อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ
 

กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > อภิญญาธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #61  
เก่า 01-01-17, 23:30
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,249 ครั้ง ใน 2,249 ข้อความ
พลังบุญ: 3118
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

แนวทางการเสริมสร้างสุขภาพอย่างบูรณาการ เพื่อการชะลอวัยและการมีอายุยืนถึงร้อยปี หรือกว่านั้น (60)
(14/5/2556)




*ว่าด้วยการปลุกจักระในกุณฑาลินีโยคะ (ต่อ)*


ตันตระคือโยคะแห่งการปลุกให้ “รู้” ปลุกให้ “ตื่น” การฝึกฝนในตันตระ ด้วยวิธีการฝึกและอุบายต่างๆ นั้น ล้วนมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการ “รู้” และการ “ตื่น” ทั้งสิ้น หากคัมภีร์โยคะสูตรของปตัญชลีคือ แนวทางการฝึกแบบเจโตวิมุติคัมภีร์ตันตระ โดยเฉพาะคัมภีร์วิกยานไภราพตันตระก็คือแนวทางการฝึกแบบปัญญาวิมุตินั่นเอง โดยที่ไม่ว่าจะฝึกในแนวทางไหน ก็มี กุณฑาลินีโยคะ เป็นพื้นฐานเบื้องต้นร่วมกัน โดยเฉพาะในขั้นตอนอาสนะ ปราณายามะ มุทรพันธะ กิริยา และการปลุกจักระต่างๆ เหมือนกันทั้งสิ้น ก่อนที่จะแตกต่างกันเมื่อก้าวเข้าสู่การฝึกขั้นสูง



สิ่งที่ตันตระมุ่งจะทำก็คือ การนำเสนอ วิธีการอันเป็นเลิศให้แก่ผู้ฝึก เพื่อช่วยผู้ฝึกให้สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเอง จนกระทั่งดวงตาของเขาสามารถมองเห็นแสงสว่างด้วยตัวเองได้ แต่ตันตระจะไม่ยอมพูดใดๆ ทั้งสิ้น เกี่ยวกับแสงสว่างว่าหมายถึงอะไร สิ่งที่ตันตระสอนก็คือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถมองเห็นแสงสว่างได้ เพราะนี่แหละคือคำตอบที่แท้จริงเกี่ยวกับแสงสว่าง...



ต่อไปจะขอถ่ายทอดเคล็ดการฝึกปลุกจักระในกุณฑาลินีโยคะอย่างเป็นระบบ ต่อจากที่ได้ถ่ายทอดไปแล้ว



(5) หลังจากที่ผู้ฝึกได้ปลุกจักระที่ 3 หรือจักระมณีปุระตรงบริเวณด้านในของช่องกระดูกไขสันหลังด้านหลังของสะดืออย่างต่อเนื่อง เป็นเวลาหนึ่งเดือนขึ้นไปแล้ว จึงค่อยเริ่มการฝึกสมาธิสำหรับปลุกจักระที่ 4 (อนาหตะ) เป็นลำดับต่อไป



ในคัมภีร์ของกุณฑาลินีโยคะได้กล่าวว่า จักระอนาหตะนี้เป็นศูนย์รวมพลังที่มีความสำคัญมากเป็นพิเศษ เพราะที่ตั้งของจักระนี้เป็นศูนย์รวมของระบบประสาทที่ควบคุมการทำหน้าที่ของหัวใจ ณ ที่จักระนี้มีจังหวะของการสั่นสะเทือนติดต่อกันไป โดยไม่มีการหยุด และทำให้เกิดเสียงชนิดหนึ่งเป็นเสียงที่เกิดขึ้นภายใน โดยเกิดขึ้นติดต่อกันไม่หยุดเลย คำว่า “อนาหตะ” เองก็มีความหมายว่า “หยุดไม่ได้”



จักระที่ 4 เป็นศูนย์รวมพลังที่มีความสามารถเป็นพิเศษเกี่ยวกับ การนึกปรารถนาสิ่งใด ก็จะได้สิ่งนั้นสมดังความปรารถนา ความจริงถ้าผู้ฝึกได้ฝึกจิตจนถึงจักระที่ 3 แล้ว เขาก็จะกลายเป็นผู้ที่มีพลังอำนาจที่จะจัดการ และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี แต่ยังไม่สามารถชำระล้างบุพกรรม หรือกรรมต่างๆ ในอดีตชาติให้หมดสิ้นในเวลาอันสั้นได้



การฝึกถึงจักระที่ 3 จึงยังอยู่ภายใต้กฎทางโลกของมนุษย์ แม้แต่จิตใจ ร่างกาย และประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของผู้นั้น ก็ยังอยู่ในขอบเขตของสามัญมนุษย์ แต่ถ้าฝึกจิตจนถึงจักระที่ 4 มันจะเกือบเข้าขอบเขตที่เหนือเหตุผล เหนือมิติ ไม่อยู่ในวิสัยของชาวโลกเข้าไปทุกทีแล้ว หรือเข้าใกล้โลกุตตรธรรมเข้าไปทุกทีแล้ว



กรรมเก่านั้นเป็นสิ่งที่มีจริง แต่สามารถทำให้หลุดพ้นออกมาได้ ถ้าผู้นั้นสามารถพัฒนาจิตมาถึงจักระที่ 3 ขึ้นไป มันเหมือนกับการขว้างก้อนหินขึ้นไปบนท้องฟ้า ซึ่งขึ้นอยู่กับแรงที่ขว้างขึ้นไปกับแรงดึงดูดของโลก ถ้าขว้างแรงพอก็อาจหลุดพ้นจากแรงดึงดูดของโลกไปได้ ปัจจัยที่จะทำให้เป็นเช่นนั้นได้ ก็คือ การสั่งสม “พลังบุญ” และ “พลังจิต” ของผู้นั้น


เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ฝึกสามารถฝึกถึงจักระที่ 4 หรืออนาหตะได้ ความสำเร็จของเขาจะอยู่แค่เอื้อมเท่านั้น เพราะมีแต่เมื่อผู้นั้นได้ฝึกถึงจักระที่ 4 แล้วเท่านั้น คนผู้นั้นถึงจะกลายเป็นกุณฑาลินีโยคะที่แท้จริง ในขณะที่ถ้าผู้นั้นยังฝึกแค่จักระที่ 1 จักระที่ 2 และจักระที่ 3 อยู่ ผู้นั้นก็ยังเป็นแค่ผู้ฝึกกุณฑาลินีโยคะเท่านั้น



ความตั้งใจจริงทำจริง การฝึกฝนอย่างจริงจัง อย่างตั้งใจด้วยพลังอำนาจจิตที่มีสติบริบูรณ์ ในการฝึกจิตผ่านขั้นตอนจักระที่ 1 จักระที่ 2 และจักระที่ 3 ตามลำดับ พอจิตมาถึงจักระที่ 4 แล้ว จิตของผู้นั้นย่อมมีความสมบูรณ์พร้อมเป็นอย่างมากแล้ว



ความต่างระหว่างจักระมณีปุระกับจักระอนาหตะนั้น อยู่ที่จักระมณีปุระยังถูกผูกมัดโดยกรรมเก่า แม้จะข้ามพ้นกรรมเก่าได้เป็นบางส่วนก็ตาม ส่วนจักระอนาหตะนั้นสามารถข้ามพ้นเป็นอิสระจากกรรมเก่าได้ ไม่แต่เท่านั้น ผู้นั้นยังสามารถใช้เจตนารมณ์ของตนไปบรรลุความปรารถนาในโลกแห่งกรรมได้ด้วย โดยผ่านการใช้จักระอนาหตะนี้ จึงเห็นได้ว่า ในขณะที่จักระมณีปุระจะเป็นแค่ฝ่ายรับกรรมที่ได้มาเท่านั้น แต่ยังไม่มีพลังอำนาจในการบรรลุความปรารถนา ซึ่งต่างจากจักระอนาหตะโดยสิ้นเชิง



ในคัมภีร์โยคะโบราณจึงกล่าวว่า ณ ที่ตั้งของจักระอนาหตะนี้มีต้นไม้ที่เขียวเสมออยู่ชื่อ ต้นกัลปพฤกษ์ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ขอสิ่งที่ปรารถนาอะไรก็จะได้ตามนั้น ไม่ว่าจะปรารถนาในสิ่งดีหรือสิ่งร้าย ตรงนี้แหละคือประเด็นที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่คิดจะปลุกจักระที่ 4 ต้องระมัดระวังให้มากเป็นพิเศษ และต้องมีสติเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาในการใช้ชีวิต



เพราะลองคิดดูสิว่า ถ้าผู้นั้นฝึกจิตมาจนถึงขั้นนึกปรารถนาอะไรก็จะได้สมปรารถนาตามนั้นแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากความคิดของเขาเป็นไปในทางลบ เพราะมันจะเกิดขึ้นจริงๆ ตามนั้น
ผู้ฝึกจักระที่ 4 จึงต้องตั้งอธิษฐานให้สัจจะกับตัวเองว่าจะมีความคิด และการกระทำในสิ่งที่ดีในเชิงบวก เชิงสร้างสรรค์ที่มีคุณประโยชน์ต่อมนุษยชาติเท่านั้น เพราะถ้ามีความคิดที่ร้ายๆ แล้ว คนผู้นั้นจะสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้แก่โลกมนุษย์ และแก่ตัวเองอันเนื่องมาจากพลังจิตของเขา



กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้ที่คิดจะปลุกจักระที่ 4 จึงต้องเป็นคนมองโลกในแง่ดีเสมอ จะเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายไม่ได้เป็นอันขาด เขาจะต้องสามารถปรองดองกับผู้คนได้ ต่อให้โลกภายนอกเลวร้ายต่ำทรามเพียงใด แต่โลกภายในของเขาจะต้องเปี่ยมด้วยสันติอยู่เสมอ ไม่ว่าใครก็ตามที่เคยเป็นศัตรูกับเขาหรือกำลังเป็นอยู่ เขาจะต้องให้อภัย แผ่ความรัก ความเมตตาออกไป มีความรัก ความจริงใจ และความหวังดีต่อทุกคน และสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้อย่างไม่มีขอบเขต



เขาจะต้องมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยม คบหาผู้คนด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เขาจะคบกับคนที่มีความคิดจิตใจที่สูงส่งเช่นเดียวกับตัวเขา เขาจะกลายเป็นคนที่มีพลังในการคิด การพูด และการเขียน เขาจะเป็นคนที่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งในทางโลกและทางธรรม และเขาจะเป็นผู้นำที่ดี ข้างต้นนี้แหละคือเคล็ดลับของการฝึกปลุกจักระที่ 4 ให้สำเร็จ และมีแต่บุคคลที่มีคุณสมบัติข้างต้นเช่นนี้เท่านั้น ถึงจะคู่กับการฝึกจักระที่ 4 หรือจักระอนาหตะนี้ได้



เขาผู้นั้นจะต้องหมั่นระลึกในใจ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่เสมอว่า



“โลกทั้งหมดอยู่ในตัวเรา


ตัวเราอยู่ในคนทั้งปวง


คนทั้งมวลล้วนอยู่ในตัวเรา”



ผู้ที่ฝึกจักระที่ 4 จนจิตเข้าถึงความสงบสุขภายในอยู่เสมอแล้ว จะบรรลุความสมบูรณ์ 3 ระดับคือ


(ก) ระดับร่างกาย เขาจะมีร่างกายที่แข็งแรง สะอาด บริสุทธิ์ มีพลัง



(ข) ระดับจิตใจ เขาจะตั้งอยู่ในคุณธรรม มีความยุติธรรมเที่ยงธรรม มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คิด พูด ทำแต่ในสิ่งที่ดี ที่ประเสริฐและสร้างสรรค์



(ค) ระดับจิตวิญญาณ จิตวิญญาณของเขาจะละเอียด สุขุม สะอาด สว่าง สงบ และเยือกเย็น (ยังมีต่อ)
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #62  
เก่า 01-01-17, 23:31
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,249 ครั้ง ใน 2,249 ข้อความ
พลังบุญ: 3118
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

แนวทางการเสริมสร้างสุขภาพอย่างบูรณาการ เพื่อการชะลอวัยและการมีอายุยืนถึงร้อยปี หรือกว่านั้น (61)
(21/5/2556)




*ว่าด้วยการปลุกจักระในกุณฑาลินีโยคะ (ต่อ)*



การเตรียมตัวฝึกฝน เพื่อไปกระตุ้นจักระที่ 4 หรือจักระอนาหตะนี้คือ การฝึกสมาธิแบบ “อจาปา-จาปา” หรือ สมาธิแบบบริกรรมมนตราตามธรรมชาติ โดยมนตราที่ใช้คือคำว่า โซ-ฮัม (So-Ham) ซึ่งแปลว่า “ฉันคือสิ่งนั้น” (I am That) ซึ่งหมายถึง “ฉันคือพรหมัน” นั่นเอง หากเป็นชาวพุทธ จะบริกรรมคำว่า “พุท-โธ” โดยหายใจเข้าให้นึกถึงคำว่า “พุท” หายใจออกให้นึกถึงคำว่า “โธ” ซึ่งมีความหมายว่า “ฉันคือพุทธะ” ก็ได้เช่นกัน



คัมภีร์โยคะโบราณกล่าวไว้ว่า ณ ที่จักระอนาหตะ เมื่อหายใจเข้าจงนึกถึงคำว่า “โซ” หายใจออกจงนึกถึงคำว่า “ฮัม” จงบริกรรม โซ-ฮัม โซ-ฮัม โซ-ฮัม ในใจตามการหายใจเข้าออกซ้ำๆ กันเช่นนี้ ครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงที่นึกในใจควรเรียบคล่องและเป็นไปโดยธรรมชาติ ผู้ฝึกต้องฝึกบริกรรมเช่นนี้จนกระทั่งราวกับเกิดเสียงขึ้นภายในหัวใจ และเกิดแสงหรือความรู้สึกอุ่นซ่าขึ้นในบริเวณกระดูกสันหลังคล้ายแสงจันทร์หรือแสงอาทิตย์ที่เพิ่งฉายแสงขึ้นมาจากขอบฟ้า



มนตร์ที่บริกรรมด้วย “โซ-ฮัม” (หรือ “พุท-โธ”) นี้จะเกิดเป็นคลื่นสั่นสะเทือนไปปลุกทุกส่วน ทุกองคาพยพของร่างกายให้ตื่นตัว วิธีฝึกสมาธิแบบอจาปา-จาปานี้ เป็นวิธีฝึกที่ง่ายมาก เพราะผู้ฝึกเพียงเอาใจจดจ่ออยู่กับการหายใจให้สม่ำเสมอเป็นธรรมชาติ และให้รู้ตัวหรือรู้สึกตัวอยู่เสมอว่ากำลังหายใจอยู่ โดยหายใจเข้า “โซ” ท้องกับปอดขยาย พอหายใจออก “ฮัม” ท้องหด อกแฟบลง เป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ อนึ่งบางครั้งคำบริกรรมโซ-ฮัมอาจกลับกลายเป็นฮัม-โซโดยอัตโนมัติก็ไม่เป็นไร จงปล่อยให้เป็นไปโดยไม่ต้องไปทำอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่ให้เฝ้า “ตามรู้” เฉยๆ ว่า อะไรกำลังเกิดขึ้นอยู่เท่านั้น เพราะนี่คือมนตราโดยธรรมชาติ ถ้าหากฝึกไปนานๆ การหายใจโซ-ฮัม หรืออจาปา-ปาจาของเขาจะเป็นไปเองอย่างเป็นธรรมชาติ



เคล็ดในการปลุกจักระที่ 4 หรือจักระอนาหตะมีดังนี้...



จงนั่งขัดสมาธิแล้วหลับตาเพียงแผ่วเบา จะนั่งอาสนะท่าไหนก็ได้ ขอให้นั่งให้สบายก็แล้วกัน และตลอดเวลาที่นั่ง ถ้ารู้สึกเมื่อยก็เปลี่ยนท่านั่งได้ไม่ต้องเกร็ง เพียงแต่ในระหว่างที่ฝึกให้ส่งสมาธิจิตไปที่ทรวงอกให้จิตใจของตนจดจ่ออยู่ตรงบริเวณกระดูกสันหลังตรงตำแหน่งที่ตรงกับหัวใจเท่านั้น



จุดสำคัญคือขอให้จิตใจจดจ่ออยู่กับลมหายใจในทรวงอก จากนั้นหายใจเข้าให้รู้สึกตัวว่า อากาศเข้าไปในทรวงอก รู้สึกตั้งแต่ลำคอลงไป จงสนใจเฉพาะลมหายใจเข้าที่เข้ามาตั้งแต่ลำคอลงไปผ่านทรวงอกจนถึงกะบังลม ส่วนลมหายใจออกแค่ตามรู้ก็พอ ช่วงหายใจเข้าให้ทรวงอกขยาย และหายใจให้ลึกๆ จนถึงกะบังลม



ต่อไปให้รู้สึกว่าลมอากาศเข้าไปเติมเต็มที่ว่างในทรวงอก การรู้สึกว่า อากาศได้เข้าไปเติมเต็มที่ว่างในทรวงอกเป็นพื้นฐานสำหรับการรู้สึกถึงที่ว่างที่อยู่ในหัวใจ พอทราบถึงที่ว่างที่อยู่ในหัวใจแล้ว ให้รู้สึกทราบถึงการบีบรัดและคลายตัวของที่ว่างนี้ตามจังหวะการหายใจเข้า-ออก พอทราบถึงความรู้สึกบีบรัดขยายตัวของที่ว่างในหัวใจนี้ได้แล้ว จงประคองความรู้สึกนี้ต่อไปเรื่อยๆ ให้ฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีมโนภาพผุดขึ้นในทรวงอก ผู้ฝึกไม่จำเป็นต้องสร้างภาพหรือนึกถึงภาพใดๆ ทั้งนั้น แต่จงปล่อยให้ภาพเข้ามาเอง หรือให้ปรากฏขึ้นเองในที่ว่างในหัวใจนี้เท่านั้น


ขั้นที่หนึ่ง เป็นการฝึกให้มีสติรู้ตัวตลอดเวลาว่า มีที่ว่างอยู่ในทรวงอก ในหัวใจที่เต็มไปด้วยอากาศ และรู้สึกว่าที่ว่างนั้นกำลังเติมเต็มไปด้วยลมหายใจ



ขั้นที่สอง เป็นการฝึกให้รู้สึกถึงที่ว่างในหัวใจนี้โดยตรง เมื่อหายใจเข้า ทรวงอกขยายเต็มไปด้วยอากาศ เมื่อหายใจออก ทรวงอกบีบตัวเป็นไปตามจังหวะลมหายใจเข้า-ออก



ขั้นที่สาม คือการรับทราบและรับรู้ถึงมโนภาพที่ผุดขึ้นมาเอง จากที่ว่างในหัวใจนั้น



จากนั้นให้ฝึกสมาธิโดยใช้มนตราธรรมชาติคือ โซ-ฮัม หายใจเข้านึกคำว่า “โซ” หายใจออกนึกคำว่า “ฮัม” ขอให้ตั้งใจฝึกหายใจและบริกรรมแบบนี้อยู่ในจิต จนกระทั่งสามารถรู้สึกได้ว่าการหายใจของตัวเอง มีคำว่า โซ-ฮัม สถิตอยู่ในที่ว่างในหัวใจ การฝึกแบบนี้ให้ฝึกแต่ละครั้งราวๆ 30 นาที ก็ออกจากสมาธิได้



อนึ่ง ผู้ใดก็ตามที่ปลุกจักระที่ 1 ถึงจักระที่ 3 จนพลังศักติหรือกุณฑาลินีเริ่มตื่นขึ้นแล้ว แต่ถ้าหากผู้นั้นยังคงเป็นคนมองโลกแง่ร้ายหรือมีความคิดในเชิงลบครอบงำอยู่ พอพลังศักติหรือกุณฑาลินีขึ้นมาจนถึงจักระที่ 4 หรือจักระอนาหตะ พลังศักตินั้นจะหวนกลับไปยังจักระที่ 1 หรือจักระมูลธารอีก คราวนี้การจะปลุกให้ตื่นขึ้นอีกจะยากมากกว่าแต่ก่อนอีก



จึงเห็นได้ว่า นอกจากการฝึกหายใจแบบอจาปา-ปาจา พร้อมกับบริกรรมมนตราธรรมชาติ “โซ-ฮัม” ดังที่กล่าวมาแล้ว เป็นการพัฒนาบุคลิกภาพและความคิดในเชิงบวก เชิงสร้างสรรค์ มีเมตตากรุณากับทุกคนอยู่เป็นนิจ มองโลก มองผู้คนในแง่ดี ไม่มีอคติคิดร้ายกับผู้ใดทั้งสิ้น ก็เป็นเงื่อนไขที่สำคัญและจำเป็นมากต่อการปลุกจักระที่ 4 หรือจักระอนาหตะนี้ เมื่อจักระที่ 4 นี้ตื่นขึ้นมาทำงานอย่างเต็มที่แล้ว เขาผู้นั้นจะเป็นผู้รอบรู้ เชี่ยวชาญในการพูด คิด อ่าน เขียน และการเรียนรู้ นึกปรารถนาสิ่งใดก็จะได้สิ่งนั้น

* * *



ขออธิบายเรื่อง “วิถีของตันตระ” ต่อ...คัมภีร์ตันตระทุกเล่ม จะเขียนออกมาในบทสนทนาระหว่างพระอุมากับพระศิวะเสมอ โดยพระอุมาเป็นผู้ถาม และพระศิวะเป็นผู้ตอบ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า คัมภีร์ตันตระ มิใช่บทสนทนาระหว่างครูกับศิษย์อย่างคัมภีร์ทั่วไป แต่เป็นบทสนทนาระหว่างหญิงชายที่เป็นคู่รักกัน มิหนำซ้ำ คู่รักคู่นี้ยังมีความสัมพันธ์ในเชิงศิษย์กับครูซ้อนกันอยู่ด้วย พูดง่ายๆ ก็คือ พระศิวะนอกจากจะเป็นคนรักของพระอุมาแล้ว ท่านยังเป็นครูทางจิตวิญญาณของพระอุมาอีกด้วย



ตรงนี้แหละที่ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของคัมภีร์ตันตระที่บ่งชี้ว่า คำสอนอันล้ำลึกของตันตระนั้น จะสามารถถ่ายทอดจากครูไปสู่ศิษย์ได้ จักต้องมี “ความรักทางจิตวิญญาณ” ดำรงอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์คนนั้นก่อนเสมอ เนื่องจาก ตันตระเป็นภาษาของความรัก มิใช่ภาษาแห่งตรรกะเหตุผลเหมือนอย่างปรัชญาตะวันตก ศิษย์ผู้จะเรียนตันตระ จึงต้องมีท่าทีที่เปิดรับ เปิดกว้างแบบสตรีเพศในการเรียนรู้ตันตระจากครู โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสตรีเพศจริงๆ แต่อย่างใด แต่เขาผู้นั้น จะต้องมีท่าทีแบบสตรีเพศในการเรียนรู้ตันตระ เพราะฉะนั้น ความหมายของ “พระอุมา” ในคัมภีร์ตันตระเล่มนี้ จึงอาจตีความได้ว่า หมายถึงท่าทีแบบสตรีเพศที่เปี่ยมไปด้วยความรัก ก็ย่อมได้ คือไม่จำเป็นต้องเป็นผู้หญิงจริงๆ เสมอไป



เราพึงตระหนักเอาไว้ว่า ภาษาของตรรกะเหตุผล เป็นภาษาแบบบุรุษเพศที่มีลักษณะก้าวร้าว ต่อสู้ ท้าทายและชอบความรุนแรง การใช้ภาษาของตรรกะเหตุผลนั้น มีเป้าหมายหลักอยู่ที่การโจมตีจิตใจของฝ่ายตรงข้ามให้ยอมรับ หรือเห็นพ้องกับตรรกะความคิดเห็นของตน ภาษาของตรรกะเหตุผล จึงเป็นภาษาที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลาง เพื่อยืนยันว่า ตัวเองเป็นฝ่ายถูกและฝ่ายตรงข้ามเป็นฝ่ายผิด ดังนั้น จึงต้องใช้ตรรกะพิสูจน์ให้เห็นถึงความผิดของฝ่ายตรงข้าม และความถูกต้องของตนเอง ด้วยเหตุนี้ ความสนใจของผู้ใช้ภาษาของตรรกะเหตุผล จึงอยู่ที่ตัวเองอยู่ที่อัตตาของตัวเอง หาใช่คู่สนทนาไม่ (ยังมีต่อ)
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #63  
เก่า 01-01-17, 23:31
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,249 ครั้ง ใน 2,249 ข้อความ
พลังบุญ: 3118
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

แนวทางการเสริมสร้างสุขภาพอย่างบูรณาการ เพื่อการชะลอวัยและการมีอายุยืนถึงร้อยปี หรือกว่านั้น (62)

(28/5/2556)




*ว่าด้วยการปลุกจักระในกุณฑาลินีโยคะ (ต่อ)*



ในขณะที่ภาษาของความรักนั้น เป็นภาษาแบบสตรีเพศ ความสนใจของผู้ใช้ภาษาของความรักนี้ มิได้อยู่ที่อัตตาของตัวเขาเอง แต่อยู่ที่คู่สนทนาของเขา มิได้อยู่ที่การพิสูจน์ความถูกผิดของใคร และไม่ได้อยู่ที่การเสริมความอหังการของใคร หากอยู่ที่ความต้องการช่วยเหลือคู่สนทนาของเขาให้เติบโต เปลี่ยนแปลงตัวเอง และเกิดใหม่ทางจิตวิญญาณได้ต่างหาก



สาเหตุที่ตันตระ ต้องใช้ภาษาของความรักก็เพื่อที่จะให้ผู้เรียนหลุดพ้นจากการครอบงำของ “ใจ” ซึ่งเป็นตัวตนของอัตตาเป็นการชั่วคราว เนื่องจากในห้วงที่คนเรากำลังอยู่ในความรักอันล้ำลึกอยู่นั้น ใจที่เป็นบ่อเกิดของความคิดและคำพูดจะหยุดทำงานชั่วคราว มันจะไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต จะมีก็แต่ “ปัจจุบันขณะ” เท่านั้นที่ดำรงอยู่ และเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ห้วงเวลาเช่นนี้แหละคือช่วงขณะที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ตันตระ



“โอ พระศิวะท่านเอย ตัวตนที่แท้จริงของพระองค์นั้นเป็นฉันใดกันแน่?”



ทำไมพระอุมาจึงต้องถามพระศิวะอย่างนี้ด้วยเล่า? นั่นเป็นเพราะว่า พระอุมาเธอหลงรักพระศิวะอย่างลึกซึ้งเหลือที่จะบรรยาย เมื่อใดก็ตามที่คนเรามีความรักอย่างดื่มด่ำลึกซึ้ง จนกระทั่งเข้าถึง “ความจริงแท้” ที่เป็นสัจจะภายใน เมื่อนั้นผู้นั้นก็จะรู้สึกและเห็นเหมือนอย่างที่พระอุมาได้เห็นว่า พระศิวะนั้นไม่มีรูปไม่มีร่าง เพราะที่สุดของความรักนั้นก็คือ ความว่าง
พระอุมานั้น รักพระศิวะมากเสียจนกระทั่งร่างของพระศิวะที่เธอรักเลือนหายไป กลายเป็นสิ่งที่ไร้รูปขึ้นมาแทน พระอุมาจึงตกอยู่ท่ามกลางห้วงลึกอันไร้ขอบเขตสุดที่จะบรรยายได้ นี่จึงกลายเป็นที่มาของคำถามข้อนี้ของพระอุมา
เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า คำถามข้อนี้ของพระอุมาแท้จริงแล้ว ไม่ใช่คำถามของปรัชญาที่ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่พระอุมาถามด้วยภาษาของความรักต่างหาก พระอุมาถามคำถามนี้ออกมาปานละเมอในช่วงขณะที่ความรักของนางพุ่งสู่ขึ้นสุดยอดแล้ว พระศิวะซึ่งเป็นคนรักของนางได้เลือนหายไป...



ต่อไปจะขอถ่ายทอดเคล็ดการฝึกปลุกจักระในกุณฑาลินีโยคะอย่างเป็นระบบต่อจากที่ได้ถ่ายทอดไปแล้ว



(6) หลังจากที่ผู้ฝึกได้ฝึกปลุกจักระที่ 4 หรือจักระอนาหตะตรงบริเวณกระดูกสันหลัง ที่ตรงกับตำแหน่งหัวใจอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งเดือนขึ้นไปแล้ว จึงค่อยเริ่มการฝึกสมาธิสำหรับปลุกจักระที่ 5 หรือจักระวิสุทธิเป็นลำดับต่อไป



คำว่า “วิสุทธิ” หมายถึงการทำให้บริสุทธิ์ การทำให้สะอาดและการล้างพิษ จักระวิสุทธิหรือจักระที่ 5 จึงเป็นจักระที่ทำหน้าที่ล้างพิษ และทำให้ร่างกายสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ในคัมภีร์กุณฑาลินีโยคะได้กล่าวไว้ว่า “พระจันทร์หลั่งน้ำอมฤต หรืออาหารทิพย์ของเทพเจ้าออกมา ส่วนพระอาทิตย์แห่งมณีปุระเป็นผู้ผลาญน้ำอมฤตนี้”



คำว่า “พระจันทร์” ในที่นี้ ความจริงหมายถึงสมองครึ่งซีกซ้าย และครึ่งซีกขวาที่มีลักษณะเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว โดยที่ “พระจันทร์” นี้สังกัดอยู่ในจักระที่ 7 หรือจักระสหัสธาระ โดยที่ตรงกลางศีรษะมีจุดอยู่จุดหนึ่งเรียกว่า จุดพินธุ ที่ทำหน้าที่เป็นโรงงานผลิตฮอร์โมนของเหลวที่เปรียบเหมือนน้ำอมฤตออกมา



ในตอนแรกของเหลวนี้จะหลั่งสู่ต่อมที่สำคัญในช่องจมูกกับส่วนบนของเพดานปาก ผ่านลงมาข้างล่างเพดาน และถูกกักเก็บไว้ที่จักระลลนา ขณะนั้นของเหลวนี้ยังไม่ได้เป็นน้ำอมฤตแต่อย่างใด ต่อเมื่อผู้ฝึกได้ฝึก “เขจรีมุทรา” ใช้ลิ้นดันแตะเพดานปากบนอยู่เสมอ มันจะไปกระตุ้นจักระลลนา และต่อมเหล่านี้ให้หลั่งของเหลวลงมาที่จักระที่ 5 หรือจักระวิสุทธิ แล้วจักระวิสุทธิจะทำการฟอกของเหลวนี้ให้บริสุทธิ์สะอาดกลายเป็นน้ำทิพย์หรือน้ำอมฤต



เป็นที่กล่าวกันว่า ของเหลวที่หลั่งออกมาจะมีการฟอกให้บริสุทธิ์แถวบริเวณคอเท่านั้น ถ้าจักระที่ 5 ทำหน้าที่ปกติแข็งแรง ก็จะช่วยฟอกของเหลวฮอร์โมนให้สะอาดบริสุทธิ์ แต่ถ้าจักระที่ 5 ไม่ถูกกระตุ้นให้ขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ การฟอกให้บริสุทธิ์ก็ไม่เกิดขึ้น ของเหลวฮอร์โมนที่ถูกหลั่งออกมาจะกลายเป็นของเสียเป็นพิษ ไม่บริสุทธิ์ และไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายแทน



ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการมีอายุยืน และการชะลอวัย รวมทั้งการไม่ป่วยไข้ จะขึ้นอยู่กับการทำงานของจักระที่ 5 นี้ซึ่งเชื่อมต่อโดยตรงกับจุดพินธุในสมอง ด้วยเหตุนี้ การฝึกมุทราในท่า “วิปริตกรณีมุทรา” (ท่ายืนด้วยไหล่ แล้วฝึกปราณายามะจากท่านี้) จึงเป็นท่าที่สำคัญมากในการกระตุ้นจักระที่ 5 นี้



นอกจากนี้ จักระที่ 5 นี้ยังเป็นจักระที่รับผิดชอบเกี่ยวกับความคิด การสื่อสารถึงกัน โดยการรับคลื่นของความสั่นสะเทือนจากที่อื่น เมื่อคลื่นความสั่นสะเทือนจากที่อื่นส่งมาแล้ว จักระที่ 5 จะเป็นผู้รับก่อน แล้วค่อยๆ ส่งทอดกันต่อๆ ไปโดยลำดับ จนถึงศูนย์กลางของสมอง จากนั้นค่อยส่งความรับรู้ไปยังทั่วร่าง



เคล็ดในการปลุกจักระที่ 5 หรือจักระวิสุทธิมีดังนี้... เริ่มจากการปลุกจักระที่ 6 ก่อน จากนั้นจึงค่อยไปปลุกจักระที่ 1 จักระที่ 2 จักระที่ 3 เรื่อยมาจนถึงจักระที่ 4 แล้วถึงจะเริ่มปลุกจักระนี้ได้ ขอให้ฝึกในที่มืดสลัว นั่งสมาธิท่าปทุมอาสนะ หรือสิทธะอาสนะสองมืออยู่ในท่าชินมุทรา (หัวแม่มือกับนิ้วชี้แตะกันเบาๆ) หลับตาลงอย่างแผ่วเบา สงบจิตใจและอารมณ์ให้ผ่อนคลาย



เริ่มฝึกอัศวิณีมุทราโดยส่งสมาธิจิตไปที่กล้ามเนื้อรอบรอยฝีเย็บก่อน หายใจเข้าขมิบ หายใจออกคลาย จงฝึกช้าๆ ไม่เร็วเกินไป ไม่ช้าเกินไป รักษาความถี่ให้สม่ำเสมอ หลังจากฝึกจนเกิดความรู้สึกพิเศษ บริเวณจักระที่ 6 ได้แล้ว ก็ให้ส่งสมาธิจิตไปจดจ่อที่จักระที่ 6 นี้เป็นเวลา 4 นาที ในท่าอัศวิณีมุทรา



จากนั้นจึงฝึกกระตุ้นจักระที่ 1 โดยนั่งในท่าวัชระอาสนะให้เข่าห่างกันเล็กน้อย นิ้วประสานกันวางบนตักใต้สะดือเล็กน้อย หลับตาส่งสมาธิจิตไปที่ปลายจมูก จากนั้นลืมตาเล็กน้อยส่งสมาธิจิตไปที่ปลายจมูกอีก แล้วหลับตาอีก ทำสลับกันไปเป็นเวลา 3 นาที



จากนั้นจึงฝึกกระตุ้นจักระที่ 2 โดยฝึกตามเคล็ดที่ได้ถ่ายทอดไปแล้ว 3 นาที
ต่อไปฝึกกระตุ้นจักระที่ 3 เฉพาะขั้นตอนที่สามคือ หายใจเข้าท้องน้อยพองขึ้น หายใจออกท้องน้อยหดยุบลงไป พร้อมกับกั้นลมให้ปราณากับอปานาหลอมรวมกันก่อนระบายลมหายใจออก ฝึกเช่นนี้ 4 นาที



จากนั้นฝึกกระตุ้นจักระที่ 4 ให้มีความรู้สึกว่าลมหายใจเข้าจากลำคอลงมาที่ทรวงอกจนเต็ม และตระหนักถึงช่องว่างในหัวใจแล้วให้ช่องว่างนี้ขยายตัวหดตัวตามจังหวะของการหายใจ ฝึกเช่นนี้ 4 นาที



เมื่อฝึกเช่นนี้แล้วต่อไปให้ส่งสมาธิจิตไปปลุกจักระแต่ละจักระ โดยเรียงลำดับจากจักระที่ 1 ไปยังจักระที่ 2 ไปยังจักระที่ 3 ไปยังจักระที่ 4 ไปยังจักระที่ 5 ไปยังจักระที่ 6 จากนั้นให้ส่งสมาธิจิตย้อนกลับจักระที่ 6 ไปยังจักระที่ 5 ไปยังจักระที่ 4 ไปยังจักระที่ 3 ไปยังจักระที่ 2 ไปยังจักระที่ 1 ฝึกเช่นนี้อยู่สักพักใหญ่ จึงฝึกต่อด้วยท่าเขจรีมุทรากับวิปริตกรณีมุทราอีก 30 นาที จึงค่อยออกจากการฝึก



จะเห็นได้ว่า เคล็ดการฝึกจักระที่ 5 คือการบูรณาการฝึกปลุกจักระต่างๆ ทั้งหมดที่เคยฝึกมาเข้าด้วยกันนั่นเอง (ยังมีต่อ)
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #64  
เก่า 01-01-17, 23:31
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,249 ครั้ง ใน 2,249 ข้อความ
พลังบุญ: 3118
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

แนวทางการเสริมสร้างสุขภาพอย่างบูรณาการ เพื่อการชะลอวัยและการมีอายุยืนถึงร้อยปี หรือกว่านั้น (63)

(4/6/2556)




*ว่าด้วยการปลุกจักระในกุณฑาลินีโยคะ (ต่อ)*



หลังจากที่ฝึกปลุกจักระที่ 5 แล้ว ผู้ฝึกจะต้อง ฝึกสมาธิกระตุ้น จุดพินธุในสมอง ด้วย เนื่องเพราะจักระที่ 5 กับจุดพินธุทำงานติดต่อกัน คำว่า พินธุ หมายถึงหยดน้ำซึ่งก็คือฮอร์โมนของเหลวในสมองนั่นเอง วิชาโยคะเชื่อว่าส่วนบนสุดของสมองด้านในมีบ่อหรือหลุมที่เล็กมาก บ่อนั้นเป็นที่หลั่งของเหลวหรือฮอร์โมนออกมา ซึ่งแม้จะหลั่งออกมาไม่มากนักเพียงแค่สองสามหยดก็จริง แต่มันจะไปเพิ่มคุณภาพของการทำหน้าที่ของระบบต่างๆ ในร่างกายของคนเราอย่างมากมาย



คัมภีร์ตันตระโบราณได้กล่าวไว้ว่า จุดพินธุ เปรียบเหมือนดวงจันทร์ที่หลั่งของเหลวเป็นน้ำทิพย์ออกมาที่ให้ความสดชื่นไม่รู้คลาย ให้ความกระชุ่มกระชวยมีชีวิตชีวาแก่ผู้นั้น และสามารถทำให้ผู้นั้น “อิ่มทิพย์” ในระหว่างการบำเพ็ญ และอดอาหารอยู่ โดยให้ของเหลวหลั่งออกมาจากจุดพินธุนี้แทน



จุดพินธุติดต่อกับจักระที่ 5 โดยผ่าน จักระลลนา ซึ่งเป็นจักระเล็กๆ ภายในช่องจมูก ซึ่งเป็นที่กักเก็บของเหลวที่หลั่งออกมาจากจุดพินธุ เมื่อผู้ฝึกทำการฝึกมุทราในท่า “เขจรีมุทรา” ซึ่งต้องม้วนลิ้นไปดันเพดานบนภายในช่องปาก จุดพินธุ จักระลลนา และจักระที่ 5 (จักระวิสุทธิ) จะเชื่อมถึงกันทันที ทำให้เกิดการหลั่งของเหลวหรือ “น้ำทิพย์” จากจุดพินธุไปกักเก็บที่จักระลลนาก่อนที่จะนำมาทำให้บริสุทธิ์ที่จักระวิสุทธิ ดังนั้นจุดพินธุกับจักระลลนา จึงไม่ใช่ศูนย์กลางที่จะถูกปลุกให้ตื่นตัวเหมือนจักระที่ 5 เพราะถ้าผู้ฝึกสามารถปลุกจักระที่ 5 ได้ จุดพินธุกับจักระลลนาก็จะฟื้นตัวขึ้นมาทำหน้าที่ทันทีเช่นกัน



เมื่อฝึกปลุกจักระที่ 1 (จักระมูลธาร) จนตื่นตัว จะมีอาการรู้สึกง่วงนอนขึ้นมาในขณะบำเพ็ญ เมื่อฝึกปลุกจักระที่ 2 (จักระสวาธิษฐาน) จนตื่นตัว ก็จะมีอาการรู้สึกง่วงนอนขึ้นมาในขณะบำเพ็ญเช่นกัน ครั้นพอฝึกปลุกจักระที่ 3 (จักระมณีปุระ) จนตื่นตัวขึ้นมา จะรู้สึกอบอุ่นบริเวณช่องท้องในขณะบำเพ็ญ เมื่อฝึกปลุกจักระที่ 4 (จักระอนาหตะ) จนตื่นตัวขึ้นมา จะมีอาการสั่นกระเพื่อมบริเวณทรวงอกเกิดขึ้นมาเองเป็นพักๆ หรือบางครั้งก็มีมโนภาพของแสงสว่างวูบวาบออกมา แม้ขณะกำลังหลับตานั่งสมาธิอยู่ท่ามกลางความมืด เมื่อฝึกปลุกจักระที่ 5 (จักระวิสุทธิ) จนตื่นตัวขึ้นมา จะรู้สึกว่า มีอาการชุ่มคออยู่เป็นนิจ เมื่อฝึกปลุกจักระที่ 6 (จักระอาชณะ) จนตื่นตัวขึ้นมา จะรู้สึกเหมือนมีอาการมึนงง มึนเมา และเคลิบเคลิ้ม หมดความใส่ใจในสิ่งภายนอกร่างกาย สนใจแต่สิ่งภายในตนเองเท่านั้น



อนึ่ง เมื่อจุดพินธุตื่นตัวขึ้นมา ผู้ฝึกจะรู้สึกถึงความกระจ่างของแสงจันทร์ครึ่งเสี้ยวยามราตรี แม้ขณะกำลังหลับตานั่งสมาธิอยู่ในความมืด เคล็ดในการฝึกจุดพินธุ มีดังนี้...นั่งในท่าอาสนะที่ถนัดสบายท่าใดท่าหนึ่ง มือทั้งสองซ้อนกันวางบนตักให้ผ่อนคลาย อย่าเกร็ง หลับตาเบาๆ หายใจตามธรรมชาติ พึงหลีกเลี่ยงเสียงที่จะมารบกวนทำให้จิตใจวอกแวก ขอให้มีสติรู้สึกตัวตลอดเวลา รู้ลมหายใจเข้าออก ถึงแม้ว่าจิตบางครั้งเขวออกไป เมื่อรู้ตัวก็ให้ค่อยๆ ดึงจิตกลับมาที่ศูนย์กลางการหายใจทุกครั้ง เมื่อหายใจเข้าก็ให้รู้ตัว เมื่อหายใจออกก็ขอให้รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา ให้มีความมั่นคงสม่ำเสมอกับความรู้สึกเช่นนี้ไปเรื่อยๆ



จากนั้นหายใจเข้าให้นึกถึงคำว่า “โซ” หายใจออกให้นึกถึงคำว่า “ฮัม” (จะใช้ “พุท” “โธ” แทนก็ได้) ขอให้รู้ถึงโซ-ฮัมกับลมหายใจเข้าออกนี้ ทั้งในลำคอ จมูก ทรวงอก สะดือ คือให้รู้ทั่วร่าง จิตจดจ่ออยู่กับการหายใจ และโซ-ฮัมจนกลมกลืนสัมพันธ์กันแล้ว ก็ให้เพ่งสมาธิจิตไปที่จักระที่ 5 กับจุดพินธุในสมอง ให้รู้สึกว่าทั้งสองอยู่ในแนวเดียวกันเป็นเส้นตรงต่อจากกระดูกสันหลัง จนกว่าจะออกจากสมาธิ



ชื่อเต็มของพินธุคือ พินธุวิสาขา ที่แปลว่า การหยดของหยดน้ำ จุดพินธุเป็นจุดเล็กๆ อยู่ด้านบนทางหลังศีรษะภายในสมอง นอกจากการฝึกจุดพินธุดังข้างต้นแล้ว ผู้ฝึกยังสามารถฝึกจุดพินธุอีกวิธีหนึ่งดังต่อไปนี้...



นั่งขัดสมาธิอย่างมั่นคง ตัวตรง หลังตรง แต่ผ่อนคลายร่างกายทั่วร่าง ห่อลิ้นทำเขจรีมุทรา สูดหายใจเข้าทางจมูกพร้อมกับค่อยๆ เงยศีรษะไปข้างหลัง และ ทำ “ศามภวี มุทรา” (การทำสมาธิแบบลืมตา โดยเพ่ง “ตาใน” จดจ่อไปที่กลางกระหม่อม) จากนั้นให้กักลมหายใจให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่ฝืน โดยยังคงทำ “ศามภวี มุทรา” อยู่ เพียงแต่คราวนี้ให้จดจ่อไปที่จุดพินธุแทน ในระหว่างนั้น แขนสองข้างควรเหยียดตรง ศอกตึง และใช้ฝ่ามือกดหัวเข่าเอาไว้ จิตจดจ่ออยู่ที่จุดพินธุ ค่อยๆ งอแขนพร้อมกับระบายลมหายใจออกทางจมูกช้าๆ ขณะเดียวกัน ค่อยๆ ยกศีรษะขึ้นตั้ง พร้อมกับค่อยๆ ปิดตา เมื่อหายใจออกหมดศีรษะควรกลับมาตั้งตรง และปิดตาอย่างสมบูรณ์ จงผ่อนคลายอย่างสิ้นเชิง และยังคงหลับตาอยู่ ให้คลายเขจรีมุทรา และหายใจตามปกติ จงตระหนักถึงความเบา และความสงบที่แผ่คลุมไปทั่วจิตใจขณะนั้น นี่คือการฝึกหนึ่งรอบให้พักสักครู่ก่อนฝึกรอบต่อไป ให้ฝึกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะออกจากสมาธิ



อนึ่ง เนื่องจากจักระที่ 2 (จักระสวาธิษฐาน) มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับจุดพินธุ ผู้ฝึกจึงสามารถใช้ การฝึก “วัชโรลิ มุทรา” เพื่อกระตุ้นจุดพินธุได้ดังต่อไปนี้---นั่งในท่าสิทธะอาสนะ หลับตา ผ่อนคลาย พยายามดึงอวัยวะเพศขึ้นโดยการเกร็งท้องน้อย และท่อปัสสาวะเหมือนในช่วงที่กำลังอั้นปัสสาวะ ให้ทำการขมิบและคลายที่บริเวณนั้สลับกันไปเรื่อยๆ พร้อมกับส่งสมาธิจิตไปที่บริเวณก้นกบ ซึ่งเป็นที่ตั้งของจักระที่ 2 ในกระดูกสันหลัง จากนั้นให้ชักนำสมาธิจิตจากตรงนั้นไต่ขึ้นสูงตามท่อสุษุมนะ (ท่อปราณตรงกลาง) ไปยังจุดพินธุในสมอง เพื่อรวมพลังทางเพศ



จากจักระที่ 2 เข้ากับพลังทางจิตวิญญาณที่จุดพินธุ จากนั้นจึงค่อยออกจากสมาธิและคลาย “วัชโรลิ มุทรา” นี่คือการฝึกหนึ่งรอบ ให้พักสักครู่ก่อนฝึกรอบต่อไปให้ฝึกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะยุติการฝึก การฝึกข้างต้นนี้ควรกระทำทันทีหลังจากที่ได้ฝึก “ศามภวี มุทรา” อันเป็นการฝึกก่อนหน้าที่ได้ถ่ายทอดไปแล้ว เพราะการฝึกทั้งสองแบบนี้ จะช่วยกระตุ้นจุดพินธุเหมือนกัน



เมื่อผู้ฝึกได้ฝึกปลุกจักระต่างๆ มาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อไปการทำสมาธิสำหรับปลุกจักระที่ 7 หรือจักระสหัสธารก็จะเป็นเรื่องง่าย เพราะผู้ฝึกแค่นั่งขัดสมาธิในท่าสิทธะอาสะสองมืออยู่ในท่าชินมุทรา หลับตาเบาๆ หายใจเข้านึกถึงคำว่า “โซ” พร้อมกับ ขมิบกล้ามเนื้อรอบรอยฝีเย็บเบาๆ เพื่อให้พลังกุณฑาลินีพุ่งขึ้นผ่านช่องสุษุมนะ และไหลออกผ่านทวารที่ยอดศีรษะออกไปสู่จักรวาล กลั้นลมหายใจนานเท่าที่ทำได้โดยไม่ฝืน พร้อมกับจินตนาการว่า พลังกุณฑาลินีกำลังไปรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับปรมาตมัน หรือพรหมมันในจักรวาล



ตอนหายใจออกนึกถึงคำว่า “ฮัม” พร้อมกับนึกว่ามีปราณจากปรมาตมันในจักรวาลไหลผ่านทวารบนยอดศีรษะลงไปตามช่องสุษุมนะ แล้วเข้าไปพบกับกุณฑาลินีศักติที่จักระที่ 1 หรือจักระมูลธาร กลั้นลมหายใจนานเท่าที่ทำได้โดยไม่ฝืน พร้อมกับจินตนการว่าปราณกับกุณฑาลินีศักติกำลังหลอมรวมกัน จากนั้นให้เพ่งสมาธิจิตไปที่ยอดศีรษะที่จักระที่ 7 หรือจักระสหัสธาร จนกว่าจะออกจากสมาธิ
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #65  
เก่า 01-01-17, 23:32
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,249 ครั้ง ใน 2,249 ข้อความ
พลังบุญ: 3118
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

แนวทางการเสริมสร้างสุขภาพอย่างบูรณาการ เพื่อการชะลอวัยและการมีอายุยืนถึงร้อยปี หรือกว่านั้น (64)

(11/6/2556)




*เคล็ดการฝึก “กิริยา” ในกุณฑาลินีโยคะ*



ผู้ที่ปลุกจักระต่างๆ ในร่างกายโดยผ่านการฝึกกุณฑาลินีโยคะได้แล้ว ร่างกายของผู้นั้นจะมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผู้นั้นจะสามารถควบคุมอารมณ์ได้ จิตใจจะสมบูรณ์ กว้างขวาง อ่อนโยน และละเอียดอ่อนต่อผู้คนยิ่งขึ้น นอกจากนี้พลังจิตและพลังสมาธิของผู้นั้นก็จะสูงขึ้น ความสามารถในการคิดและการตัดสินใจจะดีขึ้น ฉับไวยิ่งขึ้น แม่นยำยิ่งขึ้นและลุ่มลึกยิ่งขึ้น จิตใจของผู้นั้นจะเป็นอิสระยิ่งขึ้น ถูกสิ่งต่างๆ ผูกมัดทำให้ยึดติดน้อยลงเรื่อยๆ ผู้นั้นจะสามารถมองทุกอย่างอย่างที่มันเป็นได้ และจะเริ่ม “สื่อสาร” กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้



อย่างไรก็ดี การฝึกปลุกจักระต่างๆ ยังอยู่ในขั้นปลายๆ ของการฝึกปราณายามะ โดยที่การฝึกปลุกจักระเป็นกระบวนการฝึกที่สืบเนื่องมาจากการฝึกพันธะ และการฝึกมุทราของปราณายามะเท่านั้น และไม่ควรหยุดอยู่แค่นั้น



หากผู้ฝึกกุณฑาลินีโยคะ เลือกที่จะเดินสาย ปัญญาวิมุติ หลังจากที่ผู้ฝึกสามารถปลุกจักระต่างๆ ได้แล้ว เขาก็ควรหันมาฝึก “ตันตระ” เพื่อพัฒนา “มหาสติ” ต่อไปเลย (เคล็ดการฝึก “ตันตระ” จะได้กล่าวต่อไปในภายหลัง) แต่ถ้าหากผู้ฝึกเลือกที่จะเดินสายเจโตวิมุติ เขาก็ควรจะฝึก “กิริยา” ต่อจากการฝึกปลุกจักระต่างๆ เพราะการฝึก “กิริยา” คือแกนหลักของการฝึกในขั้นปรัตยาหาระของกุณฑาลินีโยคะ



ก่อนอื่น ผู้ฝึกควรทำความเข้าใจก่อนว่า ระบบการฝึกโยคะ ตามคัมภีร์โยคสูตรของปตัญชลีนั้นมีอยู่ 8 ขั้นคือ


(1) ยมะ (ศีล )


(2) นิยมะ (จริยะ)


(3) อาสนะ (ท่าดัดตน)


(4) ปราณายามะ (วิธีหายใจ ซึ่งรวมไปถึงการฝึกพันธะและมุทรา)


(5) ปรัตยาหาระ (การทำให้ความรู้สึกของอินทรีย์ทั้งห้าสิ้นไป โดยผ่านการฝึก “กิริยา”)


(6) ธารณะ (การเพ่ง)


(7) ฌาน (การเข้าฌาน)


(8) สมาธิ (สมาบัติ)



จะเห็นได้ว่า กุณฑาลินีโยคะ ตีความคำว่า “กิริยา” ต่างไปจาก หทะโยคะ หรือโยคะที่เผยแพร่ในวงกว้างปัจจุบัน ซึ่งตีความคำว่า “กิริยา” ว่าหมายถึง การชำระล้างกายเนื้อให้บริสุทธิ์เพื่อสุขภาพเป็นหลักเท่านั้น ได้แก่ การชำระล้างบริเวณจมูก-คอ-ปาก กะโหลกศีรษะกับการชำระล้างบริเวณกระเพาะ-ทางเดินอาหาร และการชำระล้างบริเวณลำไส้ เหล่านี้เป็นต้น



ในขณะที่ กุณฑาลินีโยคะจะตีความคำว่า “กิริยา” ว่าหมายถึงการชำระกายทิพย์ให้บริสุทธิ์เพื่อพัฒนาจิตเป็นหลัก เพราะเหตุนี้แหละ การฝึก “กิริยา” ในกุณฑาลินีโยคะจึงต่างกับของหทะโยคะเป็นอย่างมาก โดยที่ การฝึก “กิริยา” ในกุณฑาลินีโยคะจะเป็นการบูรณาการฝึกพันธะกับมุทราเพื่อมุ่งพัฒนาจิตในขั้นอินทรีย์สังวรหรือปรัตยาหาระเป็นหลัก มากกว่ามุ่งพัฒนาปราณและสะสมพลังปราณเหมือนในขั้นปราณายามะ


เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า การฝึก “กิริยา” ของกุณฑาลินีโยคะจะมีรูปแบบการฝึกที่หลากหลายมาก เพราะ การฝึก “กิริยา” ก็คือ การฝึกในเชิง “บำเพ็ญ” ทางจิตต่างๆ นานาของเหล่าฤาษี มุนี โยคี เทพ และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง กล่าวคือ ถ้าเป็นการฝึกบำเพ็ญเพียรทางจิตที่สืบต่อมาจากการฝึกอาสนะและปราณายามะ จะจัดอยู่ในการฝึก “กิริยา” ได้ทั้งสิ้น การฝึก “กิริยา” จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ในขั้นปรัตยาหาระสำหรับการสำเร็จทางจิตใจแนวเจโตวิมุติ ต่อจากนั้นคือธารณะ ฌาน และสมาธิ (สมาบัติ) ตามลำดับ



ต่อไปจะขอถ่ายทอดเคล็ดเบื้องต้นของการฝึก “กิริยา” (กิริยาโยคะ) ในกุณฑาลินีโยคะ ดังต่อไปนี้



กิริยา ท่าที่ 1 “วิปริตกรณีมุทรา” (ทำสมาธิในท่ายืนด้วยไหล่)



ทำอาสนะในท่า วิปริตกรณี” หรือ ท่ายืนด้วยไหล่ แต่การฝึกในขั้นนี้ จะไม่ใส่ใจในท่าร่างเหมือนในขั้นอาสนะแล้ว โดยจะมุ่งความสนใจไปที่การเดินลมตามจักระต่างๆ เป็นหลักแทน
จากนั้น จงหายใจแบบอุชชายีเบาๆ จงแน่ใจว่าขาทั้งสองข้างของตนกำลังตั้งตรง ปิดตา หายใจเข้าพร้อมกับให้ตระหนักถึงกระแสปราณที่อุ่นร้อนว่ากำลังไหวผ่านท่อสุษุมนะ ตรงกระดูกสันหลังจากจักระที่ 3 (มณีปุระ) ผ่านจักระที่ 4 (อนาหตะ) ไปยังจักระที่ 5 (วิสุทธิ) ที่ลำคอ กำหนดจิตให้ปราณรวมอยู่ที่จักระที่ 5 กักลมหายใจไว้ชั่วขณะ ตระหนักถึงความซ่าเย็นที่บังเกิดขึ้นบริเวณจักระที่ 5



จากนั้น จงหายใจออกแบบอุชชายีเบาๆ พร้อมกับตระหนักว่าปราณจากจักระที่ 5 ไหลไปยังจักระที่ 6 (อาชณะ) ผ่านจุดพินธุไปสิ้นสุดที่จักระที่ 7 (สหัสธาร) ฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งตนเองรู้สึกว่าปราณได้อัดฉีดเข้ามาจากจักระที่ 3 ผ่านการหายใจเข้า จนมาชุมนุมกันที่จักระที่ 5 แล้วค่อยๆ ระบายปราณออกจากจักระที่ 5 ไปยังจักระที่ 6 จุดพินธุ และทะลุออกจากจักระที่ 7 พร้อมกับลมหายใจออก



พอหายใจออกเสร็จ ให้เริ่มต้นฝึกใหม่โดยกำหนดจิตกลับไปที่จักระที่ 3 พร้อมกับหายใจเข้า ดึงปราณจากจักระที่ 3 ผ่านจักระต่างๆ ลงไปยังจักระที่ 5 อีก และพอหายใจออกก็ให้ปราณออกไปทางจักระที่ 7 ให้ฝึกเช่นนี้ 21 ครั้ง หรือจนกว่าตัวเองจะรู้สึกหัวโล่ง คึกคัก และเปี่ยมไปด้วยพลัง...



แนวคิดของ “กิริยา” ในกุณฑาลินีโยคะ จึงมีความคล้ายคลึงกับแนวคิดของคำว่า “ตบะ” เปรียบเหมือนร่างกายของมนุษย์เมื่อถูกเผาด้วยไฟแห่งโยคะ (หรือการบำเพ็ญตบะ) จะทำให้ร่างกาย ทั้งกายเนื้อและกายทิพย์ชั้นต่างๆ บริสุทธิ์และแข็งแรงยิ่งขึ้น



ผู้ฝึกต้องเข้าใจด้วยว่า การฝึก “กิริยา” เป็นแค่ช่วงต้นๆ ของกระบวนการชำระให้บริสุทธิ์ของโยคะเท่านั้น โดยที่กระบวนการชำระให้บริสุทธิ์นี้จะเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ เมื่อผู้ฝึกบรรลุถึงขั้นสมาธิ (สมาบัติ) ซึ่งเป็นขั้นที่แปดและขั้นสุดท้ายในระบบการฝึกโยคะตามคัมภีร์โยคสูตรของปตัญชลี (ยังมีต่อ)
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #66  
เก่า 01-01-17, 23:32
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,249 ครั้ง ใน 2,249 ข้อความ
พลังบุญ: 3118
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

แนวทางการเสริมสร้างสุขภาพอย่างบูรณาการ เพื่อการชะลอวัยและการมีอายุยืนถึงร้อยปี หรือกว่านั้น (65)

(18/6/2556)




*เคล็ดการฝึก “กิริยา” ในกุณฑาลินีโยคะ (ต่อ)*


ต่อไปจะขอถ่ายทอดเคล็ดเบื้องต้นของการฝึก “กิริยา” (กิริยาโยคะ) หรือ กิริยาบำเพ็ญ ในกุณฑาลินีโยคะ ต่อจากที่ได้ถ่ายทอดไปแล้ว



กิริยาท่าที่ 2 “จักระ อนุสาธนา” (ชักนำจิตไปตามจักระต่างๆ)


ทำอาสนะในท่าสิทธะอาสนะ หรือปัทมะอาสนะก็ได้ หลับตาทั้งสองข้าง หายใจตามปกติ ในการฝึกกิริยาท่านี้จะต้องลืมเรื่องลมหรือการเดินลม เพราะว่าไม่มีความเกี่ยวโยงกันระหว่างลมหายใจกับจิตในการฝึกกิริยาท่านี้ เนื่องจากการฝึกในขั้นนี้ มิใช่การฝึกในขั้นปราณายมะเหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นการฝึกในขั้นปรัตยาหาระ จึงต้องลืมเรื่องการเดินลม แต่มุ่งความใส่ใจไปที่จิตหรือการมีสติความรู้สึกตัวเป็นหลักแทน



ชักนำจิตหรือความตระหนักรู้ของตนไปที่จักระที่ 1 (จักระมูลธาร) จากนั้นค่อยๆ ชักนำจิตไต่ขึ้นไปยังช่องลมปราณด้านหน้าของลำตัว จากจักระที่ 1 ไปยังจักระที่ 2 บริเวณกระดูกหัวเหน่า ไปยังจักระที่ 3 ตรงสะดือ ไปยังจักระที่ 4 ตรงกลางอก ไปยังจักระที่ 5 ตรงลำคอ แล้วข้ามไปยังจุดพินธุที่ด้านบนข้างหลังของศีรษะ



ขณะที่ ชักนำจิตขึ้นข้างบน ผู้ฝึกจะต้องมีสติรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาว่ากำลังผ่านจักระอะไรขึ้นไปบ้าง ไม่ว่า มูลธาร สวาธิษฐาน มณีปุระ อนาหตะ วิสุทธิ และพินธุ



จากนั้น จงชักนำจิตลงมา จากจุดพินธุไปยังจักระที่ 6 (อาชณะ) ไปยัง จักระที่ 5 ตามช่องลมปราณด้านหลังของลำตัว ไปยังจักระที่ 4 ไปยังจักระที่ 3 ไปยังจักระที่ 2 จนถึงจักระที่ 1 ตามลำดับ โดยที่ผู้ฝึกจะต้องมีสติรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาว่า กำลังผ่านจักระอะไรลงไปบ้าง



จากจักระที่ 1 ให้เริ่มต้นชักนำจิตขึ้นข้างบนไปตามช่องลมปราณด้านหน้าของลำตัวต่อทันที ทำการชักนำจิตขึ้นและลงตามจักระต่างๆ เป็นวงโคจรเป็นรอบๆ อยู่เช่นนี้ไปเรื่อยๆ (ดูภาพกิริยาท่าที่ 2 ประกอบ)



ผู้ฝึกจะต้องไม่เค้นความรู้สึกในการนำจิตผ่านจักระต่างๆ ผู้ฝึกควรแค่มองด้วย “ตาใน” ไปที่จักระเหล่านี้ตอนที่ชักนำจิตผ่านขึ้นหรือผ่านลง ราวกับกำลังดูทิวทัศน์จากรถไฟที่กำลังแล่นอยู่ ให้ฝึกเช่นนี้ 9 รอบ หรือจนกว่าจะออกจากสมาธิ





กิริยาท่าที่ 3 “นาฏศัลจาลนะ” (ชักนำจิตตามเสียงโอม)



นั่งในท่าสิทธะอาสนะหรือปัทมะอาสนะก็ได้ ระบายลมหายใจออกให้หมด ลืมตา ก้มศีรษะไปข้างหน้าอย่างผ่อนคลาย แต่อย่าให้ปลายคางไปกดที่หน้าอก แค่แตะที่หน้าอกเบาๆ เท่านั้น



จากนั้น ชักนำจิตหรือความตระหนักรู้ไปที่จักระที่ 1 จดจ่ออยู่ที่จักระที่ 1 ชั่วครู่ จึงค่อยๆ หายใจเข้า พร้อมกันนั้นจงชักนำจิตไต่ขึ้นไปยังช่องลมปราณด้านหน้าของลำตัว ผ่านจักระที่ 2 จักระที่ 3 จักระที่ 4 จักระที่ 5 ไปจนถึงจุดพินธุที่อยู่บนยอดด้านหลังของศีรษะ ทำเหมือนกับกิริยาท่าที่ 2 “จักระอนุสาธนา” เพียงแต่คราวนี้ตอนที่ชักนำจิตจากจักระที่ 5 ไปยังจุดพินธุซึ่งเป็นช่วงท้ายๆ ของการสูดลมหายใจเข้า ผู้ฝึกจะต้องเงยศีรษะขึ้นช้าๆ ตามไปด้วย จนกระทั่งใบหน้าเงยขึ้น 20 องศาจากแนวนอน กล่าวคือ จากการก้มหน้าพร้อมๆ กับการสูดลมหายใจเข้า ให้ผู้ฝึกค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจนกระทั่งศีรษะเอนไปข้างหลังเล็กน้อย โดยในตอนนั้นจิตของผู้ฝึกควรจะถูกชักนำขึ้นไปจนถึงจุดพินธุพอดี



ในขณะที่ยังกักลมหายใจอยู่ และวางจิตอยู่ที่จุดพินธุ ให้ผู้ฝึกจดจ่ออยู่ที่จุดพินธุนี้ จนกระทั่งมันระเบิดออกมาเป็นเสียง “โอม” (Om) โดยผู้ฝึกอาจจะเปล่งเสียง “โอม” ออกมา ในจังหวะนั้นก็ได้ด้วยพลังแห่งสติ



เสียง “โอ” (O) ควรเกิดขึ้นอย่างระเบิดออกมา และฉับพลัน เสียง “ม...” (m…) ควรจะลากยาว จนกระทั่งจิตถูกชักนำลงจากจักระที่ 5 ไปถึงจักระที่ 1 (ดูภาพจากกิริยาท่าที่ 3 ประกอบ)






เมื่อชักนำจิตลงไปตามกระดูกสันหลังผ่านจักระต่างๆ จงค่อยๆ หลับตาตามไปด้วย ขณะที่จิตลงไปตามเสียง “โอม” ที่เปล่งออกมา ผู้ฝึกควรจะกำหนดรู้จักระที่ 6 จักระที่ 5 จักระที่ 4 จักระที่ 3 จักระที่ 2 ตามไปด้วย



เมื่อจิตของผู้ฝึกตามลงไปจนถึงจักระที่ 1 ศีรษะของผู้ฝึกควรจะกลับมาตั้งตรงเหมือนตอนก่อนฝึก แล้วค่อยลืมตา



ข้างต้นคือ หนึ่งรอบ จากนั้นจึงขึ้นรอบใหม่อีกโดยชักนำจิตไปจดจ่อที่จักระที่ 1 แล้วค่อยๆ หายใจเข้า พร้อมกับชักนำจิตไต่ขึ้นตามช่องลมปราณด้านหน้าของลำตัว ผ่านจักระที่ 2 จักระที่ 3 จักระที่ 4 จักระที่ 5 ไปจนถึงจุดพินธุ จากนั้นเปล่งเสียง “โอม” ออกมา พร้อมกับหายใจออกช้า พร้อมกับค่อยๆ หลับตาแล้วชักนำจิตจากจุดพินธุ ไต่ลงจากจุดพินธุไปยังจักระที่ 6 ถึงจักระที่ 5 จักระที่ 4 จักระที่ 3 จักระที่ 2 จนกระทั่งถึงจักระที่ 1 ผ่านช่องลมปราณด้านหลังของลำตัว เมื่อหายใจออกหมด ควรให้พอดีกับเสียง “โอม” ที่สิ้นสุดลง โดยจดจ่อจิตอยู่ที่จักระที่ 1 แล้วจึงลืมตาขึ้น



ให้ฝึกอย่างนี้ 13 รอบลมหายใจเข้าออก หรือฝึกจนกว่าจะออกจากสมาธิ การฝึกกิริยาท่าที่ 2 และกิริยาท่าที่ 3 ข้างต้น เป็นการฝึกที่ทรงพลังมาก สำหรับผู้ที่ต้องการฝึกกุณฑาลินีโยคะอย่างจริงจัง ทั้งนี้เพราะกิริยาท่าที่ 2 กับกิริยาท่าที่ 3 คือพื้นฐานที่สำคัญยิ่งสำหรับการฝึกในขั้นตอนนี้ ผู้ฝึกควรฝึกสองท่านี้ให้ชำนาญ โดยฝึกอย่างต่อเนื่องไปพักใหญ่ ก่อนที่จะรุดหน้าไปฝึกกิริยาท่าอื่นๆ ต่อไป (ยังมีต่อ)
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #67  
เก่า 29-11-17, 21:54
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 857
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,249 ครั้ง ใน 2,249 ข้อความ
พลังบุญ: 3118
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

ฝึกจิตกันเถอะนะ..

รูปภาพทุกรูป สีสันทุกสี อักษรทุกตัว สรรพสิ่งท้งปวง

ย่อมมีความหมายและพลังงานที่เป็นคุณสมบัติเฉพาะตัว

ถึงแม้ไม่มีใครไปทำอะไรให้มันๆก็ยังมีคุณสมบัติในตัวเอง

แต่ถ้ายิ่งมีคนที่สามารถถ่ายเทพลังแห่งเจตนำนงค์ในจิตใจลงไปสู่วัตถุเหล่านี้ได้

ก็จะยิ่งทำให้มีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นไปอีก

ยิ่งถ้าหากคนๆนั้นทำตัวเองให้เป็นสื่อกลางนำพลังงานจากฟ้าดินหลั่งไหลเข้าสู่ตัวเองแล้วถ่ายทอดลง

ไปในอักขระยันต์ได้ด้วย ก็จะยิ่งทำให้สิ่งๆนั้นมีพลังอำนาจที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้นอย่างถึงที่สุด

การทำอย่างที่ว่ามานี้ได้ ไม่ได้หมายความว่าคนๆนั้นจะต้องรู้พิธีกรรมหรือรู้เรื่องคาถาเวทมนต์มากนะครับ

เพราะคาถาเวทมนต์มันก็แค่คำอธิษฐานเท่านั้น ถึงรู้มากมายพิธีกรรมดูแล้วเป๊ะเว่อร์

แต่ถ้าสภาพจิตใจมีกิเลสมากมายพอกพูน มันก็ไม่มีผล

หยางจากฟากฟ้าไหลลงมาทางกลางกระหม่อมเดินลงมาตามช่องว่างในโพรงของกระดูกสันหลัง

หยินจากผืนแผ่นดินหลั่งไหลเข้ามาสู่ร่างกายตั้งแต่ช่องว่างที่ปลายประสาทที่อยู่บริเวรกระดูกก้นกบ

ไหลขึ้นสู่ด้านบนของช่องกระดูกสันหลัง

พลังงานหยินหยางบรรจบกันตรงจุดศูนย์กลางกายที่อยู่เหนือสะดือ2-3นิ้ว

หมุนวนอยู่โดยรอบเป็นทักษิณาวัตรไม่กลืนกินกันเองแต่กลับหมุนเวียนสอดประสาน

ดุจดั่งรูปหยินหยางเวียนขวาจากช้าไปเร็วจนถึงเร็วที่สุด

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีฝึกฝนเพือ่ดึงเอาพลังงานไฟฟ้าหยินหยางเข้าสู่ร่างกาย

เมื่อฝึกไปนานๆจะมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆแผ่ซ่านรู้สึกแปลบปลาบกำซาบเบาๆบนผิวหนัง

นั่นแลคือกระแสพลังงานจากพื้นแผ่นดินและฟากฟ้าเบื้องบนได้หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของท่าน

แต่มีข้อแม้ว่า การฝึกฝนแบบนี้จะต้องรักษาสมดุลของพลังหยินและหยางที่หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกาย

ให้ได้ทุกลมหายใจ เพราะเมื่อใดที่หยินกินหยางท่านจะป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับระบบ

ไหลเวียนเลือดอาจจะถึงขั้นเสียชีวิตมีอายุสั้น แต่ถ้าหยางกินหยินก็จะเกิดเป็นความร้อนระอุจน

บางท่านเริ่มจากเลือดกำเดาไหล ไอเป็นเลือด ร่างกายร้อน ธาตุไฟแทรก ทำให้เส้นเลือดในสมองแตก

หรือเกิดอาการเลือดออกที่อวัยวะภายในหรือมีเลือดออกตามรูขุมขน(พรายเลือด)

หรือเกิดอาการเขียวช้ำตามตัวเนื่องจากมีเลือดออกใต้ผิวหนัง(พรายลม)

ถ้าเป็นมากๆก็เสียชีวิตเนื่องจากอาการขาดเลือดได้เช่นกัน

ที่เป็นอย่างทีากล่าวมานี้ก็เพราะว่าผู้ที่ฝึกสมาธิไม่สามารถควบคุม

ความสมดุลของหยินกับหยางที่หลั่งไหลเข้าวู่ร่างกายได้ิทำมห้ธาตุฝ่ายหนึ่งไปกินธาตุอีกฝ่ายหนึ่

งจนเกิดอาการขาดสมดุล เมื่อร่างกายขาดสมดุลจึงทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้เป็นของธรรมดา

ฉะนั้น การฝึกสมาธิแบบนี้ก็มีอันตรายมากพอสมควร จึงต้องฝึกอย่างระมัดระวัง

อย่าหักโหมหรือเฝ้าฝืนมากจนเกินไป ครอยๆทำไปทีละน้อยๆจาก5นาทีเป็นสิบนาที

เป็น30นาที เป็น1ชม.เพิ่มไปเรื่อยๆ

ถ้าเมื่อใดที่ท่านใช้ความสามารถนี้ประกอบกับการสร้างพลังแห่งเจตจำนงค์

(แรงแห่งความปรารถนาในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างแรงกล้า)

ให้มีความต่อเนื่องนับตั้งแต่เริ่มเขียนฮู้จนกระทั่งเขียนฮู้เสร็จ

ฮู้นั้นย่อมมีอานุภาพมาก อย่าว่าแต่เขียนฮู้เลย

แม้แต่เขียนอักษรสาปแช่งหรืออวยพรเพียงแค่ตัวเดียวก็บังเกิดอานุภาพอย่างมากมายมหาศาล


หลักการแห่งพลังเจตจำนงค์นี้ มีอยู่ในวิชาไสยศาสตร์ของทุกเชื้อชาติศาสนา

ท่านใดจะเชื่อหรือไม่อย่างไรก็ตามแต่ใจท่านเถิด ฉันมีหน้าที่แค่บอกเล่าในสิ่งที่ฉันรู้มาเพียงเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง


ที่มา เฟส กลุ่มคนรักฮู้ ยันต์จีน
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 20:17


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่