อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > อภิญญาธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 27-01-13, 16:21
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default การฝึกลมปราณ

การฝึกลมปราณ

การฝึกลมปราณ เป็นการเน้นไปในทางบริหารลมหายใจเข้าออก โดยหายใจลึกๆช้าๆต่อเนื่องจนจิตสงบวิธีนี้เป็นพื้นฐานการสร้างกำลังภายใน เพื่อรักษาร่างกายให้แข็งแรง และรักษาโรคที่เกิดขึ้นกับร่างกายบางชนิดได้ก่อนฝึกลมปราณให้ใจเย็นๆนั่งลงหายใจตามปรกติก่อนสัก 1 หรือ 2 นาที ถ้าเหนื่อยมาจากงาน หรือเพิ่งเดินทางมาถึง ให้นั่งพักสักครู่ก่อน เพื่อให้ใจสงบพร้อมที่จะฝึกต่อไป จากนั้นให้เลือกท่าฝึกที่เหมาะสมกับสังขารของท่านในท่าใดท่าหนึ่งดยปกติคนเราจะหายใจช่วงสั้นและตื้น ไม่ได้ใช้ความสามารถของปอดที่สามารถขยายและหดอย่างเต็มที่ จึงทำให้ปอดไม่ได้หายใจเอาอากาศดีเข้าและขับอากาศเสียออกจากร่างกายอย่างเต็มที่ปอดจึงไม่สามารถฟอกโลหิตให้สดใสสมบูรณ์ดีเท่าที่ควรเป็น ผลคือทำให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ง่ายการฝึก“ ลมปราณ”ต่อไปนี้จะช่วยป้องกันและรักษาท่านหายจากโรคภัยไข้เจ็บได้


การฝึกลมปราณ ก็ต้องอาศัยการฝึกจิตให้สงบก่อน


การฝึกนี้ไม่ต้องใจร้อนรีบเร่ง ไมฝืนสังขารและฝืนจิตใจ ทำใจสบายๆค่อยๆฝึก และฝึกจนจิตรวมเป็นหนึ่ง จึงจะเป็นพื้นฐานที่ดีของการฝึกลมปราณต่อไป

1 ทำใจให้สงบแล้วค่อยๆหลับตาลง หุบปากแล้วใช้ปลายลิ้นค้ำดุนแต่เพียงเบาๆที่เพดาน
2 หายใจตามปรกติวิสัยจนกว่าจะสงบ รวมจิตเป็นหนึ่งก่อน แล้วจึงหายใจเข้าค่อยๆลึกขึ้นด้วยวิธีถอนหายใจลึกๆเข้าๆจนสุดแรงดูดลม ลมหายใจนั้นจากหยาบให้ค่อยๆ ปรับให้ละเอียดมากขึ้น

จากการหายใจตื้นให้ค่อยๆ ลึก จาการหายใจช่วงสั้นให้ค่อยๆเป็นช่วงยาวขึ้น ค่อยๆเพิ่มขึ้นที่ละขั้นอย่างช้าๆ ตามลำดับแล้วค่อยๆ ผลักดันนำส่งลมหายใจที่ดูดเข้ามานั้นให้ต่ำลงๆ จนกว่าจะเลยสะดือลงไป 3 นิ้ว เป็นตำแหน่งของจุด “ ตั้งช้าง”การนำล่องลมหายใจให้ต่ำนี้ ไม่ควรจงใจใช้แรงบีบเกร็งกล้ามเนื้อให้ดันลมหายใจต่ำลงไป แต่เป็นการทำงานที่เรียกว่าจิตสำนักว่าความรู้สึกของจิตใจไปจับที่กองลมจึงสมมุติว่าเป็นกองลมที่หายใจเข้านั้นเป็นกลุ่มลมสีขาวกำลังถูกนำผ่านรูจมูก ผ่านหลอดลมผ่านปอดแล้วผ่านช่องท้องและลงต่ำจนถึงท้องน้อย ซึ่งระยะเวลาที่ฝึกแล้วจะเกิดกลุ่มความร้อน ซื่งกลุ่มความร้อนนี้ใช้ระยะเวลาไม่เท่ากันทุกคน ต้องแล้วแต่ความสมบูรณ์ของสังขารและความพร้อมของจิตใจที่ได้ฝึกมาถูกต้อง เข้าหลักได้ดีเพียงใจก็จะเกิดผลเร็วเพียงนั้น บางท่านฝึกไปในทางจิตสงบ หลายท่านตั้งแต่เริ่มฝึกใหม่ๆ จนถึงขั้นจิตสงบ อาจจะไม่มีกลุ่มความร้อนนี้เกิดขึ้นก็ได้กลุ่มความร้องนี้ เราเรียกกันว่า“ กลุ่มกระแสกำลังภายใน”เป็นพลังงานที่เกิดจากการฝึก ลมปราณ กลุ่มความร้อนนี้เมื่อเกิดขึ้นใหม่ๆ อาจจะเกิดขึ้นชั่วครู่หนึ่งหรือเกิดความรู้สึกเพียงบางครั้งบางคราวของการฝึก

แต่เมื่อใดที่เราจับจุดที่จะเกิดความสำเร็จนี้ได้แล้ว เมื่อคราวใดที่เกิด “กลุ่มความร้อน” นี้แล้ว ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งลุกจากที่ ไม่ตื่นเต้นดีใจ ไม่เสียใจที่เพิ่งจะสำเร็จ ทำใจสบายๆ วางตัวเป็นกลาง

คงฝึกลมปราณธรรมดาต่อไปโดยไม่ต้องเพิ่มแรงบีบรัดกดดันหรือว่า เกร็งบีบประสาท ไม่ช้ากลุ่มความร้อนนั้นก็จะร้อนมากพอสมควรที่เรียกว่า“ไออุ่น” (แต่ไม่ใช่รู้สึกร้อนมากจนกระวนกระวาย)

__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
Attawat_Rx (29-01-13), รัตน์ธนกิจ (07-02-13)
  #2  
เก่า 27-01-13, 16:22
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

วิธีนำส่ง”กลุ่มไออุ่น” ให้พัดพาโคจรไปทั่วร่างกาย

“กลุ่มไออุ่น” นี้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว อาจจะมีโอกาสโคจรไปตามร่างกายเอง โดยเราไม่ต้องนำพาก็ได้ แต่เขียนไว้เป็นลักษณะแผนที่ การเดินทาง ของกลุ่มไออุ่น เพื่อว่าถ้าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นที่ใดและจุดใดแล้ว ควรทำอย่างไรต่อไป จะได้ไม่ต้องตกใจ ถ้าประสบกับเหตุการณ์นั้นๆเมื่อเกิด “กลุ่มไออุ่น” ที่จุด“ตั้งช้าง” แล้วยังคงฝึกลมปราณไปปรกติ

ตั้งสมมุติฐานจินตนาการว่า“เมื่อฝึกลมปราณจนกระแสกำลังภายในทับถมเสริมเพิ่มเติมที่กลุ่มไออุ่นมากขึ้นๆ กลุ่มไออุ่นก็เพิ่มจำนวนหนาแน่นรวมเป็นกลุ่มใหญ่มากขึ้นหนักขึ้น ( ทั้งนี้เป็นพียงความรู้สึกเท่านั้น ไม่ใช่แสร้งออกแรงบีบรัดบังคับกล้ามเนื้อ )หลังจากนั้นจึงรวบรวมความสนใจเพื่อใช้เสริมความรู้สึกมากขึ้น จะมีอาการคล้ายๆกับกำลังถ่ายอุจจาระอยู่ และเมื่อฝึกไปๆอาจจะรู้สึกว่ากำลังจะถ่ายออกมาจริงๆ ขอให้อั้นกลั้นไว้ก่อนก่อนฝึกต่ออีกระยะหนึ่ง “กลุ่มไออุ่น” ก็จะไหลผ่านจุด “ผีเย็บ” (ตำแหน่งนี้อยู่ระหว่างช่องถ่ายเบากับทวารหนัก)มีข้อสังเกตุ คือ มีกลุ่มไออุ่นไหลผ่านต่อเนื่องหรือเหมือนมีกระแสกระแสไฟฟ้าไหลกระโดด ข้ามทวารหนัก อยู่ตลอดเวลาไปสู่จุด “ก้นกบ”

(ตำแหน่งนี้อยู่ที่ปลายสุดของกระดูกสันหลัง) เมื่อกลุ่มไออุ่น รวมตัวจุดก้นกบแล้วก็จินตนาการต่อว่า นำกลุ่มไออุ่น ส่งต่อขึ้นไปกระดูกสันลัง (การนำส่งช่วงนี้ จะรู้สึกว่า มีอาการหดท้องทวารหนักขึ้นไป)กระแสกลุ่มไออุ่นก็จะผลักดันขึ้นสันลังเอง(โดยไม่ต้องแสร้งชักนำ) ระหว่างที่ไออุ่นยังเคลื่อนไหวโคจรไปสู่ทั่วร่างกายนั้น ก็ยังคงหายใจฝึกลมปราณเสริมทับถมให้กับจุด“ตั้งช้าง” ต่อไป เหมือนกับว่าเรากรองน้ำเติมที่กรวยอยู่ตลอดเวลา เป็นการผลักดันน้ำที่ไหลไปก่อนและน้ำ(กลุ่มไออุ่น)นั้น ก็จะไหลไปตามท่อ คือ ผ่านตามจุดต่างๆของร่างกาย
“กลุ่มไออุ่น” ก็ไหลขึ้นตามกระดูกสันหลัง ผ่าน “จุดบั้นเอว” ผ่านขึ้นไปที่ “จุดคอพับ” (จุดนี้อยู่ระหว่างกระดูกสันหลังช่วงระหว่างกระดูกต้นคอต่อกับไหล่พอดี สังเกตได้จาก เวลาพับคอจะมีกระดูกนูนขึ้นมาตรงจุดนั้น)ขึ้นผ่าน “จุดท้ายทอย” (จุดที่กระดูกคอต่อกับกะโหลก)ขึ้นไปสู่จุดกระหม่อม ( ตรงกลางของหัวกะโหลกตำแหน่งนี้สังเกตุได้จากตอนที่เด็ดยังอ่อนๆอยู่ กลางกระหม่อมนั้น จะผุดขึ้นลงตามกระแสผลักดันของเลือดที่หัวใจสูบฉีดขึ้นมาหล่อเลี้ยงจุดนั้น)จากนั้น ก็จะเคลื่อนผ่านกระหม่อมมายัง “จุดหน้าผาก” (กึ่งกลางระหว่างคิ้ว) ลงสู่ “จุดลิ้นไก่” (จุดนี้อยู่รอยต่อระหว่างโคนลิ้นกับลิ้นไห่ที่เพดานปาก) และไหลผ่านลงมา “จุดกึ่งกลางของกระดูกหน้าอก” (อยู่กึ่งกลางของกระดูกไหปลาร้าหรือเรียกว่าใต้จุดคอหอย) ลงสู่จุดกลางอก (จุดผ่ากลางระหว่างหัวนมทั้งสองข้าง)ผ่านสะดือและลงสู่ “จุดตั้งช้าง” อีกครั้ง โคจรหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลาที่นั่งฝึกอยู่
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
Attawat_Rx (29-01-13), รัตน์ธนกิจ (07-02-13)
  #3  
เก่า 27-01-13, 16:23
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

ยังมีอีกกระแสหนึ่ง เรียกว่า “กระแสขวาง” หรือเรียกว่า“ กระแสเข็มขัดรัดเอว” ฝึกลมปราณไปพักหนึ่งแล้วอาจจะเกิดกระแสขวางนี้ขึ้นมาเมื่อใดก็ได้ คือ เมื่อเริ่มมี “กลุ่มไออุ่น” นั้น บางครั้งไม่วิ่งขึ้นศีรษะ แต่กลับจะวิ่งเป็นแนวขวางบั้นเอว ควบรอบเป็นลักษณะเข็มขัด ซึ่งบางครั้งก็จะวิ่งอ้อมจากซ้ายไปขวา บางครั้งก็จะวิ่งจากขวาไปซ้ายอย่างมีระเบียบโดยประมาณวิ่งรอบครั้งละ 36 รอบ
แต่เมื่อฝึกไปอีกระยะหนึ่ง กระแสไออุ่นก็จะกระจายไปทั่วถึงปลายเท้า ปลายมือ

การเคลื่อนโคจรของไออุ่นนี้ อาจจะเคลื่อนโคจร ผ่านไปที่ละจุด และอาจจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจึงสามารถผ่านอีกจุดหนึ่งจนถึงขั้นโคจรครบทุกจุดทั่วกาย

ในระหว่างที่ “กลุ่มไออุ่น” จากลมปราณกำลังโคจรผ่านจุดต่างๆ ของร่างกายอยู่นั้น เกิดมีความจำเป็นต้องออกจากสมาธิในขณะที่ไออุ่นยังโคจรไม่ครบรอบใดรอบหนึ่ง ก็ ค่อยๆคลายออกสมาธิได้

และเมื่อเสร็จธุระแล้ว ควรหาโอกาสฝึกต่ออีกนะรยะเวลาที่ใกล้เคียงได้ยิ่งดีซึ่งก็เท่ากับเริ่มต้นใหม่ เพื่อเดินลมปราณให้คล่องสะดวก

ฝึกลมปราณที่ไหนก็ได้

การฝึกลมปราณนี้ก็คล้ายกับการฝึกสมาธิ ซึ่งฝึกจนคล่องตัวแล้ว ขำนาญในการเจริญก็สามารถฝึกได้ในทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะนั่งรถเดินทางหรือยามที่ว่าง ต่างกันเพียงแต่ฝึกสมาธิทั่วไป ไม่ได้เน้นหนักให้หายใจลึก แต่ฝึกลมปราณ เน้นหนักให้กายใจลึกๆ ด้วยใจที่เป็นสมาธิพอมีจังหวะ 5-10 นาที เราก็สามารถเดินลมปราณ โดยไม่จำเป็นต้องหลับตาเพียงแต่ค่อยๆถอนหายใจให้ลึกตามแบบฝึกลมปราณด้วยสมาธิ อันจดจ่อกับลมหายใจเข้าออก

เมื่อฝึกจนคล่องตัวแล้ว เวลาอากาศหนาวๆเราก็เดินลมปราณสักครู่หนึ่ง ก็จะเพิ่มความอบอุ่นในร่างกายขึ้น ทำให้ร่างกายแข็งแรงไม่เป็นหวัดได้ง่ายด้วย การฝึกลมปราณอยู่เสมอ ยังเป็นการรักษาโรคปวดเมื่อยตามเอ็นตามข้อ


ที่มา: หนังสือคำสอนสมเด็จโต สมาธิ ทางสงบ ถอดจิต
ผู้แต่ง : แสง อรุณกุศล
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #4  
เก่า 27-01-13, 16:24
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

ถาม : เรื่องการฝึกลมปราณ

ตอบ : เวลาเราหายใจจะมีพลังขุมหนึ่งวิ่งจากจุดศูนย์ที่สะดือขึ้นมาที่คอหอย แต่เราอย่าให้พลังนั้นขึ้นมา ใช้วิธีกดกำลังนั้นลง พอลงต่ำกว่าจุดศูนย์แล้ว เราต้องทำอาการเหมือนกับการกลั้นปัสสาวะ กำลังขุมนั้นจะวิ่งผ่านสะพานดินไปที่กระดูกสันหลัง วิ่งแนบแนวกระดูกสันหลังเป็น ๒ สาย ถึงท้ายทอย ไปที่ศีรษะ แล้วลงมาทางด้านหน้า ผ่านตา ๒ ข้าง ลงมา แล้วก็รวมกันไปที่คอหอยกลับลงไปที่จุดศูนย์อีกครั้งหนึ่ง พอช่วงหายใจใหม่เราก็ดันลงไปอีก ทำอาการเหมือนเดิม ให้หมุนรอบไปเรื่อยๆ

ถาม : ต้องสัมพันธ์กับลมหายใจไหมคะ ?

ตอบ : ไม่ใช่..คนละจังหวะกัน บางคนถ้าหากว่าทำได้นี่เพียงชั่วลมหายใจเดียว ก็สามารถหมุนวนได้ ๒๐ - ๓๐ รอบ อย่าไปเร่ง เราค่อยๆ ทำไป ชั่วลมหายใจทำได้ครึ่งรอบอะไรเราก็เอาแค่นั้น แต่ให้ซ้อมไว้บ่อยๆ

จากสะดือพอลงต่ำกว่าจุดศูนย์แล้วทำอาการเหมือนเรากลั้นปัสสาวะ จะทำให้กำลังวิ่งผ่านไปที่กระดูกก้นกบด้านหลัง แล้วจะผ่านสันหลังขึ้นมาวิ่งเป็นเส้นคู่ขึ้นมา พอผ่านโหนกแก้มลงมาก็จะเริ่มรวมเป็นสายเดียว กลับลงทางด้านหน้าสู่จุดศูนย์เหมือนเดิม พอเลิกทำ ให้หายใจลึกๆ ดึงพลังกลับไปรวมที่จุดศูนย์ทุกครั้ง

ถาม : (ไม่ได้ยิน)

ตอบ : อยู่ที่เราว่าเราปรับเข้าตัวเราได้หรือเปล่า ถ้าปรับเข้ากับตัวเราได้แล้ว เราหมั่นทบทวนฝึกก็จะแข็งแกร่งขึ้นไปเอง

ถาม : (ไม่ได้ยิน)

ตอบ : ใช้การภาวนาแทน ถ้าเราภาวนาจนกระทั่งอารมณ์ใจทรงตัว ถึงระดับรู้ลมหายใจด้วยตัวเองไม่ต้องไปบังคับ โรคพวกนี้จะหายหมด จริงๆ แล้วกำลังไม่สูงมาก ประมาณปฐมฌานละเอียด เพียงแต่ว่าตอนที่เราภาวนา ให้จดจ่ออยู่ที่ลมหายใจเฉยๆ จะเป็นฌานหรือไม่ เป็นสมาธิหรือไม่ ไม่ต้องไปสนใจ แต่ถ้าหากว่าอารมณ์ใจทรงตัวถึงขนาดนั้น จะรู้ลมเองโดยอัตโนมัติ รู้คำภาวนาโดยอัตโนมัติ เราไม่ต้องบังคับก็รู้ เราแค่เอาสติประคองไว้ ถ้าทำอย่างนั้นได้โรคเครียดทุกอย่างจะหายหมด


สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๕


ที่มา การฝึกลมปราณ - PaLungJit.com
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #5  
เก่า 27-01-13, 17:21
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

ตำรายืดหดเส้นเอ็น ล้างพิษเพิ่มไขกระดูก

โดย : ท่านปรมจารย์ตักม้อโจวซือ (พระโพธิธรรมมหาเถระ)

"อย่ากระทำเมื่อ หิวจัด โกรธจัด เครียดจัด เศร้าจัด เซ็งจัด"

***

"ตำรายืดหดเส้นเอ็น" นี้ ท่านต้กม้อโจวซือ (พระโพธิธรรมมหาเถระ) เป็นผู้นำมาจากชมพูทวีป ท่านตักม้อเป็นชาวอินเดีย ได้เขียนตำรายืดหดเส้นเอ็นและตำราล้างพิษไขกระดูก ไว้ที่วัดเส้าหลิน ในสมัยพระเจ้าถังไท้จงฮ่องเต้
เมื่อได้แปลตำราทั้งสอง ซึ่งเป็นภาษาบาลี มาเป็นภาษาจีนแล้ว ชาววัดเส้าหลินก็ฝึกเป็นการใหญ่ แต่เป็นตำราที่ฝึกยาก ต้องตั้งใจจริงๆ จึงจะประสบความสำเร็จได้ คำพูดของท่านตักม้อโจวซือพูดกับศิษย์ของท่านที่ฝึกว่า
"คนนี้ได้แค่ผิวของเรา
คนนี้ได้แค่เนื้อของเรา
คนนี้ได้แค่กระดูกของเรา"
และท่านอาจารย์พูดกับศิษย์ที่ชื่อฮุ่ยค้อของท่านว่า
"เจ้าได้ไขกระดูกของเราไป"
ความหมายที่ว่าเรียนยากก็เป็นเช่นนี้เอง
ตำราว่าด้วยการยืดหดเส้นเอ็นนี้ มีด้วยกัน 2 กระบวนท่า คือ
กระบวนท่ายืน
กระบวนท่านั่ง
ต่างมีทั้งหมด 12 กระบวนท่า เช่นกัน
ตำรานี้ใช้สติเป็นที่ตั้ง อิริยาบถช้าๆ นุ่มนวล เป็นหัวใจของการบริหารลมหายใจเข้าออกอย่างช้าๆลึก และแผ่วเบา เป็นปัจจัยเอื้ออำนวยให้การบริหารเกิดประสิทธิภาพอย่างสมดุล
ทางเดินของพลัง
การเคลื่อไหวปลายนิ้วมือและเท้า จะเกิดพลังชีวิตเป็นกระแสตรงไปสู่อวัยวะภายในอย่างเป็นระบบ มนุษย์จะสามารถใช้จิตที่ฝึกเป็นสมาธิดีแล้ว กระตุ้นพลังชีวิตนี้ นำเลือดไปหล่อเลี้ยงจุดหมายที่ต้องการได้อย่างน่าอัศจรรย์ ดังที่แพทย์จีนโบราณเรียกว่า "ชี่กง" การบริหารร่างกายจึงจำเป็นต้องฝึกจิตไปด้วย เพื่อนำมารักษาโรคบางโรคให้หายได้อย่างง่ายดาย เพราะพลังปลายนิ้วทั้งหมดกระตุ้นให้เลือดและลมปราณเดินสะดวก
ท่าเหล่านี้ จึงเหมือนการคุ้มครองอวัยวะทั้งหมด ให้ชะลอการเสื่อมโทรมได้ตามความสามารถของผู้ฝึกแต่ละคน ที่หมั่นเพียรฝึกฝนไม่ย่อท้อ
การบริหารท่านั่ง และท่ายืน
ท่ายืน
เน้นหนักการบริหารจากภายนอก รักษาอวัยวะภายในให้แข็งแรง
ท่านั่ง
เน้นหนักการใช้ลมปราณเดินให้ได้ครบวงจร ก็จะรักษาอวัยวะภายในให้แข็งแรงได้เช่นกัน
เพราะฉะนั้น วิธีการฝึกจึงต้องให้ตัวตั้งตรงเสอม ยิ่งไม่ไหวติงได้เท่าใดก็จะได้ผลมากเท่านั้น ส่วนอิริยาบถต้องช้าเหมือนการฝึกในกระบวนท่าที่หนึ่ง ลมหายใจก็เช่นกัน ต้องอย่าลืมว่าถ้าหายใจแรงๆเร็วๆ จะทำให้ลมปราณติดขัด บางครั้งหายใจไม่ออกทันที จะเกิดอาการเจ็บปวดมาก
ควรปิดปากสนิท ขณะฝึก ฟันล่างและฟันบนชิดกัน ปลายลิ้นดุนฟันไว้เบาๆ จิตต้องเพ่งเข้าภายในสะดือ (ตันเถียนกลาง) ตลอดเวลา ยามเดินลมปราณในท่าต่างๆ
การฝึกจิตของจีนโบราณ ท่านกำหนดศูนย์พลังแห่งชีวิต หรือลมปราณแล่นเข้าออกอยู่ 3 จุด โดยใช้ชื่อว่า
- ตันเถียนบน อยู่หว่างกลางหัวคิ้วทั้งสองที่หน้าผาก
- ตันเถียนกลาง อยู่ภายในสะดือลึกเข้าไป 2 นิ้ว
- ตันเถียนล่าง อยู่ระหว่างทวารหนักและทวารเบา เป็นจุดสำคัญที่ของร่างกาย
การฝึกที่ประสบความสำเร็จแล้ว สามจุดนี้จะมีพลังชีวิตมหาศาล เดินถึงกัน และทรงพลังตลอดชีวิต เมื่อฝึกครบวงจรแล้วก็ต้องกลับที่เดิมคือ จุดตันเถียนกลาง สติจะช่วยให้ผู้ฝึกไม่วอกแวก เกิดความสงบทางใจ

ท่าเตรียมพร้อม
- ยืนตรง หันหน้าทิศตะวันออก
- แยกขาออก ให้ระยะเท่ากับความกว้างของไหล่
- ปลายเท้าและส้นเท้า ตรง อย่าเอียงเข้าหากัน
- ทำจิตให้นิ่ง ไม่คิดอะไรให้วอกแวก ขุ่นมัว เลื่อนลอย
- หน้าตรง คางเชิดนิดๆ
- ฟัน ล่างและบนประชิดกันเบาๆ
- ลิ้น กระดกไว้ที่เพดานปาก
- นัยตา มองตรงนิ่ง ไม่กระพริบบ่อยนัก
- อิริยาบถ ต้องช้าๆ จึงจะฝึกได้ผลดี
- ริมฝีปาก ปิดสนิทยิ้มหน่อยๆ ใจจะเบิกบานเอง หายใจลึกๆ ช้าๆ ให้ถึงท้อง เมื่อจบแต่ละท่าหายใจลึกๆ อีก 3 ครั้ง จะไม่เหนื่อยเร็ว
เมื่อจบท่าหนึ่ง จะเริ่มท่าต่อไป ต้องเริ่มตั้งท่าเตรียมพร้อมนี้ทุกครั้งก่อนเสมอ จนครบ 12 ท่า ฝึกท่าละ 49 ครั้งทุกท่า ยกเว้นท่า 11-12
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 27-01-13 เมื่อ 18:16

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #6  
เก่า 27-01-13, 17:41
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default



ท่าที่ 1
เมื่อตั้งท่าเตรียมพร้อมดีแล้ว
ค่อยๆยกแขนขึ้น คว่ำมือลงเหยียดนิ้วไปข้างหน้า อย่างช้าๆ จนถึงระดับสะดือ อย่าให้สูงถึงเอวจะทำให้ไม่ถนัด และไม่เป็นผลดี
เคลื่อนมือเข้าใกล้ข้างตัว นิ่งอยู่สักอึดใจ ตั้งสติให้มั่น ค่อยๆแบมือ เหยียดนิ้วให้ตรง กางหัวมือมือออก อีก 4 นิ้วให้ชิดกันไว้ ห่างตัวประมาณ 2 นิ้ว
งอปลายนิ้วทั้ง 8 ช้าๆอย่างสุดแรง แล้วค่อย คลายนิ้วพร้อมกับคว่ำมือลงช้าๆ ค่อยๆกดฝ่ามือลงจนสุดแขน น้ำหนักดุจดังใช้แรงกดโต๊ะแล้วกระโดดตัวลอย ฉะนั้น
***อย่าลืมหายใจลึกๆ เมื่อกระดกนิ้วขึ้น
หายใจแผ่วๆ เมื่อคลายนิ้วออก
ท่านี้ ไล่ลมในร่างกาย และป้องกันลมปราณติดขัด
ท่าที่ 2
กำมือหลวมๆ ไว้ข้างลำตัว เคลื่อนเท้าทั้งสองชิดกัน ค่อยๆกำมือให้แน่นเข้า พร้อมกับเคลื่อนมาแนบอยู่ที่หน้าขา
หันมือออกไปทางข้างลำตัว เริ่มเชิดนิ้วหัวแม่มือจนสุดแรง กดหน้าขานิ่งไว้สักอึดใจ จึงผ่อนคลายอย่างช้าๆ พร้อมกับระบายลมหายใจออกอย่างแผ่วเบา
***ทุกครั้งที่จะกำมือให้แน่น ต้องสูดลมหายใจให้ลึกถึงสะดือ กลั้นลมหายใจนั้นไว้สักครู่ จึงค่อยๆระบายออก พร้อมการผ่อนคลายนิ้วมือ
ท่านี้ บำรุงปอด
ท่าที่ 3
กำมือหลวมๆไว้ข้างตัว ค่อยๆกำให้แน่น โดยมีนิ้วหัวแม่มืออยู่ภายในอุ้งมือ เหยียดแขนให้งอนิดหน่อยช้าๆ นิ่งสักอึดใจแล้วคลายกำมือออกอย่างช้าๆ แล้วเริ่มใหม่
***ท่าที่สามนี้ต่างกับท่าที่สองดังนี้
- เข่าตรง
- นิ้วหัวแม่มืออยู่ในอุ้งมือ และถูกกำแน่น
- เมือออกแรงที่แขน ศอกจะงอนิดๆ อกจะแอ่นเล็กน้อย
- เน้นที่กำมือ
- พลังคลื่นแห่งหัวใจทำการสูบฉีด
- คลื่นแห่งพลังนำอ๊อกซิเจนไปสู่หัวใจ จะรู้สึกหายใจสะดวก จังหวะการเต้นของหัวใจจะปกติ
ท่านี้ บำรุงลำใส้ใหญ่ ลำใส้เล็ก หัวใจ เยื่อมหุ้มสมอง และสร้างอุณภูมิให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น
ท่าที่ 4
ยืนตรง เท้าตรง กำมือหลวมๆ นิ้วหัวแม่มืออยู่ในอุ้งมือ ค่อยๆยกแขนขึ้นระดับไหล่ ตั้งฉากกับลำตัว
หันมือที่กำแน่นเข้าหากัน แขนตรงขนานกันตลอดเวลา
*** ระวังอย่าให้ลำตัวเคลื่อนไหวไปมา
- ค่อยๆกำมือให้แน่นสุดแรง หายใจเข้า
- นิ่งอยู่สักอึดใจหนึ่ง คลายมือออกช้าๆ หายใจออก
- แขนเคลื่อนลงข้างลำตัว หายใจลึกๆ สัก 3 ครั้ง เริ่มใหม่ต่อไป
ท่านี้ เพื่อให้อ๊อกซิเจนทำงานได้เต็มที่
ท่าที่ 5
ค่อยๆ เคลื่อนเท้าในท่าเตรียมพร้อมให้ชิดกัน กำมือหลวมๆ ยกแขนขึ้นสุดแขนอย่างช้าๆ หายใจเข้า
*** ระวังอย่าให้แขนแนบหู ขณะที่ยกขึ้น ให้เขย่งส้นเท้าขึ้นพร้อมกัน
- ส้นเท้าห่างพื้น 1 นิ้ว พร้อมกับกำมือให้แน่นสุดแรง
- ทั้งสามอิริยาบถนี้ ต้องทำในขณะเดียวกัยอย่างช้าๆ
- นิ่งอยู่สักอึดใจ ค่อยๆผ่อนคลายทั้งสามอิริยาบถพร้อมกัน
- หายใจออกช้าๆ แล้วเริ่มใหม่
ท่านี้ ทำให้หัวใจแข็งแรง
ท่าที่ 6
ให้เท้าทั้งสองที่แยกกันในท่าเตรียมพร้อม ค่อยๆเคลื่อนเข้าหากัน ห่างกัน 1 ฟุต ขนานกันอยู่
กำมือหลวมๆ นิ้วหัวแม่มืออยู่ข้างนิ้วชี้ ค่อยๆยกแขนขึ้นจนสุด แล้วงอศอกช้าๆ ให้มือกำอยู่หลวมๆ หันหน้าออก อยู่ระดับหูพอดี ห่างห
ค่อยๆ กำมือให้แน่นสุดแรง พร้อมกับออกแรงบีบที่ศอกพับช้าๆ สักอึดใจหนึ่ง ก็ผ่อนคลาย
ท่านี้ เป็นการยืดหดเส้นเอ็น บริเวณหัวไหล่ หลัง และหน้าอกถึงท้อง ทำให้ไม่อึดอัดหรือเมื่อย
ท่าที่ 7
กำมือหลวมๆ นิ้วหัวแม่มืออยู่ข้างนอก กางแขนทั้งสองตั้งฉากกับลำตัว ยื่นอกเล็กน้อย คว่ำมือที่กำอยู่ลงช้าๆ
ระวังแขนให้กางเสมอกัน ขณะที่กำมือแน่นสุดแรง ให้ยกปลายนิ้วเท้าทั้งหมดขึ้น ห่างพื้น 1 นิ้ว สักอึดใจหนึ่ง ค่อยๆผ่อนคลาย
*** ระวังถ้าไม่กำหนดสติให้ดี อาจหงายหลังได้ ท่านที่มีการทรงตัวไม่ปกติ โปรดหาที่วางมือ ที่กำลังคว่ำอยู่ขณะยกปลายนิ้วเท้า ก็จะปลอดภัย
ท่านี้ เป็นการสูบฉีดพลังแห่งคลื่นชีวิต และเลือดที่มีอ๊อกซิเจนสูงกว่าปกติ เพราะหายใจลึกๆ เข้าสู่อวัยวะภายใน
ท่าที่ 8
ท่านี้คล้ายท่าที่ 4
ค่อยๆ เคลื่อนเท้าให้ชิดกัน กำมือหลวมๆ ให้นิ้วหัวแม่มืออยู่ในอุ้งมือ ยกแขนไปข้างหน้าช้าๆ ตั้งฉากกับลำตัว
กำมือแน่นจนสุดแรง พร้อมกับเขย่งเท้าให้พ้นพื้น ประมาณ 2 นิ้วกว่าๆ สักอึดใจหนึ่ง ค่อยๆผ่อนคลาย
*** ระวังอย่าให้ตัวโงนเงน เอนไปข้างหน้า หรือหงายไปข้างหลัง จะไม่ได้ผล
ท่านี้ พลังแห่งคลื่นชีวิต สามารถนำเลือดเดินไปทั่วตัว อ๊อกซิเจนที่หายใจลึกๆ ก็มีส่วนช่วยให้เลือดถูกฟอกสะอาดอย่างมาก
ท่าที่ 9
- ค่อยๆ เคลื่อนเท้าประชิดกัน
- นิ้วหัวแม่มืออยู่ในอุ้งมือ กำไว้หลวมๆ
- ค่อยๆยกมือขึ้นจนถึงหน้าท้อง
- งอศอกช้าๆ ยกมือขึ้นถึงแก้ม
- ค่อยๆกำมือให้แน่นจนสุดแรง ประหนึ่งว่ายกของหนัก
แขนส่วนบนและล่าง ก็พลอยออกแรงไปด้วย เคลื่อนกำมือเข้าใกล้กันระหว่างจมูก ห่างกันประมาณ 3 นิ้ว สักอึดใจหนึ่ง ค่อยๆ ผ่อนคลายออก แล้วเริ่มใหม่
ท่านี้ จะช่วยให้มีแรงมากขึ้น
ท่าที่ 10
- กำมือหลวมๆ ให้นิ้วหัวแม่มืออยู่ในอุ้งมือ
- หันหน้ามือออก ค่อยๆ ยกแขนขึ้นตั้งฉากกับลำตัวและต้นแขน
- ค่อยๆ กำมือแน่นจนสุดแรง
ส่วนแขนออกแรงดุจกำลังเทินของหนักมากๆ อึดใจไว้สักครู่ ค่อยๆ ผ่อนคลาย
ท่านี้ เป็นการเพาะกำลัง
ท่าที่ 11
- ค่อยๆ เคลื่อนเท้าทั้งสองให้ชิดกัน กำมือหลวมๆ นิ้วหัวแม่มืออยู่ข้างนิ้วชี้
- ยกมือที่กำอยู่ขึ้นช้าๆ จนถึงสะดือ
- มือกำไว้หลวมๆ หันเข้าท้องน้อย ห่างกัน 1 นิ้ว
- ค่อยๆยกนิ้วหัวแม่มือขึ้นสุดแรงเช่นกัน
ในขณะที่เริ่มกำมือให้แน่น ให้หายใจเข้าลึกๆ จนถึงท้อง สักอึดใจหนึ่ง ค่อยๆผ่อนคลาย ขณะเดียวกัน ก็ผ่อนคลายลมหายใจออกมาทางปากจนหมด ทำให้ได้เก้าครั้ง ลมหายใจ จะสะอาดหมดกลิ่นเหม็น
ท่านี้ เพื่อระบายพิษออกมา เป็นการฝึกลมปราณให้ขึ้นลงตามที่จิตสั่ง เป็นท่าเดียวที่เปิดปากได้
ท่าที่ 12
- ค่อยๆเคลื่อนเท้าประชิดกัน
- ยกแขนขึ้นไปข้างหน้าช้าๆ ตั้งฉากกับลำตัว
- แบมือ ให้แขนทั้งสองห่างกับเท่ากับไหล่
ขณะยกแขนขึ้น ให้เขย่งส้นเท้าไปด้วยพร้อมกัน ห่างพื้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สักอึดใจหนึ่ง ค่อยผ่อนคลาย จนส้นเท้าแตะพื้น ให้กระดกปลายนิ้วขึ้น ห่างพื้นสัก 1 นิ้ว แล้วค่อยๆ ให้ปลายนิ้วแตะพื้น ทำอย่างนี้ 12 ครั้ง ต่อไปจะเดินทน มือเท้าเชื่อฟังดี
***สุดท้ายให้แขนอยู่ในท่าเดิม เขย่งส้นเท้าอีกเมื่อส้นเท้าแตะพื้น ให้กระดกปลายนิ้วเท้าทันที แล้วค่อยๆ แตะพื้นอย่างช้าๆ ทำเช่นนี้ 12 ครั้ง
"รู้รักษาตัวเป็นยารักษาโรค เส้นเอ็นแข็งแรง กระดูกแข็งแกร่ง"
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 27-01-13 เมื่อ 18:18

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #7  
เก่า 27-01-13, 17:55
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

ท่าที่ 1
นั่งตัวตรงกับพื้น ไม่ควรใช้เบาะหรือสิ่งอื่นรองนั่ง จะทำให้ตัวเอียงไปมา ไม่เกิดดุลยภาพเป็นผลเสียต่อเส้นเอ็น ที่จะพลิกตามไป ทำให้เกิดอาการเคล็ดขัดยอกได้
ตำรานี้ไม่นิยมการนั่งสมาธิราบ แต่ต้องขัดสมาธิเพชร คือหลังเท้าขวาทับขาซ้าย หลังเท้าซ้ายทับขาขวา สองมือวางบนเข่า ค่อยๆกำมือให้แน่นเข้า ให้หัวแม่มืออยู่ด้านนอกของนิ้วทั้งหมด
- การหายใจเข้าช้าๆ ต้องสัมพันธ์กับการกำมือให้แน่นเข้า ช้าๆพร้อมกัน
- การหายใจออกช้าๆ ต้องสัมพันธ์กับการคลายมือ ช้าๆพร้อมกัน
ผู้ที่ยังฝึกขัดสมาธิเพชรไม่ได้ อนุโลมให้นั่งสมาธิราบไปพลาง แต่ต้องหัดทำสมาธิเพชรทุกวัน เมื่อทำได้แล้วอีก 11 ท่า ก็ทำได้เช่นกัน
ท่านี้ เน้นการตั้งจิตให้เป็นสมาธิ

ดูจุดแป๊ะหวย คลิกที่นี่
ท่านี้ ช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตคล่องตัว หลุดพ้นอาการปวดเมื่อย ปวดหัว ตามัว เวียนหัว เป็นไข้บ่อยๆ

ท่าที่ 2
นั่งอย่างสงบนิ่งตรงอย่างสมดุล เริ่มคลายมือที่กำอยู่ในท่าที่ 1 ออก ยกแขนขึ้นช้าๆ ทำมุมฉากกับลำตัว หงายมือไว้แล้วเคลื่อนแขนไปด้านหลัง ประสานมือทั้งสองไว้ที่ท้ายทอยแบนใบหู เชิดคางนิดหน่อย หน้าอกก็จะยึดได้เต็มที่ แขนทั้งสองอยู่ในลักษณะสามเหลี่ยม
เริ่มใช้จินตนาการเดินลมปราณ ตั้งต้นจากจุดตันเถียนกลาง แล่ยตรงผ่านในกลางสะดือไปถึงเยื่อหุ้มหัวใจ ผ่านลูกกระเดือก แล่นตรงไป กลางกระหม่อม หยุดไว้อึดใจหนึ่ง
แล่นต่อไปตรงๆ ผ่านจุดแป๊ะหวย ไปทางท้ายทอย ผ่านกระดูกสันหลังลงไปก้นกบ แล้วผ่านระหว่างจุดทวารหนัก ไปทวารเบา (ตันเถียนล่าง) จนถึงใต้สะดือซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น ครบหนึ่งวงจรของพลังชีวิต หยุดสักอึดใจ เริ่มทำใหม่ให้ครบ 3 ครั้ง ก็หยุดพักได้
จินตนาการนี้ ฝึกไปทุกวันๆ นานไป ก็จะกลายเป็นจริงได้ สังเกตจากเส้นทางที่คลื่นพลังชีวิต แล่นเป็นกระแสไปตามจิตสั่งนั้น จะมีความร้อนน้อยๆ เกิดขึ้นก่อน เวลาเดินลมปราณ พลังชีวิตจะพาโลหิต ไหลไปตามทิศทางที่กำหนดให้ ผู้ฝึกจะรู้สึกได้เองว่า เป็นความร้อนที่สบายๆ ยิ่งนัก เกิดความสดชื่นกระปี้กระเปร่า หลังฝึกเสร็จแล้ว ต่อไปต้องการให้พลังชีวิตนำโลหิตไปเลี้ยงอวัยวะใดหรือเส้นเอ็นใดก็ได้ดังใจ
ท่าที่ 3
ทุกครั้งที่ฝึกหมดไปท่าหนึ่ง ก็ให้ขัดสมาธิเพชร กำมือไว้บนหัวเข่าทุกครั้งไป
เริ่มเหยียดขาให้ตรง เท้าตั้งตรงชิดกัน
- ค่อยๆ ขยับแขนทั้งสองยืดตรงไปข้างหน้าขนานกับเท้า โน้มตัวไปข้างหน้า โอบเท้าทั้งสองไว้อย่างช้าๆ และอย่าให้เอียง
- เริ่มใช้มือที่โอบอยู่ดึงเท้าเข้าหาตัว เท้าทั้งสองก็ต้านมือไว้ อย่างสุดแรง นิ่งอยู่อึดใจหนึ่ง ค่อยๆหายใจออกพร้อมทั้งคลายทั้งมือออก แล้วหยุดพัก
*** อย่าเผลองอเข่า หรือเอียงไปมา
ท่านี้ จะทำให้เอวอ่อน หลังไม้แข็ง ทำให้ไตแข็งแรง
ท่าที่ 4
- ขัดสมาธิเพชร กำมือบนเข่าตามเดิม
- ค่อยๆยกแขนขึ้น หงานมือประสานกันเหนือศีรษะ
- เริ่มเดินลมปราณจากจุดเริ่มต้น คือจุดตันเถียนกลาง แล่นตรงผ่านสะดือ แล้วแยกซ้ายขวา ไปสู่แขนทั้งสอง แล่นไปจนสุดปลายนิ้วแต่ละนิ้ว
นิ่งอยู่สักอึดใจหนึ่ง จึงค่อยๆ ปล่อยแขนลงสู่ท่าเดิม
ท่านี้ ทำให้เส้นเอ็นตามลำแขนแข็งแรง
รักษาอาการเจ็บปวดเคล็ดขัดยอก
ท่าที่ 5
- ค่อยๆ เหยียดขาตรงไปข้างหน้า ห่างกันพอสมควร
- แขนทั้งสองไปด้านหลัง ประสานมือไว้ที่ก้นกบ หันฝ่ามือแนบเนื้อ
เริ่มใช้สองมือประสานกัน ถูขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจ ถูขึ้นหายใจเข้า ถูลงหายใจออก ถูแรงๆ ช้าๆ ให้แขนและไหล่ยกขึ้นลงตามจังหวะของมือ แล้วเดินลมปราณ ไปตามมือและเส้นเอ็นบริเวณหลัง จะเกิดความร้อนผ่าวไปด้วย จะรูสึกสบาย
ท่านี้ ป้องกันไข้หวัด แรกเป็นจะหายได้เองไม่ต้องพึ่งยา และทำให้กล้ามเนื้อหลังทั้งหมดแข็งแรง มีภูมิต้านทานความเย็นที่จะจู่โจม
ท่าที่ 6
นั่งในท่าเดิม
- ค่อยๆเคลื่อนแขนมาที่หน้าท้อง สองมือประสานใต้สะดือ
- เริ่มเดินลมปราณจากจุดตันเถียนกลาง แล่นสู่อวัยวะเพศ
หยุดนิ่งสักอึดใจ เริ่มเดินลมปราณกลับสู่จุดเดิม พร้อมกับออกแรงดึงมือที่ประสานกันอยู่ โดยมิให้หลุดออกจากกัน แล้วนิ่งสักอึดใจหนึ่ง ค่อยๆผ่นคลายอย่างช้าๆ
ท่านี้ ทำ 12 ครั้ง หากเป็นชาย สามารถควบคุมอารมณ์เพศได้ อย่างฉับพลัน ป้องกันการกระทำทางเพศชั่ววูบได้ หากเป็นหญิง จะไม่มีโรคอันเกิดจากบริเวณช่องคลอด มดลูก รังไข่ และทางเดินปัสสาวะ รักษาครรภ์ด้วย
ท่าที่ 7
นั่งท่าเดิมไม่ไหวติง
- ค่อยๆเคลื่อนมือไปที่ข้างลำตัว หัวแม่มืออยู่ในอุ้งมือ ปลายนิ้วทั้ง 4 อยู่ด้านหน้า เหยียดตรง
- เริ่มหายใจแผ่วๆ ช้าๆ กดมือลงแนบพื้น ให้แขนออกแรงมากกว่าแรงกดของมือ ทำท่าว่าจะยกลำตัวท่อนบนขึ้นจากพื้น แต่เป็นเพียงจินตนาการเท่านั้น
เพื่อให้ลมปราณเดินไปตามบริเวณหน้าอก อึดใจสักครู่ ก็ค่อยๆผ่อนคลายแรงทั้งหมด พร้อมทั้งหายใจออกช้าๆ จิตไปอยู่ที่เดิม หยุดพักสักอึดใจ เริ่มต้นใหม่ 12 ครั้ง
การกำหนดให้พลังชีวิตแล้นไปพร้อมกับโลหิต หยุดนิ่งบริเวณหน้าอก ก็เพื่อให้โอกาสอ๊อกซิเจนทำงานในบริเวณนี้นานกว่าธรรมดา
ท่านี้ ทำให้ไม่มีความอึดอัดหลงเหลืออยู่
ป้องกันโรคบริเวณทรวงอก ปอดและหัวใจ
ท่าที่ 8
- นั่งนิ่งๆ ในท่าเดิม หายใจเข้าลึกๆ ค่อยๆเคลื่อนแขนข้างหน้าแนบมือทั้งสองลงบนฝ่ามือ ปลายนิ้วชิดกัน ค่อยๆ หายใจออก
- เริ่มเดินลมปราณ พร้อมทั้งออกแรงที่แขน เพื่อให้ฝ่ามือกดฝ่าเท้าได้แนบสนิท ลมปราณเดินจากตันเถียนกลาง แล่นผ่านหัวเหน่า แล้วเวียนกลับสู่ที่เดิม หยุดพักหนึ่งอึดใจ
- ขั้นที่สาม เริ่มจากจุดเดิม ตันเถียนกลาง ชายเลี้ยวซ้ายลงเอว หญิงเลี้ยวขาวลงเอว วนรอบเอวหนึ่งรอบ กลับสู่จุดเดิม หยุดพักอึดใจหนึ่ง เริ่มต้นใหม่ ให้ได้ 9 ครั้ง
*** ผู้หญิง ให้วบขวาทุกกรณี ห้ามย้อนศรเป็นอันขาด
ท่านี้ จะทำให้ท้องแข็งแรง ถูกชกไม่เจ็บ หัวเข่าใช้งานได้ดี
ท่าที่ 9
นั่งในท่าเดิม
- ค่อยๆ ยกแขนขึ้น มือจับบ่าไว้
- เริ่มออกแรงบีบบ่า พร้อมกับเดินลมปราณจากจุด ตันเถียนกลาง ไปสู่บริเวณหลังและไหล่ที่มือบีบอยู่ สักอึดใจหนึ่ง ก็ผ่อนคลายเอาแขนลงได้
- เหยียดขาไปด้านหน้า หยุดพักสักครู่
ท่านี้ ทำให้บริเวณไหล่ไม่ปวดเมื่อย ไม่เคล็ดขัดยอก
ไม่มีสิ่งตกค้างที่ จะทำให้เกิดปัญหาในภายหน้า
ท่าที่ 10
- คุกเข่า นั่งบนหลังเท้าที่แนบกับพื้น
- ค่อยๆ ยกแขนขึ้น มือจับราวนม
- เดินลมปราณจากจุดเดิมให้ไปบริเวณราวนม
- จินตนาการให้พลังชีวิตนำโลหิตเข้าสู่นมทั้งสองข้าง อย่างหนาแน่น
อึดใจสักครู่ แล้วจึงค่อยๆ ผ่อนคลาย ปล่อยจิตกลับสู่ที่ ตุนเถียนกลาง ทำดังนี้ 9 ครั้ง
ท่านี้ ป้องกันโรคมะเร็งที่ผู้หญิงเป็นกันมากในเวลานี้
ท่าที่ 11
- คุกเข่าในท่านั่ง
- มือทั้งสองข้างเคลื่อนไปวางไว้ที่หัวเข่า
- เริ่มหงายหลังให้ศีรษะแหงนตามจนต่ำสุดเท่าที่ทำได้
- เดินลมปราณจากจุด ตันเถียนกลาง ผ่านสะดือ แล่นสู่หัวใจ แล่นต่อถึงลูกกระเดือก
แล้วสงบนิ่ง สักอึดใจหนึ่ง จึงค่อยๆผ่อนคลาย ตั้งตัวตรง จิตจับอยู่จุดเดิม ทำเช่นนี้ 9 ครั้ง
ท่านี้ เป็นประโยชน์มากสำหรับ ผู้ที่เจ็บคอบ่อยๆ
เป็นการป้องกันโรคที่เกิดกับคอ
ท่าที่ 12
- นั่งในท่าสมาธิเพชร
- สองมือประกบกัน ถู 72 ครั้ง จนร้อนจัด
- เคลื่อนแขนมาแนบหลัง ยกชายเสื้อขึ้น สองมือแนบบั้นเอว
- หมุนมือ จากซ้ายไปขวา ถูจากบั้นเอวลงสู่ก้นกบ จากก้นกบสู่บั้นเอว 72 ครั้ง
แล้วเปลี่ยนหมุนมือจากขวาไปซ้ายถูอีก 72 ครั้ง
จบกระบวนท่า
ท่านี้ ทำให้บริเวณบั้นเอวถึงก้นกบไม่เย็น ไม่เป็นโรคขัดหนัก
ฝึกทุกวันทำให้เส้นเอ็นบริเวณนี้แข็งแรง ลุกเดินเหินคล่องตัว


ที่มา кǹҷͧ : ҧ䢡д١
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 27-01-13 เมื่อ 18:23

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #8  
เก่า 27-01-13, 18:34
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

การฝึกลมปราณ

ความจำเป็นของการฝึกหายใจให้ถูกต้อง หากเราสามารถฝึกหายใจคือหายใจในระดับของเซลล์ ซึ่งจะทำให้เซลล์ได้รับออกซิเจนอย่างเต็มที่ การทำงานของเซลล์ต่างๆย่อมที่จะมีประสิทธภาพ เมื่อเซลล์ภายในตัวเราแข็งแรง ร่างกายเราย่อมมีอายุยืนยาวไปด้วย เต็มไปด้วยความกระชุ่มกระชวย อ่อนเยาว์อยู่เสมอ หรือเรียกว่าแก่ช้า เพราะว่าเซลล์ในตัว เราเสื่อมช้า

ลักษณะการหายใจที่ถูกต้อง

การหายใจที่ถูกต้องจะมีลักษณะคือ กล้ามเนื้อซี่โครงผายออก ทรวงอกขยาย ไหล่ยกขึ้นเล็กน้อย ท้องป่องออก กล้ามเนื้อกระบังลมดระดับลงในช่องท้อง แต่ขณะที่หายใจออก ท้องจะแฟบลง ไหล่และทรวงอกก็จะลดลงด้วย

ประโยชน์ของการหายใจอย่างถูกต้อง

- เป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่งที่จะทำให้ร่างกายกลับคืนสู่ความเป็นหนุ่มสาว
- ช่วยให้อาหารในเลือดอุดมขึ้น ช่วยส่งเสริมการไหลเวียนของร่างกาย
- ทำให้ปอดแข็งแรง และสามารถป้องกันอาการหลอดลมอักเสบได้
- ช่วยขยายช่องระหว่างกระดูกกับเส้นเอ็นให้กว้างขึ้น ช่วยลดความกดดันที่ปอดกับขั้วหัวใจที่ต้องรับอยู่ให้น้อยลง
- ทำให้ช่วงไหล่กว้างขึ้น ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย
- ทำให้กระดูกสันหลังยาวขึ้นได้ หากอยู่ภายในอายุที่เหมาะสม ก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก
- ช่วยให้อวัยวะส่วนที่ใช้ในการเคลื่อนไหวของร่างกายเจริญเติบโตได้อย่างถูก สุขลักษณะ ทำให้ความเคลื่อนไหวต่างๆเป็นไปอย่างสมดุลและสวยงาม
- ทำให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น และช่วยบำรุงเซลล์ที่ได้รับความเสียหายด้วย
- ทำให้เลือดบริสุทธิ์ ทำให้ร่างกายดูดซึมอาหารที่ย่อยหมดแล้วไปบำรุงเลี้ยงร่างกายได้เต็มที่
- การหายใจลึกนี้ จะทำให้ส่วนที่เป็นร่องลึกแถวลำคอเต็มขึ้นมาได้ และยังสามารถเพิ่มเม็ดโลหิตแดง ทำให้ใบหน้าระเรื่อสวยงาม ป้องกันโลหิตจางได้
ในความจริงแล้ว เราสามารถที่จะฝึกหายใจลึกๆได้ในทุกโอกาสที่ว่างเช่นเวลาคอยรถเมล์ คอยโทรศัพท์ เวลาขับรถ เวลาที่คอยอาหาร

การเตรียมตัวก่อนฝึกปราณยาม

1. ยืนตรงไม่เกร็งตัว หายใจออก แล้วแขม่วท้องให้แฟบ เพื่อให้ลมหายใจออกให้หมด
2. เริ่มหายใจเข้าช้าๆ เพื่อให้ลมหายใจถูกสูดเข้าไปในปอดมากที่สุด เมื่อรู้สึกว่าเต็มปอด ทรวงอกจะขยายพองออก ท้องป่องออก ไหล่ยกขึ้นเล็กน้อย ขณะหายใจเข้านับในใจ 1-10
3. ค่อยๆยกมือทั้งสองขึ้นเหนือศรีษะช้าๆ ขณะเริ่มหายใจเข้าปอด เมื่อมือบรรจบกัน ให้กลั้นหายใจไว้ แล้วนับช้าๆ 1-10
4. เมื่อหายใจออกให้ลดมือลง ทำช้าๆนับในใจ1-5 หรือเท่าจำนวนครั้งที่นับเมื่อหายใจเข้า พยายามบีบทรวงอกและแขม่วท้องให้ลมหายใจออกไปมากที่สุด
ปฏิบัติเช่นนี้ 5 รอบ หรือ 10 รอบก็ได้ แม้ในยามที่ไม่ฝึกปราณหรือโยคะ เราก็สามารถที่จะปฏิบัติวิธีนี้ได้ ตอนตื่นนอนตอนเช้าตรู่ และก่อนเข้านอนทุกคืนก็ได้ แต่ควรปฏิบัติในที่มีอากาศถ่ายเทเท่านั้น
ตัวอย่างปราณยามที่ควรปฎิบัติ

นัทกิ ปราณยาม

คุณประโยชน์ เพิ่มพลังประสาท ทำความสะอาดรูจมูก บำบัดอาการไอและไข้หวัด บำบัดอาการปวดศรีษะ คลายเครียด ทำให้จิตใจผ่อนคลาย
วิธีปฏิบัติ ทำจิตใจให้สงบ ทำจิตใจให้สงบ นั่งขัดสมาธิ ตัวตรง หลังตรง และไม่เกร็งคอ
1. ใช้นิ้วหัวแม่มือปิดรูจมูกขวา หายใจเข้าทางรูจมูกซ้ายๆ ช้าๆ อย่าให้เกิดเสียง
2. ใช้นิ้วนางและนิ้วก้อยปิดรูจมูกซ้าย แล้วจึงเปิดรูจมูกขวา พร้อมกับหายใจออกช้าๆอย่าให้มีเสียง
3. นิ้วนาง นิ้วก้อย ยังคงปิดรูจมูกซ้าย หายใจเข้าช้าๆทางรูจมูกขวา
4. ใช้นิ้วหัวแม่มือปิดรูจมูกขวา แล้วหายใจออกทางรูจมูกซ้าย
5. นี่เรียกว่าครบหนึ่งรอบ ให้ทำเช่นนี้สามรอบ โดยจำง่ายๆ ว่า หายใจเข้ารูซ้ายออกขวา หายใจเข้ารูขวา ออกซ้าย ดังนี้ อย่าลืมว่าทำช้าๆ ไม่หายใจให้มีเสียงดัง

สุริยะ บัณฑะ ปราณยาม

คุณประโยชน์ ช่วยเพิ่มน้ำดี ขจัดแก๊ส ช่วยขับเสมหะ ทำความสะอาดเลือด ทำให้ระบบย่อยอาหารแข็งแรง เพิ่มพลังความร้อนให้แก่ร่างกาย เพิ่มความกระปี้กระเปร่า ชะลอความแก่

วิธีปฏิบัติ
นั่งสมาธิตัวตรงไม่เกร็ง หลับตาสบาย ไม่ควรทำในขณะอากาศร้อนจัด
1. ใช้นิ้วนาง(ข้างขวา) ปิดรูจมูกซ้าย หายใจเข้าทางรูจมูกขวาอย่างแรง แล้วกลั้นลมหายใจไว้สักครู่
2. กดหัวแม่มือ ปิดรูจมูกขวา แล้วหายใจออกทางรูจมูกซ้าย หายใจออกแรงๆ
3. การหายใจเข้าออกต้องทำอย่างรวดเร็ว และหายใจแรงๆ ต้องทำอย่างนี้สลับกัน 5 รอบ โดยจำว่าตอนหายใจเข้า รูจมูกขวาแรงๆ ออกรูจมูกซ้ายแรงๆ
อย่าลืมเมื่อหายใจเข้าแล้ว กลั้นไว้สักครู่ จึงหายใจออกมา
4. เมื่อปฏิบัติครั้งต่อไป ให้เพิ่มจาก 5 รอบ เป็น 10 รอบ จนถึง 20 รอบก็ได้

จันทรา บัณฑะ ปราณยาม

คุณประโยชน์ ช่วยลดความร้อนในร่างกาย บำบัดโรคหัวใจ ลดการไหลเวียนของน้ำดี ขจัดอาการเฉื่อยชา ขี้เกียจ
วิธีปฏิบัติ นั่งขัดสมาธิตัวตรง หลังตรง ไม่เกร็ง
1. ใช้นิ้วหัวแม่มือข้างขวา ปิดรูจมูกขวา หายใจเข้าแรงๆ ทางรูจมูกซ้าย แล้วกลั้นหายใจไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทนได้ เพื่อส่งลมปราณไปให้ทั่วร่าง
2. ขณะกลั้นลมหายใจ ใช้นิ้วนาง และนิ้วก้อยปิดรูจมูกซ้ายอีก เท่ากับว่าปิดทั้งสองรูจมูกแล้ว
3. เปิดรูจมูกขวา แล้วหายใจออกช้าๆ เบาๆ ให้นานๆ
4. ไม่ต้องทำสลับกัน ให้เริ่มอีกในรอบที่สอง ด้วยการปิดที่รูจมูกขวา หายใจเข้ารูจมูกซ้าย กลั้นไว้ แล้วปล่อยออกทางรูจมูกขวา แล้วเริ่มใหม่ตามข้อ 1 อีก
ทำเช่นนี้ 5-10 รอบก็ได้

อุจจายิ ปราณยาม

คุณประโยชน์ ช่วยฟอกเลือด ทำความสะอาดปอด และลำคอ และทรวงอก ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น
วิธีปฏิบัติ นั่งขัดสมาธิตัวตรง ไม่เกร็ง จะลืมตาหรือหลับตาก็ได้
1. หายใจเข้าทางรูจมูกทั้งสองข้างอย่างเต็มที่ ขณะหายใจเข้าให้กดลิ้นไว้ที่บนเพดานปาก และปิดกล่องเสียงไว้
2. เมื่อหายใจเข้าเต็มที่ ซี่โครงจะขยาย จะเกิดเสียงหายใจเข้าดังแผ่วๆช้าๆ
3. เมื่อหายใจเข้าแล้ว กลั้นลมหายใจไว้ให้นานที่สุด เท่าที่จะนานได้ ขณะกลั้นลมหายใจ อาจนับในใจประมาณ 10 วินาทีก็ได้
4. ระหว่างกลั้นลมหายใจไว้ ต้องไม่เกร็งตัว ใบหน้าและท้องต้องให้รู้สึกผ่อนคลาย
5. ปิดรูจมูกขวา หายใจออกช้าๆทางรูจมูกซ้าย ยังคงกดลิ้นไว้บนเพดาน และปิดกล่องเสียงไว้ ถ้าเริ่มฝึกครั้งแรกๆ จะหายใจออกทางรูจมูกทั้งสองข้างก่อนก็ได้
6. การหายใจออกต้องค่อยๆปล่อยลมออกช้าๆให้ยาวนานกว่าการหายใจเข้า
7. เริ่มรอบใหม่อีกครั้ง ปฏิบัติให้ได้ 10 - 15 รอบ

จาก หนังสือ ธรรมชาติบำบัด กับสุขภาพ เรียบเรียงโดย ธรรมปราโมทย์

ที่มา ::: ��ý֡���ҳ
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 2 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #9  
เก่า 27-01-13, 19:10
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

ลมปราณรักษาสุขภาพ

ทุกครั้งที่พลังในร่างกายเกิดความปั่นป่วน เนื่องด้วยความไม่สมดุลของธาตุในร่างกาย หรือเหตุอันใดก็ตาม ผมจะใช้วิธีเดินลมปราณเช่นนี้ ซึ่งปฏิบัติมากว่าสองปีแล้ว เมื่อได้ทำแล้วความปั่นป่วนก็หาย จิตก็สงบ พลังลมปราณก็ใหญ่ขึ้นตามกาลเวลา


ทั้งหมดที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นวิธีปฏิบัติของผม ไม่ได้มีเจตนาในการอวดรู้แต่ประการใด
ที่มาที่ไปของลมปราณรักษาสุขภาพ


- พลังลมปราณเย็น

ตั้งอยู่ที่ตำแหน่งเหนือสะดือสองนิ้ว เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีเดินลมปราณไทเก็กก็คือตำแหน่งหยิน เป็นต้นกำเนิดพลังลมปราณเย็นหรือพลังเหนี่ยวนำ พลังหยินเกิดจากการฝึกฝนสมาธิจิต โดยวิธี เผ่ง มองสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างมุ่งมั่น ซึ่งเหมือนกับกับการฝึกกสิณในพุทธศาสนา

- พลังลมปราณร้อน

ตั้ง อยู่ที่ท้องน้อย หรือตำแหน่งหยาง ซึ่งหมายถึง พลังซ่อนเร้น, พลังที่บ้าคลั่ง, เกรี้ยวกราดโหดร้าย ไม่อาจควบคุม เป็นพลังที่ใช้กันอยู่ปกติในชีวิตประจำวัน

เมื่อ ฝึกพลังลมปราณหยินชำนาญ จะสามารถชักนำพลังงานซ่อนเร้นต่างๆที่อยู่ในร่างกายมาใข้งาน ในที่นี้ก็คือพลังงานลมปราณร้อน ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่ตำแหน่งหยาง(ท้องน้อย) นั้นเอง พลังซ่อนเร้นที่ไม่อาจควบคุมต้องอาศัยกำลังของจิตที่เย็น(หยิน)และสงบเป็น ตัวควบคุม เมื่อทำเช่นนั้นได้ ชีวิตก็จะมีแต่ความแข็งแรง มีพลังอย่างไม่สิ้นสุด เพราะเมื่อร้อนและเย็นเกิดสมดุล สุขภาพร่างกายก็จะแข็งแรง

การที่จะควบคุมพลังร้อนและเย็นได้นั้น ต้องอาศัยกำลังของสมาธิ(ฌาน) ด้วยวิธีกำหนดลมหายใจเข้าออก(อานาปานสติ) เมื่อมีระดับของฌานที่เข้มแข็ง การควบคุมลมปราณก็จะง่าย สามารถควบคุมลมปราณให้เคลื่อนไปไหนก็ได้ตามใจปารถนา


ขั้นตอนการปฏิบัติ
  1. ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วน
  2. หลับตาเบาๆอย่ากดเปลือกตา
  3. หายใจเข้าออกตามวิธีปฏิบัติของอานาปานสติ หายใจเข้ารู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกก็รู้ว่าหายใจออก หายใจสั้นยาวก็รู้
  4. เมื่อ จิตเป็นสมาธิดีแล้ว ให้ขมิบรูทวาร แล้วหายใจเข้าเต็มปอด ให้เสมือนมีลมหายใจอัดแน่นอยู่ที่ท้องน้อย อั้นจนรู้สึกทนไม่ไหวก็ให้ปล่อยลมหายใจออกช้าๆ ควรทำอย่างน้อย 2-3 ครั้ง
  5. หลังจากนั้นให้กำหนดเป็นนิมิตกลมสว่างที่ตำแหน่งท้องน้อย
  6. เมื่อหายใจเข้าลมหายใจ เคลื่อนผ่านจมูก อก เข้าไปยังตำแหน่งศูนย์กลายกายพร้อมกับดวงนิมิตกลมสว่าง(พลังลมปราณ)จากท้อง น้อยวิ่งก็เข้าหาศูนย์กลางกายเช่นกัน(ตามรูป2)
  7. เมื่อหายใจออก ลมหายใจย้อนกลับผ่านอก ออกทางปลายจมูก และ กลุ่มของนิมิตสว่าง(ลมปราณ)เคลื่อนกลับไปยังท้องน้อย (ตามรูป3)
***ถ้ามีกำลังของฌานสูง การที่จะบังคับควบคุมพลังลมปราณให้เคลื่อนไหวดังใจปรารถนานั้นง่ายมาก


ทำ เช่นนี้หลายๆรอบ เมื่อทำจนชำนาญ ทิศทางการเคลื่อนที่จะชัดเจนมากขึ้น และกลุ่มพลังลมปราณก็จะใหญ่ขึ้นด้วย ได้มีผู้รู้แนะนำให้ผมดึงลมปราณนี้มาใช้ในการนวดรักษาคน ซึ่งท่านได้แนะนำวิธีการดึงลมปราณมาใช้ ซึ่งผมได้นำมาประยุกต์ใช้กับลมปราณจักวาล ทำให้เกิดมีพลังความร้อนขึ้นที่ฝ่ามือได้ ใช่้นวดรักษาคนตามกำลังที่มี ซึ่งยังต้องรอดูความสำเร็จในอนาคตว่า จะได้ผลตามที่คาดหวังหรือไม่อย่างไร

รูปที่ 1




รูปที่ 2




รูปที่ 3



ที่มา ::: https://sites.google.com/site/chamcharat2/breath

รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-การฝึกลมปราณ-%E0%B8%82%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B9%87%E0%B8%991-jpg   อภิญญา-การฝึกลมปราณ-%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B22-jpg   อภิญญา-การฝึกลมปราณ-%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%813-jpg  

__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
  #10  
เก่า 30-01-13, 19:45
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

วิธีแก้ไขอาการที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างฝึกลมปราณและฝึกสมาธิ

1. อาการเจ็บท้องน้อย แน่นหน้าอก
ท่าน ที่ฝึกใหม่ๆนั้น ปฏิบัติแล้วรู้สึกว่าปวดเสียวหน้าอกเกร็งหน้าท้อง แต่พอผ่านพ้นการปฏิบัติ 3 ครั้งแล้วท่านจะรู้สึกว่าปฏิบัติแล้วโล่งอก ร่างกายสดชื่น
ขณะเดียวกัน ระหว่างหายใจเข้าออกนั้น จิตใจรีบเร่งใช้แรงบีบประสาทเกร็งกล้ามเนื้อเบ่งอกอย่างแรง เมื่อหายใจเข้ารวมทั้งเกร็งกล้ามเนื้อท้องน้อยตึงอย่างกับหน้ากลองแล้ว จะเกิดอาการแน่นหน้าอกปวดชายโครงทั้งสองข้าง ศีรษะมึนชา เหน็ดเหนื่อยง่าย
วิธี แก้ไข ขอให้ท่านผ่อนคลายการบีบเกร็งกล้ามเนื้อ หายใจตามปรกติสักครู่หนึ่ง ก็จะหายจากอาการปวด และรอจนกว่าหายจากอาการเครียดทางประสาทก่อนจึงปฏิบัติต่อไป

ต้อง เข้าใจว่า การฝึกลมปราณนี้ มีพื้นฐานจากการฝึกสมาธิให้ใจสงบ และใช้กระแสความนึกคิดเป็นสื่อชักนำอากาศเข้าออกอย่างมีระเบียบ ไม่ได้ใช้แรง(กำลังคน ) ชักดึงลาก โดยมีสูตรว่า ใช้กระแสจิตแห่งความนึกคิดชักนำลมหายใจ โดยให้กระแสจิตแห่งความนึกคิด ผสม ผสานกลมกลืน ร่วมกับลมหายใจกรอกเติมสู่จุด “ ตั้งช้าง ”

2. เหงื่อออก
ระหว่าง ที่ฝึกสมาธิเริ่มเข้าสู่ความสงบ หรือ ระหว่างฝึกลมปราณ กระแส “ กลุ่มไออุ่น ” โคจรนั้นธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในร่างกายได้ปรับจนเริ่มเสมอกันและจะขับเหงื่อออกมา หลายท่านจึงรู้สึกเหงื่อออก เริ่มตั้งแต่กระดูกสันหลังขึ้นไปจนถึงศีรษะ ถ้าฝึกจนครบรอบการโคจรการหมุนเวียนของลมปราณหลายรอบแล้ว จะมีเหงื่อออกท่วมทั่วตัวและในการฝึกจิตให้สงบ ก็อาจจะมีเหงื่อออกเหมือนกัน ร่างกายจะรู้สึกอบอุ่นสบาย มีไออุ่นระเหยออกรอบตัว จนรู้สึกตัวเบาเย็นสบาย นี้ เป็นการปรับธาตุจนสามารถขับโรคออกได้ เมื่อออกจากการฝึก ปฏิบัติจิตแล้ว ต้องเช็ดเหงื่อทั่วตัวให้แห้ง รอจนกว่าอุณหภูมิร่างกายปรับคืนสู่สภาพปรกติ กลมกลืนกับอากาศภายนอกก่อน จึงจะออกไปสัม

3. เกิดอาการเคลื่อนไหวของร่างกาย
บาง ท่านฝึกสมาธิถึงขั้นสงบจุดหนึ่ง จะเหมือนกับการฝึกลมปราณ เมื่อสงบถึงจุดอิ่มตัวจุดหนึ่งที่เรียกว่า “ท่ามกลางความสงบจะเกิดอาการเคลื่อนไหวท่ามกลางการเคลื่อนไหวยังมีจิตสงบที่ มีสมาธิ ” เลือดลมจะเดินผ่านจุดต่างๆตามเอ็น ตามข้อ ในร่างกายเกิดอาการเนื้อเต้น เอ็นกระตุก

“ ท่านที่ฝึกแนวสมาธิเพื่อจิต” จะเกิดอาการโยกซ้าย โยกขวา หรือ โยกหน้า โยกหลัง การหายใจก็จะแรงขึ้นและหยาบ ขอให้ท่านทำใจสบายๆตามอาการไปเรื่อยๆ แล้วหลังจากเกิดอาการประมาณ 15-30 ครั้ง หรือนานกว่านี้ อาการก็จะหายไปเอง แต่ถ้าท่านเบื่อหน่ายกับอาการเขย่าเช่นนี้ ขอให้ท่านพิจารณาจนรู้ถ่องแท้กับอาการนี้ ว่ามีอาการกระทำอย่างไรแล้วจึงเริ่มสะกดตัวให้อยู่ในท่าปรกติได้ด้วยการใช้ สติค่อยๆ ควบคุมลมหายใจให้สงบละเอียดลงมาอาการโยกย้ายของร่างกายก็จะหยุดลงได้

“ ท่านที่ฝึกแนวลมปราณ ” นั้น จากการที่นำส่งกระแสพลังลมปราณทับถมเติมที่จุด “ ตั้งช้าง ” ตลอดเวลา จึงเป็นการเพิ่มแรงกระตุ้นให้ร่างกายเคลื่อนไหวมากขึ้น บางครั้งสั่นโยกรุนแรงถึงกับกางแขนออกว่าเป็นท่ามวยจีนแบบต่างๆอย่างมี ระเบียบ การเคลื่อนไหวจะสัมพันธ์ กับลมหายใจที่เข้าออก ซึ่งการเคลื่อนไหวเองโดยที่เราไม่ได้จงใจหรือแกล้งให้ร่ายรำ การเคลื่อนไหวอย่างนี้จะเป็นอยู่ประมาณ 36 วัน อาจจะมีเสียงกระดูกลั่นไปทั่วร่างกาย แล้วร่างกายก็จะค่อยๆกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง เวลานั้น จะรู้สึกว่า ตัวเบา เหมือนนกพร้อมที่จะบิน และเมื่อเดินทางจะก้าวไวคล่องเหมือนวิ่งอย่างไม่เหนื่อย

ในระหว่าง เกิดการเคลื่อนไหวอยู่นั้น ไม่ต้องตกใจ ยังคงทำใจให้สงบ (สำหรับฝึกแนวจิตสงบ ) และยังคงนำส่งพลังลมหายใจเข้าสู่จุด “ ตั้งช้าง ” ต่อไป ที่เรียกว่า ท่ามกลางการเคลื่อนไหวยังมีสมาธิอยู่

อาการ เคลื่อนไหวนี้ เกิดขึ้นเมื่อใดหรือว่าจะหยุดเมื่อใด หรือว่าเคลื่อนไหวท่าใดนั้น จะเกิดไม่เหมือนกันทุกคน แต่เขียนไว้เพื่อเตือนสติไม่ให้ตกใจถ้ามีอาการอย่างนี้เกิดขึ้น

หลัง จากเกิดอาการเคลื่อนไหวสั่นโยกแล้ว จิตใจจะไม่ค่อยปรกติ คือ ใจสั่นหายใจแรง ควรที่จะเข้าสมาธิปรับจิตใจสบายแล้ว จึงค่อยคลายออกจากสมาธิจะได้ไม่สะเทือนกายทิพย์

4. รักษาอาการช้ำใน
บาง ท่านที่เคยพลัดตกหกล้ม หรือถูกตีช้ำในที่ใดที่หนึ่ง เลือดก็จะคั่งค้างเป็นก้อนอยู่ที่จุดนั้น เวลาอากาศเปลี่ยนแปลงจะมีอาการเจ็บปวดมากตรงจุดนั้น (คนหนุ่มสาวอาการอาจจะยังไม่กำเริบส่วนมากจะมาเป็นตอนที่มีอายุมากขึ้น หรือว่าสังขารเสื่อมลง ) แต่เมื่อฝึกลมปราณเดินทั่วผ่านไปยังจุดที่ช้ำในนั้น ก็จะพยายามทำลายเลือดคั่งค้างก้อนนั้น จึงเกิดอาการปวดมากกว่าเก่าอยู่พักหนึ่ง เป็นการพยายามเดินผ่านของลมปราณ และแล้ว เมื่อผ่านไปได้ ก็จะเป็นการรักษาให้ท่านหายขาดจากโรคช้ำใน

5. เกิดอาการตัวพองโตและเบาอยากจะลอย
เมื่อ ฝึกสมาธิหรือฝึกลมปราณจนจิตสงบ อาจจะมีความรู้สึกว่า ตัวเองกำลังพองโตๆ มากขึ้น จนตัวโต ยันตึก และกำลังพองจนเกือบจะระเบิดออก หรือบางทีรู้สึกว่า ตัวเองเบาอย่างไร้น้ำหนัก กำลังลอยขึ้นจากที่นั่งจนร่างอยู่ไม่ติดที่ และจะลอยออกไปนอกบ้าน ขอให้ท่านทำใจสบายๆ ไม่ต้องตกใจ เพราะที่จริงแล้วร่างท่านไม่ได้พอง ไม่ได้ลอยเลย เพียงแต่ว่า ภาวะนั้น จิตเริ่มสงบ และธาตุทั้ง 4 เริ่มปรับตัวจนรวมตัวเสมอกัน ลมหายใจก็จะละเอียดเหมือนไม่ปรากฏ จิตของท่านได้ตกภวังค์สติไม่อยู่กับตัว ตามระลึกไม่ทันกับความสงบนั้น สติคลายออกจากสมาธิชั่วแวบหนึ่งไม่ได้จับอยู่กับตัว จึงเกิดอาการอุปาทานรู้สึกเป็นอาการเหล่านี้ได้
6. วิธีปรับถ่ายเทธาตุไฟให้หายปวดหัวตัวร้อนเป็นไข้
บาง ท่านรู้สึกว่า หัวแม่มือที่จรดชนกันอยู่นั้นร้อนมากจนรู้สึกว่าคล้ายจะลุกเป็นไฟ และ ศีรษะก็ร้อน ประสาทตึงเครียด ปวดขมับ แม้ว่าจะพยายามปลงตกข่มเวทนาว่า กายนี้สักแต่กาย จะเจ็บจะปวดก็เรื่องของกายจิตใจไม่เจ็บปวด ไม่สนใจ ด้วยขันติ ความอดทนอย่างเต็มที่แล้ว อาการธาตุไฟยังคงกำเริบโชติช่วงร้อนไปทั่วสรรพางค์กาย ยังปวดหัวไม่หายแทบจะระเบิดอยู่ให้ปฏิบัติตามวิธีแก้อาการดังนี้

วิธีแก้ไข

ค่อยๆ ถอยออกจากสมาธิอย่างช้าๆ และคลายความนึกคิด ที่รวมจิตใจ ให้เป็นหนึ่ง ที่ตั้งความรู้สึกอยู่ที่ศีรษะนั้นออก เรียกว่า

“ ไม่คิดอะไรอีกที่จะรวมจิต ” แล้วค่อยๆลืมตาขึ้นมองราดต่ำลงที่พื้น หายใจให้สบายๆตามปรกติก่อน แล้วค่อยๆถอนหายใจลึกๆช้าๆ และคลายมือที่ซ้อนกันนั้นออกมากุมที่หัวเข่าทั้งสองข้าง พอหายใจเข้า ก็เอาจิตใจไปจับที่กองลมที่ดูดเข้ามาแล้วผลัก แผ่ซ่านคลายออก ไปทั่วทั้งตัวพร้อมกับลมหายใจที่ปล่อยออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นหนักในการคลายออกทางฝ่ามื้อทั้งสองข้าง ก็จะรู้สึกว่า “ มีลมร้อนวิ่งออกทางปลายนิ้ว ”

นี่คือ “ การคลายธาตุไฟออกจากร่างกาย ”

ปฏิบัติอย่างนี้ประมาณ 15-30 นาที ก็หายปวดหัว และตัวไม่ร้อนเป็นไข้อีก

7. อาการคัน
ระหว่าง ฝึก เมื่อธาตุปรับตัวหรือปรับจนเริ่มจะเสมอนั้น จะมีอาการคันเหมือนแมลงตอมหรือปลาตอด สร้างความรำคา_รบกวนสมาธิ ท่านไม่ต้องกลัว และไม่สนใจอาการนั้น สักประเดี๋ยวก็จะหายไปเอง

8. เกิดอาการท้องเสีย
บาง ท่านที่ฝึกลมปราณแล้ว อาจจะมีอาการท้องเสีย ท้องร่วง ให้ย้ายความสนใจจากที่จุด “ ตั้งช้าง ” เคลื่อนย้ายลงไปที่ปลายหัวแม่เท้าข้างใดข้างหนึ่ง เมื่อดึงความสนใจไปที่หัวแม่เท้าแล้ว อาการท้องเสียก็จะหายได้

ทั้ง นี้ด้วยเหตุว่า การตั้งจุดอยู่ที่จุด “ ตั้งช้าง ” นั้นบางท่านเกิดการบีบรัดทางประสาทรู้สึกว่า เครียดหรือว่าเป็นการบีบรัดลำไส้มากไป เมื่อย้ายความสนใจไปที่จุดอื่นเสีย ก็ทำให้อาการท้องเสียหายได้

9. อาการกลืนน้ำลาย
ระหว่าง ฝึกสมาธิหรือว่าฝึกลมปราณใหม่ๆ ที่จิตยังไม่สงบ อาจจะมีน้ำลายออกมามากพอสมควร ควรที่จะค่อยๆ กลืนเข้าไปอย่างช้าๆ ไม่ต้องบ้วนทิ้ง เพื่อจะได้ช่วยเป็นน้ำย่อยอาหารด้วย และเมื่อจิตสงบแล้วจะรู้สึกว่า น้ำลายนั้นไม่ไหลออกมาอีก จนเราไม่ต้องคอยพะวงกลืนน้ำลาย แต่พอจิตคลายออกจากสมาธิเมื่อใด น้ำลายก็จะเริ่มไหลท่วมทั่วปากอีก

ที่มา: หนังสือคำสอนสมเด็จโต สมาธิ ทางสงบ ถอดจิต
ผู้แต่ง : แสง อรุณกุศล
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 21:08


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่