อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > หอมหาปุญโญ

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 16-10-10, 12:20
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,119
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56658
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile ห้องบุญทานที่ถวายอย่างยิ่งใหญ่อลังการที่สุดในพระศาสนาฯ

อภิญญา-ห้องบุญทานที่ถวายอย่างยิ่งใหญ่อลังการที่สุดในพระศาสนาฯ-%E0%B8%9F1-jpg
อภิญญา-ห้องบุญทานที่ถวายอย่างยิ่งใหญ่อลังการที่สุดในพระศาสนาฯ-222-251-jpg
อสทิสทานในพระศาสนาของพระองค์ปัจจุบัน
ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภอสทิสทาน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "น เว กทริยา เทวโลกํ วชนฺติ" เป็นต้น
พระราชาถวายทานแข่งกับราษฎร ความพิสดารว่า สมัยหนึ่ง พระศาสดาเสด็จจาริกไปแล้ว มีภิกษุประมาณ ๕๐๐ เป็นบริวาร เสด็จเข้าไปในพระเชตวัน. พระราชาเสด็จไปวิหาร ทูลนิมนต์พระศาสดา ในวันรุ่งขึ้น ทรงตระเตรียมอาคันตุกทานแล้ว จึงตรัสเรียกชาวพระนครว่า "จงดูทานของเรา"
ชาวพระนครมาเห็นทานของพระราชาแล้ว ในวันรุ่งขึ้น ทูลนิมนต์พระศาสดา ตระเตรียมทานแล้ว ส่ง (ข่าวไปกราบทูล) แด่พระราชาว่า "ขอพระองค์ผู้เป็นสมมติเทพ จงทอดพระเนตรทานของพวกข้าพระองค์"
พระราชาเสด็จไปทอดพระเนตรทานของชาวพระนครเหล่านั้นแล้ว ทรงดำริว่า "ทานอันยิ่งกว่าทานของเราอันชนเหล่านี้ทำแล้ว เราจักทำทานอีก" จึงรับสั่งให้ตระเตรียมทานแล้ว แม้ในวันรุ่งขึ้น. แม้ชาวพระนครเห็นทานนั้นแล้ว ในวันรุ่งขึ้น จึงตระเตรียม (ทาน) แล้ว ด้วยประการฉะนี้. ด้วยอาการอย่างนี้ พระราชาไม่ทรงอาจเพื่อให้ชาวพระนครแพ้ได้เลย ชาวพระนครก็ไม่อาจเพื่อให้พระราชาแพ้ได้
ต่อมาในวาระที่ ๖ ชาวพระนครเพิ่มขึ้นร้อยเท่าพันเท่า ตระเตรียมทาน โดยประการที่ใครๆ ไม่อาจจะพูดได้ว่า "วัตถุชื่อนี้ ไม่มีในทานของชาวพระนครเหล่านี้" พระราชาทอดพระเนตรทานนั้นแล้ว ทรงดำริว่า "ถ้าเราจักไม่อาจเพื่อทำทานให้ยิ่งกว่าทานของชาวพระนครเหล่านั้นไซร้ ประโยชน์อะไรของเราด้วยชีวิตเล่า " ดังนี้แล้ว ได้บรรทมดำริถึงอุบายอยู่
พระนางมัลลิกาทรงจัดทาน ลำดับนั้น พระนางมัลลิกาเทวีเข้าไปเฝ้าท้าวเธอแล้ว ทูลถามว่า "ข้าแต่มหาราชเจ้า เพราะเหตุไร พระองค์จึงเป็นผู้บรรทมอย่างนี้?"
พระราชาตรัสว่า "เทวี บัดนี้ เธอยังไม่ทราบหรือ?"
พระเทวี. หม่อมฉันยังไม่ทราบ พระเจ้าข้า
ท้าวเธอตรัสบอกเนื้อความนั้นแก่พระนางแล้ว
ลำดับนั้น พระนางมัลลิกากราบทูลท้าวเธอว่า "ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์อย่าทรงดำริเลย, พระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน อันชาวพระนครทั้งหลายให้พ่ายแพ้อยู่ พระองค์เคยทอดพระเนตรหรือ หรือเคยสดับแล้วที่ไหน? หม่อมฉันจักจัดแจงทานแทนพระองค์"
พระนางกราบทูลแด่ท้าวเธออย่างนี้ เพราะความที่พระนางเป็นผู้ใคร่จะจัดแจงอสทิสทาน แล้วกราบทูลว่า "ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงรับสั่งให้เขาทำมณฑปสำหรับนั่งภายในวงเวียน เพื่อภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ด้วยไม้เรียบที่ทำด้วยไม้สาละและไม้ขานาง พวกภิกษุที่เหลือจักนั่งภายนอกวงเวียน ขอจงรับสั่งให้ทำเศวตฉัตร ๕๐๐ คัน, ช้างประมาณ ๕๐๐ เชือก จักถือเศวตฉัตรเหล่านั้น ยืนกั้นอยู่เบื้องบนแห่งภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ขอจงรับสั่งให้ทำเรือสำเร็จด้วยทองคำอันมีสีสุก สัก ๘ ลำ หรือ ๑๐ ลำ เรือเหล่านั้นจักมี ณ ท่ามกลางมณฑป,
เจ้าหญิงองค์หนึ่งๆ จักนั่งบดของหอมอยู่ในระหว่างภิกษุ ๒ รูปๆ เจ้าหญิงองค์หนึ่งๆ จักถือพัดยืนพัดภิกษุ ๒ รูปๆ เจ้าหญิงที่เหลือ จักนำของหอมที่บดแล้วๆ มาใส่ในเรือทองคำทั้งหลาย บรรดาเจ้าหญิงเหล่านั้น เจ้าหญิงบางพวกจักถือกำดอกอุบลเขียว เคล้าของหอมที่ใส่ไว้ในเรือทองคำแล้ว จักให้ภิกษุรับเอาไออบ
เพราะเจ้าหญิงไม่มีแก่ชาวพระนครเลยทีเดียว เศวตฉัตรก็ไม่มี ช้างก็ไม่มี ชาวพระนครจักพ่ายแพ้ด้วยเหตุเหล่านี้, ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงรับสั่งให้ทำอย่างนี้เถิด"
พระราชาทรงรับว่า "ดีละ พระเทวี เรื่องอันงาม เจ้าบอกแล้ว" จึงรับสั่งให้ทำกิจทั้งสิ้น โดยทำนองที่พระนางกราบทูลแล้วทีเดียว
ก็ช้างเชือกหนึ่งยังไม่พอแก่ภิกษุรูปหนึ่ง
ลำดับนั้น พระราชาตรัสกับพระนางมัลลิกาว่า "นางผู้เจริญ ช้างเชือกหนึ่งยังไม่พอแก่ภิกษุรูปหนึ่ง เราจักทำอย่างไร?"
พระเทวี. ช้าง ๕๐๐ เชือกไม่มีหรือ? พระเจ้าข้า
พระราชา. มีอยู่ เทวี, แต่ช้างที่เหลือ เป็นช้างดุร้าย ช้างเหล่านั้นพอเห็นภิกษุทั้งหลายเข้า ย่อมเป็นสัตว์ดุร้าย เหมือนลมเวรัมภา"
พระเทวี. ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันทราบที่เป็นที่ยืนถือฉัตรของลูกช้างซึ่งดุร้ายเชือกหนึ่ง
พระราชา. เราจักเอาช้างยืน ณ ที่ไหน?
พระเทวี. ยืน ณ ที่ใกล้ของพระผู้เป็นเจ้าชื่อว่าอังคุลิมาล
พระราชารับสั่งให้ราชบุรุษทำแล้วอย่างนั้น ลูกช้างสอดหางเข้าในระหว่างขา ได้ปรบหูทั้งสอง หลับตายืนอยู่แล้ว มหาชนแลดูช้างที่ทรงเศวตฉัตรเพื่อพระเถระเท่านั้น ด้วยคิดว่า "นี้เป็นอาการของช้างดุร้าย ชื่อเห็นปานนี้ (ท่าน) พระอังคุลิมาลเถระย่อมทำได้"
พระราชาทรงอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยอาหารอันประณีตแล้ว ถวายบังคมพระศาสดา กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สิ่งใดเป็นกัปปิยภัณฑ์หรือเป็นอกัปปิยภัณฑ์ ในโรงทานนี้ หม่อมฉันจักถวายสิ่งนั้นทั้งหมดแด่พระองค์เท่านั้น"
ทานที่พระนางมัลลิกาจัดชื่ออสทิสทาน ก็ในทานนั้นแล ทรัพย์มีประมาณ ๑๔ โกฏิ เป็นอันพระราชาทรงบริจาคโดยวันเดียวเท่านั้น. ก็ของ ๔ อย่าง คือเศวตฉัตร ๑ บัลลังก์สำหรับนั่ง ๑ เชิงบาตร ๑ ตั่งสำหรับเช็ดเท้า ๑ เป็นของหาค่ามิได้เทียว เพื่อพระศาสดา. ใครๆ ผู้สามารถเพื่อทำทานเห็นปานนี้แล้ว ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ได้มีแล้วอีก เพราะเหตุนั้นนั่นแล ทานนั้นจึงปรากฏว่า "อสทิสทาน"
ได้ยินว่า อสทิสทานนั้นมีแด่พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ครั้งเดียวเท่านั้น สตรีเท่านั้นย่อมจัดแจง (ทาน) เพื่อพระศาสดาและภิกษุทั้งปวง

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 20:21


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่