กลับไป   อภิญญา อภิญญาใหญ่ คณะตามรอยพระพุทธบาทแก้วมณีโชติ คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา - อภิญญา.คอม : Apinya.com > หมวด > อภิญญาธรรม

ตอบ
 
LinkBack คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 08-12-16, 21:35
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 897
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3340
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default วิชาลมปราณ กับ พลังกุณฑาลิณี

การฝึกพลังจักรวาล

เพื่อนๆที่สนใจฝึกพลังจักรวาล อยากให้เปิดคอร์ทสอน แต่เนื่องจากไม่ค่อยมีเวลาตรงๆกัน เลยขอใช้วิธีสอนผ่านกระทู้นี้เลยแล้วกัน ฝึกไปทีละขั้น จากนั้นติดตรงไหนค่อยถามกันเข้ามานะครับ

การฝึกพลังจักรวาล หรือ กุุลดาลินี หรือ พลังจักระ แล้วแต่จะเรียก แต่โดยรวมๆแล้วคือพลังที่มองไม่เห็น แต่สามารถรู้ถึงพลังนั้นได้ด้วยการสัมผัสพลังนั้นโดยตรง จริงๆแล้วมีวิธีในการฝึกและสะสมพลังนี้มากมากหลายสาย แล้วแต่ใครถนัดมาทางไหน ทั้งหมดล้วนต้องใช้จินตนาการและสมาธิจิตร่วมกับการหายใจทั้งสิ้น จนอาจเรียกได้ว่าต้องเริ่มหลอกตัวเองให้ได้ก่อน คือ การหายใจ
เราจะมาเริ่มกันด้วยการหายใจตามจินตนาการก่อนแล้วกัน เพราะสำคัญที่สุด

เริ่มแรกนั่งท่าทำสมาธิ คือ นั่งขัดสมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย มือทั้งสองวางหงายที่หน้าขา

นั่งตัวตรง หายใจสบายๆ ยาวๆ ผ่อนคลาย

จากนั้นหลับตาลง หายใจเข้า ให้จินตนาการว่า ลมหายใจเข้าจากปลายจมูกวิ่งผ่านไปสู่ท้องน้อย
(นึกให้เห็นภาพในมโนจิตว่าลมเป็นแสงสีขาว วิ่งไปตามการหายใจ)

หายใจออกจากท้องน้อย ผ่านไปเรื่อยๆจนลมออกจากจมูก
ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนเริ่มชำนาญ เป็นอันว่าเราเริ่มหายใจและจินตนาการเป็นแล้ว

(ฝึกวันละ ๑๕-๓๐ นาที ๗ วันเป็นอย่างน้อย แต่ถ้าเคยฝึกสมาธิไม่ว่าสายไหนๆมา แค่ ๑๕นาทีครั้งเดียวก็เกินพอ)



เมื่อเราเริ่มฝึกจินตนาการผสานการหายใจได้คล่องดีแล้ว เราจะเริ่มขั้นต่อไปคือ
ต้องกระตุ้นจักระก่อน โดยการเปิดจักระ วิธีเปิดจักระมีมากมาย เช่น
การใช้ซ้อมเสียงเคาะให้เกิดคลื่นความถี่เสียงและนำไปวางห่างจากจักระที่ต้องการ 2-3 นิ้ว
หรือเปิดโดยผู้ที่มีพลังจักรวาลมากๆแล้วก็ได้ แต่ผมจะสอนให้ท่านเปิดจักระด้วยตัวเอง
หลังจากที่ฝึกการจินตนาการผสานการหายใจแล้ว ท่านสามารถจะเปิดจักระได้ด้วยตัวเองดังนี้

วิธีการเปิดจักระ

1 ให้ใช้มือวางตามตำแหน่งของจักระที่ต้องการเปิด ห่างจากผิวกาย 3 นิ้ว
2 หานใจช้าๆ ลึกๆ พร้อมทั้งหมุนมือตามเข็มนาฬิกาช้าๆ


เมื่อเราเริ่มฝึกจินตนาการผสานการหายใจได้คล่องดีแล้ว เราจะเริ่มขั้นต่อไปคือ
ต้องกระตุ้นจักระก่อน โดยการเปิดจักระ วิธีเปิดจักระมีมากมาย เช่น
การใช้ซ้อมเสียงเคาะให้เกิดคลื่นความถี่เสียงและนำไปวางห่างจากจักระที่ต้องการ 2-3 นิ้ว
หรือเปิดโดยผู้ที่มีพลังจักรวาลมากๆแล้วก็ได้ แต่ผมจะสอนให้ท่านเปิดจักระด้วยตัวเอง
หลังจากที่ฝึกการจินตนาการผสานการหายใจแล้ว ท่านสามารถจะเปิดจักระได้ด้วยตัวเองดังนี้

วิธีการเปิดจักระ

1 ให้ใช้มือวางตามตำแหน่งของจักระที่ต้องการเปิด ห่างจากผิวกาย 3 นิ้ว

2 หานใจช้าๆ ลึกๆ พร้อมทั้งหมุนมือตามเข็มนาฬิกาช้าๆ

3 จิตกำหนดว่าจักระหมุนตามมือที่หมุน

4 ดึงดูดพลังเข้าสู่จักระนั้นๆ เมื่อสูดลมหายใจเข้า

5 หายใจออกยาวๆ ช้าๆ ให้จิตกำหนดพลังนั้นแพร่กระจายไปทั่วทุกเซลล์ของร่างกาย

6 ทำเช่นนี้ทุกๆจักระ จักระละ 5-10 นาที จนครบทุกจักระ ทุกวัน

7 เมื่อชำนาญแล้ว ให้หมุนจักระโดยกำหนดจิตสั่งให้หมุน โดยไม่ต้องใช้มือนำหมุน

8 แล้วกำหนดให้พลังสีตามจักระ เช่น กำหนดแสงสีแดงเป็นพลังเข้าสู่จักระที่1

9 จากนั้นกำหนดให้จักระหมุนด้วยจิตพลังเป็นสีแดง

10 จักระอื่นๆ ก็เป็นสีตามสีของจักระนั้นๆ


การกระตุ้นจักระนั้นเมื่อทำเริ่มชำนาญ ก็ให้หมุนให้เร็วขึ้น จนการหมุนไม่ขึ้นอยู่กับลมหายใจ
เมื่อชำนาญแล้วจะต่อขั้นต่อไป บทเรียนนี้ใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน
อย่าลืมส่งการบ้านด้วยนะครับ

วิชญาณัม

อ้างอิง http://www.vichanum.net/board/forum....hread&tid=1434
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
Nakamura (09-12-16)
  #2  
เก่า 08-12-16, 21:38
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 897
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3340
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

จักระทั้ง 7


ในร่างกายมนุษย์มีสิ่งมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติซ่อนเร้นอยู่ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างพลังธรรมชาติ จิตวิญญาณและพลังเหนือธรรมชาติเข้าด้วยกัน และอยู่ภายใต้อำนาจของสมาธิ เราเรียกสิ่งมหัศจรรย์นี้ว่า “จักระ (Chakra)”
จักระ (Chakra) เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า “กงล้อ” ซึ่งเป็นลักษณะของลำแสงที่แผ่ออกมาเป็นวงคล้ายกลีบดอกบัวมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 นิ้ว ลำแสงที่มีลักษณะคล้ายกลีบดอกบัวนี้จะหมุนอยู่ตลอดเวลาก่อให้เกิดสีสรรต่าง ๆ เหมือนประกายไฟ มีสีที่ต่างกันออกไป จักระในร่างกายมี 7 จุด ผู้ที่ผ่านการกระตุ้นจักระและฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมอจะทำให้จักระหมุนวนรับพลังจักรวาลที่อยู่รอบตัวเข้าสู่จักระทั้ง 7 และหากสามารถพัฒนาอำนาจจิตให้สูงขึ้นก็จะสามารถมองเห็นรูปร่าง แสง สี และการหมุนได้อย่างชัดเจน

จักระทั้ง 7 มีดังต่อไปนี้

จักระที่ 1 มูลธารจักระ (The Base Chakra)
ตั้งอยู่ระหว่างอวัยวะสืบพันธุ์กับทวารหนัก เป็นพื้นฐานของพลังชีวิต มีหน้าที่ดูดซับพลังคุนดาลินี (Kundalini = งูไฟ หรือ Serpent Fire) จากโลก โดยปกติแล้วจักระนี้จะไม่มีการกระตุ้นอย่างเด็ดขาดเพราะอันตรายต่อระบบการทำงานของร่างกาย สีที่สัมพันธ์คือ สีแดง มี 4 เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 1 คือ ทับทิม โกเมน

จักระที่ 2 สวาธิษฐานจักระ (The Sacral Chakra)
ตั้งอยู่ที่ปลายกระดูกสันหลังใต้ก้นกบ เป็นศูนย์กลางเกี่ยวกับพลังงานทางเพศและความเชื่อมั่นในตนเอง มีหน้าที่กระจายพลังที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือต่อมสืบพันธุ์ (Gonads Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีส้ม มี 6 เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 2 คือ โกเมนสีส้ม คาร์เนเลี่ยนสีส้มแดง

จักระที่ 3 มณีปุระจักระ (The Solar Plexus Chakra)
ตั้งอยู่บริเวณสันหลังที่ตรงกับบั้นเอว มีความเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารทั้งหมด ผลิตโลหิต เป็นศูนย์กลางของอารมณ์ดิบ ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือต่อมหมวกไต (Adrenal Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีเหลือง มี 10 เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 3 คือ บุษราคัม ซิทริน

จักระที่ 4 อนาหตะจักระ (The Heart Chakra)
ตั้งอยู่กลางกระดูกสันหลังระดับที่ตรงกับหัวใจ เป็นศูนย์รวมของความรัก ความเมตตากรุณา ความเสียสละ การพัฒนาจิตใจ ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือ ต่อมไธมัส (Thymus Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีเขียว มี 12 เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 4 คือ มรกต เพอริโด

จักระที่ 5 วิสุทธิจักระ (The Throat Chakra)
ตั้งอยู่ตรงกระดูกต้นคอ เป็นจักระที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ หอบหืด โรคที่เกี่ยวกับผิวหนัง ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือ ต่อมไทรอยด์ (Thyroid Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีน้ำเงิน มี 16 เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 5 คือ ไพลิน เทอร์ควอยซ์ ลาปิสลาซูลิ อะคัวมารีน

จักระที่ 6 อาชณะจักระ (The Third Eye Chakra)
ตั้งอยู่กลางหน้าผาก เป็นจักระที่เปรียบเหมือนดวงตาของปัญญา เป็นจุดกำเนิดของญาณหยั่งรู้ เป็นตาที่ 3 เป็นพาหนะแห่งญาณวิเศษสำหรับการติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือ ต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีคราม มี 96 เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 6 คือ อะมีธีสต์สีม่วงคราม โซดาไลต์

จักระที่ 7 สหัสธารจักระ (The Crown Chakra)
ตั้งอยู่กลางกระหม่อม เปรียบเป็นมงกุฎดอกบัว เป็นศูนย์ควบคุมทุกจักระในร่างกาย เป็นสถานที่รับพลังแห่งจักรวาลและกระจายไปทั่วร่างกาย ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือ ต่อมเม็ดสน (Pineal Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีม่วง มี 972 เส้นแสง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 7 คือ อะมีธีสต์

หมายเหตุ เนื่องจากชื่อของแต่ละจักระเป็นภาษาสันสกฤต เมื่อนำมาสะกดเป็นภาษาอังกฤษแล้วอ่านเป็นภาษาไทยจึงมีความแตกต่างไปบ้างแล้วแต่ตำรา หากผู้อ่านไปศึกษาเพิ่มเติมจากหนังสือเล่มอื่นหรือไปเข้ารับการฝึกวิชาพลังจักรวาลหรือพลังกายทิพย์แล้วพบว่าเรียกชื่อจักระผิดเพี้ยนไปบ้าง ก็ขอให้เข้าใจว่าเป็นชื่อเดียวกัน
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-วิชาลมปราณ กับ พลังกุณฑาลิณี-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0-jpg  
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
Nakamura (09-12-16)
  #3  
เก่า 08-12-16, 21:39
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 897
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3340
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

เปิดจักระ แบบที่ 2

อ้างอิง

http://powerprotectionss.blogspot.co...blog-post.html


เปิดจักระขั้นพื้นฐานด้วยตัวเอง

ผู้ที่อยากเปิดจักระ ควรเป็นผู้ที่มีพื้นฐานในการทำสมาธิอานาปานสติมาก่อน
เพราะทำให้เข้าขนิกสมาธิได้ง่าย

ก่อนเปิดจักระ ควรอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด
แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย
สวดมนต์ระลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย

กราบ9ครั้งระลึก
3ครั้งแรก กราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่มีสิ้นสุดไม่มีประมาณระลึกว่าสรณะสูงสุดของข้าพเจ้า
คือพระรัตนตรัย ข้าพเจ้าขอนอบน้อมต่อพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ที่เคารพตลอดกาลนาน
กราบครั้งที่4 กราบพระปัจเจกพุทธเจ้า
กราบครั้งที่5 ระลึกถึงพระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลายและพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีสิ้นสุดไม่มีประมาณ
กราบครั้งที่6 ระลึกถึงคุณบิดา มารดา ทั้งที่ให้กำเนิด และที่ชุบเลี้ยงให้เติบใหญ่ ทุกๆท่านไม่มีสิ้นสุดไม่มีประมาณ

กราบครั้งที่7 ระลึกถึงคุณอุปัชชาจารย์ ครูบาอาจารย์ ครูตำหรับตำรา ครูพักลักจำ ทุกๆท่านที่ประสิทธิประสาทวิชาให้ทั้งทางโลกและทางธรรม
กราบครั้งที่8 ระลึกถึงคุณแห่งหรพมและเทพยดาทั้งหลาย ตั้งแต่อรูปพรหมไปถึงยมทูตทุกๆท่านไม่มีสิ้นสุดไม่มีประมาณ
กราบครั้งที่9 ระลึกถึงคุณแห่งธรรมชาติทั้งหมด ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ นิพพาน

ทำใจให้สงบ สบาย โปร่ง โล่ง นั่งตัวตรงดำรงสติ หรือยืนในอิริยาบทที่สบาย หรือนอนหงายในอิริยาบทที่สบาย
สูดลมหายใจเข้าทางจมูกให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ กระดกลิ้นแตะที่เพดานปากด้านบนไว้ กักลมหายใจไว้ นับ1-5 ค่อยๆผ่อนลมหายใจออกให้ช้าๆและนานที่สุดจนหมดปอด
ทำจนกว่ารู้สึกว่ามีพลังงานความร้อนปรากฏที่ท้องน้อย

ค่อยๆระบายออกทางปาก

เซฟรูปข้างบนไว้ใช้เปิดจักระ
ลืมตามองรูปแบบสบายๆ
ให้นึกภาพตัวเองซ้อนในรูปนั้นวาดมโนภาพถึงพระพุทธเจ้า หรือดวงอาทิตย์ก็ได้ ว่าแผ่รัศมีเป็นลำแสงพุ่งทะลุจักรที่7คือยอดกระหม่อมลงมา

นึกมโนภาพว่าแสงนี้ทะลุลำตัวจากปลายศีรษะทะลุฝีเย็บ
มองที่รูป มองจักระที่7 หลับตาให้ภาพเรากับรูปซ้อนกัน

นึกว่าจักระเอ๋ย จงเปิดออกเถิด
ไล่ตั้งแต่7-6-5-4-3-2 ยกเว้น1ไว้

หากจักระถูกเปิดจะรู้สึกว่ามีพลังงานวนที่กระหม่อม เหมือนบนหัวมีอะไรมาไต่ๆ
กระตุ้นจักรแบบนี้ทุกๆวันอย่างน้อยครั้งละ3นาที

เมื่อพลังงานมาให้นึำว่าขอสิ่งดีๆที่เป็นมงคลจงมา
ขอสิ่งต่างๆที่ไม่เป็นมงคล โรคภัยไข้เจ็บจงเปลื่ยนแปลงไปเป็นสิ่งดีๆ

จบชั้นพื้นฐาน

ฝึกเสร็จให้กราบ9ครั้งอีกครั้ง แผ่เมตตาไม่มีสื้นสุดไม่มีประมาณ ทั้ง31ภพ ไม่มีสิ้นสุดไม่มีประมาณ



( หมายเหตุ รูป ที่ใช้ประกอบการฝึกเปิดจักระ ได้

แนบไฟล์ไว้ ข้างล่าง )
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-วิชาลมปราณ กับ พลังกุณฑาลิณี-picture6-jpg  
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
Nakamura (09-12-16)
  #4  
เก่า 08-12-16, 21:41
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 897
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3340
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

เกริ่น เรื่อง พลังกุณฑาลิณี

อ้างอิง Ampol C. - กุลฑาลิณี 7 จักระ

ด้วยอาการ ลมปราณเดินนี้ จะต้องทำการสลายลมปราณเหล่านี้ ด้วยการหยุดนิ่ง จับกับลมหายใจโดยการทำ อานาปาณสติที่ บริเวณท้องน้อย หรือ หน้าอก ไม่เอามารวมที่ใดๆ บริเวณใบหน้าเด็ดขาด เมื่อนิ่งมากพอ ลมจะคลายตัวตามจุดต่างๆ ด้วยการเรอ การสำลักลม บริเวณคอหอย ลูกกระเดือก หัวใจ ปอด ตับ อวัยวะๆต่างๆ ที่ลมเข้าไปเกาะอยู่หากการเรอ หรือสำลักลมยังสดุดอยู่ หรือ อึดอัด อาจมาจากความต้องการอากาศที่บริสุทธิ์ มากกว่าเดิม เมื่อลมเหล่านี้หมดแล้ว กายและจิต จึงจะสามารถมั่นคงได้
แท้จริงแล้ว พลังกุลฑาลิณี มีหน้าที่โดยธรรมชาติ เหตุที่มีพลังนี้ เพราะธรรมชาติมี "เหตุผล" ในการสร้างมันขึ้นมาให้อยู่ในกายเรา มันมีหน้าที่ "ถ่ายลมปราณเพื่อสืบพันธุ์" และมันจะตื่นตัวทุกครั้ง ที่มีการเสพกาม จนถึง "จุดสุดยอด" (มันคือ สปาสซั่ม(Spasm ภาวะหลังเกิดการกระตุกสมองพยายามคลายตัว) นั่นเอง ถ้ามีมากเกินไป และถ้าคงไว้ มากเกินไป จะเกินผลเสียร้ายแรง ทำให้บ้า ได้)

กุลฑาลิณี ปกติ แล้ว จะตื่นขึ้นแล้วไหลออกจากจักระที่หนึ่งบริเวณ อวัยวะเพศด้านหน้า พร้อมกับการหลั่งน้ำกาม (ในกรณีเพชายจะให้) ดังนั้น เมื่อเสพกามจึงเหนื่อยอ่อนแรงมาก ราวกับเผาพลาญอาหาร ไปมากมายทีเดียว

เมื่อเพศชายถ่ายลมปราณกุลฑาลิณีแล้ว มันก็เข้าสู่ร่างเพศหญิง

ผู้หญิงเมื่อถึง "จุดสุดยอด" ผมไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอ เพราะไม่สามารถฝึก "กุณฑาลิณี" แบบเพศหญิงได้ เนื่องจากมี อวัยวะเพศชนิดเดียว แต่เคยได้ยินเหมือนกันว่า มีเพศหญิงบางคน ดูดพลังกุณฑาลิณีจากชายที่เธอมีเพศสัมพันธ์ด้วย

จริงๆ แล้ว จะดูดหรือปล่อยพลังกุณฑาลิณีระหว่างมีเพสัมพันธ์ก็ได้ แต่การกำหนดจิต "ดูดกุณฑาลิณี" สำหรับเพศชายแล้ว จะก่อให้เกิด อาการเป็น "เกย์" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจำต้องอาศัยเพศชาย ด้วยกันในการกระตุ้นพลังกุณฑาลิณีลักษณะนั้น

ส่วนเพศหญิง หากฝึกกุลฑาลิณีโดยไม่อาจควบคุมพลังนี้ได้ จะทำตัว เหมือนโสเภณีได้ในที่สุด (หากฝึกด้วยวิธีใช้ หญิง ชาย กระตุ้นแบบนี้) ดังนั้น การฝึกกุลฑาลิณีด้วยการใช้เพศสัมพันธ์กระตุ้นพลัง จึงมีปัญหา มากมาย ปกติจะใช้วิธีอื่นกระต้น

ในทิเบต พระลามะ จะกระตุ้น "กุณฑาลิณีชาย" ด้วยการเข้าไปอยู่ในที่ หนาวมาก พระลามะบางรูปนั่งสมาธิในน้ำ ในหิมะ เพื่อกระตุ้นกุลฑาลิณี พลังกุณฑาลิณีก็จะกลายเป็นพลังร้อนและอุ่นคลายหนาวได้

อย่าลืมว่า "กุณฑาลิณี" คือ งูสองตัว งูตัวหนึ่งเป็น "งูเพศชาย" ส่วน งูอีกตัวหนึ่งเป็น "งูเพศหญิง" ดังนั้น คนที่ฝึกกุลฑาลิณี สำหรับเพศ ชายและหญิงแล้ว จะพบว่าแตกต่างกัน เพราะงู (เป็นสัญญลักษณ์) นี้มีอยู่ด้วยกันสองตัว

การควบคุม "งูสองตัวนี้" ก็ต่างกัน

กุณฑาลิณีตื่นขึ้นทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ถึง "จุดสุดยอด"

กุณฑาลิณีอยู่ในร่างกาย เพราะธรรมชาติสร้างมาให้มีหน้าที่หนึ่งอย่างนี้ คือการสืบพันธุ์ พลังลมปราณจากเจ็ดจักระในร่างกาย มีหน้าที่ต่างกัน กุณฑาลิณีตื่นขึ้นทุกครั้งเมื่อถึงจุดสุดยอด

แต่ก่อนจะตื่นขึ้นอย่างเต็มที่ มันจะค่อยๆ ปลดปล่อยพลังออกมาทีละน้อย โดยไม่เราไม่รู้ตัวก่อน ในช่วงที่มีเพศสัมพันธุ์ หากไม่ถึง "จุดสุดยอด" แล้ว เพศหญิงจะมีพลังกุลฑาลิณีค้างอยู่ในสมอง ทำให้เป็นคนหงุดหงิดไม่รู้สาเหตุ สามีก็จะรู้สึกว่าทำไมภรรยาตนเองขี้หงุดหงิด (เธอคงไม่กล้าบอกสามีหรอกนะ ว่าสามีไม่ทำให้เธอถึงจุดสุดยอดได้ เป็นเหตุให้เธอหงุดหงิดอย่างไม่มีสาเหตุ)

เพราะกุลฑาลิณีค้างอยู่บางส่วนไม่มากนักที่สมอง เหมือนคนอารมณ์ค้าง เมื่อมีเพศสัมพันธ์แล้วอารมณ์ค้างแบบนี้บ่อยๆ "จะเสียสุขภาพทั้งกายและจิต"

ดังนั้น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่เข้าใจพลังกุณฑาลิณีจึงเป็นผลเสียต่อร่างกาย และจิตใจอย่างมากมาย โดยที่เราไม่รู้ตัว ว่าทำไมหนอ เราจึงขี้หงุดหงิด เรา มักมากในกาม (ฝ่ายชายที่ควบคุมกุณฑาลิณีไม่ได้) ฯลฯ

ชายที่ปลดปล่อยกุณฑาลิณีแล้วควบคุมกุณฑาลิณีไม่ได้ จะประสบปัญหา การมักมากในกาม จิตจะอยากได้ อยากเอามา เพราะจิตสูญเสียพลังนี้ไป ขณะร่วมเพศทุกครั้ง โดยที่ตนไม่รู้ตัว จิตจึงอยากได้เอามาเป็นเจ้าของ แล้วควบคุมอารมณ์เพศตนเองไม่ได้ เป็น "คาสโนว่า" และมีปัญหาด้าน สุขภาพร่างกายและจิตใจในภายหลังอย่างยิ่งยวด

กุลฑาลิณีตื่นเต็มที่ออกทางจักระหนึ่งด้านหน้าเมื่อหลั่งน้ำกามทุกครั้ง ทำให้เพศชายสูญเสียพลังมากมาย ในกลุ่มชายรักร่วมเพศบางคน ได้ กระตุ้นกุณฑาลิณีแบบเพศหญิงขึ้นมา แล้วดูดซับพลังกุณฑาลิณีของ อีกฝ่ายเข้าตัว ทำให้มีอารมณ์และบุคคลิกแปรปรวน เหมือน "ผู้หญิง"

กุณฑาลิณีดันขึ้นจักระที่เจ็ด (สมอง) ทุกครั้งที่มีการสะกดกลั้นการหลั่งน้ำกาม

ในเพศชาย หากมีการสะกัดกั้นการหลั่งน้ำกาม เมื่อถึงจุดสุดยอดแล้วกลั้นไว้ กุณฑาลิณีจะตื่นขึ้นเต็มที่ แล้วแทนที่จะออกทางจักระหนึ่งด้านหน้า (penis) กลับไหลย้อนขึ้นบนหัว ผู้ชายที่ทำการกลั้นแบบนี้จะรู้สึกได้ทันที ว่ามีอะไร บางอย่างที่มารวมที่ penis แล้วขึ้นไปที่หัวของตน บางครั้งเขาจะรู้สึก "มึน" เล็กน้อย จากนั้น เมื่อเขากลั้นไว้หลายๆ รอบ จะมึนหนักขึ้น มากขึ้นๆๆๆ

จนปวดหัวแบบโดนบีบแทบจะระเบิด เหมือนโดนอะไรชอนใชทั้งหัว แทบจะเป็นบ้า

นี่คือ "กุลฑาลิณี" ถูกดันขึ้นไปที่หัวโดยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ตัว ทำมากๆ สมองก็จะเสื่อม ความจำจะเสื่อม และจะลืมๆ เบลอๆ ดังนี้ ผู้ชายที่กลั้นน้ำกาม ไว้เมื่อถึงจุดสุดยอด แต่ไม่เรียนรู้เรื่องการปลดปล่อยพลังกุลฑาลิณีจะมีปัญหา เช่นนี้ทุกราย (ผมก็เป็นมาแล้ว) เรียกว่ามีเพศสัมพันธ์มากไปหรือเปล่าจนเอ๋อ

ตราบเมื่อกุณฑาลิณีปลดปล่อยออกได้ทางใดทางหนึ่ง ความปวดจะหายไป กล่าวคือ หายกุณฑาลิณีตีย้อนขึ้นหัวแล้วออกไม่ได้ เมื่อถึงจุดสุดยอดก็จะไหล ย้อนกลับไปออกทางจักระหนึ่งด้านหน้าเองโดยธรรมชาติ (ทาง penis)

แต่หากผู้ฝึกกุณฑาลิณีเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น และทะลวงจักระที่เจ็ดให้เปิดออกด้วย กุณฑาลิณีแล้ว จะส่งผลให้การฝึกลมปราณสายอื่นๆ ง่ายดายยิ่งขึ้น ไม่ติดขัด ไม่ต้องนั่งทะลวงชีพจรเส้นเล็กเส้นน้อยเป็น ๑๐ ปีแบบวิธีของเต๋า

เมื่อกุณฑาลิณีออกทางจักระที่เจ็ดได้ ยามถึงจุดสุดยอด "อวัยวะเพศจะหดตัว" นี่คือ อาการของการฝึก "กุณฑาลิณีแบบเพศชาย" ด้วยการใช้หยินหยางกระตุ้น

การฝึกกุลฑาลิณีจนสามารถควบคุมพลังได้

ระยะแรกจะมีปัญหามาก ทั้งร่างกายและจิตใจ ระยะต่อมาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ราวกับว่าเราแก่ขึ้นๆๆๆ จนอายุ ๕๐ ไป ๖๐ ปี ทั้งด้านความคิด จิตใจ อารมณ์ และการมองโลก หน้าตาบางครั้งก็ตกใจว่าทำไม ตนเองดูแก่ลง (แต่ไม่ได้มีรอยเ**่ยวย่น มีหนวดจนดูเหมือนแก่)

จากนั้น เมื่อกุลฑาลิณีถูกปลดปล่อยทะลวงได้แล้ว จะเหมือน "ตายแล้วเกิดใหม่" จะรู้สึกกระชุ่มกระชวย เหมือนได้ร่างใหม่ เหมือนเฒ่าทารก ที่กลายเป็นเด็ก เหมือนเป็นเด็กแรกเกิดอีกครั้ง จะมีความสุขแบบ เด็กๆ มองโลกง่ายๆ ใสซื่อแบบเด็กๆ

และเกิดสิ่งใหม่ๆ ที่ดีขึ้นกับร่างกายและจิตใจมากมาย

ข้อควรระวังในการฝึกกุลฑาลิณี

๑. หากเพศชายฝึกกุณฑาลิณีแบบหญิง จะกลายเป็น "เกย์" จำต้องฝึก กระตุ้น "งูให้ตรงเพศ" อย่าลืมว่า "กุณฑาลิณีคืองูสองตัว" แต่ต้องเลือก ใช้ให้เป็น เหมาะสมกับเพศของตน ฝึกผิดก็กลายเป็นขันที แบบ "ตงฟางปุ๊ป้าย"

๒. เพศหญิงหากฝึกกุณฑาลิณีด้วยการใช้หญิงหยาง หากมีคู่ฝึกหยินหยาง (คู่นอนหรือคู่รักที่ฝึกกุณฑาลิณีเหมือนกันและรักกันชั่วชีวิต) ก็ไม่มีปัญหา แต่หากอีกฝ่าย (ฝ่ายชาย) ไม่ฝึกด้วยแล้วตนเองฝึกไม่ทันสำเร็จ จะกลายเป็น "วิชชามาร" คือ "วิชชาโสเภณี" กลายเป็นหญิงที่มักมากในกาม แล้วดูดพลัง กุณฑาลิณีจากชายไม่เลือกหน้า จึงไม่ควรฝึกกุลฑาลิณีด้วยวิธีนี้ อันตรายมาก

๓. หากฝึกไปไม่ถึงสุดยอด แล้วค้างอยู่ช่วงใดช่วงหนึ่ง กุลฑาลิณีจะทำให้ ร่างกายจิตใจเปลี่ยนไป กลายเป็น "เฒ่าทารก" ได้ คือ มันไม่ย้อนกลับไป สู่รากฐาน ไม่เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ไม่กลับสู่ความใสซื่อบริสุทธิ์เป็นเด็ก อีกคราว สภาพของเฒ่าทารก จะมีจิตใจแปรปรวนเดี๋ยวเหมือนเด็กเดี๋ยวเหมือน แก่ ทั้งร่างกายและจิตใจ จนกว่าจะพ้นระยะนี้ไป คือ ฝึกสำเร็จเท่านั้นจึงหายได้

๔. หากฝึกช่วงเด็กเกินไป จะเหมือนกักอายุและการเติบโตของตนเอง เหมือน "วิชชากุมาร" เป็นเด็กไปตลอดเวลา คนอื่นเห็นเราเขาคิดว่าเราอายุต่ำกว่าจริง ประมาณ ๑๐ ปี จึงไม่ควรฝึกในวัยเด็กมากจนเกินไป เพราะกุณฑาลิณีควบคุมชีวิต การเติบโตของร่างกายและจิตใจทั้งหมด จึงอันตรายมากหากฝึกไม่สำเร็จ

เมื่อฝึกกุณฑาลิณีสำเร็จแล้วควรทำอย่างไร?

เมื่อทะลวงเจ็ดจักระด้วยกุลฑาลิณีสำเร็จแล้ว จะเข้าใจตนเอง เข้าใจชีวิต เข้าใจเรื่องกามมากขึ้น และเป็นอิสระจากกาม (มีก็ได้ไม่มีก็ได้ แต่ขอโสดดีก่า) ปกติ การเคลื่อน "พลังกุณฑาลิณี" แต่ละครั้ง ยากในการกระตุ้น เพราะบางคน ต้องเข้าไปนั่งในที่หนาวมากๆ มันจึงจะตื่น บางคนต้องดูภาพโป๊มากมายก่าย กอง (เพราะเริ่มไม่รู้สึกกะกามแล้ว) ดังนั้น เมื่อฝึกสำเร็จแล้ว บางท่านกลับ เรียกใช้ยากเหมือนเดิม แต่ทะลวง และควบคุมง่าย นอกจากนี้ ยังยากตอนเก็บ กลับคืนจักระที่หนึ่ง หรือ ยากในการระบายออกทางจักระเจ็ดอีกด้วย หากมีการ คั่งค้างของพลัง จะเกิดปัญหากับร่างกายและจิตใจมากมาย

ดังนี้ เมื่อฝึกพลังนี้เร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องเดินลมปราณกุลฑาลิณีอีก

ให้เดินลมปราณสายอื่นๆ แทนจะดี และปลอดภัยกว่า เรียกว่าได้ปลดปล่อย สำเร็จแล้ว ทะลวงสำเร็จแล้ว กรุยทางแล้ว เปิดให้ฝึกพลังปราณสายอื่นต่อไป

ให้ต่อวิชชาลมปราณไปสายอื่น เช่น

๑. ต่อกุณฑาลิณีด้วยพลังจักรวาล

เมื่อเปิดจักระได้หมด ทะลวงได้หมด เปิดรับพลังจักระวาลทางจักระเจ็ด แล้วให้ไหลลงมาอาบร่าง จะได้ผลดีกว่าใช้พลังกุณฑาลิณีมากมายนัก ปลอดภัย คุ้มครองปกป้องเรา รักษาเรา ทั้งร่างกายและจิตใจ

๒. ต่อกุณฑาลิณีด้วยพลังปราณหยินหยาง ฟ้า-ดิน

กุณฑาลิณีที่ฝึกด้วยการกระตุ้นอารมณ์เพศนี้ จัดเป็น "หยิน หยาง" ในตัว อยู่แล้ว เมื่อเปิดจักระในร่างกายได้ทั้งหมด ก็ต่อด้วยปราณสายเต๋าขั้นสูง ไปเลย ไม่ต้องใช้ของเดิมอีก เพราะผ่านด่านแล้ว ให้ดึงลมปราณ "หยิน" จากพื้นดิน (นั่งบนพื้นที่เย็นๆ) จินตนาการ ดึงดูดพลังเย็นนั้น เข้าร่างกาย จากท่อนล่างขึ้นท่อนบน แล้วพุ่งเป็นน้ำพุ ให้ย้อนลงมาอาบร่าง (ขาย้อน ลงมาเป็นปราณ "หยาง")

หรือต่อด้วยวิชชาลมปราณธรรมจักรก็ได้

เคล็ดพลังจักรวาล (กุณฑาลิณีต่อจักรวาล)

สำหรับผู้ที่ฝึกผ่านกุณฑาลิณีแล้ว จักระต่างๆ ก็ง่ายดายขึ้น จึงไม่ต้องนับ จากศูนย์ใหม่ ต่อพลังจักรวาลด้วยเคล็ดลัดสั้นง่าย

คือ นั่งสมาธิกำหนดจิตว่ามีพลังบริสุทธิ์ไหลอาบทั้งร่าง จากจักระที่เจ็ด ลงมาทั่วทั้งตัว ไล่มาตามร่างกายส่วนต่างๆ ตามลำดับ อาศัยจักระต่างๆ ทั้งเจ็ดจักระเป็นจุด "ธงชัย" ที่มาร์กไว้ เวลากำหนดจิต เลื่อนดวงจิตลงมา

ที่สำคัญมาก คือ "จิตต้องบริสุทธิ์ใสซื่อไร้กิเลส" ตลอดเวลา จะสามารถสัมผัสพลังจักรวาลที่บริสุทธิ์ได้ ชัดขึ้น แรกๆ จะแยกแยะไม่ออก หลังๆ หากได้รับพลังจักรวาลที่บริสุทธิ์ชัดเจน จะกำหนดอารมณ์จับปราณ พลังจักรวาลได้ง่ายขึ้น แยกแยะปราณดีปราณเสียได้ และเลือกรับแต่พลัง จักรวาลที่บริสุทธิ์ ไม่เอาปราณด้านลบเข้าตัว

นั่งสมาธิท่าโยคะ แล้วกำหนดจิตระลึกถึงความบริสุทธิ์ดีงาม ให้เหมือนน้ำทิพย์ชะโลมร่างกายจากจักระเจ็ดลงมาจักระหนึ่ง หลายๆ รอบจะผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ สุขภาพกาย และจิตดีขึ้นมากมาย

เคล็ดพลังธรรมจักร (กุณฑาลิณีต่อธรรมจักร)

สำหรับผู้ได้กุณฑาลิณีสำเร็จแล้ว และแยกแยะพลังจักรวาล นำพลัง จักรวาลด้านดีมาสู่ร่างได้แล้ว ก็เข้าสู่ การควบคุมลมปราณอย่างเต็มที่ การควบคุมลมปราณที่ถูกต้อง สอดคล้องกับธรรมชาติ คือ การเคลื่อน เป็น "วงกลม" นี่คือ เคล็ดวิชชาลมปราณที่สอดคล้องกับลมปราณไทเก็ก เนื่องจากปรามาจารย์ด้านลมปราณสายต่างๆ ค้นพบสิ่งเดียวกัน

คือ ลมปราณจะหมุนสอดคล้องกับจักรวาล คือ หมุนวนรอบตัวเอง เหมือน โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ โลกหมุนรอบตัวเอง อิเล็คตรอนหมุนรอบนิวเคลียส

จะฝึกหมุน "จักร" เรียกว่า "ปราณธรรมจักร" (ในสายวิชชาพลังจักรวาลก็ หมุนปราณแบบนี้เช่นกัน) หมุนเป็นวงกลม หลายๆ รอบ ลมปราณจะตื่นตัวขึ้น แล้วแสดงพลังอย่างรุนแรง ทำให้ร่างกาย เวลาเข้าสมาธิ หมุนไปทั้งร่าง เรียกว่า "สมาธิหมุน" เมื่อเข้าสู่สมาธิหมุนแล้ว ลมปราณที่ตื่นขึ้น หากไม่มี การควบคุม ไม่มีการเก็บเข้าที่ ไม่มีการใช้หรือปลดปล่อยให้หมด

ลมปราณธรรมจักรจะค้างในร่างกาย

แล้วเกิดการหมุนโดยไม่ตั้งใจ เช่น พระอาจารย์รัตน์ ได้วิชชานี้ฟื้นคืน เมื่อเดินไปอยู่ดีๆ ก็รู้สึกหมุนขึ้นมาเฉยๆ จนต้องนั่งลงเข้าสมาธิอยู่ หลายครั้ง นี่เพราะลมปราณธรรมจักรไม่ได้รับการปลดปล่อย หรือเก็บ เข้าที่ หลังจากที่ได้รับการปลุกให้ตื่นแล้ว

ดังนี้ ผู้ฝึกสมาธิหมุน จึงมักเกิดการหมุนวนนอกเวลาสมาธิได้เสมอ ต้องระวัง

มีผู้รู้ท่านหนึ่ง แนะนำว่า ในเวลาใดก็ตามที่รู้สึกอ่อนเพลีย หรือถูกพลังแฝง หรือถูกกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งจากสิ่งใดๆ ก็ตามที่ได้ดูดพลังจากตัวเราไป

หรือถูกเจ้ากรรมนายเวรรุมดูดพลังไปด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม ในขณะที่ถูกดูดขับพลังงานไปเมื่อใดที่รู้ตัวว่ากำลังจะหมดพลัง มีความอ่อนล้าแล้ว โดยตัวเราจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ทุกคนจะมีพลังเพิ่มได้มาก ขึ้น โดยให้ทำดังนี้

1. นั่งในท่าสบาย หรือนั่งขัดสมาธิก็ได้ โดยให้มือทั้งสองประสานสอดนิ้วมือเข้า หากัน อุ้งมือไม่ติดกัน หงายมือ เหมือนรองรับน้ำใส่อุ้งมือ โดยหายใจเข้าออก ยาวๆ ลึกๆ เข้าออกทางจมูก แล้วให้ลมหายใจเข้า วิ่งเข้าที่จมูก แล้ววิ่งไปที่จักระ 6 – 7 – 5 – 4 – 3 – 2 และไปหยุดที่จักระ 1 แช่นิ่งสักครู่ ที่จักระ 1 จากนั้น หายใจออกทางจมูก หรือทางปากก็ได้ ยาวๆ พยายามให้ลมหายใจเข้า ออกนาทีละเพียง 5 - 6 ครั้งก็พอ โดยทำ 3 ครั้งติดกัน

2. ท่าที่สองเรียกว่า ท่าโอริง มือซ้าย - ใช้นิ้วชี้แตะนิ้วโป้ง ส่วนอีก 3 นิ้วเหยียดตรง หลังมือวางไว้ที่ขาซ้าย มือขวา - คว่ำบริเวณหน้าขา ข้างขวา การหายใจเข้า – ออก ให้หายใจเหมือนวิธีแรก

3. ในกรณีมีปัญหาที่พลังปั่นป่วน ต้องการปลดปล่อยพลัง มือขวา - นิ้วชี้แตะโป้ง อีก 3 นิ้วเหยียดตรง หลังมือวางแตะที่ขาขวา มือซ้าย - คว่ำบริเวณหน้าขา ข้างซ้าย การหายใจเข้า – ออก ให้หายใจเหมือนวิธีแรก เคล็ดการเพิ่มพลัง และการนั่งสมาธิ สารชมรมศาสนาและการกุศล เรื่องที่ 462...เคล็ดการเพิ่มพลัง และการนั่งสมาธิ หน้า 2 จาก 2 มงคล กริชติทายาวุธ ประธานชมรมศาสนาและการกุศล

4. วิธีนั่งสมาธิที่ต้องการเพิ่มพลัง มือทั้งสองต้องประสานกัน จะต้องให้นิ้วมืออื่นๆ สอดกัน โดยให้ นิ้วโป้งชนกัน (นิ้วโป้ง เป็นธาตุไฟ เป็นธาตุที่ช่วยก่อให้มีฤทธิ์เร็ว หรือเรียกพลังกลับคืน ได้เร็ว เป็นเตโชกสิณอึกรูปแบบหนึ่ง การฝึกปรือในสายนี้ จะมีความร้อนเกิดขึ้น อารมณ์ อาจร้อนมากขึ้น อาจฉุนเฉียว โกรธง่ายขึ้น ก็ไม่ต้องวิตกกังวล เพราะเป็นผลทีมักจะ ติดตามมาเป็นปกติ) ภาพรวมการหมุน จักระของเรา ตรงจักระ ๑ หมุนดีแล้วแต่ว่าอาจร้อนเล็กน้อย จักระที่ท้องก็หมุนๆวันอยู่ภายใน ส่วนตรงหน้าอกก็เรื่องหมุน แต่ความรู้สึกเบาๆไม่ชัดเหมือนที่ท้อง ตรงหน้าฝากก็เริ่มรู้สึก ชินแล้วและวงขยายของหน้าฝากก็ขยายกว้างมากขึ้นเลยหน้าตา เราได้แล้วจะยังคงมีที่ชาๆหน่อยก็บริเวณริมผีปากบนแค่นั้น โดยรวมๆก็ถือว่าไม่มีอะไรครับ.. ส่วนหลักการทั้งหมดรวมๆเป็นหลักการค่อนดีครับ สามารถ ใช้ได้ปกติทั่วไปครับ...แต่ถ้าจะให้ได้ผลดีแบบเห็นความ แตกต่างชัดเจนนะครับ..ในหลักการที่ ๑ ที่นำมานั้นให้เปลี่ยน ระบบหายใจผ่านแนวแกนของกระดูกสันหลังด้วยครับ.. โดยให้หายใจเข้าก่อนจนท้องพอง แล้วดันลมหายใจผ่านจักระ ๑ ย้อนมาตามแนวกระดูกสันหลังจนขึ้นจักระ ๗ ก่อนแล้วค่อยออกจมูกครับ .. ส่วนวิธีการที่ ๒ และ ๓ ถ้าทำแล้ว ต่อไปกลัวจะเกิดเหตุการอย่างนั้น ขึ้นอีก ให้หงายมือทั้งสองข้างบนหน้าตัก โดยที่ข้างหนึ่งให้นิ้วกลางมาแตะ นิ้วโป้ และมืออีกข้างหนึ่งให้นิ้วนาง มาแตะที่นิ้วโป้..วิธีการนี้ก็จะเป็นการ รับและถ่ายเทพลังงานส่วนเกินต่างๆออกจากร่างกายได้อัตโนมัติเช่นกันครับ.. ส่วนวิธีการที่ ๔ นั้นส่วนตัวไม่แนะนำให้ทำนะครับ...เพราะว่ามันจะไปกระตุ้น ให้จิตเกิดการหมุนตัวแล้วไปสร้างประจุไฟฟ้าจนเกิดความร้อน เป็นผลทำให้เกิดพลังงานคล้ายๆกสิณไฟภาคบังคับให้เกิดขึ้นมา ซึ่งเป็นพลังงานที่ไม่ได้เกิดจากการที่ตัวจิตได้ฝึกฝนจนจิตมีกำลัง จิตและสร้างขึ้นมาเป็นพลังงานกสิณได้จริงๆครับ ซึ่งในอนาคตแล้วจะส่งผลร้ายมากกว่าผลดีครับ..เพราะทำนานๆเข้า จะไปปิดกั้นเรื่องการสร้างเมตตาที่ออกจากจิตเราด้วยครับ. ให้เปลี่ยนเป็นหงายฝ่ามือออกทั้งสองข้าง และทำให้เวลาที่มีพระอาทิตย์ขึ้น แล้วภานา โฮม มีณี ปัทเม ฮูม แรกจะจิ๊ดๆที่ผ่ามือก่อน พอชำนาญจะเกิด ลมหมุนบนฝ่ามือได้ และพอชำนาญมากกว่านี้ ก็จะสามารถดึงพลังงาน จากพระอาทิตย์ตรงนี้ ให้มาล้างจักระที่ ๗ ถึง จักระที่ ๑ ได้เองก็จะลด อาการปั่นปวนของจักระที่เกิดในกรณีที่ ๓ ที่น้องนิวนำมาลงได้เองครับ. และเป็นการเสริมเรื่องรักษาร่างกาย ของเราได้โดยตรงและเสริมภูมิป้องกันจากการถูกพลังงานภายนอก ต่างๆที่มารบกวนเราได้ด้วยครับ..ถ้าทำตอนกลางคือที่มีพระจันทร์ ก็จะเสริมเรื่องสมาธิและเสริมเรื่องการรักษาสภาพจิตใจให้สงบแล้วขึ้น ซึ่งไม่ว่าตอนไหนให้เราหยุดถ้ารู้สึกว่าร้อนแสดงว่าเพียงพอแล้ว ซึ่งถ้าเราทำได้ตรงนี้ข้อดีคือ จะใช้เป็นเครื่องตรวจสอบระดับเมตตาในจิตเราได้ด้วยครับ.. และขอฝากคำเตือนไว้เป็นข้อคิดสะกิดใจเล็กน้อยครับ เสือเฒ่ามีวิชาชอบแปลงตัวเป็นฤาษีหรือไม่ก็นักพรตหรือชีประขาว แต่พอเราหลงกลไปแล้ว ก็จะกลายเป็นเสือและจับเรากินครับ..
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
Nakamura (09-12-16)
  #5  
เก่า 08-12-16, 21:41
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 897
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3340
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

การฝึกลมปราณ ร่วมกับพลังกุณฑาลิณี ห้ามมีเพศสัมพันธ์

ห้ามช่วยเหลือตัวเอง

เพราะการสูญเสียน้ำกาม เท่ากับ การสูญเสียพลังชีวิตไป


ถ้ามีอารมณ์ทางเพศ ให้ทำอย่างไร

กล่าวคือ ให้อดทน อดกลั้นเอาไว้

เมื่ออารมณ์ทางเพศ ปรากฎขึ้นมา จักระที่ 1 ก็จะถูกเปิดออก

แล้วหมุน ด้วยตัวของมันเอง พลังทางเพศ เรียกว่า พลังกุณฑาลิณี

ก็จะกำเนิดขึ้นมา เมื่อ เราอดทน อดกลั้นเอาไว้ ไม่ยอม

ปลดปล่อย พลังกุณฑาลิณี จะพุ่ง ขึ้น จากจักระที่ 1 -7

และออกจากร่างกาย ทางจักระที่ 7

ถ้าจักระที่ 7 ไม่เปิดออก จะเป็นเช่นไร

1. จะมึนหัว

2. ปวดหัว เหมือนโดนบีบ เหมือนโดนอะไรชอนใชทั้งหัว จนเป็นบ้า

3. สมองจะเสื่อม ความจำจะเสื่อม จะลืมๆเบลอ

จึงจำเป้นที่จะต้อง เปิดจักระที่ 7- 2


แต่การที่พลัง กุณฑาลิณี ถูกปลดปล่อยออกมาทาง จักระที่ 7 ทำให้เราสูญเสียพลังทางเพศด้วย

ทำให้ เกิดการผิดเพศ

ผู้ชายจะขาดธาตุ หยาง จะเป็นตุ๊ด

ผู้หญิงจะขาดธาตุ หยิน จะเป็นทอม

จำเป็นต้อง ฝึกพลังสุริยัน จันทรา เพื่อเสริมธาตุในร่างกายของตน

ผู้หญิง เสริมพลังธาตุหยิน ด้วย พลังจันทรา

ผู้ชาย เสริมพลังธาตุหยาง ด้วย พลังสุริยัน
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
Nakamura (09-12-16)
  #6  
เก่า 08-12-16, 21:44
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 897
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3340
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

การฝึกลมปราณ สามารถศึกษาได้ จาก กระทุ้ข้างล่างนี้


( ลมปราณ )
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
Nakamura (09-12-16)
  #7  
เก่า 09-12-16, 02:02
Nakamura's Avatar
พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Apr 2010
ข้อความ: 79
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 2,195
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 420 ครั้ง ใน 420 ข้อความ
พลังบุญ: 508
Nakamura is on a distinguished roadNakamura is on a distinguished roadNakamura is on a distinguished roadNakamura is on a distinguished roadNakamura is on a distinguished roadNakamura is on a distinguished roadNakamura is on a distinguished roadNakamura is on a distinguished roadNakamura is on a distinguished roadNakamura is on a distinguished roadNakamura is on a distinguished road
Default

กำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่พอดี ขอบคุณท่านเกียงจูแหยมากครับ
__________________
"นตฺถิ ราคสโม อคฺคิ นตฺถิ โทสสโม กลิ
นตฺถิ ขนฺธาทิสา ทุกฺขา นตฺถิ สนฺติปร สุข ฯ
ชิฆจฺฉา ปรมา โรคา สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา
เอต ตฺวา ยถาภูต นิพฺพาน ปรม สุข ฯ"


ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี โทษเสมอด้วยโทสะไม่มี
ทุกข์เช่นด้วยขันธ์ไม่มี สุขยิ่งกว่าความสงบไม่มี
ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง
บัณฑิตทราบเนื้อความนี้ตามความเป็นจริง แล้วย่อมทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน เพราะนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 09-12-16, 20:06
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 897
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3340
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

การฝึกลมปราณ มี อยู่ 2 อย่าง

แบบ ตันตระ การอาศัยหลักมีเพศสัมพันธ์

กับ แบบ ไม่มีเพศสัมพันธ์

แต่หลักการเดียวกัน คือ ไม่สูญเสียน้ำกาม


ในเฟสบุคนี้ ขอกล่าวแต่ เรื่อง ลมปราณ แบบ ไม่มีเพศสัมพันธ์
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
Nakamura (09-12-16)
  #9  
เก่า 09-12-16, 20:18
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 897
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3340
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

ครูบอาจารย์ ที่ เคารพนับถือ สำหรับ สาย ลมปราณ -


1. สมเด็จองค์ปฐม

2. อาจารย์ไท้เสียงเหล่ากุง ( อาจารย์ของโป๊ยเซียนโจวซือ ผู้รจนา คัมภีร์เต๋าเต็กเก็ง )

4. เจ้าแม่กวนอิม ( ทองเลน)

3. อาจารย์โป๊ยเซียนโจวซือ

เซียนคณะนี้ มี เทพเจ้า ชำนาญ ด้าน ลมปราณ คือ

3.1. ลมปราณ แบบ เสพกาม คือ ลื่อต้งปินโจวซือ

3.2. ลมปราณ แบบ ลมปราณสุริยันต์ จันทรา คือ เตียกั๊วเล่าโจวซือ ( เจียงกั๊วเล้าโจวซือ)


ตำราผมจะ เน้นเรื่อง บรรลุเซียนแบบ เสพพลัง สุริยันต์ - จันทรา เตียกั๊วเล่าโจวซือ


ขอให้ท่าน Nakamura ศึกษา ต่อไป ตามกระทู้ด้านล่างนี้
__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เกียงจูแหย : 09-12-16 เมื่อ 20:44

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
Nakamura (09-12-16)
  #10  
เก่า 09-12-16, 20:37
เกียงจูแหย's Avatar
โรงเรียนอภิญญา พุทธภูมิ
 
วันที่สมัคร: Jun 2011
ข้อความ: 897
จำนวนครั้งที่ได้ร่วมมหาโมทนาบุญ: 918
ได้รับการมหาโมทนาบุญ 2,434 ครั้ง ใน 2,434 ข้อความ
พลังบุญ: 3340
เกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished roadเกียงจูแหย is on a distinguished road
Default

ในเมื่อ ท่าน นากามุระ สนใจ ผมขอรวบรวม การฝึก ใหม่อย่างละเอียด


ขอเป็นแบบพื้นฐานก่อนนะครับ



1. ต้องเปิดจักระ คือ ทางเดินพลังงานก่อน ทาง จีน เรียกว่าทะลวงจุด

การเปิดจักระ เปิดจักระ แบบที่ 2 การวาดมโนภาพ นึก เอาวัตถุมงคล สมเด็จองค์ปฐม ก็ได้

หรือพระพุทธรูป ที่เรานับถือที่่สุด เท่าที่เรามี เพื่อขอบารมีท่านมาเปิดจักระ ที่ 7- 2


2. ลมปราณพื้นฐาน

ลมปราณไท้เก๊กเบื้องต้น



มวยไท้เก๊กเป็นชี่กงประเภทหนึ่งที่เหมาะที่สุดสำหรับการเป็นพื้นฐานในการฝึกศาสตร์ชั้นสูงทั้งปวงของลัทธิเต๋าการฝึกหายใจหรือการฝึกลมปราณของมวยไท้เก๊กเบื้องต้นนั้นจะเป็นการหายใจแบบก่อนกำเนิดหรือที่เรียกกันว่าการหายใจด้วยท้องแบบปฏิภาควิธีหายใจแบบนี้ขณะหายใจเข้าท้องจะหดขณะหายใจออกท้องจะป่องตามทฤษฎีโบราณของเต๋าพลังลมปราณของคนเรามี 2 ประเภทคือ


a) พลังลมปราณก่อนกำเนิดอันเป็นพลังชีวิตที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด
กับ
b) พลังลมปราณหลังกำเนิดอันเป็นพลังชีวิตที่เกิดจากการที่เราพูด


อากาศหายใจในแต่ละวันและจากอาหารน้ำดื่มที่เรารับประทานเข้าไปพลังลมปราณก่อนกำเนิดถือเป็นฝ่ายหยังส่วนพลังลมปราณหลังกำเนิดถือเป็นฝ่ายหยินโดยมีกระบังลมเป็นแผ่นคั่นกลางระหว่างลมปราณทั้ง 2 แบบนี้ดังรูปที่ 1




ลมปราณก่อนกำเนิดและจุดศูนย์ตันเถียน


ในการหายใจด้วยท้องแบบปฏิภาคนี้เวลาหายใจเข้า“พลังชั้นบน” หรือพลังหลังกำเนิดจะถูกจมูกสูดเข้าไปในขณะที่ “พลังชั้นล่าง” หรือพลังก่อนกำเนิดจะถูกบีบให้ขึ้นมาจากจุดศูนย์ตันเถียนดังรูปที่ 2




ส่วนเวลาหายใจออกพลังชั้นบนจะออกมาจากจมูกในขณะที่พลังชั้นล่างจะกลับเคลื่อนจมลงสู่จุดศูนย์ตันเถียนดังรูปที่ 3




การหายใจเข้าจึงเป็นการรวมส่วนการหายใจออกเป็นการแยกมีแต่การหายใจด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่จะเกิด “พลังผ่านรวม” (ชี่กง) อันเป็นการผสมผสานพลังก่อนกำเนิดกับพลังหลังกำเนิดให้เป็นหนึ่งเดียวแต่ถ้าเราหายใจด้วยวิธีอื่นเช่นการหายใจแบบหลังกำเนิดหรือหายใจด้วยท้อง (ที่พอหายใจเข้าท้องน้อยจะป่องและพอหายใจออกท้องน้อยจะหด) จะไม่เกิดการผสมผสานระหว่างพลัง 2 ชนิดนี้



ในการฝึกชี่กงของมวยไท้เก๊กนอกจากจะฝึกหายใจด้วยท้องแบบปฏิภาคแล้วผู้ฝึกจะต้องรู้จักใช้ “จิตสำนึก” เข้ามาช่วยในการหายใจเพื่อให้เกิดการเดินพลังลมปราณด้วยคือผู้ฝึกจะต้องรู้จักใช้จินตนาการและสติชักนำลมปราณให้ไหลจากจมูกลงสู่ลำคอเข้าสู่ช่องท้องให้ลงไปจมอยู่ในจุดศูนย์ตันเถียนจนเป็นความเคยชินให้ได้เสียก่อน


การฝึกหายใจแบบปฏิภาคและการเดินพลังลมปราณด้วยการใช้จิตสตินำความคิดและนำพลังปราณไปสะสมไว้ที่จุดศูนย์ตันเถียนหรือขับเคลื่อนพลังปราณให้หมุนเวียนไปทั่วร่างกายนั้นจะฝึกได้ง่ายที่สุดจากท่ายืนอยู่กับที่หรือท่าที่ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆซึ่งในมวยไท้เก๊กเรียกว่าการฝึกยืนเซน(ฝึกเซนในท่ายืน) ในขั้นต่อมาที่ยากขึ้นไปอีกคือการฝึกหายใจแบบปฏิภาคและเดินพลังลมปราณนี้ในการรำเดี่ยวช้าๆตามชุดมวยไท้เก๊กเหตุที่จำเป็นต้องรำช้าๆหรือเคลื่อนไหวช้าๆก็เพื่อฝึกหัดการเคลื่อนพลังลมปราณภายในร่างกายและให้สติความคิดชักนำพลังลมปราณกระจายไปทั่วทุกส่วนของร่างกายได้อย่างทั่วถึงนั่นเอง


การจะฝึกชี่กงให้ก้าวหน้าเคล็ดเกี่ยวกับท่าทางมีความสำคัญมากสมควรที่ผู้ฝึกจะต้องปฏิบัติตามอย่างเข้มงวดเพื่อจัดโครงสร้างของกายให้เอื้ออำนวยที่สุดต่อการฝึกลมปราณเคล็ดเกี่ยวกับท่าทางในการฝึกชี่กงไม่ว่าจะประเภทไหนหรือสายไหนล้วนเหมือนกันคือ


1. คอและศีรษะต้องตั้งตรง
2. ต้องเก็บก้นกบไม่ให้โผล่ยื่นออกมา
3. ลำตัวต้องตั้งตรง
4. หว่างขาต้องโค้งมน
5. ผ่อนคลายหน้าอกห่อไหล่อย่าแอ่นอกอย่ายกไหล่
6. ไหล่ต้องตก
7. ศอกก็ต้องตก
8. นัยน์ตาทั้งคู่ต้องอยู่ในระดับเดียวกันเป็นเส้นขนานกับพื้นเสมอ
9. ลิ้นแตะเพดานฟันบนตลอดเวลาที่ฝึก
10. ผ่อนคลายเอวผ่อนคลายทั่วทั้งร่างโดยจิตยังมีสติเป็นสมาธิอยู่


เคล็ดเกี่ยวกับท่าทางทั้ง 10 ประการข้างต้นนี้มีไว้ให้ลมปราณไหลเวียนไปทั่วร่างของผู้ฝึกชี่กงได้อย่างสะดวกปลอดโปร่งไม่ติดขัด


เมื่อฝึกชี่กงในท่ายืนนิ่งๆไม่เคลื่อนไหวโดยปฏิบัติตามเคล็ดเกี่ยวกับท่าทาง 10 ประการข้างต้นอย่างเคร่งครัดได้ระยะหนึ่งประมาณสามเดือนถึงหกเดือนขึ้นไปจนผู้ฝึกเริ่มเคยชินกับการมีท่าทางที่ถูกต้องของชี่กงแล้วผู้ฝึกก็ควรเริ่มฝึกชี่กงในการเคลื่อนไหวช้าๆซึ่งก็มีเคล็ดเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว 10 ประการที่ผู้ฝึกจะต้องปฏิบัติตามอย่างเข้มงวดเช่นกันคือ


1. ปลายเท้าปลายจมูกและปลายมือของผู้ฝึกจะต้องสมมาตรตรงกันตลอดคือถ้าไม่อยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกันก็ต้องเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า
2. ตาจะต้องมองการเคลื่อนไหวหรือจดจ่อที่ปลายนิ้วเสมอ
3. ขณะเดียวกันตาจะต้องมองในมุมกว้างเกินกว่าครึ่งวงกลมเอาไว้เพื่อให้สามารถมองเห็นภาพในมุมกว้างที่สุดเท่าที่จะกว้างได้
4. การเคลื่อนไหวอย่าให้มีการขาดตอนต้องให้ไหลต่อเนื่องดุจสายน้ำ
5. ในกับนอกต้องประสานกันในหมายถึงจิง(แก่นสารของพลังชีวิต)ชี่(ปราณ) และเสิน (จิตวิญญาณ)นอกหมายถึงมือเท้าและลำตัว
6. ท่อนบนกับท่อนล่างของลำตัวต้องเคลื่อนไหวสอดคล้องกัน
7. แสวงหาความนิ่งในความเคลื่อนไหวและแสวงหาความเคลื่อนไหวในความนิ่งด้วยการใช้จิตสำนึก
8. ใช้จิตไม่ใช้กำลัง
9. แบ่งแยกการถ่ายเทน้ำหนักตัวบนขาและแขนให้ชัดเจนว่าเป็นแรงจริงหรือแรงลวง
10. วางน้ำหนักหรือจุดศูนย์ถ่วงของร่างกายให้ถูกต้องจมแรงไปที่ส่วนล่างของร่างกายเคลื่อนไหวอย่างเบาและคล่องแคล่ว


ชี่กงที่คนธรรมดาทั่วไปฝึกกันมีเคล็ดและหลักการฝึกตามข้างต้นนี้ไม่ว่าจะฝึกชี่กงชื่ออะไรประเภทไหนที่มีจำนวนมากมายเป็นร้อยๆชนิดก็ตาม
รูปขนาดเล็ก
อภิญญา-วิชาลมปราณ กับ พลังกุณฑาลิณี-pic3-jpg   อภิญญา-วิชาลมปราณ กับ พลังกุณฑาลิณี-pic2-jpg   อภิญญา-วิชาลมปราณ กับ พลังกุณฑาลิณี-pic1-jpg  

__________________
ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยะธิกะบารมีพิเศษในด้านผู้เป็นเอกแห่งกษัตราธิราชทั้งหลาย

Share |
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้ "ร่วมมหาโมทนาบุญ" กับคุณ เกียงจูแหย ในข้อความนี้
Nakamura (09-12-16)
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is ใช้ได้
Trackbacks are ใช้ได้
Pingbacks are ใช้ได้
Refbacks are ใช้ได้



เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 14:45


อภิญญา | คณะพระธาตุแก้วมณีโชติ | ทริปทัวร์บุญ | สถานปฏิบัติธรรม
ลิงค์ที่น่าสนใจ: วัดท่าซุง |วัดเมตตาพุทธาราม|ตามรอยพระพุทธบาท|พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระพุทธสาวก

Non-Copyright © 2009 Apinya.com. เว็บอภิญญา เผยแผ่เป็นธรรรมอภิญญาทาน ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในกึ่งพุทธกาล ยุคอภิญญาใหญ่