อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > อภิญญาธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 23-10-11, 14:17
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default เรื่องราวของเศรษฐีในสมัยพุทธกาล ที่มากด้วย " บุญฤทธิ์ "



ชฎิลเศรษฐี

กรรมเกิดจากเหตุ

ในอดีตกาลครั้งพุทธกาลของพระกัสสปะพุทธเจ้า เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว มหาชนได้ร่วมกันสร้างพุทธเจดีย์แห่งหนึ่ง

วันหนึ่ง มีพระขีณาสพเข้าไปในเมือง ชักชวนชาวเมืองร่วมทำบุญสร้างเจดีย์ ท่านเดินไปถึงร้านทองร้านหนึ่ง บังเอิญว่าขณะนั้นนายช่างทองกำลังทะเลาะกับภรรยา เขาจึงพูดแดกดันภรรยาว่า

"เธอจงโยนพระศาสดาของเธอลงน้ำไปเสีย"

ภรรยานายช่างทองพูดเตือนสติสามีว่าทำไมท่านจึงเผลอทำกรรมล่วงเกินพระศาสดา เล่า นายช่างทองได้สติ รีบหมอบกราบขออดโทษที่แทบเท้าพระเถระ แต่พระเถระบอกว่า

“โยมไม่ได้กล่าวล่วงเกินอาตมา แต่โยมล่วงเกินพระศาสดา โยมต้องให้พระศาสดาอดโทษให้”

นายช่างทองถามว่า “พระคุณเจ้า พระศาสดาปรินิพพานแล้ว ข้าพเจ้าต้องทำอย่างไรเล่า พระศาสดาจึงจะอดโทษได้”

พระเถระบอกว่า “ท่านจงทำหม้อดอกไม้ทองคำ ๓ หม้อ บูชาในเจดีย์บรรจุพระธาตุ แล้วทูลขอพระศาสดาให้อดโทษเถิด”

นายช่างทองมีบุตรชาย ๓ คน จึงเรียกบุตรชายให้มาช่วยทำหม้อดอกไม้ทองคำ

บุตรคนโตไม่ช่วย บอกว่าพ่อทำกรรมนั้นเองก็ต้องแก้ไขเอง

บุตรคนรองก็ปฏิเสธเหมือนกัน

แต่บุตรคนเล็กไม่เกี่ยงงอน ช่วยบิดาทำดอกไม้ทองไปบูชา กราบทูลขอขมาพระบรมศาสดา

พ้นจากชาตินั้นแล้ว นายช่างทอง ภรรยา และบุตร ก็โลดแล่นไปตามบุญกรรม


ถูกลอยน้ำ

ครั้นถึงพุทธกาลปัจจุบัน

ในนครพาราณสีมีเศรษฐีตระกูลหนึ่ง มีธิดาสาวสวย เมื่อเธอมีอายุ ๑๕-๑๖ ปี บิดาได้ให้นางอยู่แต่ในห้องบนปราสาทชั้น ๗ เพราะกลัวว่าธิดาจะไปรักชอบชายที่ไม่คู่ควร โดยเศรษฐีให้หญิงรับใช้คนหนึ่งคอยดูแล แต่ความสวยของธิดาเศรษฐีไม่พ้นสายตาชาย เธอจึงได้เชยชิดกับวิทยาธรตนหนึ่งจนตั้งครรภ์ โดยอดีตนายช่างทองได้มาปฏิสนธิในครรภ์ธิดาเศรษฐี


ด้วยผลกรรมที่เคยพูดว่าให้จับพระศาสดาโยนลงน้ำ เมื่อคลอดแล้วธิดาเศรษฐีจึงได้จับทารกน้อยใส่ลงภาชนะ เอาดอกไม้ปิด แล้วสั่งให้หญิงรับใช้นำไปลอยแม่น้ำคงคา ทารกน้อยจึงถูกปล่อยลอยน้ำไปตามยถากรรม


หญิง ๒ คนกำลังอาบน้ำอยู่เห็นภาชนะลอยมา คนหนึ่งบอกว่าภาชนะนั้นเป็นของฉัน อีกคนหนึ่งบอกว่าสิ่งของในภาชนะเป็นของฉัน พอนำภาชนะขึ้นฝั่งแล้วเปิดออกดูก็เห็นทารกน้อย หญิงทั้งสองจึงแย่งกันเป็นเจ้าของทารก หญิงคนแรกบอกว่าเด็กเป็นของฉันเพราะฉันบอกก่อนว่าภาชนะเป็นของฉัน หญิงคนที่สองไม่ยอม บอกว่าเด็กเป็นของฉันเพราะเธอบอกว่าภาชนะเป็นของเธอ ส่วนฉันบอกว่าของในภาชนะเป็นของฉัน

หญิงทั้งสองไปให้ศาลวินิจฉัย ศาลวินิจฉัยไม่ได้จึงต้องให้พระราชาวินิจฉัย พระราชาตัดสินให้ภาชนะเป็นของหญิงคนแรก เด็กเป็นของหญิงคนที่สอง หญิงคนที่สองจึงรับเด็กไปอุปการะ


เด็กคนนี้พอโตขึ้นหน่อยก็มีผมรุงรัง เหมือนผมของชฎิล หญิงแม่เลี้ยงจึงตั้งชื่อว่า ชฎิละ


ย้ายไปตักกสิลา

สมัยนั้นพระกัจจายนะจาริกมาใกล้เรือนของชฎิละ มารดาเลี้ยงอุปัฏฐากพระเถระอยู่ จนเมื่อพระเถระจะจาริกไปต่อ มารดาเลี้ยงจึงถวายชฎิละให้พระเถระ หวังจะให้บวชเณร

พระกัจจายนะตรวจดูบุญกรรมของชฎิละ รู้ว่าเป็นคนมีวาสนาทั้งทางโลกและทางธรรม จึงรับตัวไว้ แล้วพาเดินทางไปถึงเมืองตักกสิลา


ชฎิละขายของ

พระกัจจายนะเถระฝากให้พ่อค้าอุปัฏฐากคนหนึ่งในเมืองตักกสิลาช่วยเลี้ยงดูชฎิ ละให้ก่อน พ่อค้าคนนั้นรับไว้ แล้วให้ชฎิละช่วยค้าขายด้วยตั้งแต่ยังเป็นเด็กจนย่างเข้าวัยหนุ่ม

วันหนึ่ง พ่อค้านำสินค้าไปตลาด กำหนดราคาสินค้าแล้วไปทำธุระที่อื่น ปล่อยชฎิละช่วยเฝ้าสินค้าไว้ไม่คิดว่าจะขายได้ เพราะสินค้านี้พ่อค้าซื้อมา ๑๒ ปีแล้วยังขายไม่หมด แต่วันนั้น เทวดารักษานครได้ดลใจชาวบ้านที่ต้องการสินค้าให้มาซื้อกับชฎิละเท่านั้น ชฎิละจึงขายสินค้าที่ค้างไว้ถึง ๑๒ ปีจนหมดภายในวันเดียว พ่อค้ากลับมาเห็นสินค้าขายหมดก็ปลื้มใจว่าชฎิละเป็นคนมีบุญ จึงปลูกเรือนให้ และยกธิดาให้เป็นภรรยา


ภูเขาทองหลังเรือน

ด้วยผลบุญที่ทำดอกไม้ทองบูชาพระศาสดา พอชฎิละก้าวเท้าเหยียบธรณีประตูเรือนหลังใหม่ ภูเขาทอง ๘๐ ศอก ก็ผุดขึ้นที่หลังเรือน เขาจึงกลายเป็นมหาเศรษฐี พระราชาพระราชทานฉัตรให้ แต่งตั้งเป็น ชฎิลเศรษฐี

ชฎิลเศรษฐีมีบุตรชาย ๓ คน เมื่อบุตรเจริญวัยแล้วเขาจึงคิดจะออกบวช แต่ติดว่าตนเองเป็นมหาเศรษฐีมีทรัพย์มากมายจนนับไม่ถ้วน เป็นเศรษฐีเหนือเศรษฐี มีศักดิ์มีศรีมียศใหญ่ไม่ต่างจากพระราชา บุตรทั้งสามคงไม่ยอมให้บวชแน่ แต่ถ้าบุตรรู้ว่าชมพูทวีปมีเศรษฐีอื่นที่มีทรัพย์มากมายนับไม่ถ้วนเป็นมหา เศรษฐีเหมือนตน การเป็นมหาเศรษฐีเป็นเรื่องธรรมดาไม่มีความพิเศษเหนือใคร บุตรคงยอมให้บวช

คิดแล้วชฎิลเศรษฐีจึงคิดจะค้นหามหาเศรษฐีในชมพูทวีป


ค้นหาเศรษฐี

ชฎิลเศรษฐีให้ช่างทำอิฐด้วยทองคำ ด้ามปฏักทองคำ และรองเท้าทองคำ แล้วให้คนของตนไปหาของแบบนี้ว่ามีอยู่ที่ใดบ้าง หมายใจว่าผู้ที่มีสิ่งของเหล่านี้จะต้องเป็นมหาเศรษฐีเหมือนกัน

บุรุษเหล่านั้นเที่ยวค้นหาไปทั่วทิศ เดินทางไปแคว้นโกศล พาราณสี มคธ ไปจนถึงภัททิยนครแห่งแคว้นอังคะ เที่ยวถามหาว่ามีเศรษฐีที่ไหนมีของแบบนี้บ้าง

เมณฑกเศรษฐีแห่งภัททิยนครเห็นบุรุษเหล่านั้นจึงถามว่าพวกท่านมาหาอะไร บุรุษพวกนั้นนำอิฐ ปฏัก และรองเท้าทองคำให้ดู บอกว่าพวกตนหาสิ่งของแบบนี้ เมณฑกเศรษฐีเห็นก็รู้ว่าของนี่เป็นสมบัติของมหาเศรษฐี เขาให้คนมาค้นหาเศรษฐีที่มีทรัพย์เสมอกัน คิดแล้วจึงบอกว่าพวกท่านลองไปดูที่หลังเรือนของเราว่ามีไหม

บุรุษพวกนั้นไปดูหลังเรือนเมณฑกเศรษฐี เห็นหลังเรือนเมณฑกเศรษฐีมีแพะทองคำขนาดเท่าช้าง ม้า และโคอุสุภะ ผุดขึ้นจากแผ่นดินจนเต็มพื้นที่ ๘ กรีส จึงรีบกลับไปบอกชฎิลเศรษฐีว่าพบเศรษฐีที่มีทรัพย์เสมอกันแล้วอยู่ที่ภัททิย นคร

ชฎิลเศรษฐีฟังแล้วก็มีใจแช่มชื่นว่าเศรษฐีตระกูลอื่นมีทรัพย์เหมือนเรา แต่จะมีเศรษฐีตระกูลอื่นอีกไหมหนอ


ค้นหาเศรษฐีคนอื่น

ชฎิลเศรษฐีให้บุรุษพวกนั้นไปหาเศรษฐีตระกูลอื่นอีก ครั้งนี้ออกอุบายให้นำผ้ากัมพลเนื้อดีของของตักกสิลามูลค่าแสนหนึ่งไปด้วย ให้นำผ้าไปทำทีจะเผาเพื่อจะค้นหาเศรษฐี

บุรุษพวกนั้นเดินทางหาเศรษฐีกันอีกครั้งจนมาถึงกรุงราชคฤห์ เขาไปก่อกองไฟที่ข้างเรือนโชติกเศรษฐี เมื่อมีคนถามว่าจุดไฟจะทำอะไร บุรุษพวกนั้นตอบว่าพวกเรานำผ้ากัมพลเนื้อดีจากตักกสิลามาขาย แต่ผ้ามีมูลค่ามากจึงขายไม่ได้ พวกเราจะเดินทางกลับก็กลัวโจรปล้น เพราะเหตุนี้พวกเราจึงจะเผาผ้านี้เสียก่อนจึงค่อยเดินทางกลับ

โชติกเศรษฐีได้ยินว่าบุรุษพวกนี้จะเผาผ้าจึงช่วยรับซื้อไว้ แล้วสั่งให้คนเอาไปให้ทาสีคนกวาดพื้นที่ซุ้มประตูปราสาทของตน นางทาสีพอรับผ้ากัมพลผืนนั้นแล้วก็เสียใจร้องไห้ เข้าไปหาโชติกเศรษฐีถามว่าเธอมีความผิดอะไรท่านเศรษฐีจึงลงโทษให้ผ้ากัมพล เนื้อหยาบนี้ แล้วเธอจะนุ่งหรือห่มผ้ากัมพลผืนนี้ได้อย่างไร

โชติกเศรษฐีบอกว่า ฉันไม่ได้ให้เธอเอาไปทำผ้านุ่งผ้าห่ม แต่ให้เธอเอาไปทำเป็นผ้าเช็ดเท้า เมื่อเธอล้างเท้าด้วยน้ำหอมก่อนเข้านอนก็จงใช้ผ้าผืนนี้เช็ดเท้า นางทาสีได้ฟังจึงหยุดร้องไห้รับผ้ากัมพลกลับไป

พวกบุรุษเหล่านั้นเห็นเหตุการณ์แล้ว จึงกลับไปเล่าให้ชฎิลเศรษฐีฟัง


ชฎิลเศรษฐีออกบวช

ชฎิลเศรษฐีดีใจที่ชมพูทวีปมีมหาเศรษฐีมีทรัพย์มากเหมือนตน จึงไปเข้าเฝ้าพระราชากราบทูลว่าจะบวช เมื่อพระราชาอนุญาตแล้วเขาจึงเรียกบุตรทั้งสามมาเพื่อจะยกทรัพย์ให้ แต่ต้องทดลองดูก่อนว่าทรัพย์นี้เกิดมาเพื่อบุตรคนไหน จึงสั่งให้บุตรชายเอาจอบไปขุดทอง

บุตรชายคนโตขุดทองไม่ออก เพราะทองแข็งดังศิลา

บุตรชายคนรองก็ขุดทองไม่ออกเหมือนกัน

แต่บุตรคนเล็กกลับขุดทองได้ง่ายดายเหมือนขุดดิน เพราะบุตรคนนี้ในอดีตชาติคือคนที่ช่วยช่างทองทำดอกไม้ทองคำ


เศรษฐีบอกบุตรทั้งสามว่า ทรัพย์ทั้งหลายเหล่านี้เกิดมาเพื่อบิดาและน้องเล็กเท่านั้น บิดาจึงยกทรัพย์ให้น้องเล็กทั้งหมด แต่พวกเจ้าก็จงอยู่ร่วมกันและใช้สอยทรัพย์กับน้องเล็กเถิด


เมื่อยกทรัพย์ให้บุตรแล้ว ชฎิลเศรษฐีจึงไปบวช

หลังจากบวชเพียง ๒-๓ วัน ชฎิลภิกษุก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์



ที่มา :

- อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พราหมณวรรค เรื่องพระโชติกเถระ

- อรรถกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค อิทธิกถา

__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 23-10-11 เมื่อ 22:47

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #2  
เก่า 23-10-11, 14:31
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

ปุณณเศรษฐี


เล่าเรื่องมหาเศรษฐีกันต่อ คนนี้ชื่อว่า ปุณณเศรษฐี
ปุ ณณเศรษฐีที่ดังๆ มีสองคน คนหนึ่งอยู่ในภัททิยนคร เป็นคนใช้ของเมณฑกเศรษฐี พวกนี้ทำบุญมาด้วยกัน มีอธิษฐานมาด้วยกัน แม้จะเป็นมหาเศรษฐีแต่ก็ยังเต็มใจรับใช้เขา
ส่วน คนที่กำลังจะเล่าเป็นเศรษฐีในนครราชคฤห์ คนนี้ตอนเริ่มต้นก็เป็นคนใช้เขาเหมือนกัน แต่เพราะได้ทำบุญกับพระอรหันต์ที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ จึงได้อานิสงส์เป็นเศรษฐีภายในวันนั้น


เกิดเป็นคนเข็ญใจ

นาย ปุณณะเป็นชาวนครราชคฤห์ มีภรรยาชื่ออุตตรา และมีธิดาชื่ออุตตราเหมือนกัน เขาเป็นคนยากจนเข็ญใจ เลี้ยงชีพด้วยการทำงานรับจ้างให้สุมนเศรษฐี
วัน หนึ่ง กรุงราชคฤห์มีงานนักษัตร ๗ วัน สุมนเศรษฐีถามนายปุณณะว่า พ่อเอ๋ย วันนี้ใครๆ เขาก็พักผ่อนเล่นนักษัตรกัน เจ้าเล่าอยากจะหยุดงานไปเล่นนักษัตรหรือจะรับจ้างทำงาน ถ้าวันนี้เจ้าทำงาน เราจะให้โคเจ้า ๒ ตัว กับไถใหม่ ๑ คัน
นายปุณณะตอบว่า นายท่าน คนมีทรัพย์เขาก็ออกไปเล่นนักษัตรกันได้ แต่ข้าพเจ้ายากจน พรุ่งนี้ยังไม่มีข้าวสารจะกินเลย ข้าพเจ้าขอรับจ้างทำงานขอรับ
นาย ปุณณะบอกเศรษฐีแล้วก็จูงโคออกไปไถนา ก่อนไปได้สั่งภรรยาว่า พวกเราเป็นคนยากจนต้องทำงานรับจ้างเขา เจ้าช่วยหุงต้มอาหารเพิ่มเป็น ๒ เท่าด้วย วันนี้เราจะไถนาให้มาก
วันเดียวกันนั้น พระสารีบุตรออกจากเข้านิโรธสมาบัติ ๗ วัน สำรวจดูว่าวันนี้ควรจะสงเคราะห์ใคร ก็เห็นนายปุณณะปรากฏอยู่ในข่ายญาณของตน พิจารณาดูรู้ว่านายปุณณะมีความศรัทธาสงเคราะห์ได้ และเมื่อสงเคราะห์แล้วนายปุณณะจะได้สมบัติเป็นมหาเศรษฐีในวันนั้น พระสารีบุตรจึงถือบาตรไปยืนอยู่ในร่มเงาไม้กอหนึ่งดูนายปุณณะไถนา
นาย ปุณณะเห็นพระสารีบุตรยืนอยู่จึงหยุดไถนา เข้ามากราบพระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้วปรนนิบัติ ทำไม้ชำระฟันให้ รับบาตรมากรองน้ำถวาย พระสารีบุตรทำกิจล้างหน้าบ้วนปากแล้วจึงจาริกเข้าไปบิณฑบาตในนคร เมื่อพระเถระไปแล้วนายปุณณะคิดว่าปกติทุกวันพระเถระไม่มาทางนี้ วันนี้คงมาสงเคราะห์เราคนจนโดยเฉพาะ และพระเถระเข้านครต้องสวนกับภรรยาเรา ภรรยาเราคงศรัทธาเอาอาหารของเราใส่บาตรพระเถระ วันนี้ครอบครัวเราได้ทำบุญใหญ่ คิดแล้วนายปุณณะก็ไปไถนาต่อด้วยความสุขใจ
ฝ่าย นางอุตตราเดินสวนทางกับพระสารีบุตร นางเกิดปีติศรัทธา คิดว่าบางคราวเราพบพระผู้เป็นเจ้าแต่ไม่มีไทยธรรม บางคราวเรามีไทยธรรมแต่ไม่ได้พบพระผู้เป็นเจ้า วันนี้โชคดีได้พบพระผู้เป็นเจ้าด้วยและมีไทยธรรมด้วย เราจะใส่บาตรท่าน อาหารของสามีค่อยปรุงใหม่ก็ได้ คิดแล้วนางอุตตราจึงนำอาหารที่เตรียมให้นายปุณณะใส่บาตร
เมื่อ ใส่บาตรได้ครึ่งหนึ่ง พระสารีบุตรก็แสดงอาการปิดบาตรบอกว่า พอแล้ว นางอุตตราจึงกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า อาหารจำนวนนี้ไม่อาจแบ่งเป็นสองส่วนได้ ดิฉันปรารถนาจะถวายหมดไม่ให้เหลือ ขอท่านโปรดอย่าสงเคราะห์เฉพาะโลกนี้แก่ทาสของท่านเลย โปรดสงเคราะห์ถึงโลกหน้าด้วยเถิดเจ้าข้า
พระสารีบุตรจึงเปิด บาตรให้นางอุตตราใส่บาตรจนหมด เสร็จแล้วนางได้ตั้งความปรารถนาว่า “ขอให้ดิฉันได้เห็นธรรมที่พระผู้เป็นเจ้าเห็นแล้วด้วยเถิด” พระสารีบุตรกล่าวอนุโมทนาว่า “จงสำเร็จอย่างนั้นเถิด” แล้วหลีกไปฉัน
นาง อุตตราเมื่อนำอาหารใส่บาตรเสียหมด นางจึงต้องเดินกลับเรือนไปหุงอาหารมาใหม่ใช้เวลาไปอีกไม่น้อยจนเลยเวลาอาหาร นายปุณณะไถนาจนเหนื่อยและหมดแรง จึงปล่อยโค เข้าไปนั่งพักใต้ร่มไม้ด้วยความหิว ตาคอยมองดูว่าภรรยานำอาหารมาให้หรือยัง
นาง อุตตราปรุงอาหารเสร็จก็ตักใส่ถาดถือไปให้นายปุณณะ มองไปเห็นสามีชะเง้อมองอยู่จึงคิดว่า สามีเรากำลังหิว เราเองก็มาช้า เมื่อไปถึงสามีอาจจะโมโห ด่าเรา ทุบตีเรา ถ้าเป็นเช่นนั้นบุญที่ทำกับพระเถระก็จะเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ นางจึงคิดหาวิธีทำให้สามีใจเย็น ร้องบอกไปว่า
“นาย ท่านจงทำจิตให้ผ่องใสเถิด อย่าให้กรรมที่ดิฉันทำแล้วไร้ประโยชน์เลย วันนี้ดิฉันนำอาหารมาให้ท่านแต่เช้าตรู่ ได้พบพระสารีบุตรระหว่างทาง ดิฉันจึงเอาอาหารของท่านใส่บาตรจนหมด แล้วกลับไปหุงอาหารมาให้ใหม่ ท่านจงทำจิตให้เลื่อมใสอนุโมทนาเถิด”
นายปุณณะฟังไม่ถนัดถามว่า “เจ้าพูดอะไร เราไม่ได้ยิน” นางอุตตราจึงพูดซ้ำอีกครั้ง นายปุณณะได้ฟังซ้ำชัดเจนแล้วจึงบอกนางอุตตราว่า
“ดีแล้วนางผู้เจริญ เจ้าทำดีแล้วที่ถวายภัตของเราแก่พระผู้เป็นเจ้า เมื่อเช้าเราก็ได้ถวายไม้สีฟันและน้ำแก่พระผู้เป็นเจ้าเหมือนกัน”
นายปุณณะมีจิตผ่องใสในทาน กินอาหาร แล้วนอนหนุนตักนางอุตตราหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

รอยไถกลายเป็นทอง

นาย ปุณณะนอนหลับไปชั่วขณะ ครั้นตื่นขึ้นแลดูผืนนาที่เขาไถไว้เมื่อเช้า ก็แลเห็นรอยไถกลายเป็นทองคำเหลืองอร่ามเต็มทุ่งนา เขาขยี้ตาพลางบอกนางอุตตราว่า “นางเอ๋ย สงสัยวันนี้จะกินอาหารสายเกินไป ความหิวทำให้ตาลายมองเห็นรอยไถกลายเป็นทองคำไปหมด”
นางอุตตรา มองดูบอกว่านางก็เห็นรอยไถเป็นสีทองเหมือนกัน ทั้งสองลุกขึ้นไปหยิบดูรู้ว่าดินขี้ไถกลายเป็นทองคำแล้วจริงๆ ต่างมีปีติว่าผลทานที่ให้แก่พระธรรมเสนาบดีให้ผลรวดเร็วและมากมายเกินประมาณ
นายปุณณะกับภรรยาเก็บขี้ไถใส่ถาดข้าวจนเต็ม แล้วถือไปถวายพระราชากราบทูลให้ส่งคนไปขนทองคำมาเก็บในท้องพระคลัง
พระ ราชาส่งราชบุรุษให้ไปขนทองคำ ราชบุรุษหยิบขี้ไถขึ้นพิจารณาดูเห็นเป็นทองคำจริงๆ พูดว่าทองคำของพระราชา พอพูดจบทองคำนั้นก็กลับกลายเป็นดินจึงกลับไปกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ
พระ ราชาตรัสถามว่าตอนหยิบทองได้พูดอะไรหรือเปล่า ราชบุรุษกราบทูลว่า พูดว่าทองคำของพระราชา พระราชารับสั่งให้ราชบุรุษกลับไปใหม่ คราวนี้ให้พูดว่าทองคำของนายปุณณะ ราชบุรุษกลับไปทำตามรับสั่ง ดินก็กลับกลายเป็นทองคำดังเดิม
ราชบุรุษขนทองคำมากกว่าพันเล่ม เกวียนมากองจนเต็มพระลานหลวง กองสูงเท่ายอดตาล พระราชาตรัสถามพวกพ่อค้าว่าเคยเห็นใครมีทองคำมากกว่านี้ไหม พวกพ่อค้ากราบทูลว่าไม่มี พระราชาจึงทรงแต่งตั้งให้นายปุณณะเป็นธนเศรษฐี ให้ขนทองกลับไปและพระราชทานที่ดินให้ปลูกเรือนใหม่ด้วย
นายปุ ณณะปลูกเรือนใหม่ เสร็จแล้วได้ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานตลอด ๗ วัน และเมื่อได้ฟังธรรมอนุปุพพิกถาจากพระศาสดาแล้ว ทั้งนายปุณณะ ภรรยา และธิดาซึ่งยังเป็นกุมารีอยู่ ล้วนสำเร็จเป็นพระโสดาบัน

__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 23-10-11 เมื่อ 14:48

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #3  
เก่า 23-10-11, 14:43
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

เมณฑกเศรษฐี

มาต่อกันด้วยเรื่องของมหาเศรษฐีคนที่ สอง ซึ่งในตอนก่อนบอกว่าเคยเป็นญาติเกี่ยวข้องกับอปราชิตเศรษฐีเมื่อสมัย ๙๑ กัปก่อน แต่มาชาตินี้ทั้งสองเกิดกันคนละแคว้น คนนี้เป็นมหาเศรษฐีใหญ่มากชื่อว่า เมณฑกเศรษฐี เป็นมหาเศรษฐีแห่งภัททิยนคร แคว้นอังคะ ที่ชื่อเมณฑกะเพราะมีแพะทองคำตัวเท่าโคอยู่เต็มหลังบ้าน
นอก จากจะรวยแสนรวยแล้ว รายจ่ายของเศรษฐีแทบจะไม่มีอะไร เพราะข้าวเปลือกในยุ้งฉางของเศรษฐีไม่เคยพร่องลงเลย จะขนออำไปกี่ร้อยเล่มเกวียนในยุ้งฉางก็ยังมีข้าวเปลือกอยู่เท่านั้น
นอก จากตัวเองจะรวยระดับมหาเศรษฐีแล้ว รอบตัวของเมณฑกเศรษฐีก็ล้วนเป็นมหาเศรษฐี คือ ภรรยาชื่อจันทปทุมาก็เป็นมหาเศรษฐี บุตรชายชื่อธนัญชัย ลูกสะใภ้ชื่อสุมนาเทวี ก็เป็นมหาเศรษฐี มารุ่นหลานคือหลานสาวชื่อวิสาขา และหลานชายชื่ออุคคหะ ก็ล้วนเป็นมหาเศรษฐีทั้งสิ้น
ก่อนจะเล่าถึงชีวิตในชาติปัจจุบัน ก็ขอยอ้นกลับไปเมื่อ ๙๑ กัปก่อนครับ

บุรพกรรมสร้างศาลาราย

อดีตกาล ๙๑ กัปล่วงมาแล้ว ครั้งนั้นเป็นพุทธกาลของพระวิปัสสีพุทธเจ้า พระองค์ประทับจำพรรษาในพันธุมวดีนคร เศรษฐีชื่อ อปราชิตะ มีจิตศรัทธาสร้างพระคันธกุฎีถวายพระศาสดา
อปราชิตเศรษฐีมีหลาน ชายคนหนึ่งชื่อ อวโรชะ หลานชายได้ข่าวว่าลุงกำลังสร้างพระคันธกุฎีจึงมาขอร่วมทำบุญด้วย แต่อปราชิตเศรษฐีปฏิเสธ บอกว่าบุญนี้ลุงตั้งใจทำคนเดียว แม้อวโรชะอ้อนวอนหลายครั้งเศรษฐีก็ไม่ยอม อวโรชะคิดว่าเมื่อลุงไม่ยอมให้ร่วมสร้างพระคันธกุฎี เขาก็จะสร้างศาลารายแทน คิดแล้วจึงสั่งให้คนไปขนไม้จากในป่ามาสร้างศาลาราย
อวโรชะให้ สร้างศาลารายอย่างวิจิตร เสาของศาลาต้นหนึ่งบุด้วยทองคำ ต้นหนึ่งบุด้วยเงิน ต้นหนึ่งบุด้วยแก้วมณี พวกขื่อ คาน บานประตู บานหน้าต่าง ก็บุด้วยทองคำทั้งหมด บนหลังคามีจอมยอด ๓ ยอด ประดับด้วยทองคำ แก้วผลึก และแก้วประพาฬ
กลางศาลารายให้สร้างมณฑปประดับแก้วและตั้ง ธรรมาสน์ไว้ เท้าธรรมาสน์ทำด้วยทองคำสีสุกเป็นแท่ง เท้าธรรมาสน์รองด้วยแพะทองคำ ๔ ตัว มีแพะทองคำ ๒ ตัวตั้งไว้ใต้ตั่งสำหรับรองเท้า และมีแพะทองคำอีก ๖ ตัวตั้งแวดล้อมมณฑป ถักธรรมาสน์ด้วยด้าย ทองคำ และแก้วมุกดา
เมื่อสร้างศาลาราย เสร็จแล้ว อวโรชะก็นิมนต์พระศาสดาพร้อมภิกษุ ๖ ล้าน ๘ แสน มาถวายทานฉลองศาลาเป็นเวลา ๔ เดือน วันสุดท้ายได้ถวายผ้าไตรจีวรแก่พระภิกษุทุกรูป
อวโรชะเมื่อทำกาละแล้ว ก็ไปอุบัติในเทวโลก

เศรษฐีตกยาก

อวโรชะท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษย์โลก จนถึงภัททกัปนี้ก็ได้มาเกิดเป็นเศรษฐีในนครพาราณสีในช่วงที่โลกว่างจากพระศาสนา
วัน หนึ่ง เศรษฐีไปเข้าเฝ้าพระราชาได้พบกับปุโรหิตจึงถามว่า ท่านอาจารย์ ท่านตรวจดูฤกษ์ยามบ้างหรือไม่ว่าบ้านเมืองของเราจะเป็นอย่างไร ปุโรหิตตอบว่าตรวจดูแล้ว ล่วงไป ๓ ปีนับจากปีนี้ บ้านเมืองของเราจะเกิดฉาตกภัย คือ ภัยจากความอดอยาก
เศรษฐี ฟังคำของปุโรหิตแล้วไม่ประมาทเตรียมตัวรับฉาตกภัย สั่งให้บริวารปลูกข้าวจำนวนมากและรับซื้อข้าวเปลือกมาเก็บตุนไว้เต็มฉาง ๑,๒๕๐ ฉาง เมื่อเก็บข้าวจนเต็มยุ้งฉางแล้ว ก็นำข้าวไปบรรจุตุ่มไหจนเต็มนำไปฝังดินไว้อีก และนำข้าวเปลือกที่เหลือมาขยำกับดินฉาบทาฝาเรือนไว้
เมื่อ กรุงพาราณสีเริ่มเกิดภัยความอดอยาก เศรษฐีจึงนำข้าวเปลือกที่เก็บไว้ในฉางออกมาบริโภคและเลี้ยงทาสบริวาร เมื่อข้าวเปลือกในฉางหมดแต่ภัยยังไม่หมดก็นำข้าวเปลือกในตุ่มในไหที่ฝังดิน ไว้ออกมาใช้อีก ในที่สุดก็บริโภคข้าวเปลือกจนหมด เศรษฐีจึงเรียกบริวารมาบอกว่าตอนนี้อาหารหมดแล้ว พวกเจ้าจงแยกย้ายกันไปก่อน วันหน้าเมื่ออาหารบริบูรณ์หากอยากจะกลับมาอยู่กับเราอีกก็จงกลับมา
ทาสบริวาร ทั้งหลายจึงพากันแยกย้ายไป ยกเว้นทาสคนหนึ่งชื่อปุณณะขออยู่กับเศรษฐีต่อไป ครั้งนั้นเรือนเศรษฐีจึงเหลือคนอยู่ ๕ คน คือ เศรษฐี ภรรยา บุตรชาย บุตรสะใภ้ และนายปุณณะ ทั้ง ๕ คนอยู่รอดได้ด้วยการนำดินที่ฉาบฝาเรือนไว้มาละลายน้ำ แยกข้าวเปลือกออกมาตำเป็นข้าวสาร ใช้เลี้ยงชีวิตด้วยความลำบาก
วัน หนึ่ง ภรรยาเศรษฐีได้พังฝาเรือนชิ้นสุดท้ายนำดินมาแช่น้ำ ได้ข้าวเปลือกประมาณ ๒ ทะนาน ตำเป็นข้าวสารได้ทะนานหนึ่ง เธอนำข้าวสารใส่หม้อฝังดินไว้เพราะกลัวพวกโจร
ฝ่าย เศรษฐีกลับมาจากเข้าเฝ้าพระราชา ถามภรรยาว่า ฉันหิว เธอมีอะไรกินบ้างไหม ภรรยาบอกว่ามีข้าวสารอีกทะนานหนึ่งฝังดินไว้ ถ้าหุงข้าวสวยก็จะพอกินมื้อเดียว แต่ถ้าหุงเป็นข้าวต้มจะพอกิน ๒ มื้อ ท่านจะให้หุงข้าวแบบไหน
เศรษฐีบอกว่า หุงข้าวแบบไหนสุดท้ายพวกเราก็ต้องอดตายกันอยู่ดี เธอจงหุงเป็นข้าวสวยก็แล้วกัน ภรรยาเศรษฐีจึงหุงข้าวสวยแล้วแบ่งเป็น ๕ ส่วน สำหรับ ๕ คน คดข้าวสวยส่วนหนึ่งมาให้เศรษฐี

ถวายภัตพระปัจเจกพุทธเจ้า
ขณะ นั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าออกจากสมาบัติ พิจารณาด้วยทิพพจักษุญาณว่าเศรษฐีและบริวารเป็นผู้ควรสงเคราะห์ และพวกเขาถึงพร้อมด้วยความศรัทธา พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงถือบาตรมาจากภูเขาคันธมาทน์ ไปแสดงตนยืนอยู่ที่ประตู เรือนเศรษฐี
เศรษฐีเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ายืนอยู่หน้าประตูเรือน ก็มีจิตเลื่อมใส คิดว่าเราประสบฉาตกภัยอดอยากปานนี้เพราะเราไม่ให้ทานในกาลก่อน อาหารมื้อนี้ถ้าเรากินก็มีประโยชน์แค่อิ่มมื้อเดียว แต่ถ้าเราถวายทานแก่พระผู้เป็นเจ้าก็จะมีประโยชน์เกื้อกูลแก่เราหลายโกฏิกัป คิดแล้วจึงนิมนต์ให้พระปัจเจกพุทธเจ้าเข้ามาในเรือน
เศรษฐีนำ ข้าวสวยของตนใส่บาตรพระปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อตักข้าวใส่บาตรได้ครึ่งหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าก็เอามือปิดบาตรแสดงท่าว่าพอแล้ว เศรษฐีจึงกล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ ข้าวสุกทั้งหมดนี้ไม่อาจแบ่งเป็น ๒ ส่วนได้ ขอท่านจงสงเคราะห์ให้ข้าพเจ้าได้ถวายโดยไม่ให้มีส่วนเหลือด้วยเถิด”

เมื่อเศรษฐีใส่บาตรด้วยข้าวสวยทั้งหมดแล้ว เขาได้ตั้งความปรารถนาว่า
“ด้วย อานิสงส์แห่งการถวายข้าวสวยนี้ ขออย่าให้ข้าพเจ้าต้องประสบกับความอดอยากอีกเลยในทุกชาติที่เกิดมา และเมื่อใดที่ข้าพเจ้านั่งอยู่ที่ประตูฉางและแลดูเบื้องบนเท่านั้น ขอให้ฉางข้าวที่ว่างเปล่าของข้าพเจ้าจงเต็มไปด้วยข้าวสาลีแดงเพียงพอแจกชาว ชมพูทวีปได้ทั้งสิ้น และขอให้ข้าพเจ้าได้อยู่ร่วมกับคนเหล่านี้ในทุกชาติที่เกิดมา ขอให้ภรรยาผู้นี้เป็นภรรยา ให้บุตรผู้นี้เป็นบุตร ให้สะใภ้ผู้นี้เป็นสะใภ้ และให้ทาสผู้นี้มาเป็นทาส ด้วยเถิด”

ฝ่ายภรรยาของเศรษฐีเห็นสามีถวายข้าวสวยจนหมด จึงได้นำส่วนของตนถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าบ้าง แล้วตั้งความปรารถนาว่า
“ด้วย อานิสงส์แห่งการถวายข้าวสวยนี้ ขออย่าให้ดิฉันต้องประสบกับความอดอยากอีกเลยในทุกชาติที่เกิดมา และเมื่อใดที่ดิฉันแจกจ่ายภัตแก่ชาวชมพูทวีปอยู่ หากดิฉันยังไม่ลุกจากที่แจกภัตเพียงใดขอให้ภัตนั้นจงบริบูรณ์อยู่อย่างเดิม เพียงนั้น และขอให้ดิฉันได้อยู่ร่วมกับคนเหล่านี้ในทุกชาติที่เกิดมา ขอให้สามีผู้นี้เป็นสามี ให้บุตรผู้นี้เป็นบุตร ให้สะใภ้ผู้นี้เป็นสะใภ้ และให้ทาสผู้นี้มาเป็นทาส ด้วยเถิด”

ฝ่ายบุตรเศรษฐีเห็นบิดามารดาถวายข้าวสวยแล้ว จึงได้นำส่วนของตนถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าบ้าง แล้วตั้งความปรารถนาว่า
“ด้วย อานิสงส์แห่งการถวายข้าวสวยนี้ ขออย่าให้ข้าพเจ้าต้องประสบกับความอดอยากอีกเลยในทุกชาติที่เกิดมา ขอให้ข้าพเจ้ามีทรัพย์แจกจ่ายแก่ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น เมื่อใดที่ข้าพเจ้าถือถุงกหาปณะพันหนึ่งแจกจ่ายไป ขอให้ถุงนั้นยังเต็มไปด้วยกหาปณะอยู่อย่างเดิม และขอให้ข้าพเจ้าได้อยู่ร่วมกับคนเหล่านี้ในทุกชาติที่เกิดมา ขอให้บิดาผู้นี้เป็นบิดา ให้มารดาผู้นี้เป็นมารดา ให้ภริยาผู้นี้เป็นภริยา และให้ทาสผู้นี้มาเป็นทาส ด้วยเถิด”

ฝ่ายลูกสะใภ้เศรษฐีก็นำข้าวสวยส่วนของตน ถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเช่นเดียวกัน แล้วตั้งความปรารถนาว่า
“ด้วย อานิสงส์แห่งการถวายข้าวสวยนี้ ขออย่าให้ดิฉันต้องประสบกับความอดอยากอีกเลยในทุกชาติที่เกิดมา ขอให้ดิฉันมีข้าวเปลือกแจกจ่ายแก่ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น เมื่อใดที่ดิฉันตั้งกระบุงแจกข้าวเปลือกอยู่ ขอให้ข้าวเปลือกนั้นยังเต็มกระบุงอยู่เสมอ และขอให้ดิฉันได้อยู่ร่วมกับคนเหล่านี้ในทุกชาติที่เกิดมา ขอให้พ่อผัวผู้นี้เป็นพ่อผัว ให้แม่ผัวผู้นี้เป็นแม่ผัว ให้สามีผู้นี้เป็นสามี และให้ทาสผู้นี้มาเป็นทาส ด้วยเถิด”

แม้นายปุณณะผู้เป็นทาสก็ถวายข้าวสวย แล้วตั้งความปรารถนาว่า
"ด้วย อานิสงส์แห่งการถวายข้าวสวยนี้ ขออย่าให้ข้าพเจ้าต้องประสบกับความอดอยากอีกเลยในทุกชาติที่เกิดมา ขอให้ได้คนใจบุญทั้งหลายเหล่านี้เป็นนาย และเมื่อใดที่ข้าพเจ้าไถนาอยู่ ขอให้รอยไถปรากฏเป็น ๗ รอย ขนาดเท่าเรือโกลน ตรงกลาง ๑ รอย ด้านซ้าย ๓ รอย และด้านขวา ๓ รอย ด้วยเถิด”
พระปัจเจกพุทธเจ้าฟังคำปรารถนาของ คนเหล่านั้นแล้ว จึงกล่าวอนุโมทนาว่า “จงเป็นอย่างนั้นเถิด” แล้วเหาะกลับภูเขาคันธมาทน์ นำภัตที่บิณฑบาตได้ไปแบ่งให้พระปัจเจกพุทธเจ้าอื่นอีก ๕๐๐ องค์ ด้วยอานุภาพของพระปัจเจกพุทธเจ้า ภัตนั้นก็เพียงพอแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหมด โดยเศรษฐีและบริวารมองเห็นอาการของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นโดยตลอด

รอดตายจากฉาตกภัย

เมื่อ ถวายทานเสร็จแล้ว ภรรยาเศรษฐีได้ล้างหม้อข้าวแล้วปิดไว้ ส่วนเศรษฐีนอนหลับไป ครั้นตื่นขึ้นเวลาเย็นเศรษฐีรู้สึกหิวมากบอกภรรยาว่า ฉันหิวเหลือเกิน มีข้าวตังก้นหม้อบ้างไหม
ภรรยา รู้ว่าข้าวตังก้นหม้อไม่มีแล้วเพราะเป็นผู้ล้างหม้อด้วยตนเอง เธอไม่ตอบแต่ลุกขึ้นไปหยิบหม้อมาจะเปิดให้สามีดูด้วยตาตัวเอง แต่เมื่อเปิดฝาหม้อปรากฏว่ามีข้าวสวยอยู่เต็มหม้อ สีสวยดังดอกมะลิตูม ทั้งหมดจึงได้บริโภคข้าวสวยนั้น และไม่ว่าจะบริโภคไปมากมายเท่าไร ข้าสวยในหม้อนั้นก็ไม่พร่อง มีรอยเหมือนตักออกเพียงทัพพีเดียวเท่านั้น
และ ในวันเดียวกันนั้น ฉางที่ว่างเปล่าก็กลับเต็มไปด้วยข้าว เศรษฐีจึงให้ป่าวประกาศว่าใครต้องการข้าวเปลือกก็ให้มารับที่เรือนเศรษฐี ครั้งนั้นชาวชมพูทวีปจึงพ้นจากฉาตกภัยด้วยอาศัยเศรษฐีนั้นเอง
เศรษฐีทำบุญให้ทานแล้ว เมื่อทำกาละก็ไปบังเกิดในเทวโลก


เกิดเป็นเมณฑกเศรษฐี

ในพุทธกาล ปัจจุบัน เศรษฐีในชาติก่อนโน้นก็ได้มาเกิดเป็นเศรษฐีในภัททิยนคร แคว้นอังคะ (เป็นแคว้นติดกับแคว้นมคธ และในครั้งพุทธกาลเป็นเมืองขึ้นของมคธด้วย) ด้วยกุศลกรรมที่เคยสร้างแพะทองคำไว้ในครั้งพุทธกาลพระวิปัสสีพุทธเจ้า ที่หลังเรือนของเมณฑกเศรษฐีพื้นที่ขนาด ๘ กรีส (ประมาณ ๕๐๐ เมตร) จึงมีแพะทองคำตัวเท่าช้างเท่าม้า ผุดขึ้นจากแผ่นดินเบียดกันแน่นจนเต็มพื้นที่ ในปากแพะทองคำมีกลุ่มด้าย ๕ สี ใครอยากได้อะไรก็เพียงแค่ดึงด้าย ๕ สีเท่านั้น บรรดาสิ่งของที่อยากได้ก็จะหลั่งใหลออกมา ไม่ว่าจะเป็นของกิน เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย หรือของใช้ เครื่องนุ่งห่ม เงิน ทอง ล้วนมีให้ทั้งสิ้น เศรษฐีจึงได้ชื่อว่า เมณฑกเศรษฐี หรือเศรษฐีแพะทองคำ
ครั้ง นั้น ภรรยาเศรษฐีในชาติก่อนก็มาเกิดในตระกูลเศรษฐีตระกูลหนึ่ง บนฝ่ามือของเธอมีรูปดอกบัวเต็มฝ่ามือซ้าย มีรูปพระจันทร์เต็มฝ่ามือขวา เป็นเพราะอานิสงส์ที่เคยจับหม้อข้าวด้วยมือซ้าย จับทัพพีด้วยมือขวา แล้วใส่ภัตจนเต็มบาตรของภิกษุสงฆ์และพระพุทธเจ้าในปางก่อน นอกจากนี้นางยังมีรูปดอกบัวเต็มฝ่าเท้าซ้าย มีรูปพระจันทร์เต็มฝ่าเท้าข้างขวา ด้วยอานิสงส์ที่นางเดินไปมาถือเครื่องกรองน้ำถวายแก่ภิกษุสงฆ์ ด้วยเหตุนี้ญาติจึงตั้งชื่อให้นางว่า จันทปทุมา
ต่อมานางได้เป็นภรรยาหลวงของเมณฑกเศรษฐีตามบุพเพสันนิวาสที่ได้เกื้อกูลและสร้างบุญร่วมกันมา
ทั้งสองมีบุตรชื่อว่าธนัญชัย มีสะใภ้ชื่อว่าสุมนาเทวี มีทาสชื่อปุณณะ คนทั้งหลายเหล่านี้ก็ล้วนเป็นผู้ได้ทำกุศลกรรมร่วมกันมาทั้งสิ้น

เศรษฐีทดลองบุญ

วัน หนึ่ง เมณฑกเศรษฐีใคร่จะทดลองบุญของตน จึงทำฉางข้าว ๑,๒๕๐ ฉางให้ว่าง อาบน้ำสระผมแล้วมานั่งที่หน้าประตู พอเศรษฐีแหงนดูเบื้องบนฉางที่ว่างก็กลับเต็มไปด้วยข้าวสาลีแดงทันที
เมณฑกเศรษฐีทดลองบุญของตนแล้ว บอกให้ภรรยาและบุตรทดลองบุญดูบ้าง
นาง ปทุมาเทวีภรรยาเศรษฐีทดลองบุญ ให้คนไปป่าวร้องว่าผู้ใดต้องการข้าวสวยให้มารับได้ที่เรือนเศรษฐี แล้วนางก็นั่งบนอาสนะที่ซุ้มประตูใช้ทัพพีทองคำตักข้าวสวยแจกจ่ายให้คนที่มา รับข้าวสวยทุกคนจนเต็มภาชนะเหมือนกันหมด ทำอยู่อย่างนี้ตั้งแต่เช้าจดเย็นข้าวสวยก็ไม่หมดหม้อ มีเพียงรอยยุบเหมือนตักไปทัพพีเดียวเท่านั้น
ธนัญชัยบุตรเศรษฐี ทดลองบุญบ้าง เขาถือถุงใส่กหาปณะพันหนึ่งแจกให้ผู้คนที่ต้องการ ใครนำภาชนะอะไรมาใส่กหาปณะนั้นธนัญชัยก็หยิบใส่ให้จนเต็ม แต่แจกทั้งวันกหาปณะในถุงก็ยังคงมีอยู่พันหนึ่งเหมือนเดิม
สุมนา เทวีลูกสะใภ้เศรษฐีทดลองบุญบ้าง นางนั่งแจกข้าวเปลือกกระบุงหนึ่ง ใครเอาภาชนะอะไรมาใส่นางก็ตักให้จนเต็ม นางตักข้าวเปลือกในกระบุงเดิมแจกตั้งแต่เช้าจดเย็นข้าวเปลือกในกระบุงก็ไม่ ยุบไม่พร่องเลยแม้เพียงนิ้วเดียว
ส่วนทาสของเศรษฐีทดลองบุญโดย เทียมโคด้วยแอกทองคำ ผูกด้วยเชือกทองคำ แล้วถือปฏักทองคำพาโคไปไถนา ปรากฏว่านาที่เขาไถมีรอยไถขึ้น ๗ รอย ตรงกลางรอยหนึ่ง ข้างซ้าย ๓ รอย และข้างขวา ๓ รอย
นับตั้งแต่นั้น เมณฑิกเศรษฐีก็ได้เป็นที่พึ่งของชาวชมพูทวีป ใครต้องการข้าวของเงินทองอะไรก็มาเอาได้ตามชอบใจจากเรือนเศรษฐี

พระเจ้าพิมพิสารให้พิสูจน์

อานุภาพ บุญของเมณฑกเศรษฐีไปถึงพระกรรณพระเจ้าพิมพิสาร พระองค์จึงรับสั่งให้มหาอำมาตย์ผู้สำเร็จราชการให้ไปพิสูจน์ความจริง มหาอำมาตย์รับราชโองการแล้วจึงพาขบวนเสนา ๔ เหล่า เดินทางไปภัททิยนคร ไปพบเมณฑกเศรษฐีบอกว่าพระเจ้าพิมพิสารส่งตนมาเพื่อพิสูจน์อานุภาพบุญของ เศรษฐีให้เห็นกับตา
เมณฑกเศรษฐีจึงแสดงบุญโดยการอาบน้ำสระผม แล้วไปนั่งอยู่นอกประตูฉางเปล่า เพียงเงยหน้าขึ้นเท่านั้นก็มีท่อธารข้าวเปลือกตกลงมาจากอากาศจนเต็มฉางต่อ หน้ามหาอำมาตย์
มหาอำมาตย์เห็นบุญเศรษฐีแล้วจึงขอดูบุญของภรรยา เศรษฐีบ้าง นางปทุมาเทวีจึงแสดงบุญโดยการหุงหม้อและทำแกงอย่างละหม้อ แล้วนั่งตักอาหารนั้นเลี้ยงเสนาทั้ง ๔ เหล่า เสนาเหล่านั้นอิ่มแล้ว แต่ข้าวสวยและกับข้าวยังอยู่เหมือนเดิม
มหาอำมาตย์เห็นบุญของ นางปทุมาเทวีแล้วจึงขอดูบุญของบุตรเศรษฐีบ้าง ธนัญชัยเศรษฐีแสดงบุญโดยการถือถุงจุเงินพันหนึ่งถุงเดียวเท่านั้น เที่ยวเดินแจกเบี้ยหวัดกลางปีแก่เสนาทั้ง ๔ เหล่า แจกจนครบแล้วยังมีเงินเหลืออยู่ในถุง
มหาอำมาตย์เห็นบุญของธนัญ ชัยเศรษฐีแล้ว จึงขอดูบุญภรรยาของเขาบ้าง สุมนาเทวีจึงแสดงบุญโดยการนั่งตักข้าวสารจากกระเฌอจุข้าว ๔ ทะนานใบเดียว แจกเป็นข้าวกลางปีแก่เสนาทั้ง ๔ เหล่า แจกจนครบแล้วยังมีข้าวเหลืออยู่ในกระเฌอ
มหาอำมาตย์เห็นบุญ สุมนาเทวีแล้วก็ขอไปดูบุญนายปุณณะที่แปลงนา ได้ดูนายปุณณะไถนาเกิดรอยไถครั้งละ ๗ รอย ซ้าย ๓ รอย ขวา ๓ รอย ตรงกลาง ๑ รอย
มหาอำมาตย์เห็นอานุภาพบุญเมณฑกเศรษฐีด้วยตาตนเองแล้ว จึงพาขบวนเสนาเดินทางกลับไปกราบทูลให้พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบว่าเศรษฐีและคน ใกล้ชิดมีอานุภาพบุญเป็นจริงสมคำร่ำลือ

เศรษฐีบรรลุธรรม

สมัย หนึ่ง พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยของเมณฑกเศรษฐีและคนในตระกูล พระองค์จึงเสด็จมาสู่ภัททิยนครพร้อมพระสาวก ๑,๒๕๐ รูป ประทับที่ชาติยาวัน เมณฑกเศรษฐีสดับว่าพระศาสดาเสด็จมาจึงให้วิสาขาหลานสาวอายุ ๗ ขวบ ชวนเพื่อนๆ ไปรับเสด็จพระศาสดา นางวิสาขาจึงพาเพื่อน ๕๐๐ คนไปรับเสด็จและฟังธรรม
ฝ่ายเมณฑกเศรษฐีก็ได้ไปฟังธรรมด้วย พวกเดียรถีย์รู้ข่าวจึงไปดักที่ระหว่างทางพยายามพูดจาโน้มน้าวใจไม่ให้ เศรษฐีไปฟังธรรม เมณฑกเศรษฐียิ่งเชื่อมั่นว่าพระสมณโคดมต้องเป็นพระสัพพัญญูจริงแท้แน่ พวกเดียรถีย์จึงพยายามขัดขวาง ท่านเศรษฐีจึงไม่ฟังพวกเดียรถีย์เดินทางไปเฝ้าพระศาสดาด้วยความเลื่อมใส
พระ ศาสดาทรงแสดงธรรมด้วยอนุปุพพิกถาแก่ชาวภัททิยนคร จบธรรมเทศนาแล้ว เมณฑกเศรษฐี วิสาขา และเพื่อนๆ ๕๐๐ คน มีดวงตาเห็นธรรมสำเร็จเป็นพระโสดาบัน เมณฑกเศรษฐีจึงนิมนต์พระศาสดามารับมหาทานที่เรือนเป็นเวลาครึ่งเดือน หลังจากนั้น พระศาสดาได้เสด็จจาริกไปทางแคว้นอังคุตตราปะ

ต้นบัญญัติปัญจโครสและเสบียงเดินทาง

พระ ศาสดาเสด็จจากภัททิยนครโดยไม่ได้บอกกล่าวเมณฑกเศรษฐี เศรษฐีรู้จึงสั่งคนให้เตรียมเสบียง คือ เกลือ น้ำมัน ข้าวสาร และของขบฉันต่างๆ บรรทุกเกวียนตามไปเพื่อถวายพระศาสดา และสั่งให้คนเลี้ยงวัวพาแม่วัวนม ๑,๒๕๐ ตัว ตามไปด้วย ตั้งใจว่าจะไปถวายนมวัวสดอุ่นๆ ที่เพิ่งรีดออกจากแม่วัวใหม่ๆ
เมื่อ ขบวนเมณฑกเศรษฐีตามเสด็จพระศาสดามาทันแล้ว ท่านได้นิมนต์ให้พระศาสดาหยุด แล้วถวายภัต ของฉัน ของเคี้ยว จำนวนมาก ให้คนเลี้ยงวัวนำวัวมายืนด้านหลังภิกษุแต่ละรูป แล้วรีดนมวัวสดอุ่นๆ ถวายพระศาสดาและพระสาวก แต่พระสาวกไม่รับนมสด พระศาสดาจึงตรัสพุทธานุญาตว่า ภิกษุทั้งหลายให้รับและฉันปัญจโครสได้ คือ น้ำนมวัวที่เป็นนมสด นมส้ม เปรียง เนยข้น และเนยใส
เมื่อถวายภัตเสร็จแล้ว เมณฑกเศรษฐีกราบทูลถวายเสบียงด้วย เพราะรู้ว่าหนทางข้างหน้าค่อนข้างกันดาร อัตคัตน้ำและอาหาร ถ้าไม่มีเสบียงจะเดินทางผ่านไปได้ลำบาก พระศาสดาจึงมีพุทธานุญาตให้ภิกษุรับเสบียงได้หากต้องเดินทางในที่กันดาร อัตคัตน้ำและอาหาร
เมณฑกเศรษฐีได้ถวายนมสดและเสบียงสมใจแล้วจึงเดินทางกลับภัททิยนคร

จบเรื่องเมณฑกเศรษฐี


__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #4  
เก่า 23-10-11, 15:12
เพิ่มบุญ's Avatar
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2011
ข้อความ: 1,258
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 8,965
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 3,279 ครั้ง ใน 3,279 ข้อความ
พลังบุญ: 4546
เพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished roadเพิ่มบุญ is on a distinguished road
Default

ประวัติกาฬวิริยเศรษฐี ผู้ได้ขุมมหาสมบัติจากยักษ์

สมัยที่องค์สมเด็จพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนมชีพอยู่ มีชายเข็ญใจผู้หนึ่ง ซึ่งมีนามว่า นายกากวฬิยะ ผู้มีวาสนาอาภัพ เพราะเกิดมาในตระกูลที่ยากจน เลี้ยงชีวิตอยู่ในโลกด้วยความยากลำบาก ต้องทำงานหนักตลอดทั้งวันไม่มีเวลาที่จะนึกถึงบุญกุศลสิ่งไรทั้งสิ้น วันหนึ่งภรรยาของเขาเตรียมต้มข้าวกับผักดองรวมกันเป็นข้าวยาคูเปรี้ยว เพื่อจะให้เขากินตามประสาจน ขณะนั้น พระมหากัสสปเถระสาวกองค์สำคัญแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านออกจากนิโรธสมาบัติอันประเสริฐพอดี จึงพิจารณาถึงบุคคลที่เข้าข่ายทุกข์ยากเข็ญใจที่ควรจักสงเคราะห์ ครั้นพระผู้เป็นเจ้าพิจารณาไป ก็ทราบด้วยญาณพิเศษว่า กระทาชายนายกากวฬิยะกับภรรยาของเขาซึ่งเป็นคนยากไร้ เป็นผู้สมควรจักได้รับการอนุเคราะห์มากกว่าผู้อื่น เมื่อทราบดังนั้นแล้วพระมหากัสสปเถระ ผู้มีใจกรุณา ก็จัดแจงเตรียมองค์นุ่งสบงจีวร ถือบาตรเดินมุ่งหน้าเข้าไปสู่ตัวเมือง และไปยืนอยู่แทบใกล้ประตูเรือนแห่งกากวฬิยะบุรุษนั้น

พอดีภรรยาของเขาออกมาจากประตูเรือนอันเก่าคร่ำคร่า ครั้นเห็นพระมหาเถรเจ้าผู้มีชื่อเสียงลือชาเป็นที่เคารพสักการะแห่งองค์พระมหากษัตริย์และเศรษฐีทั้งหลาย มายืนบิณฑบาตอยู่หน้าบ้านตนผู้เป็นคนเข็ญใจเช่นนั้น ก็บังเกิดความปีติใจ มีศรัทธาใคร่จะถวายบิณฑบาตทานแก่พระผู้เป็นเจ้า ด้วยข้าวยาคูเปรี้ยวที่ต้มเอาไว้เพื่อสามี ซึ่งขณะนี้ไม่อยู่ออกไปทำงานนอกบ้าน ทันใดที่เกิดศรัทธาขึ้นอย่างแรงกล้า นางจึงรีบออกมาจากเรือนแล้วกระทำการอภิวาทและรับเอาบาตรแห่งพระมหาเถรเจ้าเข้าไปในเรือนใส่ข้าวยาคูเปรี้ยวลงจนหมดหม้อให้สมใจศรัทธา ไม่ได้แบ่งปันไว้ให้นายกากวฬิยะผู้เป็นสามีเลย ครั้นแล้วก็น้อมนำเอาบาตรนั้นมาถวายแก่พระเถระด้วยความเลื่อมใสเป็นหนักหนา พระมหากัสสปเถรเจ้ารับเอาบาตรและกล่าวคำอนุโมทนาแล้วเดินกลับไปสู่วิหาร น้อมนำเอาข้าวยาคูเปรี้ยวนั้นไปถวายแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกต่อหนึ่ง

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงรับเอาบาตรข้าวยาคูเปรี้ยวนั้นแล้วทรงมีพุทธฎีกาตรัสให้แบ่งแก่พระภิกษุทุกรูปที่อยู่ในวิหารนั้น เมื่อพระภิกษุสงฆ์ซึ่งมีองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นประธานฉันภัตตาหารและข้าวยาคูเปรี้ยวของคนเข็ญใจอยู่ด้วยความอนุเคราะห์นั้น นายกากวฬิยะผู้รู้ข่าวว่าภรรยามีศรัทธาถวายอาหารอันเป็นส่วนของตน ให้แก่พระมหากัสสปเถรเจ้าองค์อรหันต์ ก็ดีใจสุดประมาณและติดตามมาจนถึงวิหาร ในขณะที่พระภิกษุสงฆ์ฉันเสร็จพอดี ดังนั้น เขาจึงมีโอกาสได้รับประทานอาหารอันเป็นส่วนที่เหลือจากพระฉันแล้วอีกด้วย

เพื่อที่จักยังความปรีดาปราโมทย์ให้เกิดขึ้นแก่คนเข็ญใจโดยยิ่ง พระมหากัสสปเถรเจ้าจึงกราบทูลถามสมเด็จพระบรมครูสัพพัญญูเจ้าขึ้นต่อหน้านายกากวฬิยะนั้นว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระภาคย์ พระพุทธเจ้าข้า ภรรยาของนายกากวฬีย์ผู้นี้ มีศรัทธาถวายบิณฑบาตทานกาลต่อมาเมื่อตัวนายกากวฬีย์เองทราบข่าว ก็มีจิตยินดีปรีดาในอาหารบิณฑบาตทานนั้นเป็นอย่างยิ่ง อานิสงส์แห่งทานของเขาทั้งสองในครั้งนี้จักมีประการใด พระพุทธเจ้าข้า ?"


สมเด็จพระสัพพัญญูเจ้า จึงมีพุทธฎีกาตรัสพยากรณ์ว่า

"ดูกรกัสสปะ ! นับแต่วันนี้ไปได้ ๗ วัน กากวฬียบุรุษผู้นี้ จักได้ฉัตรสำหรับเศรษฐี เขาจักได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเศรษฐีจากองค์พิมพิสารราชาบดี ในเมื่อครบ ๗ วันนับจากนี้เป็นต้นไป"


นายกากวฬิยะคนยากไร้ เมื่อได้สดับฟังพุทธฎีกาตรัสดังนั้น ก็พลันน้ำตาไหลด้วยความดีใจ ถวายบังคมสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและถวายนมัสการแด่พระมหากัสสปะเถระผู้มีพระคุณและภิกษุทั้งหลายกลับไปบ้าน แล้วบอกความที่สมเด็จพระพุทธองค์ได้ตรัสพยากรณ์นั้นแก่ภรรยาของตน ครั้นนางได้ฟังความที่สามีบอก ก็มีจิตชื่นใจในทานบิณฑบาตที่ได้ถวายแก่พระมหากัสสปเถระเจ้าผู้เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติเป็นยิ่งนัก

ในกาลนั้น สมเด็จพระเจ้าพิมพิสารราชาธิบดีผู้เป็นใหญ่แห่งนครราชคฤห์ เสด็จราชกิจเพื่อดูขอบเขตแห่งภูเขาและประเทศอันล้อมรอบไปด้วยภูเขาน้อยใหญ่ ถัดจากภูเขานั้นไปมีป่าใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งประชากรทั้งหลายพากันขนานนามเรียกว่า "มหาเปตโลก" เป็นสถานที่ซึ่งมีคำเล่าลือกันว่า เป็นที่อาศัยอยู่ของบรรดาผีดุร้าย ยามราตีไม่มีผู้คนใดกล้าเข้าไปที่นั่นเลย เมื่อพระเจ้าพิมพิสารเสด็จมาถึงป่ามหาเปตโลก ก็ได้ทอดพระเนตรเห็นนายโจรนักโทษประหารผู้หนึ่ง ซึ่งถูกลงโทษด้วยการเสียบเป็น ให้ได้รับทุกขเวทนาอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะตายไปเอง พระองค์ก็ทรงเข้าไปไต่ถามความเป็นไป ขณะนั้นนายโจรได้เหลือบเห็นพระเจ้าพิมพิสารก่อนก็ตะโกนขึ้นว่า

"ข้าแต่พระเจ้าแผ่นดิน ! มีอะไรกินบ้างหรือไม่ ถ้ามีก็รีบเอามาไว ๆ ถ้าไม่มีก็อย่าได้เข้ามาใกล้ ข้านี้เป็นโจรใจร้าย ได้รับโทษตามกฎหมายของท่านในครั้งนี้แสนสาหัสฉกรรจ์นัก"

เมื่อทรงได้ยินดังนั้น องค์นฤบดีพิมพิสารโสดาบัน ก็ยิ่งทรงมีพระทัยสงสารเป็นยิ่งนัก แล้วมีพระราชดำรัสแก่นายโจรว่า

"ดูกรเจ้าโจรเอ๋ย ! การที่เจ้ารับกรรมในครานี้เป็นผลจากการกระทำของเจ้า แต่เราก็จนใจจริงๆ เพราะไม่มีอาหารสิ่งใดติดมือมาเลย เอาเถิดเมื่อเรากลับถึงเมืองแล้ว จักให้คนนำอาหารมาให้เจ้า"

แล้วพระองค์ก็เสด็จกลับสู่พระนคร ครั้นเมื่อถึงเวลาเสวยพระกระยาหาร พระองค์ก็คิดระลึกขึ้นได้ว่า ทรงรับคำจะนำอาหารไปให้นายโจร ด้วยกลัวว่าจะเสียสัตย์จึงมีพระราชโองการให้จัดหาคนที่สามารถนำเอาอาหารไปให้นักโทษโจรร้ายในป่ามหาเปตโลกได้ภายในราตรีนั้น จะพระราชทานทรัพย์ให้จำนวน ๑,๐๐๐ ตำลึง อย่าว่าจะไปในยามราตรีเลย เพียงแค่ได้ยินคำว่ามหาเปตโลกเท่านั้น คนทั้งหลายก็เกิดความสะดุ้งกลัว ใจคอหวาดหวั่นเหมือนกับใช้ให้ไปหาพระกาฬ ฉะนั้น จึงยากที่จะหาผู้ใดอาสาไปกระทำการ พระองค์จึงให้อำมาตย์ทั้งหลายไปป่าวประกาศในเมืองเพื่อหาคนใจกล้าไปยังมหาเปตโลกในยามราตรีให้จงได้ ด้วยทิฏฐธัมมเวทนียกรรมฝ่ายกุศลก็เข้าดลจิตภรรยาแห่งนายกากวฬิยะคนเข็ญใจให้เกิดใจกล้าคิดจักรับอาสา จึงออกมาจากเรือนแล้วเข้าไปแจ้งความแก่อำมาตย์เหล่านั้น และรับทรัพย์ ๑,๐๐๐ ตำลึงไว้

ในกาลนั้น ยังมียักษ์ตนหนึ่งชื่อว่า ทีฆฏผลยักษ์ สิงอยู่ที่ต้นตาลภายนอกมหานครมานานแล้วเห็นภรรยาแห่งนายกากวฬิยะซึ่งแต่งกายเป็นบุรุษ แบกถาดทองใส่อาหารเดินมาในยามวิกาลเช่นนั้นก็ร้องเรียกออกไปด้วยเสียงมนุษย์ว่า

"เจ้าเป็นใคร ! เหตุใดจึงกล้าเข้ามาในอาณาเขตแห่งเรา หาไม่แล้วจะเคราะห์ร้ายรู้หรือไม่เล่า แล้ว จะตกเป็นภักษาหารของเรา"

เมื่อนางได้ยินก็เอ่ยวาจาขึ้นด้วยความตกใจว่า "ท่านเป็นใคร ?"

"เราเป็นยักษ์ เป็นบริวารแห่งท้าวเวสสุวรรณเทพบุตราธิบดี แล้วท่านเป็นใครล่ะ ?"

"เราเป็นราชทูตแห่งพระเจ้าพิมพิสาร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้เราไปที่ป่ามหาเปตโลก ด้วยพระราชกิจรีบร้อน"

"อ๋อ...ถ้าเช่นนั้นก็ไม่เป็นไร เมื่อครู่ท่านว่าท่านจะไปยังป่ามหาเปตโลก เราก็มีกิจของเราอย่างหนึ่ง ใคร่ขอวานท่านผู้เป็นราชทูตให้ช่วยกิจเราอย่างหนึ่งด้วยเถิด เมื่อท่านไปใกล้ป่ามหาเปตโลก ท่านจงตะโกนร้องประกาศด้วยเสียงอันดังว่า บัดนี้ ! นางกาลีผู้เป็นธิดาแห่งท่านสุมนะเทวราชซึ่งเป็นภรรยาแห่งทีฆฏผลยักษ์ ได้บุตรเป็นเพศชายแล้ว ! ท่านจงประกาศตามที่เราสั่งนี่แหละ ถ้าคำป่าวประกาศของท่านรู้ไปถึงสุมนะเทวราชด้วยประการใดก็ตาม เราจะให้ขุมทรัพย์ ๗ ขุม ที่เราเฝ้าอยู่ในบริเวณนี้แก่ท่าน"

เมื่อนางรับคำทีฆฏผลยักษ์แล้ว นางก็เดินไปร้องป่าวประกาศไปด้วยจนใกล้ถึงป่ามหาเปตโลก ขณะนั้น สุมนะเทวราชผู้เป็นใหญ่กว่ายักษ์ทั้งหลายในป่ามหาเปตโลก ได้ให้โอวาทแก่บริวารยักษ์จบลงแล้ว ก็มียักษ์ผู้มีศักดิ์น้อยตนหนึ่ง เข้าไปกราบเรียนว่า

"บัดนี้ ! นางมนุษย์ผู้หนึ่งเดินทางมุ่งหน้ามายังป่ามหาเปตโลกและป่าวร้องว่าพระธิดาแห่งท่านให้กำเนิดบุตรชายแล้ว"

เมื่อสุมนะเทวราชได้ทราบข่าวดังนั้น ก็ให้บริวารยักษ์เหล่านั้นไปนำนางสตรีดังกล่าวเข้ามาถามไถ่ รวมทั้งมีบัญชาให้บริวารยักษ์ไปสอบถามความจากทีฆฏผลยักษ์บุตรเขย เพื่อความแน่ใจด้วย เมื่อทราบว่าเป็นจริงดังกล่าว ก็มีใจผ่องแผ้วเป็นหนักหนาและกล่าวกับนางว่า

"ดูกรนางมนุษย์ ! ท่านผู้เป็นราชทูตแห่งพระเจ้าพิมพิสารราชาบดี อุตส่าห์นำเอาอาหารมาให้ผู้ใกล้ตายในป่ามหาเปตโลก นับว่าเจ้าเป็นบุคคลที่มีใจกล้าหาญ มิหนำซ้ำยังนำข่าวหลานชายซึ่งเป็นข่าวดีมาสู่เรา ฉะนั้นเราจึงใคร่ตอบแทนท่าน สมบัติอื่นใดที่จะเหมาะสมแก่มนุษย์เช่นท่านนั้นเราหามีไม่ นอกเสียจากขุมทรัพย์อันเป็นของคนโบราณซึ่งฝังใต้ร่มไทรนี้ อันมีเราเป็นผู้ดูแลรักษาอยู่ซึ่งไม่มีประโยชน์ต่อเรา เราจึงใคร่ยกให้ท่านผู้เป็นมนุษย์ พรุ่งนี้จงมาขุดเอาไปเถิด เราอนุญาตให้จนหมดสิ้น"

เมื่อนางอำลาท้าวสุมนะเทวราชแล้ว ก็นำเอาถาดอาหารเดินเข้าสู่ป่ามหาเปตโลกและนำเอาอาหารป้อนสู่ปากนักโทษเสียบเป็น ให้เขาได้บริโภคตามความปรารถนาด้วยความเมตตาสงสาร และนำเอาถาดทองเปล่ากลับมาสู่พระราชวัง กราบบังคมทูลประพฤติเหตุทั้งปวง รุ่งขึ้นสมเด็จพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นใหญ่ ตระเตรียมเกวียนหลายเล่มและออกเดินทางสู่บริเวณขุมทรัพย์ โดยมีสตรีผู้กล้าเป็นผู้นำทาง เมื่อเจ้าพนักงานพากันขุดตามที่นางชี้บอกก็พบทรัพย์สมบัติมหาศาลของแผ่นดินดังที่นางกล่าวไว้ เมื่อขุดสมบัติเสร็จสิ้นแล้ว พระเจ้าพิมพิสารก็ได้ประชุมหมู่พฤฒามาตย์ราชปุโรหิตาจารย์ทั้งหลาย ทรงปรึกษาราชกิจว่าควรจักทำประการใด ราชปุโรหิตาจารย์ทั้งหลายลงมติกราบทูลว่า

"นางควรจักได้รับฉัตรเศรษฐี แต่ด้วยนางเป็นสตรี จึงควรพระราชทานฉัตรเศรษฐีให้แก่สามีของนางตามเยี่ยงอย่างประเพณี เพื่อที่นางจักได้เป็นใหญ่ในเรือนเสวยความสุขโดยความเป็นเศรษฐีสืบไป"

พระราชาทรงเห็นด้วยกับคำกราบทูลนั้น จึงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้นายกากวฬิยะเป็นเศรษฐีประจำแผ่นดิน มีพระราชทินนามว่า "ธนเศรษฐี" แล้วทรงพระราชทานฉัตรเศรษฐีให้แก่เขาเป็นเกียรติยศ


ด้วยความตั้งใจที่จะบริจาคทานแม้จะทุกข์ใจยากเข็ญสักเพียงใด ท่านทั้งสองก็ยังเลื่อมใสศรัทธายึดมั่นในคุณแห่งพระพุทธองค์ นับเป็นตัวอย่างของพุทธศาสนิกชนอันดี ดังนั้นในฐานะที่เราท่านทั้งหลายก็เป็นลูกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เราควรร่วมมือร่วมใจกันประสานสามัคคีประกอบความดีให้เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง ร่วมกันสานต่ออายุพระศาสนาเพื่อลูกหลานผู้เป็นอนาคตของชาติ ให้รู้จักระลึกถึงคุณแห่งพระรัตนตรัย และด้วยเดือนนี้เป็นเดือนแห่งวันอาสาฬหบูชาเทศกาลเข้าพรรษา ผู้เขียนขอเชิญสาธุชนทุกท่านร่วมกันสั่งสมบุญสร้างบารมี ด้วยการสร้างลานธรรมรอบมหาธรรมกายเจดีย์ร่วมกัน เพื่อจะได้เป็นถาวรวัตถุพุทธสถานอันจะดำรงไว้ซึ่งอายุแห่งพระพุทธศาสนาสืบไป

ที่มา http://chaokhun.kmitl.ac.th/buddhism/n6.html

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 3 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เพิ่มบุญ ในข้อความนี้
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 21:08


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่