่ไม่มากนักเป็นที่ว่าง เราจะเนรมิตกระท่อม กระท่อมเล็กๆ หลังหนึ่งขึ้นมาที่นั่น ทั้งสอคนตายายก็จะแปลงร่างจากเทวดาเป็นคนแก่เป็นตาเฒ่า ยายเฒ่าแก่ๆ สองคนอยู่ในกระท่อมและท่านก็ทำตามนั้นจริงๆ หลังจากนั้นแล้ว ก่อนที่ พระมหากัสสป จะดุว่าใครจะใส่บาตรท่าน ท่านตาที่ทำทีว่าจะตายหญ้า ถอนหญ้าอยู่ใกล้ๆ บริเวณบ้านท่านยายทำลีลาเหมือนว่ากำลังหุงอาหารเช้าอยู่ แต่ว่าจิตใจตั้งใจว่าวันนี้เราจะถวายทานกับ พระมหากัสสป สาวกของสมเด็จบรมครูเจตนาตั้งตรงเอาใจตึกตรงกัน
เวลานั้นปรากฏว่า พระมหากัสสป เมื่อนางฟ้ากลับไปแล้ว ก็ต้องใช้กำลังทิพจักขุญาณ ทิพจักขุญาณนี้มีความสำคัญเพราะว่าท่านเข้าสมาบัติในป่าไกลจากเมืองตั้ง 60 โยชน์ และการออกจากสมาบัติก็ไม่มีการนัดหมายกับใคร ไปบิณฑบาตก็อาจจะไม่มีใครใส่บาตร เพราะพ้นเวลา แต่ว่าร่างกายต้องการอาหาร ท่านอดอาหารมา 7 วันจึงใช้ทิพจักขุญาณมองดูว่าคิดว่าเวลานี้มีใครบ้างหนอที่จะมีการสงเคราะห์เรา จะมีการถวายอาหาร คือ มีจิตศรัทธาในเรา ถ้าเราไปที่นั่นเขาจะให้อาหารกับร่างกายของเรา
ในเมื่อ พระอินทร์ กับชายาท่านตั้งใจอยู่แล้ว กำลังใจก็ไปชนกันพอดีความเป็นทิพย์ก็ชนกัน ก็หมายความรู้ว่าเวลานี้มีสองตายาย บ้านอยู่ห่างเมืองทางด้านโน้น มีกระท่อมเล็กๆ ไม่มีเด็กรับใช้ไม่มีลูกไม่มีหลาน อยู่ สองคน แก่ แก่มากต้องเลี้ยงตัวเอง ตากำลังดายหญ้าอยู่ข้างบริเวณบ้าน ยายกำลังทำอาหารอยู่ และก็สองคนนี้เป็นคนมีความเคารพในองค์สมเด็จพระบรมครูมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาถ้าเราไปในสถานที่นั้น สองตายายจะใส่บาตรให้กับเรา เห็นไหม อาจารย์หง่าเทวดาก็ลืมเหมือนกันนะ พระก็ลืมเหมือนกันว่ามีแต่ไม่ได้ดูต่อใช่ไหม ดูแค่เป็นคนแก่ ก็คิดว่าในเมื่อสองคนตายาย ในเมื่อแก่มากขนาดนี้ ถ้ามีโอกาสได้ทำความดีถวายทานกับพระที่ออกจากนิโรธสมาบัติ ถ้าตายจากความเป็นคน อย่างน้อยที่สุดก็เป็นเทวดานางฟ้าบนสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์
ถ้าจิตใจกำลังตั้งคือความตั้งมั่นดีก็อาจจะเป็นพรหม ถ้ามีกำลังใจไม่นิยมในร่างกาย เบื่อหน่ายในร่างกายก็สามารถไปนิพพานได้เมื่อท่านพิจารณาเห็นว่าผลใหญ่ของสองตายายจะเป็นเช่นนี้ จึงได้ลุกขึ้นห่มจีวรคล้องบาตรเหาะมาจากภูเขา เพราะเดินทางไกลเดินไม่ทัน 60 โยชน์ต้องเหาะ เมื่อเหาะมาแล้วถึงสถานที่ใกล้ผู้ที่คนตจะมองเห็นก็ลงเดิน เดินเฉียดบ้านของสองตายายเข้าไปพอดี เวลานั้นท่านตากลังทำท่าตายหญ้าถอนหญ้าอยู่ พอเห็นสาวกขององค์สมเด็จพระบรมครูพอเข้ามาใกล้จึงกล่าววาจายกมือไหว้ กล่าว
วาจาว่า เอวัง ติฏฐตะ ภันเต ซึ่งแปลเป็นใจความว่า ขอพระคุณเจ้าหยุดก่อนขอรับ พระมหากัสสป ก็หยุดเมื่อ พระมหากัสสป ยืนแล้วท่านตาก็เรียกท่านยายว่า ยาย ยาย อาหารมีเสร็จแล้วหรือยังเวลานี้พระท่านมาสงเคราะห์ ความจริงท่านยายไม่ได้หุงไม่ได้เหิงอะไรหรอก ท่านทำท่านหุง ท่านเอาใจหุง ข้าวทิพย์เนรมิตไว้แล้วเสร็จเรียบร้อยก็ร้องอออกมาว่า เวลานี้อาหารเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ
ท่านตา ตาก็บอกว่านำอาหารมาเร็วๆ เถอะนะ เวลานี้ พระมหากัสสป ท่านมาโปรดเราสองคนตายายซึ่งเป็นคนแก่คนแก่อย่างเราจะไปฟังเทศน์ที่วิหารก็ไปยาก ไปถวายภัตตาหารที่วิหารก็ไปยากเพราะแรงไปไม่ไหว เวลานี้สาวกขององค์สมเด็จพระจอมไตรมาโปรดถึงบ้าน นำอาหารใส่บาตรเข้าเถอะของที่เราจะพึงกินกันทำใหม่ก็ได้ มีเท่าไหร่ใส่บาตรให้หมด ใจดีเสียด้วยนะ ท่านอายก็ทำท่าถือกับข้าว ถืออาหารออกมาก็กระย่องกระแย่งเรียกว่า คนแก่ปลอมก็ต้องเดินไม่ค่อยปกติหน่อยนะ(หัวเราะ) คงเดินไปเหมือนคนแก่ธรรมดา ท่าเดินกระย่องกระแย่งมาส่งอาหารให้กับท่านตา ท่านตา
ก็กราบ พระมหากัสสป และก็นำอาหารใส่ลงไปในบาตรของ พระมหากัสสป
พระมหากัสสป ท่านอยู่ป่า ท่านกินอาหารเทวดาจนชิน การบิณฑบาตถ้าไม่พบชาวบ้านเขาก็นำบาตรไปแขวนไว้ที่ต้นไม้ยืนหลับตาเดี๋ยวเดียว เทวดาก็มาใส่อาหารของเทวดาน่ะ จะมีกลิ่นหอมผิดปกติ ไม่เหมือนอาหารของเรา แล้วข้าวก็จะมีสีเหลืองน้อย ๆ ถ้ากินเข้าไปแล้วจะมีรสหวานไม่มากใช่ไหม เมื่อใส่บาตรแล้วก็จะมีดอกไม้สวยๆ ที่ไม่มีดอกไม้ที่ในเมืองมนุษย์ที่เขามีกัน ไอ้นี่ที่ฉันรู้แบบนี้เพราะว่าฉันก็เคยกินข้าวเทวดามาก่อน ในสมัยก่อนๆ ตั้งแต่พรรษา 1 ถึงพรรษาที่ 10 กิน
ข้าวเทวดามา 10 ปี ปีละ 6 เดือนบ้าง 8 เดือนบ้าง รู้เรื่องดีใช่ไหม แต่ก็ไม่เคยถูกเทวดาต้ม เทวดาต้มเทวดาต้มบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ เวลาท่านต้มท่านก็ไม่บอกเราเหมือนกันนะ ฉันก็คุยได้ว่าฉันก็เคยถูกเทวดาต้ม ถ้าต้มฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน
ก็เป็นอันว่าเมื่อข้าวใส่บาตร กลิ่นข้าวทิพย์มันก็เตะจมูกของ พระมหากัสสป น่ะซิ กลิ่นหอมกระทบจมูก ท่านก็รู้สึกทันที่ว่า เอ๊ะ นี่มันไม่ใช่ข้าวธรรมดาของชาวบ้าน ข้าวธรรมดาของชาวบ้านต้องไม่มีกลิ่น มันหอมเหมือนข้าวทิพย์ ท่านก็มองดูหน้า ท้าวโกสีย์ ก็มองดูหน้าคนแก่สงสัยปั๊บความเป็นทิพย์ก็บอกทันทีว่าคนนี้เป็น ท้าวโกสีย์สักกเทวราช คือ พระอินทร์ ใช่ไหม และความจริงเทวดานางฟ้าหรือพรหมนี้ ถ้าเรามีความฉลาดก็สังเกตไม่ยาก เทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี พรหมก็ดีท่านพวกนี้ทั้งหมดไม่กระพริบตาเพราะอะไรรู้ไหม เพราะไม่กลังผงเข้าตาไม่เหมือนลูกตาของเราลูกตาของเรามันกระพริบเรื่องเพราะหนีผง แต่ว่าถ้าเป็นเทวดา ชั้นจาตุมหาราช เช่น ทิศเหนือก็ดี ทิศใต้ก็ดี คือทิศของ ท้าวเวสสุวัณ ก็ดี ทิศของ ท้าววิรุฬหก ก็ดี แต่ว่าทั้ง 4 ทิศก็ตามท่านทั้งหมดนี่มีตาสีแดง ถ้าตาสีแดงและไม่กระพริบตา นี่เป็นเทวดา ชั้นจาตุมหาราช ถ้าเทวดาตั้งแต่ ชั้นดาวดึงส์ ขึ้นไปนี้สีจะใสนัยน์ตาสวย แต่จะไม่กระพริบตาเหมือนกัน
พอท่าน พระมหากัสสป สงสัย ก็มองหน้า ท้าวโกสีย์สักกเทวราช ก็ทราบทันทีคนนี้เป็นท้าวโกสีย์สักเทวราช 1. ตาไม่กระพริบ 2. อาหารผิดปกติท่านจึงกล่าววาจาถามว่า ท่านท้าวโกสีย์ วันนี้ทำไมจึงมาแย่งบุญคนจน เพราะตามธรรมดาพระที่ออกจากนิโรธสมาบัติมีอานิสงส์แก่คนจนมาก จะเป็ฯคนจนก็ตามจะเป็นคนรวยก็ตาม ถ้าทำบุญพระที่ออกจากนิโรธสมาบัติ จะมีอานิสงส์
มากเป็นกรณีพิเศษ นี่สำหรับ นิโรธสมาบัติ นะ คำว่า สมาบัติ ขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทถ้าเล่าเรื่องต่อไปก็จะมีความรู้น้อยเกินไป เหลือเวลา 10 นาที
คำว่า สมาบัติ นี้มีหลายชั้น สมาบัติ ที่เป็น ฌานโลกีย์ ก็มี สมาบัติชั้น พระโสดาบัน ชั้นสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ นี่ไมเสมอกัน หรือสมาบัติของ พระพุทธเจ้า หรือ พระปัจเจกพุทธเจ้า มีกำลังไม่เสมอกันสูงกว่ากัน แต่ว่าถ้า นิโรธสมาบัติ นี่เป็นกำลังที่สูงส่งที่สุด จะเป็นพระอรหันต์เข้าก็ได้พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ตาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตามเข้านิโรธสมาบัติ ผลจะเกิดทันตาเห็นแก่บุคคลผู้ทำบุญใส่บาตรเพราะสงเคราะห์ แต่ถึงแม้ว่าพระธรรมดาๆ ที่ได้ฌานโลกีย์เข้าสมาบัติธรรมดา คำว่าสมาบัติธรรมดาคือ ฌานธรรมดา ธรรมดาที่เราทำกันถ้าเข้าฌานธรรมดาแล้วออกจากฌานในตอนเช้าตรู่ เวลาไปบิณฑบาตชาวบ้านวันนั้น ชาวบ้านจะมีอานิสงส์ดีเป็นพิเศษกว่าปกติหลายสิบเท่า แต่ว่าถ้าพระอริยเจ้า เข้า ผลสมาบัติ
สมาบัติธรรมดานี่ถ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปเขาเรียกว่า ผลสมาบัติ คือเข้าฌานตามผล คือถ้าพระโสดาบันเขาเรียกว่า ผลของพระโสดาบัน ถ้าสกิทาคามีก็เข้าฌานตามผลของสกิทาคามี อย่างนี้บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทจะทำบุญจะได้ผลพิเศษกว่าปกติหลายแสนเท่าว่าถ้าเข้านิโรธสมาบัติจะมีผลมากกว่าปกติธรรมดาพระองค์เดียว กันนั่นแหละ จะมีผลมากกว่าหลายโกฏิเท่า มันเยอะนา
อาจารย์หง่า นาในเมื่อผลการเข้าสมาบัติมีผลดีแบบนี้ องค์สมเด็จพระชินศรีจึงทรงแนะนำบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายว่า เวลาเช้าตรู่ตื่นขึ้นมา คือพระท่านลุกขึ้นมาสวดทำวัตรแต่ความจริงเป็นเวลาเจริญกรรมฐาน แต่ว่าพระสมัยใหม่นี่เจริญกรรมฐานกันไม่ค่อยจะเป็นก็ได้สวดมนต์ ความจริงสวดมนต์ก็มีผลไม่ใช่ไม่มีผล สวดมนต์นะมีสมาธิแค่อุปจารสมาธิ มันยังไม่ถึงฌานนี่ผลที่จะฟังได้ ญาติโยม
พุทธบริษัททุกท่านที่ใส่บาตรก็ได้ดี ดีเหมือนกันแต่มันน้อยกว่าการเข้าถึงฌานมาก ถ้าเทียบกันก็เป็นแสนเท่า และเวลาตอนเช้า ถ้าพระทุกองค์ตื่นขึ้นมาแล้ว ต่างคนต่างเข้า สมาบัติถึงแม้ว่าจะเป็นฌานโลกีย์ ก็มีผลดีแก่บรรดาพุทธบริษัทที่ใส่บาตรมาก ถ้าพระทั้งหลายทำแบบนี้บรรดาญาติโยม
พุทธบริษัททุกคนจะไม่ยากจน ถึงแม้ว่าจะไม่รวยแต่ความเป็นอยู่จะคล่องตัวนี่มีความสำคัญมาก ได้ข้อนี้เคยพิสูจน์มาแล้ว พิสูจน์มาทุกอย่าง ก็เป็นอันว่า ขอเลี้ยวมาถึงเรื่องของ พระมหากัสสป เหลือเวลาอีก 98 นาทีเลี้ยวถึง พระมหากัสสป พระมหากัสสป ก็ถามว่า ท้าวโกสีย์ ทำไมถึงแย่งบุญคนจนเพราะพระออกจากนิโรธสมาบัติต้องการสงเคราะห์คนจน พระอินทร์ ก็บอกว่า ผมก็จนเหลือเกิน พระ
มหากัสสป ถามว่า ท่านจนอย่างไร ในเมื่อท่านเป็นพระราชาของเทวดาทั้งหมด มีบุญญาธิการมากมีวิมานถึง 1,000 ชั้น มีนางฟ้าประจำวิมานถึง 100,000 คน จนอย่างไร พระอินทร์ ท่านก็เลยบอกว่าเวลานี้มีเทพบุตร 4 องค์ขึ้นไปเกิดใหม่ มีรัศมีกายสว่างกว่าผลมมาก ผมเป็นนายของเขา มีรัศมีกายสว่างไม่เท่าเขาผมก็จำเป็นต้องมาทำบุญเสริมบารมีให้มีรัศมีกายสว่างกว่าเขา แน่ล่ะ แสดงว่าในเมื่อผลมีรัศมีกายสว่างไม่เท่าเขา ผมก็ต้องจนกว่าเขา ผมก็ต้องทำบุญ
แต่ว่า พระมหากัสสป ท่านจะทำอย่างไร อาจารย์หง่า ในเมื่อเขาทำไปแล้วใช่ไหม เขาใส่บาตรแล้ว บุญเขาก็ได้แล้ว พระอินทร์ ท่านได้แล้ว พระมหากัสสป ก็บอกว่า ท้าวโกสีย์ เอาคราวนี้คราวเดียวนะ คราวหลังอย่าทำอย่างนี้นะ พระอินทร์ ก็บอกครับ ไม่เป็นไรคราวนี้ทำแล้วคราวเดียว
ต่อไปเผลอผมเอาใหม่ อย่าเผลอก็แล้วกันนะ (หัวเราะ) แหม ความจริงพระอรหันต์ได้ทิพจักขุญาณไม่น่าจะโง่นะอย่าไปว่าท่านโง่นะ อาจารย์ฉันน่ะ แต่ว่าใครก็โง่ พระสาวกทุกองค์ไม่มีใครมีทิพจักขุญาณเป็นประจำ ไม่ได้ใช้ประจำใช้ประจำองค์เดียวคือพระพุทธเจ้า ในเมื่อ พระอินทร์ ท่านพูดแบบนั้น พระมหากัสสป ท่านก็เดินทางกลับ
พระอินทร์ ก็เหาะขึ้นไปในบนอากาศ กล่าววาจาว่า สุทินนัง วตะเม ทานัง อโห ทานัง มหากัสสปเปนะ อาสวักขยาวหัง โหตุ สุทินนัง ทานเราให้ดีแล้ว วตะเมทานัง ทานที่เราให้นี่ดีแล้วหนอ ตโห ทานัง ทานที่เราให้แกล้วดีจริงเหรอ ว่าอย่างนี้เป็นต้นนะ ให้กับ พระมหากัสสป ขอความเป็นอาสวะจงหมดไป น่ะ อาจารย์หง่า นะ สุทินนัง ทานที่อั๊วะ ให้นี่ดีแล้วโว้ย น่ะ เตะ เม (หัวเราะ)
ทานที่ฉันให้ดีแล้วหนอว่าอย่างนี้น่ะ ก็รวมความว่า พระอินทร์ท่านก็แล่งวาจาขึ้นมาว่า สุทินนัง วตะเม ทางนัง อโห ทานัง ปรมัตถทานัง มหากัสสปนะ อาสวักขยาวหัง โหตุ ท่านก็ว่าเรื่อย เหาะขึ้นไปก็ว่าเรื่อยอันวิมานเลย
เวลานั้น พระพุทธเจ้า กำลังเทศน์อยู่ท่ามกลางพระสงฆ์น่ะ ญาติโยมพุทธบริษัทนี่ พระเวฬุวันมหาวิหาร เสียงนั้นก้องเข้ามา พระอานนท์ ก็ถามองค์สมเด็จพระพิชิตมารว่า ภันเต ภควา ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า เสียงอะไร เสียงใครประกาศร้องในอากาศก้องเข้ามาในมหาวิหารสมเด็จพระพิชิตมารก็มีพุทธฏีกาตรัสว่า อานันทะ ดูกร อานนท์ มหากัสสปลูกชายตถาคตเสียท่า พระอินทร์ อีกแล้ว คำว่าอีกแล้ว นี่หมายความว่า เสียท่ามาบ่อยไม่ใช่ครั้งเดียวนะ บ่อยจริงๆ พระมหากัสสป นี่ถูกหนัก เพราะเข้าบ่อย เพราะเหนื่อยมากท่านก็เลยเล่าให้ฟังบอกว่า พระอินทร์ ท่านไปพบ อเนกวัณณเทพบุตร เข้าในเมื่อท่านเป็นเทวดาที่เป็นเจ้านาย มีบุคคลที่เป็นลูกน้องไปเกิดใหม่ มีรัศมีกายสว่างกว่า เพราะเทวดาเขาถือรัศมีกายเป็นสำคัญไม่ถือเครื่องแต่งตัว ในเมื่อ พระอินทร์ แสงสว่างไปเท่าเขา ก็จำเป็นต้องมาทำบุญใหม่ทำกับ พระมหากัสสป พระอานนท์ ก็ถามว่า แล้ว พระอินทร์ จะมีรัศมีกายสว่างกว่า อเนากวัณณเทพบุตร ไหม ท่านก็บอกว่า พระออกจากนิโรธสมาบัติ ถ้าใครใส่บาตรหรือทำบุญ ก็จะมีบุญเกิน
ธรรมดาหลายล้านเท่า เวลานั้นเขาใช้ศัพท์ว่า หลายโกฏิเท่า หลายโกฏีแสงสว่างจึงมากกว่าฉะนั้นจึงขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า พึงทราบว่าการทำบุญ ถ้าจะให้ผลดี เวลาเหลืออีก 3 นาที ถ้าจะให้ดีจริงๆ ก็ดูพระที่ออกจากสมาบัติ คำว่าสมาบัตินี่ก็คือ สมาธิธรรมดา สมาบัติแบ่งออกเป็นหลายชั้น
1. ขณิกสมาบัติ สมาบัติคือสมาธิเล็กน้อย
2. อุปจารสมาบัติ สมาบัติใกล้ฌาน
3. สมาบัติปกติ คือ ฌานสมาบัติ
และคำว่าเข้าสมาบัติเล็กน้อยนี่จิตจะว่างจากนิวรณ์เล็กน้อย ความบริสุทธิ์รัศมีได้บุญเหลือเกิน ได้บุญดีกว่าพระที่ไมเข้าสมาบัติเลยหลายสิบเท่า ถ้าหากว่ากำลังใจเข้าถึงอุปจารสมาบัติ หรือ อุปจานสมาธิ แล้วไปบิณฑบาต เวลานั้นญาติโยมพุทธบริษัทได้บุญเกินธรรมดา หลายร้อยเท่าถ้าเวลานั้นบรรดาท่านพระสงฆ์ทั้งหลายก่อนไปบิณฑบาตเข้าฌานสมาบัติ จะมีอานิสงส์สูงกว่าธรรมดา ๆที่พระไม่ออกจากสมาบัติหลายแสนเท่า รวมความว่าถ้าบุคคลใดมีพระที่พึงจะถวายทานถ้าพระท่านคณะนั้นนิยมในการใช้สมาบัติ แต่ความจริงพระนี่ก็มีความจำเป็นต้องใช้น่ะ ถ้าไม่ใช้สมาบัติล่ะก็ มีหวังลงนรก เพราะพระมีความจำเป็นต้องใช้ 3 อย่าง อธิศีลสิกขา อธิ จิตสักขา อธิปัญญาสิกขา การเข้าสมาบัติมันก็ต้องใช้ทั้ง 3
__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
พรรณวดี (23-08-11), พุทธรักษา (04-10-11), ปาริฉัตรมณี (01-09-11), นิมมานรดี (20-04-12), เพิ่มบุญ (24-09-11), Natthakorn (23-09-11), octavian (14-08-11), rossukon (07-01-12)
  #3  
เก่า 30-09-11, 11:17
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,119
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56658
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile ห้องบุญพุทธบูชาฯที่ให้ผลใหญ่อย่างฉับพลันทันที ( 3 )

หลวงพ่อเทศน์เรื่องเมณฑกเศรษฐี
ในสมัยเมื่อองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ยังทรงพระชนม์อยู่ สมัยนั้นปรากฎว่า สาวกขององค์สมเด็าจพระบรมครูตระกูลหนึ่งที่เราทราบกันว่า ตระกูลของนางวิสาขา แต่ความจริงนางวิสาขานี้เป็นหลาน ต้นตระกูลจริง ๆ ก็คือ ท่านเมณฑกเศรษฐี ผู้เป็นปู่ และดูเหมือนว่าในตระกูลนี้ ท่านกล่าวว่ามีคนที่มีบุญจริง ๆ อยู่ 5 คน ด้วยกัน คือ
1. ท่านเมณฑกเศรษฐี

2. ภรรยาท่านเมณฑกเศรษฐี

3. พ่อของนางวิสาขา

4. นางวิสาขา

5. นายบุญ ผู้เป็นทาสอยู่เดิม

นายบุญเป็นทาสอยู่เดิมนี่ ความจริงเธอเป็นทาสในตระกูลนี้มานาน แต่ทว่าในสมัยที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงอุบัติขึ้นมาแล้วในโลก ปรากฎว่าวันหนึ่ง นายบุญเธอไปไถนา นายใช้ไปไถนา ตอนสายภรรยาก็เอาข้าวไปส่งให้ ขณะที่จะกินข้าวนั่นเอง ก็ปรากฎว่า พระมหากัสสปออกจากนิโรธสมาบัติ เธอก็คิดว่า การที่เราจะกินข้าวเข้าไป ความจริงมันก็หิว เหนื่อยก็เหนื่อย แต่คนอย่างเราเป็นทาสเขา โอกาสที่จะทำบุญไม่มี วันนี้ปรากฎว่าสาวกขององค์สมเด็จพระชินสีห์มาโปรด (ไม่รู้ว่าท่านออกจากสมาบัติหรือเปล่า ออกจากนิโรธสมาบัติหรือเปล่านี่แกไม่ทราบ) ก็นึกในใจว่า

ชีวิตเราโอกาสที่จะทำบุญมันไม่มี แต่วันนี้เขาเอาข้าวมาส่งให้กับเรา ข้าวนี้เป็นสิทธิ์ของเรา เราจะกินเข้าไปมันก็อิ่ม ถ้าเราจะไม่กิน เราจะทำบุญเสียวันนี้มันก็คงจะยังไม่ตาย จะหิวหน่อยก็ไม่เป็นไร ขอให้ภรรยาไปหุงมาใหม่ จึงได้ตัดสินใจถวายข้าวกับพระมหากัสสป ในเวลาที่พระออกจากนิโรธสมาบัติ ย่อมมีผลปัจจัยไปในปัจจุบัน

ฉะนั้น เมื่อแกถวายข้าวกับพระมหากัสสปเสร็จ เวลานั้นมันก็สาย หิวก็หิว พระมหากัสสปรับบาตรแล้วก็ให้พรว่า เอวํ โหตุ แกตั้งมโนปณิธานปรารถนาว่า “ธรรมใดที่พระผู้เป็นเจ้าเห็นแล้ว ขอให้เห็นธรรมนั้นด้วยเถิด” พระมหากัสสปก็ให้พรว่า เอวํ โหตุ ซึ่งแปลว่า เจ้าปรารถนาสิ่งใดขอให้ได้สิ่งนั้นสมปรารถนา แล้วท่านก็หลีกไป

ภรรยาเห็นเขาไม่ได้กินข้าว จึงได้บอกว่า ประเดี๋ยวฉันจะกลับไปนำข้าวมาจากบ้านมาใหม่ เมื่อเธอกลับเข้าไปในบ้านมหาเศรษฐีเป็นเวลาที่คนอื่นเขากินหมด ข้าวมันก็หมด ต้องหุงใหม่ นายบุญก็นอนคอยข้าว ความเหนื่อยก็เหนื่อย หิวก็หิว สายก็สาย ก็เลยม่อยหลับไป
เวลาตื่นขึ้นมา ต่อเมื่อภรรยานำข้าวมาให้ในตอนนั้นเอง เมื่อลืมตาขึ้นมามองกราดไปดูขี้ไถที่ไถไว้แล้ว นาตั้งหลายสิบไร่ ปรากฎว่าเห็นก้อนดินทั้งหมดที่ไถขึ้นมาแล้ว มันกลายเป็นทองคำไปทั้งหมด จึงได้ไปถามภรรยาว่า “เธอ ไอ้ขี้ไถที่ฉันไถเมื่อกี้ เมื่อตอนเช้าหรือหลายวันมาแล้ว สีมันเหลืองผิดปกติ มันเป็นทองหรืออะไรกันแน่” สองตายายจึงเข้าไปดู เนื้อแท้จริง ๆ มันเป็นทองจริง ๆ เป็นอันว่าทั้งสองคนสามีและภรรยา หรือชายกับหญิง เลยไม่ต้องกินข้าว อีตอนนี้เกิดอิ่มเพราะทองคำ ก็กลับไปบอกท่านมหาเศรษฐีว่า ทรัพย์ใหญ่ของท่านเกิดขึ้นแล้ว คือที่นาที่ข้าพเจ้าไปไถได้กลายเป็นทองคำไปแล้ว ท่านมหาเศรษฐีว่า “ไอ้ที่นาของฉันมันเป็นดิน (นี่พ่อของนางวิสาขานะ ว่าที่นาของฉันมันเป็นดิน) ถ้ามันเป็นทองคำก็เป็นเรื่องของเธอ ไม่ใช่เรื่องของฉัน มันต้องเป็นบุญของเธอ” ก็พากันไปดูนา เห็นขี้ไถทั้งหมดกลายเป็นทองคำเต็มนาไปหมด
ท่านเศรษฐีจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศล บรมกษัตริย์ กราบทูลว่า “เวลานี้ ทรัพย์ของหลวงเกิดขึ้นแล้วพระเจ้าข้า” พระราชาจึงถามว่า “ทรัพย์ของหลวงคืออะไร” ท่านเมณฑกเศรษฐีจึงกราบทูลว่า “ทรัพย์ของหลวงคือไอ้ขี้ไถในนาของข้าพระพุทธเจ้า มันกลายเป็นทอง” พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงถามว่า “ต้องการภาชนะเท่าไรจึงจะพอ” ท่านมหาเศรษฐีจึงกราบทูลว่า “ต้องใช้เกวียนประมาณ 500 เล่ม เพราะทองคำมันหนัก”
พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงส่งเกวียน 500 เล่ม ไปรับทอง ขนทองทั้งหมดใส่เกวียนได้ 5000 เล่ม แล้วก็ให้มาเทที่พระลานหลวง จึงได้ป่าวประกาศว่า “ใครบ้านไหนมีทองคำขนาดนี้บ้าง” ก็เป็นอันว่ามหาเศรษฐีต่างมาประชุมกัน ก็ไม่มีใครมีทองคำเหมือนท่าน จึงได้บอกว่า “ถ้าอย่างนั้นทองคำนี้จะต้องเป็นของเจ้าของเดิม คือของท่านมหาเศรษฐี” ท่านมหาเศรษฐีก็บอก่วา “ไม่ใช่ของข้าพระพุทธเจ้า เป็นของนายบุญทาสาที่เป็นทาส”
พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงประกาศแต่งตั้งให้นายบุญเป็นมหาเศรษฐี มอบฉัตร 3 ชั้น ให้ ให้บ้านสวย 100 หลัง ให้บ้านสำหรับเก็บส่วย 100 หมู่บ้าน (ไม่ใช่ 100 หลัง) และข้าทาสหญิงชายอย่างละ 100, ช้าง 100, ม้า 100, โค 100, กระบือ 100 เป็นต้น เป็นอันว่า นายบุญ จากความเป็นทาสกลายเป็นมหาเศรษฐี แต่เธอก็คิดว่าความเป็นมหาเศรษฐีของเราได้อาศัยบิดาของนางวิสาขาเป็นเหตุ ฉะนั้น ท่านผู้นี้จึงไม่ยอมย้ายไปจากบ้านของนางวิสาขา ขอย้อนกล่าวไปว่า ตระกูลนี้เป็นตระกูลที่มีความร่ำรวยมากที่สุด ไม่มีตระกูลไหนจะรวยเท่า เรื่องคนมีบุญ 5 คน เข้ามาร่วมกัน ขณะที่นางวิสาขาแต่งงาน พ่อให้ของไปใช้ชั่วคราว คือ
1. ทองคำ 500 เล่มเกวียน
2. เงิน 500 เล่มเกวียน
3. ภาชนะใส่ของกินของใช้เป็นทองคำ 500 เล่มเกวียน
4. เป็นนาค 500 เล่มเกวียน
5. เป็นเงิน 500 เล่มเกวียน
6. เป็นทองแดง 500 เล่มเกวียน เป็นต้น
แกบอกว่า ถ้าของเหล่านี้ไม่พอ ลูกเอาไปใช้ชั่วคราวก่อนนะลูกนะ เอาไปเล็กน้อย ถ้าไม่พอมาเอาที่บ้านได้ ต้องการเท่าไรได้เลย นี่ของชั่วคราวนะ แต่เนื้อแท้จริง ๆ ต้นตระกูลนี้ก็คือ ท่านเมณฑกเศรษฐี
ต้องย้อนถอยหลังไปสมัยพระพุทธกัสสปทศพล ตอนนั้นสมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก แต่ว่ายังมีตระกูล ๆ หนึ่ง ความจริงตระกูลนี้ต้องถอยหลังอีกจุดจึงจะถูกต้อง สำหรับตระกูลนี้เกิดขึ้นมาในภายหลัง ในสมัยนั้นเขาบอกว่าเป็นคนร่ำรวย ถอยหลังจากชาตินั้นไปอีกชาติหนึ่ง ตระกูลนี้เป็นคนยากจนมาก ปรากฎว่ามีพระพุทธศาสนา แต่ท่านไม่ได้บอกว่าพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าอะไร เวลานั้นเธอจนแสนจน แต่ทว่าเป็นคนที่มีจิตศรัทธา
วันหนึ่ง ปรากฎว่าเขาสร้างส้วมถวายพระ ตามนี้เธอก็ไม่มีปัจจัยจะเข้าไปทำบุญกับเขา มีทองคำบาง ๆ ที่เราเรียกกันว่าทองคำเปลว เขาว่าบางเท่าปีกลิ้น มีอยู่ชิ้นหนึ่ง เธอถามว่า “จะทำบุญสร้างส้วมได้ไหม”
ชาวบ้านเขาก็บอกว่า “เขาทำกันด้วยแรงงาน เธอทำไมไม่มาช่วย” เธอก็บอกว่า “ฉันเป็นคนจน ออกไปป่าแต่เช้ากลับมามันก็เย็น ทำด้วยแรงงานไม่มีโอกาส”
เวลานั้นเขาขุดหลุมสำหรับถ่ายอุจจาระ ชาวบ้านก็บอกว่า “ไอ้ทองคำนี้จะไปซื้อไปหาอะไรมันก็ไม่เหมาะสม เธอจะทำยังไงก็ได้” เธอจึงได้วางไว้ก้นหลุม ยกให้เป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ก็เป็นอันว่าหลังจากนั้น ตายจากคราวนั้นมา อาศัยเจตนาที่เป็นกุศล ก็ไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก พอสมัยพระพุทธกัสสปเธอก็มาเกิดใหม่
ตอนนั้นก็เป็นคหบดี ไม่ใช่อนุเศรษฐี มีฐานะเป็นคหบดี ก็บังเอิญเป็นการบังเอิญอย่างยิ่ง อาศัยความแห้งแล้งปรากฎขึ้นกับชาติ ข้าวยาก หมากแพง ฝนมันแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาล สำหรับท่านคหบดีคนนี้ ในสมัยก่อนหน้านั้นท่านทำข้าวได้ดีมาก เอาข้าวมาขนใส่ยุ้ง ยุ้งมันก็เต็ม ไม่มีที่เก็บ นี่เพราะอาศัยทองนิดเดียว ตายไปเป็นเทวดา เกิดมาเป็นคหบดี ทำข้าวมันก็แสนดีทุกปีไม่เคยเสีย ปีนั้นก็ดีเป็นพิเศษ ใส่ยุ้งไม่พอเก็บ
ทีนี้ก็เอาใส่พ้อมใส่ที่ต่าง ๆ มันก็ไม่พอเก็บ ข้าวมันมีมากมีเยอะ ท่านคหบดีเมื่อคนใช้มาบอกว่า ที่เก็บมันไม่พอขอรับ มีเท่าไรมันก็ไม่พอ ท่านก็บอกว่า “ไอ้ส่วนที่เหลือเอายังงี้ก็แล้วกันนะ ไปขุดดินเหนียวมา เอาข้าวที่เหลือขยำกับดินเหนียวเข้า ทานอกยุ้ง ทาในยุ้ง ทาฝาบ้าน ทาฝาเรือน ทาให้มันหมดให้ได้” เป็นวิธีเก็บข้าวประเภทหนึ่ง ทำให้ข้าวไม่เสีย ผลที่สุดข้าวก็หมด
เมื่อระยะปลายปีต่อมา ปรากฎวาฝนแล้งจัด ชาวบ้านไม่มีข้าวจะกินกัน ไอ้ข้าวเก่ามันหมดไป ข้าวใหม่มันก็ไม่ได้ ทำยังไง ท่านคหบดีผู้นี้ก็เป็นคนใจบุญ จึงได้นำข้าวในพ้อมในกระบุงในกระสอบต่าง ๆ ที่มีอยู่ภายนอกฉาง แบ่งปันส่วนให้แก่คนเอาไปกิน เมื่อชาวบ้านกินข้าวหมดแล้วไม่มีใหม่ ก็มาขอใหม่ ท่านก็แบ่งข้าวในฉางให้ไป ต่อมาข้าวในฉางมันก็ใกล้จะหมดนี่ ชาวบ้านก็บอกว่า มันใกล้จะหมด ผมก็ต้องขอนะขอรับ ท่านก็เลยให้ ให้ไปจนหมดยุ้งหมดฉาง ก็กล่าวว่า
“ต่อไปนี้ไม่มีจะให้อีกแล้วนะ ข้าวชุดนี้หมด แกตายฉันก็ตาย” ก็เป็นการพอดีที่ข้าวเอาไปชุดหลังนี้ ชาวบ้านได้ข้าวใหม่พอดี แต่ว่าอีตอนที่เขาเอาข้าวไปหมดแล้วนี่ ท่านคหบดีทำยังไง ข้าวในบ้านจะกินมันไม่มี จึงได้บอกให้คนใช้ไปเคาะเอาที่ฉาบทาฝายุ้งฉาง ฝาในที่ต่าง ๆ เข้าไว้ เอาลงมาขยำกับน้ำ ดินมันก็ละลายไปหมด เหลือแต่เม็ดข้าว ก็เอาข้าวมาซ้อมมาตำพอประทังชีวิตไป
ในที่สุดก็ต้องปล่อยข้าทาสหญิงชาย บอกใครอยากไปไหนก็ไปเถอะ ความเป็นทาสหนี้สินไม่ต้องใช้กัน หากินเอง ขืนอยู่กับฉันพวกเธอก็ตาย แต่ก็มีอยู่คนเดียวคือ นายบุญ บอกผมไม่ไปครับนาย อยู่ที่นี่มันจะอดตายก็ตายกับนาย ขอเป็นทาสต่อไป หลังจากนั้นมา ท่านมหาเศรษฐีก็เหลือ 5 คน คือตัวท่าน 1 คน ทาสไปหมดแล้ว ภรรยา 1 คน ลูกชาย 1 คน ลูกสะใภ้ 1 คน และนายบุญซึ่งเป็นทางอีก 1 คน ก็เหลือข้าวเล็กน้อย ก็กินกันไปกินกันมา
ต่อมาวันสุดท้ายของชีวิต เรียกว่าวันสุดท้ายของชีวิตได้ 2 อย่าง สุดท้ายจากความจนหรือว่าสุดท้ายแห่งชีวิตจริง ๆ นั่นคือว่า วันนั้นท่านไปเฝ้าพระราชากลับมา ก็มาถามแม่บ้านบอกข้าวของเรามีเท่าไหร่ ข้าวสาร แม่บ้านก็บอกว่า ถ้าจะต้มก็ได้ 2 เวลา ถ้าหุงได้เวลาเดียว เป็นอันว่าหมด ข้าวที่ซื้อมาแจกกันไปแจกกันมาแจกกันหมด ท่านก็เลยตัดสินใจคิดว่า ถ้าเรากินเวลาแรกมันหมด ถ้าหุงข้าวสวยกินหมดแล้ว ต่อไปก็หิวตาย อดอาหาร ถ้าต้มก็กินได้ 2 เวลาก็ตาย อย่างดีที่สุดเราเวลาแค่วันพรุ่งนี้ ถ้ากิน 2 เวลาก็ตาย ถ้ากินเวลาเดียวก็ตาย ก็หุงกินดีกว่า ก็สั่งภรรยาหุงข้าว วันนี้ 5 คน เรากินกันเป็นมื้อสุดท้าย ต่อไปก็ตายกันแน่ เพราะไม่มีข้าวจะกิน จะขอใครก็ไม่ได้แล้ว

ทำบุญกับพระที่ออกจากนิโรธสมาบัติมีผลทันทีในชาติปัจจุบัน

ในเมื่อภรรยาท่านหุงทำอาหารเท่าที่มีอยู่เสร็จ เวลานั้นก็เป็นเวลาพอดีที่มีพระปัจเจกพุทธเจ้าอยู่ที่ภูเขาคันธมาศ ท่านเข้านิโรธสมาบัติมา 15 วัน วันนั้นท่านออกจากนิโรธสมาบัติพอดี ท่านก็ใช้กำลังทิพจักขุญาณดูว่า ถ้าเราจะไปบิณฑบาตที่ไหน จะมีใครใส่บาตรเราวันนี้ ก็ทราบด้วยความเป็นทิพย์ของจิตว่า เวลานี้ท่านมหาเศรษฐีมีข้าวเหลือเวลาเดียว แต่ว่าอาศัยที่ท่านเป็นคนมีศรัทธา ถ้าเราไปที่นั่นท่านมหาเศรษฐีพร้อมด้วยภรรยาลูกชายลูกสะใภ้และทาสจะร่วมใจกันทำบุญใส่บาตรท่าน ท่านก็เหาะไปลงที่นั่น
นี่คิดกันให้ดีนะ อย่านึกว่าพระยุให้ตายเร็วเข้านะ ว่าไปที่นั่น ในเมื่อท่านมหาเศรษฐีเห็นพระท่านมายืนบิณฑบาต ก็นึกในใจว่า การที่เราต้องสิ้นเนื้อประดาตัว รวยก็จริงแหล่ แต่ว่ามันรวยไม่ตลอดกาล กลับมาต้องถูกความยากจนเข็ญใจแบบนี้ เพราะว่าในชาติก่อนทำทานบารมีไว้น้อย ก็เป็นความจริงว่าท่านใช้ทองคำเปลวแผ่นเดียวปิดก้นส้วมใช่ไหม เพราะอาศัยทำทานไว้น้อยจึงได้มาต้องยากจนปลายมือ ฉะนั้น หากว่าเรากินข้าวมื้อเดียวก็จะเกิดประโยชน์อะไร ถ้าเราจะตายก็ควรจะตายอย่างคนมีบุญ จึงประชุมกันทั้งบ้านว่าจะเอาข้าวใส่บาตร ทั้งบ้านก็เห็นพร้อมกันทุกคน ก็ไปที่พระปัจเจกพุทธเจ้า ตั้งใจใส่บาตรด้วยความเคารพ เมื่อท่านมหาเศรษฐีโปรยข้าวลงในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ก็กล่าวคำอธิษฐานว่า “ธรรมใดที่พระผู้เป็นเจ้าเห็นแล้ว ขอผมเห็นธรรมนั้นด้วยเถิดครับ”
และอธิษฐานต่อ ผมยังเกิดชาติใดฉันใด ขอเป็นพ่อบ้านทุกชาติ แกไม่ยอมเป็นผู้หญิง แม่บ้านก็บอกว่า ข้าพเจ้าในฐานะที่ทำบุญร่วมกัน ขอเป็นภรรยาของคน ๆ นี้ตลอดทุกชาติ ผูกขาด ลูกชายขอเป็นลูกทุกชาติ ลูกสะใภ้ขอเป็นลูกสะใภ้ทุกชาติ อีตาบุญบอกขอเป็นทาสคนนี้ตลอดไปทุกชาติ แจ๋วเหมือนกัน บ้านนี้เขามีสัจจะนะ ก็รวมความว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าให้พรว่า เอวัง โหตุ ซึ่งแปลเป็นใจความว่า ท่านปรารถนาสิ่งใด ขอให้ได้สิ่งนั้นสมความปรารถนา

เหตุมหัศจรรย์

หลังจากนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านก็กลับ ห้าคนก็เข้าบ้าน ทีนี้คนที่กล้าตายคือท่านมหาเศรษฐี หิวข้าว มันหิวข้าวหนัก ๆ ขึ้นมาชักจะทนไม่ไหว หิวนอนแขม่ว ๆ ไม่มีแรง ก็ถามภรรยาบอกภรรยา ยายเอ๊ย..ไอ้ข้าวที่ติดก้นหม้อเม็ดสองเม็ดมันมีไหม ภรรยาบอกว่ามี เอางี้แล้วกันนะ เอาน้ำไปกรอก ๆ พอมีกลิ่นข้าวมาดื่มให้ชื่นใจสักหน่อยเถอะ มันจะตายไม่ว่าหรอก จะตายตั้งใจจะตายนะก็ยังไม่อยากตายนะ ท่านยายก็สงสาร ยายก็หิวใช่ไหม ต่างคนก็ต่างหิวไม่ได้กินเลย ท่านยายก็เข้าไปในครัว ก็ไปเปิดหม้อข้าว หวังว่าไอ้ข้าวเม็ด ๆ สองสามเม็ดก็อาจจะติดก้นหม้ออยู่บ้าง
แต่ที่ไหนได้ เหตุมหัศจรรย์นั้นก็คือ หม้อข้าวหม้อนั้นเต็มปรี่ และก็เป็นข้าวร้อนเหมือนกับข้าวหุงใหม่ เปิดหม้อแกง แกงเต็ม เปิดหม้อต้ม หม้อต้มเต็ม เปิดหม้อผัดเต็ม มันเต็มไปทุกอย่าง อาหารที่เคยทำภาชนะมันเต็มหมด ก็เลยแหม..แกจะเป็นลม ตา ๆ เร็ว ๆ ฉันจะตายอยู่แล้ว ตาก็วิ่ง วิ่งไม่ค่อยจะไหว เมียจะตายก็เป็นห่วงลืมเพลีย ใช่ไหม เข้าไปในครัว ถามทำไม ข้าวมันเต็มหม้อ แกงก็เต็มหม้อ ตาก็จะช็อคตายละซิ
เรียกอีก 3 คน มาเร็ว ๆ ทุกคนมาเร็ว ๆ อย่าช้า ช้าไม่ได้ เร่งด่วน มาถึงปั๊บยายก็จัดอาหารวาง ในเมื่อทุกคนต่างคนต่างหิวใกล้จะตาย เจอะอาหารแบบนั้นก็เลยไม่กินนะโยม ไม่กิน ไม่รับประทาน ไม่บริโภค เพราะการกินมันมีระเบียบค่อย ๆ กิน ใช่ไหม หิวจัดนี่ต้องแดกแล้ว (หัวเราะ) ฟัดกันแหลก แหลกราญเลย ช้อนไม่ใช้ ใช้มือลงสิบนิ้วเลย มือซ้ายหยิบกับข้าวมือขวาตักข้าว เอาเต็มที่เลย แต่ว่าเหตุมหัศจรรย์มันเกิดต่อไป ทุกคนกินกันหลายอิ่มเต็มที่หมด ไปดู ข้าวในหม้อมันไม่ยอมยุบ กินแล้วมันน่าจะหมดหม้อใช่ไหม ก็เต็มปรี่ตามเดิม ไปดูแกง แกงก็ไม่ยอมยุบ ทุกอย่างมันเต็มเสมอหมด ทำไงมันก็ไม่ยอมหมด มันหมดไม่เป็น เพราะว่าอานุภาพที่ถวายทานพระปัจเจกพุทธเจ้าออกจากนิโรธสมาบัติ
ต่อมา มหาเศรษฐีเป็นคนใจดีก็เรียกเพื่อนบ้านใกล้เคียงมา บอกเอ้าอดข้าวมาหาฉัน ฉันจะแจกข้าวสุก ไม่มีข้าวสารแล้ว ข้าวเปลือกก็ไม่มี ท่านก็ตักแจกข้าวแจกแกง คนบ้านใกล้เรือนเคียงมากินเท่าไหร่ก็ตาม ข้าวก็ไม่ยอมยุบ หนัก ๆ เข้าก็แจกคนทั้งตำบล ตำบลใกล้เคียง ทุกคนที่อดข้าวต่างก็อาศัยข้าวหม้อนั้น แกงหม้อนั้น กินกันเอร็ดอร่อย ใครอดให้มา ตั้งไว้ 5 คน มีหน้าที่แจกอย่างเดียว แล้วก็บุญเท่านั้นนะ ตายจากที่นั่นแล้วก็ไปเป็นเทวดาและนางฟ้าชั้นดาวดึงสเทวโลก ลงมาเป็นเมณฑกเศรษฐี จำบุญให้ดีนะ
เป็นอันว่าอันดับแรก ผลของการบำเพ็ญกุศลแค่ทองคำไปฝังไว้ก้นส้วมพระ มาชาตินี้ท่านได้เป็นคหบดี เมื่อตายจากชาตินี้ไปแล้ว ด้วยอาศัยจิตที่เป็นกุศล ท่านก็ไปเกิดเป็นเทวดาใหม่ กลับลงมาจากความเป็นเทวดาคราวนี้รวยใหญ่ ไอ้บ้านเมืองที่เขามีความเจริญแล้วไม่ไปเกิด เป็นคนรวยคนมีบุญมาก ดันไปเกิดเป็นลูกชาวป่าในป่าลึกที่มันจนแสนจน
อานิสงส์ผลที่เอาทองไปวางก้นส้วมพระ กับให้ข้าวแม้แต่ตัวก็จะไม่มีกิน อานิสงส์นี้ ลงจากเทวดาไปเกิดเป็นลูกคนจนแสนจน เป็นชาวป่า ซึ่งหาเช้าไม่พอจะกินค่ำ แล้วปรากฎเป็นกรณีพิเศษ พอเวลาที่เด็กเข้าสู่ปฏิสนธิในครรภ์มารดาเป็นวันแรก ในวันแรกขณะที่เด็กจะเข้าสู่ครรภ์มารดา ตอนกลางคืนมารดาก็ฝัน
ฝันว่ามีเด็กน้อยลอยลงมาจากอากาศ มีรูปร่างหน้าตาสวยสดงดงาม เครื่องประดับแพรวพราวไปทั้งตัว เข้ามาขออาศัยอยู่ด้วย แกก็ตื่นขึ้นมา ตื่นขึ้นมาก็เป็นการแสดงสัญญลักษณ์ว่า เด็กคนนี้มาขอเกิดเข้าไปอยู่ในครรภ์ม่ ไม่รู้เข้าไปเมื่อไร แต่ว่าสิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็คือ
ตอนเช้า ท่านแม่ตื่นขึ้นมาก็เข้าครัวหุงข้าว เวลาที่จะเข้าครัวนี่ คนจนนี่เป็นเรื่องธรรมดา ๆ ก็ลงไปเก็บฟืน ชาวป่าชาวเขาไม่ค่อยจะสะสมฟืนกันนัก เพราะฟืนมันมาก ต้องการเท่าไรมันก็ได้ ประเภทไหนมันก็ได้ เพราะอยู่ในป่าลึก บ้านก็เป็นกระท่อมไม่คุ้มฝน ลงไปจะเก็บฟืน
ไอ้รอบ ๆ บ้านก็เป็นป่าไผ่ มองลงไปในป่าแต่เช้าตรู่ เห็นหน่อไม้มันขึ้นสะพรั่งผิดปกติ ไอ้วันก่อนมันก็มีหน่อ แต่หน่อมันไม่ดกขนาดนี้ แต่วันนั้นปรากฎไอ้ไผ่รอบบ้านมันเป็นดงใหญ่ หน่อมันขึ้นสะพรั่งท่วมศีรษะ หน่อสูงมาก แต่สีของหน่อมันเป็นสีเหลือง แปลกใจจึงเข้าไปดู ปรากฎว่า ไอ้หน่อไม้ทั้งหมดมันกลายเป็นทองคำ จึงเข้ามาบอกพ่อบ้าน พ่อบ้านก็เข้ามาดู
วันนั้น ทั้งสองตายายเลยไม่ต้องกินข้าว เห็นหน่อไม้กลายเป็นทองคำนับไม่ได้ จึงเข้าไปเฝ้าพระราชา กราบทูลให้ทรงทราบว่า ทรัพย์สมบัติอันเป็นของหลวงได้เกิดขึ้นแล้ว พระราชาก็ทำตามเดิมว่าเกิดในบ้านของเธอ ก็ต้องเป็นของของเธอ มีเหตุอัศจรรย์ได้หน่อไม้ทองคำ ถ้าเจ้าของเขาจะต้องการเท่าไรหักมันก็ง่าย เด็ดมันก็ง่าย แต่ว่าคนอื่นต้องการเท่าไร เอาช้างไปลากมันยังไม่ขึ้นเลย เพราะอาศัยบุญของเด็กที่อยู่ในครรภ์
ต่อมาเมื่อเด็กคนนั้นคลอดออกมาแล้ว ก็ปรากฎว่ามีแพะทองคำเกิดขึ้นรอบๆ บ้าน หลายสิบตัว เป็นแพะทองคำน่ะ มันเดินไม่ได้ แต่ว่าในปากของแพะทองคำมีสายไหมห้อยออกมา ตัวเป็นทองคำทั้งหมด ท่านพ่อบ้านแม่บ้านก็สงสัย ไปดึงเชือกเล่น เงินมันก็ไหลพรวดออกมา แกก็ลอง ๆ เล่น ๆ ต้องการทองคำรึ จิตนึกต้องการทองคำ ไอ้ทองคำก็ไหลออกมา ต้องการเพชรนิลจินดาของมีค่าอย่างแก้วมณี เป็นต้น ดึงเอา ต้องการอะไรดึงอย่างนั้นก็ไหล ต้องการผ้าผ่อนท่อนสไบดึงออกมา ผ้ามันก็ไหล
รวมความว่า ตัวแพะเป็นทองคำ สายไหมเป็นสายสารพัดนึก นึกอะไรได้อย่างนั้นสมความปรารถนา ก็ปรากฎว่าในตระกูลนี้เป็นมหาเศรษฐีใหญ่ มันก็ใหญ่จริง ๆ ต้องการเท่าไรก็ได้ ต่อมาเมื่อลูกโตขึ้นมา ลูกก็คงจะดึง แล้วต่อมาภายหลังหลานโต หลานก็คงจะดึง คนอดคนยากจนที่ไหปรากฎเข้ามา ต้องการผ้า เธอก็ดึงสายในปากแพะเอาผ้ามาให้ ต้องการเงินให้เงิน ต้องการทองให้ทอง เป็นอันว่ายาจกสมัยนั้นกลายเป็นเศรษฐี และก็เป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญใจกุศล ทั้งนี้เพราะว่าสองคนสามีภรรยาคงจะสร้างบำเพ็ญกุศลและบารมีร่วมกันกับ ท่านเมณฑกเศรษฐี ผู้เป็นลูก
ต่อมา ท่านเมษฑกเศรษฐีแต่งงานแล้วก็มีลูก ซึ่งเป็นบิดาของนางวิสาขา บิดาของนางวิสาขาก็เป็นคนมีบุญมาก เป็นเศรษฐีเดิม มาผสมกันเข้ากับนายบุญผู้เป็นทาสก็เป็นเศรษฐี นางวิสาขาก็บำเพ็ญบารมีในทานกองการกุศลมาก รวมความว่าตระกูลนี้เป็นคนที่ร่ำรวยนับไม่ได้
ในสมัยนั้น คนที่จะเป็นอนุเศรษฐี ต้องมีทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 40 โกฏิ เขาตั้งให้เป็นอนุเศรษฐี เขาตั้งกันนะ ถ้ามีทรัพย์ตั้งแต่ 40 โกฏิขึ้นไป ไม่ถึง 80 โกฏิ ให้เป็นอนุเศรษฐี ต่ำกว่า 40 โกฏิ เป็นคหบดี ตั้งแต่ 40 โกฏิขึ้นไปไม่ถึง 80 โกฏิ แค่อนุเศรษฐี ถ้า 80 โกฏิขึ้นไปก็เป็นมหาเศรษฐี
แต่ว่าตระกูลนี้มีทรัพย์นับไม่ได้ จะนับเป็นโกฏิก็นับไม่ไหว เขาจะนับของแกยังไง ถ้าแกไม่มีแกก็ดึงปากแพะ และการให้ทานของตระกูลนี้ไม่มีจำกัด ใครอดอยากเท่าไรไปแบ่งกัน
รวมความว่าท่านเมณฑกเศรษฐี ต้นตระกูลของนางวิสาขามหาอุบาสิกา นี่แกร่ำรวยขึ้นมาและมีความดีได้ เพราะอาศัยจากการบำเพ็ญกุศลจากความเป็นคนจน คือมีทองคำเปลวอยู่แค่แผ่นเดียว เอาไปลองก้นหลุมของพระที่จะถ่าย เกิดมาอีกชาติอานิสงส์นี้บันดาลให้ท่านเป็นคหบดี กำลังใจที่บำเพ็ญกุศลบุญราสีของท่านก็ไม่ถอย ให้ทานคนกระทั่งหมดตัว จนต้องเอาข้าวที่ผสมกับดินมาล้าง ล้างดินเอาข้าวมาซ้อมกันกัน ภายหลังในชาตินี้นั้น ปรากฎว่าท่านเป็นมหาเศรษฐีใหญ่ แล้วทุกคนไปนิพพานหมด
นี่แหละบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ในฐานะที่ท่านทั้งหลายเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระบรมสุคต วันนี้ท่านมาทำบุญกัน มันเป็นแรม 8 ค่ำของเดือน 11 แต่ว่าทุกคนที่มานี่ก็มาคิดว่า มาด้วยความยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายก็เหมือนท่านเมณฑกเศรษฐีชาติที่สอง หรือว่าชาติที่หนึ่ง ทำด้วยแผ่นทองคำเปลว ชาติที่สองแจกเสียจนตัวจะไม่มีกิน
เวลานี้ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายยังไม่ถึงซึ่งพระนิพพานในชาตินี้ ถ้าสิ้นชีวิตตินทรีย์ ด้วยกำลังความดีของบรรดาท่านพุทธบริษัท อย่างน้อยที่สุดก็เป็นเหมือนกับท่านเมณฑกเศรษฐี
ตายจากคนไปเป็นเทวดา และถ้าจำจะต้องลงมา ถ้ายังจะไม่ไปนิพพาน ทรัพย์สมบัติทั้งหลายเหล่านั้น ก็จะปรากฎว่าเป็นคนร่ำรวยคล้ายท่านเมณฑกเศรษฐี แต่ว่า ชาตินั้น การบำเพ็ญกุศลราศี ไม่ห่วงต่อชีวิตของตัวประเภทนี้ องค์สมเด็จพระมหามุนีกล่าวว่า เป็นปรมัตถทาน และกล่าวว่าเป็นปรมัตถบารมี ถ้าจิตใจของบรรดาท่านทั้งหลายเป็นปรมัตถบารมี ก็ดูตระกูลของท่านเมณฑกเศรษฐี เกิดมาในชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ทุกคนไปนิพพานหมด ฉะนั้น บรรดาสาวกขององค์สมเด็จพระบรมสุคตที่ตั้งใจบำเพ็ญกุศลขนาดใหญ่ในคราวนี้ ก็คงจะมีความดีเช่นเดียวกับท่านเมณฑกเศรษฐี ขอแต่เพียงว่า ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เมื่อตั้งใจทำความดี เมื่อกลับไปถึงบ้านนั่งอยู่ ยืนอยู่ เดินอยู่ ทำงานอยู่ จงนึกถึงความดีทั้งหลายเหล่านี้ไว้เพื่อเป็นอนุสสติ ที่จะทำให้ท่านทั้งหลายไม่ถอยหลังลงอบายภูมิ คือ
เราทำบุญด้วยดีเข้ามาในวัดเข้าถึงพระรัตนตรัย และยังมีความเคารพในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระอริยสงฆ์ ใจก็นึกถึงพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งที่เราชอบใจไว้ แล้วใจก็คิดว่าพระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระจอมไตร เราเคยฟัง เราเคารพ และบรรดาพระอริยสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีคุณใหญ่ จรรโลงพระพุทธศาสนาไว้ เราก็เคารพ และก็ประการต่อไป
ศีลที่เคยรักษาสมาทานไว้ เราเคยสมาทานแล้ว เราคารพในศีล บางวันจะบกพร่องบ้างก็เป็นของธรรมดา แต่ใจของเรานี่เคารพในศีลเข้าไว้ ประการต่อไป ทานใดที่เคยถวายในศาสนาขององค์สมเด็จพระจอบไตร ด้วยความเหนื่อยยากด้วยความลำบาก และข้าวยากหมากแพง ฝนไม่แล้ง มันตกมาก มันไม่เป็นตามฤดูกาล ทำให้จิตใจของเรานี้นั้นขาดแคลนจากวัตถุที่จะพึงเลี้ยงตน
แต่ก็ยังมีความเลื่อมในในองค์สมเด็จพระทศพล หามาเท่าที่มันจะพึงหามาได้ ใจนึกถึงเรื่องนี้ไว้ ถ้ากำลังใจของบรรพาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย นึกถึงเรื่องนี้ไว้จะเป็นอนุสสติ คือนึกถึงพระพุทธเจ้าก็ดี พระธรรมก็ดี พระอริยสงฆ์ก็ดี นึกถึงศีลที่เคยรักษาก็ดี นึกถึงทานที่ในการให้ก็ดี และนึกไม่ได้ทั้งหมด นึกได้อย่างใดอย่างหนึ่ง อานิสงส์คุณบุญราศีที่ท่านทำไว้ นึกไว้อย่างน้อยที่สุดกันนรกได้
ตายจากความเป็นคนเมื่อไร เป็นเทวดาเมื่อนั้น แล้วอาศัยที่บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน มีบารมีครบถ้วนบริบูรณ์ มีกำลังใจสูง ถ้าพบพระพุทธเจ้าหรือพบพระอรหันต์เมื่อไร สดับพระธรรมเทศนานี้จบเดียวก็ได้เป็นพระอริยเจ้า หลังจากนั้นก็ได้บรรลุพระอรหันต์ไปพระนิพพาน
อาตมาภาพในฐานะพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ขอตั้งสัตยาธิษฐาน อ้างคุณพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตน และพระสังฆรัตนะ ทั้ง 3 ประการ ขอจงอภิบาลบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายทุกท่าน ให้มีแต่ความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล และจงเจริญไปด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง 4 ประการ มีอายุ วรรณะ สุขะ และปฏิภาณ หากทุกท่านมีความประสงค์ใด ก็ขอให้ได้สิ่งนั้นสมความปรารถนาจงทุกประการ
อาตมาภาพรับประทานวิสัชนามาใน ปุญญาภิกถา ก็ขอยุติพระสัทธรรมเทศนาลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้
เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้

__________________
รวย ฤทธิ์ นิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
พรรณวดี (30-09-11), พุทธรักษา (07-10-11), ปาริฉัตรมณี (30-09-11), นิมมานรดี (20-04-12), เพิ่มบุญ (01-10-11), Rich (30-09-11), rossukon (07-01-12)
ตอบ

Tags
บุญฤทธิ์


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 19:14


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่