อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > อภิญญาธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 19-08-09, 16:13
ศิษย์โมคคัลลานะ
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default ยุคอภิญญาใหญ่และภัยพิบัติตามพุทธพยากรณ์

พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต ฯ

ข้าพเจ้าขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ อันมีสมเด็จพระองค์ปฐมเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหมด พรหม เทวดา ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบ ๆ กันมา มีหลวงพ่อปานและหลวงพ่อฤๅษีลิงดำเป็นที่สุด


ช่วงนี้ก็เป็นช่วงหลังกึ่งพุทธกาลไปแล้ว ได้เข้าสู่ยุคอภิญญาใหญ่ตามพุทธพยากรณ์บทความที่จะลงต่อไปนี้ขอทำเป็นธรรมทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ให้ผู้ที่อ่านได้มีจิตเลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัย และได้อภิญญาเป็นกำลังใหญ่ในการค้ำจุนพระศาสนาในตอนนี้คับ

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 18 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (20-08-09), Attawat_Rx (14-11-09), พรรณวดี (22-08-09), พุทธรักษา (20-08-09), สุธัมมา (21-08-09), อภิญญา (20-08-09), ปาริฉัตรมณี (20-08-09), นาคน้อย (20-08-09), นำธรรม (20-08-09), นิมมานรดี (22-08-09), เกียงจูแหย (04-07-11), เดชะบุญ (04-09-09), FaRuXue (20-08-09), Gorn (19-08-09), Nuts (20-08-09), octavian (05-07-11), Peach (20-08-09), suwaphat (15-11-09)
  #2  
เก่า 19-08-09, 16:28
ศิษย์โมคคัลลานะ
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default หนังสือพุทธพยากรณ์และภัยพิบัติของโลก

เป็นหนังสือเกี่ยวกับพุทธพยากรณ์และภัยพิบัติของโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคับ หลายเหตุได้เกิดขึ้นแล้วตามที่พระพุทธเจ้าทำนายไว้คับ ขอทุกท่านและทุกๆดวงจิตจงตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท และขอให้ฝึกตนจนสำเร็จเป็นกำลังสำคัญในการช่วยค้ำจุนพระศาสนาและภับพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นในเวลาอันไกล้มากๆคับ

อ้างอิง http://www.larnbuddhism.com/grammathan/payagon.html

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 18 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (20-08-09), Attawat_Rx (14-11-09), พรรณวดี (22-08-09), พุทธรักษา (20-08-09), สุธัมมา (21-08-09), อภิญญา (20-08-09), ปาริฉัตรมณี (20-08-09), นาคน้อย (20-08-09), นำธรรม (20-08-09), นิมมานรดี (22-08-09), เกียงจูแหย (04-07-11), เดชะบุญ (04-09-09), FaRuXue (20-08-09), Gorn (19-08-09), Nuts (20-08-09), octavian (05-07-11), Peach (20-08-09), suwaphat (15-11-09)
  #3  
เก่า 19-08-09, 16:50
ศิษย์โมคคัลลานะ
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default เหตุที่ได้อภิญญา

1. อยู่ในช่วงหลังกึ่งพุทธกาลเป็นยุคอภิญญาใหญ่ตามพุทธพยากรณ์
2. คำอธิฐาน อธิฐานเพื่ออภิญญาโดยเฉพาะ (คณะเราท่านว่าเราอธิฐานอภิญญา6นะคับ จากคำอธิฐานที่อธิฐานกัน ที่ว่า...ได้มีอิทธิฤทธิ์มากมาย)
3. ดำรงตนอยู่ใน ทาน ศีล ภาวนา
4. ถ้ามีกิจที่จะต้องทำเพื่อค้ำจุนพระศาสนาก็จะได้เมื่อถึงเวลา เราก็อธิฐานไว้
5. ฝึกตนเพื่อให้ได้อภิญญาโดยเฉพาะกันอยู่แล้ว (อภิญญา6)

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 17 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (20-08-09), Attawat_Rx (12-09-09), พรรณวดี (22-08-09), พุทธรักษา (20-08-09), สุธัมมา (21-08-09), อภิญญา (20-08-09), ปาริฉัตรมณี (20-08-09), นาคน้อย (19-09-09), นำธรรม (20-08-09), นิมมานรดี (22-08-09), เกียงจูแหย (04-07-11), เดชะบุญ (04-09-09), FaRuXue (20-08-09), Gorn (19-08-09), Nuts (20-08-09), octavian (05-07-11), suwaphat (15-11-09)
  #4  
เก่า 19-08-09, 17:32
ศิษย์โมคคัลลานะ
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default วิธีฝึกอภิญญาแบบง่ายๆ (1)

ท่านว่าในระดับแรกจะหวังผลในฌาณโลกีย์ ท่านแนะนำไว้ในอุทุมพริกสูตรดังนี้

1. รักษาศีล ไม่ทำลายศีลให้ขาดเอง ไม่แนะนำให้คนอื่นทำลายศีล และไม่ยินดีเมื่อผู้อื่นทำลายศีล
2. ระงับนิวรณ์ 5 โดยการพิจารณาให้เห็นโทษ
2.1 เห็นโทษของกามฉันทะ ความมั่วสุมในกามารมณ์ว่าเป็นทุกข์เป็นภัยอย่างยิ่ง
2.2 เห็นโทษของการจองล้างจองผลาญเพราะการพยาบาทมาดร้ายซึ่งกันและกันเป็นเสมอนไฟคอยผลาญความสุข
2.3 คอยกำจัดความง่วงเหงาหาวนอน
2.4 คอยคุมอะรมณ์ไม่ให้ฟุ้งซ่าน
2.5 ตัดความสงสัยในผมการปฏิบัติทั้งหลายเสีย โดยมั่นใจว่าผลของการปฏิบัติมีแน่นอน
3. เจริญพรหมวิหาร 4
4. ทรงบารมี 10

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 19 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (20-08-09), Attawat_Rx (14-11-09), พรรณวดี (22-08-09), พุทธรักษา (20-08-09), สุธัมมา (21-08-09), อภิญญา (20-08-09), ปาริฉัตรมณี (20-08-09), นาคน้อย (27-08-09), นำธรรม (20-08-09), นิมมานรดี (22-08-09), เกียงจูแหย (04-07-11), เดชะบุญ (04-09-09), FaRuXue (20-08-09), Gorn (19-08-09), Jira (19-05-10), Nuts (20-08-09), octavian (05-07-11), Peach (20-08-09), suwaphat (15-11-09)
  #5  
เก่า 19-08-09, 17:47
ศิษย์โมคคัลลานะ
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default วิธีฝึกอภิญญาแบบง่ายๆ (2)

ท่านว่าให้เริ่มฝึกที่อานาปานสติให้คล่องเสียก่อน เพราะเป็นพื่นฐานของกรรมฐานทุกกอง
โดยให้กำหนดรู้ลมหายใจ 3 ฐานที่ 3 ฐานก็เพราะว่าการกำหนดลมหายใจแบบนี้เป็นแบบที่ใช้ฝึกฌาณสมาบัติและวิปัสนาญาณคับ

วิธีการฝึกฐานที่กำหนดรู้ของลม
1. ฐานที่ 1 ท่านให้กำหนดที่จมูกและที่ริมฝีปากคับ เมื่อหายใจเข้าลมกระทบที่จมูก เมื่อหายใจออกลมกระทบที่ริมฝีปาก
2. ฐานที่ 2 หน้าอก เมื่อลมผ่านเข้าหรือผ่านออกก็ตาม ลมจะต้องกระทบที่หน้าอก (หน้าอกภายในนะคับไม่ใช่หน้าอกภายนอก) ลมกระทบทั้งลมเข้าและลมออกเสมอ
3. ฐานท้องเหนือสะดือนิดหน่อย ลมหายใจเข้าหรืออกก็ตาม จะต้องกระทบที่ท้องเสมอทุกครั้ง

3 ฐานนี้มีความสำคัญมากนะคับเป็นเครื่องวัดอารมณ์ของจิต เพราะถ้าจิตกำหนดจับได้ไม่ครบ 3 ฐานแสดงว่าอารมณ์ของจิตระงับนิวรณ์ 5 ได้ แต่อารมณ์ยังหยาบอยู่มากคับ อารมณ์อกุศลที่เป็นอารมณ์กลางและละเอียดยังระงับไม่ได้ สมาธิของท่านผู้นั้นอย่างสูงก็ได้เพียงขณิกสมาธิละเอียดเท่านั้น ยังไม่เข้าถึงอุปจารสมาธิยังไกลต่อฌาณ 1 มากคับ

ถ้ากำหนดรู้ลมได้ 2 ฐาน แสดงว่าอารมณืของท่านผู้นั้นดับอกุศลคือนิวรณ์ได้ในอารมณ์ปานกลาง ส่วนอารมณ์นิวรณ์ละเอียดที่เป็นอนุสัย คือกำลังของสมาธิยังต่ำอยู่ยังละงับไม่ได้คับ สมาธิของท่านผู้นั้นอย่างสูงก็แค่อุปจารสมาธิคับ ไกล้จะเข้าถึงปฐมฌาณแล้ว

ถ้ากำหนดรู้ลมได้ครบ 3 ฐานท่านว่าผู้นั้นระงับนิวรณ์ละเอียดได้แล้ว สมาธิเข้าถึงปฐมฌาณ

ปล.การฝึกในอานาปาน์ท่านว่าไม่ยากไม่ง่ายนะคับ ค่อยๆฝึกกันไปนะคับ(ผมว่าคงคล่องกันหมดแล้วละมั๊งคับ)

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 19 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (20-08-09), Attawat_Rx (14-11-09), พรรณวดี (22-08-09), พุทธรักษา (20-08-09), สุธัมมา (21-08-09), อภิญญา (20-08-09), ปาริฉัตรมณี (20-08-09), นาคน้อย (27-08-09), นำธรรม (20-08-09), นิมมานรดี (22-08-09), เกียงจูแหย (04-07-11), เดชะบุญ (04-09-09), FaRuXue (20-08-09), Gorn (19-08-09), Jira (19-05-10), Nuts (20-08-09), octavian (05-07-11), Peach (20-08-09), suwaphat (15-11-09)
  #6  
เก่า 26-08-09, 16:53
ศิษย์โมคคัลลานะ
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default วิธีฝึกอภิญญาแบบง่ายๆ (3)

ท่านว่าวีธีฝึกของสำนักเราก็คือทำตามคำอธิฐานที่พวกเราได้อธิฐานไว้ครับ บอกไว้เพียงเท่านี้ทำตามคำอธิฐานไปแล้วจะได้เองคับ ไม่ต้องไปตั้งท่าเพ่งอะไรมากมาย

ปล.แต่ผมก็จะลงวีธีฝึกปฏิบัติตามที่หลวงพ่อสอนไว้ด้วยนะคับเพื่อใครชอบแบบนี้ก็จะได้ฝึกได้คับ

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 15 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (26-08-09), พรรณวดี (27-08-09), พุทธรักษา (30-08-09), สุธัมมา (18-09-09), อภิญญา (27-08-09), ปาริฉัตรมณี (26-08-09), นาคน้อย (27-08-09), นำธรรม (31-03-10), นิมมานรดี (27-08-09), เกียงจูแหย (04-07-11), เดชะบุญ (04-09-09), FaRuXue (13-09-09), Jira (19-05-10), octavian (05-07-11), suwaphat (15-11-09)
  #7  
เก่า 26-08-09, 17:04
ศิษย์โมคคัลลานะ
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default การฝึกอภิญญาแบบง่ายๆ(4)

อภิญญา 6 ก็มีความรู้หรือความสามารถพิเศษอยู่ 6 อย่างนะคับ
1. อิทธิฤทธิญาณ มีความรู้ในการแสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ
2. ทิพโสตญาณ มีความรู้เหมือนหูทิพย์
3. เจโตปริยญาณ รู้วาระจิตของคนและสัตว์
4. จุตูปปาตญาณ รู้ว่าสัตว์ที่ตายแล้วไปเกิด ณ ที่ใด
5. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้
6. อาสวักขยญาณ ความรู้ในการตัดกิเลส (พระโสดาบันขึ้นไป)

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 15 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Attawat_Rx (14-11-09), พรรณวดี (27-08-09), พุทธรักษา (30-08-09), สุธัมมา (18-09-09), อภิญญา (27-08-09), ปาริฉัตรมณี (26-08-09), นาคน้อย (27-08-09), นำธรรม (31-03-10), นิมมานรดี (27-08-09), เกียงจูแหย (04-07-11), เดชะบุญ (04-09-09), FaRuXue (13-09-09), Jira (19-05-10), octavian (05-07-11), suwaphat (15-11-09)
  #8  
เก่า 26-08-09, 23:35
Apinya's Avatar
คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 797
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 3,194
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 8,403 ครั้ง ใน 8,403 ข้อความ
พลังบุญ: 2882
Apinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these partsApinya is infamous around these parts
Smile

อ้างอิง:
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ ศิษย์โมคคัลลานะ อ่านข้อความ
อภิญญา 6 ก็มีความรู้หรือความสามารถพิเศษอยู่ 6 อย่างนะคับ
1. อิทธิฤทธิญาณ มีความรู้ในการแสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ
2. ทิพโสตญาณ มีความรู้เหมือนหูทิพย์
3. เจโตปริยญาณ รู้วาระจิตของคนและสัตว์
4. จุตูปปาตญาณ รู้ว่าสัตว์ที่ตายแล้วไปเกิด ณ ที่ใด
5. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้
6. อาสวักขยญาณ ความรู้ในการตัดกิเลส (พระโสดาบันขึ้นไป)

ขาดทิพย์จักษุไปหนึ่งข้อนะครับ


จุตูปปาตญาณ เป็นผลที่ได้จากการเจริญกสิืณที่ทำให้เกิดทิพยจักษุญาณ อันได้แก่

๑. เตโชกสิณ เพ่งไฟ
๒. อาโลกกสิณ เพ่งแสงสว่าง
๓. โอทาตกสิณ เพ่งสีขาว

ขออนุญาตเสริมความรู้ให้ดังนี้ครับ เพื่อความเข้าใจในธรรมที่ตรงกัน ท่านใดมีอะไรจะเสริมก็บอกได้ครับ

ญาณที่ได้จาก
ทิพยจักษุญาณ จะเกิดญาณรู้ดังต่อไปนี้

๑. ได้จุตูปปาตญาณ รู้ว่าสัตว์ที่ตายไปแล้วไปเกิด ณ ที่ใด ที่มาเกิดนี้มาจากไหน
๒. เจโตปริยญาณ รู้อารมณ์จิตของคนและสัตว์
๓. ปุเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติที่เกิดมาแล้วในกาลก่อนได้
๔. อตีตังสญาณ รู้เหตุการณ์ในอดีตได้
๕. อนาคตังสญาณ รู้เหตุการณ์ในกาลข้างหน้าต่อไปได้
๖. ปัจจุปปันนังสญาณ รู้เหตุปัจจุบันว่า ขณะนี้อะไรเป็นอะไรได้
๗. ยถากัมมุตาญาณ รู้ผลกรรมของสัตว์ บุคคล เทวดา และพรหมได้ว่าเขามีสุขมีทุกข์เพราะผลกรรมอะไรเป็นเหตุ


อภิญญา ๖ ญาณ ๘ และวิชชา ๘ คล้ายๆกันดังนี้

อภิญญา ๖ ตามพระไตรปิฏก จำแนกได้ดังนี้

อภิญญา ความรู้ยิ่ง, ความรู้เจาะตรงยวดยิ่ง,
ความรู้ชั้นสูง มี ๖ อย่างคือ
๑. อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้
๒. ทิพพโสต หูทิพย์
๓. เจโตปริยญาณ ญาณที่ให้ทายใจคนอื่นได้
๔. ปุพเพนิวาสานุสติ ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้
๕. ทิพพจักขุ ตาทิพย์
๖. อาสวักขยญาณ ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป,

๕ อย่างแรกเป็นโลกียอภิญญา ข้อสุดท้ายเป็นโลกุตตรอภิญญา


ญาณ ๘ ตามคำสอนหลวงพ่อฤาษีฯ เป็นผลจากการได้ทิพยจักษุ เมื่อละกิเลสได้แล้วจะได้ อาสวักขยญาณ เพิ่มมาอีกหนึ่ง จำแนกได้ดังนี้

๑. ทิพพจักขุญาณ
๒. อดีตังสญาณ
๓. อนาคตังสญาณ
๔. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ
๕. ปัจจัตตังสญาณ
๖. ยถากรรมฐานญาณ
๗. เจโตปริยญาณ
๘. อาสวักขยญาณ


วิชชา ๘ ตามพระไตรปิฏก คือ วิปัสสนาญาณ ๑ มโนมยิทธิ ๑ อภิญญา ๖ จำแนกได้ดังนี้


๑. วิปัสสนาญาณ คือ ญาณในวิปัสสนา
๒. มโนมยิทธิ คือ ฤทธิ์ทางใจ
๓. อิทธิวิชา คือ แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้
๔. ทิพยโสต คือ หูทิพย์
๕. เจโตปริยญาณ คือ กำหนดรู้ใจผู้อื่น
๖. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ ระลึกชาติได้
๗. ทิพยจักขุญาณ คือ ตาทิพย์
๘. อาสวักขยญาณ คือ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ






วิชชา ๘
อย่างละเอียดในพระไตรปิฎก



วิชชา ๘
วิปัสสนาญาณ
ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน
ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ เธอย่อมรู้ชัด
อย่างนี้ว่า กายของเรานี้แล มีรูป ประกอบด้วยมหาภูต ๔ เกิดแต่มารดาบิดา เติบโตขึ้นด้วย
ข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา
และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้. ดูกรเกวัฏฏ์ เปรียบเหมือนแก้ว
ไพฑูรย์อันงาม เกิดเองอย่างบริสุทธิ์แปดเหลี่ยม นายช่างเจียระไนดีแล้ว สุกใส แวววาว
สมส่วนทุกอย่าง มีด้ายเขียว เหลือง แดง ขาว หรือนวลร้อยอยู่ในนั้น บุรุษมีจักษุจะพึง
หยิบแก้วไพฑูรย์นั้นวางไว้ในมือแล้วพิจารณาเห็นว่า แก้วไพฑูรย์นี้งาม เกิดเองอย่างบริสุทธิ์
แปดเหลี่ยม นายช่างเจียระไนดีแล้ว สุกใส แวววาว สมส่วนทุกอย่าง มีด้ายเขียว เหลือง แดง
ขาวหรือนวลร้อยอยู่ในแก้วไพฑูรย์นั้น ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์
ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวอย่างนี้
ย่อมน้อมโน้มจิตไปเพื่อญาณทัสนะ เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรา นี้แล มีรูป ประกอบด้วย
มหาภูต ๔ เกิด แต่มารดาบิดา เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้น
มีอันทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่
ในกายนี้ ดูกรเกวัฏฏ์ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์.
มโนมยิทธิญาณ
ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน
ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อนิรมิตรูปอันเกิดแต่ใจ คือ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หน้าที่ ๓๒๑.
นิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง
ดูกรเกวัฏฏ์ เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้
หญ้าปล้อง นี้ไส้ หญ้าปล้อง อย่างหนึ่ง ไส้อย่างหนึ่ง ก็แต่ไส้ชักออกจากหญ้าปล้องนั่นเอง
อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักดาบออกจากฝัก เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้ดาบ นี้ฝัก
ดาบอย่างหนึ่ง ฝักอย่างหนึ่ง ก็แต่ดาบชักออกจากฝักนั่นเอง อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษ
จะพึงชักงูออกจากคราบ เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้งู นี้คราบ งูอย่างหนึ่ง คราบอย่างหนึ่ง
ก็แต่งูชักออกจากคราบนั่นเอง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว
ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อม
จิตไปเพื่อนิรมิตรูปอันเกิดแต่ใจ คือนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่
ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ดูกรเกวัฏฏ์ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์.
อิทธิวิธญาณ
ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน
ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธี เธอบรรลุอิทธิวิธี
หลายประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้
ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงแม้ใน
แผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือน
นกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกาย
ไปตลอดพรหมโลกก็ได้ ดูกรเกวัฏฏ์ เปรียบเหมือนช่างหม้อหรือลูกมือของช่างหม้อผู้ฉลาด
เมื่อนวดดินดีแล้ว ต้องการภาชนะชนิดใดๆ พึงทำภาชนะชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้ อีกนัยหนึ่ง
เปรียบเหมือนช่างงาหรือลูกมือของช่างงาผู้ฉลาด เมื่อแต่งงาดีแล้ว ต้องการเครื่องงาชนิดใดๆ
พึงทำเครื่องงาชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้ อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนช่างทองหรือลูกมือของช่างทอง
ผู้ฉลาด เมื่อหลอมทองดีแล้ว ต้องการทองรูปพรรณชนิดใดๆ พึงทำทองรูปพรรณชนิดนั้นๆ ให้
สำเร็จได้ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจาก
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หน้าที่ ๓๒๒.
อุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธี
เธอบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้
ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้
ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไป
ในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้
อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ ดูกรเกวัฏฏ์ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์.
ทิพพโสตญาณ
ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน
ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อทิพยโสตธาตุ เธอย่อม
ได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ด้วยทิพยโสตอันบริสุทธิ์
ล่วงโสตของมนุษย์ ดูกรเกวัฏฏ์ เปรียบเหมือนบุรุษเดินทางไกล เขาจะพึงได้ยินเสียงกลองบ้าง
เสียงตะโพนบ้าง เสียงสังข์บ้าง เสียงบัณเฑาะว์บ้าง เสียงเปิงมางบ้าง เขาพึงเข้าใจว่า
เสียงกลองดังนี้บ้าง เสียงตะโพนดังนี้บ้าง เสียงสังข์ดังนี้บ้าง เสียงบัณเฑาะว์ดังนี้บ้าง เสียง
เปิงมางดังนี้บ้าง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส
ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อ
ทิพยโสตธาตุ เธอย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้
ด้วยทิพยโสตอันบริสุทธิ์ ล่วงโสตของมนุษย์ ดูกรเกวัฏฏ์ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์.
เจโตปริยญาณ
ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน
ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ เธอย่อม
กำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ คือ จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ
ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ
จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่า
จิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรคต หรือจิตไม่เป็น
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หน้าที่ ๓๒๓.
มหรคต ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรคต จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่น
ยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่า
จิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น ดูกรเกวัฏฏ์
เปรียบเหมือนหญิงสาวชายหนุ่มที่ชอบการแต่งตัว เมื่อส่องดูเงาหน้าของตนในกระจกอันบริสุทธิ์
สะอาด หรือในภาชนะน้ำอันใส หน้ามีไฝ ก็จะพึงรู้ว่าหน้ามีไฝ หรือหน้าไม่มีไฝ ก็จะพึงรู้ว่า
หน้าไม่มีไฝ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจาก
อุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อ
เจโตปริยญาณ เธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ คือจิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ
หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ
ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ
จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรคต
หรือจิตไม่เป็นมหรคต ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรคต จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิต
ไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ
ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น
ดูกรเกวัฏฏ์ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์.
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน
ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง
สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง
ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็น
อันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น
มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หน้าที่ ๓๒๔.
ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น
มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น
ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้มาเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ
พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ ดูกรเกวัฏฏ์ เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงจากบ้านตนไปบ้านอื่น
แล้วจากบ้านนั้นไปยังบ้านอื่นอีก จากบ้านนั้นกลับมาสู่บ้านของตนตามเดิม เขาจะพึงระลึกได้
อย่างนี้ว่า เราได้จากบ้านของเราไปบ้านโน้น ในบ้านนั้นเราได้ยืนอย่างนั้น ได้นั่งอย่างนั้น
ได้พูดอย่างนั้น ได้นิ่งอย่างนั้น เราได้จากบ้านแม้นั้นไปยังบ้านโน้น แม้ในบ้านนั้น เราก็ได้ยืน
อย่างนั้น ได้นั่งอย่างนั้น ได้พูดอย่างนั้น ได้นิ่งอย่างนั้น แล้วเรากลับจากบ้านนั้นมาสู่บ้าน
ของตนตามเดิม ดังนี้ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส
ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อ
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง
สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง
สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัป
เป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า ในภพ
โน้นเรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์
อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น
เราก็มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์
อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้ เธอระลึกถึง
ชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ ดูกรเกวัฏฏ์
แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์.
จุตูปปาตญาณ
ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน
ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้จุติและอุปบัติของสัตว์
ทั้งหลาย เธอเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หน้าที่ ๓๒๕.
ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วง จักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตาม
กรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็น
มิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึง
อบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต
ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตาย
เพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ ดังนี้ เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ
เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุ
ของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ เปรียบเหมือนปราสาทตั้ง
อยู่ ณ ทาง ๓ แพร่ง ท่ามกลางพระนคร บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนปราสาทนั้น จะพึงเห็นหมู่ชนกำลัง
เข้าไปสู่เรือนบ้าง กำลังออกจากเรือนบ้าง กำลังสัญจรเป็นแถวอยู่ในถนนบ้าง นั่งอยู่ที่ทาง
๓ แพร่ง ท่ามกลางพระนครบ้าง เขาจะพึงรู้ว่า คนเหล่านี้เข้าสู่เรือน เหล่านี้ออกจากเรือน
เหล่านี้สัญจรเป็นแถวอยู่ในถนน เหล่านี้นั่งอยู่ที่ทาง ๓ แพร่ง ท่ามกลางพระนคร ฉันใด ภิกษุก็
ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน
ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้จุติและอุปบัติของสัตว์
ทั้งหลาย เธอเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม
ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไป
ตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็น
มิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึง
อบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต
ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตาย
เพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ ดังนี้ เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์กำลังจุติ กำลังอุปบัติ
เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์
ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ ดูกรเกวัฏฏ์
แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์.
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หน้าที่ ๓๒๖.
อาสวักขยญาณ
ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน
ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัด
ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ
เหล่านี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อม
หลุดพ้น แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณ
ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่น
เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูกรเกวัฏฏ์ เปรียบเหมือนสระน้ำบนยอดเขา ใสสะอาดไม่ขุ่นมัว
บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนขอบสระนั้น จะพึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง ก้อนกรวด และ
ก้อนหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง กำลังว่ายอยู่บ้าง หยุดอยู่บ้าง ในสระน้ำนั้น เขาจะพึงคิดเห็น
อย่างนี้ว่า สระน้ำนี้ใสสะอาดไม่ขุ่นมัว หอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง ก้อนกรวดและก้อนหิน
บ้าง ฝูงปลาบ้าง เหล่านี้กำลังว่ายอยู่บ้าง กำลังหยุดอยู่บ้าง ในสระนั้น ดังนี้ ฉันใด
ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน
ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้
จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว
ก็มีญาณว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูกรเกวัฏฏ์ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์.
ดูกรเกวัฏฏ์ ปาฏิหาริย์ ๓ เหล่านี้แล เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้ว
จึงประกาศให้รู้.
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑
ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค

_/\_

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 14 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ Apinya ในข้อความนี้
  #9  
เก่า 26-08-09, 23:45
ศิษย์โมคคัลลานะ
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default วิธีฝึกอภิญญาแบบง่ายๆ (6)

อิทธิฤทธิญาณ มีความรู้ในการแสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ

ก็เริ่มฝึกกันจากกสิน 10 ท่านแนะนำให้ฝึกกับจากอาจารย์ผู้ชำนาญ คือ ผู้ที่ได้แล้ว
1. ดิน
2. น้ำ
3. ลม
4. ไฟ
5. แดง
6. เหลือง
7. เขียว
8. ขาว
9. แสงสว่าง
10. อากาศ

ก็เลือกมากองใดกองหนึ่งกองที่ชอบก็ได้ ก็นั่งเพ่งไป ให้ภาพมันติดตา หลับตาก็เห็นลืมตาก็เห็น
เดินไปที่ไหนก็เห็น นึกเมื่อไหร่เห็นภาพกสินได้ทันทีก็ใช้ได้
ผู้ที่เคยได้อภิญญามาในชาติก่อนเมื่อเพ่งแล้วก็จะได้ "อุคคหนิมิต" ทันที คือรูปที่ติดตานั่นแหละ
แล้วก็ได้ "ปฏิภาคนิมิต" คือเห็นรูปหรือภาพนั้นสว่างสไหวเหมือนต้องโดนแสงแดด

จริงๆแล้ววิธีฝึกก็ไม่ต้องทำอะไรมากเลยคับ ทำตามที่บอกไว้ข้างต้นละก็ทรงไว้ ละดับของสมาธิจะค่อยเพิ่มขึ้นไปเอง จนถึงฌาณ 4 เลยคับ ภาพที่ทรงไว้ก็จะใสเป็นแก้วประกายพฤกก็โอเคละคับ จะถามว่าจะรู้ได้ไงว่าถึงฌาณไหนแล้วหรือระดับสมาธิอยู่ขั้นไหนแล้ว ก็ขอให้ท่านฝึกปฏิบัติอย่างจริงจัง เมื่อถึงแล้วท่านจะรู้เองคับ

ปล."อุคคหนิมิต" จะดูว่าตัวเองได้หรือยังท่านก็ให้ดูง่ายคือ นึกต้องการจะเห็นภาพเมื่อไหร่ก็สามารถที่จะเห็นได้ทันทีไม่ต้องเสียเวลาแม้เสี้ยววินาที และสามารถย่อ ขยาย ให้เล็ก ใหญ่ขนาดไหนก็ได้ตามใจชอบ ทำเป็นรูปอะไรก็ได้ ท่าไหนก็ได้ ได้แบบนี้ท่านก็ว่าได้ "อุคคหนิมิต" แล้วคับ

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 14 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (26-08-09), พรรณวดี (27-08-09), พุทธรักษา (30-08-09), สุธัมมา (18-09-09), อภิญญา (27-08-09), ปาริฉัตรมณี (28-08-09), นาคน้อย (27-08-09), นำธรรม (31-03-10), นิมมานรดี (27-08-09), เกียงจูแหย (04-07-11), เดชะบุญ (04-09-09), FaRuXue (13-09-09), octavian (05-07-11), suwaphat (15-11-09)
  #10  
เก่า 27-08-09, 01:00
ศิษย์โมคคัลลานะ
Guest
 
ข้อความ: n/a
Default วิธีฝึกอภิญญาแบบง่ายๆ (7)

วิธีอธิฐาน

เช่นกสินน้ำ
ท่านก็ให้ตั้งจิตอยู่ในอุปจารสมาธิ แล้วก็อธิฐานขอให้น้ำในแก้วนี้จงแข็ง แล้วก็เข้าฌาณ 4 ให้จิตทรงตัว แล้วถอยหลังมาที่อุปจารสมาธิแล้วอธิฐานเหมือนเดิม แล้วก็ลองเอานิ้วจิ้มลงไปดูว่าแข็งมั้ย ถ้าแข็งก็ใช้ได้ ถ้าไม่แข็งก็ฝึกให้คล่อง ทำแบบนี้จนชำนาญนึกให้น้ำแข็งก็แข็งทันทีไม่ต้องเสียเวลา ก็เป็นอันจบหนึ่งกอง

จากนั้นก็ทำแบบเดิมจนครบ 10 กองคับ

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 13 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ ในข้อความนี้
Apinya (27-08-09), พรรณวดี (27-08-09), พุทธรักษา (30-08-09), สุธัมมา (18-09-09), อภิญญา (27-08-09), ปาริฉัตรมณี (28-08-09), นาคน้อย (27-08-09), นำธรรม (31-03-10), นิมมานรดี (27-08-09), เกียงจูแหย (04-07-11), เดชะบุญ (04-09-09), FaRuXue (13-09-09), octavian (05-07-11)
ตอบ

Tags
พุทธพยากรณ์, ภัยพิบัติ, อภิญญา, อภิญญาใหญ่


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 00:19


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่