อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > อภิญญาธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 28-11-15, 16:37
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default กสิณธาตุ 4 โดย physigmund_foid



แบบฝึก
“ตบะ” ปฏิบัติการณ์ “ปฐวีกสิณ”


Step I: นั่งลืมตาเพ่งผืนแผ่นดินกว้างไกล
เลือก สถานที่ฝึกซึ่งมีทัศนียภาพผืนแผ่นดินไกลๆ อยู่เบื้องหน้า เช่น นั่งบนยอดเขาแล้วมองทอดสายตาผ่านผืนดินออกไป นั่งในท่าสบายๆ ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ปล่อยร่างกายให้พักสบายๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ วางภาระความกังวลต่างๆ ลงชั่วคราว อดีตผ่านไปแล้วจบแล้วไม่มาอีก อนาคตยังมาไม่ถึง ไม่เป็นไร ปัจจุบันเราจะขอพักสักครู่เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณของเราให้เต็มอิ่ม ไม่ต้องหลับตา ค่อยๆ ทอดสายตาไปเบื้องหน้า ข้างหน้าเห็นผืนแผ่นดินหนักแน่นกว้างไกล เราทอดสายตาออกไป รู้สึกถึงความเบาสบาย ไร้กังวล สุขสงบสงัด จนจิตวิญญาณเรากำลังปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากทุกสิ่ง ทอดสายตายาวออกไปยังผืนแผ่นดินที่กว้างไกลหนักแน่นราบเรียบนั้น จนเรารู้สึกหนักแน่นมั่นคงในจิตใจคล้อยเคลิ้มตามธรรมชาติที่เห็นอยู่เบื้อง หน้า ปลอดโปร่งโล่งใจ อิสรเสรี สงบสุข สันติอยู่ภายใน เราค่อยๆ ประคองความรู้สึกเบาสบายใจสงบสุขนี้เนืองๆ


พิจารณา “อารมณ์สงบสุข” จากทัศนียภาพเบื้องหน้า สัก ๑ ชั่วโมง หรือจนอิ่มเต็มหัวใจ


Step II: นั่งหลับตาระลึกถึงผืนแผ่นดินกว้างไกล
นั่ง ในท่าสบายๆ ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ปล่อยร่างกายให้พักสบายๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ วางภาระความกังวลต่างๆ ลงชั่วคราว อดีตผ่านไปแล้วจบแล้วไม่มาอีก อนาคตยังมาไม่ถึง ไม่เป็นไร ปัจจุบันเราจะขอพักสักครู่เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณของเราให้เต็มอิ่ม ค่อยๆ หลับตาพร้อมลงเบาๆ ให้ค่อยๆ หลับ ความสว่างค่อยๆ หายไป เหมือนคนกำลังสะลึมสะลือ ค่อยๆ เคลิ้มเข้าสู่ความสงบสงัด ความวิเวก ความว่างเปล่า ความเงียบความมืดที่เวิ้งว้างแล้วค่อยๆ ระลึกถึงภาพผืนแผ่นดินที่เราประทับใจที่เราได้เพ่งพิจารณา จินตนาการถึงสิ่งที่เราเคยเพ่งพิจารณาแล้วจิตสงบสงัด ค่อยๆ น้อมจิตระลึกถึง เหมือนระลึกถึงสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราประทับใจ สิ่งที่ทำให้ใจเราเป็นสุขสงบระงับ เมื่อเริ่มเข้าสู่ความอารมณ์สงบระงับ จะรู้สึกได้อารมณ์เหมือนนั่งอยู่เบื้องหน้าทัศนียภาพเดิมนั้น อารมณ์เดียวกับที่เรานั่งมองผืนแผ่นดินบนยอดเขา เมื่อเสพอารมณ์สุขสงบแล้ว ค่อยๆ ปล่อยภาพนั้นออกไปจากห้วงคำนึง พิจารณาเฉพาะอารมณ์สุขสงบที่เราเคยสัมผัสนั้น จิตของเราจะค่อยๆ นิ่งขึ้น ดิ่งลึกมากขึ้น เบามากขึ้น ละเอียดขึ้น สบายขึ้น สงบขึ้น


ปล่อย จิตของเราให้เสพอารมณ์ความประทับใจที่ยังค้างอยู่นี้ สืบอารมณ์ให้ต่อเนื่องตลอดไปเรื่อยๆ เหมือนเราดูหนังดีๆ ดูภาพสวยๆ แล้วอยากดูต่อไปเรื่อยๆ ฉะนั้น จนจิตละเอียดเหมือนไม่เหลือส่วนละเอียด จนจิตเบาสบายเหมือนหายวับไป


Step III: นั่งลืมตาระลึกถึงผืนแผ่นดินกว้างไกล
นั่ง ในท่าสบายๆ ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ปล่อยร่างกายให้พักสบายๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ วางภาระความกังวลต่างๆ ลงชั่วคราว อดีตผ่านไปแล้วจบแล้วไม่มาอีก อนาคตยังมาไม่ถึง ไม่เป็นไร ปัจจุบันเราจะขอพักสักครู่เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณของเราให้เต็มอิ่ม ไม่ต้องหลับตา ให้ค่อยๆ น้อมจิตนิ่งดิ่งลึกลงระลึกถึงผืนแผ่นดินบนยอดเขาที่เราเคยเห็น ที่เราเคยประทับใจนั้น ให้เป็นเพียงการระลึกในหัวสมองของเราเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเห็นภาพ หรืออาจเป็นภาพในห้วงคำนึงก็ได้ เหมือนระลึกถึงหน้าคนรักฉะนั้น ประคองความรู้สึกประทับใจ สงบสุข เบาสบายใจ ที่เคยเกิดขึ้นขณะพิจารณาทัศนียภาพนั้นไว้เนืองๆ จนได้อารมณ์เดียวกันกับตอนที่เห็นภาพนั้นจริงๆ แล้วปล่อยตามสบาย ไม่ต้องระลึกถึงภาพนั้นอีก เอาแต่อารมณ์สุขสงบที่เราเคยเสพ เคยประทับใจนั้นก็พอ


นั่ง นิ่งต่อไปเรื่อยๆ ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามธรรมชาติ ประคองอารมณ์ประทับใจ อารมณ์สุขสงบ อารมณ์เคลิ้มคล้อยที่เคยเกิดขึ้นในขณะเห็นผืนแผ่นดินนั้นไว้เนืองๆ ทุกขณะ จนจิตสงบสุขระงับ ได้อารมณ์ความสุขไม่แตกต่างกับขณะหลับตาหรือขณะเห็นภาพจริง


Step IV: ระลึกถึงผืนแผ่นดินกว้างไกลทุกอิริยาบถ
ใช้วิธีเดียวกับ Step III แต่ ให้ค่อยๆ ขยับร่างกายไปตามธรรมชาติ โดยระลึกถึงอารมณ์ประทับใจ อารมณ์สุขสงบภายในใจที่ได้จากผืนแผ่นดินกว้างไกลนั้นไว้เนืองๆ ไม่หลุดจากอารมณ์สุขสงบสงัดระงับภายในจิตห้วงคำนึงของเรานี้ ทุกๆ อิริยาบถ ไม่ว่านอน, นั่ง, ยืน, เดิน, พูดคุย ฯลฯ จิตไม่หลุดออกจากอารมณ์ความสุขสงบสงัดระงับภายในจิตห้วงคำนึงของเรานี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ใครจะเกิดขึ้น, ตั้งอยู่, ดับไป ฯลฯ จิตของเรายังคง สงบสงัดสุขระงับอยู่อย่างนี้ อารมณ์นี้อารมณ์เดียว ไม่มีอารมณ์อื่น การทำงานยังปกติ เหมือนกายภายนอกทำต่อไปได้ทุกอิริยาบถ จิตภายในพักสงบอยู่อย่างนั้น ประคองอารมณ์สุขสงบนี้ไม่หวั่นไหวแม้มีสิ่งยั่วเย้า เรียกว่าได้ “ตบะ” หากลืม ให้บริกรรม ดินๆ


ปฏิบัติทุกอิริยาบถ ทุกขณะ จิตมีอารมณ์นี้อารมณ์เดียวตลอดไม่หลุดจากอารมณ์นี้เลย


...............................จบปฏิบัติการณ์..........................



เกร็ดความรู้เกี่ยวกับปฐวีกสิณ


๑) การบริกรรม
หากจิตไม่แนบสนิทกับสิ่งที่เพ่ง จำเป็นต้องบริกรรม เพื่อเตือนสติให้จิตระลึกถึงสิ่งที่เพ่ง ไม่ไปคิดอย่างอื่น เช่น บริกรรมว่า “ปฐวี” ๆๆๆ หรือ “ดิน” ซ้ำ ๆๆๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจิตจะสนิทแนบแน่นกับผืนแผ่นดินกว้างไกลที่เพ่งอยู่ แต่หากจิตรวมเป็นหนึ่งดี ไม่ฟุ้งซ่านมาก ไม่จำเป็นต้องใช้คำบริกรรม การติดคำบริกรรม ไม่ละจากคำบริกรรม ทำให้ได้ฌานไม่ลึก จะตื้นอยู่แค่นั้น ในแบบชุดฝึกปฏิบัติการณ์นี้ จึงเลี่ยงใช้คำบริกรรม ให้เพ่งตรงๆ แทน แต่หากจิตจะสงบยาก ควรมีคำบริกรรมประกอบ เช่น ตอนที่หลับตาระลึกถึง


๒) กสิณธาตุสี่
ปฐวี กสิณ เป็นหนึ่งในกสิณสิบ ในกสิณสิบ แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนของกสิณวรรณะ หรือ การเพ่งสีต่างๆ สี่สีใหญ่ คือ ขาว, เหลือง, แดง, เขียว รวมเป็นกสิณชุดหนึ่งสี่ตัว ส่วนกสิณธาตุสี่นี้ ประกอบด้วยสี่ตัว คือกสิณดิน, น้ำ, ลม, ไฟโดย “ปฐวีกสิณ”ก็คือ กสิณดินนั่นเอง ปกติ จะฝึกเฉพาะหน้าที่มีผืนแผ่นดิน เลือกที่กว้างไกลสุดสายตา อนึ่ง ในกสิณสิบนี้ จะมี “อากาศกสิณ” คือ การเพ่งความว่างเปล่า ไม่ใช่เพ่งธาตุลม และ “อาโลกสิณ” คือ การเพ่งความสว่างไสว ไม่ใช่เพ่งธาตุไฟอีกด้วย นั่นคือ อะไรที่สว่างไสว หรือขณะเข้ารูปฌานเกิดความสว่างวาบขึ้นมา ก็นับเป็น “อาโลกสิณ” ไม่ใช่กสิณไฟ แตกต่างจากกสิณไฟ โดยอาโลกสิณที่จะเพ่งความสว่างที่มีตามธรรมชาติเช่นแสงสว่างที่ลอดจากช่อง ผนัง แสงจะเบาบางกว่า เพียงแค่เรืองๆ ไม่ถึงขนาดเป็นดวงไฟ ในแบบฝึกปฏิบัติการณ์ชุดนี้ จะค่อยๆ นำเสนอกสิณในชุดนี้ต่อไปตามลำดับอันควร


๓) นิมิตกสิณ
เมื่อเพ่งกสิณจนภาพติดอยู่ในห้วงคำนึง จุดนี้ ภาพยังเป็นแค่ความทรงจำสัญญาขันธ์ เมื่อเราระลึกยังเป็นแค่การจินตนาการ ไม่ใช่ “นิมิต” สำหรับนิมิตนั้นแรกๆ จะมีความชัดเจนสว่างไสวเท่ากับภาพในความฝัน ไม่ใช่ภาพในจินตนาการ หรือภาพในห้วงคำนึง ตรงนี้ต้องแยกแยะออกให้ได้ อย่าเพิ่งคิดเอาเอง เออเอาเอง หรือจินตนาการไปเองแล้วบอกว่าได้ “นิมิต” นิมิตจะเกิดเมื่อจิตเข้าสู่ภาวะใกล้จะอิสระจากกายและใจเต็มที่ เพราะผลจากจิตที่ยังวนเวียนระลึกอยู่ จิตดวงสุดท้ายที่ละความรับรู้จากใดๆ แล้ว เข้าไปจับเอาภาพในห้วงคำนึงคือภาพที่เราเพ่งอยู่ออกมา ภาพขณะนั้น คือ สัญญาขันธ์ในใจที่เราเคยเห็นเคยจำ แต่ไม่มีสีดำแห่งความมืดเมื่อเราหลับตามาบดบัง เพราะจิตนั้นละการรับรู้จากความมืดที่บดบังนั้นแล้ว จึงปรากฏเหมือนกับเราวูบไป ไม่รู้สึกอะไร แล้วจู่ๆ ภาพนิมิตนั้นก็ปรากฏออกมาแวบวูบหนึ่ง หากฝึก “นิมิต” ต่อก็ได้ เช่น บังคับนิมิต เหมือนบังคับฝัน

ที่มา http://www.oknation.net/blog/buddhabath/page36
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-กสิณธาตุ 4  โดย physigmund_foid-%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%8F%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%994-jpg  
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 28-11-15, 16:38
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

แบบฝึก “ตบะ” ปฏิบัติการณ์ “วาโยกสิณ”


Step I: นั่งลืมตาเพ่งสายลมโชยยอดไม้


เลือก สถานที่ฝึกซึ่งมีทิวไม้ไหวเอนตามลมไกลๆ อยู่เบื้องหน้า หรือต้นไม้ใหญ่ๆ ไกลๆ ตา นั่งในท่าสบายๆ ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ปล่อยร่างกายให้พักสบายๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ วางภาระความกังวลต่างๆ ลงชั่วคราว อดีตผ่านไปแล้วจบแล้วไม่มาอีก อนาคตยังมาไม่ถึง ไม่เป็นไร ปัจจุบันเราจะขอพักสักครู่เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณของเราให้เต็มอิ่ม ไม่ต้องหลับตา ค่อยๆ ทอดสายตาไปเบื้องหน้า ข้างหน้าเป็นทิวไม้ก็ดี ต้นไม้ใหญ่ก็ดี ที่มีใบกวัดแกว่งช้าๆ เบาๆ ไหวเอนลู่ตามลมเบาๆ เราทอดสายตาออกไป รู้สึกถึงความเบาสบาย ไร้กังวล สุขสงบสงัด จนจิตวิญญาณเรากำลังปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากทุกสิ่ง ทอดสายตายาวออกไปยังทิวไม้ไหวเอนตามลมนั้น หรือใบไม้จากต้นไม้ใหญ่ที่แกว่งไกวอยู่เบาๆ นั้น จนเรารู้สึกเบาสบายใจตามธรรมชาติ ปลอดโปร่งโล่งใจ อิสรเสรี สงบสุข สันติอยู่ภายใน เราค่อยๆ ประคองความรู้สึกเบาสบายใจสงบสุขนี้เนืองๆ


พิจารณา “อารมณ์สงบสุข” จากทัศนียภาพเบื้องหน้า สัก ๑ ชั่วโมง หรือจนอิ่มเต็มหัวใจ


Step II: นั่งหลับตาระลึกถึงยอดไม้ที่ไหวลู่ลม


นั่ง ในท่าสบายๆ ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ปล่อยร่างกายให้พักสบายๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ วางภาระความกังวลต่างๆ ลงชั่วคราว อดีตผ่านไปแล้วจบแล้วไม่มาอีก อนาคตยังมาไม่ถึง ไม่เป็นไร ปัจจุบันเราจะขอพักสักครู่เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณของเราให้เต็มอิ่ม ค่อยๆ หลับตาพร้อมลงเบาๆ ให้ค่อยๆ หลับ ความสว่างค่อยๆ หายไป เหมือนคนกำลังสะลึมสะลือ ค่อยๆ เคลิ้มเข้าสู่ความสงบสงัด ความวิเวก ความว่างเปล่า ความเงียบความมืดที่เวิ้งว้างแล้วค่อยๆ ระลึกถึงภาพทิวไม้ไหวลู่ลมที่เราประทับใจที่เราได้เพ่งพิจารณา จินตนาการถึงสิ่งที่เราเคยเพ่งพิจารณาแล้วจิตสงบสงัด ค่อยๆ น้อมจิตระลึกถึง เหมือนระลึกถึงสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราประทับใจ สิ่งที่ทำให้ใจเราเป็นสุขสงบระงับ เมื่อเริ่มเข้าสู่ความอารมณ์สงบระงับ จะรู้สึกได้อารมณ์เหมือนนั่งอยู่เบื้องหน้าทัศนียภาพเดิมนั้น อารมณ์เดียวกันกับที่เรานั่งมองลมโชยยอดไม้ เมื่อเสพอารมณ์สุขสงบนี้เกิดแล้ว ค่อยๆ ปล่อยภาพนั้นออกไปจากห้วงคำนึง พิจารณาเฉพาะอารมณ์สุขสงบที่เราเคยสัมผัสนั้น จิตของเราจะค่อยๆ นิ่งขึ้น ดิ่งลึกมากขึ้น เบามากขึ้น ละเอียดขึ้น สบายขึ้น สงบขึ้น


ปล่อย จิตของเราให้เสพอารมณ์ความประทับใจที่ยังค้างอยู่นี้ สืบอารมณ์ให้ต่อเนื่องตลอดไปเรื่อยๆ เหมือนเราดูหนังดีๆ ดูภาพสวยๆ แล้วอยากดูต่อไปเรื่อยๆ ฉะนั้น จนจิตละเอียดเหมือนไม่เหลือส่วนละเอียด จนจิตเบาสบายเหมือนหายวับไป


Step III: นั่งลืมตาระลึกถึงยอดไม้ที่ไหวลู่ลม


นั่ง ในท่าสบายๆ ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ปล่อยร่างกายให้พักสบายๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ วางภาระความกังวลต่างๆ ลงชั่วคราว อดีตผ่านไปแล้วจบแล้วไม่มาอีก อนาคตยังมาไม่ถึง ไม่เป็นไร ปัจจุบันเราจะขอพักสักครู่เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณของเราให้เต็มอิ่ม ไม่ต้องหลับตา ให้ค่อยๆ น้อมจิตนิ่งดิ่งลึกลงระลึกถึงทิวไม้ไหวลู่ลมที่เราประทับใจ ที่เราเคยได้พิจารณามา ให้เป็นเพียงการระลึกในหัวสมองของเราเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเห็นภาพ หรืออาจเป็นภาพในห้วงคำนึงก็ได้ เหมือนระลึกถึงหน้าคนรักฉะนั้น ประคองความรู้สึกประทับใจ สงบสุข เบาสบายใจ ที่เคยเกิดขึ้นขณะพิจารณาทัศนียภาพนั้นไว้เนืองๆ จนได้อารมณ์เดียวกันกับตอนที่เห็นภาพนั้นจริงๆ แล้วปล่อยตามสบาย ไม่ต้องระลึกถึงภาพนั้นอีก เอาแต่อารมณ์สุขสงบที่เราเคยเสพ เคยประทับใจนั้นก็พอ


นั่ง นิ่งต่อไปเรื่อยๆ ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามธรรมชาติ ประคองอารมณ์ประทับใจ อารมณ์สุขสงบ อารมณ์เคลิ้มคล้อยที่เคยเกิดขึ้นในขณะเห็นทิวไม้ไหวลู่ลมนั้นไว้เนืองๆ ทุกขณะ จนจิตสงบสุขระงับ ได้อารมณ์ความสุขไม่แตกต่างกับขณะหลับตาหรือขณะเห็นภาพจริง


Step IV: ระลึกถึงทิวไม้ไหวลู่ลมทุกอิริยาบถ


ใช้วิธีเดียวกับ Step III แต่ ให้ค่อยๆ ขยับร่างกายไปตามธรรมชาติ โดยระลึกถึงอารมณ์ประทับใจ อารมณ์สุขสงบภายในใจที่ได้จากทิวไม้ไหวลู่ลมนั้นไว้เนืองๆ ไม่หลุดจากอารมณ์สุขสงบสงัดระงับภายในจิตห้วงคำนึงของเรานี้ ทุกๆ อิริยาบถ ไม่ว่านอน, นั่ง, ยืน, เดิน, พูดคุย ฯลฯ จิตไม่หลุดออกจากอารมณ์ความสุขสงบสงัดระงับภายในจิตห้วงคำนึงของเรานี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ใครจะเกิดขึ้น, ตั้งอยู่, ดับไป ฯลฯ จิตของเรายังคง สงบสงัดสุขระงับอยู่อย่างนี้ อารมณ์นี้อารมณ์เดียว ไม่มีอารมณ์อื่น การทำงานยังปกติ เหมือนกายภายนอกทำต่อไปได้ทุกอิริยาบถ จิตภายในพักสงบอยู่อย่างนั้น ประคองอารมณ์สุขสงบนี้ไม่หวั่นไหวแม้มีสิ่งยั่วเย้า เรียกว่าได้ “ตบะ” หากลืม ให้บริกรรม ลมๆ


ปฏิบัติทุกอิริยาบถ ทุกขณะ จิตมีอารมณ์นี้อารมณ์เดียวตลอดไม่หลุดจากอารมณ์นี้เลย


...............................จบปฏิบัติการณ์..........................

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับวาโยกสิณ


๑) การบริกรรม


หากจิตไม่แนบสนิทกับสิ่งที่เพ่ง จำเป็นต้องบริกรรม เพื่อเตือนสติให้จิตระลึกถึงสิ่งที่เพ่ง ไม่ไปคิดอย่างอื่น เช่น บริกรรมว่า “วาโย” ๆๆๆ หรือ “ลม” ซ้ำ ๆๆๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจิตจะสนิทแนบแน่นกับทิวไม้ไหวลู่ลมที่เพ่งอยู่ แต่หากจิตรวมเป็นหนึ่งดี ไม่ฟุ้งซ่านมาก ไม่จำเป็นต้องใช้คำบริกรรม การติดคำบริกรรม ไม่ละจากคำบริกรรม ทำให้ได้ฌานไม่ลึก จะตื้นอยู่แค่นั้น ในแบบชุดฝึกปฏิบัติการณ์นี้ จึงเลี่ยงใช้คำบริกรรม ให้เพ่งตรงๆ แทน แต่หากจิตจะสงบยาก ควรมีคำบริกรรมประกอบ เช่น ตอนที่หลับตาระลึกถึง


๒) กสิณธาตุสี่


วาโยกสิณ เป็นหนึ่งในกสิณสิบ ในกสิณสิบ แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนของกสิณวรรณะ หรือ การเพ่งสีต่างๆ สี่สีใหญ่ คือ ขาว, เหลือง, แดง, เขียว รวมเป็นกสิณชุดหนึ่งสี่ตัว ส่วนกสิณธาตุสี่นี้ ประกอบด้วยสี่ตัว คือกสิณดิน, น้ำ, ลม, ไฟโดย “วาโยกสิณ”ก็คือ กสิณลมนั่นเอง ปกติ จะฝึกเฉพาะหน้าที่มีลมไหว เลือกที่สถานที่ๆ มีลมพัดต้องต้นไม้ อนึ่ง ในกสิณสิบนี้ จะมี “อากาศกสิณ” คือ การเพ่งความว่างเปล่า ไม่ใช่เพ่งธาตุลม และ “อาโลกสิณ” คือ การเพ่งความสว่างไสว ไม่ใช่เพ่งธาตุไฟอีกด้วย นั่นคือ อะไรที่สว่างไสว หรือขณะเข้ารูปฌานเกิดความสว่างวาบขึ้นมา ก็นับเป็น “อาโลกสิณ” ไม่ใช่กสิณไฟ แตกต่างจากกสิณไฟ โดยอาโลกสิณที่จะเพ่งความสว่างที่มีตามธรรมชาติเช่นแสงสว่างที่ลอดจากช่อง ผนัง แสงจะเบาบางกว่า เพียงแค่เรืองๆ ไม่ถึงขนาดเป็นดวงไฟ ในแบบฝึกปฏิบัติการณ์ชุดนี้ จะค่อยๆ นำเสนอกสิณในชุดนี้ต่อไปตามลำดับอันควร


๓) นิมิตกสิณ
เมื่อเพ่งกสิณจนภาพติดอยู่ในห้วงคำนึง จุดนี้ ภาพยังเป็นแค่ความทรงจำสัญญาขันธ์ เมื่อเราระลึกยังเป็นแค่การจินตนาการ ไม่ใช่ “นิมิต” สำหรับนิมิตนั้นแรกๆ จะมีความชัดเจนสว่างไสวเท่ากับภาพในความฝัน ไม่ใช่ภาพในจินตนาการ หรือภาพในห้วงคำนึง ตรงนี้ต้องแยกแยะออกให้ได้ อย่าเพิ่งคิดเอาเอง เออเอาเอง หรือจินตนาการไปเองแล้วบอกว่าได้ “นิมิต” นิมิตจะเกิดเมื่อจิตเข้าสู่ภาวะใกล้จะอิสระจากกายและใจเต็มที่ เพราะผลจากจิตที่ยังวนเวียนระลึกอยู่ จิตดวงสุดท้ายที่ละความรับรู้จากใดๆ แล้ว เข้าไปจับเอาภาพในห้วงคำนึงคือภาพที่เราเพ่งอยู่ออกมา ภาพขณะนั้น คือ สัญญาขันธ์ในใจที่เราเคยเห็นเคยจำ แต่ไม่มีสีดำแห่งความมืดเมื่อเราหลับตามาบดบัง เพราะจิตนั้นละการรับรู้จากความมืดที่บดบังนั้นแล้ว จึงปรากฏเหมือนกับเราวูบไป ไม่รู้สึกอะไร แล้วจู่ๆ ภาพนิมิตนั้นก็ปรากฏออกมาแวบวูบหนึ่ง หากฝึก “นิมิต” ต่อก็ได้ เช่น บังคับนิมิต เหมือนบังคับฝัน
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 28-11-15, 16:39
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

แบบฝึก “ตบะ” ปฏิบัติการณ์ “อาโปกสิณ”


Step I: นั่งลืมตาเพ่งบึงน้ำ


นั่ง ในท่าสบายๆ ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ปล่อยร่างกายให้พักสบายๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ วางภาระความกังวลต่างๆ ลงชั่วคราว อดีตผ่านไปแล้วจบแล้วไม่มาอีก อนาคตยังมาไม่ถึง ไม่เป็นไร ปัจจุบันเราจะขอพักสักครู่เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณของเราให้เต็มอิ่ม ไม่ต้องหลับตา ค่อยๆ ทอดสายตาไปเบื้องหน้า ข้างหน้าเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ มีแผ่นน้ำสีครามใส เรียบสนิทมีระลอกคลื่นเล็กๆ พริ้มตามลมไป น้ำสะอาดใสเย็น สีครามดำดิ่งลึก เราทอดสายตาออกไป รู้สึกถึงความเบาสบายใจ ปลอดโปร่งโล่งใจ เหมือนนกที่โบยบินบนฟ้า เหมือนปลาที่ว่ายในน้ำ จิตวิญญาณเรากำลังปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระจากทุกสิ่ง ทอดสายตายาวออกไปสู่บึงน้ำเบื้องหน้า เรารู้สึกสบายใจ ปลอดโปร่งโล่งใจ อิสรเสรี สงบสุข สันติอยู่ภายใน เราค่อยๆ ประคองความรู้สึกเบาสบายใจสงบสุขนี้เนืองๆ


พิจารณา “อารมณ์สงบสุข” จากภาพบึงน้ำเบื้องหน้า สัก ๑ ชั่วโมง หรือจนอิ่มเต็มหัวใจ


Step II: นั่งหลับตาระลึกถึงบึงน้ำ


นั่ง ในท่าสบายๆ ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ปล่อยร่างกายให้พักสบายๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ วางภาระความกังวลต่างๆ ลงชั่วคราว อดีตผ่านไปแล้วจบแล้วไม่มาอีก อนาคตยังมาไม่ถึง ไม่เป็นไร ปัจจุบันเราจะขอพักสักครู่เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณของเราให้เต็มอิ่ม ค่อยๆ หลับตาพร้อมลงเบาๆ ให้ค่อยๆ หลับ ความสว่างค่อยๆ หายไป เหมือนคนกำลังสะลึมสะลือ ค่อยๆ เคลิ้มเข้าสู่ความสงบสงัด ความวิเวก ความว่างเปล่า ความเงียบความมืดที่เวิ้งว้างแล้วค่อยๆ ระลึกถึงภาพบึงน้ำที่เราประทับใจที่เราได้เพ่งพิจารณา จินตนาการถึงบึงน้ำที่เราเคยไปเพ่งพิจารณาแล้วจิตสงบสงัด ค่อยๆ น้อมจิตระลึกถึง เหมือนระลึกถึงสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราประทับใจ สิ่งที่ทำให้ใจเราเป็นสุขสงบระงับ เมื่อเริ่มเข้าสู่ความอารมณ์สงบระงับ จะรู้สึกได้อารมณ์ เหมือนกับนั่งอยู่เบื้องหน้าบึงน้ำ อารมณ์เดียวกันกับที่เรานั่งชมทิวทัศน์เบื้องหน้าริมน้ำนั้น เมื่ออารมณ์สุขสงบนี้เกิดแล้ว ค่อยๆ ปล่อยภาพบึงน้ำออกไป พิจารณาเฉพาะอารมณ์สุขสงบที่เราเคยสัมผัสหน้าบึงน้ำนั้น จิตของเราจะค่อยๆ นิ่งขึ้น ดิ่งลึกมากขึ้น เบามากขึ้น ละเอียดขึ้น สบายขึ้น สงบขึ้น


ปล่อย จิตของเราให้เสพอารมณ์ความประทับใจที่ยังค้างอยู่นี้ สืบอารมณ์ให้ต่อเนื่องตลอดไปเรื่อยๆ เหมือนเราดูหนังดีๆ ดูภาพสวยๆ แล้วอยากดูต่อไปเรื่อยๆ ฉะนั้น จนจิตละเอียดเหมือนไม่เหลือส่วนละเอียด จนจิตเบาสบายเหมือนหายวับไป


Step III: นั่งลืมตาระลึกถึงบึงน้ำ


นั่ง ในท่าสบายๆ ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ปล่อยร่างกายให้พักสบายๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ วางภาระความกังวลต่างๆ ลงชั่วคราว อดีตผ่านไปแล้วจบแล้วไม่มาอีก อนาคตยังมาไม่ถึง ไม่เป็นไร ปัจจุบันเราจะขอพักสักครู่เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณของเราให้เต็มอิ่ม ไม่ต้องหลับตา ให้ค่อยๆ น้อมจิตนิ่งดิ่งลึกลงระลึกถึงภาพบึงน้ำที่เราประทับใจที่เราไปพิจารณามา ให้เป็นเพียงการระลึกในหัวสมองของเราเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องปรากฏภาพ หรืออาจเป็นภาพในห้วงคำนึงก็ได้ เหมือนระลึกถึงหน้าคนรักฉะนั้น ประคองความรู้สึกประทับใจ สงบสุข เบาสบายใจ ที่เคยเกิดขึ้นขณะที่เพ่งพิจารณาบึงน้ำนั้นไว้เนืองๆ จนได้อารมณ์เดียวกันกับตอนที่พิจารณาบึงน้ำ แล้วปล่อยตามสบาย ไม่ต้องระลึกถึงภาพบึงน้ำอีก เอาแต่อารมณ์สุขสงบที่เราเคยเสพ เคยประทับใจบึงน้ำนั้นก็พอ


นั่ง นิ่งต่อไปเรื่อยๆ ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามธรรมชาติ ประคองอารมณ์ประทับใจ อารมณ์สุขสงบ อารมณ์เคลิ้มคล้อยที่เคยเกิดขึ้นในขณะชมทิวทัศน์บึงน้ำไว้เนืองๆ ทุกขณะ แม้ภาพเบื้องหน้าจะเป็นอย่างอื่นอะไรก็ตาม แต่ในห้วงคำนึงระลึกถึงแต่ภาพบึ้งน้ำที่สงบ จนจิตสงบสุขระงับอยู่ภายใน แม้ภายนอกจะมีอะไรมารบกวนก็ตาม ก็ไม่แตกต่างกับหลับตา


Step IV: ระลึกถึงบึงน้ำทุกอิริยาบถ


ใช้วิธีเดียวกับ Step III แต่ ให้ค่อยๆ ขยับร่างกายไปตามธรรมชาติ โดยระลึกถึงอารมณ์ประทับใจ อารมณ์สุขสงบภายในใจที่ได้จากการชมทิวทัศน์บึงน้ำไว้เนืองๆ ไม่หลุดจากอารมณ์สุขสงบสงัดระงับภายในจิตห้วงคำนึงของเรานี้ ทุกๆ อิริยาบถ ไม่ว่านอน, นั่ง, ยืน, เดิน, พูดคุย ฯลฯ จิตไม่หลุดออกจากอารมณ์ความสุขสงบสงัดระงับภายในจิตห้วงคำนึงของเรานี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ใครจะเกิดขึ้น, ตั้งอยู่, ดับไป ฯลฯ จิตของเรายังคง สงบสงัดสุขระงับอยู่อย่างนี้ อารมณ์นี้อารมณ์เดียว ไม่มีอารมณ์อื่น การทำงานยังปกติ เหมือนกายภายนอกทำต่อไปได้ทุกอิริยาบถ จิตภายในพักสงบอยู่อย่างนั้น


ปฏิบัติทุกอิริยาบถ ทุกขณะ จิตมีอารมณ์นี้อารมณ์เดียวตลอดไม่หลุดจากอารมณ์นี้เลย


...............................จบปฏิบัติการณ์..........................


เกร็ดความรู้เกี่ยวกับอาโปกสิณ


๑) การบริกรรม


หากจิตไม่แนบสนิทกับสิ่งที่เพ่ง จำเป็นต้องบริกรรม เพื่อเตือนสติให้จิตระลึกถึงสิ่งที่เพ่ง ไม่ไปคิดอย่างอื่น เช่น บริกรรมว่า “อาโป” ๆๆๆ หรือ “น้ำ” ซ้ำ ๆๆๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจิตจะสนิทแนบแน่นกับน้ำที่เพ่งอยู่ แต่หากจิตรวมเป็นหนึ่งดี ไม่ฟุ้งซ่านมาก ไม่จำเป็นต้องใช้คำบริกรรม การติดคำบริกรรม ไม่ละจากคำบริกรรม ทำให้ได้ฌานไม่ลึก จะตื้นอยู่แค่นั้น ในแบบชุดฝึกปฏิบัติการณ์นี้ จึงเลี่ยงใช้คำบริกรรม ให้เพ่งบึงใหญ่ๆ แทน แต่หากใช้น้ำเพียงเล็กน้อย เช่น น้ำในบาตร จิตจะสงบยาก ควรมีคำบริกรรมประกอบ


๒) กสิณธาตุสี่


อาโปกสิณ เป็นหนึ่งในกสิณสิบ ในกสิณสิบ แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนของกสิณวรรณะ หรือ การเพ่งสีต่างๆ สี่สีใหญ่ คือ ขาว, เหลือง, แดง, เขียว รวมเป็นกสิณชุดหนึ่งสี่ตัว ส่วนกสิณธาตุสี่นี้ ประกอบด้วยสี่ตัว คือ กสิณดิน, น้ำ, ลม, ไฟ โดย “อาโปกสิณ ก็คือ กสิณน้ำนั่นเอง ปกติ จะฝึกตามหนองน้ำ, บึง, ทะเลสาบ, ทะเล, แม่น้ำสายใหญ่ๆ แต่มีบางท่านเหมือนกันพิจารณาเพียงหยดน้ำค้าง ฯลฯ หรือน้ำในรูปอื่นๆ ก็ได้เช่นกัน แต่การพิจารณาน้ำตามแหล่งน้ำทางธรรมชาติ จะให้ผลมากกว่า เร็วกว่า เพราะพลังธรรมชาติมีมาก สมบูรณ์ สามรถสะกดจิต สะกดใจ ให้ผู้มีจิตใจเร่าร้อน หยุดลงได้ อนึ่ง ในกสิณสิบนี้ จะมี “อากาศกสิณ” คือ การเพ่งความว่างเปล่า ไม่ใช่เพ่งธาตุลม และ “อาโลกสิณ” คือ การเพ่งความสว่างไสว ไม่ใช่เพ่งธาตุไฟอีกด้วย นั่นคือ อะไรที่สว่างไสว หรือขณะเข้ารูปฌานเกิดความสว่างวาบขึ้นมา ก็นับเป็นอาโลกสิณ ไม่ใช่กสิณไฟ ในแบบฝึกปฏิบัติการณ์ชุดนี้ จะค่อยๆ นำเสนอกสิณในชุดนี้ต่อไปตามลำดับอันควร


๓) จตุธาตุวัฏฐาน


การ เพ่งกสิณ คือ การที่จิตจดจ่อในรูปใดรูปหนึ่ง จนจิตรวมหนึ่งเป็นอารมณ์เดียว แล้วจึงค่อยๆ ละสู่ฌานลึกขึ้นไปเองตามธรรมชาติ ส่วนการพิจารณาธาตุสี่ หรือ “จตุธาตุวัฏฐาน” จะแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย กล่าวคือ ไม่ได้เพ่งจิตไปที่ธาตุใดธาตุหนึ่งโดยเฉพาะ แต่จะพิจารณาธาตุทั้งสี่พร้อมกัน ถึงการเข้ามารวมกันของธาตุทั้งสี่ชั่วคราวเพื่อประกอบเป็นรูปใดรูปหนึ่ง ทุกๆ รูป ทุกๆ สรรพสิ่งย่อมมีธาตุสี่นี้เป็นองค์ประกอบที่ตาหยาบๆ ของมนุษย์จะพึงสังเกตได้ ตราบจนถึงวาระแตกดับ ธาตุสี่ที่ประชุมหนุนเนื่องกันอยู่ก็จะสลายหายไปคนละทางจากรูปหนึ่ง แปรไปรูปหนึ่ง ไม่สูญหาย แต่จะแปรเปลี่ยนไปสู่ที่อื่น วนเวียนอยู่ทั้งจักรวาล เช่นนี้ ไม่จบไม่สิ้น เป็นสิ่งน่าเบื่อ ควรละทิ้งเสีย การพิจารณาธาตุสี่ จะช่วยประกอบกับการเพ่งธาตุสี่ ส่งผลให้เกิดปัญญาแตกฉานภายหลัง ในบทความชุดนี้ จะค่อยๆ ทยอยนำเสนอให้สามารถปฏิบัติได้จริงๆ ง่ายๆ เป็นลำดับ
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 28-11-15, 16:40
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,264 ครั้ง ใน 2,264 ข้อความ
พลังบุญ: 3134
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

แบบฝึก “ตบะ” ปฏิบัติการณ์ “เตโชกสิณ”


Step I: นั่งลืมตาเพ่งเปลวเทียน
ให้ ฝึกในเวลากลางคืนที่มืดสนิท แล้วค่อยๆ จุดเทียนเล่มเล็กๆ ไว้ไกลๆ ตรงกับใบหน้า นั่งในท่าสบายๆ ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ปล่อยร่างกายให้พักสบายๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ วางภาระความกังวลต่างๆ ลงชั่วคราว อดีตผ่านไปแล้วจบแล้วไม่มาอีก อนาคตยังมาไม่ถึง ไม่เป็นไร ปัจจุบันเราจะขอพักสักครู่เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณของเราให้เต็มอิ่ม ไม่ต้องหลับตา ค่อยๆ ทอดสายตาไปเบื้องหน้า ข้างหน้าเป็นดวงเทียนดวงเล็ก มีแสงสว่างไสว มีความอบอุ่น มีรัศมีผ่องออกสวยงาม ไล่ความมืดเวิ้งว้างออกไป เราทอดสายตาออกไป รู้สึกถึงความสว่างไสว ความอบอุ่น เหมือนดวงเทียนที่ความมืดที่เวิ้งว้าง เหมือนดาวประกายกลางท้องฟ้า จิตวิญญาณเรากำลังปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากทุกสิ่ง ทอดสายตายาวออกไปยังดวงเทียน เรารู้สึกสบายใจ ปลอดโปร่งโล่งใจ อิสรเสรี สงบสุข สันติอยู่ภายใน เราค่อยๆ ประคองความรู้สึกเบาสบายใจสงบสุขนี้เนืองๆ


พิจารณา “อารมณ์สงบสุข” จากแสงเทียนเบื้องหน้า สัก ๑ ชั่วโมง หรือจนอิ่มเต็มหัวใจ


Step II: นั่งหลับตาระลึกถึงดวงเทียน
นั่ง ในท่าสบายๆ ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ปล่อยร่างกายให้พักสบายๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ วางภาระความกังวลต่างๆ ลงชั่วคราว อดีตผ่านไปแล้วจบแล้วไม่มาอีก อนาคตยังมาไม่ถึง ไม่เป็นไร ปัจจุบันเราจะขอพักสักครู่เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณของเราให้เต็มอิ่ม ค่อยๆ หลับตาพร้อมลงเบาๆ ให้ค่อยๆ หลับ ความสว่างค่อยๆ หายไป เหมือนคนกำลังสะลึมสะลือ ค่อยๆ เคลิ้มเข้าสู่ความสงบสงัด ความวิเวก ความว่างเปล่า ความเงียบความมืดที่เวิ้งว้างแล้วค่อยๆ ระลึกถึงแสงเทียนที่เราประทับใจที่เราได้เพ่งพิจารณา จินตนาการถึงแสงเทียนที่เราเคยเพ่งพิจารณาแล้วจิตสงบสงัด ค่อยๆ น้อมจิตระลึกถึง เหมือนระลึกถึงสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราประทับใจ สิ่งที่ทำให้ใจเราเป็นสุขสงบระงับ เมื่อเริ่มเข้าสู่ความอารมณ์สงบระงับ จะรู้สึกได้อารมณ์เหมือนกับตอนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าดวงเทียน อารมณ์เดียวกันกับที่เรานั่งมองแสงเทียนสวยสงบนั้น เมื่อเสพอารมณ์สุขสงบนี้เกิดแล้ว ค่อยๆ ปล่อยภาพแสงเทียนออกไป พิจารณาเฉพาะอารมณ์สุขสงบที่เราเคยสัมผัสนั้น จิตของเราจะค่อยๆ นิ่งขึ้น ดิ่งลึกมากขึ้น เบามากขึ้น ละเอียดขึ้น สบายขึ้น สงบขึ้น


ปล่อย จิตของเราให้เสพอารมณ์ความประทับใจที่ยังค้างอยู่นี้ สืบอารมณ์ให้ต่อเนื่องตลอดไปเรื่อยๆ เหมือนเราดูหนังดีๆ ดูภาพสวยๆ แล้วอยากดูต่อไปเรื่อยๆ ฉะนั้น จนจิตละเอียดเหมือนไม่เหลือส่วนละเอียด จนจิตเบาสบายเหมือนหายวับไป


Step III: นั่งลืมตาระลึกถึงแสงเทียน
นั่ง ในท่าสบายๆ ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ปล่อยร่างกายให้พักสบายๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ วางภาระความกังวลต่างๆ ลงชั่วคราว อดีตผ่านไปแล้วจบแล้วไม่มาอีก อนาคตยังมาไม่ถึง ไม่เป็นไร ปัจจุบันเราจะขอพักสักครู่เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณของเราให้เต็มอิ่ม ไม่ต้องหลับตา ให้ค่อยๆ น้อมจิตนิ่งดิ่งลึกลงระลึกถึงแสงเทียนในคืนที่เราประทับใจที่เราไปพิจารณามา ให้เป็นเพียงการระลึกในหัวสมองของเราเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเห็นภาพ หรืออาจเป็นภาพในห้วงคำนึงก็ได้ เหมือนระลึกถึงหน้าคนรักฉะนั้น ประคองความรู้สึกประทับใจ สงบสุข เบาสบายใจ ที่เคยเกิดขึ้นขณะที่เพ่งพิจารณาแสงเทียนนั้นไว้เนืองๆ จนได้อารมณ์เดียวกันกับตอนที่พิจารณาจริงๆ แล้วปล่อยตามสบาย ไม่ต้องระลึกถึงภาพนั้นอีก เอาแต่อารมณ์สุขสงบที่เราเคยเสพ เคยประทับใจนั้นก็พอ


นั่ง นิ่งต่อไปเรื่อยๆ ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามธรรมชาติ ประคองอารมณ์ประทับใจ อารมณ์สุขสงบ อารมณ์เคลิ้มคล้อยที่เคยเกิดขึ้นในขณะเห็นแสงเทียนเรืองรองท่ามกลางความมืด มิดที่เวิ้งว้างนั้นไว้เนืองๆ ทุกขณะ จนจิตสงบสุขระงับ ไม่แตกต่างกับขณะหลับตาทำ


Step IV: ระลึกถึงดวงเทียนทุกอิริยาบถ
ใช้วิธีเดียวกับ Step III แต่ ให้ค่อยๆ ขยับร่างกายไปตามธรรมชาติ โดยระลึกถึงอารมณ์ประทับใจ อารมณ์สุขสงบภายในใจที่ได้จากแสงเทียนเรืองรองท่ามกลางความมืดที่เวิ้งว้าง นั้นไว้เนืองๆ ไม่หลุดจากอารมณ์สุขสงบสงัดระงับภายในจิตห้วงคำนึงของเรานี้ ทุกๆ อิริยาบถ ไม่ว่านอน, นั่ง, ยืน, เดิน, พูดคุย ฯลฯ จิตไม่หลุดออกจากอารมณ์ความสุขสงบสงัดระงับภายในจิตห้วงคำนึงของเรานี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ใครจะเกิดขึ้น, ตั้งอยู่, ดับไป ฯลฯ จิตของเรายังคง สงบสงัดสุขระงับอยู่อย่างนี้ อารมณ์นี้อารมณ์เดียว ไม่มีอารมณ์อื่น การทำงานยังปกติ เหมือนกายภายนอกทำต่อไปได้ทุกอิริยาบถ จิตภายในพักสงบอยู่อย่างนั้น ประคองอารมณ์สุขสงบนี้ไม่หวั่นไหวแม้มีสิ่งยั่วเย้า จะเรียกว่าได้ “ตบะ”


ปฏิบัติทุกอิริยาบถ ทุกขณะ จิตมีอารมณ์นี้อารมณ์เดียวตลอดไม่หลุดจากอารมณ์นี้เลย


...............................จบปฏิบัติการณ์..........................


เกร็ดความรู้เกี่ยวกับเตโชกสิณ


๑) การบริกรรม
หากจิตไม่แนบสนิทกับสิ่งที่เพ่ง จำเป็นต้องบริกรรม เพื่อเตือนสติให้จิตระลึกถึงสิ่งที่เพ่ง ไม่ไปคิดอย่างอื่น เช่น บริกรรมว่า “เตโช” ๆๆๆ หรือ “ไฟ” ซ้ำ ๆๆๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจิตจะสนิทแนบแน่นกับแสงที่เพ่งอยู่ แต่หากจิตรวมเป็นหนึ่งดี ไม่ฟุ้งซ่านมาก ไม่จำเป็นต้องใช้คำบริกรรม การติดคำบริกรรม ไม่ละจากคำบริกรรม ทำให้ได้ฌานไม่ลึก จะตื้นอยู่แค่นั้น ในแบบชุดฝึกปฏิบัติการณ์นี้ จึงเลี่ยงใช้คำบริกรรม ให้เพ่งดวงเทียนในคืนมืดแทน แต่หากจิตจะสงบยาก ควรมีคำบริกรรมประกอบ เช่น ตอนที่หลับตาระลึกแทน


๒) กสิณธาตุสี่
เตโชกสิณ เป็นหนึ่งในกสิณสิบ ในกสิณสิบ แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนของกสิณวรรณะ หรือ การเพ่งสีต่างๆ สี่สีใหญ่ คือ ขาว, เหลือง, แดง, เขียว รวมเป็นกสิณชุดหนึ่งสี่ตัว ส่วนกสิณธาตุสี่นี้ ประกอบด้วยสี่ตัว คือกสิณดิน, น้ำ, ลม, ไฟโดย “เตโชกสิณ”ก็คือ กสิณไฟนั่นเอง ปกติ จะฝึกเฉพาะหน้าที่มีแสงไฟ เลือกที่แสงไม่แรงเกินไปในคืนมืดที่เวิ้งว้าง อนึ่ง ในกสิณสิบนี้ จะมี “อากาศกสิณ” คือ การเพ่งความว่างเปล่า ไม่ใช่เพ่งธาตุลม และ “อาโลกสิณ” คือ การเพ่งความสว่างไสว ไม่ใช่เพ่งธาตุไฟอีกด้วย นั่นคือ อะไรที่สว่างไสว หรือขณะเข้ารูปฌานเกิดความสว่างวาบขึ้นมา ก็นับเป็น “อาโลกสิณ” ไม่ใช่กสิณไฟ แตกต่างจากกสิณไฟ โดยอาโลกสิณที่จะเพ่งความสว่างที่มีตามธรรมชาติเช่นแสงสว่างที่ลอดจากช่อง ผนัง แสงจะเบาบางกว่า เพียงแค่เรืองๆ ไม่ถึงขนาดเป็นดวงไฟ ในแบบฝึกปฏิบัติการณ์ชุดนี้ จะค่อยๆ นำเสนอกสิณในชุดนี้ต่อไปตามลำดับอันควร


๓) นิมิตกสิณ
เมื่อเพ่งกสิณจนภาพติดอยู่ในห้วงคำนึง จุดนี้ ภาพยังเป็นแค่ความทรงจำสัญญาขันธ์ เมื่อเราระลึกยังเป็นแค่การจินตนาการ ไม่ใช่ “นิมิต” สำหรับนิมิตนั้น จะมีความชัดเจนสว่างไสวเท่ากับภาพในความฝัน ไม่ใช่ภาพในจินตนาการ หรือภาพในห้วงคำนึง ตรงนี้ต้องแยกแยะออกให้ได้ อย่าเพิ่งคิดเอาเอง เออเอาเอง หรือจินตนาการไปเองแล้วบอกว่าได้ “นิมิต” นิมิตจะเกิดเมื่อจิตเข้าสู่ภาวะใกล้จะอิสระจากกายและใจเต็มที่ เพราะผลจากจิตที่ยังวนเวียนระลึกอยู่ จิตดวงสุดท้ายที่ละความรับรู้จากใดๆ แล้ว เข้าไปจับเอาภาพในห้วงคำนึงคือภาพที่เราเพ่งอยู่ออกมา ภาพขณะนั้น คือ สัญญาขันธ์ในใจที่เราเคยเห็นเคยจำ แต่ไม่มีสีดำแห่งความมืดเมื่อเราหลับตามาบดบัง เพราะจิตละการรับรู้จากความมืดที่บดบังนั้นแล้ว จึงปรากฏเหมือนกับเราวูบไป ไม่รู้สึกอะไร แล้วจู่ๆ ภาพนิมิตนั้นก็ปรากฏออกมาแวบวูบหนึ่ง หากฝึก “นิมิต” ต่อก็ได้ เช่น บังคับนิมิต เหมือนบังคับฝัน
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 21:55


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่