อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > หอมหาปุญโญ

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 14-01-11, 13:36
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,119
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56658
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile ห้องบุญถวายบิณฑบาตที่มีอานิสงส์มากที่สุดในพระศาสนาฯ

ในมหาปรินิพพานสูตร ความว่า
ต่อจากนั้นได้เสด็จไปสู่เมืองปาวา และเสด็จไปอาศัยสวนมะม่วงของนายจุนทะ ช่างทอง เมื่อนายจุนทะทราบข่าวก็มีความยินดี ได้เข้าเฝ้าพระพุทธ องค์พระพระพุทธเจ้าได้ทรงประทานพระธรรมเทศนา โปรดนายจุนทะจนได้บรลุพระโสดาปัตติผล จากนั้นได้กราบทูลนิมนต์พระพุทธองค์ กับพระภิกษุสงฆ์ทั้ง หลายไปฉันภัตตาหารยังนิวาสสถานของตน ในวันรุ่งขึ้น นายจุนทะได้ตกแต่ง ขาทนียโภชนียาหารอันประณีต ประกอบด้วย สุกรมัททวะ เมื่อพระพุทธองค์กับ พระภิกษุสงฆ์ มาถึงบ้านนายจุนทะ พระองค์ทรงทราบถึงเรื่องเหล่าเทพพรหมเทวดาทั้งหลายจะได้นำอาหารทิพย์เป็นอันมากใส่ลงในภัตตาหารมื้อสุดท้ายก่อนปรินิพพานนี้ คือสุกรมัททวะ จึงตรัสให้นายจุนทะ นำสุกรมัททวะมาอังคาสเฉพาะแต่พระองค์แต่ผู้เดียว ที่เหลืออยู่ให้นำไปฝังเสีย เพราะทรงพิจารณาเห็นว่าไม่มีผู้ใดที่บริโภคสุกรปัททวะแล้วจะย่อยได้ อันจะเกิดอันตรายแก่ผู้บริโภคสิ่งนี้ เมื่อพระพุทธเจ้าเสวยสุกรมัททวะ บิณฑบาตของนายจุนทะแล้ว ได้ทรงทำอนุโมทนาให้นายจุนทะ เกิดความปราโมทย์ จากนั้นได้เสด็จไปประทับ ณ อัมพวันอุทยาน ในวันนั้นบังเกิดปักขันทิกโรคลง พระโลหิต ทรงแสดงบุพพกรรมของพระองค์ในชาติก่อน ทรงอดกลั้นทุกขเวทนาด้วยอธิวาสนขันติ จนทุกขเวทนาบรรเทาลง พระพุทธเจ้าพร้อมพระภิกษุสงฆ์หมู่ ใหญ่ เสด็จไปเมืองปาวา ในระหว่างทางเกิดทุกขเวทนากล้าจึงแวะพัก ณ ภายใต้ร่มไม้ แล้วตรัสกับพระอานนท์ว่า ถ้าจะมีผู้สงสัยติเตียนนายจุนทะว่า พระพุทธเจ้า เสวยบิณฑบาตของนายจุนทะ เป็นปัจฉิมบิณฑบาต แล้วปรินิพพาน นายจุนทะจะเดือดร้อนไปด้วย ฉะนั้นจงเปลื้องข้อสงสัยของนายจุนทะว่า บิณฑบาต สองประการ คือ บิณฑบาตอันนางสุชาดาถวายพระองค์เมื่อเสวยแล้วตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า และบิณฑบาตอันนายจุนทะถวาย พระองค์เสวยแล้วปรินิพพาน มีอานิสงส์มากเสมอกัน ไม่มีทานอื่นเทียบเท่า เพราะบิณฑบาตของนางสุชาดา เป็นเหตุให้พระองค์ได้บรรลุอุปาทิเสสนิพพาน ส่วนบิณฑบาตของนายจุนทะ เป็นเหตุให้พระองค์ ได้อนุปาทิเสสนิพพาน พระพุทธเจ้าตรัสสอนต่อไปว่า บุคคลผู้ให้ทานย่อมเจริญด้วยบุญ ผู้ละเว้นจากบาปเป็นผู้ไม่มีเวร ผู้ตั้งมั่นในกุศลเป็นผู้เว้นจากกรรมอันลามก บุคคลผู้สิ้นจากราคะ โทษะ และโมหะ เป็นผู้บรรลุพระนิพพาน

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
  #2  
เก่า 14-01-11, 13:47
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,119
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56658
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile บิณฑบาตก่อนทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ

อภิญญา-ห้องบุญถวายบิณฑบาตที่มีอานิสงส์มากที่สุดในพระศาสนาฯ-image034%5B1%5D-jpg
ข้าวมธุปายาสของนางสุชาดา
นางสุชาดา ธิดาเศรษฐี ณ หมู่บ้านเสนานี ใกล้ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม มีหญิงรับใช้ชื่อนางปุณณา นางสุชาดาได้บวงสรวงขอบุตรชายต่อเทวดาประจำต้นไทร เมื่อได้บุตรชายตามประสงค์แล้ว นางจึงให้คนตระเตรียมทำข้าวมธุปายาสเพื่อนำไปเป็นพลีแก่เทวดา ที่บันดาลให้ความหวังของนางเป็นจริง ในเพลาเช้านางปุณณทาสีได้ผ่านมาที่ต้นไทร เห็นพระบรมโพธิสัตว์ประทับนั่งอยู่ มีพระลักษณะงดงามประหนึ่งเทวดา ท่านคงจะเสด็จมาเพื่อรับภัตแห่งพระแม่เจ้านี้ จึงได้กลับมาเล่าให้นางสุชาดาฟัง นางสุชาดาได้ยินแล้วก็เป็นที่ปีติดีใจมากฯ
เมื่อเสร็จแล้วจึงจัดใส่ถาดทองนำไปยังต้นนิโครธพฤกษ์หรือต้นไทร ครั้นเห็นพระบรมโพธิสัตว์ที่ประทับอยู่มีรัศมีออกจากพระวรกายแผ่ซ่านไปทั่วปริมณฑล นางเข้าใจว่าเป็นรุกขเทวดาจึงนำข้าวมธุปายาสน้อมเข้าไปถวายด้วยความโสมนัส ในเวลานั้นบาตรของพระบรมโพธิสัตว์ที่ฆฏิกาพรหมถวายเมื่อครั้งเสด็จออกบรรพชา ได้อันตรธานหายไป พระองค์จึงทรงเหยียดพระหัตถ์ทั้งสองข้างออกรับถาดข้าวมธุปายาสแล้วทอดพระเนตรแลดูนาง นางสุชาดาทราบความนั้นจึงได้ทูลถวายว่า ข้าแต่พระเป็นเจ้า ข้าพเจ้าขอถวายมธุปายาสกับทั้งภาชนะทองอันรองใส่ ขอพระองค์จงรับโดยควรแก่พระหฤทัยปรารถนา และได้อธิษฐานว่า "ความปรารถนาอันใด ของหม่อมฉันได้สำเร็จแล้ว ขอความปรารถนาของพระองค์จงสำเร็จโดยเช่นเดียวกันเถิด" พระบรมโพธิสัตว์ได้รับข้าวมธุปายาสพร้อมด้วยถาดทอง และทรงนำข้าวมธุปายาสมาแบ่งเป็น ๔๙ ก้อน แล้วฉันจนหมด จากนั้นจึงนำถาดไปอธิษฐานแล้วลอยไปในแม่น้ำเนรัญชรา เพื่อเสี่ยงทายเรื่องที่จะสามารถตรัสรู้ได้หรือไม่ฯ
วิธีเตรียมทำข้าวมธุปายาสของนางมีดังนี้ นางให้เลี้ยงแม่วัวนมไว้ในป่าชะเอมจำนวน ๑,๐๐๐ ตัว แล้วให้แม่วัวนม ๕๐๐ ตัว ดูดกินน้ำนมของแม่วัวนม ๑,๐๐๐ ตัวนั้น แล้วให้แม่วัวนม ๒๕๐ ตัว ดื่มกินน้ำนมของแม่วัวนม ๕๐๐ ตัวนั้น แล้วให้แม่วัวนม ๑๒๕ ตัว ดูดกินน้ำนมของแม่วัวนม ๒๕๐ ตัวนั้น แล้วให้แม่วัวนม ๖๓ ตัว ดูดกินน้ำนมของแม่วัวนม ๑๒๕ ตัวนั้น แล้วให้แม่วัวนม ๓๒ ตัว ดูดกินน้ำนมของแม่วัวนม ๖๓ ตัวนั้น แล้วให้แม่วัวนม ๑๖ ตัว ดูดกินน้ำนมของแม่วัวนม ๓๒ ตัวนั้น และในท้ายที่สุดนางให้แม่วัวนม ๘ ตัว ดื่มกินน้ำนมของแม่วัวนม ๑๖ ตัวนั้น หลังจากนั้นนางก็จะนำแม่วัวนมทั้ง ๘ ตัว มารีดเอาน้ำนม และนำน้ำนมมาเคี่ยวจนข้นเป็นนมข้นหวาน ทำให้มีรสอร่อยมาก เรียกว่า "ขีรปริวรรต" และในวันที่นางให้รีดนมนั้น ลูกวัวไม่กล้าเข้าใกล้แม่วัวเหล่านั้นเลย พอนางสุชาดาน้อมภาชนะเข้าไปเท่านั้น น้ำนมก็หลั่งออกมาจากเต้านมของแม่วัวเอง นางเห็นดังนั้นก็เกิดความปิติยินดีอย่างยิ่ง เมื่อได้แล้วจึงเทน้ำนมลงใส่ภาชนะใหม่ยกขึ้นตั้งบนเตา
ในวันที่นางปรุงข้าวมธุปายาสนั้น ท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ คือ ท้าวธตรฐ ท้าวรุฬหก ท้าววิรูปักข์ และ ท้าวเวสวัณ ก็มายืนอารักขาก้อนเส้าเตาปรุงทั้ง ๔ ทิศ รวมทั้ง ท้าวมหาพรหม ก็นำทิพย์เศวตฉัตรมากางกั้นข้างบนกระทะเพื่อเป็นสิริมงคล และป้องกันธุลีบนนภากาศ สมเด็จอมรินทราธิราช เสด็จลงมาก่อไฟใส่ฟืน เทวดาเจ้าในหมื่นโลกธาตุ ก็นำทิพยโอชามารวมใส่ลงไปในหม้อปรุงนั้น ประชาชนในทวีปทั้ง ๔ และทวีปน้อย ๒,๐๐๐ ห้อมล้อม ต่างเป็นดังจักรบีบรวงผึ้งอันอุดมด้วยน้ำผึ้งใส่เข้าไปในภาชนะที่กำลังปรุงนั้น เมื่อทำดังนี้แล้วก็ได้เป็นข้าวมธุปายาส เพื่อนำไปถวายพลีกรรมแก่เทวดาต่อไป

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
  #3  
เก่า 14-01-11, 14:19
อภิญญา's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 10,119
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 6,846
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 77,935 ครั้ง ใน 77,935 ข้อความ
พลังบุญ: 56658
อภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished roadอภิญญา is on a distinguished road
Smile บิณฑบาตก่อนทรงเสด็จปรินิพพาน

อภิญญา-ห้องบุญถวายบิณฑบาตที่มีอานิสงส์มากที่สุดในพระศาสนาฯ-slide0088image371cb7%5B1%5D-jpg
สุกรมัททวะของนายจุนทะ
ชื่ออาหารอันประณีตชนิดหนึ่ง ปรุงขึ้นเพื่อถวายแก่ผู้ที่ตนเคารพนับถือที่สุด เป็นอาหารประณีตชั้นหนึ่งยิ่งกว่าข้าวมธุปายาส ในเพลานายจุนทะได้เตรียมภัตอันมีชื่อเรียกว่า สุกรมัททวะ เพื่อถวายพระพุทธเจ้าและเหล่าพระภิกษุสงฆ์ที่ติดตาม เหล่าเทพพรหมเทวดาในพรหม ในสวรรค์ทุกชั้นฟ้าฯ ได้โปรยของทิพย์ใส่ลงไว้ในสุกรมัททวะเป็นอันมากฯ พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่าธาตุขันธ์ของมนุษย์ไม่สามารถย่อยได้ จึงทรงรับสั่งให้นายจุนทะ ถวายเฉพาะพระองค์ฯ
ครั้นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งแล้วรับสั่งกะนายจุนทกัมมารบุตรว่า ดูกรนายจุนทะ ท่านจงอังคาสเราด้วยสุกรมัททวะที่ท่านตระเตรียมไว้ จงอังคาสภิกษุสงฆ์ด้วยของเคี้ยวของฉัน อย่างอื่นที่ท่านตระเตรียมไว้ นายจุนทกัมมารบุตรทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว จึงอังคาสพระผู้มีพระภาคด้วยสุกรมัททวะที่ตนตระเตรียมไว้ อังคาสภิกษุสงฆ์ด้วยของเคี้ยวของฉันอย่างอื่นที่ตนตระเตรียมไว้ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะนายจุนทกัมมารบุตรว่า ดูกรนายจุนทะ ท่านจงฝังสุกรมัททวะที่ยังเหลือเสียในหลุม เรายังไม่เห็นบุคคลในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ซึ่งบริโภคสุกรมัททวะนั้นแล้ว จะพึงให้ย่อยไปด้วยดีได้นอกจากตถาคต นายจุนทกัมมารบุตรทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว จึงฝังสุกรมัททวะที่ยังเหลือเสียในหลุม
หมายเหตุ สุกรมัทวะ นั้น ถ้าแปลตรงตัว จะแปลว่า หมูอ่อน หรือ บางตำรา ก็บอกว่า สุกรมัทวะ ไม่ใช่หมู แต่เป็นชื่อเห็ดชนิดหนึ่งที่หมูชอบกิน มีลักษณะเนื้อที่อ่อนนิ่มและหมูชอบกิน จึงถูกเรียกว่า สุกรมัทวะ และในครั้งที่พระองค์ทรงเสวยภัตของนางสุชาดา เหล่าพรหมเทพเทวาทั้งหลาย ก็ได้ใส่ของทิพย์เป็นอย่างมากโดยเช่นเดียวกัน แต่พระบรมโพธิสัตว์ทรงเสวยพระองค์เดียว และด้วยบุญญาธิการแห่งพระบรมโพธิสัตว์เจ้าจึงสามารถย่อยได้ไม่มีอันตราย ส่วนภัตของนายจุนทะ ก็เช่นเดียวกัน ทรงเสวยแล้วไม่ได้ทำให้ทรงประชวรแต่เป็นเพราะทรงประชวรอยู่แล้ว ทรงยอมทรมานพระวรกายเพื่อแสดงความเป็นธรรมดาให้ปรากฏแก่พุทธบริษัทและมหาชนทั้งหลาย ถึงความเป็นธรรมดาของโลกอันไม่เที่ยง และบุพกรรมแห่งพระองค์ฯ เพื่อยังความเกรงกลัวต่อบาปและความไม่ประมาทแก่พุทธบริษัทและมหาชนทั้งหลาย แม้พระองค์จะทรงพระประชวรอยู่ก็ตาม

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ อภิญญา ในข้อความนี้
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 19:20


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่