อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > อภิญญาธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 23-10-11, 20:07
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default อภิญญาปริจเฉท หนังสือวิมุตติมรรค : พระอุปติสสเถระ รจนา พ.ศ.609-653





อภิญญาปริจเฉท

บัดนี้ เมื่อโยคีนั้นได้ปฏิบัติสมาธิจนดำรงอยู่ในจตุตถฌานได้อย่างสะดวกสบาย เธอสามารถทำให้เกิดอภิญญา 5 อย่าง คือ

อิทธิวิธิ :: แสดงฤทธิ์ได้

ทิพโสต :: หูทิพย์

เจโตปริยญาณ :: รู้ใจคนอื่น

ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ :: ระลึกชาติก่อนๆได้

ทิพจักษุ :: ตาทิพย์


คำว่า

"อิทธิวิธิ" หมายถึง "การเปลี่ยนร่าง"

"ทิพโสต" หมายถึง "เหนือการได้ยินของมนุษย์"

"เจโตปริยญาณ " หมายถึง " การเข้าใจความคิดของผู้อื่น "

" ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ" หมายถึง "การจำอดีตชาติได้"

" ทิพจักษุ" หมายถึง "เหนือการเห็นของมนุษย์"
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 23-10-11 เมื่อ 22:04

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 6 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #2  
เก่า 23-10-11, 20:19
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

ถาม :: อิทธิวิธีมีกี่ชนิด ใครทำให้เกิดขึ้น วิธีปฏิบัติเป็นอย่างไร ?

ตอบ :: อิทธิวิธิ มี 3 ชนิด คือ อธิษฐานฤทธิ์ วิกุพพนาฤทธิ์ มโนมยิทธิ

- อธิษฐานฤทธิ์เป็นไฉน? โยคีคนเดียวกลายเป็นหลายคน และหลายคนกลายเป็นคนเดียว
เมื่อเธอขยายร่างก็สูงใหญ่ถึงพรหมโลก นี้เรียกว่า อธิษฐานฤทธิ์

- วิกุพพนาฤทธิ์เป็นไฉน? โยคีนั้นละร่างตามปกติของตนแล้วปรากฏเป็นร่างของเด็กชาย เป็นงู หรือท้าวมหาพรหม นี้คือวิกุพพนาฤทธิ์

- มโนมยิทธิเป็นไฉน ? โยคีนั้นเนรมิตร่างอีกร่างหนึ่งขึ้นมาจากร่างนี้อย่างบริบูรณ์มีครบถ้วนทั้งอวัยวะน้อยใหญ่และอินทรีย์ตามความปรารถนาของตน นี้เรียกว่า มโนมยิทธิ

อิทธิวิทธิ 7 ชนิด

อนึ่ง ยังมีอิทธิวิธิอีก 7 ชนิด คือ

1. ญาณวิปผาราฤทธิ์

2. สมาธิผาราฤทธิ์

3. อริยฤทธิ์

4. กัมมวิปากชาฤทธิ์

5. บุญฤทธิ์

6. วิชชามยฤทธิ์

7. อิชฌนัฏเฐนฤทธิ์
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 23-10-11 เมื่อ 20:40

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 6 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #3  
เก่า 23-10-11, 20:42
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

ถาม :: ญาณวิปผาราฤทธิ์เป็นไฉน ?

ตอบ :: เพราะมองเห็นความไม่เที่ยงบุคคลจึงละความสำคัญว่าเที่ยง (อนิจจสัญญา) และทำให้เกิดญาณวิปผาราฤทธิ์ บุคคลจะละกิเลสทั้งมวลด้วยอรหันตมรรค และทำให้เกิดญาณวิปผาราฤทธิ์ ควรเข้าใจญาณวิปผาราฤทธิ์อย่างนี้ เหมือนญาณวิปผาราฤทธิ์ของพระพักกุลเถระ พระสังกิจจเถระ และ พระภูตปาลเถระ นี้คือญาณวิปผาราฤทธิ์

ถาม:: สมาธิวิปผาราฤทธิ์เป็นไฉน ?

ตอบ ::: บุคคลละนิวรณ์ และทำให้เกิดสมาธิวิปผาราฤทธิ์ด้วยปฐมฌาน เธอละและทำให้เกิดสมาธิวิปผาราฤทธิ์ด้วยการเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ เหมือนในกรณีของพระสารีบุตรเถระ
พระขาณุโกณฑัญญเถระ นางอุตตราอุบาสิกา และนางวิสาขาอุบาสิกา นี้คือสมาธิวิปผาราฤทธิ์

ถาม :: อริยฤทธิ์เป็นไฉน ?

ตอบ :: ถ้าภิกษุในพระศาสนานี้ปรารถนาจะอยู่ด้วยความสำคัญว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูล ภิกษุนั้นก็สามารถอยู่ด้วยความสำคัญว่าไม่ปฏิกูล ถ้าภิกษุในพระศาสนานี้ปรารถนาจะอยู่ด้วยความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล ภิกษุนั้นก็สามารถอยู่ด้วยความสำคัญกว่าปฏิกูล ถ้าภิกษุในพระศาสนานี้ปรารถนาจะอยู่ด้วยการสำคัญว่าไม่ปฏิกุลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล และในสิ่งปฏิกูล ภิกษุนั้นก็สามารถอยู่ด้วยความความสำคัญว่าไม่ปฏิกูล ถ้าภิกษุในพระศาสนานี้ปรารถนาจะอยู่ด้วยความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล เธอก็สามารถอยู่ด้วยความสำคัญว่าปฏิกูล


ถาม ::
บุคคลอยู่ด้วยความำสคัญว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลได้อย่างไร ?

ตอบ ::: บุคคลแผ่ความคิดไปในสิ่งที่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งไม่บริสุทธิ์ หรือไม่เที่ยง

ถาม ::
บุคคลอยู่ด้วยความสำคัญว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอย่างไร ?

ตอบ ::: บุคคลแผ่เมตตาจิตไปในสิ่งปฏิกูล และสิ่งที่ไม่ปฏิกูล และถือสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นธาตุ

ถาม ::: บุคคลอยู่ด้วยความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล และสิ่งปฏิกูลได้อย่างไร

ตอบ :: บุคคลแผ่ความคิดไปในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล และสิ่งปฏิกูลว่าเป็นสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์และไม่เที่ยง

ถาม ::: บุคคลอยู่อย่างว่างอุเบกขามีสติ และสัมปชัญญะ คิดแยกออกจากสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลได้อย่างไร?

ตอบ ::: ภิกษุในพระศาสนานี้ เมือ่เห็นรูปด้วยตา เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ อยู่อย่างวางอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ อารมณ์ที่ปรากฎทางอายตนะอื่นๆ ก็ทำนองเดียวกันนี้เรียกว่าอริยฤทธิ์
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 23-10-11 เมื่อ 21:28

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 6 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #4  
เก่า 23-10-11, 21:37
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

ถาม :: กัมมวิปากชาฤทธิ์เป็นไฉน?
ตอบ :: เทวดาทั้งมวล นกทั้งมวล มนุษย์บางคน สัตว์ที่เกิดในทุคติบางพวกมีฤทธิ์
สามารถเหาะเหินไปในอากาศได้ นี้เรียกว่ากัมมวิปากชาฤทธิ์

ถาม::: บุญฤทธิ์เป็นไฉน?
ตอบ ::: เป็นเหมือนบุญฤทธิ์ของพระเจ้าจักรพรรดิ เศรษฐีชื่อโชติกะ เศรษฐีชื่อชฏิละ และเศรษฐีชื่อโฆสิตะ
อนึ่ง กล่าวกันว่าเหมือนบุญฤทธิ์ของบุคคลผู้มีบุญมาก 5 คนนี้เรียกว่า บุญฤทธิ์

ถาม :::วิชชามยฤทธิ์เป็นไฉน?
ตอบ ::: ผู้มีอาคมร่ายเวทมนต์แล้วเหาะไปในอากาศได้ เขาทำให้ปรากฏมีช้าง ม้า รถม้า กอทหาร
หรือกองทัพนานาชนิด ในอากาศนั้น นี้ เรียกว่าวิชชามยฤทธิ์

ถาม :: อิชฌนัฏเฐนฤทธิ์เป็นไฉน?
ตอบ ::: บุคคลสามารถละกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ บุคคลสามารถละกิเลสทั้งมวลด้วยอรหัตมรรค
เปรียบเหมือนช่างปั้มหม้อทำงานของตนให้สำเร็จ ฉะนั้น ดังนั้น โดยการประกอบตามวิธีการที่นำไปสู่ความสำเร็จ
ทุกสิ่งทุกอย่างก็สำเร็จได้ นี้เรียกว่า อิชฌนัฏเฐนฤทธิ์
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 28-09-12 เมื่อ 18:57

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
พรรณวดี (24-10-11), มณีโชติ (26-10-11), อภิญญา (02-11-11), ปาริฉัตรมณี (27-10-11), เพิ่มบุญ (24-10-11), octavian (23-10-11), Rich (27-10-11)
  #5  
เก่า 24-10-11, 17:19
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

วิธีการเจริญอิทธิวิธิ

ถาม ::: ใครเป็นผู้ฝึกอิทธิวิธิ วิธีเจริญอิทธิวิธิเป็นอย่างไร?
ตอบ ::: กล่าวกันว่า มีกัมมัฏฐาน 9 ที่เกี่ยวกับอากาศ และบ้างก็กล่าวว่า มี 5 อย่าง
ทุกคนที่บรรลุจตุถฌานพร้อมความชำนาญ เป็นผู้เจริญอิทธิวิธิ อนึ่ง ลก่าวกันว่า รูปฌานที่4 ทำให้ดับกิเลส
เพราะฉะนั้น บุคคลจึงเป็นผู้เจริญอิทธิวิธิ อีกนัยหนึ่งกล่าวกันว่า ฌาน 2 ใน บรรดาฌานที่มี 4 ขั้น (จตุกกฌาน)
เป็นสิ่งให้ความสะดวก(ในการเจริญอิทธิวิธิ ) อิทธิวิธิย่อมฝึกได้ด้วยประการอย่างนี้

ถาม ::: อิทธิวิธิเจริญได้อย่างไร?
ตอบ ::: ภิกษุในพระศาสนานี้เจริญอิทธิบาทซึ่งประกอบด้วยความเพียร ( ปธาน ) และฉันทสมาธิซึ่งเป็นอันเดียวกับ
วริยะ สมาธิ จิตตสมาธิ และวิมันสาสมาธิ " - "ฉันทะ" คือความปรารถนาที่จะทำ "สมาธิ" คือความไม่ฟุ้งซ่านของจิต
โยคีนั้นปรารถนาอิทธิวิธิ และอิทธิบาท แล้วปฏิบัติสมาธิและตั้งมั่นในความเพียร 4 ประการ (คือ) โยคีนั้นเพียร
พยายามป้องกันการเกิดขึ้นของบาปที่ยังไม่เกิดขึ้น เธอเพียรพยายามละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว เธอเพียรพยายามทำให้เกิด
บุญที่ยังไม่เกิดขึ้น เธอเพียรพยายามเพิ่มและรักษาบุญที่ได้ เกิดขึ้นแล้วอย่างมีสติพร้อมทั้งพัฒนาให้เจริญขึ้นอย่าง
สมาบูรณ์ เหล่านี้เรียกว่า " ความเพียร (ปธาน)" คำว่า "ประกอบด้วย" หมายความว่า บุคคลมีคุณสมบัติ (ปธาน) 3
อย่างเหล่านี้ส่วนทั้ง 3 ของข้อปกิบัตินี้ครบบูรณ์ด้วยประการอย่างนี้ คำว่า "อิทธิบาท" ได้แก่ สิ่งที่เป็นเหตุให้บุคคล
บรรลุอิทธิวิธิ "อิทธิบาท" อีกอย่างหนึ่ง การทำให้ความเพียรและฉันทสมาธิบริบูรณ์นี้เรียกว่า " อิทธิบาท " มันเป็น
หนทางเข้าถึงอิทธิวิธิ นี้คือความหมายสำคัญ

- " เจริญ " ความหมายว่า "ปฏิบัติและทำให้มาก" นี้เรียกว่า "การเจริญอิทธิบาทซึ่งประกอบด้วยความเพียรและ
ฉันทสมาธิ " โยคีนั้นปฏิบัติอย่างนี้ นี้คือ หนทางแห่งความสำเร็จ บางครั้งเธอถอยกลับ บางครั้งเธอทรงตัว
เธอทำให้เกิดวิริยะ เธอทำให้อิทธิบาทนี้ซึ่งประกอบด้วยวิริยสมาธิและด้วยความเพียรเต็มบริบูรณ์ (ใน) หนทางแห่ง
ความสำเร็จนี้โยคีนั้นบางครั้งก็หย่อนยาน บางครั้งก็ถอยกลับ บางครั้งก้กระวนกระวายใจ เมื่อใจหย่อนยาน
เธอก็สร้างลักษณะกระตือรือร้นขึ้นในใจ เมื่อจิตท้อถอย เธอก็สร้างจิตสมาธิให้เกิดชึ้น เมื่อจิตกระวนกระวายเธอก็สร้าง
ความสงบให้เกิดขึ้น (ในจิต) ดังนั้น จิตของเธอจึงได้ อิทธิบาท อันประกอบด้วยจิตสมาธิ(โดยกล่าวว่า)
"บัดนี้เป็นเวลาที่จะเจริญ" หรือ "บัดนี้มิใช่เวลาที่จะเจริญ " ดังนั้น เธอจึงอิทธิบาทซึ่งประกอบด้วยวิมังสาสมาธิและ
ความเพียร โยคีนั้นเจริญอิทธิบาทั้ง 4 อย่าง ด้วยประการอย่างนี้ จิตของเธอเป็นจิตคล่องแคล่วแสดงอาการรับกับกาย
และกายของเธอก็แสดงด้วยกายของตน เมื่อขึ้นอยู่กับกาย จิตก็เปลี่ยนแปลง เมื่อขึ้นอยู่กับจิต กายก็เปลี่ยนแปลง
เมื่อขึ้นอยู่กับกาย จิตก็ตั้งมั่น เมื่อขึ้นอยู่กับจิต กายก็ตั้งมั่น

- การรับรู้ความสุข (สุขสัญญา ) และความเบา (ลหุสัญญา) ก็ติดอยู่กับกาย ในภาวะนั้น เธอย่อมบรรลุถึงขีดสุดยอด
ของความเบา ทำกายของตนให้อ่อนอย่างยิ่งและบรรลุถึงขีดความสามารถสูงสุดของความตั้งใจ อุปมาเหมือนก้อนเหล็ก
ที่ถูกเผาจนร้อนเป็นสีแดง สามารถแต่งเป็นรูปทรงอะไรก็ได้อย่างง่ายดาย ฉะนั้น เมื่อทำกายให้เบาโดยอาศัยการอบรม
จิตด้วยประการอย่างนี้ เธออาศัยความเบาแห่งกายนี้จึงเข้าถึงจตุตถฌาน และเป็นผู้มีสติและสงบ เมื่ออกจากจตุตถฌาน
นั้น เธอนึกถึงอากาศ แล้วอธิษฐานโดยอาศัยฌาน ด้วยวิธีเช่นนี้ กายของเธอก็สามารถลอยขึ้นไปในอากาศ เมื่อได้
อธิษญานโดยอาศัยฌาน เธอก็สามารถเหาะขึ้นไปในอากาศได้เปรียบเหมือนปุยนุ่นที่ลมพัดลอยไปฉะนั้น แต่โยคีใหม่
ไม่ควรไปเร็วมากนักเพราะในขณะที่เธอกำลังทำอยู่นั้นเธออาจเกิดความกลัวขึ้นมาได้ ถ้าเธอเกิดความกลัว ฌานของเธอ
จะเสื่อมหายไป เพราะฉะนั้น โยคีใหม่ไม่ควรไปเร็วมากนัก เธอควรไปตามลำดับ เริ่มแรก เธอควรเหาะสูงขึ้น 1 ศอก
จากนั้นค่อยๆสูงขึ้นตามลำดับ ละควบคุมจิตให้เป็นสมาธิ อีกอย่างหนึ่ง เธอใช้ระยะช่วงแขนตามขนาดตัวเองเป็นเกณฑ์
ดังนั้น บุคคลควรเข้าถึงจุดที่ตนปรารถนาจะเข้าถึงตามลำดับ
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
พรรณวดี (24-10-11), มณีโชติ (26-10-11), อภิญญา (02-11-11), ปาริฉัตรมณี (27-10-11), เพิ่มบุญ (28-10-11), octavian (01-11-11), Rich (27-10-11)
  #6  
เก่า 24-10-11, 21:25
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

อธิษฐานฤทธิ์

- โยคีนั้น ควบคุมจิตให้เกิดสมาธิขึ้นตามลำดับ และสมารถเข้าสมาบัติได้อย่างคล่องแคล่ว
" เธอสามารถมีอิทธิวิธิในรูปแบบต่างๆ คนเดียวกลายเป็นหลายคน หลายคนกลายเป็นคนเดียว
หรือมิฉะนั้น เธอก็ปรากฎตัวให้เห็น (หรือหายตัว ) หรือเดินทะลุกำแพง เดินผ่านเครื่องกีดขวาง
เดินทะลุภูเขา เธอไปได้อย่างไม่ติดขัดเหมือนอยู่ในที่ว่าง เธอสามารถดำลงดินหรือมุดขึ้นจาก
ดินเหมือนอยู่ในน้ำ เธอสามารถเดินบนน้ำเหมือนเดินบนที่แห้ง เธอสามารถไปมาในอากาศได้
เหมือนนก ด้วยความยิ่งใหญ่ของอิทธิวิธิ และอำนาจเหนือธรรมดา เธอสามารถลูบคลำ
ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ เธอ(สามารถ) ขยายร่างใหญ้ขึ้นถึงพรหมโลก"

- ข้อว่า " คนเดียวกลายเป็นหลายคน " หมายความว่าเธอคนเดียวทำตัวเองให้เป็นหลายคน
เธอทำตัวเองให้ปรากฎเป็นร้อยคน พันคน หรือหมื่นคน เป้นต้น โดยอาศัยอิทธิวิธิ เธอเข้าจตุตถ
ฌานแล้วออกจากฌานนั้นอย่างสงบอธิษฐานด้วยญาณว่า " ขอให้ข้าพเจ้ากลายเป็นหลายคน "
เหมือนพระจูฬปันถกผู้อรหันต์

- ข้อว่า " หลายคนกลายเป็นคนเดียว " หมายความว่า เมื่อปรารถนาจะเปลี่ยนจากหลาย
คนให้กลับกลายเป็นคนเดียว เธอก็อธิษฐานด้วยญาณว่า " ขอให้ข้าพเจ้าเปลี่ยนจากคนหลายคน
กลายเป็นคนเดียว " เหมือนพระจูฬปันถก ผู้อรหันต์

- ข้อว่า " เธอปรากฏตัวให้เห้นหรือหายตัว เดินทะลุกำแพง เดินผ่านเครื่องกีดขวาง เดินทะลุภูเขา
เธอไปได้อย่างไม่ติดขัเหมือนอยู่ในที่ว่าง" หมายความว่า โยคีนั้นเจริญอากาสกสิณ
แล้วเข้าจตุตถฌาน ออกจากฌานนั้นอย่างสงบแล้วเดินทะลุกำแพง เดินผ่าน เครื่องกีดขวาง
เดินทะลุภูเขาได้ ขณะกำลังไปเธออธิษฐานด้วยญาณว่า "ขอให้เป็นช่องว่างนั้นได้ เธอไปโดย
ไม่ติดขัดเหมือนอยู่ในที่ว่าง

- อะไรคือความหมาย "เธอก็ปรากฎตัวให้เห็น " ? ข้อนี้หมายถึง "เปิด" อะไรคือความ
หมายของ "เธอก็หายตัว " ข้อนี้หมายถึง "ไม่เปิด" โยคีนั้นเปิดสิ่งที่ยังไม่เปิดและเดินทะลุกำแพง
เดินผ่านเครื่องกีดขวาง เดินทะลุภูเขา

- อะไรคือความหมายของ " เธอไปได้อย่างไม่ติดขัด " "เธอสามารถดำลงดินและมุดขึ้น
จากดินเหมือนอยู่ในน้ำ " ? โยคีนั้นเจริญอาโปกสิณ แล้วเข้าจตุตถฌาน ออกจากฌานนั้นอย่าง
สงบแล้ว กำหนดหมายเอาพื้นดินส่วนหนึ่งแล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า "ขอที่นั่นจงเป็นน้ำ " โยคี
นั้นก็สามารถดำลงดินและมุดขึ้นจากดินเหมือนอยู่ในน้ำ

- ข้อว่า "เธอสามารถเดินบนน้ำได้เหมือนเดินบนดิน" หมายความว่า โดยไม่มีอุปสรรค
โยคีนั้นเจริญปฐวีกสิณแล้วเข้าจตุตถฌาน ออกจากฌานนั้นอย่างสงบแล้ว กำหนดหมายเอาน้ำ
แห่งหนึ่งแล้ว อธิษฐานด้วยญาณว่า "ขอที่นั่นจงเป็นดิน " เมื่อทำให้เป็นดินแล้ว โยคีนั้นก็
สมารถเคลื่อนไหวไปมาบนน้ำได้อย่างไม่ลำบากเหมือนเคลื่อนไหวอยู่บนดิน

- ข้อว่า " เธอไปมาในอากาศได้เหมือนนก " หมายความว่าในเรื่องนี้การไปมาอยู่ 3 อย่าง
คือ การไปมาด้วยเท้า การไปมาในอากาศ และการไปมาด้วยใจ โยคีในพระศาสนานี้
เจริญปฐวีกสิณแล้วอธิษฐานด้วยญาณขอให้มีทางเดินในอากาศ และไปมาด้วยเท้าได้ หรือถ้า
เจริญวาโยกสิณ อธิษฐานถึงอากาศแล้วก็ไปในอากาศได้เหมือนปุยนุ่น หรือเธอทำกายและ
จิตให้เต็มด้วยการไปมาด้วยใจ การรับรู้ความสุขและความเบาย่อมเกาะติดกับกายของเธอ
ดังนั้นกายของเธอก็ลยอและไปด้วยการไปมาด้วยใจเหมือนดังนกไปด้วยปีกฉะนั้น เธอไปด้วยการไป
มาด้วยใจด้วยประการอย่างนี้

- ข้อว่า "ด้วย(อานุภาพของ) อิทธิวิธิ และอำนาจเหนือธรรมดาย เธอสามารถลูบคลำดวง
อาทิตย์และดวงจันทร์ได้ " หมายความว่าเหมือนได้อิทธิวิธิ โยคีนั้นจึงควบคุมจิตได้ เมื่อฝึกจิตของ
ตนเธอจึงเข้าถึงจตุตถฌาน ออกจากฌานนั้นอย่างสงบแล้ว ก็ลูกคลำดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
ได้ด้วยการอธิษฐานด้วยญาณว่า " ขอให้มือของข้าพเจ้าจงเอื้อมถึงดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
แล้วก็เอื้อมมือไปถึงดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ได้

- ข้อว่า " เธอขยายร่างให้ใหญ่ขึ้นถึงพรหมโลก" หมายความว่า โยคีผุ้ได้อิทธิวิธิควบคุม
จิตแล้วก็สามารถไปถึงพรหมโลกได้อย่างสะดวกสบาย นี่คืออิทธิบาททั้ง 4 อย่าง

- ด้วยการฝึกจิตอย่างนี้ เธออธิษฐานขอให้ทางไกลเป็นทางใกล้ หรือ ทางใกล้เป็นทาง
ไกล เธออธิษฐานขอให้คนมากกลายเป็นน้อยคน หรือน้อยคนกลายเป็นมากคน เธอเห็นรูป
ของพรหมด้วยทิพจักษุ ได้ยิ่นเสียงของพรหมด้วยทิพยโสต และรู้ใจของพรหมด้วยเจโตปริยญาณ
โยคีนั้นมีสังขาร 3 เธอไปพรหมโลกด้วยสังขาร 2 นี้คือคำสอนอันสมบูรณ์ว่าด้วยอธิษฐานฤทธิ์

อธิษฐานฤทธิ์จบ
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 03-11-11 เมื่อ 00:14

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 7 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
พรรณวดี (26-10-11), มณีโชติ (26-10-11), อภิญญา (02-11-11), ปาริฉัตรมณี (27-10-11), เพิ่มบุญ (28-10-11), octavian (01-11-11), Rich (27-10-11)
  #7  
เก่า 25-10-11, 17:25
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

วิกุพพนาฤทธิ์

- บัดนี้ โยคีนั้น ปรารถนาจะได้วิกุพพนาฤทธิ์เจริญอิทธิบาท ควบคุมจิตได้ชำนาญ ทำ
จิตให้สบายด้วยกายและอธิษฐานกายด้วยจิต การรับรุ้ความสุขและการรับรู้ความเบาย่อมยึด
เกาะกับกายของเธอ เธอตั้งมั่นอยู่ในการรับรู้นั้น เมื่อปฏิบัติเช่นนั้นอยู่โยคีย่อมเข้าถึงขีดสุด
ยอดของความเบา ทำกายของตนให้อ่อนอย่างยิ่งและบรรลุถึงความสามารถสูงสุดของความตั้งใจ
อุปมาเหมือนก้อนเหล็กที่ถูกเผาจนร้อนเป็นสีแดง สามารถแต่งเป็นรูปทรงอะไรก็ได้อย่างง่าย
ดายปะนั้น เมื่อได้ทำจิตให้อ่อนและสามารถอธิษฐานได้โดยอาศัยการอบรมจิตด้วยประการอย่างนี้
เธอจึงอธิษฐานให้กายของตนเต็มด้วยจิต ถ้าโยคีนั้นปรารถนาจะถือเอาร่างของเด็กชาย เธอละ
ร่างกายของตน เข้าจตุตถฌาน ออกจากฌานนั้นอย่างสงบแล้ว เปลี่ยนร่างเป็นเด็กชาย ในการ
กลายร่าง เธออธิษฐานด้วยญาณว่า " ขอให้ข้าพเจ้าเป็นเด็กชายอย่างครบถ้วน " เธออธิษฐาน
เช่นนั้นแล้ว จึงกลายร่างเป็นเด็กชายอย่างครบถ้วน ในทำนองเดียวกัน ในการเปลี่ยนร่างเป็นงู
ครุฑ ยักษ์ อสูร พระอินทร์ หรือ พรหม มหาสมุทร ภูเขา ป่า สิงโต เสือ เสือดาว ช้าง ม้า
กองพลทหารราบ กองทหารเหล่าต่างๆ เธอก็อธิษฐานด้วยญาณว่า "ขอให้ข้าพเจ้ากลายร่าง
เป็นกองพลทหารราบอย่างครบถ้วน " เธออธิษฐานเช่นนั้นแล้ว จึงกลายร่างเป็นกองพลทหาร
ราบอย่างครบถ้วน (เป็นต้น)

ถาม :: อะไรคือความแตกต่างระหว่างอธิษฐานฤทธิ์ กับ วิกุพพนาฤทธิ์?
ตอบ :: ในอธิษฐานฤทธิ์ บุคคลอธิษฐานโดยมิได้เปลี่ยนร่าง ในวิกุพพนาฤทธิ์
บุคคลเปลี่ยนร่าง นี้คือความแตกต่าง

วิกุพพนาฤทธิ์ จบ

มโนมยิทธิ

- บัดนี้ โยคีนั้น ปรารถนาจะได้มโนมยิทธิ เธอควบคุมจิตได้ชำนาญแล้ว เจริญอิทธิบาท
เข้าจตุตถฌาน ออกจากฌานนั้นอย่างสงบแล้ว เธอเพ่งจิตไปยังภายในของตนด้วยการคิดว่า
"เป็นเหมือนหม้อเปล่า " จากนั้น โยคีจึงตั้งจิตว่า " ภายในกายอันว่างเปล่าของเรานี้ เราจะ
ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงดังต้องการ เราจะเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จตามความตั้งใจนั้น " เธอ
พิจารณาดังนนี้แล้วจึงเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จ โดยวิธีนี้ เธอจึงเนรมิตร่างกายต่างๆได้มากมาย จากนั้น
จึงทำกิจต่างๆได้มากอย่าง ถ้าโยคีนั้นปรารถนาจะไปพรหมโลก ด้วยการที่เนรมิต เธอก็
เนรมิตรูปของพรหมก่อนเข้าไปยังพรหมโลก ร่างที่เนรมิตขึ้นตามความตั้งใจของตนนี้ ย่อม
บริบูรณ์ด้วยองค์ประกอบทั้งมวลไม่มีความสามารถใดขาดหายไป ถ้าผู้มีอิทธิวิธิเดินไปมา ร่าง
ที่นิรมิตขึ้นก็เดินไปมาด้วย ถ้าผู้มีอิทธิวิธินั่ง นอน พ่นไอน้ำ และเปลวไฟ ถามคำถาม หรือ
ตอบคำถาม ร่างที่เนรมิตขึ้นก็นั่ง นอน พ่นไอน้ำและเปลวไฟ ถามคำถามหรือตอบคำถามด้วย
เพราะร่างที่เนรมิตขึ้นนั้นเกิดจากอิทธิวิธิ มันจึงทำเช่นนั้น

มโนมยิทธิจบ

ปกิณณกกถา

- อะไรคือ ปกิณณกกถา ? ร่างที่อิทธิวิธิเนรมิตขึ้นสามารถปรากฎขึ้นนขณะใดขณะหนึ่ง
ก็ได้ ในขณะที่เธอไม่แสดงให้ปรากฏ เธอย่อมทราบว่าขณะใดไม่ใช่เวลา ในระหว่างที่เธอ
ปรารถนาจะพูด เธอย่อมทำตัวเองไม่ให้ปรากฏ เธอมิได้ปรากฏในขณะใดเลย ร่างที่เนรมิตขึ้น
นั้นไม่มีชีวิตินทรีย์ เครื่องดื่ม อาหาร สิ่งของต่างๆ และความรู้แบบต่างๆ ที่เนรมิตขึ้น ย่อมเป็น
ไปตามครรลองแห่งอารมณ์ทั้ง 9 คือ อารมณ์ที่มีกำหนด อารมณ์ละเอียด อารมณ์ที่ไม่มีกำหนด
อารมณ์ในอดีต อารมณ์ในอนาคต อารม์ในปัจจุบัน อารมณ์ภายใน อารมณ์ภายนอก อารมณ์
ทั้งภายในและภายนอก

ปกิณณกกถาจบ
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 6 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #8  
เก่า 26-10-11, 19:18
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

ทิพโสต

ถาม ::: ใครเป็นผู้ฝึกทิพโสต? ทิพโสตเจริญได้อย่างไร?
ตอบ ::: บุคคลผู้เข้าถึงจตุตถฌาน พร้อมทั้งมีวสี (ความชำนาญ) ในกสิณ 8 และกสิณ 2
ทำให้เกิดทิพโสตได้โดยอาศัยอวัยวะสำหรับฟังของร่างกาย

ถาม :: รูปธาตุของจตุตถฌานเป็นอิสระได้อย่างไร?
ตอบ
:: มันมันเกิดขึ้นในขณะนั้น

ถาม ::: ทิพโสตเจริญได้อย่างไร ?
ตอบ ::: โยคีใหม่เจริญอิทธิบาท 4 อย่างแล้วควบคุมจิคของตนได้คล่องแคล่ว เข้า
ฌานที่สี่ออกจากฌานนั้นอย่างสงบแล้วเพ่งจิตไปยังสัญญาณเสียงโดยอาศัยอวัยวะสำหรับฟัง
ของร่างกาย เมื่อได้ยินเสียงจากที่ไกล หรือได้ยินเสียงจากที่ใกล้ เธอก็ใส่ใจต่อนิมิตแห่งเสียงนั้น
เมื่อได้ยินเสียงหยาบหรือได้ยินเสียงละเอียด เธอก็ใส่ใจต่อนิมิตแห่งเสียงนั้น เมื่อได้ยินเสียง
จากทิศตะวันออก เธอก็ใส่ใจต่อนิมิตแห่งเสียงนั้น เป็นเช่นนี้สำหรับทิศทั้งปวง ด้วยการเจริญ
ความบริสุทธิ์ของจิตและการชำระโสตธาตุให้บริสุทธิ์ โยคีนั้นย่อมทำสังขารให้เข้มแข็ง โยคีนั้น
ได้ยินเสียงที่อยู่เหนือการได้ยินของหูมนุษย์ด้วยทิพโสตอันบริสุทธิ์ เธอได้ยินเสียงทั้ง 2 คือ
เสียงเทวดา และเสียงมนุษย์ รวมทั้งเสียงไกล และเสียงใกล้ โบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า " เริ่มแรก
โยคีใหม่ได้ยินเสียงของสัตว์ทั้งหลายภายในตนเอง หลังจากนั้น เธอจึงได้ยินเสียงของสัตว์ทั้ง
หลายภายนอกตัวเอง จากนั้น เธอย่อมได้ยินเสียงของสัตว์ทั้งหลายในที่ต่างๆ เธอทำความใส่
ใจให้เข้มแข็งโดยลำดับด้วยประการอย่างนี้ " อีกนัยหนึ่ง กล่าวกันว่า " เริ่มแรก โยคีใหม่ไม่อาจ
ได้ยินเสียงของสัตว์ทั้งหลายภายในตนเองเพราะว่าเธอไม่สามารถได้ยินเสียงละเอียดได้ เธอไม่
อาจเข้าถึงเสียงระดับนี้ได้ด้วยหูของกายมนุษย์ แต่โยคีใหม่นั้นสามารถได้ยินเสียงของสังข์ กลอง
และอื่นๆ ทำนองเดียวกันนี้ด้วยหูของกายมนุษย์ "

- เสียงละเอียดหรือเสียงหยาบ เสียงไกลหรือเสียงใกล้ ก็สามารถได้ยินด้วยทิพโสต
โยคีใหม่ในพระศาสนานี้ไม่ควรใส่ใจกับเสียงที่น่ากลัวเกินไป เพราะว่าเธอ (เมื่อเจอเสียงน่ารักเกินไป)
จะกลายเป็นติดใจเสียงที่น่ารัก และเพราะเธอจะทำให้เกิดความกลัวในใจของตน

- ทิพโสตญาณ ดำเนินไปในอารมณ์ 3 อย่าง คือ อารมณ์ที่มีกำหนด อารมณ์ปัจจุบัน
และอารมณ์ภายนอก ถ้าหากบุคคลสูญเสียการได้ยินของร่างกาย เธอก็จะสูญเสียทิพโสตไปด้วย
ในพระศาสนานี้ พระสาวกผู้ได้วสี (ในการเจริญ) สามารถได้ยินเสียงของพันโลกธาตุ พระปัจเจกพุทธเจ้า
ย่อมสามารถได้ยินมากกว่านั้น อำนาจของการได้ยินของพระตถาคตไม่มีขีดจำกัด

ทิพโสตจบ
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #9  
เก่า 27-10-11, 18:19
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

เจโตปริยญาณ

ถาม ::: ใครเจริญเจโตปริยญาณ? เจโตปริยญาณเจริญได้อย่างไร ?
ตอบ ::: บุคคลผู้เข้าถึงจตุตถฌาน มีอาโลกกสิณเป็นอารมณ์ และได้วสีในฌานนั้น
ย่อมได้ทิพจักษุและทำให้เกิดเจโตปริยญาณ

- เจโตปริยญาณนั้นเจริญได้อย่างไร โยคีใหม่ผู้ได้อิทธิบารทและควบคุมจิตได้อย่างคล่อง
แคล่ว เข้าอาโลกกสิณซึ่งบริสุทธิ์และไม่คลอนแคลน ออกจาฌานที่สี่นั้นอย่างสงบแล้ว เริ่ม
แรกเธอทำให้กายของตนเต็มด้วยแสงสว่าง เธอเห้นสีของหัวใจตัวเองด้วยทิพจักษุ ด้วยสีนี้
เธอจึงทราบสภาวะจิตของตนและรู้ความเปลี่ยนแปลงในจิตของตนด้วยการเปลี่ยนแปลงในสีนี้ว่า
"สีนี้เกิดมาจากโทมนัสสินทรีย์ สีนี้มาจากอุเบกขินทรีย์ หัวใจก็มีสี(เหมือนสี) ของนมเปรี้ยว
และเปรียง ถ้าจิตที่ประกอบด้วยโทมนัสเกิดขึ้น หัวใจก็มีสีม่วง ถ้าจิตที่ประกอบด้วยอุเบกขา
หัวใจก็จะมีสี (เหมือนสี) ของน้ำผึ้ง ถ้าจิตที่ประกอบด้วยกามฉันทะเกิดขึ้น หัวใจก็จะมีสีเหลือง
ถ้าจิตที่ประกอบด้วยความโกรธเกิดขึ้น หัวใจนั้นก็จะมีสีดำ ถ้าจิตที่ประกอบด้วยอวิชชาเกิดขึ้น
หัวใจก็จขะมีสีเหมือนโคลน ถ้าจิตที่ประกอบด้วยศรัทธาและปัญญาเกิดขึ้น หัวใจก็มีสีบริสุทธิ์
โยคีนั้นเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสีโดยอาศัยความเปลี่ยนแปลงภายในตัวเองด้วยประการฉะนี้

- บัดนี้ เธอจึงแผ่ความสว่างไปยังกายผู้อื่นและเห็นสีของหัวใจผู้อื่นด้วยทิพจักษุ เธอเข้า
ใจสีที่เปลี่ยนไปโดยอาศัยความเปลี่ยนแปลงในหัวใจของชนเหล่านั้น และเข้าใจความ
เปลี่ยนแปลงในใจของชนเหล่านั้นโดยอาศัยสีที่เปลี่ยนไป เมื่อเข้าใจดังนี้แล้ว โยคีนั้น จึงทำ
เจโตปริยญาณให้เกิดขึ้น เมื่อทำเจโตปริยญาณให้เกิดขึ้นแล้ว เธอจึงละความใส่ใจต่อความ
เปลี่ยนแปลงของสี และยึดมั่นอยู่ที่ใจในฐานะเป็นเพียงอารมณ์ โยคีนั้นปฏิบัติด้วยประการอย่างนี้
เพราะเหตุนั้น จิตของเธอจึงบริสุทธิ์

- ถ้าบุคคลใดบุคคลหนึ่งมีหัวใจอันประกอบด้วยความเมตตา เธอ(โยคีนั้น)ย่อมรู้ว่า
บุคคลนั้นมีหัวใจอันประกอบด้วยความเมตตา ถ้าบุคคลใดบุคคลหนึ่งมีใจอันประกอบด้วยโทสะ
เธอย่อมรู้ว่าบุคคลนั้นมีใจอันประกอบด้วยโทสะ ถ้าบุคคลใดบุคคลหนึ่งไม่มีใจอันประกอบด้วยโทสะ
เธอย่อมรู้ว่าบุคคลนั้นไม่มีใจอันประกอบด้วยโทสะ เธอย่อมรู้ใจทั้งหมดด้วยประการอย่างนี้

- เจโตปริยญาณย่อมดำเนินไปในอารมณ์ 8 อย่าง คือ อารมณ์ที่มีกำหนด มหัคคตารมณ์
อารมณืในมรรค อารมณ์อันหาประมาณมิได้ อารมณ์ในอดีต อารมณ์ในอนาคต อารมณ์ในปัจจุบัน
และอารมณ์ภายนอก

- การรู้จิตของพระขีณาสพไม่อยู่ในอำนาจ(ความสามารถ) ของปุถุชน จิตของสัตว์อรูป
ภพ มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทรงทราบได้ ถ้าพระสาวกบรรลุวิมุตติ เธอย่อมรู้จิต (ของสัตว์ทั้งหลาย)
ในพันโลกธาตุ พระปัจเจกพุทธเจ้า ย่อมทราบมากกว่านี้ ไม่มีขีดจำกัดสำหรับญาณของพระตถาคต

เจโตปริยญาณจบ
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #10  
เก่า 27-10-11, 18:56
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

ถาม ::: ใครเป็นผู้เจริญปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ? ปุพเพนิวาสานุสสติญาณมีอยู่กี่ชนิด?
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณเจริญได้อย่างไร?
ตอบ ::: บุคคลผู้เข้าถึงฌานที่สี่มีวสีในกสิณ 8 และกสิณ 2 เป็นผู้สามารถทำให้เกิด
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
อีกอย่างหนึ่ง ถามว่า รูปฌานชั้นไหน ?
ฌานที่สี่ของรูปฌานซึ่งมีความหลุดพ้นแห่งจิต
อีกอย่างหนึ่งถามว่า ในฌานที่สี่ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณกี่ชนิดสามารถเกิดขึ้นได้ ?
ตอบ ::: ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ 3 ชนิด

ถาม ::: ด้วยฌานที่ 4 มีปุพเพนิวาสานุสสติญาณเป็นไปได้กี่ชนิด
ตอบ ::: ปุพเพนิวาสานุสสติญาณมีอยู่ 3 ชนิด คือ การระลึกชาติได้หลายชาติ การ
ระลึกชนิดโดยกำเนิด การระลึกชาติได้โดยการปฏิบัติ

- ข้อว่า "การระลึกชาติได้หลายชาติ " หมายความว่า ปุพเพนิวาสานุสสติญาณที่เกิดได้ด้วยวิธี
4 อย่าง คือ บุคคลทำนิมิตเจริญดีแล้ว จากนั้นเธอจึงกำหนดนิมิตทางใจ ทำอินทรีย์ให้สงบ
แล้วทำความสามารถนั้นให้เจริญ วิธีทั้ง4 นี้ทำให้เกิดปุพเพนิวาสานุสสติญาณ บรรดาการ
ระลึกชาติในอดีตชนิดนี้ การระลึกชาติในอดีตได้ 7 ชาติถือว่าดีที่สุด

- ข้อว่า " การระลึกได้โดยกำเนิด " หมายความว่า เทวดา นาค(อมนุษย์) ครุฑ ย่อม
ระลึกชาติในอดีตของตนได้โดยธรรมชาติ บรรดาการระลึกชาติในอดีตชนิดนี้ อย่างดีที่สุด คือ
ระลึกชาติในอดีตได้ 14 ชาติ

- ข้อว่า " การระลึกชาติได้ด้วยการปฏิบัติ " หมายถึงการทำให้เกิด (ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ)
โดยอาศัยพื้นฐานของอิทธิวิธิทั้ง 4

ถาม ::: ปุพเพนิวาสานุสสติญาณเจริญได้อย่างไร ?
ตอบ ::: โยคีใหม่เมื่อได้เจริญอิทธิบาททั้ง 4 แล้ว ย่อมระลึกถึงสิ่งที่ตนได้ทำแล้วในตอน
กลางวัน หรือทุกอย่างที่ตนได้ทำแล้วทั้งกาย ทางใจ และทางวาจา ที่เกี่ยวกับการกระทำใน
ตอนกลางคืน ก็เช่นเดียวกัน ในทำนองเดียวกัน เธอย่อมระลึกถึงทุกอย่างที่ตนได้ทำแล้วในระหว่าง
1 วัน ในระหว่าง 2 วัน และโดยทำนองนี้ย้อนหลังไปถึง 1 เดือน ในทำนองเดียวกัน เธอย่อม
ระลึกถึงทุกอย่างที่ตนได้ทำแล้วในระหว่าง 2 เดือน 1 ปี 2 ปี 3 ปี 100 ปี ขึ้นไปจนถึงชาติ
ล่าสุดของตน ถึงตอนนี้จิตกับเจตสิกของชาติก่อนและจิตกับเจตสิกของชาติต่อมาย่อมปรากฏ
เนื่องจากจิตและเจตสิตของชาติก่อน เธอจึงได้ชาติต่อมา เนื่องจากคยวามสืบต่อของจิต เธอจึง
สามารถเห็นเหตุและปัจจัยต่างๆและระลึกถึงความเป็นไป(ย้อนหลัง)ของจิต ชาติก่อนและหลังทั้ง
2 ชาติมิได้แยกออกจากกัน และเกิดขึ้นในชาตินี้เพราะได้เกิดมาแล้วในชาติก่อนนั้น ด้วยการ
ฝึกจิตอันได้รับการชำระให้บริสุทธิ์เช่นนั้นแล้ว โยคีนั้นย่อมระลึกเรื่องราวต่างๆ มากมายในอดีต
ของตน ( เธอระลึกได้ ) 1 ชาติ 2 ชาติ 3 ชาติ 4 ชาติ เป็นต้น ด้วยประการอย่างนี้ โยคีใหม่
ย่อมระลึกถึงทุกเรือ่งที่เกี่ยวข้อกับชาตินี้ได้ ถ้าโยคีคนใดคนนหึ่งไม่สามารถระลึกถึงอดีตชาติ
ของตนได้ เธอก็ไม่ควรเลิกบำเพ็ญเพียร ควรเจริญฌานซ้ำ แล้วซ้ำเล่าก็ในการเจริญฌาน
เธอควรทำใจให้บริสุทธิ์ด้วยการกระทำคล้ายกับวิธีขัดกระจกที่ถูกต้อง เมื่อชำระจิตของตนให้
บริสุทธิ์แล้ว เธอย่อมระลึกถึงอดีตของตนได้อย่างชัดแจ้ง ถ้าเธอระลึกถึงอดีตต่อไปโดยเริ่มด้วย 1
ชาติ เธอย่อมยินดีเปรียบ เมื่อพบทางแล้ว เธอไม่ควรคำนึงถึงสภาพชีวิตของเธอในภูมิ สัตว์เดรัจฉาน
และในอรูปภูมิ กำเนิดในภพของอสัญญีสัตว์ พระโสภิตเถระจัดว่าเป็นเอตทัคตะ
ในปุพเพนิวาสานุสสติญาณนี้

- ปุพเพนิวาสานุสสติญาณย่อมดำเนินไปในอารมณ์ 7 อย่าง อารมณ์เหล่านั้นได้แก่
อารมณ์ที่มีกำหนด มหัคคตารมณ์ อารมณ์อันหาประมาณมิได้ อารมณ์ในอดีต อารมณ์ภายใน
อารมณ์ภายนอก และอารมณ์ทั้งภายในและภายนอก

- โยคีควรระลึกถึงเรื่องเกี่ยวกับประเทศและหมู่บ้านของตนในอดีต การระลึกอดีตได้ เป็น
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ การระลึกความต่อเนื่องของขันธ์ด้วยญาณได้ จัดเป็นปุพเพนิวาสา-
นุสสติญาณ คนนอกพุทธศาสนาย่อมระลึกได้ 40 กัลป์ พวกเขาไม่อาจระลึกได้มากกว่านั้น
เพราะกำลังอ่อน พระอริยสาวกย่อมระลึกได้ 1 หมื่นกัลป์ พระอัครสาวกย่อมระลึกได้มากกว่านี้
พระปัจเจกพุทธเจ้าย่อมระลึกได้มากกว่านี้ และพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรง
สามารถระลึกชาติการกระทำภูมิและสิ่งอื่นทั้งปวงในอดีตของพระองค์และของผู้อื่นได้ ย่อม
ทรงระลึกได้มากกว่านี้ ชนที่เหลือย่อมระลึกได้เพียงอดีตของตนเอง และอดีตชาติเพียงไม่กี่
ชาติของผู้อื่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย่อมทรงระลึกทุกสิ่งที่พระองค์ทรงปรารถนาจะ
ระลึกถึงได้ ชนเหล่าอื่นย่อมระลึกได้ตามลำดับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ว่าจะทรงเข้าสมาธิหรือ
ไม่ทรงเข้าสมาธิ ก็สามารถระลึกได้ตลอดเวลา ชนที่เหล่าย่อมระลึกได้ด้วยการเข้าสมาธิเท่านั้น

ปุพเพนิวาสานุสสติญาณจบ
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 27-10-11 เมื่อ 22:28

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 22:18


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่